รีวิว Galaxy Z Fold8 มาแล้วครับ! เรือธงจอพับรุ่นใหม่ “ไซซ์ใหม่” ของ Samsung ที่มาเสริมทัพให้รุ่นจอพับได้น่าสนใจและครอบคลุมมากขึ้น ด้วยอัตราส่วนจอแบบกว้างใหม่ ครั้งแรกของวงการจอพับ เพิ่มความน่าใช้งานด้วยดีไซน์น่ารัก น่าพก แต่ได้สเปคภายในที่จัดเต็มสมกับเป็น Galaxy Z Series ด้วย และหลังจากที่เราได้ลองใช้จริงกว่า 1 สัปดาห์วันนี้จะขอมารีวิวแบบเต็ม ๆ ให้เลย ว่ามีจุดไหนที่ชอบบ้าง หรือจุดไหนที่อยากให้ดีขึ้นกว่านี้อีก!

อ๊ะ…และในบทความนี้ไม่ได้มีแค่ Galaxy Z Fold8 เพราะรุ่นพี่ใหญ่ Galaxy Z Fold8 Ultra กับน้องพับเล็กอย่าง Galaxy Z Flip8 มาเปรียบเทียบความต่างหลาย ๆ การใช้งานด้วย พร้อมแล้วมาติดตาม รีวิว Galaxy Z Fold8 ไปพร้อม ๆ กันเลยดีกว่าครับ!

สรุปสเปค Galaxy Z Fold8
- หน้าจอนอก Dynamic AMOLED 2X ขนาด 5.5” ความละเอียด WUXGA+ (1972 x 1248 พิกเซล) อัตราส่วน 16:10
- หน้าจอใน Dynamic AMOLED 2X ขนาด 7.6″ ความละเอียด QXGA+ (2448 x 1848 พิกเซล) อัตราส่วน 4:3
- Refresh rate 1-120Hz
- ความสว่างสูงสุด 3000nits
- CPU Snapdragon 8 Elite Gen 5 Octa-Core 4.7GHz (3nm)
- RAM 12GB/16GB
- ROM 256GB/512GB/1TB
- แบตเตอรี่ 4800mAh
- ระบบชาร์จ 45W Super Fast Charge 2.0
- กล้องหลัง 2 ตัว
- 50MP กล้องหลัก f/1.8, Dual Pixel AF, OIS
- 50MP กล้อง Ultra Wide f/1.9 มุมกว้าง 120°
- กล้องหน้า (หน้าจอนอก) : 10MP f/2.2 (มุมกว้าง 85º)
- กล้องหน้า (หน้าจอใน) : 10MP f/2.2 (มุมกว้าง 100º)
- รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 7, Bluetooth 6.0, NFC และพอร์ต USB-C
- มาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP48
- ระบบปฏิบัติการ Android 17 (One UI 9.0)
- สีสัน Lavender, Cream, Graphite และ Pistachio (Online Exclusive)

Galaxy Z Flip8 | Z Fold8 | Z Fold8 Ultra สามจอพับรุ่นใหม่ของ Samsung ในปี 2026
ก่อนจะไปรีวิวกันอย่างละเอียด เราขอมาอธิบายไลน์อัพของ Galaxy Z Series ในปี 2026 ของ Samsung กันก่อนเนอะ เพราะรอบนี้มีให้เลือก 3 รุ่น 3 ขนาดชัดเจน แบ่งเป็น
- Galaxy Z Flip8 “รุ่นพับเล็ก” ทรงตลับแป้งที่คุ้นเคยกันดี
- Galaxy Z Fold8 Ultra “รุ่นพับใหญ่” ที่เพิ่มคำว่า Ultra เพื่อบ่งบอกถึงความเป็นรุ่นสูงสุดของซีรีส์
- Galaxy Z Fold8 “รุ่นพับไซซ์ใหม่” ที่จะมาอยู่ตรงกลางของรุ่นจอพับในปีนี้
ซึ่งแน่นอนว่าไฮไลท์เด่นของปีนี้ก็คือ Galaxy Z Fold8 ทรงใหม่ ในชื่อเก่านี่แหละ เพราะจะเข้ามาอยู่ตรงกลางพอดี และในบทความนี้เราขอเน้นไปที่รุ่นนี้เป็นหลักเลยเนอะ เชื่อว่าหลายคนสนใจอยู่แน่!

Galaxy Z Fold8 “ไซซ์ใหม่” ที่ลงตัว เป็นพับอ้วนที่โดนใจ
มาเริ่มกันที่ดีไซน์ของ Galaxy Z Fold8 ก่อนเลย เพราะรุ่นนี้เป็น “ไซซ์ใหม่” ที่มาอยู่ตรงกลางของ “พับเล็ก” และ “พับใหญ่” ซึ่งไม่ใช่แค่ขนาดจอที่ตรงกลางเท่านั้น เพราะอัตราส่วนยังอยู่ตรงกลาง มีความกว้างกว่า 2 รุ่นดั้งเดิม แต่ก็เตี้ยลง จนหลายคนเรียกว่า “พับอ้วน”

อันนี้ไม่ได้บูลลี่น้องแต่อย่างใดนะ แต่จากรูปทรงที่เห็นมันเป็นแบบนั้นจริง ๆ อย่างหน้าจอนอกของ Galaxy Z Fold8 จะได้อัตราส่วนแบบ 16:10 มีความกว้างออกข้าง ต่างจากมือถือทั่วไปในยุคนี้ที่เน้นความยาวสูงซะมากกว่า ซึ่งเป็นขนาดที่ดูอ้วนน่ารักนั่นแหละ

โดยขนาดนี้จะมีความใกล้เคียงกับพาสปอร์ตหรือหนังสือเดินทางอย่างมาก เป็นขนาดที่เหมาะกับการพกพาอย่างชัดเจน จะใส่กระเป๋าเสื้อก็ไม่สูงโดดขึ้นมา จะถือใช้งานบนมือก็ไม่ได้ดูเทอะทะจนเกินไป


อัตราส่วนใหม่ที่เหมาะกับคอนเทนต์มากขึ้น
ตัวขนาดหน้าจอนอกของ Galaxy Z Fold8 จะให้มาที่ 5.5″ และอย่างที่บอกว่าเป็นขนาดจะอยู่ตรงกลางระหว่าง Z Flip8 (4.1″) และ Z Fold8 Ultra (6.5″) พอดี รวมถึงอัตราส่วนที่ไม่สูงยาว และก็ไม่จัตุรัสไปเลย พอจับมาวางเทียบกันก็จะได้ 3 ขนาด 3 อัตราส่วนไปเลยเนอะ
มือถือเรือธง ขายดีประจำสัปดาห์

