ติดตามพวกเรา

Smart Review

รีวิว Plantronics BackBeat FIT 2100 หูฟังที่คนรักออกกำลังกายควรต้องมี

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

BackBeat FIT 2100

BackBeat FIT 2100 หูฟังจาก Plantronics ที่มาพร้อมกับฟีเจอร์และฟังก์ชั่นที่ออกแบบมาเพื่อคนรักออกกำลังกายโดยเฉพาะ ดีไซน์สวย ราคาไม่แพง หูฟังรุ่นนี้จะน่าสนใจขนาดไหนไปดูจากรีวิวนี้กันครับ

 

ข้อมูลด้านเทคนิค Plantronics BackBeat 2100 

  • ระยะเชื่อมต่อไร้สายสูงสุด 10 เมตร
  • Bluetooth 5.0 HFP 1.7, HSP 1.2, A2DP 1.3, AVRCP 1.5, SPP 1.2
  • ขนาดไดร์เวอร์ 13.5มม.
  • ระยะเวลาใช้งานสูงสุด 7 ชั่วโมง
  • มาตรฐานกันน้ำ IP57
  • โหมด DeepSleep อยู่ได้นานสูงสุด 6 เดือน
  • Quick charge ชาร์จ 15 นาที ใช้ได้นานถึง 1 ชั่วโมง
  • น้ำหนัก 28 กรัม

 

คุณสมบัติเด่น 

  • ผิวเคลือบแบบสะท้อนแสงบนตัวหูฟังให้การมองเห็นได้อย่างชัดเจน และฟีเจอร์ Always Aware ที่ช่วยให้ได้ยินเสียงแวดล้อมรอบตัว เพิ่มความปลอดภัยในการออกกำลังกายมากยิ่งขึ้น
  • ตัวหูฟังมีความนุ่ม ยืดหยุ่น และมีความปลอดภัยสูง ให้ความสบายขณะสวมใส่
  • ใช้งานได้นานต่อเนื่องถึง 7 ชั่วโมงต่อการชาร์จครั้งเดียว
  • หูฟังทำจากวัสดุที่มีความแข็งแรง ทนทาน, กันน้ำและกันเหงื่อได้ในระดับ IP57
  • ฟีเจอร์ My Tap ควบคุมการสั่งงาน Backbeat Fit 2100 ง่ายๆ เพียงแค่นิ้วสัมผัส

 

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • หูฟัง Plantronics 2100
  • สายชาร์จ USB
  • คู่มือการใช้งาน

 

เริ่มต้นการใช้งานด้วยการ pair กับสมาร์ทโฟนด้วยการกดปุ่มเปิดเครื่องค้างไว้ 2 วินาที จากนั้นไปที่สมาร์ทโฟนและเลือก PLT BBFIT2100 Series

 

BackBeat FIT 2100 มาพร้อมกับลำโพงขนาด 13.5 มม ให้ฟังเสียงเพลงได้อย่างเต็มอรรถรส ตัวจุกหูฟังมีสัญลักษณ์ L/R แยกซ้ายขวา ตัวหูฟังเมื่อใส่ที่หูรู้สึกสบาย ไม่อึดอัด มาพร้อม Bluetooth V5.0 และฟีเจอร์ Always Aware ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้ได้ยินเสียงแวดล้อมรอบตัว ทำให้ในขณะที่วิ่งออกกำลังกายได้ยินเสียงสภาพแวดล้อมรอบข้าง

 

วัสดุบนตัวลำโพงหูฟัง ที่มีความเงาวาวสะท้อนแสงไฟอย่างชัดเจนในเวลากลางคืน สามารถสั่งการด้วยการ “กด” และ “แตะ” เพื่อสั่งงานได้

 

การชาร์จแบตเตอรี่สามารถชาร์จได้ที่หูฟังด้านขวา

 

สายคล้องคอของ BackBeat FIT 2100 ใช้วัสดุคุณภาพสูง ทนทาน กันน้ำ กันฝุ่น ในระดับมาตรฐาน IP57 แช่น้ำได้ลึกถึง 1 เมตร นาน 30 นาที จึงไม่ต้องกังวลว่าขณะวิ่งหูฟังจะเปียกเหงื่อ ฝนจะตก ก็ยังสามารถใช้หูฟังได้อย่างต่อเนื่อง

 

เมื่อสวมใส่จะเห็นได้ว่าหูฟังไม่รัดศรีษะมากจนเกินไป มีพื้นที่เหลือๆ ทำให้รู้สึกสบายเมื่อสวมใส่ ใช้งานต่อเนื่องนานสูงสุดถึง 7 ชั่วโมง หากฟังเพลินจนแบตหมดก็ไม่ต้องกังวลครับ เพราะ Plantronics BackBeat 2100 มีระบบ Quick charge ชาร์จไวเพียงแค่ 15 นาที ก็สามารถใช้งนได้ยาวๆ ถึง 1 ชัวโมงเลยทีเดียว 

 

BackBeat FIT 2100 มีฟีเจอร์ My Tap ที่ใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชั่น BackBeat มีให้โหลดทั้งบน iOS และ Android ซึ่งจะทำให้สั่งงานหูฟังได้เพียงแค่แตะที่หูฟังเบาๆ ที่หูฟังด้านซ้าย

 

เมื่อแตะที่หูฟังด้านซ้ายสามารถสั่งการทำงานต่างๆ ได้ เช่น สั่งหูฟังให้บอกเวลา, บอกปริมาณ Battery, จับเวลา หรือเรียก Siri ได้เลยทันที เพิ่มความสะดวกในการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นระหว่างวิ่ง หรือใช้ในชีวิตประจำวันก็ไม่ต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูสามารถสั่งงานได้ผ่านการแตะเบาๆ ที่หูฟัง 

 

นอกจากนี้ยังสามารถตั้งค่าต่างๆ ของหูฟังผ่านแอพได้ด้วยนะครับ ทั้งการอัปเดทเฟิร์มแวร์ การตั้งค่าภาษาและอื่นๆ มีให้ตั้งค่าผ่านแอพได้

 

การใช้งานและคุณภาพเสียง

สำหรับใครที่ออกกำลังกายมีเหงื่อเยอะๆ เมื่อออกกำลังกายต้องบอกเลยครับว่าตอบโจทย์การใช้งานมากๆ ด้วยตัวหูฟังที่กันน้ำมาตรฐาน IP57 ไม่ต้องกลัวว่าหูฟังจะเกิดการเสียหายได้อย่างง่ายๆ ด้านคุณภาพเสียงของ Backbeat 2100 เสียงจะออกกลางๆ ไม่ทุ้ม ไม่แหลม ปิดท้ายการใช้งานกันด้วยการคุยโทรศัพท์จากที่ได้ใช้งานคุณภาพเสียงชัดดีครับทั้งฝั่งผู้รับ และผู้โทรการใช้งานอยู่ในเกณฑ์ดีตามมาตรฐานของ Plantronics 

 

สรุปส่งท้าย

หูฟัง Plantronics BackBeat Fit 2100 เป็นหูฟังที่เรียกได้ว่าครบเครื่องในทุกๆ ด้าน เหมาะสำหรับคนที่ชอบออกกำลังกาย หรือจะใช้งานทั่วๆ ไปก็เหมาะเช่นกัน มีทั้งหมด 3 สีด้วยกันสี Black, Sport Blue และ Lava Black ราคาเพียง 3,990 บาท และสำหรับลูกค้าที่ซื้อราคาเต็มอย่าลืมไปลงทะเบียนรับสิทธิ์ Full Price Privilege ขยายระยะเวลาประกันเพิ่มเป็น 2 ปี กันด้วยนะครับ สถานที่จัดจำหน่าย Plantronics BackBeat Fit 2100 :  http://www.systems2000.co.th/Where-to-buy-BackBeatFIT2100

รายละเอียดเพิ่มเติม http://www.systems2000.co.th/

Advertisement
คลิกเพื่อแสดงความเห็น

Smart Review

รีวิว OPPO Reno4 Pro 5G สมาร์ทโฟนสู่ยุค 5G ถ่ายวิดีโอขั้นสุด ครบทุกฟีเจอร์ พร้อมดีไซน์สุดสะดุดตา

