ติดตามพวกเรา

How To

วิธีการสำรองข้อมูล iPhone เตรียมพร้อมเพื่อย้ายไปใช้ iPhone 11 เครื่องใหม่ และอัพเดท iOS 13

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

วิธีการสำรองข้อมูล iPhone นั้นทำได้ง่ายๆ ด้วยตนเอง เพื่อป้องกันข้อมูลสำคัญไม่ให้หายไปอย่างถาวร และสามารถเรียกคืนข้อมูลกลับมาใหม่ได้ทุกครั้ง ซึ่งอีกเพียงไม่กี่วันก็จะได้เห็น iPhone 11 รุ่นใหม่แล้ว รวมไปถึงการอัพเดท iOS 13 เวอร์ชั่นเต็มด้วย ดังนั้นมาเตรียมความพร้อมกันก่อนเลย

How to Backup Your iPhone

ข้อมูลส่วนตัวในสมาร์ทโฟนของทุกคนนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะในสมัยนี้คนส่วนมากจะเก็บข้อมูลสำคัญและข้อมูลส่วนตัวไว้ในสมาร์ทโฟน ถ้าคนไม่หวังดีจงใจเอาข้อมูลส่วนตัวไปใช้งานนั้นก็จะเป็นเรื่องที่แย่มากสำหรับเราทุกคน แน่นอนว่าการป้องกันข้อมูลส่วนตัวในสมาร์ทโฟนนั้นมีการพัฒนาขึ้นอย่างมาก เริ่มจากการใส่รหัส การใส่รูปแบบ มาถึงการสแกนลายนิ้วมือ หรือแม้กระทั่งการสแกนใบหน้า

ถึงจะมีการป้องกันที่ดีขนาดไหนมันก็ไม่สำคัญเท่ากับว่าเมื่อสมาร์ทโฟนอันเป้นที่รักของคุณสูญหายข้อมูลสำคัญเหล่านั้นก็ยังอยู่กับคุณเสมอแม้คุณจำเป็นต้องเปลี่ยนสมาร์ทโฟนใหม่ก็ตาม เช่นเดียวกันในบทความนี้ผมจะมาบอกวิธีสำรองข้อมูลสำคัญใน iPhone เพื่อว่าเพื่อนๆ คนไหนมีแผนที่จะเปลี่ยนไปใช้ iPhone 2018 ที่จะเปิดตัวในวันที่ 12 กันยายนนี้ ถึงแม้ไม่ได้คิดจะเปลี่ยน iPhone เครื่องใหม่ก็ควรสำรองข้อมูลเหล่านี้ไว้บ้าง เมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิดจะได้เรียกข้อมูลสำคัญมาใช้งานได้

การสำรองข้อมูลใน iPhone จะทำได้ 2 วิธีด้วยกันคือ

  1. สำรองข้อมูลไว้ใน iCloud บนเซิร์ฟเวอร์ของ Apple
  2. สำรองข้อมูลไว้ในคอมพิวเตอร์ของคุณโดยใช้ iTunes

การสำรองข้อมูล iPhone ไปไว้ใน iCloud

How to Backup Your iPhone How to Backup Your iPhone

การสำรองข้อมูลบน iCloud นั้นไม่ใช่เรื่องยากเพียงแต่เราเข้าไปเปิดการใช้งานสำรองข้อมูลใน iCloud ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยแล้ว

  1. เข้าไปที่ชื่อของคุณ
  2. เลือกเมนู iCloud
  3. iCloud Backup และเมื่อเข้าไปแล้วก็เลือกเปิดใช้งาน iCloud Backup ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยแล้ว

