Connect with us

Smart Review

รีวิว Apple Watch SE สมาร์ทวอทช์ฟีเจอร์จัดเต็ม ตรวจจับทุกการเคลื่อนไหว อัดแน่นด้วยการดูแลสุขภาพ เริ่มต้นเพียง 9,400 บาท

Published

on

Apple Watch SE สมาร์ทวอทช์รุ่นเล็กที่เปิดตัวมาเป็นครั้งแรกของ Apple แต่ก็จัดเต็มด้านฟีเจอร์ ทั้งการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ มีการตรวจจับทุกการเคลื่อนไหวและการออกกำลังกายแบบครบรครัน และกันน้ำได้ลึกถึง 50 เมตร

สเปคโดยรวมของ Apple Watch SE ขนาด 44 มม.

  • ขนาดตัวเรือน : 44.0 x 37.8 x 10.7 มม. (สูง x กว้าง x หนา)
  • น้ำหนัก : 36.4 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล (LTPO) OLED Retina ขนาด 44 มม. ความละเอียด 368 x 448 พิกเซล ความสว่างสูงสุด 1,000 นิต
  • หน่วยประมวลผล : Apple S5 Dual‑core 64 บิต พร้อมชิพระบบไร้สาย W3
  • ความจุ : 32GB
  • การเชื่อมต่อ : Bluetooth 5.0, 802.11b/g/n 2.4GHz และ LTE/UMTS6
    (รุ่น GPS + Cellular)
  • ระบบปฏิบัติการ WatchOS 7
  • เซ็นเซอร์
    • เซ็นเซอร์วัดหัวใจแบบออปติคอล รุ่นที่ 2
    • อุปกรณ์ตรวจจับการเคลื่อนไหวและไจโรสโคปที่ปรับปรุงดีขึ้น (การตรวจจับการล้ม)
    • มาตรวัดความสูงแบบทํางานตลอด
    • GPS/GNSS
    • เข็มทิศ
    • เซ็นเซอร์ตรวจวัดแสงโดยรอบ
  • แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนใช้งานได้สูงสุด 18 ชั่วโมง
  • มีมาตรฐานกันน้ำลึก 50 เมตร

อุปกรณ์ภายในกล่อง

สำหรับกล่องของ Apple Watch SE เมื่อเปิดออกมาจะมี 2 กล่องภายใน แบ่งเป็นกล่องตัวเรือนและกล่องของสายครับ โดยรวมแล้วจะมีอุปกรณ์ต่างๆ ดังนี้

  • ตัวเรือน Apple Watch SE (ตัวเรือนอะลูมิเนียม)
  • สายรัดข้อมือแบบ Sport Loop
  • สายชาร์จ
  • สายชาร์จแบบแม่เหล็กความยาว 1 เมตร
  • วิธีการใช้งานเบื้องต้น
  • ใบรับประกันสินค้า

ดีไซน์สวยงาม พร้อมจอใหญ่อย่างเป็นเอกลักษณ์

ตัวเรือนและดีไซน์ Apple Watch SE ของเรามาพร้อมกับตัวเรือนอะลูมิเนียมสีเทา Space Gray ที่ครอบทับด้วยกระจก Ion-X มีความแข็งแกร่งทนทานเช่นเดียวกัน แม้ว่าจะเป็นรุ่นราคาประหยัดก็ตาม ขณะที่ฝาหลังก็เป็นแบบผลึกแซฟไฟร์และเซรามิกเหมือนกับ Series 6 เลยด้วย

ตัวเรือนของ Apple Watch SE สามารถกันน้ำได้ลึกสูงสุด 50 เมตร ใช้ได้ทั้งในสระน้ำหรือน้ำทะเลแบบไม่ต้องกังวลใดๆ

หน้าจอแสดงผลต่างจากรุ่นท็อปเล็กน้อย โดยมาเป็น LTPO OLED Retina ไม่สามารถใช้งาน Always-on Display ได้ แต่ก็มีความสว่างสูงสุดถึง 1,000 นิต ทั้งยังมีจอภาพใหญ่กว่า Series 3 ถึง 30%

ที่รอบตัวเรือน เริ่มที่ทางซ้ายของตัวเครื่องมีลําโพงดังขึ้นถึง 50% เมื่อเทียบกับ Series 3

ทางขวาของตัวเครื่องมีปุ่ม Digital Crown หรือเม็ดมะยม ถัดลงมาเป็นไมโครโฟน และปุ่มกดข้างตัวเครื่อง

