ติดตามพวกเรา

Featured

รีวิว plantronics BackBeat PRO 5100 หูฟัง True Wireless เด่นทั้งคุณภาพเสียงเพลงและสนทนา คุยชัด ตัดเสียงรบกวนเยี่ยม

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

plantronics เป็นแบรนด์หูฟังที่หลายๆ คนรู้จักกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว โดยหูฟังจาก Plantronics มีความเด่นทั้งด้านคุณภาพเสียง และด้านการสนทนา ล่าสุดได้เปิดตัวหูฟัง plantronics BackBeat Pro 5100 ซึ่งเป็น True Wirless หูฟังที่มาพร้อมคุณภาพเสียงที่ดีเยี่ยม และมีไมโครโฟนที่ใช้สำหรับสนทนาและตัดเสียงรวมถึง 4 ตัวเพื่อให้คุณภาพเสียงในขณะสนทนาคมชัดสุดๆต้องบอกเลยว่าถ้าชอบฟังเพลงและคุยโทรศัพท์เสียงสนทนาชัดๆ ต้องไม่พลาดกับหูฟังรุ่นนี้เลยครับวันนี้มีรีวิวมาฝากกันจะน่าสนใจขนาดไหนไปดูกันครับ

 

คุณสมบัติเด่น

  • ตัดเสียงรบกวนและลมด้วยเทคโนโลยี WindSmart
  • Smart Sensor เซ็นเซอร์อัจฉริยะ
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้อย่างยาวนาน 6.5 ชั่วโมง รวมกล่องชาร์จพกพาชาร์จแบตได้ในตัวอีก 2 รอบ รวมเป็น 19 ชั่วโมง
  • ป้องกันฝุ่น กันเหงื่อ กันฝน ระดับ IPX4
  • ควบคุมการทำงานได้ทั้งการแตะและการกด
  • การใช้งานอิสระทั้งการใช้หูฟังทั้ง 2 ข้าง หรือ 1 ข้าง
  • Eartips ที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษใส่นุ่มสบาย

 

 

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • หูฟัง plantronics BackBeat Pro 5100 True Wireless
  • กล่องชาร์จพกพา
  • จุกหูฟัง 3 ขนาด
  • สายชาร์จ USB
  • คู่มือการใช้งาน

 

ดีไซน์และการออกแบบ

หูฟัง plantronics BackBeat PRO 5100 เป็นหูฟัง True Wireless ที่มีลำโพงขนาด 5.8 มม. ให้พลังเสียงที่หนักแน่นทรงพลัง มาพร้อมกล่องชาร์จพกพา สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ในตัว ทำให้สามารถใช้งานได้อย่างยาวนาน ตัวหูฟังมีขนาดเล็กกะทัดรัด น้ำหนักเบา ดีไซน์ดูหรูหรา สวยงามมากๆ ครับ พกพาง่ายอีกด้วยครับ

 

ด้านบนกล่องชาร์จจะมีพิมพ์ชื่อย่อแบรนด์ PLT

 

ด้านหน้ากล่องชาร์จหูฟังจะเป็นปุ่มล็อค เมื่อกดลงไปจะเปิดฝาด้านบนขึ้นมาได้

 

ด้านล่างจะเป็นพอร์ตสำหรับชาร์จแบตเตอรี่

 

ตัวหูฟังจะมีตัวอักษรระบุไว้อย่างชัดเจนครับทั้ง R และ L สามารถถอดเปลี่ยนตัวจุกหูฟังได้ด้วยครับ ซึ่งทั้งหมด 3 ขนาดด้วยกัน

 

เริ่มต้นใช้งาน

ในการเริ่มใช้งานครั้งแรกให้กดปุ่ม Power ที่กล่องชาร์จพกพาค้างไว้ 2 วินาที ฝาปิดกล่องชาร์จจะถูกเปิดขึ้นและไฟแสดงสถานะกล่องชาร์จจะติดเป็นสีขาว จากนั้นให้นำตัวหูฟังทั้งสองข้างออกมาจากกล่องชาร์จ โดยที่หูฟังข้างขวาจะเข้าโหมด Quick Pair ให้อัตโนมัติเพื่อ Pair กับอุปกรณ์ต่างๆ ได้ทันที

 

จากนั้นตัวหูฟังจะขึ้นเป็นชื่อ PLT BBPRO5100 เลือกไปที่ชื่อนี้เพื่อเชื่อมต่อกับหูฟังข้างขวา จากนั้นที่หน้าจอจะแสดงหน้าต่างยืนยันให้จับคู่กับหูฟังข้างซ้าย ให้กดปุ่ม Pair หรือ OK ที่หน้าจอนั้นได้เลย โดยที่เมนูบลูทูธจะเพิ่มชื่อ PLT BBPRO5100_L ขึ้นมา จึงเป็นการเสร็จขั้นตอนการเชื่อมต่อหูฟังทั้งสองข้าง

 

หากต้องการเปลี่ยนอุปกรณ์หรือ Pair เพิ่ม สามารถกดปิดที่ตัวหูฟังค้างไว้จนกว่าจะได้ยินคำว่า Power Off หรือมีไฟสีแดงกะพริบหนึ่งครั้งแล้วดับลง จากนั้นให้กดเปิดอีกครั้งโดยให้กดค้างไว้จนกว่าจะได้ยินคำว่า pairing หรือมีไฟสีขาวสลับแดง ก็จะทำให้สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์อื่นๆเพิ่มได้แล้ว

 

การควบคุมและการใช้งาน

หูฟัง plantronics BackBeat PRO 5100 สามารถสั่งงานได้ด้วยการแตะ และการกดไปที่หูฟังทั้ง 2 ข้าง การควบคุมหูฟังทำได้ด้วยการแตะ 1 ครั้ง หรือ 2 ครั้ง และยังสามารถปรับแต่งหูฟังได้ตามสไตล์ผ่าน BackBeat App มีให้โหลดทั้งบน iOS และ Android  โดยในแอปที่เมนู My Tap จะแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ Volume และ Taps เรามาดูในส่วนของ Volume กันก่อนครับ 

หูฟังด้านซ้าย

หากเลือกเลือกตั้งค่าใช้งานฝั่ง Volume หูฟังที่ด้านซ้ายจะเอาไว้ใช้สำหรับเพิ่ม และลดเสียง การเพิ่มทำได้โดยการแตะ 1 ครั้งไปเรื่อยๆ เพื่อเพิ่มเสียง หากต้องการลดเสียงให้แตะที่หูฟังข้างขวาค้างไว้เสียงก็จะลดลงเรื่อยๆ ต้องแตะนะครับไม่ใช่กด เพราะหูฟังสามารถแตะและกดได้

 

Taps หากเลือกตั้งค่าใช้เมนูฝั่ง Taps จะสามารถตั้งค่าให้สามารถสั่งงานต่างๆ ด้วยการแตะ 1 ครั้ง และ 2 ครั้ง ได้ดังนี้ Siri และ Google Now, Headset Status, Timer, Stopwatch, Spotify Playlist, Apple Music Playlist, Deezer Playlist

 

หูฟังด้านขวา

หูฟังสามารถสั่งงานต่างๆ ได้ดังนี้

  • กด 1 ครั้ง หยุด / เล่น เพลง
  • กด 2 ครั้ง เพื่อเล่นเพลงถัดไป
  • กด 3 ครั้ง เพื่อเล่นเพลงย้อนหลัง 1 เพลง
  • กด 1 ครั้ง รับ / วาง เมื่อมีสายเรียกเข้า
  • กดค้างไว้ 2 วินาที เรียกใช้งาน Siri และ Google Now

 

นอกจากนี้ BackBeat App ยังสามารถตั้งค่าการใช้งานอื่นๆ ได้ เช่น อัปเดทเฟิร์มแวร์, ตั้งค่าภาษา, System Voice ได้เป็นต้น

 

ฟีเจอร์ที่จัดให้เน้นๆ ไม่มีกั๊ก

plantronics BackBeat PRO 5100 มาพร้อมกับ SMART SENSORS เทคโนโลยีเซ็นเซอร์อัจฉริยะ ช่วยรับสาย / วางสาย / เล่นเพลง / หยุดเพลงอัตโนมัติ ทันทีที่สวมหูฟัง หรือถอดหูฟังออก โดยการใช้งานสามารถทำงานได้อย่างอิสระทั้งหูซ้าย และหูฟัง สามารถนำหูข้างไหนก็ได้ขึ้นมารับสาย ใช้ข้างใดข้างหนึ่งเพื่อคุยโทรศัพท์ ในขั้นตอนของการ Pair ต้องสังเกตด้วยนะครับว่าหูฟังทั้ง L และ R ตัวอย่างในภาพด้านล่างนี้เมื่อหยิบหูฟังออกมาจากกล่องชาร์จพกพาเพื่อรับสายจะเห็นได้ว่าหูฟังด้าน L ได้ Connected กับโทรศัพท์แล้ว ถ้าขึ้นแบบในภาพนี้แล้วก็สามารถใช้คุยโทรศัพท์ได้แล้วครับ 

