ติดตามพวกเรา

ข่าวประชาสัมพันธ์

เฟลชแมน ฮิลลาร์ด เปิดผลสำรวจความคิดผู้บริโภคหลังวิกฤต COVID-19 เผย “มุมมอง” และ “ความเข้าใจ” ของผู้คนที่มีต่อโลกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

หน่วยงานด้านการวิจัยพฤติกรรมของธุรกิจและผู้บริโภคของเฟลชแมน ฮิลลาร์ด ได้เปิดเผยผลการศึกษาที่ทำใน 6 ประเทศเกี่ยวกับมุมมองของผู้บริโภคทั่วโลกต่อการระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ว่าส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนการรับรู้ พฤติกรรม ค่านิยมและสังคมของเราอย่างไร

นาตาชา เคนเนดี้ หุ้นส่วนอาวุโสและกรรมการผู้จัดการ หน่วยงานด้านการวิจัยของเฟลชแมน ฮิลลาร์ด (FleishmanHillard’s TRUE Global Intelligence practice) กล่าวว่า “วิกฤตครั้งนี้ทำให้เราได้เห็นพฤติกรรมผู้บริโภคได้เปลี่ยนแปลงไปในหลายนัยสำคัญและการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นจะยังคงอยู่ต่อไปภายหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19  ตัวอย่างเช่น ผู้บริโภคกำลังส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมในการการซื้อสินค้าและบริการที่พวกเขาให้ความสำคัญ และหากว่าองค์กรและภาคธุรกิจต่างๆ มีความเข้าใจถึงพฤติกรรม รวมถึงความคาดหวังและความเชื่อที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ ก็จะสามารถทำการตัดสินใจและสื่อสารได้อย่างตรงประเด็นและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพนักงาน ลูกค้าและสังคมโดยส่วนรวมมากขึ้น

เฟลชแมน ฮิลลาร์ด ได้จัดทำการสำรวจขึ้นพร้อมกันในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา, จีน, เยอรมนี, อิตาลี, เกาหลีใต้และสหราชอาณาจักร เผยให้เห็นลำดับขั้นต่างๆ และความคาดหวังของผู้คนเมื่อเกิดวิกฤต โดยมีการสำรวจกับประชากรในหลากหลายอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ที่มีความเสี่ยงทางการแพทย์ และผู้ที่ถือว่าเป็นแรงงานที่มีความจำเป็น (ร้อยละ 65 ของผู้ใหญ่วัยทำงาน) ส่วนใหญ่รู้สึกถึงผลกระทบที่รุนแรงมากขึ้นจากวิกฤตในครั้งนี้ ในขณะที่ประเทศเหล่านี้กำลังเผชิญกับการระบาดใหญ่ ผลการศึกษาได้ทำให้เราได้เข้าใจถึงประสบการณ์ร่วมกันบางอย่างของผู้คนซึ่งเราจะยังคงติดตามในการศึกษาครั้งต่อไป เนื่องจากทัศนคติและพฤติกรรมของผู้คนเปลี่ยนไปตลอดเวลา โดยสามารถนำมาเสนอในประเด็นต่างๆ ดังนี้

ผู้บริโภครู้สึกมั่นใจกับรัฐบาลมากที่สุด แต่มีความมั่นใจกับนายจ้างน้อยที่สุด

  • จากผลสำรวจในทุกตลาดที่กล่าวมา เมื่อเปรียบเทียบกับองค์กรอื่นๆ รัฐบาลถือว่าได้รับคะแนนความมั่นใจจากประชาชนมากที่สุดในการปฎิบัติงานในช่วงวิกฤต คิดเป็นร้อยละ 47 โดยผู้บริโภคชาวจีนให้คะแนนรัฐบาลของพวกเขาในระดับ “ดีเลิศ” หรือ “ยอดเยี่ยม” คิดเป็นร้อยละ 79 แต่เมื่อพิจารณาในประเทศอื่น ประชาชนกลับให้คะแนนรัฐบาลของตนเองในระดับที่ต่ำมากกว่านั้น กล่าวคือ สหรัฐอเมริกา ร้อยละ 34 สหราชอาณาจักร ร้อยละ 50 เกาหลี ร้อยละ 43 อิตาลี ร้อยละ 39 และเยอรมนี ร้อยละ 37
  • บริษัทขนาดใหญ่ได้รับคะแนนความพึงพอใจจากประชาชนอย่างมากโดยเฉพาะในประเทศจีน คิดเป็นร้อยละ 66 ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ได้รับคะแนนประเมินที่ต่ำกว่านั้น กล่าวคือ ในสหรัฐอเมริกาและเกาหลี ร้อยละ 28  และ ในเยอรมนี เพียงร้อยละ 17
  • นายจ้างขององค์กรทุกขนาดได้รับการประเมินผลต่ำ โดยมีเพียงร้อยละ 29 ของผู้ตอบแบบสอบถามที่ให้คะแนน “ยอดเยี่ยม” หรือ “ดีมาก”
  • ในหลายตลาด การสำรวจพบว่าในวิกฤติครั้งนี้ ผู้คนถึง 7 ใน 10 คนรู้สึกว่าบุคคลอื่นปฎิบัติตนตามบทบาทของตนเองได้อย่าง “ยอดเยี่ยม” “ดีมาก” หรือ “ดี” แม้ว่าบางคนอาจจะต้องตระหนักเพิ่มเติมถึงความสำคัญของการให้ความร่วมมือ เพราะมีรายงานว่า ผู้คนถึงร้อยละ 12 ยังเพิกเฉยต่อข้อกำหนดที่ให้กักตัวภายในที่พักอาศัย

