Connect with us

Featured

รีวิว Samsung Galaxy Note10 และ Note10+ จอเล็กหรือใหญ่เลือกได้ กล้องจัดเต็ม และ S Pen สั่งงานด้วยท่าทางได้

Published

on

Samsung Galaxy Note10 และ Note10+ สมาร์ทโฟนหน้าจอขนาดใหญ่รุ่นใหม่ล่าสุด ปรับดีไซน์ให้เหมาะกับการใช้งานร่วมกับ S Pen และอัพเกรดครั้งใหญ่หลายฟีเจอร์เพื่อการใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น

Samsung Galaxy Note10 and Note10 Plus Review 02

สรุปสเปค Samsung Galaxy Note10 ในไทย

  • หน้าจอแสดงผลขนาด 6.3 นิ้ว Dynamic AMOLED ความคมชัด Full HD
  • ระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie กับ One UI
  • ซีพียู Exynos 9825
  • แรม 8GB
  • ความจุตัวเครื่อง 256GB (ไม่รองรับ microSD Card)
  • กล้องหลัง 3 เลนส์ 12 + 12 + 16 ล้านพิกเซล
    • Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล Zoom 2X มีระบบกันสั่น OIS, f/2.2
    • Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล มีระบบกันสั่น OIS มุมกว้าง 77 องศา, f/1.5 – f/2.4
    • Ultra Wide ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล มุมกว้าง 123 องศา f/2.1
  • กล้องหน้า 10 ล้านพิกเซล f/2.2
  • แบตเตอรี่ 3500mAh ชาร์จเร็ว 25W

สรุปสเปค Samsung Galaxy Note10+ ในไทย

  • หน้าจอแสดงผลขนาด 6.8 นิ้ว Dynamic AMOLED ความคมชัด WQHD
  • ระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie กับ One UI
  • ซีพียู Exynos 9825
  • แรม 12GB
  • ความจุตัวเครื่อง 256GB และ 512GB เพิ่มได้ด้วย microSD Card สูงสุด 1TB
  • กล้องหลัง 4 เลนส์ 12 + 12 + 16 ล้านพิกเซล + ToF
    • Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล Zoom 2X มีระบบกันสั่น OIS, f/2.2
    • Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล มีระบบกันสั่น OIS มุมกว้าง 77 องศา, f/1.5 – f/2.4
    • Ultra Wide ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล มุมกว้าง 123 องศา f/2.1
    • กล้อง ToF
  • กล้องหน้า 10 ล้านพิกเซล f/2.2
  • แบตเตอรี่ 4300mAh ชาร์จเร็ว 45W

ดีไซน์ตัวเครื่องและหน้าจอแสดงผล

Samsung Galaxy Note10 and Note10 Plus Review

Samsung Galaxy Note10 และ Note10+ มาพร้อมหน้าจอแสดงผลขนาด 6.3 นิ้ว Full HD และ 6.8 นิ้ว WQHD พื้นที่หน้าจอชิดขอบทุกด้าน ไม่มีรอยบาก ทำให้ขนาดตัวเครื่องเท่ากับ Galaxy Note9 แต่ได้หน้าจอที่ใหญ่ขึ้น และเจาะรูหน้าเพื่อฝังกล้องหน้าเซลฟี่ไว้ใต้กระจกหน้าจอ

การออกรุ่น Galaxy Note10 ตัวธรรมดาก็เพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่ไม่ต้องการขนาดเครื่องที่ใหญ่เกินไป ในขณะที่ Note10+ หน้าจอใหญ่ก็ยังคงตอบโจทย์แฟนๆ Note ที่ต้องการหน้าจอใหญ่ในการใช้งานได้เต็มที่

หน้าจอเป็นเทคโนโลยี Dynamic AMOLED ที่มีความแม่นยำของสีระดับ A+ จากการทดสอบโดย DisplayMate ซึ่งเป็นจอที่สวยที่สุดสำหรับสมาร์ทโฟน Samsung ในขณะนี้ รองรับการแสดงผล HDR10+ อีกทั้งยังช่วยตัดแสงสีฟ้าได้ถึง 41% ในโหมดการใช้งานปกติ โดยไม่ต้องเปิดโหมดตัดแสงสีฟ้า

 

Samsung Galaxy Note10 and Note10 Plus Review

กล้องหน้าจัดวางไว้ในหน้าจอบริเวณกึ่งกลางพอดี เพื่อให้การดีไซน์มีความสมมาตร และเมื่อถ่ายรูปจะทำให้สายตาดูสวยเป็นธรรมชาติมากกว่าเมื่อเทียบกับกล้องที่อยู่มุมใดมุมหนึ่งของหน้าจอ

 

Samsung Galaxy Note10 and Note10 Plus Review

ระบบสแกนลายนิ้วมือแบบ Ultrasonic ฝังไว้ใต้หน้าจอ โดยเป็นการใช้คลื่นเสียงในการสแกนลายนิ้วมือบนสมาร์ทโฟนเป็นรุ่นแรกของโลก

ระบบเสียงเป็นสเตอริโอ แต่มีการซ่อนลำโพงที่เนียนมากขึ้น รวมถึงเซ็นเซอร์ต่างๆ ก็ถูกซ่อนเอาไว้จนมองไม่เห็น ทำให้พื้นที่ด้านหน้าดูสะอาดตา เห็นหน้าจอได้แบบเต็มตามากๆ

 

Samsung Galaxy Note10 and Note10 Plus Review

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงใน Galaxy Note10 Series คือการนำช่องหูฟัง 3.5 มม. ออกไป ทำให้ตัวเครื่องดูสวยงามมากขึ้น ตัวเครื่องบางลง มีพื้นที่ให้เพิ่มขนาดแบตมากขึ้นและจัดวาง Haptic Feedback ที่สั่นได้ดีมากขึ้น

 

Samsung Galaxy Note10 and Note10 Plus Review

Galaxy Note10 ทั้ง 2 รุ่นใช้พอร์ตเชื่อมต่อ USB Type-C และมีช่องเก็บปากกาที่ขอบด้านล่างตัวเครื่อง

 

Samsung Galaxy Note10 and Note10 Plus Review

S Pen ยังคงดีไซน์เหมือนในรุ่น Note9 แต่มีการเพิ่มเซ็นเซอร์ Gyro เข้ามา ทำให้สั่งงานด้วยท่าทางจากการขยับตัวปากกาได้ และเพิ่มฟีเจอร์ด้านซอฟต์แวร์ให้ทำงานได้หลากหลายมากขึ้น

 

Samsung Galaxy Note10 and Note10 Plus Review

ถาดใส่ซิมขออง Note10 เป็นแบบ Dual SIM ไม่มีช่อง microSD Card ในขณะที่รุ่น Note10+ เป็นถาดซิมแบบ Hybrid เลือกใส่ microSD Card ได้

ขอบด้านซ้ายมีปุ่ม Power และปุ่มปรับระดับเสียง ซึ่งทาง Samsung ได้ตัดปุ่ม Bixby ออกไป โดยนำไปรวมไว้ในปุ่ม Power สามารถตั้งค่าให้เรียกใช้งาน Bixby ได้เหมือนเดิม แต่ไม่ต้องมีปุ่มแยก และปุ่มทั้งหมดจะอยู่ด้านข้างซ้าย ทำให้ด้านขวาไม่มีปุ่มใดๆ ดูสวยงามเป็นชิ้นเดียวกันทั้งหมด

 

Samsung Galaxy Note10 and Note10 Plus Review

สำหรับสีตัวเครื่องที่ใช้รีวิวนี้ Galaxy Note10 สี Aura Pink และ Note10+ เป็นตัวเครื่องสี Aura Glow ซึ่งเป็นสีใหม่ของปีนี้ ทำให้มีความโดดเด่นในเรื่องของสีสันได้มากขึ้น

 

Samsung Galaxy Note10 and Note10 Plus Review

กล้องหลังของทั้ง 2 รุ่นประกอบด้วยกล้องหลัก 12 ล้านพิกเซล f/1.5, f/2.4 กล้อง Telephoto 12 ล้านพิกเซล ซูมได้ 2 เท่า และกล้อง Ultra Wide 16 ล้านพิกเซล f/2.1 มุมกว้าง 123 องศา โดยในรุ่น Note10+ เพิ่มกล้อง ToF เข้ามาเป็นกล้องตัวที่ 4

 

ซอฟต์แวร์และฟังก์ชั่นการใช้งาน

Samsung Galaxy Note10 and Note10 Plus Review

Samsung Galaxy Note10 และ Note10+ รันระบบปฏิบัติการ Android 9.0 Pie และ One UI เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดที่มีการปรับส่วนต่างๆ ให้สามารถใช้งานมือเดียวได้สะดวกมากขึ้น และมีการเพิ่มปุ่มปิดตัวเครื่องไว้ในส่วนของ Quick Settings ด้วย หลังจากตัวเครื่องของรุ่นนี้มีปุ่ม Power และ Bixby รวมอยู่ในปุ่มเดียวกัน