 

คุยโทรศัพท์ชัดสุดๆ ด้วย ไมค์ 4 ตัว ซึ่งมาพร้อมระบบตัดเสียงรบกวน และเทคโนโลยี WindSmart ตัดเสียงลมไม่ให้มารบกวนขณะคุยโทรศัพท์ ทำให้ได้คุณภาพเสียงดีเยี่ยม อย่างที่หลายๆ คนมักจะเจอปัญหาว่าหูฟัง True Wireless ส่วนใหญ่ในตลาดตอนนี้เสียงอยู่ในระดับที่ดีอยู่แล้ว แต่จะมักจะพบว่าเสียงสนทนาไม่ดีเท่าที่ควร หูฟัง plantronics BackBeat PRO 5100 จะทำให้ปัญหาเหล่านั้นหมดไปครับ จากที่ใช้งานมาพบว่าคุณภาพในการคุยโทรศัพท์ชัดมาก เสียงที่ปลายสายได้ยินมีความคมชัดไม่มีเสียงรบกวนอีกด้วย ต้องยอมรับจริงๆ ว่า plantronics เค้าเด่นเรื่องสนทนาผ่านหูฟังมาอย่างยาวนาน ต้องยอมให้เลยจริงๆ  

นอกจากนี้ยังสามารถป้องกันฝุ่น กันเหงื่อ กันฝน ระดับ IPX4 ทำให้รับสายสำคัญ หรือฟังเพลงได้ทุกที่ทุกเวลาอย่างมั่นใจ ไม่ต้องกลัวว่าหูฟังจะเสียได้ง่ายๆ ตัดความกังวลปัญหานี้ไปได้เลยครับ

plantronics BackBeat PRO 5100 เป็นหูฟังที่มีน้ำหนักเบามาก เพียง 5.8 กรัมเท่านั้นครับ สามารถฟังเพลงต่อได้เนื่องได้อย่างยาวนานถึง 6.5 ชั่วโมง ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง เพื่อไม่ให้การฟังเพลงหรือคุยโทรศัทพ์ขาดตอนยังสามารถชาร์จด้วยกล่องชาร์จพกพาที่สามารถชาร์จแบตได้ในตัวทำให้เพิ่มระยะเวลาการใช้งานได้อีก 13 ชั่วโมง รวมสูงสูงถึง 19 ชั่วโมงเลยทีเดียว แต่ถ้าหารกว่าแบตหมดแต่ต้องการใช้งานอย่างเร่งด่วนก็ไม่ต้องว่าการใช้งานไม่ต่อเนื่อง เพราะหูฟังรุ่นนี้มี Fast Charge ซึ่งเป็นการชาร์จด่วนนั่นเองครับ ชาร์จเพียงแค่ 10 นาที สามารถใช้งานได้ 1 ชั่วโมง และยังมีระบบเปิดการทำงานหูฟัง และจับคู่โทรศัพท์แบบอัตโนมัติด้วยนะครับ ในทันทีที่หยิบหูฟังออกจากกล่องชาร์จพกพาทำให้สามารถโทรออก หรือเล่นเพลงโปรได้ทุกเวลา

ตัวกล่องชาร์จจะเป็นแม่เหล็กนะครับ สามารถยึดวางหูฟังไว้ได้พอดี ไม่หลุดง่าย ไม่ต้องกลัวจะกระเด็นหล่นหายไปไหน

ดูทีวี ภาพยนตร์ เสียงไม่ดีเลย์ อีกสิ่งหนึ่งที่จะไม่ทดสอบไม่ได้เลยนั่นคือการดูทีวี ภาพยนตร์ จากแอปต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น YouTube, NetFlix เสียงและภาพจะต้องไม่ดีเลย์ จากการทดสอบใช้งานพบว่าเสียงกับภาพซิงค์กันได้พอดี ภาพกับปากเสียงพูดต่างๆ ตรงกัน ไม่พบปัญหาการใช้งานแต่อย่างใด ทำให้การรับชมภาพยนตร์ ฟังเพลง ได้อรรถรสในการรับชมได้อย่างเต็มที่

 

ปิดท้ายการด้วยเรื่องการฟังเพลง ซึ่งแน่นอนว่าหูฟังเมื่อนำมาดูหนัง ฟังเพลง คุณภาพเสียงก็ต้องดีด้วย plantronics BackBeat PRO 5100 คุณภาพเสียงที่ได้จากการเล่นเพลงอยู่ในเกณฑ์ที่ดีเลยครับ เสียงเบสกลางๆ ไม่หนักมากแต่มีความทุ้ม นุ่มลึกฟังเพราะดีครับ ในส่วนของเสียงแหลมก็มาครบ ตัวหูฟังแยกเสียงรายละเอียดต่างๆ ของเสียงได้ดีมากๆ เลยทีเดียวครับ

 

 

หูฟัง plantronics BackBeat Pro 5100 ฟีเจอร์จัดเต็มมาให้ขนาดนี้ ทั้งคุณภาพเสียงในการฟังเพลงที่ยอดเยี่ยม ไมค์ตัดเสียงรบกวนและคุยได้คมชัดสุดๆ ดีไซน์สวยทันสมัยมากๆ ก็เรียกได้ว่าสิ่งต่างๆ ที่ให้มานั้นเกินราคาไปแล้วจริงๆ เพราะจำหน่ายราคาเพียง 6,590 บาท พร้อมการรับประกันนานถึง 2 ปีเต็ม สำหรับผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.systems2000.co.th/

 

สรุปสเปค

Listen/talk/standby timeUp to 6.5 hours listen time, Up to 4 hours talk time
Roaming rangeUp to 33 feet/10 meters
Battery capacity60 mAh (earbuds), 440 mAh (charging case)
Battery typeRechargeable, non-replaceable lithium ion polymer
Charge timeUp to 2 hours for full charge, Up to 3 hours for full charge of earbuds and charging case
Quick chargeUp to 1 hour of listening with a 10-minute quick charge
Bluetooth technologyBluetooth 5.0, Hands-Free Profile HFP 1.7
Audio profilesA2DP 1.3.1, AVRCP 1.6
Receive frequency response20 – 20,000 Hz
Microphone and technologyFour microphones noise-canceling digital signal processing (DSP)
Speaker driver size5.8 mm
Moisture protectionSweat-resistant and IPX4 water-resistant
Weight5.8 g (each earbud), 38.6 g (charging case without earbuds)
Call controlsCall answer/end, mute, volume +/-
Media controlsPlay, pause, track forward/back, activate virtual personal asisstant
Voice and other alertsEnhanced voice alerts announce talk time remaining, and connection status.
Applications supportedBackBeat app on iOS and Android

Featured

รีวิว Vivo V20 สมาร์ตโฟนกล้องหน้าคมชัดสูง 44MP โฟกัสได้ต่อเนื่อง ดีไซน์สะดุดตา พร้อมสเปคสุดไหลลื่น

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

Vivo V20 สมาร์ตโฟนกล้องหน้าขั้นเทพ โฟกัสไม่มีหลุดพร้อมความละเอียดสูง 44 ล้านพิกเซล 44MP Eye Autofocus Selfie ฟีเจอร์กล้องให้แบบครบครัน ไม่ซ้ำใคร ทั้งยังมีสเปคแบบจัดเต็ม ใช้งานไม่มีสะดุด

 

สรุปสเปค Vivo V20

  • ขนาดตัวเครื่อง : 161.3 x 74.2 x 7.38 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 171 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล AMOLED กว้าง 6.44 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) อัตราส่วน 20:9 พร้อมความหนาแน่นพิกเซล 408ppi
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 720G Octa Core
  • RAM 8 GB
  • ROM 128 GB
  • ระบบปฎิบัติการ Android 11 ครอบทับด้วย Funtouch OS 11
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 3 เลนส์แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.89
    • เลนส์ Super Wide-Angle 120 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ Mono ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้า Eye Autofocus ความละเอียด 44 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0
  • รองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ซิม
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 2.4G + 5G, Bluetooth 5.1 และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 4000mAh รองรับ 33W Vivo FlashCharge 2.0

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

ตัวกล่องของ Vivo V20 จัดมาอย่างสวยงาม มีการเล่นแสงและเงาเป็นตัว “V” พร้อมด้วยชื่อรุ่นอย่าง Vivo V20 ตรงกลางครับ

อุปกรณ์ต่างๆ ภายในกล่องมีดังนี้

  • ตัวเครื่อง Vivo V20 พร้อมฟิล์มกันรอย
  • อะแดปเตอร์
  • สาย USB Type-C
  • หูฟัง
  • เคสโทรศัพท์
  • อุปกรณ์แปลงพอร์ต USB Type-C เป็น 3.5 มม.
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้นและการรับประกันสินค้า

 