การสำรองข้อมูลของ iCloud นั้นจะสำรองข้อมูลแบบอัตโนมัติ ซึ่งจะทำการสำรองข้อมูลในช่วงเวลาที่เราไม่ใช้งาน iPhone แต่คุณต้องเชื่อมต่อ Wi-Fi และมีการชาร์จแบตเตอรี่ไว้ด้วย แต่ถึงกระนั้นคุณก็สามารถเข้าไปสำรองข้อมูลในทันทีได้เลยด้วยการเข้าเมนู “iCloud Backup” และเลือกเมนู “Back Up Now” เมื่อทำการสำรองข้อมูลเป็นที่เรียบร้อยแล้วจะปรากฎวันเวลาที่สำรองข้อมูลล่าสุดให้เราเห็น

บัญชี Apple ทุกบัญชีได้รับพื้นที่ว่างในการสำรองข้อมูลใน iCloud อยู่ที่ 5GB แต่ถ้าเราต้องการใช้งานที่มีพื้นที่จัดเก็บมากว่า 5 GB เราจำเป็นต้องเสียค่าธรรมเนียมรายเดือนซึ่งราคาขึ้นอยู่กับจำนวนพื้นที่ที่เราต้องการด้วย

  • 50GB: 35 บาท
  • 200GB: 99 บาท
  • 2TB: 349 บาท

ในการสำรองข้อมูลบน iCloud นั้นเราสามารถเลือกข้อมูลที่จะสำรองได้เช่นกันโดยเข้าไปที่แอพพลิเคชั่น iCloud แล้วเลือกปิดหรือเปิดแอพพลิเคชั่นที่เราต้องการสำรองข้อมูล

 

How to Backup Your iPhone

ข้อมูลสำรองข้อมูลของ iCloud ประกอบด้วยอะไรบ้าง

  • ข้อมูลแอป (App data) : ไฟล์ที่รวบรวมแอพพลิเคชั่นเราได้ดาวน์โหลดหรือสร้างขึ้นในระหว่างการใช้งาน
  • สำรองข้อมูลใน Apple Watch (Apple Watch backups)
  • การตั้งค่า (Settings): สำรองข้อมูลการตั้งค่าต่างๆ เช่น การตั้งค่า ภาษาและภูมิภาค การแจ้งเตือนหน้าจอหลักและการจัดเรียงแอพพลิเคชั่น รวมถึงความสว่างและอื่นๆ
  • ประวัติการโทร iMessage, ข้อความ (SMS) และข้อความ MMS
  • รูปภาพและวิดีโอ: รูปภาพและวิดีโอที่อยู่ในแอพพลิเคชั่นรูปภาพของคุณ
  • ประวัติการซื้อบริการจาก Apple (Purchase history) เช่น เพลง ภาพยนตร์ ซีรีส์ทีวี แอพพลิเคชั่นและหนังสือ การสำรองข้อมูลจะสำรองเฉพาะรายการที่ซื้อ แต่จะไม่สำรองไฟล์ที่โหลดมา แต่คุณสามารถดาวน์โหลดอีกครั้งได้หากคุณเรียกคืนค่าจากข้อมูลที่สำรองไว้
  • เสียงเรียกเข้า (Ringtones)

บางชนิดข้อมูลที่สำคัญจะไม่ได้มีการสำรองเพราะข้อมูลเหล่านั้นจะอยู่ใน iCloud อยู่แล้ว ซึ่งข้อมูลที่สำรองอยู่ใน iCloud ตลอดเวลาก็จะมี รายชื่อผู้ติดต่อ ปฏิทิน บุ๊กมาร์ก Safari บันทึกย่อและรูปภาพที่ใช้ร่วมกัน ข้อมูลการชำระเงินของ Apple การตั้งค่า Face ID และ Touch ID

หากคุณต้องการบันทึกข้อมูลที่เกี่ยวกับรหัสเข้าสู่ระบบแอพพลิเคชั่น หรือรหัสผ่าน Wi-Fi และบัตรเครดิตที่เชื่อมโยงกับ iCloud คุณสามารถเปิด Keychain จากเมนู iCloud ได้เลย

 