อัตราส่วนใหม่นี้ต้องบอกเลยว่า Samsung ปรับมาให้เหมาะกับสายคอนเทนต์มากขึ้น อย่างหน้าจอนอกที่ได้อัตราส่วนแบบ 16:10 จะเหมาะกับการดูวิดีโอแนวนอนไซซ์มาตรฐาน (16:9) อย่างมาก เพราะใช้พื้นที่ของหน้าจอได้เต็ม เหลือขอบดำ (บน-ล่าง) เล็กน้อยเท่านั้น ต่างจากรุ่นหน้าจอยาว ๆ ในปัจจุบันหรือ Galaxy Z Fold8 Ultra ที่มักจะเหลือขอบดำซ้าย-ขวาค่อนข้างเยอะ หรือจะให้เทียบกับ Z Flip8 ที่มีจออัตราส่วนเกือบ 1:1 ก็ยิ่งแล้วใหญ่เนอะ

ส่วนเมื่อกางหน้าจอออกมา Galaxy Z Fold8 จะได้หน้าจอ Dynamic AMOLED 2X ขนาดใหญ่ 7.6″ ซึ่งพออัตราส่วนจอนอกเป็นแบบกว้าง ๆ พอกางออกมาก็จะกลายเป็นกว้างกว่า (แนวนอน) ด้วยเช่นกัน กับอัตราส่วนแบบ 4:3 ครับ เป็นอัตราส่วนที่เหมาะกับการดูภาพถ่าย หรือคอนเทนต์แนวนอนพอดีแบบกางออกมาแล้วใช้ได้เลย ไม่ต้องมาคอยพลิกมุมอีกที

ซึ่งใครที่เคยใช้ Galaxy Z Fold มาตลอด คงไม่ชินแน่ เพราะปกติแล้ว Fold ของ Samsung จะมีอัตราส่วนจอในแบบเกือบจัตุรัสมาโดยตลอด (10:9) คือเท่า ๆ กันไปหมด แต่บน Z Fold8 พอกางจะเห็นเลยว่ามีความเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้ามากกว่า ไหน ๆ ก็ไหน ๆ เราเทียบกับ Z Fold8 Ultra และ Z Flip8 ให้เห็นภาพเลยดีกว่า และอย่างที่เห็นว่าอัตราส่วนแบบ 4:3 ของ Galaxy Z Fold8 นั้นจะมีความตรงกลางของทั้ง 2 รุ่นจริง ๆ

ซึ่งถ้านำมาดูคอนเทนต์หรือวิดีโอมาตรฐาน (16:9) ก็จะได้เปรียบเช่นกันครับ แม้ขอบที่เหลือจะไม่ได้ลดเท่ากับตอนใช้หน้าจอนอก แต่ก็ถือว่าน้อยที่สุดเลย และอย่างที่เห็น แม้ตามตัวเลขขนาดหน้าจอของ Galaxy Z Z Fold8 จะเล็กกว่า Z Fold8 Ultra ถึง 0.4″ แต่ถ้านำมาเปิดคอนเทนต์เทียบกันแบบนี้ ก็ได้พื้นที่เท่ากันเลย และแน่นอนใหญ่กว่าสมาร์ทโฟนทั่วไปแบบ Z Flip8 อีกเยอะเลยล่ะ

หน้าจอลื่นไหล พร้อมสเปคระดับสูงสุด
ส่วนการตอบสนองของ Galaxy Z Fold8 ก็ถือว่าทำได้ยอดเยี่ยมระดับเรือธงล่ะครับ มาพร้อม Refresh rate 120Hz ทั้งจอนอกและจอใน และสปอยเลยว่าใช้งานร่วมกับ One UI 9.0 นี่ลื่นไหลมาก ๆ ไม่ว่าจะเลื่อนหน้าจอไป-มา หรือเปิด-ปิดแอป และการที่สเปคหน้าจอให้มาสูงทั้งจอนอกและจอใน ก็ทำให้ประสบการณ์ยอดเยี่ยม ไม่ติดขัดไม่ว่าจะใช้แบบพับหรือกางออก

ส่วนความสว่างสูงสุด Galaxy Z Fold8 อัปเกรดจัดเต็ม เพราะได้ความสว่างสูงสุดถึง 3000nits ซึ่งสูงเพียงพอต่อการใช้งานทั่วไป รวมถึงการใช้งานกลางแจ้งมาก ๆ และ…ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ Samsung ให้เทคโนโลยีหน้าจอตัดแสงสะท้อน Anti-Reflective มาบนรุ่นจอพับด้วย ช่วยให้เราใช้งานได้สะดวกขึ้นจริง แม้จะอยู่ในที่แสงจ้า หรือใต้หลอดไฟเยอะ ๆ ก็มั่นใจได้ว่าหน้าจอจะแสดงผลได้คมชัดสุด ๆ

นอกจากนี้ในเรื่องรอยพับ Galaxy Z Fold8 ยังลดลงได้อีก เรียกว่าถ้ามองในมุมตรง ไม่เห็นเลย หรือเวลาสัมผัสผ่านหน้าจอจริง ๆ ก็แทบจะไม่รู้สึกแล้วด้วย เป็นหน้าจอในที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เราเคยใช้บน Fold เลยล่ะ

บานพับใหม่ Armor Flex Hinge แข็งแกร่งขึ้น
ซึ่งสาเหตุที่รอยพับเนียนตาขึ้นเพราะ Samsung ปรับรูปแบบของบานพับใหม่หมด ด้วยเทคโนโลยี Armor Flex Hinge ที่มีการเพิ่มชั้นไทเทเนียมเข้าไป ทำให้ตัวบานพับมีความแข็งแรงขึ้นและลดรอยพับลงได้นั่นเอง นอกจากนี้ช่องว่างแบบใหม่ที่เว้าลงไปอีกหน่อย บวกกับบานพับที่มีความดีดเด้งกว่าเดิม ยังช่วยให้เราสามารถกางหน้าจอได้ง่ายขึ้นอีกด้วย เราไม่จำเป็นต้องใช้แรงง้างเท่ารุ่นก่อน ๆ แล้ว