ดีไซน์ของ Vivo V20 ทำออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบด้วยการใช้เทคโนโลยี AG Matte Glass ที่ให้สัมผัสแบบกระจก มีความผิวด้านและมีความเรียบหรู ช่วยให้การติดลอยนิ้วมือหรือคราบต่างๆ ทำได้ยากมากๆ โดยสีที่เราได้มาเป็นสี Midnight Jazz ครับ

 

ที่สำคัญเรื่องการจับถือก็ทำได้อย่างสบาย เพราะที่ฝาหลังมีความโค้งมนแบบ 2.5D รองรับกับอุ้งมือ ทั้งยังมีความบางของตัวเครื่องเพียง 7.38มม. และน้ำหนักเบา 171 กรัม ทำให้เวลาใช้งานนานๆ ไม่รู้สึกเมื่อยมือแน่นอน

 

หน้าจอแสดงผลของ Vivo V20 ใช้ชนิด AMOLED ที่ให้ความสดใสของหน้าจออย่างมาก แถมรองรับ HDR10 ใครชอบดูภาพยนตร์ใน Netflix หรือวิดีโอต่างๆ จะต้องชอบแน่นอนครับ

 

ทั้งยังมีขนาด 6.44 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) พร้อมอัตราส่วน 20:9 ที่แสดงออกมาได้เต็มตาแน่นอน

 

เหนือหน้าจอแสดงผลจะมีลำโพงสำหรับการสนทนา พร้อมด้วยหยดน้ำตรงกลางที่ฝังกล้องหน้าความละเอียดสูง 44 ล้านพิกเซล

 

ด้านซ้ายของตัวเครื่องมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ช่อง พร้อมด้วย MicroSD Card อีก 1 ช่อง

 

ฝั่งขวาตัวเครื่องจะมีทั้งปุ่มเพิ่มและลดเสียง ถัดลงมาจะเป็นปุ่ม Power

 

ทางด้านล่างจะมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. อยู่ ถัดไปมีไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวหลัก

 

ด้านบนมีไมโครโฟนตัวที่ 2 สำหรับตัดเสียงรบกวน

 

และสุดท้ายที่ด้านหลังจะมีกล้องหลัง 3 เลนส์ ความละเอียดสูงสุด 64 ล้านพิกเซลอย่างเด่นชัด พร้อมด้วยไฟแฟลช Dual-LED ที่อยู่ด้านล่างโมดูลกล้องครับ

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

Vivo V20 แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการรุ่นล่าสุดจาก Google เลยทีเดียวอย่าง Android 11 พร้อมครอบทับด้วย Funtouch OS 11 ซึ่งฟีเจอร์ต่างๆ ให้มาเพียบ ที่สำคัญ รุ่นพี่อย่าง Vivo V20 Pro ก็เตรียมได้อัปเดท Android 11 เช่นกันเร็วๆ นี้ครับ

 

หน้าตา UI : Funtouch OS 11

 

วอลเปเปอร์ให้เลือกเพียบ

ดีไซน์ภายนอกสวยแล้ว เรื่องความสวยภายในของวอลเปเปอร์ภายในก็มีให้เลือกเยอะเช่นกันครับ มีให้เลือกถึง 16 แบบ ใครชอบแบบไหนก็เลือกกันได้เลย!

 

โหมดมืดใช้ได้สุดสบายตา

ด้วยความที่เป็นหน้าจอ AMOLED ก็ต้องชอบพื้นผิวที่เป็นสีดำครับ ซึ่งนอกจากจะช่วยเรื่องประหยัดแบตเตอรี่ได้แล้ว ก็ยังทำให้เราใช้งานได้สบายตามากขึ้นอีกด้วย

 

Always-on-Display ชมข้อมูลแค่เหลือบมอง

Always-on-Display เป็นฟีเจอร์ที่เพิ่มความสะดวกสบายอย่างมากในการรับชมข้อมูลเบื้องต้นของเครื่องครับ ทำให้เราไม่จำเป็นต้องกดล็อกเครื่องเพื่อดู

 

ระบบความปลอดภัย

Vivo V20 มาพร้อมกับเทคโนโลยีสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ การใช้งานต่างๆ ถือว่ารวดเร็วและเสถียรมากๆ สแกนได้ง่ายไม่มีพลาด

 

ทั้งนี้ก็ยังมีการสแกนใบหน้าที่ใช้งานได้เร็วไม่แพ้กันเลย

 

เปลี่ยนเอฟเฟ็กต์ไดนามิกให้ไม่ซ้ำใคร

Vivo V20 สามารถเปลี่ยนเอฟเฟ็กต่างๆ ในระบบได้ให้ไม่ซ้ำใคร ไม่ว่าจะเป็นเอฟเฟ็กต์ลายนิ้วมือ, สแกนใบหน้า, ระหว่างการชาร์จ และอื่นๆ ซึ่งแต่ละอย่างก็มีให้เลือกหลายแบบเลยทีเดียว

 

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

Vivo V20 ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผลระดับกลางสุดเทพอย่าง Qualcomm Snapdragon 720G Octa Core ที่มีความเร็วของ CPU เพิ่มขึ้น 20%, GPU อีก 14% เมื่อเทียบกับ Snapdragon 712 ทั้งยังมาพร้อม RAM 8GB ผสานกับเทคโนโลยี AI Pre-loading ช่วยให้เปิดแอปพลิเคชั่นต่างๆ ที่เราใช้งานบ่อยได้เร็วขึ้น 20% เลยทีเดียว และยังมี ROM 128GB ที่ให้ความจุมาเยอะ จะถ่ายรูปหรือโหลดแอปก็ไม่ต้องกลัวเต็มครับ

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 552 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,704

 

ฟีเจอร์ช่วยในการเล่นเกม

นอกจากจะได้ CPU ที่ไหลลื่นแล้ว Vivo V20 ก็ยังมีฟีเจอร์เพิ่มเติมเข้ามาเพียบ ไม่ว่าจะเป็น Multi-Turbo ที่ได้อัปเกรดด้วย ART ++ Turbo ช่วยให้ประสิทธิภาพโดยรวมของเครื่องทำได้อย่างยอดเยี่ยม เล่นเกมได้ไหลลื่น รวมถึง Game Turbo มีเพิ่มความแรงระหว่างการเล่นเกมให้สุดขึ้นไปอีกขั้น ทั้งยังการจัดสรรพลังงานที่ดีขึ้น และลดเฟรมเรทดรอปและเหวี่ยงได้มากถึง 30%

 

ทดสอบการเล่นเกม

ROV

สำหรับ ROV สามารถเปิดเฟรมเรทได้ในระดับสูง, ภาพ HD ระดับสูงสุด และการแสดงผลในระดับสูงเช่นกันครับ ซึ่งภายในเกมก็เล่นได้แบบไหลลื่นมากๆ เฟรมเรทแทบไม่ดรอปให้เห็นครับ ใครที่ชอบความลื่นระดับ 60fps ตลอดเกมจะต้องหลงรักแน่นอน

 

PUBG Mobile

สำหรับ PUBG Mobile ก็สามารถเล่นได้แบบไร้ปัญหาครับ ด้วยการเปิดกราฟิกระดับ HD พร้อมเฟรมเรทระดับสูง การกดบนหน้าจอตอบสนองได้ไว และการเคลื่อนไหวภาพก็แสดงออกมาอย่างสมูธมากๆ

 

Asphalt 9: Legends

สำหรับเกมรถแข่งอย่าง Asphalt 9: Legends สามารถเปิดกราฟิกในระดับสูง และภายในเกมก็เล่นได้แบบสบายๆ ครับ

 

แบตเตอรี่อึด พร้อมชาร์จไว 33W Vivo FlashCharge 2.0

Vivo V20 มาพร้อมกับแบตเตอรี่อึดๆ 4000mAh ซึ่งใครที่ใช้งานทั่วไปแบตเตอรี่จะอยู่ได้นานเกือบตลอดวันครับ แต่ก็ไม่ต้องห่วงเพราะว่ามีเทคโนโลยี 33W Vivo FlashCharge 2.0 ซึ่งเราลองชาร์จจากประมาณ 35% ถึง 100% ในเวลาประมาณ 50 นาทีครับ

 

กล้องถ่ายรูป

พระเอกของ Vivo V20 ที่เรื่องกล้องที่จัดมาให้เต็มๆ ฟีเจอร์ครบครัน โดยมีกล้องหลัง 3 เลนส์ พร้อมกล้องหน้า 44MP Eye Autofocus โดยแต่ละอย่างมีฟีเจอร์ดังนี้

 

ความละเอียดสูง 64 ล้านพิกเซล

ในเลนส์หลักของ Vivo V20 จัดความคมชัดมากสุดถึง 64 ล้านพิกเซล ภาพที่ได้จะมีรายละเอียดสูง สามารถเห็นสิ่งเล็กๆ ในภาพได้แบบชัดเจนเมื่อซูมเข้าไปครับ

