ติดตามพวกเรา

Smart Review

รีวิว plantronics BackBeat FIT 3200 หูฟัง True Wireless เสียงดี ปรับ Equalizer และกันน้ำใช้ออกกำลังกายได้

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ Plantronics ได้ปล่อยหูฟังรุ่น BackBeat Fit 3100 ซึ่งเป็นหูฟัง True Wireless Sport สำหรับคนรักการออกกำลังกาย ซึ่งรับความนิยมสูงมากด้วยดีไซน์ เสียง ที่ใครที่ได้ลองแล้วจะต้องประทับใจ ล่าสุด plantronics ได้ปล่อย True Wireless รุ่นใหม่อย่าง BackBeat FIT 3200 ออกมาเอาใจคนรักเสียงเพลง และเล่นกีฬาแล้ว โดยรุ่นนี้หน้าอาจจะมองคล้ายๆ กับรุ่น BackBeat Fit 3100 แต่จะมีดีไซน์ที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดนั่นคือจะมี Noise-isolate Eartip ซึ่งใครที่ชอบใช้หูฟังแบบ in-ear พร้อมไปกับการออกกำลังกายคิดว่าต้องถูกใจกันแน่นอนครับ วันนี้มีรีวิวมาฝากกันถึงความเปลี่ยนแปลงของรุ่นนี้ว่าจะมีความน่าสนใจอย่างไรกันบ้างไปดูกันเลยครับ 

ข้อมูลด้านเทคนิค plantronics BackBeat FIT 3200

Listen timeUp to 8 hours
Charging case batteryUp to 16 hours
Roaming rangeUp to 98 ft/30 m
Battery capacity (earbuds)90 mAh
Battery capacity (charging type)740 mAh
Battery typeRechargeable, non-replaceable lithium ion polymer
Charge timeUp to 2 hours for full charge
Quick chargeUp to 1.5 hours of listening with a 15-minute quick charge
Bluetooth technologyBluetooth 5.0 Headset/Hands-Free Profile HSP 1.2 and HFP 1.7
Audio profilesAdvanced Audio Distribution Profile (A2DP) 1.3, AVRCP 1.6
Receive frequency response20-20,000 Hz
Microphone and technologyMEMS microphone with DSP
Speaker driver size13.5 mm
EQ presetsBass boost, balanced, and bright
Moisture protectionSweatproof and IP57-rated waterproof. Waterproof in fresh water up to 1 m (3.28ft) for 30 minutes. However, Bluetooth does not transmit under water.
Weight13 g (each earbud), 89 g (charging case without earbuds)
Call controlsCall answer/end, mute, volume +/-
Media controlsPlay, pause, track forward/back, activate virtual personal assistant
Voice and other alertsEnhanced voice alerts announce battery remaining and connection status.
Applications supportedBackBeat app on iOS and android

 

คุณสมบัติเด่น

  • สวมใส่สบาย ปลอดภัย 
  • ใช้งานได้นานต่อเนื่องได้สูงสุด 8 ชั่วโมงต่อการชาร์จเต็มเพียงครั้งเดียว
  • Charging case เพิ่มเวลาการใช้งานได้ยาวนานขึ้นถึง 16 ชม.
  • การออกแบบหูฟังโดยใช้วัสดุที่แข็งแรง ทนทาน กันน้ำกันเหงื่อได้ในระดับ IP57
  • ฟีเจอร์ My Tap ที่ให้คุณควบคุมการสั่งงาน Backbeat Fit 3200 ได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง 
  • DeepSleep mode โหมดประหยัดแบตเตอรี่เมื่อไม่ได้ใช้งาน แบตเตอรี่อยู่ได้นานสูงสุดถึง 6 เดือน
  • Fast Charge ที่สามารถชาร์จหูฟังเพียงแค่ 15 นาที ก็จะสามารถฟังเพลงเพิ่มได้นานถึง 1.5 ชั่วโมง

 

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • หูฟัง Plantronics BackBeat FIT 3200
  • Charging case
  • จุกหูฟังสำรอง 2 ชุด
  • สายชาร์จ USB
  • คู่มือการใช้งาน

 

ดีไซน์และการออกแบบ

หูฟัง BackBeat FIT 3200 สีที่เรานำมารีวิวในครั้งนี้เป็นสีน้ำเงิน ดูสวยงามมากๆ ซึ่งดีไซน์เป็นหูฟังแบบคล้องหู  เมื่อสวมไปกับหูแล้วรู้สึกได้เลยว่าน้ำหนักเบามากๆ ครับ นอกจากดีไซน์สวยแล้ว ตัวหูฟังยังถูกเคลือบผิวให้มีความเงาวาวสะท้อนแสง เพื่อให้เห็นได้ตอนกลางคืนได้อย่างชัดเจนด้วยครับ 

 

BackBeat FIT 3200 มาพร้อมไดร์เวอร์ขนาดใหญ่ 13.5 mm และสามารถอดเปลี่ยนจุกหูฟังได้ซึ่งมีมาให้สำรองอีก 2 ชุดด้วยกันครับ 

 

ในส่วนของดีไซน์ และสีสันนอกจากจะสวยงามแล้ว ขาเกี่ยวหูฟังเมื่อจับหรือสัมผัสแล้วจะรู้สึกได้เลยครับว่ามีความยืดหยุ่นสูงมาก สัมผัสนิ่ม เมื่อสวมใส่ทำให้รู้สึกนุ่มสบาย ซึ่งในรุ่นนี้ตัวหูฟังด้านในจะเป็นแบบ In-ear แน่นอนว่าไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายประเภทไหน หูฟังที่เกี่ยวหูและเป็นแบบ In-ear ไม่หลุดง่ายๆ อย่างแน่นอน

 

BackBeat FIT 3200 มาพร้อมกับกล่องเก็บหูฟังสีดำดีไซน์สวยหรูเลยครับ  ซึ่งเป็น Charging case ในตัวด้วย โดยจะช่วยเพิ่มระยะเวลาในการใช้งานได้ยาวนานสูงสุด 24 ชั่วโมง (8 ชั่วโมงจากตัวหูฟัง + Charging case 16 ชั่วโมง) และยังมีระบบ Fast Charge ด้วยนะครับ สำหรับใครที่หูฟังแบตอาจจะหมดโดยที่ไม่ได้ชาร์จไว้ ใช้เวลาชาร์จเพียงแค่ 15 นาที ก็จะสามารถฟังเพลงเพิ่มได้นานถึง 1.5 ชั่วโมงเลยทีเดียว

 

ที่ตัว Charging case จะมีปุ่มกดอยู่ตรงกลางนะครับ เมื่อกดลงไปจะมีสถานะแบตเตอรี่ 4 ระดับ

 

 

นอกจากนี้ตัวเคสยังมีช่องเก็บสาย USB ให้ด้วย เผื่อว่าแบตหมดแล้วอยากจะชาร์จก็หยิบมาใช้งานกันได้เลย

 

 

Charging case หากแบตเตอรี่หมดสามารถชาร์จผ่านสาย USB ที่แถมมาให้ได้เลยทันทีครับ 

 

 

กันน้ำ กันฝุ่น มาตรฐานรับรองระดับ IP57

ตัวหูฟังมาพร้อมมาตรฐานรองรับระดับ  IP57 สามารถกันน้ำ กันฝุ่นได้ สำหรับใครที่ออกกำลังกาย มีเหงื่อ ก็ไม่ต้องกังวัลเลยครับว่าหูฟังจะได้รับความเสียหายจากการออกกำลังกาย ไม่พังง่ายๆ อย่างแน่นอน

 

 

My Tap กำหนดคำสั่งใช้หูฟังได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง 

