Connect with us

Featured

รีวิว OPPO Reno4 Z 5G สมาร์ทโฟนดีไซน์โดดเด่น พร้อมความเร็วแรงด้วย 5G Dual-Mode, หน้าจอ 120Hz และกล้องหลัง 48MP ราคาเพียง 12,990 บาท

Published

on

OPPO Reno4 Z 5G สมาร์ทโฟนที่ให้ได้สัมผัสการใช้งาน 5G Dual-Mode แบบเต็มสปีดในราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมความไหลื่นบนจอ Refresh Rate 120Hz และกล้อง 4 เลนส์ 48 ล้านพิกเซล

 

สรุปสเปค OPPO Reno4 Z 5G

  • ขนาดตัวเครื่อง : 163.8 x 75.5 x 8.1 มม.
  • น้ำหนัก : 184 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Dual Punch-hole Display ชนิด LTPS LCD ขนาด 6.57 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) อัตราส่วน 20:9 และ 120Hz Silky Display
  • หน่วยประมวลผล : MediaTek Dimensity 800 5G Octa Core ความเร็ว 2.0GHz
  • GPU : Mali-G57 MC4
  • RAM : 8GB LPDDR4x
  • ROM : 128GB UFS 2.1
  • กล้องถ่ายรูปหลัง 4 เลนส์แบบ Ultra-Clear แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.7
    • เลนส์ Ultra Wide Angle มุมกว้าง 119 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ B&W Portrait Monochrome ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
    • เลนส์ Vintage Portrait Monochrome ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้า 2 เลนส์ แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0
    • เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • ระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย ColorOS 7.1
  • รองรับการเชื่อมต่อเครือข่าย 5G Dual-Mode (SA/NSA)
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.0, ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 4000mAh รองรับ 18W Fast Charge

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

ตัวกล่องของ OPPO Reno4 Z 5G มาพร้อมความเป็นเอกลักษณ์ของ OPPO Reno ที่มีการเล่นลวดลายสะท้อนเป็นคำใหญ่ๆ ว่า “RENO” พร้อมชื่อรุ่น Reno4 Z และคำว่า 5G ที่มุมขวาล่าง

อุปกรณ์ภายในกล่องมีดังนี้

  • ตัวเครื่อง OPPO Reno4 Z 5G พร้อมติดฟิล์มกันรอย
  • หูฟัง
  • สาย USB Type-C
  • อะแดปเตอร์ 18W Fast Charge
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • เคสใส
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น
  • ใบรับประกันสินค้า

 

ดีไซน์โฉบเฉี่ยวไม่เหมือนใคร

OPPO Reno4 Z 5G มาพร้อมดีไซน์ที่ไม่ซ้ำใครด้วยการวางโมดูลกล้องหลัง 4 เลนส์แบบหลายระดับชั้นที่ให้ความรู้สึกของความหลากหลายมิติ ซึ่งเราจะสังเกตว่าตัวเลนส์กล้องนั้นล้อมรอบไฟแฟลชที่อยู่ตรงกลางพอดี

 

วัสดุของ OPPO Reno4 Z 5G นั้นมาแบบกระจก สวยงาม มีความทนทานและแข็งแรงพอสมควรครับ ที่สำคัญยังมีความโค้ง 2.5D เล็กๆ เพื่อความสบายในการจับถือระหว่างการใช้งาน แถมยังมีความบางเพียง 8.1 มม. ที่ถือว่าเป็นหนึ่งในรุ่นที่รองรับ 5G ที่บางเฉียบมากๆ

 

สำหรับสีที่เราได้มารีวิวนั้นเป็นสีดำ Ink Black ที่มีความเข้ม ดูคลาสสิก แต่ก็มีการเล่นเฉดเบาๆ เพื่อให้มีความทันสมัยสมเป็นยุค 5G แน่นอน ส่วนอีกสีจะเป็นสีขาว Dew White

 

แสดงผลไหลลื่นด้วย 120Hz Silky Display

หน้าจอแสดงผลของรุ่นนี้จัดมาให้แบบลื่นๆ ในทุกการสัมผัสครับ เพราะรองรับ Refresh Rate 120Hz ช่วยให้การใช้งานดูสมูทระหว่างใช้งานทั้งโซเชียลมีเดียหรือเล่นเกม ซึ่งฟีเจอร์นี้ OPPO ใส่มาให้กับสมาร์ทโฟนระดับ Mid-Tier ซึ่งปกติจะมีอยู่ในเรือธงเท่านั้นด้วย

 

ไม่ใช่แค่ความลื่น 120Hz เท่านั้นครับ เพราะยังมาพร้อมขนาดใหญ่ถึง 6.57 นิ้ว คมชัดระดับ Full HD+ (2400 x 1080 พิกเซล) มีอัตราส่วน 20:9 ที่เหมาะสำหรับการรับชมภาพยนตร์และวิดีโอ และยังมีความสดใสอีกด้วย

 

บริเวณเหนือหน้าจอมาพร้อมลำโพงสำหรับการสนทนาที่ตรงกลาง และมุมซ้ายบนมีกล้องหน้าคู่ Dual Punch-hole Display

 

ทางซ้ายมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ช่อง และรองรับ 5G ทั้งซิม 1 และซิม 2 ครับ ถัดลงมามีปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง

 

ทางขวามีปุ่ม Power ที่สามารถใช้เป็นการสแกนลายนิ้วมือได้เช่นกัน

 

ด้านล่างของตัวเครื่องยังคงมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. ถัดไปจะมีไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวหลัก

 

ส่วนด้านบนมีไมโครโฟนตัวที่ 2 เพื่อตัดเสียงรบกวน

 

และสุดท้ายที่ด้านหลังมีกล้องหลัง 4 เลนส์ พร้อมไฟแฟลช LED 1 ดวง

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

OPPO Reno4 Z 5G แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 10 ที่ครอบทับ ColorOS 7.1 ทำให้มีฟีเจอร์ต่างๆ ให้ได้ใช้งานมากมายเลยทีเดียวครับ

 

รองรับ Dual-mode 5G ตั้งแต่แกะกล่องไม่ต้องรออัปเดท

ใครที่ซื้อ OPPO Reno4 Z 5G ก็เข้าถึงการใช้งานเครือข่าย 5G ได้ทันทีผ่าน CPU MediaTek Dimensity 800 5G ซึ่งรองรับการเชื่อมต่อทั้งแบบ SA และ NSA และสามารถปรับคลื่นความถี่ให้เหมาะสมตามสภาวะต่างๆ ทำให้ประหยัดแบตเตอรี่ไปได้เยอะเลยทีเดียว

 

ถนอมสายตาทั้งตัดแสงสีฟ้าและโหมดกลางคืน

OPPO Reno4 Z 5G สามารถใช้งานโหมดถนอมสายตาได้แน่นอนเพื่อให้เมื่อเราใช้งานในที่แสงน้อยแล้วไม่ล้าดวงตาครับ ที่สำคัญ หน้าจอของรุ่นนี้ยังผ่านการรับรองจาก Rheinland TÜV ที่กรองแสงสีฟ้าได้มากกว่า 58% แม้ว่าจะยังไม่ได้เปิดโหมดนี้ก็ตาม

 

ทั้งนี้ก็ยังสามารถเปิดโหมดกลางคืนได้เช่นกันหากใครที่ถนัดการแสดงผลแบบนี้ครับ

 

ระบบความปลอดภัย

OPPO Reno4 Z 5G มาพร้อมกับความสะดวกสบายในการนำระบบเซ็นเซอร์สแแกนลายนิ้วมือมาไว้ที่ปุ่ม Power ซึ่งอยู่ตรงกับนิ้วมือที่สามารถถือปุ๊บแล้วโดนปุ่มสแกนเพื่อใช้งานได้ทันที

 

นอกจากนี้ก็ยังสามารถใช้การสแกนใบหน้าได้เช่นกันครับ

 

OPPO Relax ผ่อนคลายความเครียดเสียงเพลง

แอปพลิเคชั่น OPPO Relax นั้นเป็นฟีเจอร์ที่มาพร้อมกับตอนแกะกล่อง ช่วยให้เราได้ฟังเสียงเพลงบรรเลงแบบธรรมชาติ หรือหายใจเข้า-ออกตามระบบ เพิ่มความสงบจิตใจและทำให้ผ่อนคลายมากยิ่งขึ้นในชีวิตประจำวัน

 

 