ผู้คนกำลังวางแผนในระยะยาวมากขึ้นและไม่คิดจะกลับไปใช้ชีวิตแบบ “ปกติ”

  • การกลับไปใช้ชีวิตตาม “ปกติ” นั้นมีนิยามที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ โดยผู้คนในประเทศจีนเชื่อว่าอีก 9 สัปดาห์จะสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ เชื่อว่าจะใช้เวลามากกว่านั้น ในสหรัฐอเมริกา โดยเฉลี่ย 15 สัปดาห์ ในเกาหลีใต้และเยอรมนี 17 สัปดาห์ และ ในสหราชอาณาจักรและอิตาลี 22 สัปดาห์
  • ผู้คนมากกว่า 1 ใน 5 เชื่อว่าจะใช้เวลาประมาณ 5 เดือนถึง 2 ปีกว่าสถานการณ์ทุกอย่างจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

แม้จะตระหนักดีว่าอาจมีการเลิกจ้างและให้พักงานในภาวะเช่นนี้ แต่ร้อยละ 89 คาดหวังว่านายจ้างจะยังใจกว้างพอและมีแนวทางที่สร้างสรรค์ในการลดผลกระทบให้กับลูกจ้าง

  • ร้อยละ 91 คาดว่า บริษัทต่างๆ จะดำเนินการเพื่อช่วยให้พนักงานมีสุขภาพที่ดี – จัดหาอุปกรณ์ป้องกันและเจลทำความสะอาดมือเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขามีเวลาพักเบรคเพื่อล้างมือและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพบริเวณสถานที่ทำงาน เพื่อให้เกิดการรักษาระยะห่างทางสังคม หรือ Social distancing
  • ร้อยละ 78 เข้าใจว่าบางบริษัทจะต้องพักงานและเลิกจ้างพนักงาน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในประเทศเกาหลีใต้ ต่ำสุดถึงร้อยละ 59 และ สหรัฐอเมริกา สูงสุดถึงร้อยละ 86
  • ร้อยละ 52 ระบุว่านายจ้างดูแลพนักงานได้ดีขึ้นและถือว่าเป็นสิ่งซึ่ง “สำคัญมาก” ที่จะต้องทำในขณะนี้

ผู้บริโภคยินดีที่จะช่วยเหลือองค์กรต่างๆในการสนับสนุนพนักงาน

  • ร้อยละ 71 ยินดีที่จะหาแนวทางในการสนับสนุนธุรกิจให้คงอยู่ต่อไป อาทิ การใช้บริการส่งของ (ร้อยละ 50) หรือผ่านการนัดหมายทางโทรศัพท์หรือช่องทางออนไลน์ (ร้อยละ 44)
  • ร้อยละ 34 ยินดีที่จะซื้อหรือชำระเงินสำหรับสิ่งของที่ไม่ได้ใช้ในปัจจุบัน เช่น บัตรของขวัญเงินสด (ร้อยละ 19) และจะชำระเงินค่าสมาชิกและบริการต่อไป (ร้อยละ 17)
  • ร้อยละ 14 ยินดีที่จะให้ทิปให้พนักงานบริการมากขึ้นและ ร้อยละ 9 ยินดีจ่ายสินค่าในราคาที่สูงขึ้น
  • ร้อยละ 17 จะบริจาคเงินให้กับกองทุนที่บริหารโดยนายจ้างซึ่งจะนำเอาเงินเหล่านี้ไปช่วยเหลือพนักงาน

ผู้บริโภควางแผนในการใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมากขึ้น ถึงแม้การแพร่กระจายของเชื้อไวรัสจะลดลง ซึ่งมีนัยสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและสังคม

  • ร้อยละ 95 ของผู้บริโภคต้องการให้บริษัทต่างๆ นำมาตรการป้องกันทางกายภาพและการเว้นระยะห่างทางสังคมมาปรับใช้เพื่อช่วยให้พวกเขามีสุขภาพที่ดี
  • ร้อยละ 65 ลดการจับจ่ายใช้สอยและการเดินทาง และ ร้อยละ 52 ตั้งใจจะเปลี่ยนพฤติกรรมในการซื้อสินค้าของตนเองอย่างต่อเนื่อง
  • ร้อยละ 34 เลื่อนการตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต และ ร้อยละ 26 จะวางแผนในการตัดสินใจสำคัญในชีวิตอย่างรอบคอบหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส
  •   ร้อยละ 27 กำลังออมเงินมากกว่าปกติ และ ร้อยละ 26 วางแผนที่จะประหยัดเงินมากขึ้นในอนาคต

การระบาดของเชื้อไวรัสได้เปลี่ยนแปลงสิ่งที่ผู้คนให้คุณค่าและพวกเขาต้องการประโยชน์และนโยบายแบบใหม่ที่ยั่งยืนในอนาคต

  • ร้อยละ 68 รายงานว่าการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสได้เปลี่ยนแปลงมุมมองของผู้บริโภคต่อสินค้าและบริการที่พวกเขาเคยคิดว่ามีความสำคัญ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่กำลังแพร่ขยายในประเทศจีน ถึงร้อยละ 86 และอิตาลี ร้อยละ 73
  • ร้อยละ 63 ของพนักงานต้องการสิทธิประโยชน์ใหม่ๆ ที่ได้มีการนำเสนอในช่วงของการระบาดของเชื้อไวรัสให้คงอยู่ต่อไปอย่างถาวร
  • ร้อยละ 71 ต้องการให้คงนโยบายของรัฐบาลที่ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกซึ่งออกมาในช่วงวิกฤตต่อไปอย่างถาวร ซึ่งมีความเห็นจากชาวอเมริกัน ร้อยละ 69 ชาวจีน ร้อยละ 89 คนกลุ่ม millennial ทั่วโลก ร้อยละ 77 ผู้ที่ถือว่ามีความสำคัญในช่วงการระบาด ร้อยละ 76 และ บุคลากรทางการแพทย์ ถึงร้อยละ 77
  • ร้อยละ 21 ของผู้คน (เฉพาะในสหรัฐอเมริกา ร้อยละ 26) ซึ่งปกติแล้วจะต้องทำงานในสำนักงานหรือสถานประกอบการ แต่ในตอนนี้คาดว่าจะมีตัวเลือกให้สามารถทำงานจากที่บ้านได้
  • ร้อยละ 26 ของพนักงานกล่าวว่า พวกเขากำลังมองหางานใหม่ที่นายจ้างให้การช่วยเหลือพนักงานของตนเอง และจะไม่จงรักภักดีต่อนายจ้างเพียงเพราะการกระทำของเขาในช่วงเหตุการณ์ของระบาดของเชื้อไวรัสเท่านั้น แต่จะมองว่าองค์กรจะปฏิบัติต่อพนักงานอย่างไรเมื่อคำนึงถึงการมีนายจ้างคนใหม่

เกือบทุกคนรู้สึกถึงผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัสในครั้งนี้

  • ร้อยละ 98 ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ พร้อมทั้งมีการเลื่อนหรือยกเลิกแผนการต่างๆ หรือการจับจ่ายใช้สอย และ        ร้อยละ 90 ยังกล่าวว่าพวกเขามีความอดทนต่อการเปลี่ยนแปลงในความคาดหวังและพฤติกรรมภายหลังการระบาดสิ้นสุดลง
  • ร้อยละ 78 รู้สึกเป็นห่วงสุขภาพของตนเองและ ร้อยละ 74 มีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเงินของพวกเขา ข้อกังวลในระดับนี้มีความสอดคล้องกันทั้งกลุ่มประชากร
  • ร้อยละ 18 มีสมาชิกในครอบครัวหรือเพื่อนที่ได้ผลกระทบด้านสุขภาพจากเชื้อไวรัส COVID-19 อีกทั้ง ร้อยละ 5 ที่สมาชิกในครอบครัวหรือเพื่อนเสียชีวิตด้วยโรคนี้ ในประเทศจีนและอิตาลี 1ใน 3 ของจำนวนประชากร (ร้อยละ 31 และ 33 ตามลำดับ) มีสมาชิกในครอบครัวหรือเพื่อนที่สุขภาพได้รับผลกระทบจากเชื้อไวรัสชนิดนี้