 

AI ถ่ายสวย โฟกัสได้ชัด

Vivo V20 นั้นเน้นเรื่องการโฟกัสอย่างมากที่เลนส์หลักทั้งวัตถุหรือบุคลล ถ้าใครที่แตะ 2 ครั้งบนหน้าจอก็จะช่วยให้ระบบติดตามวัตถุที่เราเลือกได้แบบไม่มีหลุดแน่นอน ที่สำคัญเรื่องของสีสัน แสง และเงาก็ถ่ายออกมาได้ครบเลยทีเดียว

 

AI Image Matting ตัดแต่งภาพอย่างชาญฉลาด

ใครที่ชอบแก้ไขภาพให้มีลูกเล่นและดูสนุกมากขึ้นต้องบอกว่าทำได้เป็นอย่างดีกับ Vivo V20 ครับ โดยระบบจะรู้และแยกแยะสิ่งที่อยู่ในภาพเป็นหมวดหมู่อะไร เช่น บุคคล, ท้องฟ้า หรืออาคาร ซึ่งเราสามารถเปลี่ยนฉากหลังหรือวัตถุในแต่ละหมวดได้ค่อนข้างเนียนเลยครับ

 

ความทรงจำกลับมาชัดเจนขึ้นด้วย Memory Recaller

ฟีเจอร์นี้น่าจะเป็นฟีเจอร์ที่หลายคนน่าจะชอบครับด้วยการนำภาพถ่ายในสมัยก่อนมาปรับให้ชัดขึ้นและสว่างมากขึ้น ทำให้ภาพความทรงจำเก่าๆ ของหลายคนกลับมาชัดแบบ HD เลยทีเดียว


ภาพถ่ายแบบเก่า / ใช้ Memory Recaller


ภาพถ่ายแบบเก่า / ใช้ Memory Recaller

 

Super Wide-Angle มุมกว้างสะใจ 120 องศา

อีกสิ่งที่ใครหลายคนน่าจะชอบกันมากก็น่าจะเป็นเลนส์ Super Wide-Angle ซึ่ง Vivo V20 ถ่ายได้กว้างถึง 120 องศา เก็บรายละเอียดรอบตัวได้ครบแม้ว่าวัตถุจะอยู่ไม่ห่างจากเราเท่าไหร่ ใครที่เอาไปถ่ายบรรยากาศหรือสถานที่ท่องเที่ยวก็ถ่ายได้เพลินๆ ไม่ผิดหวังแน่นอนครับ


เลนส์หลัก / เลนส์ Super Wide-Angle

 

Portrait เบลอสวยงามมีความธรรมชาติธรรมชาติ

Vivo V20 นั้นให้ AI เข้ามาช่วยเรื่องการเบลอฉากหลังหรือการถ่าย Portrait ครับ ถ่ายได้มีมิติ มีการเบลอไล่เลเยอร์อย่างสวยงามครับ แถมใบหน้าของบุคคลก็ออกมาสวยงามแบบธรรมชาติด้วย

กล้องหลัง

 

กล้องหน้า

 

นอกจากนี้ก็ยังมีเอฟเฟ็กต์แสงภาพบุคคล Portrait Light Effect ที่เพิ่มความสนุกสนานในการถ่าย Portrait ได้มากขึ้น เพราะจะมีเอฟเฟ็กต์ต่างๆ ให้เราได้ลองเลือกกัน ได้แก่ ไฟสตูดิโอ, ไฟสเตอริโอ, ลูปไลท์, แสงรุ้ง และพื้นหลังขาวดำ ทั้งยังใช้งานได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง

 

ในเลนส์ที่ 3 อย่างเลนส์ Mono นั้นช่วยให้ถ่ายเอฟเฟกต์ขาวดำได้ออกมาสวยงามมากกว่าปกติอีกด้วย

 

ยังไม่หมดเท่านี้เพราะยังมีสไตล์ในการถ่ายภาพบุคคลที่ให้มาเป็นคล้ายกับฟิลเตอร์ เช่น ธรรมชาติ, วินเทจ, เมืองเหนือ, สไตล์ญี่ปุ่น และอื่นๆ

 

รวมถึงการปรับเปลี่ยนแสงโบเก้เป็นลักษณะต่างๆ ได้ เช่น หัวใจ, ดวงดาว, แวดวง เป็นต้น

 

ถ่ายกลางคืนสวยงาม สว่างชัดเจนด้วย Super Night Mode

สิ่งที่ขาดไปไม่ได้ใน Vivo V20 ก็คือฟีเจอร์ในการถ่ายภาพกลางคืนที่ทำได้ยอดเยี่ยมมาก ภาพที่ได้มีความคมชัด มีการลด Noise จากความฉลาดของ AI ทำให้สีสันต่างๆ ยังคงความสดใสได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ เราก็สามารถถ่ายภาพความละเอียดสูง 64 ล้านพิกเซลได้โดยไม่ต้องใช้ Super Night Mode เช่นกัน


โหมดปกติ / Super Night Mode

 

ทั้งนี้ Super Night Mode ก็ยังมีลูกเล่นเป็นสไตล์เพิ่มเติมอีก 4 แบบ ได้แก่ ดำและทอง, น้ำแข็งสีฟ้า, ส้มเขียว และไซเบอร์พังก์

 

Super Macro ถ่ายได้ใกล้เพียง 2.5 ซม.

สำหรับการถ่ายเจาะวัตถุแบบ Super Macro ได้ใกล้ถึง 2.5 เซนติเมตร จกการใช้เลนส์ Super Wide Angle เข้ามาช่วย ทำให้ภาพระยะใกล้นั้นยังคงความสดใสของสีสันไม่ต่างจากการถ่ายในโหมดปกติเลยด้วย

 

กล้องหน้าคมชัด โฟกัสไม่มีหลุดด้วย 44MP Eye Autofocus

กล้องหน้าของ Vivo V20 มีความละเอียดถึง 44 ล้านพิกเซล ทั้งยังมีเทคโนโลยีในการโฟกัสอัตโนมัติตามดวงตาทั้งข้างซ้ายหรือขวา ไม่ว่าจะเคลื่อนไหวอยู่หรือมือไม่นิ่งก็ถ่ายใบหน้าของเราได้ชัดๆ แน่นอน

 

เซลฟี่ที่มืดไม่ต้องกลัวด้วย 

ใครที่ชอบถ่ายเซลฟี่ในตอนกลางคืน รุ่นนี้ก็มาพร้อม Selfie Softlight Band ที่เป็นการเติมแสงอ่อนๆ บนหน้าจอเพื่อให้ใบหน้าของเราสว่างและชัดเจนมากยิ่งขึ้น


โหมดปกติ / เปิด Selfie Softlight Band

 

ถ่ายวิดีโอ เน้นโฟกัส สวยงามไม่แพ้ภาพนิ่ง

การถ่ายวิดีโอของ Vivo V20 ก็ทำออกมาได้อย่างสุดยอดในเรื่องของเทคโนโลยีการกันภาพสั่นไหว โดยเฉพาะกล้องหน้ามีสามารถตรวจจับดวงตา หรือ Eye Autofocus ทำให้ใบหน้าไม่มีหลุดโฟกัสครับ ทั้งยังถ่ายได้ที่ความละเอียดสูงสุดถึง 4K

 

ฟีเจอร์ Art Portrait Video นั้นเพิ่มมิติที่การถ่ายวิดีโอได้อย่างสนุก ที่จะปรับฉากหลังให้เป็นขาว-ดำ แต่ตัวบุคคลยังคงเป็นสีสันอยู่

 

นอกจากนี้ ก็ยังสามารถถ่ายวิดีโอแบบ Dual View Video ทำให้เราเก็บบรรยากาศตรงหน้าและรีแอ็กชั่นได้พร้อมกัน แบบครบและจบในการถ่ายครั้งเดียว!

 

สรุปจุดเด่น

  • กล้องหลัง 3 เลนส์ คมชัดสูงสุด 64 ล้านพิกเซล ฟีเจอร์ครบ ฟังก์ชันเพียบ ใช้งานได้หลากหลาย
  • กล้องหน้า 44MP Eye Autofocus selfie โฟกัสได้ชัดเจน ไม่มีหลุดแน่นอน
  • ดีไวน์สวยงาม พร้อมการสัมผัสที่สบายขั้นสุด
  • CPU Snapdragon 720G ใช้งานได้ไหลลื่น ทั้งเล่นเกมหรือทั่วไป
  • แบตเตอรี่อึด 4000mAh แถมชาร์จได้เร็วด้วยเทคโนโลยี 33W vivo FlashCharge 2.0

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ตัวเครื่องไม่กันน้ำ

 

Vivo V20 เริ่มพรีออเดอร์แล้วตั้งแต่วันนี้ ถึง 22 ตุลาคม 2563 โดยมีราคาอยู่ที่ 11,999 บาท พร้อมรับฟรี! กระเป๋า Duffle Bag มูลค่า 1,399 บาท และ VIP Card ประกันหน้าจอแตกนาน 1 ปี + ขยายอีก 1 ปี มูลค่า 6,999 บาท

อ่านต่อ...