แต่ ๆ นอกจากข้อดีที่ว่าไปแล้ว ก็แอบมีข้อสังเกตของบานพับใหม่นี้เหมือนกันนะ เพราะการปรับมาใช้บานพับ Armor Flex Hinge นี้ ทำให้องศาการกางหน้าจอถูกลดทอนลงไปด้วย เพราะอย่างที่บอกว่าบานพับแบบใหม่จะมีความดีดเด้งให้กางออกได้ง่าย ทำให้ “ความหนืด” ของบานพับลดลง เวลากางจอจะทำได้แค่ราว ๆ 75º เท่านั้น ถ้ามากกว่านั้นตัวบานพับจะดีดเป็นกางออกสุดแทน ทำให้จุดขายของ Samsung ที่เคยมี Flex mode ปรับจอได้หลายองศาหายไปด้วยนั่นเองครับ



เป็น Fold ที่เบาที่สุดจาก Samsung
มาเข้าเรื่องขนาดตัวเครื่องกันบ้าง Galaxy Z Fold8 มาพร้อมน้ำหนักตัวเครื่องเพียง 201 กรัมเท่านั้นครับ เป็น Fold ที่เบาที่สุดแล้ว! ทำน้ำหนักที่ยอดเยี่ยมเลยแหละ เพราะอย่าลืมว่านี่คือรุ่นจอพับที่สามารถกางจอออกมาได้เหมือนแท็บเล็ตจอเล็กนะ แต่น้ำหนักเบากว่าเรือธง Bartype อีกอะ สุด!

ส่วนเรื่องความบาง แม้ Galaxy Z Fold8 จะไม่ถึงกับเป็น Fold ที่บางที่สุด แต่ก็จัดว่าเป็นขนาดที่รับได้เลย ได้ความบางมาที่ 4.5 มม.ตอนกาง และตอนพับที่ 9.7 มม.เท่านั้น ซึ่งพอรวมเข้ากับน้ำหนักที่เบามาก ทำให้รุ่นนี้เป็นรุ่นที่ถือใช้งานได้สะดวกมาก ไม่ว่าจะพับเครื่องหรือกางจอ


ดีไซน์กล้องหลังสุด minimal
ด้านดีไซน์ที่ด้านหลังของ Galaxy Z Fold8 ก็จะมาในทรงเรียบ ๆ minimal ตามสไตล์ Samsung ยุคใหม่ครับ แต่ก็เป็นการวางตำแหน่งที่คุ้นเคย ฝาหลังจะเป็นพื้นผิวเรียบ ๆ มีเพียงโมดูลกล้องหลังวงรีอยู่มุมซ้ายบน พร้อมเลนส์กล้อง 2 ตัวอยู่เท่านั้นครับ

แต่ก็แน่นอนว่าโมดูลกล้องแบบนี้ยังคงมีจุดสังเกตจากการใช้งานจริงอยู่ คือเรื่องการใช้งานบนที่ราบ เพราะความนูนของโมดูลกล้องที่เพิ่มขึ้นจากตัวเครื่องอีกหน่อย ทำให้เวลาเราวางเครื่องนอนกับที่ราบอย่างโต๊ะ จะรู้สึกถึงความเด้งของตัวเครื่องมากกว่าปกติ เพราะช่องว่างมีเยอะ ถ้าใช้งานจริง ๆ แต่สำหรับคนที่ต้องหาเคสมาใช้ร่วมกันอยู่แล้ว ตรงนี้อาจจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ล่ะเนอะ


ลำโพงคู่ Stereo คุณภาพดีเลย แต่…
นอกจากเรื่องการแสดงผลของหน้าจอแล้ว ด้านระบบเสียง Galaxy Z Fold8 ถือว่าให้พลังเสียงที่ดีเลย เพราะได้ลำโพงคู่ Stereo ที่มอบเสียงดังและมิติยอดเยี่ยม ในการดูคอนเทนต์ตอนพับจอแนวนอน จะได้เสียงที่กระจายออกซ้าย-ขวาชัดเจนครับ

แต่…ถ้าเรากางจอออกมา ตรงนี้แอบเจอจุดสังเกตนิดหน่อย เพราะตำแหน่งของลำโพงที่อยู่ส่วนหน้าจอบน-ล่างตอนพับ พอกางออกก็ยังอยู่ที่เดิมเลย ทำให้เสียงที่ได้ออกมามุมซ้ายมืออย่างเดียวครับ ไม่ได้กระจายออกเป็นบน-ล่าง หรือซ้าย-ขวาแบบ Stereo น่ะนะ ซึ่งตรงนี้จะเจอกับเวลาเราดูคอนเทนต์แนวนอนเป็นหลัก ถ้าดูแนวตั้งอย่างพวก Tiktok หรือ YouTube Shorts แล้วสลับการถือเครื่องเป็นแนวตั้ง ก็จะได้เสียงออกบน-ล่างเหมือนเดิม

โดยรวมในเรื่องดีไซน์ของ Galaxy Z Fold8 ต้องบอกเลยว่าเป็น “ไซซ์ใหม่” ที่มอบอะไร “ใหม่ ๆ” ได้เป็นอย่างดีเลยครับ มีความลงตัวในเรื่องการใช้งานด้านคอนเทนต์มากขึ้น ทั้งหน้าจอนอกและหน้าจอใน น้ำหนักที่เบาเพียง 201 กรัม ขนาดที่กำลังน่ารักไม่ว่าจะตอนพับหรือกาง เป็นตรงกลางของรุ่นจอพับจาก Samsung อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะได้ทั้งการพกพาที่สะดวก แต่ก็ยังได้หน้าจอที่ใหญ่เพียงพอต่อการใช้งานทั่วไป หรือการดูคอนเทนต์แนวนอนที่มากกว่ารุ่นพับใหญ่ดั้งเดิมด้วยซ้ำ

ประสบการณ์การใช้งานที่แตกต่างไปอีกขั้น
ขอมาขยายความการใช้งานของ Galaxy Z Fold8 ทั้งจอนอกและจอในอีกสักหน่อยเนอะ อย่างที่บอกไปว่าอัตราส่วนแบบใหม่นี้ ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานคอนเทนต์ได้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดดูวิดีโอแนวนอนที่ใช้พื้นที่ได้เยอะขึ้น หรือการกางจอออกมาเพื่อให้ได้พื้นที่ในแนวนอนทันที แบบไม่ต้องมาเอียงเครื่องอีกสเต็ป