หูฟัง BackBeat FIT 3200 มีฟีเจอร์เด่นๆ อย่าง My Tap ซึ่งเป็นแอปที่จะช่วยกำหนดคำสั่งในการใช้งานด้วยตัวเอง สามารถตั้งค่าต่างๆ ได้ผ่านแอปพลิเคชั่น BackBeat ซึ่งมีให้ดาวน์โหลดทั้งบน App Store และ Google Play

 

การควบคุมการทำงานของหูฟัง

การควบคุมการทำงานของหูฟังสามารถทำได้อย่างง่ายๆ ซึ่งหูฟังรุ่นนี้ การใช้งานมีทั้งการกด และการแตะเพื่อสั่งงาน การกำหนดคำสั่งต่างๆ ก็สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเองผ่านแอป

การตั้งค่าสามารถทำได้ที่ My Tap เลือกตั้งค่าต่างๆ กันได้เลยครับ ซึ่งจะมีการตั้งค่าให้เรียกใช้งาน Siri, Google Now, ฟังสถานะแบตเตอรี่ เป็นต้น ซึ่งการตั้งค่าต่างๆ ในส่วนนี้จะช่วยให้การใช้งานสะดวกมากๆ หากกำลังออกกำลังกายอยู่ก็ไม่จำเป็นต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา สามารถสั่งงานต่างๆ ผ่านหูฟังกันได้เลย สะดวกสุดๆ ไปเลยครับ 

 

ในส่วนของการควบคุมหูฟังด้ายซ้าย และขวาที่ถูกตั้งค่าพื้นฐานมาให้อยู่แล้วสามารถสั่งงานได้ตามนี้

หูฟังด้านซ้าย

  • แตะเพื่อเพิ่มเสียง
  • แตะค้างเพื่อลดเสียง
  • เปิดเครื่องกดค้าง 2 วินาที

 

หูฟังด้านขวา

  • เล่น / หยุดเพลง กด 1 ครั้ง
  • เล่นเพลงถัดไปกด 2 ครั้ง
  • เล่นเพลงก่อนหน้า / ย้อนกลับ กด 3 ครั้ง
  • Siri / Google Now กดค้าง 2 วินาที
  • เปิดเครื่องกดค้าง 2 วินาที
  • ปิดเครื่อง กดค้าง 4 วินาที
  • เปิดเครื่องเพื่อ pair กดค้าง 4 วินาที

 

สุดยอดคุณภาพเสียงพร้อมปรับ Equalizer ได้ 

หูฟัง Plantronics BackBeat FIT 3200 จัดเต็มคุณภาพเสียงแบบ In-ear ซึ่งสามารถปรับ Equalizer ได้ 3 แบบด้วยกันครับ ประกอบไปด้วย PLT Signature Balance, Bass และ Bright ชอบแบบไหนเลือกกันได้ตามใจชอบเลย ในส่วนของเสียงที่ได้จากหูฟังรุ่นนี้ต้องบอกว่าใครที่ชอบทั้งดูหนัง ฟังเพลงจะต้องถูกใจ เพราะเสียงเบสมาเต็มมากๆ เสียงแหลมก็คมชัด มาครบทุกย่านเสียง ก็ต้องบอกเลยว่าอยากให้ทุกคนได้ลองฟังแล้วจะต้องประทับใจกับคุณภาพเสียงของรุ่นนี้อย่างแน่นอน

และในด้านการคุยโทรศัพท์คุณภาพเสียงคมชัดดีมากครับ อย่างที่รู้ๆ หูฟังจาก plantronics นั้นเด่นในเรื่องของการใช้คุยโทรศัพท์อยู่แล้ว  

 

 

 

พร้อมกันนี้ยังมีโหมด Awareness Mode ที่สามารถปรับตั้งค่าให้รับฟังเสียงภายนอกเข้ามาได้ตามความต้องการ ทำให้ผู้ใช้งานได้รับความปลอดภัยจากพาหนะหรือสนทนากับคนรอบข้างได้อีกด้วย

 

ตัวแอพยังยังสามารถตั้งค่าการใช้งานต่างๆ ได้อีกเพียบเลยครับ รวมไปถึงการอัปเดทซอฟต์แวร์ใหม่ๆ ที่จะมีออกมาด้วย

 

ดูหนัง ฟังเพลง เสียงไม่ดีเลย์​

plantronics BackBeat FIT 3200 สำหรับการใช้ดูหนัง ฟังเพลง ไม่พบเสียงดีเลย์ให้เห็นเลยครับ ซึ่งทดสอบใช้ฟังเพลงจาก YouTube ดูหนังจาก Netflix, Apple Tv เป็นต้น

 

สรุปส่งท้าย

plantronics BackBeat FIT 3200 เป็นหูฟังที่เรียกได้ว่าครบเครื่องในทุกๆ ด้าน ทั้งในเรื่องคุณภาพเสียง ความทนทาน ดีไซน์ที่สวยงาม ไม่ว่าจะใช้ทำงาน เล่นกีฬาออกกำลังกายก็สามารถใช้ได้อย่างลงตัว มาพร้อมฟีเจอร์ต่างๆ ให้ใช้งานกันได้อย่างคุ้มค่า และยังมาพร้อมกับการรับประกันถึง 2 ปีอีกด้วยครับ

BackBeat FIT 3200: วางจำหน่ายแล้วนะครับ มีให้เลือก 2 สี คือ Black และ Teal ราคา 5,990 บาท รับประกัน 2 ปี ลงทะเบียนการรับประกันที่หน้าเว็บไซค์ >> www.systems2000.co.th/warranty <<

ส่งซื้อผ่าน Plantronics Offcial Store ใน Lazada, Shopee, JD, WeMall หรือหาซื้อได้ที่ร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

Smart Review

รีวิว OnePlus 8T 5G ที่สุดของความไหลลื่น Ultra Fast. Ultra Smooth ขุมพลัง S865, จอ 120Hz Fluid AMOLED และรองรับ 5G

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

มากันแล้วสำหรับรีวิว OnePlus 8T 5G สมาร์ทโฟนที่ให้ความไหลลื่นขั้นสุดด้วยความเป็น Ultra Fast. Ultra Smooth ตั้งแต่หน้าจอแสดงผล 120Hz Fluid AMOLED Display, CPU เรือธง Snapdragon 865 และการรองรับ 5G ตั้งแต่แกะกล่อง!

 

สรุปสเปค OnePlus 8T 5G

  • ขนาดตัวเครื่อง : 160.7 × 74.1 × 8.4 มม.
  • น้ำหนัก : 188 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล 120Hz Fluid AMOLED Display ขนาด 6.55 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) อัตราส่วน 20:9 รองรับ HDR10+ และความสว่างสูงสุด 1,100 นิต
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 865 Octa Core
  • โมเด็ม 5G : Snapdragon X55
  • GPU : Adreno 650
  • RAM : 8/12GB LPDDR4X
  • ROM : 128/256GB (UFS 3.1)
  • กล้องถ่ายรูปหลัง 4 เลนส์ แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์IMX586 รูรับแสง f/1.7 และรองรับระบบกันสั่นไหว OIS + EIS
    • เลนส์ Ultra Wide Angle ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล มุมมองกว้าง 123 องศา รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ Macro ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 ระยะโฟกัส 3 ซม.
    • เลนส์ Monochrome ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้า Punch-Hole ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 เซ็นเซอร์IMX471
  • ระบบปฏิบัติการ Android 11 ครอบทับด้วย OxygenOS 11
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac/ax, Bluetooth 5.1, NFC และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 4500mAh รองรับ Warp Charge 65

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

ตัวกล่อง OnePlus 8T 5G มาในเฉดสีแดงเข้มที่มีความร้อนแรง พร้อมชื่อรุ่น 8T ที่ด้านบนชัดเจนครับ