 

Samsung Galaxy Note10 and Note10 Plus Review

สำหรับการแสดงผลบนหน้าจอ Dynamic AMOLED ของ Note10+ มีให้เลือกใช้งานหลักๆ 2 โหมดคือ สดใส และธรรมชาติ โดยความละเอียดหน้าจอจะถูกกำหนดค่าเริ่มต้นเป็น FHD+ เพื่อประหยัดพลังงานได้มากขึ้น ดังนั้นถ้าใครต้องการใช้งานความละเอียดของหน้าจอแบบเต็มที่ก็สามารถเข้าไปเลือกได้ในเมนูการตั้งค่าความละเอียดของหน้าจอ และมีโหมดกลางคืนให้เพื่อเปลี่ยนพื้นหลังเป็นสีดำ

 

Samsung Galaxy Note10 and Note10 Plus Review

Galaxy Note10 สามารถบันทึกวิดีโอหน้าจอได้แล้วจากทุกหน้าจอ ซึ่งรองรับการบันทึกขณะเปิดกล้องหน้าถ่ายรูปได้ด้วย จากเดิมที่ทำได้เพียงการบันทึกเกมขณะเล่นเกมผ่านเครื่องมือที่อยู่ใน Game Tools เท่านั้น

 

Samsung Galaxy Note10 and Note10 Plus Review

ฟีเจอร์เด่นของ Note10 Series อยู่ที่ปากกา S Pen ทำให้เป็นจุดขายที่แยกระหว่าง S Series ได้ชัดเจดที่สุด นอกเหนือจากขนาดหน้าจอที่ใหญ่กว่า โดยฟีเจอร์หลักๆ ยังคงทำงานได้เหมือนเดิม แต่ดีไซน์ของรุ่นใหม่เป็นแบบ Unibody ไร้รอยต่อ

 

Samsung Galaxy Note10 and Note10 Plus Review

ฟีเจอร์ใหม่ของ S Pen คือการทำงานได้ด้วยการสั่งงานผ่านทางทางได้เหมือนรีโมท เพราะว่าในตัวปากกามีการเพิ่มเซ็นเซอร์ Gyro ตรวจจับการเคลื่อนไหวแบบ 6 แกนที่มีความแม่นยำ ขยับปากกาได้หลากหลายท่าเพื่อสั่งงานตามคำสั่งที่ได้กำหนดเอาไว้ เช่น กดปุ่มที่ตัว S Pen แล้วตวัดขึ้นหรือลงเพื่อสลับกล้องหลัง-กล้องหน้า หรือแม้แต่ใช้สำหรับซูมกล้องก็ทำได้ เป็นต้น

 

Samsung Galaxy Note10 and Note10 Plus Review

การแปลงลายมือจากการเขียนเป็นตัวอักษรก็ได้รับการอัพเกรดให้แปลงประโยคยาวๆ ได้ จากเดิมที่แปลงได้เป็นคำๆ และที่สำคัญคือลายมือภาษาไทยที่อ่านยากๆ ก็ยังแปลงได้ด้วย จากนั้นก็สามารถแชร์เป็นไฟล์ต่อได้ทันที

 

Samsung Galaxy Note10 and Note10 Plus Review

ความพิเศษอีกอย่างคือการเพิ่มเสียงของปากกา (Pen Sound) เวลาเขียนบนหน้าจอที่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเขียนบนกระดาษด้วยปากกาของจริง และ Screen Off Memo สามารถเปลี่ยนสีพื้นหลังได้หลายสีมากขึ้น

 

Samsung Galaxy Note10 and Note10 Plus Review

S Pen สามารถใช้วาดบนหน้าจอร่วมกับฟีเจอร์ AR Doodle ได้ โดยหนึ่งในโหมดกล้องของ Note10 ที่ใช้ปากกาวาดแต่งใบหน้าของแต่ละคนในรูปแบบเสมือนจริงแล้วถ่ายเป็นคลิปวิดีโอได้ ซึ่งตำแหน่งของการวาดด้วยปากกา S Pen จะจดจำอยู่ในตำแหน่งเดิมตามใบหน้าของแต่ละคน หรือตำแหน่งเดิมตามสภาพแวดล้อมขณะทำการวาด เมื่อหันกล้องไปมุมอื่นก็จะไม่แสดงให้เห็น แต่ถ้าหันกล้องมาจุดเดิมหรือใบหน้าเดิมก็จะแสดงรูปที่เราวาด

 

Samsung Galaxy Note10 and Note10 Plus Review

สำหรับแบตเตอรี่ของ S Pen ทาง Samsung เคลมว่าใช้งานได้ยาวนานสูงสุด 10 ชั่วโมงเมื่อถอดออกใช้งาน และจะชาร์จอัตโนมัติเมื่อเก็บปากกาเข้าตัวเครื่องเหมือนเดิม

 

Samsung Galaxy Note10 and Note10 Plus Review

Samsung DeX ได้รับการพัฒนาให้สามารถเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งาน DeX ได้แล้ว รองรับการใช้งาน Mac ได้ด้วย ทำให้ไม่ต้องหาเม้าส์หรือคีย์บอร์ดมาเชื่อมต่อให้ยุ่งยากอีกต่อไป และในขณะใช้งาน DeX สามารถถ่ายโอนไฟล์ไปมาระหว่างเครื่องพีซีและ Note10 ได้ทันที โดย Note10 ก็ยังใช้งานเป็นสมาร์ทโฟนได้ตามปกติ

 

Samsung Galaxy Note10 and Note10 Plus Review

ระบบเสียงในตัวเครื่องของ Galaxy S10 และ S10+ รองรับเทคโนโลยี Dolby Atmos โดยใช้ลำโพงที่อยู่ด้านล่างและลำโพงที่ขอบด้านบนตัวเครื่องในการขับเสียงออกมาในรูปแบบสเตอริโอ ทำให้เกิดมิติเสียงซ้ายขวา ซึ่งฟีเจอร์นี้ทำงานได้ทั้งการดูหนัง ฟังเพลง และการเล่นเกม

 

Samsung Galaxy Note10 and Note10 Plus Review

Quick measure แอปพลิเคชั่นที่ติดตั้งมาใน Galaxy Note10+ สำหรับใช้วัดขนาดสิ่งของต่างๆ ทั้งวัดความยาว ความกว้าง วัตถุทงสี่เหลี่ยม หรือจะวัดรัศมีของวงกลม รวมไปถึงการวัดสิ่งของแบบ 3 มิติก็ทำได้เช่นกัน โดยแอปตัวนี้จะใช้งานเฉพาะในรุ่นที่มีกล้อง ToF เท่านั้น

การเชื่อมต่อของ Galaxy Note10 รองรับการใช้งานพร้อมกัน 2 ซิมการ์ดบนเครือข่าย LTE-A โดยสามารถเปิดใช้งาน 4G ได้พร้อมกันทั้ง 2 ซิม อีกทั้งยังรองรับทั้ง VoLTE และ WiFi Calling (VoWiFi) มีพอร์ตเชื่อมต่อ USB Type-C, รองรับ Wi-Fi 6 MU-MIMO และระบบ GPS, GLONASS, Beidou, Galileo รวมไปถึงการเชื่อมต่อผ่าน NFC และ Bluetooth 5.0 ด้วย

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

Samsung Galaxy Note10 และ Note10+ ใช้ชิพประมวลผล Exynos 9825 เป็นชิปเซ็ตรุ่นที่ใช้เทคโนโลยีกระบวนการผลิตที่ 7nm ซีพียู Octa-core แบ่งการทำงานออกเป็น 3 ระดับคือ 2 + 2 + 4 ได้แก่ Dual-core 2.73GHz Mongoose M4 ถัดมาเป็น Dual-core 2.4GHz Cortex-A75 เพื่อการประมวลผลที่ต้องการประสิทธิภาพสูงสุด และ Quad-core 1.9GHz Cortex-A55 เพื่อประมวลผลที่ประหยัดพลังงาน สำหรับตัวกราฟิก Mali-G76 MP12 รองรับ API กราฟิกที่ทันสมัย เช่น OpenGL ES 3.2, Vulkan 1.0, OpenCL 2.0, DirectX 12 FL11_1 และ Renderscrip

Samsung Galaxy Note10 and Note10 Plus Review

ผลการทดสอบ AnTuTu เป็นการทดสอบภาพรวมของการทำงานในส่วนของหน่วยความจำแรม และประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยประมวลผลกราฟิกหรือจีพียู ระดับคะแนนถือว่าทำได้สูงมาก โดยรุ่น Galaxy Note10 แรม 8GB ทำคะแนนรวมได้ 347,812 คะแนน และ Note10+ แรม 12GB ทำคะแนนรวมได้ 346,912 คะแนน