ซึ่งเอาเข้าจริงอัตราส่วนแบบ 16:10 นี้ไม่ใช่ของใหม่ครับ แต่แค่ไม่ค่อยเห็นบนสมาร์ทโฟนเท่านั้นเอง เพราะใน Galaxy Tab หลายรุ่น ก็เลือกใช้อัตราส่วนแบบนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องแอปที่รองรับนี่หายห่วงได้ แอปส่วนใหญ่ไม่ว่าจะโซเชี่ยล, แอปสตรีมหนัง หรือเกม ก็โหลดมาใช้งานได้อย่างไม่ติดขัดนัก



จะมีจุดสังเกตอยู่บ้างสำหรับจอนอก คือพอจอสั้นกว่าอัตราส่วนมาตรฐาน บางการใช้งานอาจต้องปรับตัว อย่างพวกแอปแชท ที่ปกติเราใช้กันในหน้าจอทรงยาว ก็จะมีพื้นที่ด้านบนเหลือพอสมควร แม้จะกดคีย์บอร์ดแสดง แต่บน Z Fold8 ที่จอสั้นลง การแสดงคีย์บอร์ดขึ้นมาเกือบครึ่งของหน้าจอ ก็อาจจะบดบังเนื้อหาไปบ้าง แต่คิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่นัก เพียงแค่ต้องปรับตัวกันหน่อย

ส่วนหน้าจอใน เมื่อกางออกก็อย่างที่บอกว่ามาในทรงแนวนอน เวลาใช้งานก็สะดวกขึ้น เพราะกางออกมาก็ใช้ได้เลย ไม่ต้องมาคอยพลิกจอต่อ แอปส่วนใหญ่ก็รองรับนะ อย่างพวกเกม เท่าที่ลองใช้งานมา คิดว่าแอปเข้ากว่าแบบจอทรงเกือบจัตุรัสของ Z Fold ที่ผ่านมา ๆ อีก แม้จะไม่ได้เข้าที่เท่ากับหน้าจอนอกก็เถอะ

ส่วนถ้าอยากใช้งานกับแอปที่ออกแบบมาสำหรับแนวตั้ง แค่พลิกจอกลับ ก็จะได้จอแนวตั้งที่กว้างกำลังดีด้วย อย่างในแอป Facebook เอง ก็บังคับให้ใช้งานแนวตั้งเป็นหลักเลย เวลาไถฟีดก็ลงตัว หรือสายดูคลิปแนวตั้ง อันนี้ก็โอเคเลย ได้เนื้อหาใหญ่ มีขอบดำเล็กน้อย

และข้อดีอีกอย่างของการมีจอแนวยาวตอนกาง ก็คือ Samsung อนุญาตให้เราใช้งาน Multiwindow แนวตั้งพร้อมกันได้ 3 แอปเลยนะ ได้ใช้ประโยชน์จากจอที่กว้างขึ้นมาอีกหน่อย ทำงานพร้อมกันได้เต็มที่กว่า ไม่ต้องคอยแบ่งเป็น 1:2 แอปเหมือนรุ่นก่อน ๆ

เพื่อให้เห็นภาพถึงอัตราส่วนใหม่ เวลาเปิดใช้งานแอปต่าง ๆ เทียบกับทรงสูงเดิม เราก็ทำคลิปเปรียบเทียบไว้แล้วด้วยนะ ชมเพิ่มเติมได้ที่ตัวอย่างด้านล่างนี้เลยครับ
ประสิทธิภาพระดับสูงสุดด้วยชิป Snapdragon 8 Elite Gen 5
ถึงจะบอกว่า Galaxy Z Fold8 เป็นตรงกลางใหม่ของรุ่นจอพับ แต่ในแง่สเปคก็แทบจะไม่ได้กั๊กอะไรเลยจริง ๆ ครับ ตัวชิปเซ็ตที่ให้มาเป็น Snapdragon 8 Elite Gen 5 เหมือนกับ Galaxy Z Fold8 Ultra รุ่นพับใหญ่นั่นแหละ แถมยังมีความจุสูงสุดที่ 16GB+1TB เหมือนกันด้วยนะ เรียกว่าให้สเปคมาชุดเดียวกันเลยล่ะ

เพื่อให้เห็นภาพคร่าว ๆ ของความแรง Galaxy Z Fold8 เราลองทดสอบผ่านแอป AnTuTu Benchmark คะแนนที่ได้ออกมาสูงถึง 3038987 คะแนน ซึ่งจะอยู่ตรงกลางของ Galaxy Z Flip8 และ Galaxy Z Fold8 Ultra อีกนั่นแหละครับ

ส่วนเรื่องแบตเตอรี่ Galaxy Z Fold8 ให้มาที่ 4800mAh ซึ่งถือว่าเยอะมาก ๆ สำหรับกลุ่มจอพับจาก Samsung และเท่าที่เราลองใช้งานจริงมาตลอด 1 สัปดาห์ ก็พบว่าแบตใช้งานได้ดีเลยล่ะ ด้วยการจัดการที่ดีของซอฟต์แวร์ใหม่ รวมถึงชิป Snapdragon 8 Elite Gen 5 ก็ทำให้ใช้งานได้เพียงพอแบบไม่ต้องกังวลนักครับ

ด้านระบบชาร์จ Galaxy Z Fold8 ก็ได้ระบบชาร์จไว 45W Super Fast Charge 2.0 มาด้วย ช่วยให้ชาร์จกลับให้แบตระดับ 4800mAh ได้อย่างรวดเร็ว แถมไม่ต้องใช้ที่ชาร์จแบบเจาะจงนัก ขอแค่เป็นมาตรฐาน PD ก็ให้ความเร็วสูงได้แล้วครับ

กล้องหลังคู่ 50MP+50MP
มาต่อกันในเรื่องกล้องครับ อย่างที่บอกไปว่า Galaxy Z Fold8 จะได้กล้องหลังมา 2 ตัว ความละเอียด 50MP ทั้งคู่ + กล้องหน้า 10MP ทั้งคู่ รวมเป็นกล้อง 4 ตัว สเปคที่ให้มาก็ครอบคลุมแบ่งเป็น
- 50MP กล้องหลัก f/1.8, OIS
- 50MP กล้อง Ultra f/1.9 (มุมกว้าง 120⁰)
- 10MP กล้องหน้าจอนอก f/2.2 (มุมกว้าง 85⁰)
- 10MP กล้องหน้าจอใน f/2.2 (มุมกว้าง 100⁰)