Smart Sidebar เข้าแอปได้ง่ายขึ้น

แถบด้านข้างอัจฉริยะ หรือ Smart Sidebar เป็นฟีเจอร์ที่ให้เราได้เข้าถึงแอปพลิเคชั่นที่เราเข้าบ่อยได้เร็วขึ้น เพียงแค่ปัดแถบที่อยู่ด้านข้างและเลือกได้ทันที ซึ่งเราสามารถเลือกและลบแอปที่ใช้บ่อยได้ตามใจชอบ

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

อย่างที่บอกไปช่วงต้นครับว่า OPPO Reno4 Z 5G ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล MediaTek Dimensity 800 ที่รองรับเครือข่าย 5G ในตัว ทั้งยังมีขนาดเล็กเพียง 7 นาโนเมตร ที่เล็กเท่ากับชิปเรือธงเลยทีเดียว ซึ่งจะช่วยในเรื่องการประหยัดพลังงาน แต่ยังมีความเร็ว CPU สูงสุด 2.0GHz จากคอร์ ARMCortex-A55 นอกจากนี้ OPPO Reno4 Z 5G ยังให้ RAM มาถึง 8GB ทำให้สลับแอปไปมาได้ไม่มีสะดุด พร้อมความจุขนาดใหญ่ถึง 128 GB ทำให้โหลดแอปได้เยอะและถ่ายภาพได้แบบไม่ต้องกลัวความจุเต็ม

 

สำหรับผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ทำไปได้ 302,683 คะแนน

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 521 และคะแนน Multi-Core ที่ 2,168

 

ฟีเจอร์และทดสอบด้านการเล่นเกม

OPPO Reno4 Z 5G มีตัวช่วยอย่าง Game Space ที่สามารถปรับเป็นโหมดแข่งขันได้เพื่อรีดประสิทธิภาพตัวเครื่องออกมาให้มากที่สุด ทั้งยังปิดกั้นการแจ้งเตือนของแอปพลิเคชั่นระหว่างเล่นได้ด้วยเช่นกัน

 

ทดสอบการเล่นเกม

ROV

สำหรับเกม ROV นั้นสามารถเปิดกราฟิกได้ในระดับสูง และภาพ HD ระดับสูงมาก แต่ไม่สามารถเปิดเฟรมเรทสูงได้ครับ (เพราะอาจยังเป็น CPU รุ่นใหม่ ใครที่อยากเล่นเฟรมเรทสูงๆ ก็รออัปเดทกันอีกนิด) อย่างไรก็ตามในเรื่องการเล่น 5 VS 5 ก็ทำได้อย่างไหลลื่น เพราะเฟรมเรทนั้นอยู่นิ่งๆ 29-30fps ตลอดตั้งแต่ต้นเกมยันท้ายเกม

 

PUBG Mobile

เกม FPS อย่าง PUBG Mobile สามารถเปิดกราฟิกในระดับ HD และเฟรมเรทสูง ซึ่งหน้าจอ Refresh Rate 120Hz ช่วยในเรื่องการสัมผัสที่ทำได้ไวขึ้นอย่างชัดเจนครับ เช่น กดยิงแล้วระบบตอบสนองทันทีแทบไม่มีความล่าช้าให้เห็น รวมถึงการหมุนภาพและการเคลื่อนไหวระหว่างเล่นก็ทำได้อย่างสมูธ ภาพมีความเบลอน้อยมาๆ ด้วยการเปิด 120Hz เอาไว้ครับ

 

Asphalt 9: Legends

และสุดท้ายกับเกมแข่งรถภาพสวยก็สามารถเปิดกราฟิกระดับสูงได้ครับ และก็เล่นได้อย่างไหลลื่นอีกด้วย

 

แบตเตอรี่อึด

OPPO Reno4 Z 5G มาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุถึง 4000mAh ที่สามารถใช้งานทั่วไป เช่น Facebook บ้าง หรือดู YouTube บ้าง ก็สามารถอยู่ได้ถึงช่วงเย็นๆ หรือค่ำๆ แน่นอนครับ ทั้งยังรองรับเทคโนโลยี 18W fast Charge ที่ทดสอบแล้วสามารถชาร์จจากประมาณ 20% – 100% ไปที่ประมาณ 90 นาทีครับ (หลังจาก 80% จะลดความเร็วในการชาร์จลงเพื่อลดความร้อน)

 

นอกจากนี้ OPPO Reno4 Z 5G ยังเปลี่ยนตัวเองเป็น Power Bank ได้ ทำให้ชาร์จสมาร์ทโฟนเครื่องอื่นได้อีกด้วย

 

กล้องถ่ายรูป

หนึ่งในความสุดยอดของ OPPO Reno4 Z 5G ก็ยังคงเป็นเรื่องกล้องที่ไม่ควรพลาดครับ เพราะมีลูกเล่นใหม่ๆ มาให้เราได้ลองใช้งานกัน เหมือนกับการจัดดีไซน์เลนส์กล้องแบบไม่ซ้ำใคร โดยกล้องหลังมีทั้งหมด 4 เลนส์ ได้แก่

  • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.7
  • เลนส์ Ultra Wide Angle มุมกว้าง 119 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • เลนส์ B&W Portrait Monochrome ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • เลนส์ Vintage Portrait Monochrome ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

ส่วนกล้องหน้าก็มาแบบคู่ เป็นเลนส์หลักความละเอียด 16 ล้านพิกเซล + เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล

 

คมชัดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล

มาที่เลนส์หลักกันก่อนเลยครับ ที่ OPPO Reno4 Z 5G ให้ความละเอียดมาถึง 48 ล้านพิกเซล ทำให้มีความคมชัดสูง สามารถเห็นสิ่งเล็กๆ ในภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อซูมเข้าไป

 

ถ่ายสวยยิ่งขึ้นด้วย Pixel Binning

จากเลนส์หลัก หากเราไม่ได้ใช้โหมด 48MP ปกติแล้วเราก็จะใช้โหมดปกติครับ ที่มีเทคโนโลยี Pixel Binning ที่เป็นการรวม 4 พิกเซล เป็น 1 พิกเซล ช่วยให้ผลลัพธ์ของภาพสว่างยิ่งขึ้น พร้อมด้วยความสดใสของภาพที่มีมากกว่าเดิม

 

Ultra-Wide Angle เก็บได้ครบถึง 119 องศา

สำหรับเลนส์ Ultra-Wide Angle นั้นสามารถถ่ายบรรยากาศปกติได้ที่มุมกว้างถึง 119 องศาเลยทีเดียว ทั้งยังเก็บได้ครบ สีสันชัดเจนตรงตามที่ตาเห็น และไม่ต้องถอยออกมาไกลเพื่อเก็บภาพให้ครบด้วย


โหมดปกติ / เลนส์ Ultra-Wide Angle


โหมดปกติ / เลนส์ Ultra-Wide Angle

 

ที่สำคัญ เมื่อเราใช้เลนส์นี้ถ่ายภาพบุคคล AI จะมีการปรับแก้ไขความบิดเบี้ยวของภาพให้ใบหน้าและตัวยังคงดูเป็นธรรมชาติ ไม่ยืดจนเกินไป ซึ่งจะมีมุมมองกว้างลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ 109 องศา

 

ถ่าย Portrait สวยงามพร้อมฟิลเตอร์ไม่ซ้ำใคร

ขึ้นชื่อเป็น OPPO ต้องบอกว่าการถ่าย Portrait หรือบุคคลนั้นทำออกมาได้ดีอยู่แล้ว ทั้งการเบลอฉากหลัง การตัดขอบได้เนียนๆ และการปรับใบหน้าสวยก็ทำออกมาได้เป็นธรรมชาติ ซึ่งสามารถปรับได้ตั้งแต่ 0 – 100 ระดับ

กล้องหลัง

 

กล้องหน้า

 

ซึ่งความพิเศษที่ไม่ซ้ำใครนั้นอยู่ที่อีก 2 เลนส์ด้านหลังที่เป็น Portrait Monochrome ทั้งคู่ (ใช้ได้เฉพาะกล้องหลัง) โดยเลนส์แรกจะเป็น Vintage (ฟิลเตอร์เบอร์ O6) ที่ให้อารมณ์คล้ายกับภาพฟิล์มที่ดูคลาสสิกแบบสมัยก่อน ทำให้ความรู้สึกของภาพนั้นดูโดดเด่นขึ้นมาทันที

 

และอีกเลนส์จะเป็น B&W (ฟิลเตอร์เบอร์ O7) ที่จะได้ภาพเป็นแบบขาว-ดำ ดูมีมิติอีกแบบ ซึ่งเป็นลูกเล่นที่หลายคนน่าจะชอบกันครับ

 