 

Samsung Galaxy Note10 and Note10 Plus Review

ผลการทดสอบด้วย Geekbench 4 เพื่อทดสอบประสิทธิภาพการทำงานและการประมวลผล การทดสอบนี้จะทำการประมวลออกมาเป็นตัวเลขแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ Single-Core และ Multi-Core หากได้คะแนนยิ่งสูงประสิทธิภาพการทำงานจะยิ่งดี

  • Galaxy Note10 แรม 8GB ทำคะแนน Single-Core ได้ 4,496 คะแนน และ Multi-Core ทำได้ 10,426 คะแนน
  • Galaxy Note10+ แรม 12GB ทำคะแนน Single-Core ได้ 4,522 คะแนน และ Multi-Core ทำได้ 10,081 คะแนน

 

Samsung Galaxy Note10 and Note10 Plus Review

ทดสอบเล่นเกม PUBG Mobile อีกหนึ่งเกมที่กำลังฮิตในขณะนี้ ซึ่งเป็นเกมที่ต้องการทั้งความลื่นไหล ต้องใช้การควบคุมทิศทาง และความแม่นยำในการระบุเป้ายิง สามารถเล่นได้อย่างไม่สะดุด ไม่เจออาการกระตุกทั้งการเล่นในโหมดกราฟิกในระดับสูง และภาพความละเอียดสูง

 

Samsung Galaxy Note10 and Note10 Plus Review

เกม ROV เกมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในตอนนี้ สำหรับการเล่นบน Galaxy Note10+ รองรับโหมดเฟรมเรตสูง ภาพระดับ HD สามารถได้ลื่นไหล ไม่มีปัญหา เฟรมเรตนิ่งมากๆ วิ่งระหว่าง 59-60fps ตลอดการเล่น และบางฉากวิ่งทะลุ 61fps แม้จะเป็นช่วงการร่วมทีมไฟต์ก็ไม่ตก

 

Samsung Galaxy Note10 and Note10 Plus Review

Galaxy Note10 มีแบตเตอรี่ 4300mAh ใช้งานทั่วไปได้ยาวนานทั้งวัน หรือแม้แต่การเล่นเกมต่อเนื่องกัน 2-3 ชั่วโมง รวมกับการดูคลิป เล่นโซเชียล เปิดกล้องถ่ายรูปตลอดทั้งวัน แบตก็อยู่ได้นานเกือบทั้งวัน ถือว่าจัดการพลังงานได้ดีมากๆ

 

Samsung Galaxy Note10 and Note10 Plus Review

สำหรับการชาร์จแบต Galaxy Note10+ ด้วยสายจะรองรับกำลังไฟสูงสุด 45W แต่หัวชาร์จที่ให้มาเป็นขนาด 25W และรองรับการชาร์จไร้สาย 15W ทำให้ชาร์จได้รวดเร็วมากขึ้น นอกจากนี้ก็มี Wireless PowerShare ฟีเจอร์การชาร์จแบตไร้สายให้กับอุปกรณ์อื่นๆ ได้ ทั้งสมาร์ทโฟน นาฬิกา หูฟังไร้สาย และอุปกรณ์ทุกอย่างที่รองรับมาตรฐาน Qi หรือทำตัวเป็นแท่นชาร์จได้โดยการเสียบชาร์จ Galaxy Note10 หรือ Note10+ แล้ววางนาฬิกาบนฝาหลัง Note10 ได้ เป็นต้น โดยกำลังไฟในการชาร์จผ่านฟีเจอร์นี้สูงสุด 9W

 

กล้องถ่ายรูป

กล้องหน้าของ Galaxy Note10 และ Note10+ เป็นกล้องความละเอียด 10 ล้านพิกเซล มีระบบออโต้โฟกัสแบบ Dual Pixel ถูกติดตั้งไว้ในหน้าจอบริเวณกลางเครื่องส่วนบน และรองรับการถ่ายวิดีโอ 4K

Samsung Galaxy Note10 and Note10 Plus Review

ในการเซลฟี่ด้วยกล้องหน้าเลือกได้ว่าเป็นการถ่ายเซลฟี่แบบเดียวหรือแบบกลุ่ม โดยจะมีไอคอนให้เลือกบนหน้าจอ เพื่อให้การเซลฟี่กลุ่มสามารถเก็บภาพได้กว้างมากขึ้น ซึ่งจากการใช้งานพบว่าระบบโฟกัสทำงานได้รวดรวดเร็วมากๆ ไม่มีการดึงภาพเข้าออกให้เห็นเลย และกล้องหน้ามีโหมด Live Focus สำหรับการถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังละลาย โดยใช้ซอฟต์แวร์กล้องเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดในการทำเอฟเฟ็กต์ละลายฉากหลังให้เนียนเป็นธรรมชาติ

ตัวอย่างภาพถ่ายกล้องหน้า

Samsung Galaxy Note10 and Note10+ Camera Preview and Hands on

Samsung Galaxy Note10 and Note10+ Camera Preview and Hands on

Samsung Galaxy Note10 and Note10+ Camera Preview and Hands on

 

 

Samsung Galaxy Note10 and Note10 Plus Review 03

กล้องหลังของทั้ง 2 รุ่นประกอบด้วยกล้องหลัก 12 ล้านพิกเซล f/1.5, f/2.4 กล้อง Telephoto 12 ล้านพิกเซล ซูมได้ 2 เท่า และกล้อง Ultra Wide 16 ล้านพิกเซล f/2.1 มุมกว้าง 123 องศา โดยในรุ่น Note10+ เพิ่มกล้อง ToF เข้ามาเป็นกล้องตัวที่ 4

 

ในโหมดออโต้มี AI Scene Optimizer ในการปรับค่ากล้องให้เหมาะกับการถ่ายภาพนั้นๆ แบบอัตโนมัติ โดยจะมีไอคอนฉากต่างๆ ขึ้นมาบนหน้าจอขณะทำการถ่ายภาพ

 

Samsung Galaxy Note10 and Note10 Plus Camera Review Samsung Galaxy Note10 and Note10 Plus Camera Review Samsung Galaxy Note10 and Note10 Plus Camera Review

โหมด Live Focus กล้องหลังสามารถปรับความเบลอของฉลากหลัง และเอฟเฟ็กต์เพื่อเพิ่มความโดดเด่นสวยงามได้ 4 รูปแบบ ได้แก่ เบลอ (Blur), ปั่น (Spin Bokeh), ซูม (Zoom Bokeh) และจุดสี (Color point) ซึ่งเอฟเฟ็กต์เหล่านี้ทำได้ทั้งขณะถ่ายรูปและหลังจากถ่ายรูปก็ทำได้เช่นกัน

 

ตัวอย่างภาพถ่ายกล้องหลัง

Samsung Galaxy Note10 and Note10+ Camera Preview and Hands on

Samsung Galaxy Note10 and Note10+ Camera Preview and Hands on

Samsung Galaxy Note10 and Note10+ Camera Preview and Hands on

 

Samsung Galaxy Note10 and Note10 Plus Camera Review Samsung Galaxy Note10 and Note10 Plus Camera Review Samsung Galaxy Note10 and Note10 Plus Camera Review

สำหรับเลนส์ Ultra Wide ที่มีมุมกว้างพิเศษ ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล เป็นฟีเจอร์กล้องที่เข้ามาเติมเต็มความสามารถของกล้องถ่ายรูปบนมือถือได้เป็นอย่างดี ระยะใกล้แค่ไหนก็สามารถเก็บภาพได้ครบโดยไม่ต้องถอยห่างอีกต่อไป

 

Samsung Galaxy Note10 and Note10 Plus Camera Review Samsung Galaxy Note10 and Note10 Plus Camera Review Samsung Galaxy Note10 and Note10 Plus Camera Review

Night Mode ของ Galaxy Note10 และ Note10+ มีทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง โดยกล้องหลังสามารถถ่ายได้ทั้งกล้องหลักและกล้อง Ultra Wide ซึ่งการถ่ายด้วยโหมดนี้ต้องถือให้นิ่งๆ เพื่อให้ได้ภาพที่คมชัด เพราะว่าการถ่ายภาพด้วยโหมดนี้จะมีการถ่ายภาพหลายซ็อตแล้วนำภาพทั้งหมดมารวมเป็นภาพเดียวกันนั่นเอง