เมื่อเปิดกล่องด้านในก็จะพบกับอุปกรณ์ต่างๆ ดังนี้

  • ตัวเครื่อง OnePlus 8T 5G พร้อมติดฟิล์มกันรอย
  • อะแดปเตอร์ Warp Charge 65
  • สาย Warp Charge Type-C to Type-C
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น
  • จดหมายต้อนรับ
  • ใบรับประกันสินค้า
  • สติ๊กเกอร์โลโก้ OnePlus แบบต่างๆ
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม

 

ดีไซน์สุดพรีเมี่ยมตามฉบับ OnePlus

OnePlus 8T 5G มีการออกแบบได้พรีเมี่ยมเช่นเคย มีความบางเพียง 8.4 มม. พร้อมความเบาเพียง 188 กรัมเท่านั้น ทำให้การใช้งานเป็นเวลานานทำได้อย่างสะดวกมาก ที่สำคัญยังให้ผิวสัมผัสฝาหลังแบบกระจกด้าน Glossy Glass ที่มีความมันเบาๆ ช่วยให้ไม่ลื่นหลุดจากมือง่ายๆ ที่สำคัญยังติดรอยนิ้วมือได้ยากมากๆ

 

สีสันที่เราได้มาเป็นสีเทาเงิน Lunar Silver (สำหรับความจุ 8+128GB) ที่ดูมีคสามหรูหราและคลาสสิกสุดๆ ขณะที่อีกสีจะเป็นสีเขียวน้ำทะเล Aquamarine Green (สำหรับความจุ 12+256 GB)

 

หน้าจอสวยงามพร้อมไหลลื่น 120Hz Fluid AMOLED Display

OnePlus 8T 5G จัดเต็มด้วยหน้าจอที่สุดไหลลื่นอย่าง 120Hz Fluid AMOLED Display พร้อม Touch Sampling Rate ถึง 240Hz เรียกได้ว่าให้การตอบสนองได้ไวสุด ทั้งการใช้งานทั่วไปหรือการเล่นเกม

 

ด้วยความที่เป็นหน้าจอ AMOLED ทำให้ OnePlus 8T 5G แสดงผลสีสันออกมาได้อย่างสมจริง ทั้งยังมีขนาดใหญ่ 6.55 นิ้ว คมชัดระดับ FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) รองรับ HDR10+, 402 ppi มีความแม่นยำของสีด้วยการการันตีค่า JNCD ต่ำกว่า 0.55 และความสว่างสูงสุดถึง 1,100 นิต ทำให้ใช้งานกลางแจ้งได้เห็นชัดเจนแน่นอน

 

นอกจากนี้ ยังมีการประหยัดพลังงานมากขึ้นด้วยการใช้วัสดุ E3 มีช่วงสี DCI-P3 ช่วยเรื่องประหยัดพลังงานในการใช้งานบนหน้าจอและลดแสงสีฟ้า ทำให้เวลาใช้งานไปนานแล้วไม่เมื่อยล้าดวงตาจนเกินไป

 

เหนือหน้าจอของ OnePlus 8T 5G มีลำโพงสนทนาและเป็นลำโพงสเตอริโอในตัว พร้อมด้วยกล้องหน้า Punch Hole ที่มุมซ้ายบน

 

ฝั่งซ้ายมีเพียงปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงเท่านั้น

 

ส่วนด้านขวามีปุ่มเปลี่ยนโหมดเสียงระบบ (เสียง / สั่น / เงียบ) ถัดลงมามีปุ่ม Power

 

ด้านล่างมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ช่องแบบพลิกบนและล่าง, ไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวที่ 1

 

ขณะที่ด้านบนมีไมโครโฟนตัวที่ 2

 

และที่ด้านหลังมีกล้อง 4 เลนส์ พร้อมไฟแฟลช LED 2 ดวง

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

OnePlus 8T 5G เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของแบรนด์ที่แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 11 พร้อมด้วย OxygenOS 11 ซึ่งมีการใช้งานใหม่ๆ พร้อมฟีเจอร์ที่อำนวยความสะดวกในการใช้งานมากขึ้นตามคำเรียกร้องบน OnePlus Community นอกจากนี้ ยังการันตีอัปเดทระบบรักษาความปลอดภัยให้อย่างต่อเนื่องแน่นอน

 

รองรับ 5G Ultra Smooth

OnePlus 8T 5G รองรับการใช้งานเครือข่าย 5G โดยสามารถใช้งานเครือข่าย B1 และ B3 ได้ทั่วประเทศ

 

Always-on-Display แบบใหม่มีให้เลือกเพียบ!

สำหรับฟีเจอร์ Always-on-Display นั้นมีมาพักใหญ่ๆ แล้วสำหรับ OnePlus แต่ใน OnePlus 8T 5G ก็ได้เพิ่มรูปแบบนาฬิกา 3 แบบใหม่ ได้แก่ Insight, Canvas และ Bitmoji เข้ามา ทำให้มีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ได้มีแค่เวลา, วันที่ และสถานะเบื้องต้น แต่ยังรวมถึงการบอกจำนวนปลดล็อกหรือการใช้งานโทรศัพท์ของเรามากขึ้นด้วย

 

Dark Mode ใช้งานง่ายพร้อมเปิดในแอปต่างๆ ได้

สำหรับ Dark Mode จะเป็นการใช้งานพื้นหลังสีดำครับ โดยในรุ่นนี้ก็สามารถบังคับเปิดกับแอปพลิเคชั่นที่ไม่รองรับโหมดมืดได้ด้วยเช่นกัน

 

ใช้งานมือเดียวก็สบาย One-handed Control

การออกแบบหน้าตาการใช้งานแบบใหม่ของ OxygenOS 11 จะเว้นพื้นที่ด้านบนของระบบมากขึ้นเพื่อให้ใช้งานได้แบบมือเดียวได้อย่างสบายครับ ไม่จำเป็นต้องเอื้อมนิ้วไปเยอะ ซึ่งเหมาะทั้งผู้ที่ถนัดมือซ้ายและขวาเลยด้วย

 

ระบบเสียงลำโพงคู่แบบสเตอริโอ Dolby Atmos

ยังมีมาให้เช่นเดิมสำหรับระบบเสียงระบบเสียงลำโพงคู่แบบสเตอริโอ Dolby Atmos ที่ใช้งานได้แบบกระหึ่มมากๆ แยกเสียงซ้าย-ขวารอบทิศทางได้ชัดเจน ใครที่ชอบชมภาพยนตร์บน Netflix จะต้องชอบแน่นอน แถมยังได้ประโยชน์ในการเล่นเกมแนว Battle Royale ด้วย

 

ระบบความปลอดภัยขั้นสูง

OnePlus 8T 5G แน่นอนว่าต้องมาพร้อมกับเทคโนโลยีการสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอเพื่อความสะดวกครับ ซึ่งสามารถใช้งานได้อย่างรวดเร็วมากแม้มีการเปลี่ยนมุม

 

ทั้งนี้ เรื่องของการสแกนใบหน้าก็ยังมีให้เช่นเดิมครับ

 

Zen Mode 2.0 สงบนิ่งพร้อมกลุ่มเพื่อนได้

สำหรับ Zen Mode จะเป็นการให้เราหยุดพักการใช้งานสมาร์ทโฟนเพื่อให้อยู่กับตัวเองมากขึ้น ซึ่งในเวอร์ชัน 2.0 บน OxygenOS 11 ได้เพิ่มการสร้างเพื่อให้เพื่อนๆ ของเราได้หยุดพักด้วยเช่นกันครับ ทั้งยังมีให้เลือกหลายรูปแบบ ได้แก่ Ocean, Space, Grassland, Star Trails และ Meditation Room

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

จัดเต็มให้เพื่อความไหลลื่นขั้นสุดสำหรับ OnePlus 8T 5G ที่เลือกใช้หน่วยประมวลผลเรือธงอย่าง Qualcomm Snapdragon 865 ทั้งยังรองรับ 5G เพื่อความแรงขึ้นไปอีกขั้น ที่สำคัญยังมี RAM สูงสุดถึง 12GB สลับแอปพลิเคชั่นหรือเปิดแอปก็ทำได้รวดเร็ว พร้อมด้วย ROM 256GB ชนิด UFS 3.1 ทำให้การอ่านและเขียนประมวลผลได้แรงกว่าเดิม