การใช้ Messages in iCloud และ iCloud Photo Library

How to Backup Your iPhone

iCloud Photo Library คือการเชื่อมต่อคลังรูปภาพของเรากับ iCloud เมื่อเราทำการลบหรือเพิ่มรูปภาพไปในคลัง การกระทำนั้นจะส่งผลต่อ iCloud Photo Library ด้วยเช่นกัน โดยเราสามารถเข้าไปเปิดใช้งาน iCloud Photo Library ได้ในเมนู iCloud การสำรองข้อมูลใน iCloud Photo Library นั้นจะใช้เงื่อนไขเดียวกับการสำรองข้อมูลชนิดอื่นของ iCloud ก็คือจะสำรองข้อมูลในช่วงเวลาที่คุณไม่ได้ใช้งาน iPhone และจะต้องเชื่อมต่อ Wi-Fi ไว้ด้วย

Messages in iCloud เช่นเดียวกับรูปภาพ ข้อความ (SMS) และ iMessage ของคุณจะถูกจัดเก็บและสำรองใน iCloud ด้วยเช่นกันเมื่อคุณเข้าไปเปิดการใช้งานสำรองข้อมูลในเมนู iCloud การเชื่อมต่อข้อความกับ iCloud นั้นมีข้อดีคือไม่ว่าอุปกรณ์ Apple ที่ใช้ iCloud เดียวกับคุณก็จะเข้าถึงข้อความเหล่านี้ได้แน่นอนว่าเมื่อคุณลบหรือเพิ่มข้อความ อุปกรณ์ทุกเครื่องก็จะมีการอัพเดทไปในทิศทางเดียวกันหมดทำให้ผู้ใช้งานนั้นสามารถเลือกใช้งานอุปกรณ์ชนิดไหนก็ได้

 

การสำรองข้อมูล iPhone ของคุณไปยังคอมพิวเตอร์ผ่านทาง iTunes

ถ้าคุณไม่ชอบการสำรองข้อมูลบน iCloud หรือต้องการพื้นที่ในการสำรองข้อมูลที่มากกว่าที่ทาง Apple เปิดให้ใช้งาน และต้องการเก็บข้อมูลเหล่านั้นไว้กับตัวเอง คุณต้องเลือกวิธีที่ 2 คือการสำรองข้อมูลไว้ในคอมพิวเตอร์ของคุณผ่าน iTunes สำหรับคอมพิวเตอร์ MAC ไม่จำเป็นต้องลงโปรแกรม iTunes เพราะมันจะมีมาให้แล้วในระบบปฏิบัติการ แต่สำหรับคอมพิวเตอร์ที่ใช้ Windows จำเป็นต้องลงโปรแกรม iTunes ก่อน ถึงจะสำรองข้อมูลในคอมพิวเตอร์ของคุณได้

How to Backup Your iPhone

  1. ต่อสาย Lightning จากช่องชาร์จแบตเตอรี่ของคุณเพื่อเชื่อมต่อ iPhone กับคอมพิวเตอร์
  2. หากนี่เป็นครั้งแรกที่ iPhone เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ของคุณ จะมีการแจ้งเตือนปรากฏขึ้นบนหน้าจอเพื่อถามว่า “คอมพิวเตอร์เครื่องนี้มีความน่าเชื่อถือไหม (Trust this computer?) ” กด “เชื่อถือ (Trust) “
  3. เลือกไอคอน iPhone จากมุมซ้ายบนของหน้าต่าง iTunes (ไอคอน iPhone จะมีขนาดเล็กซึ่งมักจะอยู่ใต้ปุ่ม “บัญชี”)
  4. คลิกที่ “Summary”
  5. คลิกที่ “Back Up Now” เพื่อสร้างการสำรองข้อมูลครั้งแรก ที่ด้านบนของหน้าต่างคุณจะเห็นความคืบหน้าของกระบวนการสำรองข้อมูล