ด้านการถ่ายวิดีโอ Galaxy Note10 และ Note10+ ได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่สำหรับการถ่ายวิดีโอแบบซูมแล้วไมโครโฟนสามารถเพิ่มระดับเสียงตามทิศทางของกล้องที่ซูมได้ พร้อมกับตัดเสียงอื่นๆ ออกไป ซึ่งในรุ่นใหม่นี้มีไมโครโฟนมากถึง 3 ตัว และ Super Steady Mode ถ่ายวิดีโอได้นิ่งมากขึ้น ด้วยระบบกันสั่นด้วยฮาร์ดแวร์ OIS และมี AI เข้ามาช่วยด้วย นอกจากนี้ก็มีการใช้กล้องหลักในการซูมภาพได้ระหว่างถ่ายด้วยโหมดนี้ ทำให้ภาพมีความคมชัดมากขึ้น

สรุปจุดเด่น

  • Galaxy Note10+ จอใหญ่ สวยคมชัด สีสันสดใส และรองรับการแสดงผล HDR10+
  • อินเตอร์เฟซสบายตาและใช้งานได้ลื่นไหล
  • กล้องหน้าเลนส์อยู่ในหน้าจอ มีระบบโฟกัส Dual Pixel และบันทึกวิดีโอ 4K ได้ด้วย
  • กล้องหลัง 3 ตัว ครบทุกชนิดเลนส์ ตอบโจทย์การถ่ายรูปที่ครบทุกฟีเจอร์ในเครื่องเดียว โดยรุ่น Note10+ เพิ่มกล้อง ToF ทำโบเก้ได้สวยมากขึ้นและวัดขนาดสิ่งของด้วยกล้องได้
  • แบตเตอรี่ 4300mAh ของ Note10+ ถือว่าเป็นรุ่นที่ให้มาเยอะที่สุดเลยจาก Samsung และชาร์จไวสูงสุด 45W
  • ตัวเครื่องกันน้ำได้ IP68

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • Note10 ความละเอียดจอ FullHD+
  • Note10 ไม่รองรับ microSD card แต่ความจุ 256GB ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งาน
  • Note10 มีแรม 8GB ส่วนรุ่น Note10+ มีแรม 12GB
  • Note10+ ชาร์​จ 45W ต้องซื้ออะแดปเตอร์เพิ่ม (ในกล่องให้หัวแบบ 25W)

Android News

ของมันต้องมี realme narzo 20 Pro สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง ราคาต่ำกว่าหมื่น

Published

on

หากพูดถึงสมาร์ทโฟนเกมมิ่ง หลายคนอาจนึกถึงสมาร์ทโฟนราคาแพงๆ แต่สำหรับ realme narzo 20 Pro ต้องบอกเลยว่าโดนใจสายเกมเมอร์กันอย่างแน่นอน ด้วยสเปคที่ออกแบบมาเพื่อการเล่นเกมโดยเฉพาะ และราคาไม่ถึงหมื่นบาท

realme Narzo 20 Pro Smartphone for Gaming

realme Narzo 20 Pro เป็นสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกับชิปเช็ต MediaTek Helio G95 ซึ่งเป็นชิปเซ็ตที่ออกแบบมาเพื่อการเล่นเกมบนสมาร์ทโฟน ใช้กระบวนการผลิต 12nm และซีพียูแบ่งการทำงานออกเป็น Dual-core Cortex-A76 ความเร็ว 2.05GHz เวลาเล่นเกมภาพสวยๆ กราฟิกเยอะๆ จะทำได้เต็มประสิทธิภาพ และซีพียู Hexa-core Cortex-A55 ความเร็ว 2GHz เน้นการประมวลผลทั่วไป ประหยัดพลังงานได้ดี อีกทั้งยังมาพร้อมกราฟิก GPU Mali-G76 กับ RAM 8GB ที่มี AI ช่วยการจัดประสิทธิภาพการทำงานให้ทำงานได้เต็มที่

realme Narzo 20 Pro Gaming Smartphone 1jpg

ไม่เพียงแต่มีชิปเซ็ตที่เร็วแรงเท่านั้น ด้านการเล่นเกมก็มีฟีเจอร์ Game Space ที่ช่วยให้การเล่นเกมสะดวกมากขึ้น เป็นฟีเจอร์ที่รวมเกมไว้ในที่เดียวกัน การเลือกความสำคัญในการเล่นเกมได้ เช่น โหมดแข่งขัน และการปิดกั้นการแจ้งเตือนต่างๆ ไม่ให้รบกวนในขณะเล่นเกม

realme Narzo 20 Pro Gaming Smartphone

ใครที่ชื่นชอบการเล่นเกม ต้องบอกเลยว่าเจ้า Narzo 20 Pro แสดงผลภาพได้อย่างลื่นไหล เพราะหน้าจอของรุ่นนี้รองรับอัตรารีเฟรช 90Hz ดังนั้นถ้าเกมอย่าง PUBG Mobile คือลื่นไหลแน่นอน เพราะรองรับได้เต็มประสิทธิภาพ การควบคุมทิศทาง และความแม่นยำในการระบุเป้ายิง สามารถเล่นได้อย่างไม่สะดุด ไม่เจออาการกระตุกทั้งการเล่นในโหมดกราฟิกในระดับสูง และภาพความละเอียดสูง

realme Narzo 20 Pro Gaming Smartphone

เกม ROV เกมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในตอนนี้ สำหรับการเล่นบน realme Narzo 20 Pro รองรับโหมดเฟรมเรตสูง ภาพระดับ HD สามารถได้ลื่นไหล ไม่มีปัญหา เฟรมเรตนิ่งมากๆ วิ่งระหว่าง 60-61fps ตลอดการเล่น และบางฉากวิ่งทะลุ 62fps แม้จะเป็นช่วงการร่วมทีมไฟต์ก็ไม่ตก

realme Narzo 20 Pro Gaming Smartphone

เท่าที่ลองเล่นเกมบน Narzo 20 Pro ไปชั่วโมงกว่าๆ ตัวเครื่องแทบไม่ร้อนเลย รู้สึกอุ่นๆ เท่านั้น ซึ่งรุ่นนี้มีระบบระบายความร้อนทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ที่ถ่ายเทความร้อนได้ดีมากยิ่งขึ้น เพราะถ้าเครื่องไม่ร้อนก็จะทำให้มีประสิทธิภาพการทำงานทำได้สูงสุดตลอดการใช้งาน

realme Narzo 20 Pro Gaming Smartphone

กรอบตัวเครื่องที่โค้งยังทำให้ถือได้กระชับมือ และถือเล่นนานๆ ไม่ลื่นหลุดมือ อีกทั้งน้ำหนักตัวเครื่อง 191 กรัม ถือว่าไม่ได้หนักมาก เมื่อเทียบกับหน้าจอใหญ่ถึง 6.5 นิ้ว ถือได้นานโดยไม่เมื่อยมือ

realme Narzo 20 Pro

นอกจากนี้ แบตเตอรี่ที่ใช้งานต่อเนื่องได้ยาวนานก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยเจ้า Narzo 20 Pro มีแบตเตอรี่ขนาด 4500mAh เล่นเกมต่อเนื่องได้หลายชั่วโมง สนุกกันได้ยาวๆ และเป็นแบตเตอรี่แบบ Dual 3C Cells แบ่งอัตราส่วนของแบตเตอรี่เป็น 2250mAh 2 ก้อน รองรับการชาร์จเร็ว 65W SuperDart Charge ชาร์จเต็ม 100% ในเวลา 38 นาที ชาร์จแป๊บเดียวก็หยิบไปสนุกต่อได้ทันที ไม่ต้องรอนาน

realme Narzo 20 Pro Gaming Smartphone

ปัจจุบันเกมออนไลน์บนมือถือได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก การมีสมาร์ทโฟนสเปคแรงๆ ที่รองรับการเล่นเกมได้เต็มที่ในราคาไม่ถึงหมื่นบาท ถือว่าตอบโจทย์ทุกคนได้ดีมากๆ โดย realme narzo 20 Pro จัดโปรโมชั่นพิเศษ เพียง 7,499 บาท จากปกติ 8,499 บาท พร้อมโปรโมชั่นผ่อน 0% นาน 10 เดือน โดนสามารถเป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ – 31 มกราคมนี้ ทาง realme Official Store บน Lazada, Shopee และ Thisshop เท่านั้น

realme Narzo 20 Pro Gaming Smartphone

สามารถเป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ ผ่านช่องทางการสั่งซื้อ ดังนี้     

ติดตามเพิ่มเติมได้ทางเพจ realme TH : https://www.facebook.com/realmeTH/

Continue Reading

Featured

รีวิว Redmi Note 9T 5G สมาร์ทโฟนสุดคุ้ม รองรับ 5G, กล้อง 48MP และ Redmi 9T ขุมพลัง Snapdragon 662 แบต 6000mAh

Published

on

ในครั้งนี้เราจัดรีวิวแรกของปี 2021 มาให้แบบจัดเต็มถึง 2 รุ่นครับ ได้แก่ Redmi Note 9T และ Redmi 9T สมาร์ทโฟนจาก Redmi สุดคุ้มทั้งคู่ และมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน โดยแต่ละรุ่นมีฟีเจอร์อะไรบ้างลองมาดูกัน