ถ่ายกลางคืนสุดคมชัดด้วยฟีเจอร์ Ultra Dark Mode

Ultra Dark Mode นั้นให้ความสามารถแบบตามชื่อกันเลย เพราะสามารถถ่ายภาพในที่แสงน้อยหรือตอนกลางคืนได้เป็นอย่างดี รายละเอียดในจุดที่มืดก็มีความสว่างมากขึ้นและมีความคมชัด ส่วนในเรื่องของ Noise ก็น้อยลงกว่าโหมดปกติอย่างเห็นได้ชัดครับ


Auto mode / Ultra Dark Mode

 

กล้องหน้าสวย Face Beautification 2.0

นอกจากเรื่องการเบลอฉากหลังที่ทำได้อย่างสวยงามไม่แพ้ใครแล้ว การถ่ายให้ใบหน้าสวยงามพร้อมกับการเห็นฉากหลังไปด้วยก็ทำออกมาได้ดีมากๆ เพราะ OPPO Reno4 Z 5G จะมี AI ที่แต่งผิวและความสวยงามบนหน้าได้เฉพาะของแต่ละคน ซึ่งจะปรับให้เหมาะสมและไม่ดูไม่หลอกตาจนเกินไป

 

ทั้งนี้เราก็ยังสามารถเลือกปรับเองได้หากยังไม่ถูกใจตั้งแต่ 0 – 100 ระดับ มีให้เลือกปรับทั้งรูปหน้า, หน้าเรียว, จมูก, ตาโต, คาง หรือใบหน้าเล็กลง เป็นต้น

 

เซลฟี่ที่มืดไม่กล้องหลัวเพราะมี Night Mode

ไม่ใช่แค่กล้องหลังที่ถ่ายชัดในที่แสงน้อยเท่านั้น เพราะกล้องหน้าก็ทำได้เช่นกัน ที่มีความพิเศษตรงที่สามารถถ่ายเซลฟี่ในที่แสงน้อยได้ พร้อมกับการปรับใบหน้าสวยหรือ Face Beautification ได้อีกด้วย

 

การถ่ายวิดีโอก็ยอดเยี่ยม

OPPO Reno4 Z 5G นั้นรองรับการถ่ายวิดีโอที่มีระบบกันสั่นไหว Ultra Steady Video ที่ได้ใช้กันสั่นแบบ EIS ผสมผสานกับเซ็นเซอร์ไจโรสโคป ทำให้ช่วงการถ่ายวิดีโอ จะเดินหรือวิ่งก็แสดงผลออกได้นิ่งๆ

 

นอกจากนี้ ก็ยังสามารถถ่ายเป็น Video Bokeh หรือเบลอฉากหลังได้ พร้อมๆ กับการปรับ Video Beautification ที่เป็นการปรับใบหน้าสวยงาม ซึ่งใช้งานได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง

 

ที่สำคัญยังมีฟิลเตอร์ Cinematic Styles ที่เพิ่มลูกเล่นในการถ่ายวิดีโอได้อีกถึง 10 แบบ

 

สรุปจุดเด่น

  • รองรับเครือข่าย 5G Dual-Mode ตั้งแต่แกะกล่อง
  • ใช้งานได้ไหลลื่นด้วยหน้าจอ 120Hz Silky Display พร้อมขนาดใหญ่ 6.57 นิ้ว ความละเอียด FHD+
  • ดีไซน์โดดเด่นไม่ซ้ำใคร กับการจัดเรียงกล้องหลัง 4 เลนส์แบบใหม่ที่มีมิติ
  • สามารถสแกนลายนิ้วมือได้ที่ด้านข้างตัวเครื่อง ทำให้มีความสะดวกมากขึ้น
  • กล้องหลัง 4 เลนส์ใช้งานได้ครบทุกฟีเจอร์ พร้อม 2 ฟิลเตอร์สุดพิเศษ
  • หน่วยประมวลผล Dimensity 800 ที่ใช้งานทั่วไปได้ไหลลื่น ไม่มีสะดุด
  • แบตเตอรี่อึด 4000mAh และรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 18W

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ตัวเครื่องไม่กันน้ำ
  • ไม่สามารถเพิ่ม MicroSD Card ได้

OPPO Reno4 Z 5G สนนราคาอยู่ที่ 12,990 บาทเท่านั้น โดยเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้วเรียบร้อย

Android News

รวมสมาร์ทโฟนและฟีเจอร์เด็ดในยุค 5G จาก OPPO พร้อมโปรฯ เร็วแรง AIS 5G เครือข่ายที่ดีที่สุด

Published

on

ในปี 2020 OPPO ได้ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่าพร้อมเข้าสู่ยุค 5G อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการให้ผู้ใช้งานได้สัมผัสประสบการณ์ 5G สุดเร็วแรง มีหลากหลายรุ่นให้เลือกเหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็น OPPO Reno4 Z 5G, OPPO Reno4 Pro 5G และ OPPO Find X2 Series 5G ซึ่งทุกรุ่นรองรับเครือข่าย 5G จาก AIS ผู้นำเครือข่าย 5G อันดับ 1 ที่แข็งแกร่งที่สุดในประเทศ โดยเรามาดูพร้อมกันครับว่ามีอะไรเด็ดๆ รอเราอยู่บ้าง

OPPO จัดเต็มด้านสเปคและฟีเจอร์เพียบ!


OPPO Find X2 Series 5G

สำหรับฟีเจอร์ต่างๆ และสเปคของ OPPO ทุกรุ่นที่เรากล่างถึงนั้นต้องบอกว่าเร็วแรงพร้อมใช้งานควบคู่กับ 5G ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ตั้งแต่รุ่นเรือธงอย่าง OPPO Find X2 Series 5G ได้แก่ Find X2 5G และ Find X2 Pro 5G ที่จัดหนักด้วยขุมพลังตัวท็อป Qualcomm Snapdragon 865 ควบคู่ RAM 12GB + ROM 512GB ในรุ่น OPPO Find X2 Pro 5G ผสานกับเทคโนโลยีชาร์จเร็วสูงสุดถึง 65W SuperVOOC 2.0 และแน่นอนว่าใช้ความไหลลื่นทุกการสัมผัสด้วยหน้าจอแสดงผล 120Hz Ultra-High Refresh Rate และ True Billion Color Display 10bit ที่มีความสมจริงมากที่สุด

ที่สำคัญ OPPO Find X2 Series 5G ยังมาพร้อมกล้อง 4 เลนส์ Ultra Vision Camera System คมชัดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล ที่ให้ฟีเจอร์มาแบบครบพร้อมใช้งานทุกสถานการณ์

OPPO Reno4 Pro 5G

สำหรับรุ่นรองลงมาอย่าง OPPO Reno4 Pro 5G ก็ให้ประสบการณ์ไม่ต่างจากเรือธงด้วย CPU ตัวท็อปของระดับกลางอย่าง Qualcomm Snapdragon 765G พร้อมหน้าจอ 90Hz 3D Curved Screen ใช้งานสุดไหลลื่นไม่มีสะดุด ทั้งยังโดดเด่นเรื่องดีไซน์ที่มีความเบา 172 กรัม และบางเพียง 7.6 มม. รวมถึงการชาร์จไว 65W SuperVOOC 2.0 ที่เทียบเท่าเรือธงอย่าง OPPO Find X2 Series 5G

แถมมีกล้องหลัง 3 เลนส์ คมชัดสูงสุด 48 ล้านพิกเซลที่จัดให้เราถ่ายวิดีโอและภาพนิ่งได้ระดับโปรทั้งกลางวันและกลางคืน

OPPO Reno4 Z 5G

และสุดท้ายในรุ่นราคาประหยัดที่สุดอย่าง OPPO Reno4 Z 5G ก็ถือว่าจัดเต็มแบบขั้นสุดเพื่อให้ทุกคนได้เข้าถึง 5G ได้มากที่สุด จากการชูโรงด้วยดีไซน์ที่ดูมีความพรีเมี่ยมแบบ 2.5D พร้อมหน้าจอไหลลื่น Refresh Rate 120Hz เท่ากับเรือธงของ OPPO เองด้วยทีเดียว ที่สำคัญมากับหล้องหลัง 4 เลนส์ โดยเลนส์หลังถือว่าคมชัดจัดเต็มกับ 48 ล้านพิกเซล พร้อมด้วย Ultra-Wide Angle ในการถ่ายภาพมุมกว้าง และเลนส์สำหรับการถ่าย Portrait ในทุกมิติหลากมุมมองอีก 2 เลนส์