อย่างที่เห็นเลยครับ กล้องที่ให้มาความละเอียดสูงเพียงพอ ซึ่งในกล้องหลัก 50MP นี้ Samsung เคลมว่ารองรับการถ่ายแบบ In-Sensor Zoom ที่ 2x ด้วย ก็ถือว่าเข้ามาทดแทนกล้อง Tele ได้อยู่เนอะ ส่วนการซูมแบบ Digital เพิ่มเติมรุ่นนี้จะทำได้สูงสุดที่ 10x นะ

ในแง่การประมวลผลซอฟต์แวร์ Galaxy Z Fold8 จะได้ ProVisual Engine แบบเดียวกับที่อยู่บน Galaxy S26 Series ช่วยให้ภาพสมจริง เป็นธรรมชาติ ไม่ปรุงจัดจนเกินไป แต่ก็ยังได้ความสวย ความคมเพิ่มเข้ามาอีกหน่อยด้วยนะ ในเรื่องของโหมดการถ่ายภาพก็มีมาให้ครบตามมาตรฐาน ทั้ง Portrait, Portrait Video, Night mode, Pro, Dual Record หรือ Expert RAW เป็นต้น

เรื่องคุณภาพกล้อง Galaxy Z Fold8 ก็ถือว่าทำได้ดีเลยครับ ใช้งานทั่วไปได้ไม่ติดขัด ทั้งการถ่ายภาพทั่วไปด้วยระยะมุมกว้างพิเศษอย่าง Ultra Wide หรือระยะ 1x ที่ใช้ประโยชน์จากกล้องที่ให้มาได้ครบถ้วน โทนภาพมีความสวยแบบธรรมชาติอย่างที่บอกไป สกินโทนเวลาถ่ายคนก็เนียนกำลังดี ไม่ปรุงแต่งจนโอเวอร์ รวมถึงการประมวลผลเพิ่มเติมในระยะซูมไกลออกไปในระดับ 2x – 4x แม้จะไม่ได้มีกล้อง Tele มาด้วย แต่ก็ให้ภาพคมชัดใช้ได้เลยล่ะครับ




















ส่วนกล้องหน้า Galaxy Z Fold8 จะให้มาที่ 10MP ทั้งหน้าจอนอกและหน้าจอใน เป็นเซ็นเซอร์ตัวเดียวกับที่เคยใช้บน Galaxy Z Fold7 นั่นแหละ ซึ่งถือว่ายังใช้ได้ดีในปี 2026 นี้ครับ ตัวมุมมองความกว้างจะต่างกันนิดหน่อยคือ ที่หน้าจอนอกกว้าง 85⁰ ส่วนจอใน 100⁰ ครับ




แต่แน่นอนว่าความได้เปรียบของรุ่นจอพับ ถ้าใช้กล้องหน้าแล้วยังคิดว่าไม่ชัดไม่กว้างพอ ก็ยังสามารถใช้กล้องหลังเซลฟี่แทนได้นี่เนอะ คุณภาพก็ดีเยี่ยมอย่างที่บอกไป แถมพอตัวเครื่องเบาแบบ Z Fold8 ก็ช่วยให้ถือเซลฟี่ได้สะดวกขึ้นอีก หมดปัญหาไปเลย

ปิดท้ายที่เรื่องวิดีโอ Galaxy Z Fold8 รองรับการถ่ายวิดีโอความละเอียดสูงสุด 8K/30fps เช่นเดียวกับรุ่นท็อปของ Samsung ใช้งานได้ทั้งกล้องหลักและ Ultra Wide เลยด้วย (แต่สลับกล้องระหว่างถ่ายไม่ได้นะ) หรือถ้าเน้นเอามาทำต่อ ก็รองรับไฟล์ Log รวมถึงมีฟีเจอร์ LUT Preview เหมือนตอน S26 Ultra เลย เห็นตัวอย่างสีเกรดได้ทันที แต่ตรงนี้จำกัดแค่ความละเอียดสูงสุด 4K/60fps นะครับ

โดยรวมในเรื่องกล้อง ก็ถือว่า Galaxy Z Fold8 ทำได้ดีตามมาตรฐาน Samsung เนอะ ให้กล้องหลัง 50MP คู่ที่ระยะเพียงพอในการใช้งานทั่วไป จะถ่ายอาหาร, ถ่ายวิว, ถ่ายคน หรือวิดีโอความละเอียดสูงก็ได้หมด แม้จะขาดกล้อง Tele ไป แต่ด้วยชุดกล้องหลักที่เพียงพอ บวกกับการประมวลผลภาพที่ยอดเยี่ยม ก็มาทดแทนระยะซูมใกล้ได้อยู่ ใครที่ชอบความถ่ายง่าย ถ่ายสวยแบบ Samsung คิดว่ากล้องของรุ่นนี้ก็จะทำให้ถูกใจแน่นอนครับ

ซอฟต์แวร์ล่าสุด One UI 9.0 บน Android 17
มาปิดท้ายเรื่องซอฟต์แวร์กันเนอะ Galaxy Z Fold8 จะมาพร้อมระบบปฏิบัติการเวอร์ชั่นล่าสุด One UI 9.0 บนพื้นฐาน Android 17 เลย ซึ่งเอาจริง ๆ Galaxy Z Series ทั้ง 3 รุ่นใหม่ก็ใช้เวอร์ชั่นนี้ทั้งหมดแหละ ตัว UI มีการปรับแต่งให้หน้าตาดูสวยขึ้น ลื่นไหลกว่าเดิม

ต่อยอดมาจาก One UI 8.5 ของ Galaxy S26 Series เมื่อต้นปีอีกที ไอคอนจะมีความ 3D มากขึ้นอีกหน่อย รวมถึงปรับรูปแบบให้เข้ากับจอพับได้มากขึ้นไปอีก ส่วนในเรื่องความสามารถ Galaxy AI ก็ต่อยอดมาจากเวอร์ชั่นก่อนอีกนิดด้วย อาทิ Now Nudge ที่จะคอยแนะนำการทำงานให้กับเราอัตโนมัติจากตัว Samsung Keyboard

หรือความสามารถด้านการตกแต่งภาพ Photo Assist ที่เก่งและง่ายขึ้น เพียงแค่ใส่ข้อความ (Prompt) ลงไปโดยตรง ยกตัวอย่างเราไปถ่ายภาพวันที่ฟ้าไม่สวยสดใสเอาซะเลย ก็บอก Galaxy AI ว่า “ท้องฟ้าสีสดใส ก้อนเมฆ แสงแดด” จากภาพฟ้าธรรมดา แสงเฉย ๆ ก็จะได้ภาพที่ดูสดใสขึ้นแล้วครับ