ด้วยความเชี่ยวชาญเชิงลึกในการให้คำปรึกษาแก่องค์กรต่างๆ ก้าวข้ามภาวะวิกฤติมาแล้วหลายครั้ง โสพิส เกษมสหสิน, รองประธานอาวุโส พาร์ตเนอร์และผู้จัดการทั่วไป เฟลชแมน ฮิลลาร์ด ประเทศไทย กล่าวว่า “งานวิจัยของเราแสดงให้เห็นถึงสิ่งสำคัญที่องค์กรควรจะเร่งกระทำในปัจจุบัน อีกทั้ง เราสามารถนำข้อมูลจากการศึกษาดังกล่าวมาประยุกต์ใช้กับบริบทของประเทศไทยได้” “นอกจากนั้น งานวิจัยยังเผยให้เห็นว่า ยิ่งเราเผชิญกับภัยคุกคามมากเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นภัยคุกคามด้านเศรษฐกิจและสังคม ยิ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องสร้างหลักการแห่งความไว้เนื้อเชื่อใจกัน บนพื้นฐานของความรับผิดชอบ ความโปร่งใส การสื่อสารกันอย่างสม่ำเสมอและจริงใจ เพื่อเป้าหมายแห่งความสำเร็จร่วมกัน ฉะนั้น การสื่อสารอย่างเป็นระบบซึ่งดำรงอยู่ด้วยหลักคุณค่าและการกระทำ จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับอุปสรรคและความท้าทายที่หลากหลายในโลกปัจจุบันได้ ในขณะเดียวกันก็ยังเป็นการช่วยสร้างสรรค์ให้เกิดสิ่งดีๆ กับบุคคล องค์กรและสังคมของเราอีกด้วย

 แม้ทั่วโลกจะมีระบบและประสบการณ์ที่แตกต่างกันไป แต่ทุกคนสามารถรวมใจเป็นหนึ่งเดียวกันได้จากประสบการณ์ร่วมกันนี้ “สิ่งที่เราได้เห็นแล้วในขณะนี้คือ การที่เมืองต่างๆ ในประเทศจีนสามารถจะฟื้นตัวในช่วงแรกได้แล้ว ด้วยความรู้สึกมุ่งมั่นของผู้คนบนความหวังใหม่ และการตระหนักถึงความรับผิดชอบของแต่ละบุคคล” โสพิส กล่าว

ในประเทศไทยควรมีการให้คำแนะนำแก่ออฟฟิศต่างๆ ในประเด็นที่เกี่ยวกับการรักษาระยะห่างทางสังคม เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพดี ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้สามารถทำงานได้อย่างปกติ  นายจ้างต้องรับรู้ถึงข้อกังวลด้านสุขภาพและความปลอดภัยของทั้งพนักงานและลูกค้า และยังต้องสร้างความคาดหวังเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นให้กับพนักงาน ถึงแม้จะมีการต่อต้านอยู่บ้าง ดังนั้นแล้ว ด้วยการสื่อสารอย่างต่อเนื่องเพื่อรายงานสถานการณ์และการเข้าไปข้องเกี่ยวกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายในระหว่างที่มีการกำหนดแนวทางให้กลับไปทำงานเช่นเดิม เราจึงเชื่อว่าองค์กรจะสามารถส่งเสริมให้เกิดการสร้างสมรรถนะและสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ในการทำงาน ซึ่งจะช่วยให้มีการฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน

เฟลชแมน ฮิลลาร์ด ได้จัดตั้งหน่วยงานพิเศษ ที่ให้คำปรึกษาและออกแบบการสื่อสาร ในการฟื้นฟูธุรกิจภายหลังภาวะวิกฤต (FleishmanHillard’s Recovery and Resurgence practice)  โดยการใช้ข้อมูลและอินไซต์จากการสำรวจเพื่อให้คำแนะนำด้านการสื่อสารแก่องค์กรต่างๆ ให้สามารถก้าวข้ามสถานการณ์ที่ยากลำบากในปัจจุบันไปได้ โดยมีการวางแผนเพื่อให้สามารถกลับมาดำเนินงานได้อย่างปกติ

TRUE Global Intelligence คือ หน่วยงานค้นคว้าและวิจัยภายในของ FleishmanHillard ซึ่งไดทำการสำรวจทัศนคติและความเห็นทางออนไลน์กับกลุ่มเป้าหมาย ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปจำนวน 6,566 คนในประเทศจีน (n = 1,057), เยอรมัน (n = 1,131), อิตาลี (n = 1,093), เกาหลีใต้ (n = 1,043)

สหราชอาณาจักร (n = 1,123) และสหรัฐอเมริกา (n = 1,119) ตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคมถึง 3 เมษายน 2563 ข้อมูลได้รับการถ่วงน้ำหนักตามเพศและอายุในทุกตลาดรวมถึงภูมิภาคต่างๆในสหรัฐอเมริกา ระยะขอบของข้อผิดพลาดคือ ±1.2% สำหรับยอดรวมทั่วโลก และประมาณ 3% สำหรับในแต่ละตลาดและสูงกว่าสำหรับกลุ่มย่อย สำหรับการอ้างอิง ร้อยละ 10 ของผู้ตอบแบบสอบถามคิดเป็นผู้ใหญ่จำนวน 151.9 ล้านคนในหกประเทศนี้