พร้อมใช้ AIS 5G เครือข่ายที่แข็งแกร่งที่สุดในประเทศ

สำหรับทุกรุ่นที่กล่าวมาข้างต้นรองรับเครือข่าย 5G จาก AIS ที่ถือเป็นผู้นำเครือข่าย 5G อันดับ 1 ที่แข็งแกร่งที่สุดในประเทศ เพราะมีคลื่นความถี่มากที่สุด, ดีที่สุด และแรงสุดถึง 1Gbps ซึ่งเปิดให้บริการแล้ว 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยโปรโมชั่นใช้งานเครือข่าย 5G จาก AIS ถือว่าตอบโจทย์กับผู้ใช้งานอย่างแน่นอน ตามด้านล่างนี้เลยครับ

สำหรับลูกค้าใหม่ ย้ายค่ายเบอร์เดิม และเปลี่ยนเติมเงินเป็นรายเดือน สามารถซื้อ OPPO Find X2 Pro 5G ในราคาเริ่มต้นสุดพิเศษเพียง 30,990 บาท จากปกติ 40,990 บาท ส่วน OPPO Find X2 5G ราคาเริ่มต้นเพียง 19,990 บาท จากปกติ 29,990 บาท โดยใครที่ย้ายค่ายเบอร์เดิมมาเป็นครอบครัว AIS แล้วจะได้รับส่วนลดเพิ่มไปอีก 1,000 บาท เมื่อซื้อเครื่องพร้อมแพกเก็จรายเดือน ทั้งยังได้รับสิทธิพิเศษมากมายผ่านแพ็กเกจรายเดือน 5G Hot Deal MAXX ได้แก่

  • โทรฟรีในเครือข่าย AIS ตลอด 24 ชั่วโมง (จำกัด 60 นาที/ครั้ง)
  • ใช้งาน 4G/5G ไม่อั้นที่ความเร็วสูงสุด 1Gbps เมื่อสมัครแพกเก็จ 5G Hot Deal MAXX ตั้งแต่ 1,199 บาทขึ้นไป ส่วนลูกค้าที่สมัครแพกเก็จ 699 บาท และ 899 บาท จะได้เน็ต 5G/4G ใช้งาน 50GB และ 80GB ตามลำดับ
  • AIS Wi-Fi ไม่จำกัด
  • YouTube Premium นาน 6 เดือน
  • PLAY Premium นาน 3 เดือน
  • รับฟรี! AIS PLAY VR มูลค่า 950 บาท เมื่อสมัครแพกเก็จ 1,199 บาทขึ้นไป

สำหรับรุ่น OPPO Reno4 Pro 5G สามารถเป็นเจ้าของได้ในราคา 14,490 บาท จากปกติ 24,990 บาท โดยได้รับสิทธิพิเศษเพียบ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าที่ย้ายค่ายเบอร์เดิมมาเป็นครอบครัว AIS แล้วจะได้รับส่วนลดเพิ่ม 1,000 บาทเมื่อซื้อเครื่องพร้อมแพกเก็จรายเดือน (ให้เฉพาะช่องทาง AIS Online Channels เท่านั้น), AIS Wi-Fi ไม่จำกัด, YouTube Premium นาน 6 เดือน และใช้งานเน็ตฟรีจำนวน 10GB (นาน 3 เดือน) โดยมีเงื่อนไข ดังนี้

  • สำหรับลูกค้าระบบรายเดือน : เปิดเบอร์ใหม่ จดทะเบียนใหม่ / ย้ายค่าย / เปลี่ยนจากเติมเงินเป็นรายเดือนต้องจดทะเบียนมากกว่า 30 วันเท่านั้น และมือถือรุ่นรองรับ 5G โดยหมายเลข (MSISDN) และเลขประจำเครื่อง (IMEI) ต้องไม่เคยรับสิทธิ์ 10GB มาก่อน (ระหว่างเดือนมีนาคม-กันยายน 63) สามารถรับสิทธิ์ได้
  • รับสิทธิ์โดยกด *955 โทรออก และ รอรับ SMS ยืนยัน (การใช้ 5G จะขึ้นกับประสิทธิภาพมือถือที่รองรับการใช้งาน)
  • สิทธิ์รับเน็ตฟรี สำหรับโทรศัพท์และซิมการ์ดที่รองรับ 5G เมื่อสมัครแพ็กเกจ 5G Hot Deal MAXX
  • รับสิทธิ์เน็ตและการใช้งาน 5G/4G/3G เพิ่ม 10GB/เดือน นาน 3 รอบบิล (ตัดการใช้งานเน็ตจากแพ็กเกจเน็ตฟรีก่อนแพ็กหลัก)

 

และสุดท้ายกับความคุ้มค่าในรุ่น OPPO Reno4 Z 5G เริ่มต้นในราคาสุดคุ้มเพียง 5,990 บาท จากปกติ 12,990 บาท โดยลูกค้าที่ย้ายค่ายเบอร์เดิมจะได้รับส่วนลดเพิ่ม 1,000 บาทเมื่อซื้อเครื่องพร้อมแพกเก็จรายเดือนเช่นกัน ซึ่งจะได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ เหมือนกับ OPPO Reno4 Pro 5G ทั้งหมดครับ

สำหรับลูกค้าท่านไหนที่สนใจ สามารถรับชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : https://hotdeal.ais.co.th/ หรือคลิกเลือกสั่งซื้อสมาร์ทโฟน OPPO 5G ที่ : https://m.ais.co.th/ApHnOmvc8%3C

Continue Reading

Featured

รีวิว Vivo V20 สมาร์ตโฟนกล้องหน้าคมชัดสูง 44MP โฟกัสได้ต่อเนื่อง ดีไซน์สะดุดตา พร้อมสเปคสุดไหลลื่น

Published

on

Vivo V20 สมาร์ตโฟนกล้องหน้าขั้นเทพ โฟกัสไม่มีหลุดพร้อมความละเอียดสูง 44 ล้านพิกเซล 44MP Eye Autofocus Selfie ฟีเจอร์กล้องให้แบบครบครัน ไม่ซ้ำใคร ทั้งยังมีสเปคแบบจัดเต็ม ใช้งานไม่มีสะดุด

 

สรุปสเปค Vivo V20

  • ขนาดตัวเครื่อง : 161.3 x 74.2 x 7.38 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 171 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล AMOLED กว้าง 6.44 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) อัตราส่วน 20:9 พร้อมความหนาแน่นพิกเซล 408ppi
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 720G Octa Core
  • RAM 8 GB
  • ROM 128 GB
  • ระบบปฎิบัติการ Android 11 ครอบทับด้วย Funtouch OS 11
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 3 เลนส์แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.89
    • เลนส์ Super Wide-Angle 120 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ Mono ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้า Eye Autofocus ความละเอียด 44 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0
  • รองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ซิม
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 2.4G + 5G, Bluetooth 5.1 และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 4000mAh รองรับ 33W Vivo FlashCharge 2.0

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

ตัวกล่องของ Vivo V20 จัดมาอย่างสวยงาม มีการเล่นแสงและเงาเป็นตัว “V” พร้อมด้วยชื่อรุ่นอย่าง Vivo V20 ตรงกลางครับ

อุปกรณ์ต่างๆ ภายในกล่องมีดังนี้

  • ตัวเครื่อง Vivo V20 พร้อมฟิล์มกันรอย
  • อะแดปเตอร์
  • สาย USB Type-C
  • หูฟัง
  • เคสโทรศัพท์
  • อุปกรณ์แปลงพอร์ต USB Type-C เป็น 3.5 มม.
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้นและการรับประกันสินค้า

 

ดีไซน์ของ Vivo V20 ทำออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบด้วยการใช้เทคโนโลยี AG Matte Glass ที่ให้สัมผัสแบบกระจก มีความผิวด้านและมีความเรียบหรู ช่วยให้การติดลอยนิ้วมือหรือคราบต่างๆ ทำได้ยากมากๆ โดยสีที่เราได้มาเป็นสี Midnight Jazz ครับ

 

ที่สำคัญเรื่องการจับถือก็ทำได้อย่างสบาย เพราะที่ฝาหลังมีความโค้งมนแบบ 2.5D รองรับกับอุ้งมือ ทั้งยังมีความบางของตัวเครื่องเพียง 7.38มม. และน้ำหนักเบา 171 กรัม ทำให้เวลาใช้งานนานๆ ไม่รู้สึกเมื่อยมือแน่นอน

 

หน้าจอแสดงผลของ Vivo V20 ใช้ชนิด AMOLED ที่ให้ความสดใสของหน้าจออย่างมาก แถมรองรับ HDR10 ใครชอบดูภาพยนตร์ใน Netflix หรือวิดีโอต่างๆ จะต้องชอบแน่นอนครับ