Featured

รีวิว realme C12 สมาร์ทโฟนแบตอึด 6000mAh เปลี่ยนเป็น Power Bank ได้ หน้าจอกว้าง 6.5 นิ้ว และกล้องหลัง Nightscape

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

realme C12 สมาร์ทโฟนน้องเล็กแบตเตอรี่ใหญ่ๆ 6000mAh ที่สามารถเปลี่ยนตัวเองเป็น Power Bank เพื่อแบ่งปันแบตเตอรี่ได้เช่นกัน ทั้งยังมีหน้าจอ Mini-drop Fullscreen 6.5 นิ้ว ใช้งานได้เต็มตา โดยจะมีฟีเจอร์อื่นๆ อะไรที่น่าสนใจบ้าง ลองมาดูกันครับ

 

สรุปสเปค realme C12

  • ขนาดตัวเครื่อง : 164.5 × 75.9 × 9.8 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 209 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Mini-drop Fullscreen ชนิด LCD กว้าง 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1600 x 720 พิกเซล) อัตราส่วน 20:9, พื้นที่การแสดงผลที่ 88.7%
  • หน่วยประมวลผล : MediaTek Helio G35 Octa Core ความเร็ว 2.3GHz
  • RAM 3/4 GB
  • ROM 32/64 GB
  • ระบบปฎิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย realme UI 1.0
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 3 เลนส์แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ B&W ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
    • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 ระยะโฟกัส 4 เซนติเมตร
  • กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • รองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ซิม
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi b/g/n, Bluetooth 5.0, ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และพอร์ต Micro USB 2.0
  • แบตเตอรี่ความจุ 6000mAh

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

ตัวกล่องของ relame C12 มาตามสีแบรนด์ที่เห็นก็รู้ว่าเป็น realme เช่นเคยครับ โดยอุปกรณ์ภายในกล่องมี ดังนี้

  • ตัวเครื่อง realme C12 พร้อมติดฟิล์มกันรอย
  • อะแดปเตอร์
  • สาย Micro USB 2.0
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น

 

ดีไซน์ของ relame C12 ให้ผิวสัมผัสที่ดีมากครับ โดยเป็นผิวแบบด้าน ไล่เฉดสีเป็น 3 ระดับตามการสะท้อนแสงมุมต่างๆ ในรูปทรงเลขาคณิตที่ได้แรงบรรดาลใจสี่เหลี่ยมคางหมูที่เคยใช้เป็นครั้งแรกใน relame C11 ซึ่งสีที่เราได้มาเป็นสีแดงสุดร้อนแรงอย่าง Coral Red

 

ทั้งนี้ ในการดีไซน์ก็ยังปกป้องเลนส์กล้องทั้ง 3 เลนส์พร้อมไฟแฟลชได้เป็นอย่างดีครับ และในเรื่องการจับถือต่างๆ ก็ทำได้ถนัดมือ ไม่มีรอยนิ้วมือติดแน่นอน ทั้งยังจับได้อย่างสะสบายด้วยฝาหลังที่มีความโค้งมนช่วยให้สบายต่อการจับถือ

 

หน้าจอแสดงผลจัดมาแบบ Mini-drop Fullscreen ขนาดกว้างถึง 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ อัตราส่วน 20:9 พร้อมมีพื้นที่การแสดงผลที่ 88.7% ทำให้ใช้งานทั้งเล่นเกมและการชมวิดีโอต่างๆ ได้แบบเต็มตาแน่นอนครับ

 

เหนือหน้าจอแสดงผลมาพร้อมลำโพงสำหรับการสนทนา ถัดลงมาเป็นกล้องหน้าในหยดน้ำ

 

ทางซ้ายตัวเครื่องให้ช่องใส่ซิมการ์ดมาถึง 2 ช่อง พร้อมด้วยช่องใส่ MicroSD Card สูงสุดถึง 256GB รวมเป็นทั้งหมด 3 ช่องเลยทีเดียว

 

ด้านล่างตัวเครื่องมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม., ไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต Micro USB 2.0 และลำโพงตัวหลัก

 

ทางขวามีปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง และปุ่ม Power

 

ขณะที่กล้องหลังมีทั้งหมด 3 เลนส์ พร้อมด้วยไฟแฟลช LED

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

relame C12 รันบนระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย realme UI 1.0 โดยลดระยะเวลาในการเปิดแอปพลิเคชั่นต่างๆ ถึง 25% เพิ่มความไหลลื่น 20% แบตเตอรี่ ทั้งยังเพิ่มการใช้งานแบตเตอรี่ถึง 10%

 

วอลเปเปอร์มีให้เลือกเพียบ

relame C12 มีตัวเลือกของวอลเปเปอร์ให้ได้ใช้งานกันหลาย 10 แบบเลยทีเดียวครับ แต่ภาพที่ได้มาเป็นสีแดงก็น่าจะถูกใจใครกลายคนแน่นอนครับ เพราะตรงกับสีตัวเครื่องด้วย

 

ปรับไอคอนได้เอง

realme UI 1.0 สามารถปรับเปลี่ยนลักษณะไอคอนได้เช่นกันครับ โดยสามารถปรับเปลี่ยนรูปทรงต่างๆ ได้ตามใจชอบครับ

 

Dark Mode มีให้ใช้งาน

relame C12 ก็มี Dark Mode ให้เราได้ใช้งานกันครับ โดยจะแสดงผลเป็นพื้นหลังสีดำทั้งหมด รวมถึงแอปพลิเคชั่นที่รองรับทันที ซึ่งเราสามารถเปิดโหมดนี้ตามเวลาได้เองตามที่กำหนดไว้

 

ถนอมสายตาก็มีให้เช่นกัน

หากใครที่ไม่อยากเปิด Dark Mode ก็สามารถใช้การตัดแสงสีฟ้าออกหรืออยู่ในโหมดถนอมสายตา ที่สามารถปรับความเข้มเป็นโทนอุ่นหรือเย็นได้ตามใจชอบเลย

 

ระบบความปลอดภัย

ระบบคาวมปลอดภัยจัดระบบเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือทางด้านหลังที่มีความรวดเร็วในการตอบสนองเพื่อปลดล็อกมาให้ใช้งานทันที

นอกจากนี้ก็ยังมีการสแกนใบหน้าที่มีความเร็วในการใช้งานอย่างเสถียรเช่นกันครับ

 

อยู่อย่างสงบด้วยโหมดโฟกัส

โหมดโฟกัสเป็นการตัดสิ่งรบกวนหรือตัดการแจ้งเตือนต่างๆ จากในสมาร์ทโฟนเราทันทีครับ ทำให้เราได้โฟกัสกับตัวเองมากขึ้น โดยเราสามารถเลือกเสียงบรรเลงได้ 3 แบบ ได้แก่ ทุ่งข้าวสาลี, คลื่น และคืนฤดูร้อน ทั้งยังสามารถปรับระยะเวลาในการเล่นได้ตามที่เราต้องการครับ

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

relame C12 ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล Helio G35 ที่เป็นชิปเกมมิ่งระดับเล็ก ที่สถาปัตยกรรมขนาด 12 นาโนเมตร ซึ่งถือว่าเล็กพอสมควรในการประหยัดพลังงานมากขึ้น

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 168 และคะแนน Multi-Core ที่ 983

 

รวมเกมทั้งหมดไว้ที่ Game Space

มีมาให้ทุกรุ่นครับสำหรับฟีเจอร์ Game Space ที่เป็นการรวมเกมทั้งหมดไว้ในที่เดียวกันทั้งหมด ซึ่งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพเป็นโหมดแข่งขัน และปิดกั้นการแจ้งเตือนได้ด้วย

 

ทดสอบการเล่นเกม

ROV

สำหรับเกม ROV เราสามารถเปิดกราฟิกได้ในระดับสูงยกเว้นการแสดงผลในระดับสูง และสามารถเปิดเฟรมเรทสูงได้เช่นกัน แต่เราได้เล่นลองในแบบเฟรมเรทปกติครับ เฟรมเรทก็วิ่งแบบลื่นๆ ประมาณ 28-30fps

 

Among US

สำหรับเกมดังใน PC ที่เล่นเกมสมาร์ทโฟนได้แบบฟรีๆ อย่าง Among US ก็สามารถเล่นได้แบบปกติ ไหลลื่น และไม่เห็นอาการกระตุกใดๆ

 

แบตเตอรี่อึดอยู่ได้นานเป็นวัน!