Redmi Note 9T 5G

เริ่มกันด้วย Redmi Note 9T ที่มาในสโลแกน Ready, Set, 5G! ที่เป็นสมาร์ทโฟนรองรับ 5G ในราคาสุดคุ้ม พร้อมการใช้งานสุดไหลลื่นและกล้องคมชัดขั้นสุด 48 ล้านพิกเซล

สรุปสเปค Redmi Note 9T

  • ขนาดตัวเครื่อง : 161.96 x 77.25 × 9.05 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 199 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล DotDisplay ชนิด IPS กว้าง 6.53 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2340 x 1080 พิกเซล) อัตราส่วน 19.5:9, ความสว่าง 450 นิต และครอบทับด้วย Corning Gorilla Glass 5
  • หน่วยประมวลผล : MediaTek Dimensity 800U ความเร็ว 2.4GHz
  • RAM 4 GB
  • ROM 64/128 GB
  • ระบบปฎิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย MIUI 12
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 3 เลนส์ แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.79
    • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
    • เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้าความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.25
  • รองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ซิม
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 2.4G + 5G, Bluetooth 5.1 และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 5000mAh รองรับ 18W Fast Charge

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

อุปกรณ์ภายในกล่องมีดังนี้

  • ตัวเครื่อง Redmi Note 9T พร้อมติดฟิล์มกันรอย
  • อะแดปเตอร์กำลังไฟ 22.5W
  • สาย USB Type-C
  • เคสใส
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น

ดีไซน์ของ Redmi Note 9T มาแบบพรีเมี่ยมเกินราคาด้วยวัสดุฝาหลังแบบผิวด้าน ไม่สะท้อนแสง โดยสีสันจะมี 2 แบบ ได้แก่ สีดำ Nightfall Black (สีในรีวิวนี้) และสีม่วง Daybreak Purple ที่มีการไล่เฉดแบบเบาๆ ที่ยังให้ความคลาสสิกอยู่ในตัว

ทั้งนี้ ที่ฝาหลังยังเป็นความโค้งแบบ 3 มิติ หรือ 3D Curved ช่วยให้การจับถือระหว่างการใช้งานทำได้สบายมือยิ่งขึ้น

เท่านี้ยังไม่พอ ตัวเครื่อง Redmi Note 9T ยังสามารถป้องกันละอองน้ำได้ด้วย ทำให้ใช้งานระหว่างฝนตกก็ไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นปัญหาอะไรครับ

หน้าจอแสดงผลยังใช้งานได้แบบเต็มตาด้วย DotDisplay ชนิด IPS ขนาดใหญ่ถึง 6.53 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ ทำให้ชมวิดีโอต่างๆ ได้เต็มตาและคมชัดในระดับมาตรฐานอีกด้วย ทั้งยังเพิ่มความแข็งแรงของกระจกจอด้วย Corning Gorilla Glass 5

เหนือหน้าจอแสดงผลมีลำโพงอยู่ตรงกลางที่เป็นลำโพงตัวที่ 2 ได้ด้วย ขณะที่มุมซ้ายบนมีกล้องหน้าที่ฝังในหน้าจอ 1 เลนส์

ทางซ้ายมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM จำนวน 2 ช่อง พร้อมช่องใส่ MicroSD Card อีก 1 ช่อง

ทางขวามีปุ่ม Power ที่ใช้สแกนลายนิ้วมือได้ด้วย และปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง

ทางด้านล่างยังคงมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. มาให้อยู่ครับ ถัดไปทางขวามีไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวที่ 1

ขณะที่ด้านบนมีทั้งเซ็นเซอร์อินฟราเรด (IR Blaster) และไมโครโฟนตัวที่ 2 เพื่อตัดเสียงรบกวน

และสุดท้ายที่ด้านหลังมีกล้อง 3 เลนส์ พร้อมไฟแฟลช LED ที่จัดเรียงเป็นรูปสี่เหลี่ยม โดยโมดูลกล้องหลังเป็นแบบทรงกลม

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

Redmi Note 9T รันระบบปฏิบัติการ Android 10 และครอบทับด้วย MIUI 12 ครับ โดยมีฟีเจอร์ต่างๆ มาให้เยอะพอสมควรครับ

รองรับ 5G เร็วแรง และ Dual 5G

ตัวชูโรงของ Redmi Note 9T นั้นเป็นรุ่นที่รองรับเครือข่าย 5G ที่ใช้งานได้ทันทีตั้งแต่แกะกล่องครับ โดยความพิเศษนั้นรองรับเทคโนโลยี Dual 5G ที่ใช้งาน 5G ได้ทั้ง 2 ซิมที่ใส่เลยด้วย ทั้งยังรองรับหลาย Band ได้แก่ n1/n3/n5/n7/n8/n20/n28/n38/n41/n77/n78/n79 ที่สำคัญรอบตัวเครื่องยังมีสัญญาณรอบตัวแบบ 360 องศา ทำให้การจับถือระหว่างใช้งานก็ไม่มีบังสัญญาณด้วย

ลำโพงคู่เสียงดังชัดเจน

ใครที่เน้นชอบรับชมภาพยนตร์ ซีรี่ย์ หรือวิดีโอต่างๆ จะต้องหลงรักครับ เพราะรองรับลำโพงคู่ทั้งลำโพงด้านบนและล่าง ทำให้ใช้งานได้เต็มอรรถรสยิ่งขึ้น หรือถ้าใครเป็นสายเกมก็จะได้ยินเสียงแบบแยกฝั่งอย่างชัดเจนมากๆ

ตัดแสงสีฟ้าใช้งานสบายตายิ่งขึ้น

หน้าจอแสดงผลของ Redmi Note 9T ได้ผ่านการรับรองจาก TÜV Rheinland Low Blue Light Certification ที่แสงสีฟ้าจะน้อยลงเพื่อถนอมสายตาให้ดียิ่งขึ้น โดยเมื่อเราเปิดโหมดตัดแสงสีฟ้า (โหมดอ่าน) ก็ยิ่งทำให้ใช้งานได้สบายตาขึ้นและไม่รู้สึกปวดตาด้วยเช่นกัน

Dark Mode ก็ใช้งานได้

หากใครที่ไม่ชอบใช้การตัดแสงสีฟ้าก็ใช้งาน Dark Mode เพื่อให้สีสันยังอยู่ครบ แต่ก็ใช้งานสบายตาได้ไม่ต่างกันครับ โดยพื้นหลังจะเป็นสีดำทั้งหมด และตัวอักษรก็จะปรับสีให้เข้ากับพื้นหลัง ทำให้เราใช้งานสบายตากว่าเดิม

ระบบความปลอดภัย

Redmi Note 9T มาพร้อมกับเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ให้ความสะดวกสบายใช้งานได้ง่ายๆ ตั้งแต่ระบบเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่อยู่ข้างตัวเครื่อง เมื่อเราหยิบขึ้นมาใช้งาน นิ้วก็จะลงล็อกตัวสแกนพอดีครับ

รวมถึงการสแกนใบหน้าที่ทำได้อย่างรวดเร็วมากๆ โดยมีความสเถียรและจดจำใบหน้าได้แม่นยำ

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

Redmi Note 9T ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผลจาก MediaTek อย่าง Dimensity 800U ที่เป็นชิพรุ่นกลางที่ใช้งานได้ไหลลื่นครับ ทั้งยังมีขนาดเล็กเพียง 7 นาโนเมตรเท่านั้น ทำให้ประหยัดแบตเตอรี่ได้อีกเพียบ

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 601 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,577

ทดสอบการเล่นเกม

ROV

มาเริ่มกันที่เกมหาชนอย่าง ROV กันครับ โดย CPU ตัวนี้สามารถปรับภาพกราฟิกได้ที่การแสดงผลระดับสูง และภาพ HD ระดับสูงมาก (เปิดเฟรมเรทสูงไม่ได้) โดยเราเล่นในโหมด 5 VS 5 ก็ถือว่าเล่นได้สบายมือ ไหลลื่นตามปกติ ซึ่งเฟรมเรทวิ่งได้ลื่นๆ ที่ 29-30 fps ตลอดเกม

PUBG Mobile

ขณะที่เกม FPS อย่าง PUBG Mobile ก็สามารถปรับกราฟิกได้ในระดับ HD และเฟรมเรทสูงครับ แต่ใครไม่ซีเรียสเรื่องภาพสวยมากๆ จะต้องชอบแน่นอน โดยเรื่องการทัชหน้าจอก็ทำได้ค่อนข้างไหลลื่นเลยทีเดียว

Asphalt 9: Legends

และเกมภาพสุดสวยอย่าง Asphalt 9: Legends สามารถปรับภาพได้ในภาพระดับสูงได้ด้วย และในการเล่นถือว่าทำได้ยอดเยี่ยมครับ