 

ทั้งยังมีขนาด 6.44 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) พร้อมอัตราส่วน 20:9 ที่แสดงออกมาได้เต็มตาแน่นอน

 

เหนือหน้าจอแสดงผลจะมีลำโพงสำหรับการสนทนา พร้อมด้วยหยดน้ำตรงกลางที่ฝังกล้องหน้าความละเอียดสูง 44 ล้านพิกเซล

 

ด้านซ้ายของตัวเครื่องมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ช่อง พร้อมด้วย MicroSD Card อีก 1 ช่อง

 

ฝั่งขวาตัวเครื่องจะมีทั้งปุ่มเพิ่มและลดเสียง ถัดลงมาจะเป็นปุ่ม Power

 

ทางด้านล่างจะมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. อยู่ ถัดไปมีไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวหลัก

 

ด้านบนมีไมโครโฟนตัวที่ 2 สำหรับตัดเสียงรบกวน

 

และสุดท้ายที่ด้านหลังจะมีกล้องหลัง 3 เลนส์ ความละเอียดสูงสุด 64 ล้านพิกเซลอย่างเด่นชัด พร้อมด้วยไฟแฟลช Dual-LED ที่อยู่ด้านล่างโมดูลกล้องครับ

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

Vivo V20 แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการรุ่นล่าสุดจาก Google เลยทีเดียวอย่าง Android 11 พร้อมครอบทับด้วย Funtouch OS 11 ซึ่งฟีเจอร์ต่างๆ ให้มาเพียบ ที่สำคัญ รุ่นพี่อย่าง Vivo V20 Pro ก็เตรียมได้อัปเดท Android 11 เช่นกันเร็วๆ นี้ครับ

 

หน้าตา UI : Funtouch OS 11

 

วอลเปเปอร์ให้เลือกเพียบ

ดีไซน์ภายนอกสวยแล้ว เรื่องความสวยภายในของวอลเปเปอร์ภายในก็มีให้เลือกเยอะเช่นกันครับ มีให้เลือกถึง 16 แบบ ใครชอบแบบไหนก็เลือกกันได้เลย!

 

โหมดมืดใช้ได้สุดสบายตา

ด้วยความที่เป็นหน้าจอ AMOLED ก็ต้องชอบพื้นผิวที่เป็นสีดำครับ ซึ่งนอกจากจะช่วยเรื่องประหยัดแบตเตอรี่ได้แล้ว ก็ยังทำให้เราใช้งานได้สบายตามากขึ้นอีกด้วย

 

Always-on-Display ชมข้อมูลแค่เหลือบมอง

Always-on-Display เป็นฟีเจอร์ที่เพิ่มความสะดวกสบายอย่างมากในการรับชมข้อมูลเบื้องต้นของเครื่องครับ ทำให้เราไม่จำเป็นต้องกดล็อกเครื่องเพื่อดู

 

ระบบความปลอดภัย

Vivo V20 มาพร้อมกับเทคโนโลยีสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ การใช้งานต่างๆ ถือว่ารวดเร็วและเสถียรมากๆ สแกนได้ง่ายไม่มีพลาด

 

ทั้งนี้ก็ยังมีการสแกนใบหน้าที่ใช้งานได้เร็วไม่แพ้กันเลย

 

เปลี่ยนเอฟเฟ็กต์ไดนามิกให้ไม่ซ้ำใคร

Vivo V20 สามารถเปลี่ยนเอฟเฟ็กต่างๆ ในระบบได้ให้ไม่ซ้ำใคร ไม่ว่าจะเป็นเอฟเฟ็กต์ลายนิ้วมือ, สแกนใบหน้า, ระหว่างการชาร์จ และอื่นๆ ซึ่งแต่ละอย่างก็มีให้เลือกหลายแบบเลยทีเดียว

 

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

Vivo V20 ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผลระดับกลางสุดเทพอย่าง Qualcomm Snapdragon 720G Octa Core ที่มีความเร็วของ CPU เพิ่มขึ้น 20%, GPU อีก 14% เมื่อเทียบกับ Snapdragon 712 ทั้งยังมาพร้อม RAM 8GB ผสานกับเทคโนโลยี AI Pre-loading ช่วยให้เปิดแอปพลิเคชั่นต่างๆ ที่เราใช้งานบ่อยได้เร็วขึ้น 20% เลยทีเดียว และยังมี ROM 128GB ที่ให้ความจุมาเยอะ จะถ่ายรูปหรือโหลดแอปก็ไม่ต้องกลัวเต็มครับ

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 552 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,704

 

ฟีเจอร์ช่วยในการเล่นเกม

นอกจากจะได้ CPU ที่ไหลลื่นแล้ว Vivo V20 ก็ยังมีฟีเจอร์เพิ่มเติมเข้ามาเพียบ ไม่ว่าจะเป็น Multi-Turbo ที่ได้อัปเกรดด้วย ART ++ Turbo ช่วยให้ประสิทธิภาพโดยรวมของเครื่องทำได้อย่างยอดเยี่ยม เล่นเกมได้ไหลลื่น รวมถึง Game Turbo มีเพิ่มความแรงระหว่างการเล่นเกมให้สุดขึ้นไปอีกขั้น ทั้งยังการจัดสรรพลังงานที่ดีขึ้น และลดเฟรมเรทดรอปและเหวี่ยงได้มากถึง 30%

 

ทดสอบการเล่นเกม

ROV

สำหรับ ROV สามารถเปิดเฟรมเรทได้ในระดับสูง, ภาพ HD ระดับสูงสุด และการแสดงผลในระดับสูงเช่นกันครับ ซึ่งภายในเกมก็เล่นได้แบบไหลลื่นมากๆ เฟรมเรทแทบไม่ดรอปให้เห็นครับ ใครที่ชอบความลื่นระดับ 60fps ตลอดเกมจะต้องหลงรักแน่นอน

 

PUBG Mobile

สำหรับ PUBG Mobile ก็สามารถเล่นได้แบบไร้ปัญหาครับ ด้วยการเปิดกราฟิกระดับ HD พร้อมเฟรมเรทระดับสูง การกดบนหน้าจอตอบสนองได้ไว และการเคลื่อนไหวภาพก็แสดงออกมาอย่างสมูธมากๆ

 

Asphalt 9: Legends

สำหรับเกมรถแข่งอย่าง Asphalt 9: Legends สามารถเปิดกราฟิกในระดับสูง และภายในเกมก็เล่นได้แบบสบายๆ ครับ

 

แบตเตอรี่อึด พร้อมชาร์จไว 33W Vivo FlashCharge 2.0

Vivo V20 มาพร้อมกับแบตเตอรี่อึดๆ 4000mAh ซึ่งใครที่ใช้งานทั่วไปแบตเตอรี่จะอยู่ได้นานเกือบตลอดวันครับ แต่ก็ไม่ต้องห่วงเพราะว่ามีเทคโนโลยี 33W Vivo FlashCharge 2.0 ซึ่งเราลองชาร์จจากประมาณ 35% ถึง 100% ในเวลาประมาณ 50 นาทีครับ

 

กล้องถ่ายรูป

พระเอกของ Vivo V20 ที่เรื่องกล้องที่จัดมาให้เต็มๆ ฟีเจอร์ครบครัน โดยมีกล้องหลัง 3 เลนส์ พร้อมกล้องหน้า 44MP Eye Autofocus โดยแต่ละอย่างมีฟีเจอร์ดังนี้

 

ความละเอียดสูง 64 ล้านพิกเซล

ในเลนส์หลักของ Vivo V20 จัดความคมชัดมากสุดถึง 64 ล้านพิกเซล ภาพที่ได้จะมีรายละเอียดสูง สามารถเห็นสิ่งเล็กๆ ในภาพได้แบบชัดเจนเมื่อซูมเข้าไปครับ

 

AI ถ่ายสวย โฟกัสได้ชัด

Vivo V20 นั้นเน้นเรื่องการโฟกัสอย่างมากที่เลนส์หลักทั้งวัตถุหรือบุคลล ถ้าใครที่แตะ 2 ครั้งบนหน้าจอก็จะช่วยให้ระบบติดตามวัตถุที่เราเลือกได้แบบไม่มีหลุดแน่นอน ที่สำคัญเรื่องของสีสัน แสง และเงาก็ถ่ายออกมาได้ครบเลยทีเดียว

 