และยังมีฟีเจอร์ใหม่สำหรับสายวิดีโอ ก็มี My FanCam ที่จะช่วยติดตามบุคคลในคลิปได้เหมือน FanCam จริง ๆ อย่างในตัวอย่างนี้ มีน้อง ๆ มาเต้นด้วยกัน 3 คน แต่อยากเจาะไปที่คนใดคนหนึ่ง ฟีเจอร์นี้จะเลือกติดตามและครอปแยกออกมาเป็นอีกวิดีโอให้ได้เลย จะอยากให้เป็นแนวตั้งหรืออัตราส่วนอื่น ๆ ก็ทำได้

ช่วยให้เราเพลิดเพลินกับการเก็บวิดีโอคอนเสิร์ตหรือกิจกรรมได้มากกว่าที่เคย เพราะไม่ต้องไปจับภาพทีละคนให้วุ่นวาย ถ่ายมากว้าง ๆ แล้วค่อยมาเลือกครอปด้วย My FanCam ทีหลัง ก็สะดวกเลย ใช่ไหมล่ะ ?
ราคา Galaxy Z Fold8
Galaxy Z Fold8 มีให้เลือก 3 รุ่นความจุได้แก่ 256GB/512GB/1TB ครับ ส่วนสีสันจะมีให้เลือก 4 สีคือ Lavender (สีที่รีวิว), Cream, Graphite และ Pistachio (สีพิเศษ Online Exclusive) มีราคาดังนี้
- รุ่น 12GB+256GB ราคา 61,900 บาท
- รุ่น 12GB+512GB ราคา 69,900 บาท
- รุ่น 16GB+1TB ราคา 78,900 บาท

สรุปแล้ว “นี่คือจอพับไซซ์ใหม่ ที่จะทำให้คุณหลงรักทันที เมื่อได้ลองสัมผัส”
สรุปแล้ว Galaxy Z Fold8 ก็ถือเป็นจอพับ “ไซซ์ใหม่” ของ Samsung ที่ออกแบบมาเพื่อประสบการณ์การใช้งาน “ใหม่ ๆ” อย่างแท้จริง เพราะทั้งการใช้งานด้วยอัตราส่วนแบบกว้าง จากจอนอกและจอหลัก เปลี่ยนการใช้งานจอพับแบบเดิม ๆ ไปเลยจริง ๆ รวมถึงการพกพาที่สะดวกแถมเบาอีก และถึงจะใหม่หมดขนาดนี้ ด้านสเปคที่ให้มา Samsung ก็จัดเต็ม เพื่อไม่ให้ประสบการณ์เสียไปเลยจริง ๆ เชื่อเลยว่าใครที่ได้ลองสัมผัส Galaxy Z Fold8 แล้วจะหลงรักได้อย่างไม่ยากเลย!

Galaxy Z Fold8 Ultra “Fold ทรงพลัง บางสุดใน Galaxy”
แต่สำหรับใครที่คิดว่า Galaxy Z Fold8 รุ่นพับอ้วนอาจจะยังไม่ตอบโจทย์เรา เพราะเปลี่ยนแปลงไปจาก Fold เดิมเยอะอยู่ Galaxy Z Fold8 Ultra ก็ยังเป็นตัวเลือก สำหรับคนที่อัปเกรดปีต่อปีอยู่เนอะ ซึ่งเอาจริง ๆ รุ่นนี้ก็คือ Z Fold8 เดิม ที่ถูกอวยยศขึ้นมา มีคำว่า Ultra ตามท้าย เพื่อให้เห็นว่า Samsung ยังให้ความสำคัญกับพับใหญ่นี้ และยกให้เป็นรุ่นสูงสุดอยู่

Galaxy Z Fold8 Ultra ยังได้อัตราส่วนหน้าจอด้านนอกแบบสูง 21:9 ขนาด 6.5″ เหมือนเดิม ใช้งานได้ลื่นไหล 120Hz ส่วนหน้าจอด้านในก็จะเป็นจอใหญ่ 8″ อัตราส่วน 10:9 และแน่นอนสเปคก็จัดเต็มเหมือน Z Fold8 ครับ ได้ความสว่างสูงสุด 3000nits รวมถึงเป็นจอแบบ Anti-Reflective ลดแสงสะท้อนด้วย


รวมถึงรอยพับที่ดูจางลงอีก ใช้งานจริงก็แทบไม่รู้สึกถึงรอยลึกลงไปจนสะดุดตาหรือสะดุดนิ้วแล้วด้วย ซึ่งตรงนี้ได้อานิสงส์มาจากบานพับใหม่ที่อัปเกรดเป็น Armor Flex Hinge เช่นกัน เสริมชั้นไทเทเนียมเข้าไปด้านใน ทำให้แข็งแรงขึ้น ตัวบานพับมีความดีดเด้งกว่าเดิมด้วย


แถมกรอบเครื่องยังมีการปรับรูปแบบใหม่อีกหน่อย ด้วยการตัดมุมให้เว้าเข้าไป ทำให้เวลาจับถือจริงได้ความรู้สึกที่บางลง และเมื่อจับเครื่องกางออกก็ง่ายขึ้นด้วย พอรวมเข้ากับตัวบานพับที่เด้งกว่าเดิม ทำให้เวลาเราหยิบจับ กางออกสะดวกกว่า Galaxy Z Fold7 ชัดเจนเลย


แต่จุดสังเกตแบบเดียวกับ Galaxy Z Fold8 ยังมีให้เห็นเหมือนกันครับ คือองศาการกางของบานพับจะลดลง เวลากางไปเยอะหน่อยก็จะดีดออกเอง แต่เท่าที่เราลองใช้จริงรู้สึกว่าของ Z Fold8 Ultra จะได้องศามากกว่าหน่อย เราสามารถกางออกไปได้ประมาณ 40º เลยนะ

นอกจากเรื่องดีไซน์กรอบเครื่องใหม่ หรือบานพับใหม่แล้ว ไฮไลท์หลักของ Galaxy Z Fold8 Ultra ยังมีเรื่อง “ความบาง” ที่ Samsung เคลมว่านี่คือ Fold ที่บางที่สุดใน Galaxy เลยล่ะครับ ตัวเครื่องตอนกางออกจะบางแค่ 4.1 มม. แม้จากตัวเลขจะไม่ได้บางลงแบบมีนัยสำคัญ (บางลงแค่ 0.1 มม.) แต่ในแง่การใช้งานก็อย่างที่บอกครับ พอกรอบเครื่องปรับทรงใหม่อีกนิด ทำให้รู้สึกได้อยู่ว่าเครื่องบางลงจริง