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

หากใครที่เน้นการถ่ายวิดีโอหรือชอบถ่าย Vlog เป็นหลัก เราต้องบอกเลยว่ารุ่นที่เรากำลังจะรีวิวอย่าง OPPO Reno4 Pro 5G นั้นถือเป็นหนึ่งในรุ่นที่สุดยอดในเรื่องการถ่ายวิดีโอ เพราะมีฟีเจอร์ต่างๆ มาให้เราเล่นกันเพียบครับ รวมถึงการถ่ายภาพนิ่งทำได้ไม่แพ้กันด้วย ทั้งนี้ ทั้งดีไซน์และสเปคก็ยังทำได้ยอดเยี่ยมสมกับเป็น OPPO ขนานแท้เลยทีเดียว

 

สรุปสเปค OPPO Reno4 Pro 5G

  • ขนาดตัวเครื่อง : 159.6 x 72.5 x 7.6 มม.
  • น้ำหนัก : 172 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล 90Hz 3D Curved Screen ชนิด AMOLED ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) อัตราส่วน 20:9, รองรับ Refresh Rate 90Hz, HDR10+ และครอบทับด้วย Corning Gorilla Glass 5
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 765G Octa Core ความเร็ว 2.4GHz
  • GPU : Adreno 620
  • RAM : 12GB LPDDR4x
  • ROM : 256GB UFS 2.1
  • กล้องถ่ายรูปหลัง 3 เลนส์แบบ Ultra-Clear แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.7 เซ็นเซอร์ Sony IMX586 รองรับระบบกันสั่นไหว OIS
    • เลนส์ Ultra Wide Angle มุมกว้าง 120 องศา ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 เซ็นเซอร์ Sony IMX708
    • เลนส์ Telephoto ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้าเลนส์หลักความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • ระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย ColorOS 7.2
  • รองรับการเชื่อมต่อเครือข่าย 5G Dual-mode
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.1 และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 4000mAh รองรับ 65W SuperVOOC 2.0

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

ตัวกล่องของ OPPO Reno4 Pro 5G มาในสไตล์ของ RENO รุ่นหลังๆ ที่มีการเล่นแสงและเงาคำว่า RENO เป็นแนวนอน พร้อมด้วยชื่อรุ่นตรงกลาง และมีคำว่า 5G ที่มุมขวาล่างด้วย

อุปกรณ์ภายในกล่องมีดังนี้

  • ตัวเครื่อง OPPO Reno4 Pro 5G พร้อมติดฟิล์มกันรอย
  • อะแดปเตอร์ 65W SuperVOOC 2.0
  • สาย USB Type-C
  • หูฟัง
  • เคสใส
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น

 

ดีไซน์สะดุดตาแบบ Reno Glow

Reno Glow คือคำนิยามใหม่ของดีไซน์ที่ใช้ใน OPPO Reno4 Pro 5G โดยมีความโดดเด่นชัดเจนในการออกแบบฝาหลังที่นอกจากจะมีการเล่นเฉดสีน้ำเงิน Galactic Blue แล้ว ก็ยังมีการใช้เทคนิคใหม่ในการผลิต คือ เจียระไนเพชร ช่วยให้ป้องกันรอยนิ้วมือได้เป็นอย่างดีและยังให้ความรู้สึกเหมือนกับกระจก หรือ AG Glass อีกด้วย

 

เมื่อมองลึกลงไปแล้ว สีที่เราได้อย่าง Galactic Blue จะมีการออกแบบที่เหมือนกับโรยกลิตเตอร์ลงไปทั้งฝาหลัง ทำให้ดูมีมิติมากขึ้น ทั้งยังมีตัวอักษรที่มีความนูนเล็กน้อยว่า “Reno Glow” ช่วยให้ความสวยงามนั้นเพิ่มอย่างไม่มีที่ติ

 

ทั้งนี้ OPPO ยังใส่ใจเรื่องการจับถือของผู้ใช้งานเช่นกันครับ โดยตัวเครื่องมีความหนาเพียง 7.6 มิลลิเมตร และเบาเพียง172 กรัมเท่านั้น ทำให้รู้สึกจับถือได้สบาย ไม่รู้สึกหนักจนเกินไปด้วย

 

หน้าจอโค้ง 90Hz 3D Curved Screen

OPPO Reno4 Pro 5G มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลที่มีความโค้งแบบ 3 มิติ 90Hz 3D Curved Screen โดยความสวยงามต่างๆ ต้องบอกเลยว่าสวยงาม สมกับเป็นหน้าจอ AMOLED ทั้งยังรองรับการแสดงผลแบบ HDR10+ ด้วย ใครที่มาสายภาพยนตร์จะต้องชอบแน่นอน

 

หน้าจอของ OPPO Reno4 Pro 5G ยังมีความกว้างถึง 6.5 นิ้ว ความละเอียด FHD+ อัตราส่วน 20:9 และครอบทับด้วย Corning Gorilla Glass 5

 

เหนือหน้าจอแสดงผลของรุ่นนี้มาพร้อมกับลำโพงสเตอริโอและเป็นลำโพงในการสนทนาเช่นกัน และที่มุมซ้ายจะมีกล้องหน้าฝังในหน้าจอความละเอียดสูง 32 ล้านพิกเซล

 

ทางซ้ายจะมีเพียงปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง ส่วนปุ่ม Power จะอยู่ทางฝั่งขวา

 

ด้านล่างของตัวเครื่องมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ช่องแบบพลิกหน้า-หลัง ถัดไปเป็นไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวที่ 1

 

ส่วนด้านบนมีไมโครโฟนตัวที่ 2

 

สุดท้ายที่ด้านหลังมีกล้องหลัง 3 เลนส์ พร้อมด้วยไฟแฟลช LED ที่ซ้ายบน และ Laser Focus ที่ขวาล่าง

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

OPPO Reno4 Pro 5G รันบนระบบปฏิบัติการ Android 10 ที่ครอบทับด้วย ColorOS 7.2 ที่มีการปรับปรุงเรื่องประสิทธิภาพต่างๆ ทั้งการเปิดแอปพลิเคชั่นให้เร็วขึ้น รวมถึงการจัดการเบื้องหลังให้ดีขึ้นด้วย

 

สู่ยุค 5G ใช้งานได้เร็วแรง และรองรับแบบ Dual-Mode

OPPO Reno4 Pro 5G รองรับการใช้งานเครือข่าย 5G ได้ทันทีอย่างเสถียร รองรับแบบ Dual-Mode (SA/NSA) ซึ่งการใช้งานและการรับสัญญาณทำได้เป็นอย่างดีเพราะเทคโนโลยีเสาอากาศอัจฉริยะ 2.0 ที่อยู่รอบเครื่อง 360 องศา

 

หน้าตา UI : ColorOS 7.2

 

แสดงผล Always-on Display

OPPO Reno4 Pro 5G รองรับการใช้งานฟีเจอร์ Always-on Display จากการที่เป็นหนาจอ AMOLED ครับ โดยสามารถข้อมูลเบื้องต้นของระบบได้ที่หน้าจอล็อคทันที เช่น เวลา, วันที่, ความจุแบตเตอรี่คงเหลือ และการแจ้งเตือนต่างๆ

 

ทั้งนี้ เรายังเปลี่ยนรูปแบบของการแสดงผลของ Always-on Display ได้ตามใจชอบเลยครับ

 

ถนอมสายตาตัดแสงสีฟ้า

ในรุ่นนี้ก็รองรับโหมดการตัดแสงสีฟ้าเพื่อถนอมสายตาที่มีการตัดแสงสีฟ้าออกไปเยอะพอสมควร ทีสำคัญ OPPO Reno4 Pro 5G ยังผ่านการรับรองจาก Rheinland TÜV ที่สามารถกรองแสงได้มากกว่า 58% ทำให้การใช้งานในที่แสงน้อยจะไม่ทำร้ายดวงตาจนเกินไปครับ

 

นอกจากนี้ก็ยังรองรับโหมดกลางคืนที่เป็นการตัดแสงพื้นหลังจากสีขาวเป็นสีดำทั้งหมดครับ นอกจากจะช่วยให้สบายตาแล้ว ยังทำให้ประหยัดแบตเตอรี่ได้มากขึ้นอีกด้วย

 

ระบบความปลอดภัย

OPPO Reno4 Pro 5G รองรับการใช้งานการสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอได้ทันที การใช้งานปกติทำงานได้รวดเร็วและเสถียรมากๆ ครับ

 

ทั้งนี้ ยังใช้งานการสแกนใบหน้าได้ด้วยเช่นกัน

 

ลำโพงสเตอริโอคู่ พร้อมระบบ Dolby Atmos

ใครที่เป็นการภาพยนตร์หรือเล่นเกม จะต้องชอบแน่นอนครับ เพราะรองรับระบบเสียง Dolby Atmos ที่เป็นลำโพงสเตอริโอคู่ เสียงดังกระหึ่ม ทั้งยังแยกช่องเสียงซ้ายและขวาได้อย่างชัดเจน