AI Image Matting ตัดแต่งภาพอย่างชาญฉลาด

ใครที่ชอบแก้ไขภาพให้มีลูกเล่นและดูสนุกมากขึ้นต้องบอกว่าทำได้เป็นอย่างดีกับ Vivo V20 ครับ โดยระบบจะรู้และแยกแยะสิ่งที่อยู่ในภาพเป็นหมวดหมู่อะไร เช่น บุคคล, ท้องฟ้า หรืออาคาร ซึ่งเราสามารถเปลี่ยนฉากหลังหรือวัตถุในแต่ละหมวดได้ค่อนข้างเนียนเลยครับ

 

ความทรงจำกลับมาชัดเจนขึ้นด้วย Memory Recaller

ฟีเจอร์นี้น่าจะเป็นฟีเจอร์ที่หลายคนน่าจะชอบครับด้วยการนำภาพถ่ายในสมัยก่อนมาปรับให้ชัดขึ้นและสว่างมากขึ้น ทำให้ภาพความทรงจำเก่าๆ ของหลายคนกลับมาชัดแบบ HD เลยทีเดียว


ภาพถ่ายแบบเก่า / ใช้ Memory Recaller


ภาพถ่ายแบบเก่า / ใช้ Memory Recaller

 

Super Wide-Angle มุมกว้างสะใจ 120 องศา

อีกสิ่งที่ใครหลายคนน่าจะชอบกันมากก็น่าจะเป็นเลนส์ Super Wide-Angle ซึ่ง Vivo V20 ถ่ายได้กว้างถึง 120 องศา เก็บรายละเอียดรอบตัวได้ครบแม้ว่าวัตถุจะอยู่ไม่ห่างจากเราเท่าไหร่ ใครที่เอาไปถ่ายบรรยากาศหรือสถานที่ท่องเที่ยวก็ถ่ายได้เพลินๆ ไม่ผิดหวังแน่นอนครับ


เลนส์หลัก / เลนส์ Super Wide-Angle

 

Portrait เบลอสวยงามมีความธรรมชาติธรรมชาติ

Vivo V20 นั้นให้ AI เข้ามาช่วยเรื่องการเบลอฉากหลังหรือการถ่าย Portrait ครับ ถ่ายได้มีมิติ มีการเบลอไล่เลเยอร์อย่างสวยงามครับ แถมใบหน้าของบุคคลก็ออกมาสวยงามแบบธรรมชาติด้วย

กล้องหลัง

 

กล้องหน้า

 

นอกจากนี้ก็ยังมีเอฟเฟ็กต์แสงภาพบุคคล Portrait Light Effect ที่เพิ่มความสนุกสนานในการถ่าย Portrait ได้มากขึ้น เพราะจะมีเอฟเฟ็กต์ต่างๆ ให้เราได้ลองเลือกกัน ได้แก่ ไฟสตูดิโอ, ไฟสเตอริโอ, ลูปไลท์, แสงรุ้ง และพื้นหลังขาวดำ ทั้งยังใช้งานได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง

 

ในเลนส์ที่ 3 อย่างเลนส์ Mono นั้นช่วยให้ถ่ายเอฟเฟกต์ขาวดำได้ออกมาสวยงามมากกว่าปกติอีกด้วย

 

ยังไม่หมดเท่านี้เพราะยังมีสไตล์ในการถ่ายภาพบุคคลที่ให้มาเป็นคล้ายกับฟิลเตอร์ เช่น ธรรมชาติ, วินเทจ, เมืองเหนือ, สไตล์ญี่ปุ่น และอื่นๆ

 

รวมถึงการปรับเปลี่ยนแสงโบเก้เป็นลักษณะต่างๆ ได้ เช่น หัวใจ, ดวงดาว, แวดวง เป็นต้น

 

ถ่ายกลางคืนสวยงาม สว่างชัดเจนด้วย Super Night Mode

สิ่งที่ขาดไปไม่ได้ใน Vivo V20 ก็คือฟีเจอร์ในการถ่ายภาพกลางคืนที่ทำได้ยอดเยี่ยมมาก ภาพที่ได้มีความคมชัด มีการลด Noise จากความฉลาดของ AI ทำให้สีสันต่างๆ ยังคงความสดใสได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ เราก็สามารถถ่ายภาพความละเอียดสูง 64 ล้านพิกเซลได้โดยไม่ต้องใช้ Super Night Mode เช่นกัน


โหมดปกติ / Super Night Mode

 

ทั้งนี้ Super Night Mode ก็ยังมีลูกเล่นเป็นสไตล์เพิ่มเติมอีก 4 แบบ ได้แก่ ดำและทอง, น้ำแข็งสีฟ้า, ส้มเขียว และไซเบอร์พังก์

 

Super Macro ถ่ายได้ใกล้เพียง 2.5 ซม.

สำหรับการถ่ายเจาะวัตถุแบบ Super Macro ได้ใกล้ถึง 2.5 เซนติเมตร จกการใช้เลนส์ Super Wide Angle เข้ามาช่วย ทำให้ภาพระยะใกล้นั้นยังคงความสดใสของสีสันไม่ต่างจากการถ่ายในโหมดปกติเลยด้วย

 

กล้องหน้าคมชัด โฟกัสไม่มีหลุดด้วย 44MP Eye Autofocus

กล้องหน้าของ Vivo V20 มีความละเอียดถึง 44 ล้านพิกเซล ทั้งยังมีเทคโนโลยีในการโฟกัสอัตโนมัติตามดวงตาทั้งข้างซ้ายหรือขวา ไม่ว่าจะเคลื่อนไหวอยู่หรือมือไม่นิ่งก็ถ่ายใบหน้าของเราได้ชัดๆ แน่นอน

 

เซลฟี่ที่มืดไม่ต้องกลัวด้วย 

ใครที่ชอบถ่ายเซลฟี่ในตอนกลางคืน รุ่นนี้ก็มาพร้อม Selfie Softlight Band ที่เป็นการเติมแสงอ่อนๆ บนหน้าจอเพื่อให้ใบหน้าของเราสว่างและชัดเจนมากยิ่งขึ้น


โหมดปกติ / เปิด Selfie Softlight Band

 

ถ่ายวิดีโอ เน้นโฟกัส สวยงามไม่แพ้ภาพนิ่ง

การถ่ายวิดีโอของ Vivo V20 ก็ทำออกมาได้อย่างสุดยอดในเรื่องของเทคโนโลยีการกันภาพสั่นไหว โดยเฉพาะกล้องหน้ามีสามารถตรวจจับดวงตา หรือ Eye Autofocus ทำให้ใบหน้าไม่มีหลุดโฟกัสครับ ทั้งยังถ่ายได้ที่ความละเอียดสูงสุดถึง 4K

 

ฟีเจอร์ Art Portrait Video นั้นเพิ่มมิติที่การถ่ายวิดีโอได้อย่างสนุก ที่จะปรับฉากหลังให้เป็นขาว-ดำ แต่ตัวบุคคลยังคงเป็นสีสันอยู่

 

นอกจากนี้ ก็ยังสามารถถ่ายวิดีโอแบบ Dual View Video ทำให้เราเก็บบรรยากาศตรงหน้าและรีแอ็กชั่นได้พร้อมกัน แบบครบและจบในการถ่ายครั้งเดียว!

 

สรุปจุดเด่น

  • กล้องหลัง 3 เลนส์ คมชัดสูงสุด 64 ล้านพิกเซล ฟีเจอร์ครบ ฟังก์ชันเพียบ ใช้งานได้หลากหลาย
  • กล้องหน้า 44MP Eye Autofocus selfie โฟกัสได้ชัดเจน ไม่มีหลุดแน่นอน
  • ดีไวน์สวยงาม พร้อมการสัมผัสที่สบายขั้นสุด
  • CPU Snapdragon 720G ใช้งานได้ไหลลื่น ทั้งเล่นเกมหรือทั่วไป
  • แบตเตอรี่อึด 4000mAh แถมชาร์จได้เร็วด้วยเทคโนโลยี 33W vivo FlashCharge 2.0

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ตัวเครื่องไม่กันน้ำ

 

Vivo V20 เริ่มพรีออเดอร์แล้วตั้งแต่วันนี้ ถึง 22 ตุลาคม 2563 โดยมีราคาอยู่ที่ 11,999 บาท พร้อมรับฟรี! กระเป๋า Duffle Bag มูลค่า 1,399 บาท และ VIP Card ประกันหน้าจอแตกนาน 1 ปี + ขยายอีก 1 ปี มูลค่า 6,999 บาท

Continue Reading

Featured

รีวิว realme C12 สมาร์ทโฟนแบตอึด 6000mAh เปลี่ยนเป็น Power Bank ได้ หน้าจอกว้าง 6.5 นิ้ว และกล้องหลัง Nightscape