How to Backup Your iPhone

หากคุณต้องการให้โทรศัพท์ของคุณสำรองข้อมูลโดยอัตโนมัติจากเครื่องคอมพิวเตอร์เมื่อเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ให้เลือก ” This Computer ” ในเมนูคำสั่ง “สำรองข้อมูลอัตโนมัติ (Automatically Back Up) ” จากนั้นกด “Apply” ที่ด้านล่างของหน้าต่าง iTunes เพื่อยืนยันการเลือกของคุณ

สิ่งสำคัญคือต้องจำไว้ว่าการเปิดใช้ตัวเลือกในการสำรองข้อมูลโดยอัตโนมัติบนคอมพิวเตอร์ของคุณจะเป็นการปิดใช้งานการสำรองข้อมูลของ iCloud จาก iPhone ด้วยเช่นกัน คุณสามารถเลือกวิธีสำรองข้อมูลของคุณวิธีใดวิธีหนึ่งเท่านั้น

เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับวิธีการสำรองข้อมูล iPhone ที่สามารถทำเองได้ง่ายๆ เลือกได้ตามความสะดวกทั้งแบบเก็บไว้บน iCloud หรือเก็บไว้ที่ iTunes บนคอมพิวเตอร์ เพียงเท่านี้ข้อมูลของเราก็จะไม่หายไปไหนแล้ว เตรียมพร้อมอัพเดทระบบปฏิบัติการใหม่ iOS 13 ได้เลย หรือย้ายไปใช้งานเครื่องใหม่ iPhone 11 ก็ทำได้

ข้อมูลดีๆ เป็นประโยชน์แบบนี้ อย่าลืมแชร์บอกต่อเพื่อนๆ ด้วยนะ จะได้ไม่ทำข้อมูลหายระหว่างการอัพเดทที่อาจมีข้อผิดพลาดได้หรือถ้าเครื่องหายก็ยังมีข้อมูลเก็บไว้ เรียกกลับมาใส่เครื่องใหม่ได้ตลอดเวลา

Apple News

หา iPhone หาย และอุปกรณ์อื่นๆ ของแอปเปิลด้วยแอป Find My และ iCloud.com

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

สำหรับผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน และอุปกรณ์ต่างๆ อีกปัญหาหนึ่งที่หลายๆ คนพบคือการทำหายนั่นเองครับ ซึ่งวันนี้จะขอแนะนำสำหรับมือใหม่หรือผู้ใช้งานอุปกรณ์ของแอปเปิลซึ่งอาจจะยังไม่ทราบว่าสามารถระบุตำแหน่งของอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้อยู่ได้ด้วยครับ เมื่ออุปกรณ์ต่างๆ  เช่น iPhone, iPad, iPod, MacBook, Airpods หาย สามารถค้นหาได้จากตำแหน่งของเครื่องที่เปิดใช้งานล่าสุด ซึ่งการค้นหานั้นสามารถทำได้ผ่านเว็บ “iCloud.com“และแอป “Find My” นั่นเองครับ

 

วิธีล็อคอิน iCloud และเปิดใช้งาน Find My บน iPhone, iPod, iPad

การจะค้นหาอุปกรณ์อย่าง iPhone, iPod, iPad ได้นั้นจะต้องเข้าไปเปิดตั้งค่าเพื่อเปิดใช้งานก่อนครับ โดยเข้าไปที่่

  • Settings > Sign in to your iPhone > Email Apple ID & Password > Find My  > ON จากนั้นให้เปิดการค้นหา iPhone ตามภาพด้านล่างนี้นะครับ

หากยังไม่มี Apple ID คลิกดูวิธีการสมัครที่นี่ 

 

 

วิธีล็อคอิน iCloud และเปิดใช้งาน Find My Mac

คลิกท่ีรูปแอปเปิล > System Preferences > iCloud ล็อคอินด้วย Apple ID & Password > Sign in จากนั้นให้ติ๊กถูก “Find Muy Mac” เพื่อเปิดใช้งาน

 

คลิก “Allow”

 