ข่าวประชาสัมพันธ์

ซัมซุงปรับโฉมเว็บแอปพลิเคชัน ‘Samsung Career Discovery’ ปูทางนักเรียนมัธยม ค้นพบตัวเอง ค้นพบอาชีพ ได้ง่ายยิ่งกว่าเดิม

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

ซัมซุง พลิกโฉมเว็บแอปพลิเคชัน ‘Samsung Career Discovery’  ต่อยอดความสำเร็จนวัตกรรมเพื่อสังคม ให้เข้าถึงและใช้งานง่ายขึ้น หวังผลให้เยาวชน ผู้ปกครองและครูใช้เวลาว่างร่วมวางแผนการเรียนและแนะแนวอาชีพในอนาคตให้กับเด็ก ผ่านเว็บแอปพลิเคชัน พร้อมสำรวจ ค้นหาและพัฒนาศักยภาพของเยาวชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด ในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับโลก พัฒนาเว็บแอปพลิเคชัน ‘Samsung Career Discovery ค้นพบตัวเอง ค้นพบอาชีพ’ หนึ่งในโครงการเพื่อสังคมของบริษัท ในรูปโฉมใหม่ ผ่านดีไซน์ล้ำสมัย และฟังก์ชั่นการใช้งานที่ง่ายขึ้น พร้อมการประมวลผลลื่นไหล ไม่ว่าจะใช้งานผ่านคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือสมาร์ทโฟน โดยส่วนการใช้งานที่ได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อประสบการณ์การแนะแนวอาชีพที่ล้ำไปอีกขั้น ได้แก่ 

  • การเข้าใช้งาน หรือ การล็อกอิน  พัฒนาระบบการเข้าใช้งานให้สามารถเข้าใช้งานได้ง่าย ผ่าน Facebook หรือ Guest Mode
  • การจัดการและการค้นหาคอนเทนต์ – ออกแบบ Video Gallery รูปแบบใหม่ จัดกลุ่มอาชีพให้ตรงกับความสนใจ ตอบโจทย์การแนะแนว และการ “ค้นพบอาชีพ” ให้สะดวกขึ้นสำหรับผู้ใช้ สามารถค้นหาผ่านคีย์เวิร์ดอันหลากหลาย ทั้งชื่ออาชีพ และ tags ในการช่วยค้นหาวีดีโออาชีพ พร้อม Playlist ที่ช่วยให้นักเรียนได้ค้นพบอาชีพที่ตัวเองสนใจแต่อาจนึกไม่ถึง จากกลุ่มอาชีพที่แบ่งตามหมวดหมู่ อาทิ อาชีพสายวิทย์คณิตอาชีพสายศิลป์อาชีพสายธุรกิจ และอีกมากมาย พร้อมวีดีโอไฮไลท์อาชีพที่น่าสนใจ ซึ่งสามารถแชร์วิดีโอนี้ผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านอาชีพกับกลุ่มเพื่อนในวงกว้าง
  • การออกแบบ UX/UI – ปรับดีไซน์ ภาพและกราฟิกให้มีลูกเล่น ความโดดเด่น และทันสมัยมากขึ้น พร้อมโครงสี Dark Mode ตามเทรนด์ของกลุ่มเป้าหมาย

 

ทั้งนี้ เว็บแอปพลิเคชัน ‘Samsung Career Discovery ค้นพบตัวเอง ค้นพบอาชีพ’ เป็นหนึ่งในโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมในด้านการศึกษาของซัมซุง เปิดให้ใช้งานครั้งแรกในปี 2558 ปัจจุบันมีผู้ใช้งานกว่า 1.4 ล้านคนทั่วประเทศ และเป็นเครื่องมือมาตรฐานที่กระทรวงศึกษาธิการแนะนำให้โรงเรียนในสังกัดใช้เพื่อการแนะแนวนักเรียนระดับมัธยมศึกษา และหลักสูตรอบรมครูของโครงการฯ ยังได้รับการรับรองโดยสำนักคุรุพัฒนา ซึ่งซัมซุงได้พัฒนาต่อยอดนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบันอยู่เสมอ ตามพันธกิจด้านความรับผิดชอบต่อสังคมในการ “มุ่งสร้างพลังคน มุ่งสร้างอนาคตที่ดีร่วมกัน” (Together for Tomorrow! Enabling People) ที่สนับสนุนให้ทุกคนค้นพบศักยภาพของตัวเองและแสดงศักยภาพอย่างเต็มพลัง ผู้ที่สนใจสามารถเข้าใช้งานเว็บแอปพลิเคชันเพื่อค้นพบตัวเอง และค้นพบอาชีพที่หลากหลาย ได้ที่ www.samsungscd.org

อ่านต่อ...