Published

on

realme C12 สมาร์ทโฟนน้องเล็กแบตเตอรี่ใหญ่ๆ 6000mAh ที่สามารถเปลี่ยนตัวเองเป็น Power Bank เพื่อแบ่งปันแบตเตอรี่ได้เช่นกัน ทั้งยังมีหน้าจอ Mini-drop Fullscreen 6.5 นิ้ว ใช้งานได้เต็มตา โดยจะมีฟีเจอร์อื่นๆ อะไรที่น่าสนใจบ้าง ลองมาดูกันครับ

 

สรุปสเปค realme C12

  • ขนาดตัวเครื่อง : 164.5 × 75.9 × 9.8 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 209 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Mini-drop Fullscreen ชนิด LCD กว้าง 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1600 x 720 พิกเซล) อัตราส่วน 20:9, พื้นที่การแสดงผลที่ 88.7%
  • หน่วยประมวลผล : MediaTek Helio G35 Octa Core ความเร็ว 2.3GHz
  • RAM 3/4 GB
  • ROM 32/64 GB
  • ระบบปฎิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย realme UI 1.0
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 3 เลนส์แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ B&W ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
    • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 ระยะโฟกัส 4 เซนติเมตร
  • กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • รองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ซิม
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi b/g/n, Bluetooth 5.0, ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และพอร์ต Micro USB 2.0
  • แบตเตอรี่ความจุ 6000mAh

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

ตัวกล่องของ relame C12 มาตามสีแบรนด์ที่เห็นก็รู้ว่าเป็น realme เช่นเคยครับ โดยอุปกรณ์ภายในกล่องมี ดังนี้

  • ตัวเครื่อง realme C12 พร้อมติดฟิล์มกันรอย
  • อะแดปเตอร์
  • สาย Micro USB 2.0
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น

 

ดีไซน์ของ relame C12 ให้ผิวสัมผัสที่ดีมากครับ โดยเป็นผิวแบบด้าน ไล่เฉดสีเป็น 3 ระดับตามการสะท้อนแสงมุมต่างๆ ในรูปทรงเลขาคณิตที่ได้แรงบรรดาลใจสี่เหลี่ยมคางหมูที่เคยใช้เป็นครั้งแรกใน relame C11 ซึ่งสีที่เราได้มาเป็นสีแดงสุดร้อนแรงอย่าง Coral Red

 

ทั้งนี้ ในการดีไซน์ก็ยังปกป้องเลนส์กล้องทั้ง 3 เลนส์พร้อมไฟแฟลชได้เป็นอย่างดีครับ และในเรื่องการจับถือต่างๆ ก็ทำได้ถนัดมือ ไม่มีรอยนิ้วมือติดแน่นอน ทั้งยังจับได้อย่างสะสบายด้วยฝาหลังที่มีความโค้งมนช่วยให้สบายต่อการจับถือ

 

หน้าจอแสดงผลจัดมาแบบ Mini-drop Fullscreen ขนาดกว้างถึง 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ อัตราส่วน 20:9 พร้อมมีพื้นที่การแสดงผลที่ 88.7% ทำให้ใช้งานทั้งเล่นเกมและการชมวิดีโอต่างๆ ได้แบบเต็มตาแน่นอนครับ

 

เหนือหน้าจอแสดงผลมาพร้อมลำโพงสำหรับการสนทนา ถัดลงมาเป็นกล้องหน้าในหยดน้ำ

 

ทางซ้ายตัวเครื่องให้ช่องใส่ซิมการ์ดมาถึง 2 ช่อง พร้อมด้วยช่องใส่ MicroSD Card สูงสุดถึง 256GB รวมเป็นทั้งหมด 3 ช่องเลยทีเดียว

 

ด้านล่างตัวเครื่องมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม., ไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต Micro USB 2.0 และลำโพงตัวหลัก

 

ทางขวามีปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง และปุ่ม Power

 

ขณะที่กล้องหลังมีทั้งหมด 3 เลนส์ พร้อมด้วยไฟแฟลช LED

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

relame C12 รันบนระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย realme UI 1.0 โดยลดระยะเวลาในการเปิดแอปพลิเคชั่นต่างๆ ถึง 25% เพิ่มความไหลลื่น 20% แบตเตอรี่ ทั้งยังเพิ่มการใช้งานแบตเตอรี่ถึง 10%

 

วอลเปเปอร์มีให้เลือกเพียบ

relame C12 มีตัวเลือกของวอลเปเปอร์ให้ได้ใช้งานกันหลาย 10 แบบเลยทีเดียวครับ แต่ภาพที่ได้มาเป็นสีแดงก็น่าจะถูกใจใครกลายคนแน่นอนครับ เพราะตรงกับสีตัวเครื่องด้วย

 

ปรับไอคอนได้เอง

realme UI 1.0 สามารถปรับเปลี่ยนลักษณะไอคอนได้เช่นกันครับ โดยสามารถปรับเปลี่ยนรูปทรงต่างๆ ได้ตามใจชอบครับ

 

Dark Mode มีให้ใช้งาน

relame C12 ก็มี Dark Mode ให้เราได้ใช้งานกันครับ โดยจะแสดงผลเป็นพื้นหลังสีดำทั้งหมด รวมถึงแอปพลิเคชั่นที่รองรับทันที ซึ่งเราสามารถเปิดโหมดนี้ตามเวลาได้เองตามที่กำหนดไว้

 

ถนอมสายตาก็มีให้เช่นกัน

หากใครที่ไม่อยากเปิด Dark Mode ก็สามารถใช้การตัดแสงสีฟ้าออกหรืออยู่ในโหมดถนอมสายตา ที่สามารถปรับความเข้มเป็นโทนอุ่นหรือเย็นได้ตามใจชอบเลย

 

ระบบความปลอดภัย

ระบบคาวมปลอดภัยจัดระบบเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือทางด้านหลังที่มีความรวดเร็วในการตอบสนองเพื่อปลดล็อกมาให้ใช้งานทันที

นอกจากนี้ก็ยังมีการสแกนใบหน้าที่มีความเร็วในการใช้งานอย่างเสถียรเช่นกันครับ

 

อยู่อย่างสงบด้วยโหมดโฟกัส

โหมดโฟกัสเป็นการตัดสิ่งรบกวนหรือตัดการแจ้งเตือนต่างๆ จากในสมาร์ทโฟนเราทันทีครับ ทำให้เราได้โฟกัสกับตัวเองมากขึ้น โดยเราสามารถเลือกเสียงบรรเลงได้ 3 แบบ ได้แก่ ทุ่งข้าวสาลี, คลื่น และคืนฤดูร้อน ทั้งยังสามารถปรับระยะเวลาในการเล่นได้ตามที่เราต้องการครับ

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

relame C12 ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล Helio G35 ที่เป็นชิปเกมมิ่งระดับเล็ก ที่สถาปัตยกรรมขนาด 12 นาโนเมตร ซึ่งถือว่าเล็กพอสมควรในการประหยัดพลังงานมากขึ้น

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 168 และคะแนน Multi-Core ที่ 983

 

รวมเกมทั้งหมดไว้ที่ Game Space

มีมาให้ทุกรุ่นครับสำหรับฟีเจอร์ Game Space ที่เป็นการรวมเกมทั้งหมดไว้ในที่เดียวกันทั้งหมด ซึ่งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพเป็นโหมดแข่งขัน และปิดกั้นการแจ้งเตือนได้ด้วย

 

ทดสอบการเล่นเกม

ROV

สำหรับเกม ROV เราสามารถเปิดกราฟิกได้ในระดับสูงยกเว้นการแสดงผลในระดับสูง และสามารถเปิดเฟรมเรทสูงได้เช่นกัน แต่เราได้เล่นลองในแบบเฟรมเรทปกติครับ เฟรมเรทก็วิ่งแบบลื่นๆ ประมาณ 28-30fps

 

Among US

สำหรับเกมดังใน PC ที่เล่นเกมสมาร์ทโฟนได้แบบฟรีๆ อย่าง Among US ก็สามารถเล่นได้แบบปกติ ไหลลื่น และไม่เห็นอาการกระตุกใดๆ

 

แบตเตอรี่อึดอยู่ได้นานเป็นวัน!