 

ใช้งานมือเดียวสะดวกด้วยท่าทางไอคอนดึงลง

Icon Pull-Down Gesture หรือท่าทางไอคอนดึงลงทำให้เราใช้งานได้อย่างสะดวกระหว่างการใช้งานมือเดียวครับ ซึ่งจะเป็นการย่อไอคอนในหน้าหลักเพียงแค่ใช้นิ้วโป้งลากขึ้นที่ข้างหน้าจอ ก็ทำให้เราคลิกแอปที่อยู่ด้านบนๆ ได้โดยไม่ต้องเอื้อมให้เสียเวลา

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

OPPO Reno4 Pro 5G ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 765G ที่ถือเป็นตัวท็อปสุดของชิประดับกลาง แน่นอนว่าการใช้งานทั้งเล่นโซเชียลหรือเล่นเกมทำได้แทบไม่ต่างจากเรือธงครับ

 

สำหรับผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ทำไปได้ 310,535 คะแนน

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 551 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,752

 

ฟีเจอร์และทดสอบด้านการเล่นเกม

Game Space ยังคงเป็นตัวช่วยในการเล่นเกมในรุ่นนี้ครับ โดยสามารถปิดกั้นการแจ้งเตือนต่างๆ, ล็อคความสว่าง หรือปรับเป็นโหมดแข่งขัน เพื่อทำให้ทุกช่วงการเล่นไม่มีอะไรมาขัดจังหวะ

 

ทดสอบการเล่นเกม

ROV

สำหรับเกม ROV ก็สามารถเปิดกราฟิกและเฟรมเรทได้ในระดับสูงครับ (ยกเว้นการแสดงผลที่ปรับในระดับสูง) ซึ่งภายในเกม 5 VS 5 ทำได้ไหลลื่นมาก เฟรมเรทแบบมานิ่งๆ ไม่มีดรอปตลอดทั้งเกมครับ

 

Call of Duty: Mobile

ส่วนเกม Call of Duty: Mobile เราได้เปิดกราฟิกในระดับ High และเฟรมเรท Max แต่หากใครอยากได้ภาพสวยๆ จะสามารถปรับกราฟิกในระดับ Very High แต่เฟรมเรทจะปรับได้สูงสุดแค่ Very High เช่นกันครับ โดยสามารถเล่นได้แบบสบายๆ และช่วงของการกดปุ่มต่างๆ ก็ตอบสนองได้รวดเร็วมาก

 

Genshin Impact

สำหรับเกมใหม่มาแรงอย่าง Genshin Impact ก็สามารถเล่นได้แบบไม่มีปัญหาครับ ใครที่เริ่มเล่นเกมนี้ใหม่ๆ ต้องห้ามพลาดเลย!

 

แบตอึดชาร์จไวขั้นสุด 65W SuperVOOC 2.0

เรื่องของแบตเตอรี่ถือเป็นตัวชูโรงของ OPPO อยู่แล้ว ซึ่งใน OPPO Reno4 Pro 5G ก็จัดมาให้ 4000mAh ใช้งานได้นานตลอดวันถ้าใครไม่ได้เล่นเกมครับ แต่ใครที่เล่นเกมก็ไม่ต้องห่วงว่าเมื่อแบตหมดแล้วต้องชาร์จนานครับ เพราะรุ่นนี้รองรับ 65W SuperVOOC 2.0 โดยเราทดสอบตอนเหลือ 13% นั้นชาร์จเต็ม 100% ในเวลาไปประมาณ 35 นาทีเท่านั้นครับ

 

นอกจากนี้หากใครที่อยู่ในช่วงฉุกเฉิน ไม่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้และแบตกำลังจะหมด ก็สามารถเปิดโหมดประหยัดพลังงานขั้นสูง (Super Power Saving Mode) ที่จะลดความเร็วของ CPU ลง, ปรับแสงหน้าจอ และเหลือแอปให้เราเลือกใช้งานเพียง 6 แอปตามความจำเป็นครับ โดยทดสอบการใช้แอป WhatsApp ใช้ได้นานถึง 60 นาทีจากแบตที่เหลือ 5%

 

กล้องถ่ายรูป

ความสามารถที่ขาดไปไม่ได้เลยคือฟีเจอร์ของกล้อง OPPO Reno4 Pro 5G ที่จัดเต็มทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ ช่วยให้เราสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างอิสระและจบในเครื่องเลยทีเดียว โดยด้านหลังมีกล้อง 3 เลนส์ Ultra-Clear พร้อมด้วย LDAF เป็นเลเซอร์จับภาพโฟกัสที่เหนือชั้นกว่า ขณะที่กล้องหน้าก็คมชัดสูงถึง 32 ล้านพิกเซล

 

เลนส์หลัก Ultra-Clear ถ่าย Extra HD สูงสุด 108 ล้านพิกเซล

แม้ว่าจะเลนส์หลักของ OPPO Reno4 Pro 5G จะมีความละเอียด 48 ล้านพิกเซล แต่ก็สามารถถ่ายภาพ 108 ล้านพิกเซลได้จากการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยในเรื่องการขยายขอบเขตพิกเซลออกไป ทำให้เราได้ภาพที่คมชัด และเห็นรายละเอียดต่างๆ ได้อย่างชัดเจน

 

AI อัจฉริยะ ถ่ายได้สวย โฟกัสได้ไว

จากที่บอดไปข้างต้นว่ารุ่นนี้มาพร้อมกับเซ็นเซอร์ LDAF ช่วยในเรื่องของการโฟกัสให้ไวขึ้น ซึ่งทำให้ภาพที่ถ่ายออกมามีความคมชัดและไม่สั่นไหวครับ ทั้งนี้ สีสันต่างๆ ยังเก็บได้ตรงตามจริงและมีการเพิ่มความสดใสเข้าไปเช่นกัน

 

มุมกว้างเก็บได้ครบด้วยเลนส์ Ultra-Wide Angle

ในเลนส์ Ultra-Wide Angle ก็ให้เราเก็บบรรยากาศได้กว้างสุดถึง 120 องศา มั่นใจได้เลยว่าภาพตรงหน้าจะได้ออกมาครบทุกองค์ประกอบโดยไม่จำเป็นต้องถอยไปไกลๆ นอกจากนี้ เมื่อมีการถ่ายเป็นภาพบุคคลก็สามารถการแก้ไขความโค้งของภาพถ่ายไม่ได้เบี้ยวจนเกินไป โดยมุมมองของภาพจะอยู่ที่ 109 องศา


เลนส์หลัก / เลนส์ Ultra-Wide Angle

 

Portrait ได้คมชัด พร้อมใบหน้าสวยอย่างเป็นธรรมชาติ

ฟีเจอร์การภาพบุคคลหรือ Portrait นั้นเป็นจุดชูโรงของ OPPO ทุกรุ่นรวมถึงรุ่นนี้ครับ โดย OPPO Reno4 Pro 5G มีอัลกอริธึม “Face Repair” เป็นครั้งแรกที่จะให้ใบหน้าคมชัดสูง ไม่มืด และดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด แถมการเบลอฉากหลังก็ทำได้แม่นยำสุดๆ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นฟีเจอร์ที่รองรับทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังเลยด้วย

กล้องหลัง

 

กล้องหน้า

 

Ultra Night Mode ถ่ายกลางคืนคมชัดขั้นสูง

ในการถ่ายภาพกลางคืนด้วยโหมด Ultra Night Mode ทาง OPPO Reno4 Pro 5G ก็ให้ภาพที่มีความสว่างและคมชัดมากขึ้น มีการจัดการ Noise ให้น้อยลงจากเดิม และรายละเอียดในภาพก็ดูสมจริงมากๆ


โหมดปกติ / Ultra Night Mode

 

กล้องหน้าจัดเต็มคมชัดสูง 32 ล้านพิกเซล

นอกจากที่กล้องหน้าจะถ่ายแบบภาพบุคคลเบลอฉากหลังได้แล้ว ในการถ่ายโหมดปกติก็ทำได้ดีมากๆ หากใครที่ต้องการให้เห็นบรรยากาศด้านหลัง ก็จะได้ภาพที่คมชัดสุดๆ และเรื่องสีสันก็จัดมาให้แบบสดใสหมดห่วงเลยครับ

 