ความพิเศษที่เป็นรุ่นเล็ก แต่ก็ให้แบตเตอรี่มากกว่าเรือธง อยู่ที่ 6000mAh ที่ใช้งานทั่วไปได้เต็มวันหรือเผลอๆ จะเกิน 1 วันได้แน่นอนครับ ทั้งยังสามารถสแตนบายได้มากถึง 57 วัน ทั้งนี้ เมื่อแบตเยอะก็สามารถเปลี่ยนตัวเองเป็น Power Bank ชาร์จให้เราสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นได้ด้วย ซึ่งต้องใช้สายแยกต่างหากครับ

 

นอกจากนี้ เรายังเพิ่มคาวมอึดด้วยโหมด Super Power Saving Mode หรือโหมดประหยัดพลังงานขั้นสูง ที่สามารถใช้งานได้อีกเป็นชั่วโมงแม้มีแบตเตอรี่ราวๆ 5% ซึ่งเราสามารถเลือก 6 แอปเพื่อใช้งานได้ต่อด้วย

 

กล้องถ่ายรูป

realme C12 จัดกล้องหลังมาให้ที่แทบจะครบทุกฟีเจอร์ครับ โดบมีทั้งหมด 3 เลนส์ เป็นเลนส์หลัก + เลนส์ B&W และ Macro ส่วนกล้องหน้ามีความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ซึ่งฟีเจอร์ต่างๆ มีดังนี้ครับ

 

AI ถ่ายสวย โฟกัสไว

สำหรับโหมดปกติที่เราใช้งานกันมากที่สุด ก็ใช้งานได้เป็นอย่างดีครับ ระบบโฟกัสทำได้ค่อนข้างไว สีสันของภาพเก็บได้ครบ และเรื่องแสงและเงาก็ถือว่าทำได้ดีมากสำหรับเรทราคาเดียวกัน

 

สีสันจัดขึ้นผ่านฟีเจอร์ Chroma Boost

สำหรับ Chroma Boost นั้นเป็นการเร่งเฉดสีของภาพให้มีความสดมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นการเร่งแสงสว่างในส่วนที่มืดได้ชัดเจนกว่าเดิมอีกด้วย


ปิด Chroma Boost / เปิด Chroma Boost

 

Ultra Macro ถ่ายใกล้สุด 4 ซม.

เลนส์ Macro ก็จัดมาให้ ซึ่งมีระยะโฟกัสใกล้สุดถึง 4 เซนติเมตร สีสันถือว่าสวยงาม แต่อาจดรอปลงจากเลนส์ปกติเล็กน้อย แต่ยังคงความสวยงามอยู่ และภาพมีความคมชัด

 

Portrait ถ่ายได้สวยตามสไตล์ realme

realme C12 ให้เราได้ถ่ายภาพบุคคลได้อย่างสวยงามทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง การตัดขอบถือว่าทำได้เนียน ภาพดูมีมิติ ซึ่งภาพรวมแล้วทำได้ดีมากสำหรับสมาร์ทโฟนเรทราคาประหยัดครับ

กล้องหลัง

 

กล้องหน้า

 

นอกจากนี้ ก็ยังสามารถใช้งานฟิลเตอร์ B&W เพิ่มลูกเล่นในการถ่ายภาพได้เป็นอย่างดีครับ

 

NightScape ถ่ายในที่แสงน้อยก็คมชัด

เป็นการนำฟีเจอร์ระดับท็อปเข้ามาในรุ่นประหยัดครับ โดย NightScape ของ realme C12 ใช้เวลาประมวลผลไม่นาน ประมาณ 4-5 วินาทีครับ เห็นความแตกต่างจากโหมดปกติมากพอตัว รายละเอียดในส่วนที่มืดมีความคมชัดเลยทีเดียว


โหมดปกติ / โหมด NightScape

 

กล้องหน้า HDR ย้อนแสงได้ ไม่ต้องกลัว

คนไหนที่ชอบถ่ายเซลฟี่ ก็มีฟีเจอร์ HDR ที่สามารถถ่ายย้อนแสงได้ ทำให้แสงของบรรยากาศด้านหลังไม่ฟุ้ง และใบหน้าก็ไม่มืดเมื่อปิด HDR


ปิด HDR / เปิด HDR

 

สรุปจุดเด่น

  • แบตเตอรี่ให้มาแบบสุดอึดถึง 6000mAh และใช้งานเป็น Power Bank เพื่อชาร์จให้รุ่นอื่นได้ด้วย
  • ดีไซน์สวยงามแบบเลขาคณิต เล่นเฉดอย่างสวยงามแบบ 3 ระดับ
  • หน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ 6.57 นิ้ว พร้อมใช้งานได้คมชัดแบบ HD+
  • มีกล้องหลัง 3 เลนส์ 13 ล้านพิกเซล ใช้งานฟีเจอร์ได้ครบ
  • ตัวเครื่องให้มา 3 Slot สามารถใส่ได้ 2 ซิม และ MicroSD Card ไม่จำเป็นต้องเลือกให้ยุ่งยาก

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ใช้พอร์ต Micro USB 2.0
  • ไม่มีหูฟังมาให้ในกล่อง

 

สำหรับ realme C12 จะมาในราคาสุดพิเศษผ่านทาง DTAC, AIS และ TrueMove H ที่มาในราคาสุดประหยัด โดยจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป

อ่านต่อ...

Featured

รีวิว realme 7i สมาร์ทโฟนตัวคุ้ม ขุมพลัง Snapdragon 662, กล้องหลัง 4 เลนส์ 64MP พร้อมจอลื่น 90Hz และแบตเตอรี่พันธ์อึด 5000mAh เริ่มต้นเพียง 3,989 บาท

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

realme 7i หนึ่งในสมาร์ทโฟนสุดคุ้มของ realme 7 Series ที่ชูโรงด้วยดีไซน์สวยงาม จัดเต็มด้วย CPU Snapdragon 662 พร้อมใช้งานลื่นผ่านหน้าจอ 90Hz Ultra Smooth Display และยังมีฟีเจอร์อื่นๆ ให้ใช้งานอีกเพียบ

 

สรุปสเปค realme 7i

  • ขนาดตัวเครื่อง : 164.1 × 75.5 × 8.5-8.9 มม.
  • น้ำหนัก : 188 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล 90Hz Ultra Smooth Display ชนิด LCD ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1600 x 720 พิกเซล) อัตราส่วน 20:9 รองรับ Refresh Rate 90Hz, ความสว่าง 600nits และมีพื้นที่หน้าจอแสดงผล 90%
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 662 Octa Core ความเร็ว 2.0 GHz
  • GPU : Adreno 610
  • RAM : 8GB
  • ROM : 128GB เพิ่ม MicroSD Card สูงสุด 256GB
  • กล้องถ่ายรูปหลัง 4 เลนส์ แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8
    • เลนส์ Ultra Wide Angle มุมมองกว้าง 119 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ B&W ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล
    • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ระยะโฟกัส 4 ซม.
  • กล้องหน้า In-display Selfie ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.1 เซ็นเซอร์ Sony IMX471
  • ระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย realme UI 1.0
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.0 และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 5000mAh รองรับ 18W Quick Charge

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

สำหรับกล่องของ realme 7i จะคล้ายกับ realme รุ่นอื่นๆ ครับ ยกเว้นชื่อรุ่นที่ด้านหน้า และฟีเจอร์ชูโรงที่ด้านหลัง

อุปกรณ์ภายในกล่องมีดังนี้

  • ตัวเครื่อง realme 7i พร้อมติดฟิล์มกันรอย
  • อะแดปเตอร์ 18W Quick Charge
  • สาย USB Type-C
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • เคสใส
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น
  • ใบรับประกันสินค้า

 

สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็นดันเลยสำหรับดีไซน์ที่ได้ผ่านกรรมวิธีการผลิตโดยเทคโนโลยี AG Split โดยรับแรงบันดาลใจจากภาพสะท้อนในธรรมชาติ ซึ่งสีที่เราได้มาเป็นสีเขียว Aurora Green ที่สังเกตได้เลยว่าจะมีเส้นทแยงแบ่งฝาหลังเป็น 2 ส่วน ซึ่งจะมีความแตกต่างกันอีกด้วย

 

ฝากลังส่วนบนจะให้สัมผัสที่มีความมันวาวและสะท้อนได้มากกว่า ขณะที่ด้านล่างจะสะท้อนน้อยกว่าเล็กน้อยและดูมีความเป็นผิวด้านอีกด้วย

 

ที่สำคัญ realme 7i ยังสามารถป้องกันกันละอองน้ำได้ด้วย เพราะภายในตัวเครื่องถูกพ่นด้วยสารซิลิโคนกันน้ำรอบตัวเครื่อง

 

หน้าจอแสดงผลของ realme 7i ถือเป็นอีกอย่างที่เป็นตัวชูโรงครับ เพราะจะได้ความไหลลื่นทุกการใช้งานด้วย 90Hz Ultra Smooth Display ควบคู่กับ Sampling Rate ถึง 120Hz เรียกว่านำฟีเจอร์เรือธงมาอยู่ในรุ่นราคาประหยัดเลยทีเดียว