แบตเตอรี่อึด พร้อมชาร์จเร็ว 18W

Redmi Note 9T ให้แบตเตอรี่มาถึง 5000mAh แถมด้วย CPU ที่ให้มามีความประหยัดพลังงานอยู่แล้ว การใช้งานทั่วไปอย่างเล่นโซเชียลหรือดู YouTube ก็ถือว่าอยู่ได้เต็มวันครับ แต่ถ้าใครสายเกมอาจจะได้ชาร์จกันบ้างครับ

ทั้งนี้ รุ่นนี้ยังรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 18W (แต่แถมอะแดปเตอร์มาให้กำลังไฟ 22.5W) เรียกว่าชาร์จเร็วได้แบบเหลือๆ ครับ และจากที่ทดสอบดูจากแบตเหลือ 30% ชาร์จได้ถึง 100% ที่ประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที

กล้องถ่ายรูป

กล้องของ Redmi Note 9T ถือว่าจัดเต็มครับ ตั้งแต่กล้องหลังความละเอียดสูงสุดถึง 48 ล้านพิกเซล โดยมีโหมดการใช้งานให้ครบครัน

ถ่ายคมชัดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล

Redmi Note 9T จัดเต็มด้วยกล้องหลักความละเอียดถึง 48 ล้านพิกเซล ทำให้ถ่ายได้ภาพที่มีขนาดใหญ่ ที่เราสามารถซูมดูภาพได้มากขึ้นและเห็นสิ่งเล็กๆ ได้ชัดเจนกว่าโหมดปกติครับ

AI ฉลาด แยกแยะหมวดหมู่ได้ชัดเจน

ในการถ่ายด้วยโหมดปกติเราจะได้ AI เข้ามาเสริมความสวยงามของภาพครับ ตั้งแต่การแยกแยะหมวดหมู่ได้อย่างรวดเร็ว โดยจะแสดงให้เราได้เห็นขึ้นมาทันที เช่น อาหาร, ท้องฟ้า, สัตว์เลี้ยง หรือดอกไม้ เป็นต้น (จะแสดงเป็นสัญลักษณ์ที่ AI ด้านบน) โดยสีสันที่ได้ถือว่าทำได้ดีมาก แสงและเงามีความสวยงาม และมุมมืดๆ ก็มีความสว่างขึ้นด้วย

Portrait ถ่ายได้เรียนและสวยกว่าที่คิด!

ในการถ่ายภาพบุคคลต้องบอกเลยว่า Redmi Note 9T ทำออกได้ดีกว่าที่คิดมากๆ โดยการตัดขอบรอบตัวและการเบลอฉากหลังดูมีมิติ แถมใบหน้าก็มีความสว่างและสามารถปรับแต่งความสวยงามได้ค่อนข้างอิสระด้วย ทำให้ภาพมีความเป็นธรรมชาติ

ทั้งนี้ ในโหมด Portrait เมื่อเราถ่ายเสร็จแล้ว ก็สามารถปรับค่ารูรับแสงหรือระดับการเบลอได้อีกรอบ โดยกว้างสุดอยู่ที่ f/1.0 และแคบสุดที่ f/16.0

ถ่ายกลางคืนได้แจ่มด้วย Night Mode

รุ่นนี้ยังมาพร้อมกับโหมดกลางคืน โดยจะใช้ AI เข้ามาช่วย และต้องรอประมวลผลประมาณ 4-5 วินาที แต่ภาพที่ได้ถือว่าคุ้มกับที่รอครับ เพราะ Noise ในที่แสงน้อยลดลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับโหมดปกติ ทั้งยังให้ความสว่างและสีสันเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นด้วย

โหมดปกติ / โหมดกลางคืน

ถ่ายได้ใกล้สุดด้วยเลนส์ Macro

เลนส์ Macro เพื่อให้ได้ภาพในระยะใกล้ๆ ได้ก็มีมาให้ครับ โดยมีระยะโฟกัสใกล้ถึง 4 เซนติเมตร ทำให้เราเห็นวัตถุเล็กๆ ได้อย่างชัดเจน เช่น เกสรดอกไม้ หรือสัตว์เล็กๆ แต่สีสันก็อาจจะดรอปลงมาเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเลนส์หลักเพราะมีความละเอียดที่ 2 ล้านพิกเซลเท่านั้น

กล้องหน้า Beautification

ในกล้องหน้าก็ถือว่าทำได้เนียนมากๆ ตามสไตล์ของ Redmi ครับ โดยใบหน้าจะมีความเนียนใสมากๆ ซึ่งในระดับสูงสุดก็ยังคงธรรมชาติอยู่ด้วยนะ ไม่ได้ดูเกินเบอร์เกินไป

Portrait กล้องหน้าก็ทำได้เนียนตา

นอกจากที่ Portrait จะถ่ายที่กล้องหลังได้แล้ว กล้องหน้าก็ทำได้สวยงามไม่แพ้กันครับ การตัดขอบและใบหน้าระหว่างเซลฟี่ก็ทำได้สวยงาม และมีการปรับระดับได้ตามความชอบของแต่ละคนด้วย

ถ่ายวิดีโอมา ไม่เสียเวลาตัดต่อด้วย VLOG Mode

สำหรับ VLOG Mode น่าจะเป็นสิ่งที่นัดถ่ายวิดีโอน่าจะชอบกันครับ โดยจะมี Transition ให้มาแบบสำเร็จรูปหลายรูปแบบ เพียงเราแค่เลือกหมวดที่ชอบและกดถ่ายได้ทันที ระบบจะประมวลผลมาให้เลยครับ

สรุปจุดเด่น

  • รองรับเครือข่าย 5G แบบ Dual 5G ที่ใช้งานได้เร็วแรงและสเถียร
  • กล้องหลังมาพร้อมความคมชัดสูงสุดถึง 48 ล้านพิกเซล และใช้งานได้ครบทุกฟังก์ชัน
  • หน้าจอ DotDisplay ใหญ่ 6.53 นิ้ว เสพความบันเทิงได้เต็มที่และเต็มตา
  • แบตเตอรี่ให้มาถึง 5000mAh ใช้งานได้เต็ม แถมรองรับชาร์จเร็วถึง 18W
  • รองรับการเล่นเสียงแบบลำโพงคู่โดยไม่ต้องใช้หูฟัง
  • ตัวเครื่องป้องกันลำอองน้ำได้

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ไม่มีหูฟังให้ในกล่อง

Redmi Note 9T มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ Nightfall Black และ Daybreak Purple พร้อมวางจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะบนแพลตฟอร์มออนไลน์ JD Central ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2564 นี้ ด้วยกัน 2 รุ่น

  • Redmi Note 9T ขนาดความจุ 4+64GB ราคา 6,999 บาท
  • Redmi Note 9T ขนาดความจุ 4+128GB ราคา 7,499 บาท

และพิเศษสุดๆ! สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อในระหว่างวันที่ 9-15 มกราคม 2564 

  • Redmi Note 9T ขนาดความจุ 4+64GB ราคาพิเศษเพียง 5,999 บาท จากราคาปกติ 6,999 บาท เลือกซื้อได้ที่ลิงก์ https://bit.ly/38eS2xu
  • Redmi Note 9T ขนาดความจุ 4+128GB ราคาพิเศษเพียง 6,599 บาท จากราคาปกติ 7,499 บาท เลือกซื้อได้ที่ลิงก์ http://bit.ly/3ngkjYP

พร้อมรับฟรี! Mi Band 4C มูลค่า 599 บาท และซิม AIS 5G มูลค่า 99 บาท (หมายเหตุ* ของสมนาคุณมีจำนวนจำกัด)

Redmi 9T

ต่อกันที่ Redmi 9T ที่มาในดีไซน์สวยงาม สเปคแจ่มๆ ระดับกลางที่ใช้งานได้ไหลลื่นครับ ทั้งยังชูโรงด้วยแบตเตอรี่ความจุถึง 6000mAh

สรุปสเปค Redmi 9T

  • ขนาดตัวเครื่อง : 162.3 x 77.3 × 9.6 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 198 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล DotDisplay ชนิด IPS กว้าง 6.53 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2340 x 1080 พิกเซล) ความสว่าง 400 นิต และครอบทับด้วย Corning Gorilla Glass 3
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 662 ความเร็ว 2.0GHz
  • RAM 4 GB
  • ROM 64/128 GB เพิ่ม MicroSD ได้สูงสุด 512GB
  • ระบบปฎิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย MIUI 12
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 4 เลนส์ แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.79
    • เลนส์ Ultra-Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 มุมมองกว้าง 120 องศา
    • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
    • เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.05
  • รองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ซิม
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 2.4G + 5G, Bluetooth 5.0 และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 6000mAh รองรับ 18W Fast Charge