เซลฟี่แบบ Night Mode ที่แสงน้อยไม่ต้องกลัว

ใครที่เป็นสายเซลฟี่แล้วเจอสภาวะที่แสงน้อยก็ไม่ต้องกลัว เพราะ OPPO Reno4 Pro 5G สามารถเปิดเซลฟี่โหมดกลางคืนพร้อมการปรับใบหน้าสวย (Face Beautification) ไปด้วย เรียกว่าจัดมาให้ถูกใจสาวๆ แน่นอน


โหมดปกติ / เซลฟี่ Night Mode

 

ถ่ายวิดีโอได้อีกขั้นของสมาร์ทโฟน

นอกจาก OPPO Reno4 Pro 5G จะถ่ายภาพนิ่งได้งามๆ แล้ว การถ่ายวิดีโอก็จัดเต็มเช่นกัน โดยชูโรงด้วยระบบกันสั่นไหวทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง พร้อมแอปพลิเคชั่น Soloop ที่ทำให้เราจบทุกอย่างได้ในครั้งเดียว

ถ่ายกลางคืนด้วย Ultra Night Wide-angle Video Lens

OPPO Reno4 Pro 5G มาพร้อมกับเซ็นเซอร์ Sony IMX708 ขนาด 1/2.43″ ในเลนส์ Ultra-Wide Angle พร้อมค่า ISO ที่สูงขึ้น ทำให้เราถ่ายวิดีโอในอัตราส่วน 16:9 ได้อย่างสวยงามได้ในที่แสงน้อย แถมยังได้มุมมองที่กว้างอีกต่างหาก

 

กันสั่นไหวขั้นสุดด้วย Ultra Steady Video 3.0

ในเลนส์ Ultra-Wide Angle มาพร้อมกับระบบกันสั่นไหวที่ทำได้อย่างเสถียรกว่าเดิมมากทั้งการเดินหรือการวิ่ง โดยวิดีโอที่ได้ยังคงมีความนิ่ง ไม่ส่ายไปมา ใครที่ชอบถ่ายช่วงที่เดินทางจะต้องหลงรักกับฟีเจอร์นี้แน่นอน

 

ขณะที่เลนส์หลักก็ได้ใช้เทคโนโลยี OIS ผสานกับ EIS ช่วยให้การถ่ายวิดีโอนั้นไม่สั่นไหวจนเกินไปครับ

 

ย้อนแสงได้ด้วย Live HDR

สำหรับวิดีโอที่สวยงาม บางครั้งอาจจะต้องให้เห็นแสงอาทิตย์กันบ้างแต่ก็อาจจะย้อนแสงจนท้องฟ้าฟุ้งเป็นสีขาว ดังนั้นรุ่นนี้ก็มีฟีเจอร์ Live HDR มาช่วยเก็บท้องฟ้าที่ย้อนแสงได้ชัดและถือว่าดีมากเลยเดียว ทำให้เราได้สร้างสรรค์วิดีโอได้หลากหลายรูปแบบมากขึ้น

 

โหมดภาพยนตร์ Cinematic

สำหรับโหมด Cinematic ทำให้เราถ่ายวิดีโอได้เหมือนกับภาพยนตร์ในอัตราส่วน 21:9 ทั้งยังสามารถปรับค่าต่างๆ ได้อิสระ เช่น ISO, ออโต้โฟกัส, ไวท์บาลานซ์, ความเร็วชัตเตอร์ และการชดเชยแสง

 

กล้องหน้ากันสั่นไหว Ultra Steady Video Algorithm

ไม่ใช่แค่กล้องหลังเท่านั้นครับ เพราะกล้องหน้า 32MP ของ OPPO Reno4 Pro 5G ยังมีระกันสั่นไหวมาให้เช่นกัน ทำให้เราถ่ายวิดีโอเซลฟี่ไปได้อย่างงดงาม ทั้งยังสามารถเบลอฉากหลังและปรับใบหน้าสวยได้อีกด้วย

 

แอปพลิเคชั่น Soloop

สำหรับ Soloop นั้นมีติดเครื่องมาให้ตั้งแต่แกะกล่องครับ ทำให้เราไม่จำเป็นต้องนำวิดีโอไปตัดต่อใน PC ให้เสียเวลา โดยทุกอย่างทั้งเพลง, ฟิลเตอร์ และการตัดแต่งต่างๆ จะเป็น AI มาช่วยทั้งหมดครับ แต่เราก็สามารถปรับเองได้ตามใจชอบเหมือนกัน ซึ่งคลิปข้างต้นก็มาจากการใช้ Soloop ด้วย

 

จุดเด่น

  • กล้องหลัง 4 เลนส์จัดเต็ม 48 ล้านพิกเซล ครบทุกฟีเจอร์ทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ
  • กล้องหน้าคมชัดสูงสุด 32 ล้านพิกเซล ใบหน้าสวยงามอย่างธรรมชาติ
  • รองรับ 5G พร้อมใช้งานทันทีตั้งแต่แกะกล่อง
  • ดีไซน์สะดุดตาแบบ Reno Glow
  • CPU Qualcomm Snapdragon 765G ใช้งานได้เร็วแรง ไม่มีสะดุด
  • แบตเตอรี่อึด 4000mAh รองรับชาร์จเร็ว 65W SuperVOOC 2.0

จุดสังเกต

  • ตัวเครื่องไม่กันน้ำ

OPPO Reno4 Pro 5G มีราคาอยู่ที่ 24,990 บาท โดยเริ่มวางจำหน่ายแล้ววันนี้

อ่านต่อ...

Featured

รีวิว Vivo V20 สมาร์ตโฟนกล้องหน้าคมชัดสูง 44MP โฟกัสได้ต่อเนื่อง ดีไซน์สะดุดตา พร้อมสเปคสุดไหลลื่น

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

Vivo V20 สมาร์ตโฟนกล้องหน้าขั้นเทพ โฟกัสไม่มีหลุดพร้อมความละเอียดสูง 44 ล้านพิกเซล 44MP Eye Autofocus Selfie ฟีเจอร์กล้องให้แบบครบครัน ไม่ซ้ำใคร ทั้งยังมีสเปคแบบจัดเต็ม ใช้งานไม่มีสะดุด

 

สรุปสเปค Vivo V20

  • ขนาดตัวเครื่อง : 161.3 x 74.2 x 7.38 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 171 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล AMOLED กว้าง 6.44 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) อัตราส่วน 20:9 พร้อมความหนาแน่นพิกเซล 408ppi
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 720G Octa Core
  • RAM 8 GB
  • ROM 128 GB
  • ระบบปฎิบัติการ Android 11 ครอบทับด้วย Funtouch OS 11
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 3 เลนส์แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.89
    • เลนส์ Super Wide-Angle 120 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ Mono ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้า Eye Autofocus ความละเอียด 44 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0
  • รองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ซิม
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 2.4G + 5G, Bluetooth 5.1 และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 4000mAh รองรับ 33W Vivo FlashCharge 2.0

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

ตัวกล่องของ Vivo V20 จัดมาอย่างสวยงาม มีการเล่นแสงและเงาเป็นตัว “V” พร้อมด้วยชื่อรุ่นอย่าง Vivo V20 ตรงกลางครับ

อุปกรณ์ต่างๆ ภายในกล่องมีดังนี้

  • ตัวเครื่อง Vivo V20 พร้อมฟิล์มกันรอย
  • อะแดปเตอร์
  • สาย USB Type-C
  • หูฟัง
  • เคสโทรศัพท์
  • อุปกรณ์แปลงพอร์ต USB Type-C เป็น 3.5 มม.
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้นและการรับประกันสินค้า

 

ดีไซน์ของ Vivo V20 ทำออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบด้วยการใช้เทคโนโลยี AG Matte Glass ที่ให้สัมผัสแบบกระจก มีความผิวด้านและมีความเรียบหรู ช่วยให้การติดลอยนิ้วมือหรือคราบต่างๆ ทำได้ยากมากๆ โดยสีที่เราได้มาเป็นสี Midnight Jazz ครับ

 

ที่สำคัญเรื่องการจับถือก็ทำได้อย่างสบาย เพราะที่ฝาหลังมีความโค้งมนแบบ 2.5D รองรับกับอุ้งมือ ทั้งยังมีความบางของตัวเครื่องเพียง 7.38มม. และน้ำหนักเบา 171 กรัม ทำให้เวลาใช้งานนานๆ ไม่รู้สึกเมื่อยมือแน่นอน

 

หน้าจอแสดงผลของ Vivo V20 ใช้ชนิด AMOLED ที่ให้ความสดใสของหน้าจออย่างมาก แถมรองรับ HDR10 ใครชอบดูภาพยนตร์ใน Netflix หรือวิดีโอต่างๆ จะต้องชอบแน่นอนครับ