หลังจากที่ล็อคอินเรียบร้อยแล้ว ทั้งบน iPhone, iPod, iPad และ Mac ก็พร้อมค้นหาโลเคชั่่นที่ใช้งานล่าสุดได้แล้วครับ

 

วิธีการค้นหา iPhone, iPod, iPad, AirPods  และ Mac ผ่านเว็บไซต์

ให้เข้าไปที่ www.icloud.com (การค้นหาจากเว็บสามารถใช้ได้ทั้ง Windows และ Mac ) จากนั้นให้ล็อคอินด้วย Apple ID ที่ใช้ล็อคอิน iCloud ไปแล้วก่อนหน้านี้ ถ้าในกรณีที่มีหลายอุปกรณ์ให้ล็อคอินด้วย Apple ID เดียวกันทุกอุปกรณ์เพราะในการค้นหานั้นจะรวมอยู่ในบัญชีเดียวกันทั้งหมด

เลือกไปที่ “ค้นหา iPhone” เพื่อค้นหาอุปกรณ์ต่างๆ

 

เข้ามาแล้วจะเห็นแผนที่ ซึ่งสามารถเลือกดูได้แบบ Standard, Sattlelite และ Hybrid ตัวอย่างค้นหาแบบ Satellite (ภาพถ่ายดาวเทียม)

 

อุปกรณ์ที่ล็อคอินด้วยบัญชีเดียวกันจะโชว์ขึ้นมาให้เห็นทั้งหมดครับ

 

ถ้าอุปกรณ์ต่างๆ ของเราเปิดเครื่องอยู่และเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ก็จะค้นหาเจอและถ้าในกรณีที่อาจจะหายภายในบ้านสามารถส่งเสียงโดยการเลือกไปที่ “ส่งเสียง”

 

ในกรณีเครื่องหายสามารถเลือกไปที่ “โหมดสูญหาย” เพื่อสั่งล็อคเครื่องได้ ให้ใส่เบอร์โทรที่ต้องการให้คนที่เจอติดต่อกลับ จากนั้นเลือก “ถัดไป”

 

พิมพ์ข้อความที่ต้องการแจ้งให้กับผู้ที่พบติดต่อกลับ

 

หลังจากที่เสร็จขั้นตอนแจ้งสูญหายแล้ว เมื่อ iPhone หรืออุปกรณ์อื่นๆ “เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต” ระบบจะล็อคเครื่องให้ และขึ้นข้อความที่ได้พิมพ์ไว้ก่อนหน้านี้บนหน้าจอทันที

 

 

และฟังก์ชั่นสุดท้ายคือ “ลบ iPhone” ซึ่งเป็นคำสั่งลบข้อมูลของตัวเครื่องทั้งหมด ในกรณีที่มีข้อมูลที่สำคัญหรือคิดว่าไม่ได้คืนแล้วสามารถสั่งลบข้อมูลได้จากฟังก์ชั่นนี้

 

วิธีค้นหา iPhone, iPod, iPad, AirPods, Mac ด้วยแอป Find My

หากต้องการค้นหาอุปกรณ์ที่หายไปให้เปิดแอป Find My ขึ้นมาครับ ซึ่งแอปนี้จะเป็นการรวมทั้งแอป Find My iPhone และ Find My Friend เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งจะทำให้ค้นหาได้ทั้งอุปกรณ์ต่างๆ และเพื่อน ในแอปเดียวกัน

 

หลังจากที่เข้ามาในแอป “Find My” จะเห็นตำแหน่งของอุปกรณ์ต่าง ๆ ของเราครับ เลือกที่ All Devices เพื่อโชว์อุปกรณ์ทั้งหมดของเราที่มีอยู่และล็อคอินภายใต้ Apple ID เดียวกันทั้งหมด ซึ่งสามารถเลือกอุปกรณ์ต่างๆ ที่ต้องการค้นหาเพื่อส่งเสียง และนำทางไปยังอุปกรณ์นั้นๆ ได้

 