ข่าวประชาสัมพันธ์

เดลล์ เทคโนโลยีส์ จัดโปรโมชั่น Back to school เตรียมความพร้อมต้อนรับเปิดเทอม

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

ต้อนรับเทศกาลเปิดเทอม เดลล์ เทคโนโลยีส์ ประเทศไทย จัดโปรโมชั่น Back to school เตรียมความพร้อมต้อนรับเปิดเทอมใหม่ ส่งผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรางวัลทั้งในสาย เดสก์ทอป แล็ปท็อป และเครื่องออล อิน วัน (All in one) ในราคาพิเศษสำหรับนักเรียน นิสิต นักศึกษา เพื่อสนับสนุนการเรียนทั้งในห้องเรียน หรือจากที่บ้าน (Learn from Home) อย่างเต็มที่ สามารถแลกรับฟรีบัตรกำนัล เทสโก้โลตัส มูลค่า 500 บาท และ1,000 บาท ผ่านทาง Line@ ID : @dellth-promotion หรือ ทางเว็บไซต์ www.yours-promotion.com เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์ที่ร่วมรายการ

  • Inspiron 15 3000 (3593)  รับฟรีบัตรกำนัลเทสโก้โลตัส มูลค่า 500 บาท ในรุ่น

o   Inspiron 15 3000 (3593) มาพร้อม Intel® Core™ i3-1005G1 และ 1 TB 5400 RPM 2.5″ SATA HDD (W566055106OPPTHW10) ในราคา 13,990 บาท

o   Inspiron 15 3000 (3593) มาพร้อม Intel® Core™ i5-1035G1  และ 1 TB 5400 RPM 2.5″ SATA HDD (W566055131OPPTHW10) ในราคา 18,990 บาท

o    Inspiron 15 3000 (3593) มาพร้อม Intel® Core™ i7-1065G7 และ 256GB M.2 PCIe NVMe SSD  (W566055149THW10) ในราคา 23,990 บาท

  • Inspiron 14 5000 (5491) รับฟรีบัตรกำนัลเทสโก้โลตัส มูลค่า 1,000 บาท ในรุ่น

o   Inspiron 14 5000 (5491) มาพร้อม Intel® Core™ i5-10210U และ 512GB M.2 PCIe NVMe SSD  (W566055024THW10) ในราคา 29,990 บาท

o   Inspiron 14 5000 (5491) มาพร้อม Intel® Core™ i7-10510U และ 512GB M.2 PCIe NVMe SSD  (W566055031THW10) ในราคา 32,990 บาท

  • Inspiron 15 5000 (5593) รับฟรีบัตรกำนัลเทสโก้โลตัส มูลค่า 1,000 บาท ในรุ่น

o   Inspiron 15 5000 (5593) มาพร้อม Intel® Core™ i5-1035G1 และ 512GB M.2 PCIe NVMe SSD  (W566054461PTHW10) ในราคา 23,990 บาท

o   Inspiron 15 5000 (5593) มาพร้อม Intel® Core™ i7-1065G7 และ 512GB M.2 PCIe NVMe SSD  (W566053454THW10) ในราคา 27,990 บาท

  • Inspiron 24 5000 (5490 All-in-One Desktop รับฟรีบัตรกำนัลเทสโก้โลตัส มูลค่า 1,000 บาท ในรุ่น

o   Inspiron 24 5000 (5490)  All-in-One Desktop มาพร้อม Intel® Core™ i5-10210U และ 512GB M.2 PCIe NVMe SSD  (W26605104THW10) ในราคา 25,990 บาท

o   Inspiron 24 5000 (5490)  All-in-One Desktop มาพร้อม Intel® Core™ i7-10510U และ 512GB M.2 PCIe NVMe SSD + 1 TB 5400 RPM 2.5″ SATA HDD  (W26605106THW10) ในราคา 30,990 บาท

  • Vostro Desktop Tower (3671) มาพร้อม Intel® Core™ i7-9700 และ 1 TB 7200 RPM 2.5″ SATA HDD  (W268016209NMTHW10) ในราคา 24,990 บาท

เตรียมช้อป และรับโปรสุดคุ้มได้ในระหว่างวันที่ 25 พฤษภาคม  – 15 มิถุนายน 2563  ผ่านทางร้านค้าและตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ และติดตามความเคลื่อนไหวโปรโมชั่น ได้ที่ เฟซบุ๊คของเดลล์ ประเทศไทย: http://www.facebook.com/Dellthailand

อ่านต่อ...