ส่วนตอนพับตัวเครื่องจะยังบางที่ 8.9 มม.เท่าเดิม ซึ่งก็เป็นความบางที่ดีมากอยู่แล้วในรุ่นก่อน และน้ำหนักก็ยังเท่าเดิมด้วยที่ 215 กรัมครับ

พลิกกลับมาดูที่ด้านหลัง Galaxy Z Fold8 Ultra ยังมาในดีไซน์เรียบง่ายคล้ายกับ Z Fold7 โมดูลกล้องวงรี ยกสูงกว่าตัวเครื่องเล็กน้อย แต่รอบนี้ตัวฐานกล้องได้ความเรียบเนียนมากขึ้น ดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกว่าเดิม มีกล้องหลัง 3 ตัว ที่เหนือกว่า Galaxy Z Fold8 และยังได้อัปเกรดกล้อง Ultra Wide มาใหม่ซะด้วย

โดยสเปคกล้องคร่าว ๆ ของ Galaxy Z Fold8 Ultra จะมีดังนี้เลยครับ
- 200MP กล้องหลัก (ขนาดเซ็นเซอร์ 1/1.3″) f/1.7, Quad Pixel AF พร้อม OIS
- 50MP กล้อง Ultra Wide f/1.9 มุมกว้าง 120°
- 10MP กล้อง Tele f/2.4 Optical Zoom 3X พร้อม OIS
- กล้องหน้า (หน้าจอนอก) 10MP f/2.2 มุมกว้าง 85º
- กล้องหน้า (หน้าจอใน) 10MP f/2.2 มุมกว้าง 100º

จะเห็นว่ากล้องของ Galaxy Z Fold8 Ultra มีการอัปเกรดกล้อง Ultra Wide มาเป็น 50MP ซึ่งเป็นระดับเดียวกับ Galaxy S26 Ultra แล้ว และถ้าเทียบกับ Z Fold8 จริง ๆ Z Fold8 Ultra ยังถือว่าได้กล้องที่จัดเต็มกว่า ไม่ใช่แค่มีกล้อง Tele 3x มาเสริมระยะ แต่ในกล้องหลักก็เป็น 200MP ตัวท็อปของ Samsung ด้วยนะ พอเข้าใจแล้วเนอะว่าทำไมรุ่นนี้ต้องเป็น Z Fold8 Ultra!

ซึ่งคุณภาพของกล้องก็ถือว่าทำได้ยอดเยี่ยมตามมาตรฐาน Z Fold ตัวท็อป ทั้งฮาร์ดแวร์ระดับสูง 200MP+50MP+10MP การประมวลผลด้วย ProVisual Engine เน้นสมจริง เป็นธรรมชาติ และครอบคลุมการใช้งานทั่วไปจนถึงระยะซูมระดับกลางได้เพียงพอ หรือจะใช้งานถ่ายภาพบุคคลก็ยังให้สกินโทนที่สวยเช่นกัน เป็นรุ่นจอพับที่มอบประสบการณ์กล้องได้น่าประทับใจเลยล่ะครับ









ส่วนสเปคภายในของ Galaxy Z Fold8 Ultra เอาเข้าจริง ก็เป็นการอัปเกรดตามรอบปี ได้ชิป Snapdragon 8 Elite Gen 5 และแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 5000mAh พร้อมชาร์จไว 45W Super Fast Charge 2.0 เสียที แม้จะไม่ได้อัปเกรดส่วนอื่น ๆ จนดูหวือหวามากนัก แต่ก็เป็นเรื่องที่แฟน ๆ รอคอยเนอะ

ด้านประสบการณ์ต่าง ๆ เอาเป็นว่าคือ Galaxy Z Fold7 ที่อัปเกรดให้ลงตัวขึ้น ทั้งความลื่นไหลและซอฟต์แวร์ใหม่อย่าง One UI 9.0 มีสเปคที่ให้เราใช้งานได้ราบรื่นยิ่งขึ้น แรงขึ้นไปอีกนั่นแหละ

ราคา Galaxy Z Fold8 Ultra
Galaxy Z Fold8 Ultra ที่วางจำหน่ายในบ้านเราจะมีให้เลือก 3 ความจุเช่นกันคือ 256GB/512GB/1TB ส่วนสีสันเป็น 4 สีคือ Violet Shadow (สีที่รีวิว), Cream, Graphite และ Green Shadow (สีพิเศษ Online Exclusive) แต่ละรุ่นความจุจะเปิดราคามาดังนี้ครับ
- รุ่น 12GB+256GB ราคา 69,900 บาท
- รุ่น 12GB+512GB ราคา 77,900 บาท
- รุ่น 16GB+1TB ราคา 93,900 บาท

รวม ๆ แล้ว Galaxy Z Fold8 Ultra ก็เหมือนเป็นรุ่นอัปเกรดต่อยอดจาก Z Fold7 แบบจริง ๆ แม้จะไม่ได้ความสดใหม่แบบ Z Fold8 ที่ปรับอัตราส่วนไปเลย แต่เชื่อว่าคนที่รอคอยการมาของพับใหญ่ทรงสูงรุ่นใหม่ ที่สเปคดีขึ้น แบตใช้ได้นานกว่าเดิม ในความเคยชินของขนาด ก็คงมีอยู่เยอะไม่น้อย การที่ Samsung ยังมีตัวเลือกพับใหญ่แนวนี้อยู่ เราว่าเป็นทางเลือกที่ถูกต้องเลยล่ะ!