“Mark As Lost” (โหมดสูญหาย) สามารถใช้งานบนแอป “Find My”  ได้เช่นกัน เลือกที่ “Mark As Lost” เพื่อล็อคเครื่องพร้อมส่งข้อความเพื่อติดต่อไปยังเครื่องที่หาย

 

หลังจากที่สั่งล็อคแล้วจะมีข้อความขึ้นมาที่หน้าเพื่อแจ้งให้คนที่เจอติดต่อกลับได้ครับ

 

หรือหากต้องการสั่งลบข้อมูลก็สามารถเลือก “Erase This Device” ข้อมูลต่างๆ จะถูกลบเมื่อ iPad ได้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต หลังจากที่ลบข้อมูลแล้วก็จะไม่สามารถค้นหาหรือติดตามได้แล้วนะครับ เพราะข้อมูลต่างๆ ได้ถูกลบออกไปหมดแล้ว

 

 

สำหรับมือใหม่ หรือผู้ที่ยังไม่ทราบสิ่งที่จำเป็นเมื่อซื้อ iPhone, iPod, iPad, Mac มาแล้ว ก็ควรที่จะเปิดใช้งาน “Find My” ทุกอุปกรณ์ทันทีไว้เลยนะครับ ถึงแม้ว่าอุปกรณ์ต่างๆ ที่หายอาจจะไม่สามารถค้นหากลับคืนมาได้ 100% แต่การเปิดใช้งาน รวมไปถึงการค้นหาก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้สามารถค้นหาเจอ และตามของกลับคืนมาได้ ซึ่งในหลายๆ เคสที่ผ่านมาก็สามารถค้นหากลับคืนมาได้ครับ ขอเพียงแค่เมื่อทำหายให้ตั้งสติแล้วลองค้นหาดูก่อน เพราะหลายๆ ครั้งที่หายถ้ารู้ตัวและค้นหาทันทีก็ยังทำให้รู้โลเคชั่นและค้นหากลับคืนมาได้ สุดท้ายถ้าเป็นไปได้ไม่ทำหายก็จะดีที่สุดครับ

อ่านต่อ...

Android Tips

วิธีเปิดใช้งาน Dark Mode โหมดกลางคืนสำหรับเว็บไซต์ Facebook

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

How to Enable Dark Mode on Facebook

เมื่อสัปดาห์ก่อนมีรายงานว่า Facebook กำลังทดสอบฟีเจอร์การเปิดใช้งาน Dark Mode หรือโหมดกลางคืนสำหรับเว็บเบราว์เซอร์หรือบนเดสก์ท็อปนั่นเอง และสำหรับใครที่ต้องใช้งานโหมดนี้ก็สามารถตั้งค่าด้วยตนเองได้ง่ายๆ ตามนี้เลย

 

How to Enable Dark Mode on Facebook

วิธีเปิดใช้งาน Dark Mode เว็บไซต์ Facebook บน Google Chrome

  1. เปิด Google Chrome แล้วพิมพ์ chrome://flags/#enable-force-dark ในช่อง URL
  2. เลือก Enable เพื่อเปิดใช้งาน Dark Mode
  3. คลิกที่ปุ่ม Relaunch เพื่อเริ่มต้นใช้งาน Google Chrome ใหม่ในโหมดกลางคืน

 

How to Enable Dark Mode on Facebook

เพียงเท่านี้เมื่อเราเข้าเว็บไซต์ Facebook ก็จะเห็นว่าพื้นหลังของหน้าเว็บไซต์นั้นมีพื้นหลังสีดำที่ดูสบายตามากขึ้น ซึ่งเป็นการเปิดใช้งาน Dark Mode ให้กับ Google Chrome นั่นเอง ส่วนทางด้าน Facebook จะเปิดให้ใช้งานได้จริงผ่านฟีเจอร์ของตนเองเมื่อไหร่นั้น หากมีความคืบหน้าจะรีบมาอัปเดทให้ทราบต่อไปครับ

ที่มา : osxdaily

อ่านต่อ...