 

ทั้งยังมีขนาด 6.44 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) พร้อมอัตราส่วน 20:9 ที่แสดงออกมาได้เต็มตาแน่นอน

 

เหนือหน้าจอแสดงผลจะมีลำโพงสำหรับการสนทนา พร้อมด้วยหยดน้ำตรงกลางที่ฝังกล้องหน้าความละเอียดสูง 44 ล้านพิกเซล

 

ด้านซ้ายของตัวเครื่องมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ช่อง พร้อมด้วย MicroSD Card อีก 1 ช่อง

 

ฝั่งขวาตัวเครื่องจะมีทั้งปุ่มเพิ่มและลดเสียง ถัดลงมาจะเป็นปุ่ม Power

 

ทางด้านล่างจะมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. อยู่ ถัดไปมีไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวหลัก

 

ด้านบนมีไมโครโฟนตัวที่ 2 สำหรับตัดเสียงรบกวน

 

และสุดท้ายที่ด้านหลังจะมีกล้องหลัง 3 เลนส์ ความละเอียดสูงสุด 64 ล้านพิกเซลอย่างเด่นชัด พร้อมด้วยไฟแฟลช Dual-LED ที่อยู่ด้านล่างโมดูลกล้องครับ

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

Vivo V20 แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการรุ่นล่าสุดจาก Google เลยทีเดียวอย่าง Android 11 พร้อมครอบทับด้วย Funtouch OS 11 ซึ่งฟีเจอร์ต่างๆ ให้มาเพียบ ที่สำคัญ รุ่นพี่อย่าง Vivo V20 Pro ก็เตรียมได้อัปเดท Android 11 เช่นกันเร็วๆ นี้ครับ

 

หน้าตา UI : Funtouch OS 11

 

วอลเปเปอร์ให้เลือกเพียบ

ดีไซน์ภายนอกสวยแล้ว เรื่องความสวยภายในของวอลเปเปอร์ภายในก็มีให้เลือกเยอะเช่นกันครับ มีให้เลือกถึง 16 แบบ ใครชอบแบบไหนก็เลือกกันได้เลย!

 

โหมดมืดใช้ได้สุดสบายตา

ด้วยความที่เป็นหน้าจอ AMOLED ก็ต้องชอบพื้นผิวที่เป็นสีดำครับ ซึ่งนอกจากจะช่วยเรื่องประหยัดแบตเตอรี่ได้แล้ว ก็ยังทำให้เราใช้งานได้สบายตามากขึ้นอีกด้วย

 

Always-on-Display ชมข้อมูลแค่เหลือบมอง

Always-on-Display เป็นฟีเจอร์ที่เพิ่มความสะดวกสบายอย่างมากในการรับชมข้อมูลเบื้องต้นของเครื่องครับ ทำให้เราไม่จำเป็นต้องกดล็อกเครื่องเพื่อดู

 

ระบบความปลอดภัย

Vivo V20 มาพร้อมกับเทคโนโลยีสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ การใช้งานต่างๆ ถือว่ารวดเร็วและเสถียรมากๆ สแกนได้ง่ายไม่มีพลาด

 

ทั้งนี้ก็ยังมีการสแกนใบหน้าที่ใช้งานได้เร็วไม่แพ้กันเลย

 

เปลี่ยนเอฟเฟ็กต์ไดนามิกให้ไม่ซ้ำใคร

Vivo V20 สามารถเปลี่ยนเอฟเฟ็กต่างๆ ในระบบได้ให้ไม่ซ้ำใคร ไม่ว่าจะเป็นเอฟเฟ็กต์ลายนิ้วมือ, สแกนใบหน้า, ระหว่างการชาร์จ และอื่นๆ ซึ่งแต่ละอย่างก็มีให้เลือกหลายแบบเลยทีเดียว

 

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

Vivo V20 ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผลระดับกลางสุดเทพอย่าง Qualcomm Snapdragon 720G Octa Core ที่มีความเร็วของ CPU เพิ่มขึ้น 20%, GPU อีก 14% เมื่อเทียบกับ Snapdragon 712 ทั้งยังมาพร้อม RAM 8GB ผสานกับเทคโนโลยี AI Pre-loading ช่วยให้เปิดแอปพลิเคชั่นต่างๆ ที่เราใช้งานบ่อยได้เร็วขึ้น 20% เลยทีเดียว และยังมี ROM 128GB ที่ให้ความจุมาเยอะ จะถ่ายรูปหรือโหลดแอปก็ไม่ต้องกลัวเต็มครับ

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 552 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,704

 

ฟีเจอร์ช่วยในการเล่นเกม

นอกจากจะได้ CPU ที่ไหลลื่นแล้ว Vivo V20 ก็ยังมีฟีเจอร์เพิ่มเติมเข้ามาเพียบ ไม่ว่าจะเป็น Multi-Turbo ที่ได้อัปเกรดด้วย ART ++ Turbo ช่วยให้ประสิทธิภาพโดยรวมของเครื่องทำได้อย่างยอดเยี่ยม เล่นเกมได้ไหลลื่น รวมถึง Game Turbo มีเพิ่มความแรงระหว่างการเล่นเกมให้สุดขึ้นไปอีกขั้น ทั้งยังการจัดสรรพลังงานที่ดีขึ้น และลดเฟรมเรทดรอปและเหวี่ยงได้มากถึง 30%

 

ทดสอบการเล่นเกม

ROV

สำหรับ ROV สามารถเปิดเฟรมเรทได้ในระดับสูง, ภาพ HD ระดับสูงสุด และการแสดงผลในระดับสูงเช่นกันครับ ซึ่งภายในเกมก็เล่นได้แบบไหลลื่นมากๆ เฟรมเรทแทบไม่ดรอปให้เห็นครับ ใครที่ชอบความลื่นระดับ 60fps ตลอดเกมจะต้องหลงรักแน่นอน

 

PUBG Mobile

สำหรับ PUBG Mobile ก็สามารถเล่นได้แบบไร้ปัญหาครับ ด้วยการเปิดกราฟิกระดับ HD พร้อมเฟรมเรทระดับสูง การกดบนหน้าจอตอบสนองได้ไว และการเคลื่อนไหวภาพก็แสดงออกมาอย่างสมูธมากๆ

 

Asphalt 9: Legends

สำหรับเกมรถแข่งอย่าง Asphalt 9: Legends สามารถเปิดกราฟิกในระดับสูง และภายในเกมก็เล่นได้แบบสบายๆ ครับ

 

แบตเตอรี่อึด พร้อมชาร์จไว 33W Vivo FlashCharge 2.0

Vivo V20 มาพร้อมกับแบตเตอรี่อึดๆ 4000mAh ซึ่งใครที่ใช้งานทั่วไปแบตเตอรี่จะอยู่ได้นานเกือบตลอดวันครับ แต่ก็ไม่ต้องห่วงเพราะว่ามีเทคโนโลยี 33W Vivo FlashCharge 2.0 ซึ่งเราลองชาร์จจากประมาณ 35% ถึง 100% ในเวลาประมาณ 50 นาทีครับ

 

กล้องถ่ายรูป

พระเอกของ Vivo V20 ที่เรื่องกล้องที่จัดมาให้เต็มๆ ฟีเจอร์ครบครัน โดยมีกล้องหลัง 3 เลนส์ พร้อมกล้องหน้า 44MP Eye Autofocus โดยแต่ละอย่างมีฟีเจอร์ดังนี้

 

ความละเอียดสูง 64 ล้านพิกเซล

ในเลนส์หลักของ Vivo V20 จัดความคมชัดมากสุดถึง 64 ล้านพิกเซล ภาพที่ได้จะมีรายละเอียดสูง สามารถเห็นสิ่งเล็กๆ ในภาพได้แบบชัดเจนเมื่อซูมเข้าไปครับ

 

AI ถ่ายสวย โฟกัสได้ชัด

Vivo V20 นั้นเน้นเรื่องการโฟกัสอย่างมากที่เลนส์หลักทั้งวัตถุหรือบุคลล ถ้าใครที่แตะ 2 ครั้งบนหน้าจอก็จะช่วยให้ระบบติดตามวัตถุที่เราเลือกได้แบบไม่มีหลุดแน่นอน ที่สำคัญเรื่องของสีสัน แสง และเงาก็ถ่ายออกมาได้ครบเลยทีเดียว

 