ข่าวประชาสัมพันธ์

“5G” นวัตกรรมใหม่ที่จะมาเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และสมาร์ทโฟนในมือคุณ

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

หลายคนคงจะได้ยินคำว่า “5G” บ่อยๆ ในช่วงนี้ เพราะผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือในบ้านเราต่างพากันโหมโปรโมทเทคโนโลยีเครือข่ายการเชื่อมต่อแห่งอนาคตที่ว่านี้อย่างไม่หยุดหย่อน บ้างก็ว่านี่คือนวัตกรรมการเชื่อมต่อแห่งอนาคตที่จะมาเปลี่ยนวิถีชีวิตของเราๆ ท่านๆ บ้างก็ว่านี่เป็นประสบการณ์ความเร็วของการใช้งานอินเทอร์เน็ตแบบที่ไม่เคยปรากฏให้เห็นที่ไหนมาก่อน แต่คำถามสำคัญที่สุดสำหรับผู้บริโภคอย่างเราก็คือ 5G จะเป็นประโยชน์กับการใช้งานสมาร์ทดีไวซ์ในชีวิตประจำวันของเราอย่างไรซึ่งต้องขอบอกตรงนี้เลยว่าเทคโนโลยีใหม่นี้มีประโยชน์กับความบันเทิงในชีวิตของคุณไม่น้อยเลยล่ะ

ถ้าให้มองภาพกว้างแบบคุณภาพชีวิตในระดับมหภาค การมาถึง 5G จะมีส่วนช่วยทำให้ระบบสาธารณูปโภคในบ้านเราชาญฉลาดยิ่งขึ้น เพราะว่าระบบการบริหารจัดการไฟฟ้า น้ำ หรือเซ็นเซอร์วัดคุณภาพอากาศต่างเชื่อมต่อถึงกันอย่างไร้รอยต่อ ทั้งยังทำงานได้อย่างอัตโนมัติ ทำให้คอนเซ็ปต์เรื่องมหานครอัจฉริยะหรือ “Smart City” ในไทยกลายเป็นความจริงขึ้นมาได้ ภาคธุรกิจก็สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยที่มีต้นทุนลดลง แม้แต่ช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 ในปัจจุบัน เทคโนโลยี 5G ก็มีส่วนช่วยให้ในประเทศไทยและอีกหลายประเทศรับมือกับสถานการณ์ได้ดีขึ้น เพราะการเชื่อมต่ออันรวดเร็วทำให้ระบบต่างๆ ในโรงพยาบาลทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งยังเปิดโอกาสให้คุณหมอสามารถวินิจฉัยโรคทางไกลเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้อีกด้วย

สำหรับผู้บริโภคอย่างเรา จุดเด่นที่เห็นได้ชัดที่สุดจาก 5G ก็คือความเร็วการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในระดับที่เร็วจนไม่น่าเชื่อ โดย 5G สามารถทำความเร็วการดาวน์โหลดได้มากกว่า 1 GB ต่อวินาที และความเร็วการอัพโหลดสูงถึง 500 MB ต่อวินาทีหรือสรุปง่ายๆ คือเร็วกว่าเน็ต 4G ที่เราใช้กันในมือถือตอนนี้กว่า 20 เท่าเลยทีเดียว ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นการโหลดแอปพลิเคชันที่หนักเครื่องแค่ไหนก็สามารถเสร็จสมบูรณ์ได้ก่อนมาม่าจะสุก (สามนาที…) ดูหนังคมชัดระดับ 4K ได้ไหลลื่น และเวลาใช้เล่นเกมออนไลน์ก็ไม่มีสะดุด โยนปัญหาเรื่องเน็ตกระตุกแล้วเล่นแพ้ทิ้งไปได้เลย

อย่างไรก็ตาม การจะใช้เน็ต 5G ความเร็วขนาดนี้ก็จำเป็นต้องมีสมาร์ทโฟนที่ออกแบบมาให้รองรับการเชื่อมต่อบนเครือข่าย 5G ด้วยเช่นกัน ซึ่งตอนนี้ก็ยังมีแบรนด์มือถือรายใหญ่จำนวนไม่มากที่เริ่มออกผลิตภัณฑ์ที่รองรับเทคโนโลยีดังกล่าวมาให้ใช้กันได้แล้ว แต่สิ่งที่ต้องจับตามองคือราคาของมือถือ 5G ในตลาดตอนนี้ที่เรียกได้ว่าค่อนข้างสูง สมาร์ทโฟน 5G บางยี่ห้อก็ไม่ได้รองรับการใช้งาน 5G บนคลื่นความถี่ของโอเปอเรเตอร์ในไทยครบทุกราย นอกจากนี้ยังมีเรื่องการระบายความร้อนและปัญหาเรื่องการกินแบตเตอรี่จากการใช้งาน 5G ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ ที่ต้องระวัง สร้างความยุ่งยากในการตัดสินใจซื้อสมาร์ทโฟน 5G สักเครื่องให้มากขึ้นไปอีก