 

สำหรับผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ทำได้ไปได้ที่ 576,025 คะแนน

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 784 และคะแนน Multi-Core ที่ 3,198

 

ฟีเจอร์และทดสอบด้านการเล่นเกม

OnePlus 8T 5G มาพร้อมกับฟีเจอร์ Game Space ที่ช่วยรวบรวมเกมทั้งหมดไว้ในที่เดียวกันครับ พร้อมกับความสามารถในการเปิดโหมด Fnatic เพื่อรีดประสิทธิภาพของเครื่องออกมาทั้งหมด ทำให้เล่นเกมได้ไหลลื่นและเฟรมเรทคงที่กว่าเดิมครับ

 

ROV

สำหรับเกม ROV เราสามารถเปิดภาพและเฟรมเรทในระดับสูงที่สุดได้ทั้งหมด และด้วยความเป็น Snapdragon 865 ก็เล่นโหมด 5 VS 5 ได้อย่างไหลลื่น เฟรมเรทวิ่งแบบคงที่ 60-61fps ตลอดทั้งเกมครับ

 

Asphalt 9: Legends

เกมแข่งรถกราฟิกสวยๆ อย่าง Asphalt 9: Legends ก็สามารถเปิดภาพระดับสูงได้เช่นกัน ทำให้เล่นได้อย่างไหลลื่น ภาพดูสมูทด้วยการเป็นหน้าจอ 120Hz Fluid AMOLED Display และภาพก็สวยงามตามท้องเรื่อง!

 

Genshin impact

และสุดท้ายกับ Genshin impact เกมใหม่มาแรงอย่างก็สามารถเล่นได้แบบไม่มีกระตุกใดๆ ครับ ภาพที่แสดงผลออกมามีความสวยงามมาก และเรื่องการสัมผัสหน้าจอไปมาก็ทำได้ในระดับยอดเยี่ยมมากๆ

 

แบตเตอรี่อึด พร้อมชาร์จไวด้วย Warp Charge 65

OnePlus 8T 5G มาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุ 4500mAh ซึ่งแบ่งแบตออกเป็น 2 ก้อน (Twin-battery Charging Technology) ทำให้ช่วยเรื่องการชาร์จได้เป็นอย่างดี ซึ่งการชาร์จนั้นมาพร้อม Warp Charge 65 ที่ชาร์จได้เต็มในเวลาเร็วสุดเพียง 39 นาทีเท่านั้น ซึ่งจากที่เราทดสอบจากแบตจาก 35% ชาร์จเต็ม 100% ในเวลาเพียง 30 นาที

 

ที่สำคัญ Warp Charge 65 ก็สามารถชาร์จได้อย่างต่อเนื่องเพราะมีการรักษาอุณหภูมิระดับที่ปลอดภัยครับ ทำให้หมดกังวลเรื่องความร้อนไปได้เลย

 

กล้องถ่ายรูป

ตัวชูโรงของ OnePlus 8T 5G ที่ต้องห้ามพลาดเลยคือเรื่องกล้องหลัง 4 เลนส์ความละเอียดสูงสุดถึง 48 ล้านพิกเซล พร้อมด้วยเลนส์ Ultra Wide Angle มุมกว้าถึง 123 องศา + Macro และ Monochrome ทำให้ฟีเจอร์ในการถ่ายนั้นถือว่าครบครันตามด้านล่างนี้เลยครับ

 

เลนส์หลักสวยงามด้วย AI

ในการถ่ายโหมดปกติของ OnePlus 8T 5G ได้มี AI เข้าช่วยในการปรับแสงและสีสันของภาพให้ออกมาสวยงาม พร้อมการโฟกัสที่ทำได้ไวเลยทีเดียวครับ ซึ่งจุดนี้ช่วยให้เราไม่ต้องไปปรับอะไรเพิ่มเลยด้วย

 

 

คมชัดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล

กล้องหลักความละเอียดสูงของ OnePlus 8T 5G ถ่ายออกมาได้ที่ 48 ล้านพิกเซล ซึ่งจะได้ภาพที่มีพิกเซลสูงและรายละเอียดของภาพมีความคมชัดกว่าปกติครับ

 

ถ่าย Ultra Wide Angle มุมกว้างขั้นสุดถึง 123 องศา

เลนส์ Ultra-Wide Angle ของ OnePlus 8T 5G จัดมาให้เต็มๆ ถึง 123 องศา ซึ่งเป็นหนึ่งในรุ่นที่มีมุมกว้างมากที่สุดในสมาร์ทโฟน ใครที่ชอบถ่ายบรรยากาศกว้างๆ ไม่ต้องถอยไกล แถมได้ความสวยงามด้านเฉดสีที่มีความสมจริง รุ่นนี้จะตอบโจทย์ได้แน่นอน


เลนส์หลัก / เลนส์ Ultra Wide Angle

 

ถ่าย Portrait ก็เนียนไม่ต้องปรับเพิ่ม

หนึ่งในฟีเจอร์ชูโรงของ OnePlus 8T 5G ต้องบอกว่าเป็นฟีเจอร์การถ่ายภาพบุคคลครับ เพราะทำออกมาได้เนียนตามาก ตัดขอบได้สมจริง พร้อมเบลอได้ธรรมชาติ และมีการปรับใบหน้าสวยที่ดูไม่เกินจริง โดยทำได้เยี่ยมทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง

กล้องหลัง

 

กล้องหน้า

 

ทั้งนี้ เลนส์ Monochrome ก็ช่วยให้การถ่ายภาพบุคคลดูมีลูกเล่นกว่าเดิม เพราะคล้ายกับฟิลเตอร์สีขาว-ดำ ทำให้เรามีมุมมองในการถ่ายภาพหลากอารมณ์มากขึ้น

 

Macro ถ่ายได้ใกล้สุดถึง 3 ซม.

เลนส์ Macro ของรุ่นนี้ถ่ายได้ใกล้สูงสุดถึง 3 เซนติเมตร ซึ่งมีความละเอียดสูงถึง 5 ล้านพิกเซล ทำให้มีภาพคมชัดและสีสันไม่ต่างจากเลนส์หลักครับ

 

Nightscape เปลี่ยนกลางคืนให้สว่างขึ้น

ภาพการถ่ายกลางคืน Nightscape ใน OnePlus 8T 5G ทำออกมาได้ดีขึ้น Noise น้อยลง ในที่แสงน้อยก็มีความสว่างและชัดเจนกว่าเดิม ส่วนสีสันก็ถือว่าตรงตามจริงครับ แถมใช้งานได้ทั้งเลนส์หลัก และ Ultra-Wide Angle


โหมดปกติ / โหมด Nightscape

 

กล้องหน้าคมชัด 16MP ถ่ายสวยแบบธรรมชาติ

กล้องหน้าก็ให้ความละเอียดสูงสุดถึง 16 ล้านพิกเซล ซึ่งการเซลฟี่ออกมามีความสมจริง ใบหน้านั้นตกแต่งได้ธรรมชาติ ไม่จัดจ้านจนเกินไป ซึ่งมีให้เลือกอยู่ 3 ระดับ (L1 – L3)

 

วิดีโอฟีเจอร์ใหม่สวยงามแบบเนียนๆ

ระบบกันสั่นทำได้ดีขึ้น

OnePlus 8T 5G ได้รับการปรับปรุงให้มีระบบกันสั่นไหวได้ดีขึ้น เพราะมีทั้ง OIS และ EIS ช่วยกันได้เป็นอย่างดี ใครที่ชอบถ่ายในแนว Vlog หรือแอ็ดชั่นเบาๆ จะต้องชอบแน่นอน