AI Image Matting ตัดแต่งภาพอย่างชาญฉลาด

ใครที่ชอบแก้ไขภาพให้มีลูกเล่นและดูสนุกมากขึ้นต้องบอกว่าทำได้เป็นอย่างดีกับ Vivo V20 ครับ โดยระบบจะรู้และแยกแยะสิ่งที่อยู่ในภาพเป็นหมวดหมู่อะไร เช่น บุคคล, ท้องฟ้า หรืออาคาร ซึ่งเราสามารถเปลี่ยนฉากหลังหรือวัตถุในแต่ละหมวดได้ค่อนข้างเนียนเลยครับ

 

ความทรงจำกลับมาชัดเจนขึ้นด้วย Memory Recaller

ฟีเจอร์นี้น่าจะเป็นฟีเจอร์ที่หลายคนน่าจะชอบครับด้วยการนำภาพถ่ายในสมัยก่อนมาปรับให้ชัดขึ้นและสว่างมากขึ้น ทำให้ภาพความทรงจำเก่าๆ ของหลายคนกลับมาชัดแบบ HD เลยทีเดียว


ภาพถ่ายแบบเก่า / ใช้ Memory Recaller


ภาพถ่ายแบบเก่า / ใช้ Memory Recaller

 

Super Wide-Angle มุมกว้างสะใจ 120 องศา

อีกสิ่งที่ใครหลายคนน่าจะชอบกันมากก็น่าจะเป็นเลนส์ Super Wide-Angle ซึ่ง Vivo V20 ถ่ายได้กว้างถึง 120 องศา เก็บรายละเอียดรอบตัวได้ครบแม้ว่าวัตถุจะอยู่ไม่ห่างจากเราเท่าไหร่ ใครที่เอาไปถ่ายบรรยากาศหรือสถานที่ท่องเที่ยวก็ถ่ายได้เพลินๆ ไม่ผิดหวังแน่นอนครับ


เลนส์หลัก / เลนส์ Super Wide-Angle

 

Portrait เบลอสวยงามมีความธรรมชาติธรรมชาติ

Vivo V20 นั้นให้ AI เข้ามาช่วยเรื่องการเบลอฉากหลังหรือการถ่าย Portrait ครับ ถ่ายได้มีมิติ มีการเบลอไล่เลเยอร์อย่างสวยงามครับ แถมใบหน้าของบุคคลก็ออกมาสวยงามแบบธรรมชาติด้วย

กล้องหลัง

 

กล้องหน้า

 

นอกจากนี้ก็ยังมีเอฟเฟ็กต์แสงภาพบุคคล Portrait Light Effect ที่เพิ่มความสนุกสนานในการถ่าย Portrait ได้มากขึ้น เพราะจะมีเอฟเฟ็กต์ต่างๆ ให้เราได้ลองเลือกกัน ได้แก่ ไฟสตูดิโอ, ไฟสเตอริโอ, ลูปไลท์, แสงรุ้ง และพื้นหลังขาวดำ ทั้งยังใช้งานได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง

 

ในเลนส์ที่ 3 อย่างเลนส์ Mono นั้นช่วยให้ถ่ายเอฟเฟกต์ขาวดำได้ออกมาสวยงามมากกว่าปกติอีกด้วย

 

ยังไม่หมดเท่านี้เพราะยังมีสไตล์ในการถ่ายภาพบุคคลที่ให้มาเป็นคล้ายกับฟิลเตอร์ เช่น ธรรมชาติ, วินเทจ, เมืองเหนือ, สไตล์ญี่ปุ่น และอื่นๆ

 

รวมถึงการปรับเปลี่ยนแสงโบเก้เป็นลักษณะต่างๆ ได้ เช่น หัวใจ, ดวงดาว, แวดวง เป็นต้น

 

ถ่ายกลางคืนสวยงาม สว่างชัดเจนด้วย Super Night Mode

สิ่งที่ขาดไปไม่ได้ใน Vivo V20 ก็คือฟีเจอร์ในการถ่ายภาพกลางคืนที่ทำได้ยอดเยี่ยมมาก ภาพที่ได้มีความคมชัด มีการลด Noise จากความฉลาดของ AI ทำให้สีสันต่างๆ ยังคงความสดใสได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ เราก็สามารถถ่ายภาพความละเอียดสูง 64 ล้านพิกเซลได้โดยไม่ต้องใช้ Super Night Mode เช่นกัน


โหมดปกติ / Super Night Mode

 

ทั้งนี้ Super Night Mode ก็ยังมีลูกเล่นเป็นสไตล์เพิ่มเติมอีก 4 แบบ ได้แก่ ดำและทอง, น้ำแข็งสีฟ้า, ส้มเขียว และไซเบอร์พังก์

 

Super Macro ถ่ายได้ใกล้เพียง 2.5 ซม.

สำหรับการถ่ายเจาะวัตถุแบบ Super Macro ได้ใกล้ถึง 2.5 เซนติเมตร จกการใช้เลนส์ Super Wide Angle เข้ามาช่วย ทำให้ภาพระยะใกล้นั้นยังคงความสดใสของสีสันไม่ต่างจากการถ่ายในโหมดปกติเลยด้วย

 

กล้องหน้าคมชัด โฟกัสไม่มีหลุดด้วย 44MP Eye Autofocus

กล้องหน้าของ Vivo V20 มีความละเอียดถึง 44 ล้านพิกเซล ทั้งยังมีเทคโนโลยีในการโฟกัสอัตโนมัติตามดวงตาทั้งข้างซ้ายหรือขวา ไม่ว่าจะเคลื่อนไหวอยู่หรือมือไม่นิ่งก็ถ่ายใบหน้าของเราได้ชัดๆ แน่นอน

 

เซลฟี่ที่มืดไม่ต้องกลัวด้วย 

ใครที่ชอบถ่ายเซลฟี่ในตอนกลางคืน รุ่นนี้ก็มาพร้อม Selfie Softlight Band ที่เป็นการเติมแสงอ่อนๆ บนหน้าจอเพื่อให้ใบหน้าของเราสว่างและชัดเจนมากยิ่งขึ้น


โหมดปกติ / เปิด Selfie Softlight Band

 

ถ่ายวิดีโอ เน้นโฟกัส สวยงามไม่แพ้ภาพนิ่ง

การถ่ายวิดีโอของ Vivo V20 ก็ทำออกมาได้อย่างสุดยอดในเรื่องของเทคโนโลยีการกันภาพสั่นไหว โดยเฉพาะกล้องหน้ามีสามารถตรวจจับดวงตา หรือ Eye Autofocus ทำให้ใบหน้าไม่มีหลุดโฟกัสครับ ทั้งยังถ่ายได้ที่ความละเอียดสูงสุดถึง 4K

 

ฟีเจอร์ Art Portrait Video นั้นเพิ่มมิติที่การถ่ายวิดีโอได้อย่างสนุก ที่จะปรับฉากหลังให้เป็นขาว-ดำ แต่ตัวบุคคลยังคงเป็นสีสันอยู่

 

นอกจากนี้ ก็ยังสามารถถ่ายวิดีโอแบบ Dual View Video ทำให้เราเก็บบรรยากาศตรงหน้าและรีแอ็กชั่นได้พร้อมกัน แบบครบและจบในการถ่ายครั้งเดียว!

 

สรุปจุดเด่น

  • กล้องหลัง 3 เลนส์ คมชัดสูงสุด 64 ล้านพิกเซล ฟีเจอร์ครบ ฟังก์ชันเพียบ ใช้งานได้หลากหลาย
  • กล้องหน้า 44MP Eye Autofocus selfie โฟกัสได้ชัดเจน ไม่มีหลุดแน่นอน
  • ดีไวน์สวยงาม พร้อมการสัมผัสที่สบายขั้นสุด
  • CPU Snapdragon 720G ใช้งานได้ไหลลื่น ทั้งเล่นเกมหรือทั่วไป
  • แบตเตอรี่อึด 4000mAh แถมชาร์จได้เร็วด้วยเทคโนโลยี 33W vivo FlashCharge 2.0

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ตัวเครื่องไม่กันน้ำ

 

Vivo V20 เริ่มพรีออเดอร์แล้วตั้งแต่วันนี้ ถึง 22 ตุลาคม 2563 โดยมีราคาอยู่ที่ 11,999 บาท พร้อมรับฟรี! กระเป๋า Duffle Bag มูลค่า 1,399 บาท และ VIP Card ประกันหน้าจอแตกนาน 1 ปี + ขยายอีก 1 ปี มูลค่า 6,999 บาท

อ่านต่อ...