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

อุปกรณ์ภายในกล่องมีดังนี้

  • ตัวเครื่อง Redmi 9T พร้อมติดฟิล์มกันรอย
  • อะแดปเตอร์กำลังไฟ 22.5W
  • สาย USB Type-C
  • เคสใส
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น

Redmi 9T มาในดีไซน์ที่ต่างจาก Redmi Note 9T ทั้งหมดครับ ด้านหลังเป็นพลาสติกที่มีเฉดสีฉูดฉากมากกว่าและเน้นสีสันจัดจ้านครับ พร้อมโลโก้ Redmi เป็นเหมือนรอยปั๊มที่สัมผัสแล้วรู้สึกถึงความลึกของตัวอักษร ซึ่งสีที่เราได้มาเป็นสีแดงส้ม Sunrise Orange สุดร้อนแรง ส่วนสีอื่นๆ ที่มีให้เลือก ได้แก่ Carbon Gray, Twilight Blue และ Ocean Green โดยแต่ละสีจะมีการเล่นแสงที่เปล่งออกมาจากตัวโมดูกล้องหลังด้วย

ที่ด้านหลังก็ยังมีความโค้งเพื่อให้รองรับกับอุ้งมือได้อย่างสบายไม่เกิดรอยแน่นอน

สำหรับหน้าจอแสดงผลมาแแบบ DotDisplay ที่มีหยดน้ำอยู่ตรงกลาง ทำให้มีขนาดใหญ่ 6.53 นิ้ว พร้อมความคมชัดระดับ FHD+ เท่ากับรุ่นข้างต้นครับ ใครที่ชอบชมวิดีโอต่างๆ แบบเต็มตาก็สามารถเลือกซื้อรุ่นนี้ได้เช่นกัน

เหนือหน้าจอแสดงผลมีลำโพงอยู่ตรงกลางพร้อมเป็นลำโพงตัวที่ 2 เช่นกัน ถัดลงมาเป็นกล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล

ทางซ้ายมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM จำนวน 2 ช่อง และช่องใส่ microSD Card อีก 1 ช่อง

ทางขวามีปุ่ม Power ที่เป็นเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ และปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงที่อยู่เหนือขึ้นไปครับ

ทางด้านล่างยังคงมีไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวที่ 1

ขณะที่ด้านบนมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม., เซ็นเซอร์อินฟราเรด (IR Blaster) และไมโครโฟนตัวที่ 2

สุดท้ายที่ด้านหลังมีกล้องหลัง 4 เลนส์ พร้อมไฟแฟลช LED ที่อยู่ในมุมซ้ายบนทั้งหมด

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

Redmi 9T แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย MIUI 12 เหมือนกับ Redmi Note 9T ครับ โดยการใช้งาน แอนิเมชั่นสวยงาม และความเสถียรนั้นมีให้ครบ

ใช้งานสบายตาจากการรับรอง TÜV Rheinland Low Blue Light พร้อมโหมดถนอมสายตา

Redmi 9T ยังผ่านการรับรอง TÜV Rheinland Low Blue Light ที่ยืนยันได้เลยว่าจะไม่ทำร้ายดวงตาขณะใช้งานจากแสงสีฟ้าครับ ทั้งนี้ เรายังสามารถเปิดโหมดถนอมสายตาเพื่อตัดแสงสีฟ้าออกไปอีกได้เหมือนกัน โดยความเข้มก็ปรับได้ตามความชอบเลยครับ

ระบบความปลอดภัย

สำหรับระบบความปลอดภัยก็มีให้ทั้งการสแกนลายนิ้วมือที่อยู่ด้านข้างตัวเครื่องที่ปุ่ม Power ให้ความสะดวกสุดๆ และจดจำลายนิ้วมือได้รวดเร็วมากๆ

รวมถึงการสแกนใบหน้าที่ใช้งานได้รวดเร็วไม่แพ้กัน

ลำโพงคู่เสียงดังเหมือนเรือธง

แม้ว่าจะเป็นรุ่นกลางแต่ Redmi 9T ก็ยังให้เราเติมพลังให้ความสนุกจากการรับชมและฟังเสียงได้เต็มอรรถรสครับ โดยลำโพงจะปล่อยออกจากทั้ง 2 ฝั่งของตัวเครื่อง (บอกเลยว่าเสียงดังไม่ต่างจากลำโพงตัวหลักเลย) โดยไม่จำเป็นต้องใช้หูฟัง

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

Redmi 9T ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล Snapdragon 662 ความเร็ว 2.0GHz ซึ่งเป็นชิพรุ่นกลางจาก Qualcomm ที่ใช้งานได้ไหลลื่นและเล่นเกมได้สบายๆ ครับ ทั้งยังมี RAM ให้มา 4GB ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานทั่วไป และ ROM สูงสุด 128GB ให้เราเก็บรูปถ่ายต่างๆ ได้เยอะ หรือถ้าใครไม่พอ ก็ใส่ MicroSD ได้สูงสุดอีกถึง 512GB ได้เลยครับ

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 317 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,242

ทดสอบการเล่นเกม

Call of Duty: Mobile

มาลองดูที่เกม Call of Duty: Mobile กันก่อนเลยครับ Redmi 9T ที่ใช้ S662 ก็เล่นได้แบบลื่นๆ ระบบสัมผัสก็ถือว่าไปตามนิ้วได้ดีเลยทีเดียว ส่วนกราฟิกที่ปรับได้ก็อยู่ในระดับกลาง

ROV

และเกม ROV เพื่อให้เห็นเฟรมเรทได้ชัด ก็อยู่ในระดับที่นิ่งมากๆ ไม่ได้เหวี่ยงจนเห็นได้ชัดครับ ตามสไตล์รุ่นที่ใช้ชิพมังกรอย่าง Snapdragon 662 โดยกราฟิกที่เราปรับจะเป็นระดับ HD สูงสุด, พร้อมการแสดงผลสูง และเฟรมเรทสูง

แบตเตอรี่อึด

เรื่องชูโรงสำคัญของคนที่อยากให้สมาร์ทโฟนแล้วชาร์จน้อยๆ ต่อวัน Redmi 9T น่าจะตอบโจทย์ได้ดีมากๆ ครับ เพราะให้แบตมาถึง 6000mAh ใครที่เน้นเล่นโซเชียลทั่วไปอยู่ได้ครบวันแน่นอนครับ

ทั้งนี้ยังรองรับเทคโนโลยี 18W Fast Charge ซึ่งใช้เวลาในการชาร์จอยู่ที่ประมาณ 1 ชั่วโมง 50 นาทีเพื่อให้เต็ม 100% จากประมาณ 30%

กล้องถ่ายรูป

สำหรับกล้องถ่ายรูปใน Redmi 9T ให้มาจัดเต็มถึง 4 เลนส์ครบทุกระยะทั้งใกล้และไกล ตั้งแต่เลนส์หลัก + Ultra-Wide Angle + Macro และ Depth เพื่อให้ถ่าย Portrait ได้ดีเยี่ยม โดยจะถ่ายสวยขนาดไหน ลองมาชมกันครับ

ถ่ายคมชัด 48 ล้านพิกเซล พร้อมความฉลาดของ AI

Redmi 9T ให้เลนส์หลักมาที่ความละเอียดสูงสุดถึง 48 ล้านพิกเซล ช่วยให้ได้ภาพที่ใหญ่ ซูมได้ไกลและเห็นสิ่งต่างๆ ในภาพได้ชัดมากขึ้น

ภาพความละเอียด 48 ล้านพิกเซล

ขณะที่การใช้โหมดปกติจะเป็นการรวมพิกเซลให้มาอยู่ที่ 12 ล้านพิกเซลครับ แต่ทดแทนด้วยภาพที่มีสีสันสวยงาม คมชัด และจุดมืดในภาพก็สว่างขึ้น ทำให้ดูธรรมชาติมากขึ้น

เลนส์ Ultra-Wide Angle ถ่ายมุมกว้าง 120 องศา

เลนส์ Ultra-Wide ที่ Redmi 9T มีมาให้สามารถถ่ายได้กว้างสุดถึง 120 องศา ทำให้เราไม่ต้องถอยออกไปไกลๆ เมื่อต้องการถ่ายให้ครบองค์ประกอบ โดยสีสันต่างๆ ถือว่าสดใสอยู่แทบไม่ต่างจากเลนส์หลัก

เลนส์หลัก / เลนส์ Ultra-Wide Angle

ถ่าย Portrait ได้สวยเนียน

จากการที่มีเลนส์ Depth เพื่อวัดระยะมาให้ ทำให้ภาพที่ได้จากโหมดถ่ายภาพบุคคล (Portrait) ทำได้ดียิ่งขึ้น ตัดขอบได้เนียน และเรื่องสีผิวหรือความสวยงามบนใบหน้าของคนก็ทำได้ดีอีกด้วย ซึ่งโหมดนี้ก็รองรับทั้งกล้องหลังและกล้องหน้า

กล้องหลัง

กล้องหน้า

Night Mode ถ่ายกลางคืนได้สวยงาม

สำหรับ Night Mode ของ Redmi 9T ถือว่าทำได้ในระดับที่ดีครับ ในตอนกลางคืนถ่ายได้คมชัด เกิด Noise น้อย และสีสันของวัตถุต่างๆ ก็ยังเห็นได้ชัดเจนอยู่

เลนส์ Macro ก็มีมาให้

โหมด Macro ก็เป็นเลนส์ที่ทำให้เราถ่ายภาพขนาดเล็กๆ และใกล้ๆ ได้ชัดขึ้นนั่นเองครับ โดย Redmi 9T มีระยะโฟกัสที่ 4 ซม.