 

Video Portrait Mode วิดีโอเบลอลหลังทำได้สุดเนียน

สำหรับการถ่ายวิดีโอแบบ Portrait ทำได้อย่างเนียนตาสุดๆ การโบเก้แทบไม่มีหลุดจากตัวบุคคลเลยก็ว่าได้ ซึ่งในจุดนี้ต้องบอกเลยว่า AI ใน OnePlus 8T 5G ทำการวิเคราะห์แยกแยะตัวบุคคลและฉากหลังได้ดีกว่าเดิมมาก

 

สรุปจุดเด่น

  • ใช้งานไหลลื่นขั้นสุดด้วยขุมพลัง Snapdragon 865 พร้อม RAM 12GB + ROM 256GB
  • หน้าจอแสดงผล 120Hz Fluid AMOLED Display สมูททุการสัมผัสและตอบสนองได้ไวทั้งการใช้งานทั่วไปหรือเล่นเกม
  • ใช้งานเครือข่าย 5G Ultra Smooth ผ่านโมเด็ม Snapdragon X55 ได้ทันทีตั้งแต่แกะกล่อง
  • รันบนระบบปฏิบัติการ Android 11 รุ่นล่าสุดจาก Google พร้อม OxygenOS 11 ที่มีฟีเจอร์เพียบ
  • กล้องหลังจัดเต็ม 4 เลนส์ 64MP ใช้งานได้ครบทุกฟีเจอร์ ถ่ายได้สวยงามทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ไม่สามารถชาร์จไร้สายได้

 

OnePlus 8T 5G Ultra Fast. Ultra Smooth  เปิดพรีออเดอร์ ตั้งแต่วันที่ 21 – 29 .. 63 ความจุ 8GB + 128 GB ราคา 24,990 บาท, ความจุ 12GB + 256GB ราคา 29,999 บาท รับฟรีของสมนาคุณมูลค่ากว่า 15,170 บาท

 

ซื้อผ่าน Operator AIS, dtac, TrueMove H เริ่มต้น 12,490 บาท

 

After Service บริการหลังการขายรองรับทั่วประเทศ

OnePlus เห็นคาวมสำคัญหลังการขายให้กับผู้ใช้งานทุกคน โดยได้จับมือกับ OPPO เพื่อขยาย Service Center ซึ่งผู้ใช้งานสามารถเข้ามาใช้รับบริการหลังการขาย, ซ่อมแซม, เปลี่ยนอะไหล่ หรือตรวจเช็คสภาพเครื่องผ่าน OnePlus Service Center ที่ MBK Center ชั้น 5 หรือศูนย์บริการ OPPO Service Center รวมทั้งหมด 42 สาขาทั่วประเทศ

ทั้งนี้ หากไม่สะดวกเดินทางไปยังศูนย์ซ่อม สามารถติดต่อ Call-Center OnePlus Thailand ผ่านทางเบอร์โทรศัพท์ 02-793-3818 เพื่อติดต่อและขอใช้บริการส่งซ่อมผ่าน Kerry Express ได้

อ่านต่อ...

Smart Review

รีวิว iPad Air 4 (4th Gen) สีใหม่ Sky Blue มาพร้อม A14 Bionic และ Touch ID เล็กที่สุด [ชมคลิป]

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

รีวิว iPad Air 4 (4th Gen) ปี 2020 สีใหม่ Sky Blue เป็นรุ่นที่รับการออกแบบใหม่ทั้งหมดไม่ว่าจะหน้าจอแสดงผล สีสันตัวเครื่องที่หลากหลายมากขึ้น และที่สำคัญคือชิปประมวลผล A14 Bionic เทคโนโลยีการผลิต 5 นาโนเมตรรุ่นแรกอีกด้วย

สำหรับ iPad Air 4 รุ่นใหม่ที่รีวิวกันในครั้งนี้เป็นรุ่น Wi-Fi ความจุ 256GB มาพร้อมหน้าจอขนาด 10.9 นิ้ว Liquid Retina ชิปเซ็ต A14 Bionic ซึ่งเป็นชิปตัวแรกที่ใช้เทคโนโลยีกระบวนการผลิตแบบ 5 นาโนเมตร เป็นซีพียูแบบ 6 คอร์ และ GPU แบบ 4 คอร์ เรียกได้ว่า iPad Air เป็นแท็บเล็ตที่มีประสิทธิภาพจัดเต็มที่สุดเท่าที่มีในตอนนี้

นอกจากนี้แล้วก็รองรับอุปกรณ์เสริมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Apple Pencil 2, Magic Keyboard และก็ Smart Folio เพิ่มความคล่องตัวให้การทำงานได้ดียิ่งขึ้น

ราคาของ iPad Air ปี 2020 รุ่น Wi-Fi 64GB ราคา 19,900 บาท และ 256GB ราคา 24,900 บาท ส่วนรุ่น Wi-Fi + Cellular 64GB ราคา 24,400 บาท และ 256GB ราคา 29,400 บาท

อ่านต่อ...

Smart Review

รีวิว OPPO Reno4 Pro 5G สมาร์ทโฟนสู่ยุค 5G ถ่ายวิดีโอขั้นสุด ครบทุกฟีเจอร์ พร้อมดีไซน์สุดสะดุดตา

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

หากใครที่เน้นการถ่ายวิดีโอหรือชอบถ่าย Vlog เป็นหลัก เราต้องบอกเลยว่ารุ่นที่เรากำลังจะรีวิวอย่าง OPPO Reno4 Pro 5G นั้นถือเป็นหนึ่งในรุ่นที่สุดยอดในเรื่องการถ่ายวิดีโอ เพราะมีฟีเจอร์ต่างๆ มาให้เราเล่นกันเพียบครับ รวมถึงการถ่ายภาพนิ่งทำได้ไม่แพ้กันด้วย ทั้งนี้ ทั้งดีไซน์และสเปคก็ยังทำได้ยอดเยี่ยมสมกับเป็น OPPO ขนานแท้เลยทีเดียว

 

สรุปสเปค OPPO Reno4 Pro 5G

  • ขนาดตัวเครื่อง : 159.6 x 72.5 x 7.6 มม.
  • น้ำหนัก : 172 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล 90Hz 3D Curved Screen ชนิด AMOLED ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) อัตราส่วน 20:9, รองรับ Refresh Rate 90Hz, HDR10+ และครอบทับด้วย Corning Gorilla Glass 5
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 765G Octa Core ความเร็ว 2.4GHz
  • GPU : Adreno 620
  • RAM : 12GB LPDDR4x
  • ROM : 256GB UFS 2.1
  • กล้องถ่ายรูปหลัง 3 เลนส์แบบ Ultra-Clear แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.7 เซ็นเซอร์ Sony IMX586 รองรับระบบกันสั่นไหว OIS
    • เลนส์ Ultra Wide Angle มุมกว้าง 120 องศา ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 เซ็นเซอร์ Sony IMX708
    • เลนส์ Telephoto ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้าเลนส์หลักความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • ระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย ColorOS 7.2
  • รองรับการเชื่อมต่อเครือข่าย 5G Dual-mode
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.1 และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 4000mAh รองรับ 65W SuperVOOC 2.0

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

ตัวกล่องของ OPPO Reno4 Pro 5G มาในสไตล์ของ RENO รุ่นหลังๆ ที่มีการเล่นแสงและเงาคำว่า RENO เป็นแนวนอน พร้อมด้วยชื่อรุ่นตรงกลาง และมีคำว่า 5G ที่มุมขวาล่างด้วย

อุปกรณ์ภายในกล่องมีดังนี้

  • ตัวเครื่อง OPPO Reno4 Pro 5G พร้อมติดฟิล์มกันรอย
  • อะแดปเตอร์ 65W SuperVOOC 2.0
  • สาย USB Type-C
  • หูฟัง
  • เคสใส
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น