 

ไม่ใช่แค่ลื่นเท่านั้น เพราะรุ่นนี้ยังมีหน้าจอที่กว้างถึง 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ มีอัตราส่วน 20:9 พร้อมมีพื้นที่หน้าจอแสดงผล 90% ทำให้ใช้งานในการรับชมวิดีโอต่างๆ ได้เต็มตา และมีความสว่างสูงสุดถึง 600nits ช่วยให้เราใช้งานในตอนที่อยู่กล้างแจ้งได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียวครับ

 

บริเวณเหนือหน้าจอแสดงผล realme 7i มาพร้อมกับกล้องหน้า In-display Selfie ความละเอียด 16MP และที่ตรงกลางจะมีลำโพงสำหรับสนทนาอยู่

 

ฝั่งซ้ายตัวเครื่องให้ช่องใส่ซิมการ์ดแบบมา 3 Slot ใส่ได้ทั้งซิมการ์ด 2 ช่อง พร้อมด้วยอีก 1 microSD Card

 

ส่วนทางขวามีทั้งปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง และปุ่ม Power

 

ทางด้านล่างยังคงมีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. มาให้ด้วย ถัดไปเป็นไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวหลัก

 

และที่ด้านหลังจะมีกล้องหลัง 4 เลนส์ที่เรียงเป็นตัว L และไฟแฟลชที่อยู่มุมขวา พร้อมด้วยสัญลักษณ์ 64MP AI CAMERA และตรงกลางเครื่องจะมีระบบเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฏิบัติการ

realme 7i แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 10 ที่ครอบทับด้วย realme UI เวอร์ชัน 1.0 ซึ่งก็สามารถใช้งานฟีเจอร์ได้เยอะ พร้อมด้วยประสิทธิภาพที่เปิดแอปพลิเคชั่นต่างๆ เร็วขึ้นด้วย

 

หน้าตา UI : realme UI

 

โหมดถนอมสายตา

realme 7i นั้นมีโหมดถนอมสายตามาให้เราใช้งานกัน ที่ตัดแสงสีฟ้าเป็นโทนอุ่นและเย็นได้ตามใจชอบ หรือจะเลือกเป็นสีขาวดำเพื่อลดแสงสีต่างๆ ให้มากขึ้นไปอีก โดยเราสามารถเลือกเปิดตามกำหนดเวลาเพื่อให้เปิดอัตโนมัติครับ

 

โหมดกลางคืน

สำหรับโหมดกลางคืนก็สามารถเปิดใช้งานได้เพื่อให้พื้นหลังของระบบและแอปพลิเคชั่นที่รองรับ เป็นสีดำทั้งหมดเพื่อให้สบายตาขณะใช้งานที่ที่แสงน้อย

 

แชร์ไฟล์ได้เร็วด้วย ‘Nearby Share’

สำหรับ Nearby Share หรือแชร์ใกล้เคียง เราสามารถแชร์ไฟล์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วผ่านระบบ Android ด้วยกันครับ ซึ่งสมาร์ทโฟนเครื่องที่ส่งหรือรับนั้นต้องมีฟีเจอร์ Nearby Share ด้วยเช่นกัน

 

ระบบความปลอดภัยขั้นสูง

ในเรื่องการล็อกเครื่องและระบบคาวมปลอดภัยของ realme 7i รองรับระบบสแกนลายนิ้วมือที่ใช้งานได้อย่างรวดเร็วแบบ Ultra-Fast โดยรองรับการจดจำลายนิ้วมือทั้งหมด 5 แบบ

นอกจากนี้ ก็ยังคงมีระบบสแกนใบหน้าที่ใช้งานได้รวดเร็วและเสถียรไม่แพ้กันครับ

 

ตกแต่งลักษณะไอคอนได้ด้วยตัวเอง

สำหรับ realme UI ก็ให้เราได้ปรับแต่งรูปแบบของไอคอนได้เอง ใครชอบแบบไหนก็ลองไปเลือก ไปปรับกันได้เลย

 

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

realme 7i มาพร้อมกับหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 662 Octa Core ที่มีสถาปัตยกรรมขนาดเล็กเพียง 11 นาโนเมตรเท่านั้นครับ ทำให้ประหยัดพลังงานในการใช้งานลงไปอีก ทั้งยังมาพร้อม GPU Adreno 610 ที่ทำให้เล่นเกมได้ลื่นๆ เฟรมเรทไม่ดรอป

 

ฟีเจอร์การเล่นเกม

Game Space ยังคงเป็นตัวช่วยในการเล่นเกมที่มีมาให้ครับ โดยสามารถเปิดปรับเปลี่ยนโหมดต่างๆ ได้ตามความต้องการของเรา โดยโหมดแข่งขันจะเป็นการรีดประสิทธิภาพของเครื่องและลดการทำงานพื้นหลังทำให้เล่นเกมได้ไหลลื่นยิ่งขึ้น ทั้งยังสามารถปิดกั้นการแจ้งเตือนได้ด้วย

 

ทดสอบการเล่นเกม

ROV

สำหรับเกมมหาชนอย่าง ROV เราสามารถเปิดกราฟิกต่างๆ ได้สูงทั้งหมด ยกเว้นเพียงการแสดงผลที่ปรับได้ในระดับสูงครับ ซึ่งทดสอบในการเล่น 5 VS 5 ก็เล่นได้แบบไหลลื่นมากๆ เฟรมเรทไม่มีดรอป อยู่ที่ 59-60fps ตลอดทั้งเกม

 

PUBG Mobile

ส่วนเกม PUBG Mobile สามารถเปิดกราฟิกได้ในระดับสมดุลพร้อมเฟรมเรทกลางครับ เราได้ลองเล่นในโหมด 100 คน ก็เล่นได้แบบสบายๆ หน้าจอก็สัมผัสได้ไหลลื่นและตอบสนองได้ไวจากการที่มี Refresh Rate 90Hz และ Sampling Rate ถึง 120Hz

 

Call of Duty : Mobile

ส่วนอีกเกมที่คล้ายกันอย่าง Call of Duty: Mobile ก็สามารถเล่นได้แบบไหลลื่น ทั้งโหมด Frontline และ Battle Royale

 

แบตอึดพร้อมชาร์จไว

realme 7i จัดเต็มด้านแบตเตอรี่อึดๆ มาถึง 5000mAh ใครใช้งานปกติทั่วไปก็อยู่ได้ทั้งวันแน่นอนครับ ทั้งยังสามารถสตนบายด์เครื่องได้นานสูงสุดถึง 34 วัน ที่สำคัญหากแบตเตอรี่หมดก็ยังชาร์จไวด้วยเทคโนโลยี 18W Quick Charge สามารถได้ถึง 33% ในเวลาเพียง 30 นาที โดยจากที่เราทดสอบจากแบตเตอรี่ราว 20% ถึง 50% ในเวลาประมาณ 30 นาที และเต็ม 100% ในเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที

 

เมื่อให้แบตเตอรี่มาเยอะก็สามารถแบ่งแบตเตอรี่ให้เราเครื่องอื่นได้เช่นกันผ่านฟีเจอร์ OTG

 

realme 7i ยังมาพร้อมกับโหมดประหยัดพลังงานขั้นสูงหรือ Super Power Saving Mode ที่ให้เราเลือกแอปพลิเคชั่นที่ใช้บ่อยได้มากสุด 6 แอป เพื่อประหยัดพลังงานให้มากที่สุด และสแตนบายได้นานสุดถึง 41 ชั่วโมงแม้มีแบตเตอรี่อยู่น้อยก็ตาม

 

นอกจากนี้ ฟีเจอร์ที่ช่วยในเรื่องประหยัดแบตเตอรี่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Sleep Standby ที่ช่วยประหยัดแบตเตอรี่ขณะที่เรานอนหลับ และ Screen Battery ที่จะลดเอฟเฟ็กต์บางอย่างบนหน้าจอเพื่อให้ลดการใช้พลังงานลง

 

กล้องถ่ายรูป

จัดกล้องระดับเรือธงกันเลยสำหรับ realme 7i ที่มีทั้งหมด 4 เลนส์ ความละเอียดสูงสุดถึง 64 ล้านพิกเซลครับ ทั้งยังมีฟีเจอร์ต่างๆ และใหม่ๆ ที่ให้มาแบบครบเครื่องกันเลย จะมีอะไรบ้าง มาลองชมกันครับ

 

คมชัดสูงสุด Ultra Clear 64 ล้านพิกเซล

ที่เลนส์หลักของ realme 7i ถ่ายได้ที่ความละเอียดสูงสุดถึง 64 ล้านพิกเซล โดยเราจะได้ภาพความละเอียด 9248 x 6944 พิกเซลออกมา ซึ่งขนาดพิกเซลที่เยอะก็ทำให้เราได้เห็นส่วนประกอบเล็กๆ ในภาพได้มากขึ้น

 