Featured

รีวิว realme C12 สมาร์ทโฟนแบตอึด 6000mAh เปลี่ยนเป็น Power Bank ได้ หน้าจอกว้าง 6.5 นิ้ว และกล้องหลัง Nightscape

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

realme C12 สมาร์ทโฟนน้องเล็กแบตเตอรี่ใหญ่ๆ 6000mAh ที่สามารถเปลี่ยนตัวเองเป็น Power Bank เพื่อแบ่งปันแบตเตอรี่ได้เช่นกัน ทั้งยังมีหน้าจอ Mini-drop Fullscreen 6.5 นิ้ว ใช้งานได้เต็มตา โดยจะมีฟีเจอร์อื่นๆ อะไรที่น่าสนใจบ้าง ลองมาดูกันครับ

 

สรุปสเปค realme C12

  • ขนาดตัวเครื่อง : 164.5 × 75.9 × 9.8 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 209 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Mini-drop Fullscreen ชนิด LCD กว้าง 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1600 x 720 พิกเซล) อัตราส่วน 20:9, พื้นที่การแสดงผลที่ 88.7%
  • หน่วยประมวลผล : MediaTek Helio G35 Octa Core ความเร็ว 2.3GHz
  • RAM 3/4 GB
  • ROM 32/64 GB
  • ระบบปฎิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย realme UI 1.0
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 3 เลนส์แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ B&W ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
    • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 ระยะโฟกัส 4 เซนติเมตร
  • กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • รองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ซิม
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi b/g/n, Bluetooth 5.0, ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และพอร์ต Micro USB 2.0
  • แบตเตอรี่ความจุ 6000mAh

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

ตัวกล่องของ relame C12 มาตามสีแบรนด์ที่เห็นก็รู้ว่าเป็น realme เช่นเคยครับ โดยอุปกรณ์ภายในกล่องมี ดังนี้

  • ตัวเครื่อง realme C12 พร้อมติดฟิล์มกันรอย
  • อะแดปเตอร์
  • สาย Micro USB 2.0
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น

 

ดีไซน์ของ relame C12 ให้ผิวสัมผัสที่ดีมากครับ โดยเป็นผิวแบบด้าน ไล่เฉดสีเป็น 3 ระดับตามการสะท้อนแสงมุมต่างๆ ในรูปทรงเลขาคณิตที่ได้แรงบรรดาลใจสี่เหลี่ยมคางหมูที่เคยใช้เป็นครั้งแรกใน relame C11 ซึ่งสีที่เราได้มาเป็นสีแดงสุดร้อนแรงอย่าง Coral Red

 

ทั้งนี้ ในการดีไซน์ก็ยังปกป้องเลนส์กล้องทั้ง 3 เลนส์พร้อมไฟแฟลชได้เป็นอย่างดีครับ และในเรื่องการจับถือต่างๆ ก็ทำได้ถนัดมือ ไม่มีรอยนิ้วมือติดแน่นอน ทั้งยังจับได้อย่างสะสบายด้วยฝาหลังที่มีความโค้งมนช่วยให้สบายต่อการจับถือ

 

หน้าจอแสดงผลจัดมาแบบ Mini-drop Fullscreen ขนาดกว้างถึง 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ อัตราส่วน 20:9 พร้อมมีพื้นที่การแสดงผลที่ 88.7% ทำให้ใช้งานทั้งเล่นเกมและการชมวิดีโอต่างๆ ได้แบบเต็มตาแน่นอนครับ

 

เหนือหน้าจอแสดงผลมาพร้อมลำโพงสำหรับการสนทนา ถัดลงมาเป็นกล้องหน้าในหยดน้ำ

 

ทางซ้ายตัวเครื่องให้ช่องใส่ซิมการ์ดมาถึง 2 ช่อง พร้อมด้วยช่องใส่ MicroSD Card สูงสุดถึง 256GB รวมเป็นทั้งหมด 3 ช่องเลยทีเดียว

 

ด้านล่างตัวเครื่องมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม., ไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต Micro USB 2.0 และลำโพงตัวหลัก

 

ทางขวามีปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง และปุ่ม Power

 

ขณะที่กล้องหลังมีทั้งหมด 3 เลนส์ พร้อมด้วยไฟแฟลช LED

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

relame C12 รันบนระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย realme UI 1.0 โดยลดระยะเวลาในการเปิดแอปพลิเคชั่นต่างๆ ถึง 25% เพิ่มความไหลลื่น 20% แบตเตอรี่ ทั้งยังเพิ่มการใช้งานแบตเตอรี่ถึง 10%

 

วอลเปเปอร์มีให้เลือกเพียบ

relame C12 มีตัวเลือกของวอลเปเปอร์ให้ได้ใช้งานกันหลาย 10 แบบเลยทีเดียวครับ แต่ภาพที่ได้มาเป็นสีแดงก็น่าจะถูกใจใครกลายคนแน่นอนครับ เพราะตรงกับสีตัวเครื่องด้วย

 

ปรับไอคอนได้เอง

realme UI 1.0 สามารถปรับเปลี่ยนลักษณะไอคอนได้เช่นกันครับ โดยสามารถปรับเปลี่ยนรูปทรงต่างๆ ได้ตามใจชอบครับ

 

Dark Mode มีให้ใช้งาน

relame C12 ก็มี Dark Mode ให้เราได้ใช้งานกันครับ โดยจะแสดงผลเป็นพื้นหลังสีดำทั้งหมด รวมถึงแอปพลิเคชั่นที่รองรับทันที ซึ่งเราสามารถเปิดโหมดนี้ตามเวลาได้เองตามที่กำหนดไว้

 

ถนอมสายตาก็มีให้เช่นกัน

หากใครที่ไม่อยากเปิด Dark Mode ก็สามารถใช้การตัดแสงสีฟ้าออกหรืออยู่ในโหมดถนอมสายตา ที่สามารถปรับความเข้มเป็นโทนอุ่นหรือเย็นได้ตามใจชอบเลย

 

ระบบความปลอดภัย

ระบบคาวมปลอดภัยจัดระบบเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือทางด้านหลังที่มีความรวดเร็วในการตอบสนองเพื่อปลดล็อกมาให้ใช้งานทันที

นอกจากนี้ก็ยังมีการสแกนใบหน้าที่มีความเร็วในการใช้งานอย่างเสถียรเช่นกันครับ

 

อยู่อย่างสงบด้วยโหมดโฟกัส

โหมดโฟกัสเป็นการตัดสิ่งรบกวนหรือตัดการแจ้งเตือนต่างๆ จากในสมาร์ทโฟนเราทันทีครับ ทำให้เราได้โฟกัสกับตัวเองมากขึ้น โดยเราสามารถเลือกเสียงบรรเลงได้ 3 แบบ ได้แก่ ทุ่งข้าวสาลี, คลื่น และคืนฤดูร้อน ทั้งยังสามารถปรับระยะเวลาในการเล่นได้ตามที่เราต้องการครับ

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

relame C12 ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล Helio G35 ที่เป็นชิปเกมมิ่งระดับเล็ก ที่สถาปัตยกรรมขนาด 12 นาโนเมตร ซึ่งถือว่าเล็กพอสมควรในการประหยัดพลังงานมากขึ้น

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 168 และคะแนน Multi-Core ที่ 983

 

รวมเกมทั้งหมดไว้ที่ Game Space

มีมาให้ทุกรุ่นครับสำหรับฟีเจอร์ Game Space ที่เป็นการรวมเกมทั้งหมดไว้ในที่เดียวกันทั้งหมด ซึ่งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพเป็นโหมดแข่งขัน และปิดกั้นการแจ้งเตือนได้ด้วย

 

ทดสอบการเล่นเกม

ROV

สำหรับเกม ROV เราสามารถเปิดกราฟิกได้ในระดับสูงยกเว้นการแสดงผลในระดับสูง และสามารถเปิดเฟรมเรทสูงได้เช่นกัน แต่เราได้เล่นลองในแบบเฟรมเรทปกติครับ เฟรมเรทก็วิ่งแบบลื่นๆ ประมาณ 28-30fps

 

Among US

สำหรับเกมดังใน PC ที่เล่นเกมสมาร์ทโฟนได้แบบฟรีๆ อย่าง Among US ก็สามารถเล่นได้แบบปกติ ไหลลื่น และไม่เห็นอาการกระตุกใดๆ

 

แบตเตอรี่อึดอยู่ได้นานเป็นวัน!