 

ดีไซน์สะดุดตาแบบ Reno Glow

Reno Glow คือคำนิยามใหม่ของดีไซน์ที่ใช้ใน OPPO Reno4 Pro 5G โดยมีความโดดเด่นชัดเจนในการออกแบบฝาหลังที่นอกจากจะมีการเล่นเฉดสีน้ำเงิน Galactic Blue แล้ว ก็ยังมีการใช้เทคนิคใหม่ในการผลิต คือ เจียระไนเพชร ช่วยให้ป้องกันรอยนิ้วมือได้เป็นอย่างดีและยังให้ความรู้สึกเหมือนกับกระจก หรือ AG Glass อีกด้วย

 

เมื่อมองลึกลงไปแล้ว สีที่เราได้อย่าง Galactic Blue จะมีการออกแบบที่เหมือนกับโรยกลิตเตอร์ลงไปทั้งฝาหลัง ทำให้ดูมีมิติมากขึ้น ทั้งยังมีตัวอักษรที่มีความนูนเล็กน้อยว่า “Reno Glow” ช่วยให้ความสวยงามนั้นเพิ่มอย่างไม่มีที่ติ

 

ทั้งนี้ OPPO ยังใส่ใจเรื่องการจับถือของผู้ใช้งานเช่นกันครับ โดยตัวเครื่องมีความหนาเพียง 7.6 มิลลิเมตร และเบาเพียง172 กรัมเท่านั้น ทำให้รู้สึกจับถือได้สบาย ไม่รู้สึกหนักจนเกินไปด้วย

 

หน้าจอโค้ง 90Hz 3D Curved Screen

OPPO Reno4 Pro 5G มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลที่มีความโค้งแบบ 3 มิติ 90Hz 3D Curved Screen โดยความสวยงามต่างๆ ต้องบอกเลยว่าสวยงาม สมกับเป็นหน้าจอ AMOLED ทั้งยังรองรับการแสดงผลแบบ HDR10+ ด้วย ใครที่มาสายภาพยนตร์จะต้องชอบแน่นอน

 

หน้าจอของ OPPO Reno4 Pro 5G ยังมีความกว้างถึง 6.5 นิ้ว ความละเอียด FHD+ อัตราส่วน 20:9 และครอบทับด้วย Corning Gorilla Glass 5

 

เหนือหน้าจอแสดงผลของรุ่นนี้มาพร้อมกับลำโพงสเตอริโอและเป็นลำโพงในการสนทนาเช่นกัน และที่มุมซ้ายจะมีกล้องหน้าฝังในหน้าจอความละเอียดสูง 32 ล้านพิกเซล

 

ทางซ้ายจะมีเพียงปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง ส่วนปุ่ม Power จะอยู่ทางฝั่งขวา

 

ด้านล่างของตัวเครื่องมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ช่องแบบพลิกหน้า-หลัง ถัดไปเป็นไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวที่ 1

 

ส่วนด้านบนมีไมโครโฟนตัวที่ 2

 

สุดท้ายที่ด้านหลังมีกล้องหลัง 3 เลนส์ พร้อมด้วยไฟแฟลช LED ที่ซ้ายบน และ Laser Focus ที่ขวาล่าง

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

OPPO Reno4 Pro 5G รันบนระบบปฏิบัติการ Android 10 ที่ครอบทับด้วย ColorOS 7.2 ที่มีการปรับปรุงเรื่องประสิทธิภาพต่างๆ ทั้งการเปิดแอปพลิเคชั่นให้เร็วขึ้น รวมถึงการจัดการเบื้องหลังให้ดีขึ้นด้วย

 

สู่ยุค 5G ใช้งานได้เร็วแรง และรองรับแบบ Dual-Mode

OPPO Reno4 Pro 5G รองรับการใช้งานเครือข่าย 5G ได้ทันทีอย่างเสถียร รองรับแบบ Dual-Mode (SA/NSA) ซึ่งการใช้งานและการรับสัญญาณทำได้เป็นอย่างดีเพราะเทคโนโลยีเสาอากาศอัจฉริยะ 2.0 ที่อยู่รอบเครื่อง 360 องศา

 

หน้าตา UI : ColorOS 7.2

 

แสดงผล Always-on Display

OPPO Reno4 Pro 5G รองรับการใช้งานฟีเจอร์ Always-on Display จากการที่เป็นหนาจอ AMOLED ครับ โดยสามารถข้อมูลเบื้องต้นของระบบได้ที่หน้าจอล็อคทันที เช่น เวลา, วันที่, ความจุแบตเตอรี่คงเหลือ และการแจ้งเตือนต่างๆ

 

ทั้งนี้ เรายังเปลี่ยนรูปแบบของการแสดงผลของ Always-on Display ได้ตามใจชอบเลยครับ

 

ถนอมสายตาตัดแสงสีฟ้า

ในรุ่นนี้ก็รองรับโหมดการตัดแสงสีฟ้าเพื่อถนอมสายตาที่มีการตัดแสงสีฟ้าออกไปเยอะพอสมควร ทีสำคัญ OPPO Reno4 Pro 5G ยังผ่านการรับรองจาก Rheinland TÜV ที่สามารถกรองแสงได้มากกว่า 58% ทำให้การใช้งานในที่แสงน้อยจะไม่ทำร้ายดวงตาจนเกินไปครับ

 

นอกจากนี้ก็ยังรองรับโหมดกลางคืนที่เป็นการตัดแสงพื้นหลังจากสีขาวเป็นสีดำทั้งหมดครับ นอกจากจะช่วยให้สบายตาแล้ว ยังทำให้ประหยัดแบตเตอรี่ได้มากขึ้นอีกด้วย

 

ระบบความปลอดภัย

OPPO Reno4 Pro 5G รองรับการใช้งานการสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอได้ทันที การใช้งานปกติทำงานได้รวดเร็วและเสถียรมากๆ ครับ

 

ทั้งนี้ ยังใช้งานการสแกนใบหน้าได้ด้วยเช่นกัน

 

ลำโพงสเตอริโอคู่ พร้อมระบบ Dolby Atmos

ใครที่เป็นการภาพยนตร์หรือเล่นเกม จะต้องชอบแน่นอนครับ เพราะรองรับระบบเสียง Dolby Atmos ที่เป็นลำโพงสเตอริโอคู่ เสียงดังกระหึ่ม ทั้งยังแยกช่องเสียงซ้ายและขวาได้อย่างชัดเจน

 

ใช้งานมือเดียวสะดวกด้วยท่าทางไอคอนดึงลง

Icon Pull-Down Gesture หรือท่าทางไอคอนดึงลงทำให้เราใช้งานได้อย่างสะดวกระหว่างการใช้งานมือเดียวครับ ซึ่งจะเป็นการย่อไอคอนในหน้าหลักเพียงแค่ใช้นิ้วโป้งลากขึ้นที่ข้างหน้าจอ ก็ทำให้เราคลิกแอปที่อยู่ด้านบนๆ ได้โดยไม่ต้องเอื้อมให้เสียเวลา

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

OPPO Reno4 Pro 5G ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 765G ที่ถือเป็นตัวท็อปสุดของชิประดับกลาง แน่นอนว่าการใช้งานทั้งเล่นโซเชียลหรือเล่นเกมทำได้แทบไม่ต่างจากเรือธงครับ

 

สำหรับผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ทำไปได้ 310,535 คะแนน

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 551 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,752

 

ฟีเจอร์และทดสอบด้านการเล่นเกม

Game Space ยังคงเป็นตัวช่วยในการเล่นเกมในรุ่นนี้ครับ โดยสามารถปิดกั้นการแจ้งเตือนต่างๆ, ล็อคความสว่าง หรือปรับเป็นโหมดแข่งขัน เพื่อทำให้ทุกช่วงการเล่นไม่มีอะไรมาขัดจังหวะ