ความพิเศษที่เป็นรุ่นเล็ก แต่ก็ให้แบตเตอรี่มากกว่าเรือธง อยู่ที่ 6000mAh ที่ใช้งานทั่วไปได้เต็มวันหรือเผลอๆ จะเกิน 1 วันได้แน่นอนครับ ทั้งยังสามารถสแตนบายได้มากถึง 57 วัน ทั้งนี้ เมื่อแบตเยอะก็สามารถเปลี่ยนตัวเองเป็น Power Bank ชาร์จให้เราสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นได้ด้วย ซึ่งต้องใช้สายแยกต่างหากครับ

 

นอกจากนี้ เรายังเพิ่มคาวมอึดด้วยโหมด Super Power Saving Mode หรือโหมดประหยัดพลังงานขั้นสูง ที่สามารถใช้งานได้อีกเป็นชั่วโมงแม้มีแบตเตอรี่ราวๆ 5% ซึ่งเราสามารถเลือก 6 แอปเพื่อใช้งานได้ต่อด้วย

 

กล้องถ่ายรูป

realme C12 จัดกล้องหลังมาให้ที่แทบจะครบทุกฟีเจอร์ครับ โดบมีทั้งหมด 3 เลนส์ เป็นเลนส์หลัก + เลนส์ B&W และ Macro ส่วนกล้องหน้ามีความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ซึ่งฟีเจอร์ต่างๆ มีดังนี้ครับ

 

AI ถ่ายสวย โฟกัสไว

สำหรับโหมดปกติที่เราใช้งานกันมากที่สุด ก็ใช้งานได้เป็นอย่างดีครับ ระบบโฟกัสทำได้ค่อนข้างไว สีสันของภาพเก็บได้ครบ และเรื่องแสงและเงาก็ถือว่าทำได้ดีมากสำหรับเรทราคาเดียวกัน

 

สีสันจัดขึ้นผ่านฟีเจอร์ Chroma Boost

สำหรับ Chroma Boost นั้นเป็นการเร่งเฉดสีของภาพให้มีความสดมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นการเร่งแสงสว่างในส่วนที่มืดได้ชัดเจนกว่าเดิมอีกด้วย


ปิด Chroma Boost / เปิด Chroma Boost

 

Ultra Macro ถ่ายใกล้สุด 4 ซม.

เลนส์ Macro ก็จัดมาให้ ซึ่งมีระยะโฟกัสใกล้สุดถึง 4 เซนติเมตร สีสันถือว่าสวยงาม แต่อาจดรอปลงจากเลนส์ปกติเล็กน้อย แต่ยังคงความสวยงามอยู่ และภาพมีความคมชัด

 

Portrait ถ่ายได้สวยตามสไตล์ realme

realme C12 ให้เราได้ถ่ายภาพบุคคลได้อย่างสวยงามทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง การตัดขอบถือว่าทำได้เนียน ภาพดูมีมิติ ซึ่งภาพรวมแล้วทำได้ดีมากสำหรับสมาร์ทโฟนเรทราคาประหยัดครับ

กล้องหลัง

 

กล้องหน้า

 

นอกจากนี้ ก็ยังสามารถใช้งานฟิลเตอร์ B&W เพิ่มลูกเล่นในการถ่ายภาพได้เป็นอย่างดีครับ

 

NightScape ถ่ายในที่แสงน้อยก็คมชัด

เป็นการนำฟีเจอร์ระดับท็อปเข้ามาในรุ่นประหยัดครับ โดย NightScape ของ realme C12 ใช้เวลาประมวลผลไม่นาน ประมาณ 4-5 วินาทีครับ เห็นความแตกต่างจากโหมดปกติมากพอตัว รายละเอียดในส่วนที่มืดมีความคมชัดเลยทีเดียว


โหมดปกติ / โหมด NightScape

 

กล้องหน้า HDR ย้อนแสงได้ ไม่ต้องกลัว

คนไหนที่ชอบถ่ายเซลฟี่ ก็มีฟีเจอร์ HDR ที่สามารถถ่ายย้อนแสงได้ ทำให้แสงของบรรยากาศด้านหลังไม่ฟุ้ง และใบหน้าก็ไม่มืดเมื่อปิด HDR


ปิด HDR / เปิด HDR

 

สรุปจุดเด่น

  • แบตเตอรี่ให้มาแบบสุดอึดถึง 6000mAh และใช้งานเป็น Power Bank เพื่อชาร์จให้รุ่นอื่นได้ด้วย
  • ดีไซน์สวยงามแบบเลขาคณิต เล่นเฉดอย่างสวยงามแบบ 3 ระดับ
  • หน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ 6.57 นิ้ว พร้อมใช้งานได้คมชัดแบบ HD+
  • มีกล้องหลัง 3 เลนส์ 13 ล้านพิกเซล ใช้งานฟีเจอร์ได้ครบ
  • ตัวเครื่องให้มา 3 Slot สามารถใส่ได้ 2 ซิม และ MicroSD Card ไม่จำเป็นต้องเลือกให้ยุ่งยาก

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ใช้พอร์ต Micro USB 2.0
  • ไม่มีหูฟังมาให้ในกล่อง

 

สำหรับ realme C12 จะมาในราคาสุดพิเศษผ่านทาง DTAC, AIS และ TrueMove H ที่มาในราคาสุดประหยัด โดยจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป

Continue Reading

กำลังฮอต

Android News3 วัน ago

รวมสมาร์ทโฟนและฟีเจอร์เด็ดในยุค 5G จาก OPPO พร้อมโปรฯ เร็วแรง AIS 5G เครือข่ายที่ดีที่สุด

ในปี 2020 OPPO ได้ปร...

Featured2 สัปดาห์ ago

รีวิว Vivo V20 สมาร์ตโฟนกล้องหน้าคมชัดสูง 44MP โฟกัสได้ต่อเนื่อง ดีไซน์สะดุดตา พร้อมสเปคสุดไหลลื่น

Vivo V20 สมาร์ตโฟนกล...

Featured2 สัปดาห์ ago

รีวิว realme C12 สมาร์ทโฟนแบตอึด 6000mAh เปลี่ยนเป็น Power Bank ได้ หน้าจอกว้าง 6.5 นิ้ว และกล้องหลัง Nightscape

realme C12 สมาร์ทโฟน...

Featured2 สัปดาห์ ago

รีวิว realme 7i สมาร์ทโฟนตัวคุ้ม ขุมพลัง Snapdragon 662, กล้องหลัง 4 เลนส์ 64MP พร้อมจอลื่น 90Hz และแบตเตอรี่พันธ์อึด 5000mAh เริ่มต้นเพียง 3,989 บาท

realme 7i หนึ่งในสมา...

Featured3 สัปดาห์ ago

รีวิว OPPO Reno4 Z 5G สมาร์ทโฟนดีไซน์โดดเด่น พร้อมความเร็วแรงด้วย 5G Dual-Mode, หน้าจอ 120Hz และกล้องหลัง 48MP ราคาเพียง 12,990 บาท

OPPO Reno4 Z 5G สมาร...

Advertisement

มือถือใหม่

ข่าวใหม่วันนี้

ข่าวประชาสัมพันธ์57 นาที ago

อัลทรอน ฉลองความสำเร็จครองแชมป์ตลาด บีทูบี ส่งกระดานอัจฉริยะ รุ่นล่ามาแรง “SmartShare” รุกตลาดสตาร์ทอัพ และ เอสเอ็มอี เหนือกว่าเดิม ด้วยความเร็ว แรง และคุ้มค่ากว่า ครองใจองค์กรทุกระดับ

เร็วกว่า : อัลทรอน ก...

ข่าวประชาสัมพันธ์1 ชั่วโมง ago

Vivo ดึง 6 หนุ่มขวัญใจซีรีส์วายสะท้อนความเป็นตัวตนผ่าน V20 Pro 5G สมาร์ตโฟนเซลฟี่สวย ไม่สะดุด ไม่หลุดทุกโฟกัส!

Vivo แบรนด์สมาร์ตโฟน...

ข่าวประชาสัมพันธ์1 ชั่วโมง ago

เดลล์ เทคโนโลยีส์ เปิดตัว XPS พร้อมระบบดีไซน์ใหม่ทั้งหมด ด้วยคอนเซ็ปต์ทุกรายละเอียดคือหัวใจของทุกสิ่ง (Every Little Thing is Everything)

เดลล์ เทคโนโลยีส์ ปร...

ข่าวประชาสัมพันธ์2 ชั่วโมง ago

LinkAxia นำเทคโนโลยีเน็ตเวิร์กสำหรับคลาวด์โดยเฉพาะ เข้ามาเปิดตัวในประเทศไทย

LinkAxia Group ในฐาน...

Apple News2 ชั่วโมง ago

Apple รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 รายได้ของธุรกิจบริการ และ Mac ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

วันนี้ Apple ประกาศผ...

กินเที่ยวกัน

กำลังมาแรง