สรุปจุดเด่น

  • จัดกล้องหลัง 4 เลนส์ความละเอียด 48 ล้านพิกเซลมาให้เลยทีเดียว และมีครบทั้งเลนส์ Ultra-Wide Angle, Depth และ Macro
  • มาพร้อมหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 662 ทำให้ใช้งานทั่วไปได้ไหลลื่น ไม่มีสะดุดครับ
  • แบตเตอรี่สุดอึดถึง 6000mAh ใช้งานได้เต็มวันแน่นอน
  • หน้าจอแสดงผลใหญ่ถึง 6.53 นิ้ว รับชมวิดีโอและความบันเทิงได้เต็มตา

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ตัวเครื่องไม่กันน้ำ
  • ไม่มีหูฟังให้ในกล่อง

Redmi 9T มีให้เลือกถึง 4 สี ได้แก่ Carbon Gray, Twilight Blue, Sunrise Orange และ Ocean Green

  • Redmi 9T ขนาดความจุ 4+64GB ราคา 4,499 บาท วางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2564
  • Redmi 9T ขนาดความจุ 6+12GB ราคา 5,299 บาท วางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2564

Redmi 9T ทั้งรุ่น 4+64GB และ 6+128GB จะว่างจำหน่ายที่ AIS, dtac, True, Banana, BKK, Kingkong Phone, TG Fone, Jaymart, JD Central, Shopee, Lazada และร้านตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการทั่วประเทศ

Continue Reading

Android News

OPPO Reno4 สมาร์ทโฟนถ่าย Portrait ดีที่สุดแห่งปี 2020

Published

on

OPPO Reno4, the best smartphone to take portraits of the year 2020

ในปี 2020 ที่ผ่านมาอย่างที่ทราบกันว่ามีสมาร์ทโฟนเปิดตัวหลายรุ่นด้วยกัน แต่รุ่นที่ต้องยกให้เป็นสมาร์ทโฟนถ่าย Portrait สุดเทรนดี้ของปีที่ผ่านมาทีมงานก็ต้องขอยกให้กับ OPPO Reno4 นั่นเองครับ โดยอย่างที่เราทราบกันว่ารุ่นนี้มีความพิเศษเฉพาะตัวไม่เหมือนใคร เพื่อให้เราได้ถ่ายภาพบุคคลหรือที่เรียกติดปากกันว่าถ่าย Portrait ได้สวยสดงดงาม ตามสโลแกนของ OPPO Reno4 อย่าง “ถ่ายรูปสวยชัดในสไตล์ที่เป็นคุณ” ทั้งยังมีฟีเจอร์ให้ใช้งานเพียบและถือเป็นรุ่นที่มีราคาคุ้มสุดในเรทเดียวกัน โดยความพิเศษต่างๆ ที่ว่าจะมีอะไรบ้างเราลองดูกัน

สำหรับกล้องทั้ง 4 เลนส์ OPPO Reno4 มีดังนี้

  • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.7 เซ็นเซอร์ Sony IMX586
  • เลนส์ Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • เลนส์ Macro ระบบโฟกัส 4 ซม. ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • เลนส์ Mono ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

โดยฟีเจอร์ที่ถือว่าเป็นตัวชูโรง จะมี 2 อย่างด้วยกัน ได้แก่ AI Color Portrait และ Monochrome Video

เริ่มกันที่ฟีเจอร์ AI Color Portrait นั้นจะเป็นลูกเล่นเพิ่มเสน่ห์ให้กับภาพโดยเฉพาะครับ โดย AI จะแยกแยะตัวบุคคลและวัตถุฉากหลังได้อย่างแม่นยำ ซึ่งตัวคนจะยังเป็นสีสัน ส่วนฉากหลังจะเปลี่ยนเป็นขาวดำ ทำให้ได้ภาพที่มีความโดดเด่นและแปลกตาไปในตัว ที่สำคัญยังใช้งานได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง

โดยใช้งานฟีเจอร์ AI Color Portrait ก็ง่ายมากๆ ครับ เพียงแต่เข้า กล้อง แล้วไปที่ โหมด Portrait > เลือกฟิลเตอร์ จากนั้นก็เลือก “AI Color Portrait” ก็จะใช้งานได้ทันที

ตัวอย่างภาพถ่ายโหมด AI Color Portrait จากกล้องหลังความละเอียดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล

นอกจากนี้ ในกล้องหน้าก็ยังใช้งาน AI Color Portrait Selfie เพื่อถ่ายเซลฟี่ได้เนียนตา พร้อมภาพพื้นหลังขาวดำได้เช่นกัน แถมความสวยงามก็ไม่ต่างจากกล้องหลังเลยด้วย เพราะกล้องหน้าก็มีความละเอียดสูงถึง 32 ล้านพิกเซล

ส่วนอีกฟีเจอร์ที่มีความโดดเด่นไม่เหมือนกันอย่าง Monochrome Video จะเป็นการแยกสีสัน RGB ได้แก่ สีเขียว, แดง และน้ำเงิน ได้แบบเนียนตามากๆ ทำให้การถ่ายวิดีโอไม่มีซ้ำใครแน่นอน ใครที่อยากเน้นจุดไหนของวิดีโอก็สามารถลองดูรูปแบบที่ด้านล่างได้ดังนี้

  • สีแดง : จะเป็นการสร้างความรู้สึกร้อนแรง หรือถ้าใครแต่งหน้าทาปากด้วยสีแดงก็ยังคงแสดงผลบนใบหน้าอยู่ครับ ทำให้ใบหน้าของเรายังคงโดดเด่นอยู่ไปพร้อมกับฉากหลังที่เห็นสีแดงด้วย
  • สีน้ำเงิน : สำหรับสีนี้จะให้ความรู้สึกสดใส เย็นสบายตา เช่น ท้องฟ้า หรือใครที่เที่ยวช่วงนี้ก็จะได้สีทะเลไปเต็มๆ ครับ
  • สีเขียว : และสีเขียวจะให้ภาพที่มีความสบายเหมือนกัน แต่จะดูธรรมชาติด้วยสีต้นไม้หรือใบไม้ ให้ความร่มรื่นมากยิ่งขึ้น

ไม่ใช่แค่เรื่องกล้องที่โดดเด่นเท่านั้น แค่สเปคภายในของ OPPO Reno4 ก็ยังแรงได้ใจ ใช้งานได้ไหลลื่นตั้งแต่หน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 720G ขนาดเล็กเพียง 8 นาโนเมตร เพื่อประหยัดแบตเตอรี่มากขึ้น ควบคู่กับ RAM 8GB + ROM 128GB และแบตเตอรี่ 4015mAh พร้อม เทคโนโลยีชาร์จไว 30W VOOC Flash Charge 4.0 ที่สามารถชาร์จได้เต็ม 100% ภายใน 57 นาที

ทั้งนี้ สีสันตัวเครื่องก็มีความโดดเด่นไม่แพ้กัน ตั้งแต่สีฟ้า Galactic Blue ที่เป็นวัสดุผิวด้านเพิ่มประกายระยิบระยับแบบ Reno Glow, สีดำ Space Black ที่มีลวดลายตัวเครื่องแบบ OPPO Monogram และสีม่วง Nebula Purple ที่มีการไล่เฉดสี สีเงินผสมสีม่วง

ท้ายสุดนี้ OPPO Reno4 สมาร์ทโฟนที่ถ่ายพอร์ตเทรตเทรนดี้ที่สุดในปี 2020 ราคาใหม่เพียง 10,990 บาทเท่านั้น ใครที่กำลังหาสมาร์ทโฟนถ่ายรูปพอร์ตเทรตที่สวยไม่เหมือนใคร สามารถหาซื้อได้แล้วที่ OPPO Brand Shop และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

Continue Reading

กำลังฮอต

มือถือใหม่

คลิปล่าสุด

ข่าวใหม่วันนี้

กินเที่ยวกัน

กำลังมาแรง