Galaxy Z Flip8 “Flip ที่เบาและบางที่สุด”
ปิดท้ายกันที่ Galaxy Z Flip8 รุ่นพับเล็ก ที่เชื่อว่ายังคงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่หลายคนชอบ เพราะทั้งความน่ารักของขนาดและดีไซน์ รวมถึงทรงพับแบบตลับแป้งที่พกพาได้ง่าย แต่ความสามารถก็ยังครบถ้วน เป็นจอพับที่เน้นความเป็นแฟชั่นมากที่สุดในทั้ง 3 รุ่นของปีนี้

ซึ่งขนาดหน้าจอของ Galaxy Z Flip8 ในปีนี้จะยังให้มาเท่ากับ Z Flip7 รุ่นก่อนคือ หน้าจอนอก Super AMOLED ขนาด 4.1″ และหน้าจอใน Dynamic AMOLED 2X ขนาด 6.9″ เป็นทรงหน้าจอที่แบ่งการทำงานไว้ชัดเจนแล้ว


แต่รอบนี้ Samsung ก็เพิ่มตัวเลือกในหน้าจอนอกให้ใช้งานได้ง่ายขึ้นอีกหน่อย คล้ายกับหน้าจอด้านใน มีหน้าจอล็อก ลากแถบแจ้งเตือนด้านบนลงมาได้ เลือกทางลัดจาก Quick Panel ได้ หรือจะเลือกเปิดแอปบนหน้าจอนอกได้ครอบคลุมกว่าเดิม เพิ่มแอปเข้าไปได้ง่ายขึ้นด้วย


เรื่องขนาดและน้ำหนัก Galaxy Z Flip8 ก็เป็นอีกรุ่นที่ได้อัปเกรดมาจากรุ่นก่อน ปีนี้อัปเกรดให้มีความบางตอนกางเหลือ 6.1 มม.จาก 6.5 มม.และน้ำหนักก็เบาแค่ 180 กรัมนั้น ทำให้ Samsung ยกให้ Z Flip8 นี้เป็น Flip ที่บางและเบาที่สุดไปเลยล่ะ และเช่นเดียวกับ Z Fold8 Ultra กรอบเครื่องของรุ่นนี้มีการปรับรูปแบบใหม่ ให้มีความว้าวลงไปหน่อย ทำให้เวลาสัมผัสรู้สึกได้ทันทีว่าบางลง



การพับ-กางหน้าจอก็ทำได้ดีเลย มีความหนืดอยู่บ้าง ปรับองศาได้หลากหลาย แม้จะมีการดีดกางออกหรือพับเก็บอยู่บ้าง แต่เท่าที่ลอง เราว่า Z Flip8 นี่ได้องศามากที่สุดใน 3 รุ่นแล้ว

ด้านกล้อง Galaxy Z Flip8 ยังให้กล้องหลังมา 2 ตัวเหมือน Z Flip7 ครับ และสเปคก็เป็นชุดเดิมเลยด้วย คร่าว ๆ คือ…
- 50MP กล้องหลัก f/1.8, OIS
- 12MP กล้อง Ultra Wide f/2.2
กล้อง 2 ตัวที่ให้มาก็น่าจะเพียงพอต่อสายแฟชั่นที่ต้องการความคล่องตัว ไม่ได้เน้นซูมบ้าพลังหรือความละเอียดสูงมากนัก ซึ่งเราว่า ก็เพียงพอต่อการใช้งานอยู่แหละ

ส่วนกล้องหน้าจะได้มา 10MP แต่แน่นอนว่ารุ่น Flip ที่มีจอนอกอยู่ฝั่งเดียวกับหน้าจอแบบนี้ จะเลือกใช้กล้องหลังมาเซลฟี่ก็สะดวกไม่น้อยครับ จะใช้มุมปกติหรือ Ultra Wide ก็ได้เลย

และสายเซลฟี่หน้ากระจก ปีนี้ Samsung ก็เพิ่มฟีเจอร์ใหม่อย่าง FlipShot ที่สามารถเลือกภาพมาใส่ในหน้าจอนอก ขณะที่ถ่ายภาพได้ด้วย ช่วยเพิ่มลูกเล่นในการเซลฟี่เข้าไปอีกแหนะ

ส่วนคุณภาพของกล้อง ก็อย่างที่บอกครับว่าเพียงพอต่อการใช้งานแล้ว จะถ่าย Portrait ระดับเต็มตัวหรือครึ่งตัวก็ได้ง่าย ๆ สกินโทนมีความสดใสและสวยพอดิบพอดีเลยด้วย



ด้านสเปคภายใน Galaxy Z Flip8 จะได้อัปเกรดตามรอบในเรื่องหลัก ๆ คือ ชิปเซ็ตอย่างเดียวเลย ได้ชิป Exynos 2600 มาแทนที่ Exynos 2500 ของรุ่นก่อน ซึ่ง Samsung เคลมว่าประสิทธิภาพ CPU สูงขึ้น 30%, GPU แรงขึ้น 25% และ NPU เก่งขึ้นอีก 41% เลยนะ ส่วนนอกนั้นจะเท่ากับ Z Flip7 หมด ไม่ว่าจะแบตเตอรี่ 4300mAh หรือชาร์จไว 25W

ราคา Galaxy Z Flip8
สำหรับ Galaxy Z Flip8 จะมีให้เลือก 2 ความจุได้แก่ 256GB/512GB พร้อมตัวเลือกมีให้เลือก 4 สีคือ Pink, Cream (สีที่รีวิว) , Graphite และ Mint (สีพิเศษ Online Exclusive) โดยราคาจะเปิดตัวมาดังนี้
- รุ่น 12GB+256GB ราคา 42,900 บาท
- รุ่น 12GB+512GB ราคา 50,900 บาท

โดยรวม Galaxy Z Flip8 อาจจะไม่ได้หวือหวาขึ้นมาก เมื่อเทียบกับ Z Flip7 เดิม เพราะดีไซน์ก็ยังมาทรงเดิม ขนาดหน้าจอเท่าเดิม กล้องชุดเดิม แบตเตอรี่ยังเท่าเดิมด้วย จุดที่อัปเกรดหลักไปอยู่ที่ชิปเซ็ต Exynos 2600 ที่สร้างประสบการณ์ให้ลื่นไหลและไวขึ้นได้ เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอสำหรับคนที่กำลังเล็ง Z Flip ของ Samsung อยู่ เพราะรุ่นนี้ถือว่าพัฒนามาถึงจุดพีคที่สุดแล้วล่ะครับ

3 ตัวเลือกที่ครบเครื่องกันคนละสไตล์!
ก็ถือว่าเป็นรุ่นจอพับของปี 2026 ที่ครบเครื่องกันคนละสไตล์เลยจริง ๆ เนอะ เพราะมีทั้งพับเล็ก Galaxy Z Flip8 สายแฟชั่น พกเก๋ ๆ พับใหญ่ Galaxy Z Fold8 Ultra สาย Productivity เต็มตัวทำงาน 2 หน้าจอง่าย ๆ หรือจะเป็น Galaxy Z Fold8 รุ่นพับ “ไซซ์ใหม่” ที่มาเติมเต็มตรงกลางของทั้งคู่ได้พอดี เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์กันคนละสไตล์เลยจริง ๆ