 

ทดสอบการเล่นเกม

ROV

สำหรับเกม ROV ก็สามารถเปิดกราฟิกและเฟรมเรทได้ในระดับสูงครับ (ยกเว้นการแสดงผลที่ปรับในระดับสูง) ซึ่งภายในเกม 5 VS 5 ทำได้ไหลลื่นมาก เฟรมเรทแบบมานิ่งๆ ไม่มีดรอปตลอดทั้งเกมครับ

 

Call of Duty: Mobile

ส่วนเกม Call of Duty: Mobile เราได้เปิดกราฟิกในระดับ High และเฟรมเรท Max แต่หากใครอยากได้ภาพสวยๆ จะสามารถปรับกราฟิกในระดับ Very High แต่เฟรมเรทจะปรับได้สูงสุดแค่ Very High เช่นกันครับ โดยสามารถเล่นได้แบบสบายๆ และช่วงของการกดปุ่มต่างๆ ก็ตอบสนองได้รวดเร็วมาก

 

Genshin Impact

สำหรับเกมใหม่มาแรงอย่าง Genshin Impact ก็สามารถเล่นได้แบบไม่มีปัญหาครับ ใครที่เริ่มเล่นเกมนี้ใหม่ๆ ต้องห้ามพลาดเลย!

 

แบตอึดชาร์จไวขั้นสุด 65W SuperVOOC 2.0

เรื่องของแบตเตอรี่ถือเป็นตัวชูโรงของ OPPO อยู่แล้ว ซึ่งใน OPPO Reno4 Pro 5G ก็จัดมาให้ 4000mAh ใช้งานได้นานตลอดวันถ้าใครไม่ได้เล่นเกมครับ แต่ใครที่เล่นเกมก็ไม่ต้องห่วงว่าเมื่อแบตหมดแล้วต้องชาร์จนานครับ เพราะรุ่นนี้รองรับ 65W SuperVOOC 2.0 โดยเราทดสอบตอนเหลือ 13% นั้นชาร์จเต็ม 100% ในเวลาไปประมาณ 35 นาทีเท่านั้นครับ

 

นอกจากนี้หากใครที่อยู่ในช่วงฉุกเฉิน ไม่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้และแบตกำลังจะหมด ก็สามารถเปิดโหมดประหยัดพลังงานขั้นสูง (Super Power Saving Mode) ที่จะลดความเร็วของ CPU ลง, ปรับแสงหน้าจอ และเหลือแอปให้เราเลือกใช้งานเพียง 6 แอปตามความจำเป็นครับ โดยทดสอบการใช้แอป WhatsApp ใช้ได้นานถึง 60 นาทีจากแบตที่เหลือ 5%

 

กล้องถ่ายรูป

ความสามารถที่ขาดไปไม่ได้เลยคือฟีเจอร์ของกล้อง OPPO Reno4 Pro 5G ที่จัดเต็มทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ ช่วยให้เราสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างอิสระและจบในเครื่องเลยทีเดียว โดยด้านหลังมีกล้อง 3 เลนส์ Ultra-Clear พร้อมด้วย LDAF เป็นเลเซอร์จับภาพโฟกัสที่เหนือชั้นกว่า ขณะที่กล้องหน้าก็คมชัดสูงถึง 32 ล้านพิกเซล

 

เลนส์หลัก Ultra-Clear ถ่าย Extra HD สูงสุด 108 ล้านพิกเซล

แม้ว่าจะเลนส์หลักของ OPPO Reno4 Pro 5G จะมีความละเอียด 48 ล้านพิกเซล แต่ก็สามารถถ่ายภาพ 108 ล้านพิกเซลได้จากการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยในเรื่องการขยายขอบเขตพิกเซลออกไป ทำให้เราได้ภาพที่คมชัด และเห็นรายละเอียดต่างๆ ได้อย่างชัดเจน

 

AI อัจฉริยะ ถ่ายได้สวย โฟกัสได้ไว

จากที่บอดไปข้างต้นว่ารุ่นนี้มาพร้อมกับเซ็นเซอร์ LDAF ช่วยในเรื่องของการโฟกัสให้ไวขึ้น ซึ่งทำให้ภาพที่ถ่ายออกมามีความคมชัดและไม่สั่นไหวครับ ทั้งนี้ สีสันต่างๆ ยังเก็บได้ตรงตามจริงและมีการเพิ่มความสดใสเข้าไปเช่นกัน

 

มุมกว้างเก็บได้ครบด้วยเลนส์ Ultra-Wide Angle

ในเลนส์ Ultra-Wide Angle ก็ให้เราเก็บบรรยากาศได้กว้างสุดถึง 120 องศา มั่นใจได้เลยว่าภาพตรงหน้าจะได้ออกมาครบทุกองค์ประกอบโดยไม่จำเป็นต้องถอยไปไกลๆ นอกจากนี้ เมื่อมีการถ่ายเป็นภาพบุคคลก็สามารถการแก้ไขความโค้งของภาพถ่ายไม่ได้เบี้ยวจนเกินไป โดยมุมมองของภาพจะอยู่ที่ 109 องศา


เลนส์หลัก / เลนส์ Ultra-Wide Angle

 

Portrait ได้คมชัด พร้อมใบหน้าสวยอย่างเป็นธรรมชาติ

ฟีเจอร์การภาพบุคคลหรือ Portrait นั้นเป็นจุดชูโรงของ OPPO ทุกรุ่นรวมถึงรุ่นนี้ครับ โดย OPPO Reno4 Pro 5G มีอัลกอริธึม “Face Repair” เป็นครั้งแรกที่จะให้ใบหน้าคมชัดสูง ไม่มืด และดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด แถมการเบลอฉากหลังก็ทำได้แม่นยำสุดๆ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นฟีเจอร์ที่รองรับทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังเลยด้วย

กล้องหลัง

 

กล้องหน้า

 

Ultra Night Mode ถ่ายกลางคืนคมชัดขั้นสูง

ในการถ่ายภาพกลางคืนด้วยโหมด Ultra Night Mode ทาง OPPO Reno4 Pro 5G ก็ให้ภาพที่มีความสว่างและคมชัดมากขึ้น มีการจัดการ Noise ให้น้อยลงจากเดิม และรายละเอียดในภาพก็ดูสมจริงมากๆ


โหมดปกติ / Ultra Night Mode

 

กล้องหน้าจัดเต็มคมชัดสูง 32 ล้านพิกเซล

นอกจากที่กล้องหน้าจะถ่ายแบบภาพบุคคลเบลอฉากหลังได้แล้ว ในการถ่ายโหมดปกติก็ทำได้ดีมากๆ หากใครที่ต้องการให้เห็นบรรยากาศด้านหลัง ก็จะได้ภาพที่คมชัดสุดๆ และเรื่องสีสันก็จัดมาให้แบบสดใสหมดห่วงเลยครับ

 

เซลฟี่แบบ Night Mode ที่แสงน้อยไม่ต้องกลัว

ใครที่เป็นสายเซลฟี่แล้วเจอสภาวะที่แสงน้อยก็ไม่ต้องกลัว เพราะ OPPO Reno4 Pro 5G สามารถเปิดเซลฟี่โหมดกลางคืนพร้อมการปรับใบหน้าสวย (Face Beautification) ไปด้วย เรียกว่าจัดมาให้ถูกใจสาวๆ แน่นอน


โหมดปกติ / เซลฟี่ Night Mode

 

ถ่ายวิดีโอได้อีกขั้นของสมาร์ทโฟน

นอกจาก OPPO Reno4 Pro 5G จะถ่ายภาพนิ่งได้งามๆ แล้ว การถ่ายวิดีโอก็จัดเต็มเช่นกัน โดยชูโรงด้วยระบบกันสั่นไหวทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง พร้อมแอปพลิเคชั่น Soloop ที่ทำให้เราจบทุกอย่างได้ในครั้งเดียว