แต่อีกไม่นานนี้ เราจะมีสมาร์ทโฟนราคาดี จาก HUAWEI แบรนด์ผู้นำเทคโนโลยี 5G ในระดับโลก ที่จะเข้ามาช่วยตอบโจทย์ในสิ่งที่ผู้ใช้งานยุค 5G ต้องการกันแล้ว โดยหากมองจากจุดยืนที่ชัดเจนของ HUAWEI ที่ต้องการส่งมอบนวัตกรรม 5G ให้เข้าถึงผู้บริโภคทุกคนในประเทศไทยและทั่วทุกมุมโลก ทำให้เราค่อนข้างมั่นใจได้ว่าอีกไม่นาน HUAWEI คงจะเผยโฉมสมาร์ทโฟน 5G ในราคาจับต้องได้ (ไม่เกินหมื่นกลางอย่างตระกูล nova 7 ออกมาแน่ๆ เพื่อให้แฟนมือถือสายนวัตกรรมในบ้านเราสามารถลองใช้ 5G กันได้แบบไม่กระเป๋าฉีก ที่สำคัญคือสมาร์ทโฟน 5G ของ HUAWEI ทุกตัวยังรองรับการใช้งานบนทุกคลื่นความถี่ ไม่ว่าจะเป็นคลื่นแบบ High Band, Mid Band และ Low Band ทำให้ไม่ว่าคุณจะเป็นลูกค้าของ AIS, TRUE หรือ DTAC ก็ไม่จำเป็นต้องย้ายค่ายเพื่อใช้ 5G อีกทั้งยังมีอีโคซิสเต็ม 1+8+N ของหัวเว่ยและฟีเจอร์ HUAWEI Share ที่ช่วยให้สาวกหัวเว่ยสามารถแชร์ไฟล์ภาพ วิดีโอ หรือไฟล์งานหนักๆ ไปยังอุปกรณ์สมาร์ทดีไวซ์หรือโน้ตบุ๊คเครื่องอื่นของหัวเว่ยได้แบบไม่ต้องเปลืองเน็ต 5G ด้วยซ้ำ เพียงแค่นำอุปกรณ์มาสัมผัสกันก็เป็นอันเรียบร้อย

สิ่งที่น่าสนใจต่อจากนี้ก็คือผลิตภัณฑ์ของ HUAWEI กับสมาร์ทโฟนราคาจับต้องได้อย่างตระกูล nova 7 จะมาช่วยเปิดประสบการณ์การใช้งาน 5G ให้ผู้ใช้งานชาวไทยได้อย่างไร เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปเร็วๆ นี้

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

Advertisement

คลิปมาใหม่

ข่าวใหม่วันนี้

Samsung Galaxy S21 Ultra Video Concept Samsung Galaxy S21 Ultra Video Concept
Android News3 ชั่วโมง ที่แล้ว

Samsung Galaxy S21 Ultra คอนเซ็ปต์สมาร์ทโฟนกล้อง 600 ล้าน ซูมไฮบริด 200 เท่า [มีคลิป]

Samsung Galaxy S21 U...

ข่าวประชาสัมพันธ์21 ชั่วโมง ที่แล้ว

ซัมซุงปรับโฉมเว็บแอปพลิเคชัน ‘Samsung Career Discovery’ ปูทางนักเรียนมัธยม ค้นพบตัวเอง ค้นพบอาชีพ ได้ง่ายยิ่งกว่าเดิม

ซัมซุง พลิกโฉมเว็บแอ...

ข่าวประชาสัมพันธ์21 ชั่วโมง ที่แล้ว

เดลล์ เทคโนโลยีส์ จัดโปรโมชั่น Back to school เตรียมความพร้อมต้อนรับเปิดเทอม

ต้อนรับเทศกาลเปิดเทอ...

NAVER LINE21 ชั่วโมง ที่แล้ว

LINE ประเทศไทย ดัน LINE IDOL ขึ้นแท่น Influencer Solutions ครบวงจรตอบโจทย์ธุรกิจในยุค New Normal

นายนรสิทธิ์ สิทธิเวช...

ข่าวประชาสัมพันธ์21 ชั่วโมง ที่แล้ว

“5G” นวัตกรรมใหม่ที่จะมาเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และสมาร์ทโฟนในมือคุณ

หลายคนคงจะได้ยินคำว่...

มือถือมาใหม่

กำลังมาแรง