AI อัจฉริยะ แยกแยะหมวดหมู่ได้แม่นยำ

realme 7i ก็ยังมี AI ที่แยกแยะหมวดหมู่ของภาพที่เราโฟกัสได้อย่างแม่นยำมากๆ เช่น อาหาร, ลูกสุนัข, แมว หรือช่อดอกไม้ เป็นต้น

 

Portrait มีความบิวตี้อย่างธรรมชาติ พร้อมฟิลเตอร์พิเศษ

ในการถ่ายโหมด Portrait ต้องบอกว่า realme นั้นทำออกมาได้ดีทุกรุ่นอยู่แล้วครับ โดยเฉพาะ realme 7i ที่สามารถตัดขอบเพื่อเบลอฉากหลังได้แบบละลายพร้อมกับการดูมีมิติอย่างมาก ซึ่งโหมดนี้จัดให้ทั้งกล้องหลังและกล้องหน้า

กล้องหลัง

 

กล้องหน้า

 

ที่สำคัญ เลนส์พิเศษอย่าง B&W ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ก็อยู่ในโหมด Portrati ฟิลเตอร์ลำดับ O6 โดยจะได้แบบที่มีความ Retro เบาๆ พร้อมความย้อนยุคที่มีสเน่ห์สุดๆ

 

Ultra Wide Angle มุมกว้าง 119 องศา เห็บได้ครบทุกมุมมอง

เลนส์ Ultra Wide Angle ของ relame 7i มีมุมกว้างถึง 119 องศา ช่วยให้เก็บสิ่งต่างๆ ที่อยู่ตรงหน้าได้ครบทั้งแนวตั้งหรือแนวนอน ไม่จำเป็นต้องใช้โหมดพาโนรามาครับ ทั้งนี้ เรื่องของสีสันก็จัดอยู่ในหมวดที่ดีและมีความสดใสอยู่


เลนส์ปกติ / เลนส์ Ultra Wide Angle

 

Macro ถ่ายใกล้สุดถึง 4 เซนติเมตร

ถ่ายทั้งเลนส์กว้างและเลนส์ปกติไปแล้ว ก็ยังมีเลนส์ Macro ที่ให้เราได้ถ่ายในระยะใกล้เพียง 4 เซนติเมตรเท่านั้นครับ ซึ่งเป็นระยะที่ดวงตามนุษย์แทบจะไม่โฟกัสแล้ว ซึ่งระบบโฟกัสก็ทำออกมาได้ดี รวดเร็ว และสีสันในภาพก็ยังคงดูสดใสอยู่

 

Super Nightscape ถ่ายยามค่ำคืนได้คมชัดและสว่าง

ในโหมดนี้แน่นอนว่าเน้นเรื่องการถ่ายในที่แสงน้อยหรือในตอนกลางคืนครับ ซึ่ง Super Nightscape ช่วยให้รายละเอียดในภาพขั้นสว่างขึ้นอย่างชัดเจน, Noise ก็ค่อนข้างน้อย และภาพโดยรวมถือว่าคมชัดเลยทีเดียว นอกจากนี้ Super Nightscape ก็ยังมี Night Filters ที่เป็นฟิลเตอร์ที่ให้เราสนุกในการถ่ายภาพตอนกลางคืนมากขึ้นด้วย โดยจะมีให้เลือก 3 แบบ ได้แก่ Modern Gold, Cyberpunk และ Flamingo


โหมดปกติ / โหมด Super NightScape

 

กล้องหน้า In-display Selfie ถ่ายสวยเป็นธรรมชาติ

สำหรับกล้องหน้าที่ฝังในหน้าจอก็มีความละเอียดถึง 16 ล้านพิกเซล ที่มีตัวช่วย AI ในการปรับแต่งใบหน้าในเหมาะกับแต่ละบุคคล โดยจะแยกแยะเพศ, ใบหน้า และสีผิวให้อัตโนมัติโดยที่เราไม่ต้องไปทำอะไร ซึ่งจุดนี้ช่วยให้เราได้ภาพเซลฟี่ที่ออกมามีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น

 

ย้อนแสงก็ได้ด้วย HDR

สำหรับกล้องหน้าก็มีฟีเจอร์ HDR ที่สามารถถ่ายย้อนแสงได้เป็นอย่างดีครับ ใบหน้าของเราก็ไม่มืด ขณะเดียวกันบรรยากาศด้านหลังก็ยังคงเห็นได้ชัดเจนอยู่ด้วย


ปิด HDR / เปิด HDR

 

สรุปจุดเด่น

  • กล้องหลังจัดให้ 4 เลนส์ คมชัดสูงสุดถึง 64 ล้านพิกเซล พร้อมฟีเจอร์อื่นที่ให้มาครบ พร้อมใช้งานทันที
  • หน้าจอแสดงผล Refresh Rate 90Hz ใช้งานได้ไหลลื่น
  • มาพร้อมช่องแบบ 3-Card Slot ใส่ได้ทั้ง 2 ซิม + MicroSD Card ไม่จำเป็นต้องเลือกอันใดอันหนึ่ง
  • มาพร้อม CPU Snapdragon 662 ที่ประหยัดพลังงาน และใช้งานทั่วไปได้อย่างไม่มีสะดุด
  • แบตเตอรี่ความจุถึง 5000mAh ใช้งานได้ตลอดวัน ไม่ต้องกังวลเรื่องแบตหมด พร้อมรองรับ 18W Fast Charge

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ไม่มีหูฟังแถมมาในกล่อง

 

สำหรับ realme 7i มีราคาเริ่มต้นเพียง 3,989 บาท เมื่อซื้อผ่านผู้ให้บริการไม่ว่าจะเป็น AIS, TrueMove H หรือ DTAC โดยจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

Featured1 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว Vivo V20 สมาร์ตโฟนกล้องหน้าคมชัดสูง 44MP โฟกัสได้ต่อเนื่อง ดีไซน์สะดุดตา พร้อมสเปคสุดไหลลื่น

Vivo V20 สมาร์ตโฟนกล...

Featured1 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว realme C12 สมาร์ทโฟนแบตอึด 6000mAh เปลี่ยนเป็น Power Bank ได้ หน้าจอกว้าง 6.5 นิ้ว และกล้องหลัง Nightscape

realme C12 สมาร์ทโฟน...

Featured1 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว realme 7i สมาร์ทโฟนตัวคุ้ม ขุมพลัง Snapdragon 662, กล้องหลัง 4 เลนส์ 64MP พร้อมจอลื่น 90Hz และแบตเตอรี่พันธ์อึด 5000mAh เริ่มต้นเพียง 3,989 บาท

realme 7i หนึ่งในสมา...

Featured2 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว OPPO Reno4 Z 5G สมาร์ทโฟนดีไซน์โดดเด่น พร้อมความเร็วแรงด้วย 5G Dual-Mode, หน้าจอ 120Hz และกล้องหลัง 48MP ราคาเพียง 12,990 บาท

OPPO Reno4 Z 5G สมาร...

Samsung Galaxy S20 FE 5G Review Samsung Galaxy S20 FE 5G Review
Featured2 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว Samsung Galaxy S20 FE 5G เรือธง Snapdragon 865 ที่หลายคนรอคอย

แฟนๆ Samsung รอกันอย...

Advertisement

คลิปมาใหม่

ข่าวใหม่วันนี้

HUAWEI Mate40 Pro claims first place in DXOMARK Camera HUAWEI Mate40 Pro claims first place in DXOMARK Camera
Android News8 ชั่วโมง ที่แล้ว

DxOMark รีวิว HUAWEI Mate 40 Pro ได้อันดับ 1 ทั้งกล้องหลังและกล้องหน้า

มาแล้ว DxOMark เผยคะ...

ข่าวประชาสัมพันธ์10 ชั่วโมง ที่แล้ว

อาร์ทีบีฯ เอาใจคอเกมเมอร์เผยโฉมหูฟังเกมส์มิ่งใหม่ จากแบรนด์ Audio-Technica พร้อมกัน 2 รุ่น ATH-G1 และ ATH-G1WL

  บริษัท อาร์ที...

ข่าวประชาสัมพันธ์11 ชั่วโมง ที่แล้ว

ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ขึ้นแท่นอันดับ 5 แบรนด์ที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2020 จากผลสำรวจของอินเตอร์แบรนด์

ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์...

ข่าวประชาสัมพันธ์11 ชั่วโมง ที่แล้ว

HUAWEI เตรียมเปิดตัว 3 หูฟังไร้สาย และ 1 แว่นตาอัจฉริยะ วันที่ 27 ตุลาคมนี้

หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ ...

ข่าวประชาสัมพันธ์11 ชั่วโมง ที่แล้ว

เผยโฉม HUAWEI Mate 40 Series ที่ทรงประสิทธิภาพสูงสุดเป็นประวัติการณ์

หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ ...

มือถือมาใหม่

ติดตาม กินเที่ยวกัน

กำลังมาแรง