ถ่ายกลางคืนด้วย Ultra Night Wide-angle Video Lens

OPPO Reno4 Pro 5G มาพร้อมกับเซ็นเซอร์ Sony IMX708 ขนาด 1/2.43″ ในเลนส์ Ultra-Wide Angle พร้อมค่า ISO ที่สูงขึ้น ทำให้เราถ่ายวิดีโอในอัตราส่วน 16:9 ได้อย่างสวยงามได้ในที่แสงน้อย แถมยังได้มุมมองที่กว้างอีกต่างหาก

 

กันสั่นไหวขั้นสุดด้วย Ultra Steady Video 3.0

ในเลนส์ Ultra-Wide Angle มาพร้อมกับระบบกันสั่นไหวที่ทำได้อย่างเสถียรกว่าเดิมมากทั้งการเดินหรือการวิ่ง โดยวิดีโอที่ได้ยังคงมีความนิ่ง ไม่ส่ายไปมา ใครที่ชอบถ่ายช่วงที่เดินทางจะต้องหลงรักกับฟีเจอร์นี้แน่นอน

 

ขณะที่เลนส์หลักก็ได้ใช้เทคโนโลยี OIS ผสานกับ EIS ช่วยให้การถ่ายวิดีโอนั้นไม่สั่นไหวจนเกินไปครับ

 

ย้อนแสงได้ด้วย Live HDR

สำหรับวิดีโอที่สวยงาม บางครั้งอาจจะต้องให้เห็นแสงอาทิตย์กันบ้างแต่ก็อาจจะย้อนแสงจนท้องฟ้าฟุ้งเป็นสีขาว ดังนั้นรุ่นนี้ก็มีฟีเจอร์ Live HDR มาช่วยเก็บท้องฟ้าที่ย้อนแสงได้ชัดและถือว่าดีมากเลยเดียว ทำให้เราได้สร้างสรรค์วิดีโอได้หลากหลายรูปแบบมากขึ้น

 

โหมดภาพยนตร์ Cinematic

สำหรับโหมด Cinematic ทำให้เราถ่ายวิดีโอได้เหมือนกับภาพยนตร์ในอัตราส่วน 21:9 ทั้งยังสามารถปรับค่าต่างๆ ได้อิสระ เช่น ISO, ออโต้โฟกัส, ไวท์บาลานซ์, ความเร็วชัตเตอร์ และการชดเชยแสง

 

กล้องหน้ากันสั่นไหว Ultra Steady Video Algorithm

ไม่ใช่แค่กล้องหลังเท่านั้นครับ เพราะกล้องหน้า 32MP ของ OPPO Reno4 Pro 5G ยังมีระกันสั่นไหวมาให้เช่นกัน ทำให้เราถ่ายวิดีโอเซลฟี่ไปได้อย่างงดงาม ทั้งยังสามารถเบลอฉากหลังและปรับใบหน้าสวยได้อีกด้วย

 

แอปพลิเคชั่น Soloop

สำหรับ Soloop นั้นมีติดเครื่องมาให้ตั้งแต่แกะกล่องครับ ทำให้เราไม่จำเป็นต้องนำวิดีโอไปตัดต่อใน PC ให้เสียเวลา โดยทุกอย่างทั้งเพลง, ฟิลเตอร์ และการตัดแต่งต่างๆ จะเป็น AI มาช่วยทั้งหมดครับ แต่เราก็สามารถปรับเองได้ตามใจชอบเหมือนกัน ซึ่งคลิปข้างต้นก็มาจากการใช้ Soloop ด้วย

 

จุดเด่น

  • กล้องหลัง 4 เลนส์จัดเต็ม 48 ล้านพิกเซล ครบทุกฟีเจอร์ทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ
  • กล้องหน้าคมชัดสูงสุด 32 ล้านพิกเซล ใบหน้าสวยงามอย่างธรรมชาติ
  • รองรับ 5G พร้อมใช้งานทันทีตั้งแต่แกะกล่อง
  • ดีไซน์สะดุดตาแบบ Reno Glow
  • CPU Qualcomm Snapdragon 765G ใช้งานได้เร็วแรง ไม่มีสะดุด
  • แบตเตอรี่อึด 4000mAh รองรับชาร์จเร็ว 65W SuperVOOC 2.0

จุดสังเกต

  • ตัวเครื่องไม่กันน้ำ

OPPO Reno4 Pro 5G มีราคาอยู่ที่ 24,990 บาท โดยเริ่มวางจำหน่ายแล้ววันนี้

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

Featured1 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว Vivo V20 สมาร์ตโฟนกล้องหน้าคมชัดสูง 44MP โฟกัสได้ต่อเนื่อง ดีไซน์สะดุดตา พร้อมสเปคสุดไหลลื่น

Vivo V20 สมาร์ตโฟนกล...

Featured1 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว realme C12 สมาร์ทโฟนแบตอึด 6000mAh เปลี่ยนเป็น Power Bank ได้ หน้าจอกว้าง 6.5 นิ้ว และกล้องหลัง Nightscape

realme C12 สมาร์ทโฟน...

Featured1 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว realme 7i สมาร์ทโฟนตัวคุ้ม ขุมพลัง Snapdragon 662, กล้องหลัง 4 เลนส์ 64MP พร้อมจอลื่น 90Hz และแบตเตอรี่พันธ์อึด 5000mAh เริ่มต้นเพียง 3,989 บาท

realme 7i หนึ่งในสมา...

Featured1 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว OPPO Reno4 Z 5G สมาร์ทโฟนดีไซน์โดดเด่น พร้อมความเร็วแรงด้วย 5G Dual-Mode, หน้าจอ 120Hz และกล้องหลัง 48MP ราคาเพียง 12,990 บาท

OPPO Reno4 Z 5G สมาร...

Samsung Galaxy S20 FE 5G Review Samsung Galaxy S20 FE 5G Review
Featured2 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว Samsung Galaxy S20 FE 5G เรือธง Snapdragon 865 ที่หลายคนรอคอย

แฟนๆ Samsung รอกันอย...

Advertisement

คลิปมาใหม่

ข่าวใหม่วันนี้

HUAWEI Mate40 Pro claims first place in DXOMARK Camera HUAWEI Mate40 Pro claims first place in DXOMARK Camera
Android News14 นาที ที่แล้ว

DxOMark รีวิว HUAWEI Mate 40 Pro ได้อันดับ 1 ทั้งกล้องหลังและกล้องหน้า

มาแล้ว DxOMark เผยคะ...

ข่าวประชาสัมพันธ์2 ชั่วโมง ที่แล้ว

อาร์ทีบีฯ เอาใจคอเกมเมอร์เผยโฉมหูฟังเกมส์มิ่งใหม่ จากแบรนด์ Audio-Technica พร้อมกัน 2 รุ่น ATH-G1 และ ATH-G1WL

  บริษัท อาร์ที...

ข่าวประชาสัมพันธ์3 ชั่วโมง ที่แล้ว

ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ขึ้นแท่นอันดับ 5 แบรนด์ที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2020 จากผลสำรวจของอินเตอร์แบรนด์

ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์...

ข่าวประชาสัมพันธ์3 ชั่วโมง ที่แล้ว

HUAWEI เตรียมเปิดตัว 3 หูฟังไร้สาย และ 1 แว่นตาอัจฉริยะ วันที่ 27 ตุลาคมนี้

หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ ...

ข่าวประชาสัมพันธ์3 ชั่วโมง ที่แล้ว

เผยโฉม HUAWEI Mate 40 Series ที่ทรงประสิทธิภาพสูงสุดเป็นประวัติการณ์

หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ ...

มือถือมาใหม่

ติดตาม กินเที่ยวกัน

กำลังมาแรง