Android Tips

Bestnine วิธีทำ 9 รูปสุดฮอตของเราใน Instagram ปี 2019 มีภาพไหนบ้าง มาดูกันเลย

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

หลายอาจได้เห็นเพื่อนๆ แชร์รูปภาพ Instagram ปี 2019 ที่เป็นการรวมรูปภาพ 9 รูปสุดฮอตของแต่ละคนหรือ Bestnine ซึ่งเป็นภาพที่มีคนกดถูกใจมากที่สุดและจำนวนยอดไลค์ทั้งปี มาดูกันว่าเขาทำกันอย่างไร พร้อมแชร์ลงโชเชียลได้ด้วย

2019 Bestnine

สำหรับไอจีคนไทยที่มียอดยอดคนถูกใจมากที่สุดไม่มีใครไม่รู้จักเธอคนนี้ ลิซ่า (lalalalisa_m) นักร้องชาวไทย รู้จักกันในฐานะสมาชิกเกิร์ลกรุปเกาหลีใต้ แบล็กพิงก์ โดยในปี 2019 มีคนกดไลค์มากถึง 981,441,097 และโพสต์ทั้งหมด 309 โพสต์

วิธีการทำง่าย ๆ

1. ให้เข้าไปที่เว็บ https://bestnine.net/th จากนั้นให้กรอก “ไอดี” ของ Instagram ของเราลงไปครับ เลือกไปที่ “GET” สามารถทำได้ทั้งบนคอมฯและสมาร์ทโฟน

2. จากนั้นให้รอสักครู่ เพื่อให้ระบบค้นหาและดึงรูปภาพยอดฮิตที่สุดทั้งหมด 9 รูปของเราในปี 2019 และเมื่อได้รูปภาพยอดฮิตแล้วก็สามารถแชร์ไปยัง Facebook, Twitter ได้ด้วย

ลองเช็คดูกันครับว่าภาพไหนของเราที่ได้ฮอตสุด ๆ ใน Instagram แล้วอย่าลืมแชร์มาให้เพื่อนๆ ดูกันด้วยครับ และฝากกด Follow IG ของเพจด้วยนะ @iPhone_Droid ฮา ๆ

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

Android News2 วัน ที่แล้ว

รวมโปรเด็ด HUAWEI Mate30 Pro จาก AIS, dtac และ TrueMove H เริ่มต้นเพียง 12,490 บาท

วันนี้จะพาไปอัปเดทโป...

OPPO A9 2020 The Best Super Spec Smartphone OPPO A9 2020 The Best Super Spec Smartphone
Android News2 สัปดาห์ ที่แล้ว

OPPO A9 2020 สเปคแรงสุด จัดเต็มทุกฟีเจอร์ The Best Super Spec Smartphone ของปี 2019

OPPO A9 2020 สมาร์ทโ...

realme-X50-5G realme-X50-5G
Android News3 สัปดาห์ ที่แล้ว

จับตา realme แบรนด์สมาร์ทโฟนที่เติบโตแบบก้าวกระโดด และก้าวสู่ความเป็นผู้นำที่เหนือกว่าในยุค 5G

ปัจจุบันไม่มีใครไม่ร...

Goodnight App Review Goodnight App Review
Android App1 เดือน ที่แล้ว

รีวิว Goodnight App แชทสนุกด้วยเสียง พบปะเพื่อนใหม่ หาคนพิเศษเพื่อบอกฝันดี!

วันนี้มีแอปพลิเคชั่น...

รีวิว Vivo V17 รีวิว Vivo V17
Featured1 เดือน ที่แล้ว

รีวิว Vivo V17 สมาร์ตโฟน “ฉีกทุกกฏในทุกช็อต” หน้าจอ Ultra O Screen, แบตอึด 4500mAh ชาร์จเร็ว 18W และกล้อง AI 4 เลนส์

Vivo V17 สมาร์ตโฟนที...

Advertisement

ข่าวใหม่วันนี้

กำลังมาแรง