ความพิเศษที่เป็นรุ่นเล็ก แต่ก็ให้แบตเตอรี่มากกว่าเรือธง อยู่ที่ 6000mAh ที่ใช้งานทั่วไปได้เต็มวันหรือเผลอๆ จะเกิน 1 วันได้แน่นอนครับ ทั้งยังสามารถสแตนบายได้มากถึง 57 วัน ทั้งนี้ เมื่อแบตเยอะก็สามารถเปลี่ยนตัวเองเป็น Power Bank ชาร์จให้เราสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นได้ด้วย ซึ่งต้องใช้สายแยกต่างหากครับ

 

นอกจากนี้ เรายังเพิ่มคาวมอึดด้วยโหมด Super Power Saving Mode หรือโหมดประหยัดพลังงานขั้นสูง ที่สามารถใช้งานได้อีกเป็นชั่วโมงแม้มีแบตเตอรี่ราวๆ 5% ซึ่งเราสามารถเลือก 6 แอปเพื่อใช้งานได้ต่อด้วย

 

กล้องถ่ายรูป

realme C12 จัดกล้องหลังมาให้ที่แทบจะครบทุกฟีเจอร์ครับ โดบมีทั้งหมด 3 เลนส์ เป็นเลนส์หลัก + เลนส์ B&W และ Macro ส่วนกล้องหน้ามีความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ซึ่งฟีเจอร์ต่างๆ มีดังนี้ครับ

 

AI ถ่ายสวย โฟกัสไว

สำหรับโหมดปกติที่เราใช้งานกันมากที่สุด ก็ใช้งานได้เป็นอย่างดีครับ ระบบโฟกัสทำได้ค่อนข้างไว สีสันของภาพเก็บได้ครบ และเรื่องแสงและเงาก็ถือว่าทำได้ดีมากสำหรับเรทราคาเดียวกัน

 

สีสันจัดขึ้นผ่านฟีเจอร์ Chroma Boost

สำหรับ Chroma Boost นั้นเป็นการเร่งเฉดสีของภาพให้มีความสดมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นการเร่งแสงสว่างในส่วนที่มืดได้ชัดเจนกว่าเดิมอีกด้วย


ปิด Chroma Boost / เปิด Chroma Boost

 

Ultra Macro ถ่ายใกล้สุด 4 ซม.

เลนส์ Macro ก็จัดมาให้ ซึ่งมีระยะโฟกัสใกล้สุดถึง 4 เซนติเมตร สีสันถือว่าสวยงาม แต่อาจดรอปลงจากเลนส์ปกติเล็กน้อย แต่ยังคงความสวยงามอยู่ และภาพมีความคมชัด

 

Portrait ถ่ายได้สวยตามสไตล์ realme

realme C12 ให้เราได้ถ่ายภาพบุคคลได้อย่างสวยงามทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง การตัดขอบถือว่าทำได้เนียน ภาพดูมีมิติ ซึ่งภาพรวมแล้วทำได้ดีมากสำหรับสมาร์ทโฟนเรทราคาประหยัดครับ

กล้องหลัง

 

กล้องหน้า

 

นอกจากนี้ ก็ยังสามารถใช้งานฟิลเตอร์ B&W เพิ่มลูกเล่นในการถ่ายภาพได้เป็นอย่างดีครับ

 

NightScape ถ่ายในที่แสงน้อยก็คมชัด

เป็นการนำฟีเจอร์ระดับท็อปเข้ามาในรุ่นประหยัดครับ โดย NightScape ของ realme C12 ใช้เวลาประมวลผลไม่นาน ประมาณ 4-5 วินาทีครับ เห็นความแตกต่างจากโหมดปกติมากพอตัว รายละเอียดในส่วนที่มืดมีความคมชัดเลยทีเดียว


โหมดปกติ / โหมด NightScape

 

กล้องหน้า HDR ย้อนแสงได้ ไม่ต้องกลัว

คนไหนที่ชอบถ่ายเซลฟี่ ก็มีฟีเจอร์ HDR ที่สามารถถ่ายย้อนแสงได้ ทำให้แสงของบรรยากาศด้านหลังไม่ฟุ้ง และใบหน้าก็ไม่มืดเมื่อปิด HDR


ปิด HDR / เปิด HDR

 

สรุปจุดเด่น

  • แบตเตอรี่ให้มาแบบสุดอึดถึง 6000mAh และใช้งานเป็น Power Bank เพื่อชาร์จให้รุ่นอื่นได้ด้วย
  • ดีไซน์สวยงามแบบเลขาคณิต เล่นเฉดอย่างสวยงามแบบ 3 ระดับ
  • หน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ 6.57 นิ้ว พร้อมใช้งานได้คมชัดแบบ HD+
  • มีกล้องหลัง 3 เลนส์ 13 ล้านพิกเซล ใช้งานฟีเจอร์ได้ครบ
  • ตัวเครื่องให้มา 3 Slot สามารถใส่ได้ 2 ซิม และ MicroSD Card ไม่จำเป็นต้องเลือกให้ยุ่งยาก

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ใช้พอร์ต Micro USB 2.0
  • ไม่มีหูฟังมาให้ในกล่อง

 

สำหรับ realme C12 จะมาในราคาสุดพิเศษผ่านทาง DTAC, AIS และ TrueMove H ที่มาในราคาสุดประหยัด โดยจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

Featured4 วัน ที่แล้ว

รีวิว Vivo V20 สมาร์ตโฟนกล้องหน้าคมชัดสูง 44MP โฟกัสได้ต่อเนื่อง ดีไซน์สะดุดตา พร้อมสเปคสุดไหลลื่น

Vivo V20 สมาร์ตโฟนกล...

Featured5 วัน ที่แล้ว

รีวิว realme C12 สมาร์ทโฟนแบตอึด 6000mAh เปลี่ยนเป็น Power Bank ได้ หน้าจอกว้าง 6.5 นิ้ว และกล้องหลัง Nightscape

realme C12 สมาร์ทโฟน...

Featured5 วัน ที่แล้ว

รีวิว realme 7i สมาร์ทโฟนตัวคุ้ม ขุมพลัง Snapdragon 662, กล้องหลัง 4 เลนส์ 64MP พร้อมจอลื่น 90Hz และแบตเตอรี่พันธ์อึด 5000mAh เริ่มต้นเพียง 3,989 บาท

realme 7i หนึ่งในสมา...

Featured7 วัน ที่แล้ว

รีวิว OPPO Reno4 Z 5G สมาร์ทโฟนดีไซน์โดดเด่น พร้อมความเร็วแรงด้วย 5G Dual-Mode, หน้าจอ 120Hz และกล้องหลัง 48MP ราคาเพียง 12,990 บาท

OPPO Reno4 Z 5G สมาร...

Samsung Galaxy S20 FE 5G Review Samsung Galaxy S20 FE 5G Review
Featured1 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว Samsung Galaxy S20 FE 5G เรือธง Snapdragon 865 ที่หลายคนรอคอย

แฟนๆ Samsung รอกันอย...

Advertisement

คลิปมาใหม่

ข่าวใหม่วันนี้

ข่าวประชาสัมพันธ์8 ชั่วโมง ที่แล้ว

HUAWEI nova 7 Series สมาร์ทโฟน 5G ที่ใครก็เป็นเจ้าของได้ ประกาศราคาใหม่ โดนใจกว่าเดิมวันนี้

หลังจากการเปิดประสบก...

ข่าวประชาสัมพันธ์8 ชั่วโมง ที่แล้ว

ดีแทคเติมเงิน ตอกย้ำแคมเปญ สัญญาณดี ราคาดี บริการใจดี จับมือ การีนา และ BMN แจกซิม ดีแทคเกมเมอร์ซิมพร้อมบวก เอาใจวัยรุ่นและเกมเมอร์

ดีแทคเติมเงิน ตอกย้ำ...

Android News9 ชั่วโมง ที่แล้ว

Huawei Nova 8 Series อาจเปิดตัวเดือนพฤศจิกายนนี้ พร้อมหลุดสเปคเพียบ!

มีหลุดออกแล้วผ่านทาง...

ข่าวประชาสัมพันธ์9 ชั่วโมง ที่แล้ว

Xiaomi เปิดตัวชาร์จแบบไร้สาย 80W Mi Wireless Charging Technology ชาร์จ 100% แบบไร้สาย 19 นาที

เสียวหมี่ประกาศความส...

Android News9 ชั่วโมง ที่แล้ว

เปิดตัว HTC Desire 20+ มาพร้อม CPU Snapdragon 720G, กล้อง 4 เลนส์ พร้อมแบต 5000mAh

HTC ยังคงไม่ได้หายไป...

มือถือมาใหม่

ติดตาม กินเที่ยวกัน

กำลังมาแรง