บริเวณด้านบนและด้านล่างเป็นช่องว่างสำหรับใส่สายรัดข้อมือ

และสุดท้ายทางด้านหลังตัวเรือนจะมีเซ็นเซอร์สำหรับวัดอัตราการเต้นของหัวใจ, แม่เหล็กสำหรับใช้ในการชาร์จแบตเตอรี่ และปุ่มสำหรับปลดสายรัดข้อมือที่ด้านบนและล่าง

หน้าปัดใหม่ๆ มีให้เลือกเพียบ

จากการที่ Apple Watch SE มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ WatchOS 7 ก็สามารถใช้งานหน้าปัดใหม่ๆ ได้ทั้งหมด ไม่ต่างจากตัว Series 6 ไม่ว่าจะเป็น แบบศิลปิน, GMT, โครโนกราฟโปร, นับขึ้นหรือ Count Up, เส้น รวมถึงแบบอื่นๆ ที่มีให้เลือกมากขึ้นในแอป Watch บน iPhone

ด้านสุขภาพ

การวัดคุณภาพการนอนหลับ

ยังมีมาให้ด้วยเช่นกันสำหรับการวัดคุณภาพการนอนหลับ ที่สามารถตรวจจับได้ว่าเราใช้งานเวลานอนหลับไปกี่ชั่วโมง กี่นาที ทั้งยังบอกอัตราการเต้นของหัวใจให้เราได้ทราบในแต่ละชั่วโมงของการนอนอีกด้วย

วัดอัตราการเต้นของหัวใจได้แม่นยำ

Apple Watch SE ก็มาพร้อมกับเทคโนโลยีเซ็นเซอร์วัดหัวใจแบบออปติคอลรุ่นที่ 2 โดย Apple Watch ถือว่าเป็นสมาร์ทวอทช์ที่วัดได้อย่างแม่นยำมากๆ รุ่นหนึ่งของโลกเลยทีเดียว ทั้งยังตั้งค่าให้แจ้งเตือนเมื่อมีอัตราการเต้นที่ไม่สม่ำเสมอทั้งเร็วไปหรือช้าไปก็ได้

การออกกําลังกาย

เมื่อพูดถึง Apple Watch ก็ต้องมีโหมดออกกำลังกายมาให้เหมือนเดิมครับ โดย Apple Watch SE ก็ให้มาครบครัน เช่น การเดินกลางแจ้งหรือในร่ม, ปั่นจักรยาน, ก้าวขึ้นบันได, เดินเขา, โยคะ, ว่ายน้ำในสระ, ว่ายน้ำกลางแจ้ง หรืออื่นๆ เป็นต้น

โดยจะมีวงแหวนของการเคลื่อนไหวเพื่อให้เราได้ปิดครบทั้ง 3 สีเพื่อให้ได้ทำกิจกรรมได้ครบกำหนดของแต่ละวัน ซึ่งแต่ละกิจกรรมก็จะมีรางวัลให้เราด้วยเมื่อทำสำเร็จ

การอ่านระดับความสูงแบบเรียลไทม์

สำหรับฟีเจอร์นี้ต้องบอกมีในรุ่นท็อปอย่าง Series 6 ด้วยเช่นกัน ซึ่งจะเป็นการบอกความสูงว่าเราขึ้นเนินไปกี่เมตรเมื่อทำกิจกรรมต่างๆ ที่จำเป็น เช่น ปีนเขา หรือเดินเขา เป็นต้น รวมถึงการเดินขึ้นเนินก็สามารถวัดได้เช่นกัน

ตรวจจับการล้ม และ SOS ฉุกเฉินก็มีให้

Apple Watch SE มีเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวและไจโรสโคปที่ปรับปรุงมาให้แม่นยำยิ่งขึ้น โดยสามารถตรวจจับการล้มหรือกระแทกแรงๆ ได้ และเมื่อเกิดเหตุแล้วระบบจะแจ้งเตือนให้โทรหาเบอร์ฉุกเฉินหรือ SOS ที่เราตั้งค่าไว้ได้ หรืออีกวิธีที่ใช้งาน SOS ได้คือการกดปุ่มด้านข้างค้างไว้ประมาณ 3 วินาที แล้วเลื่อนฟังก์ชัน SOS ก็โทรได้ทันทีครับ

ตรววจจับการล้างมือโดยอัตโนมัติ

ใน Apple Watch SE ก็มีการตรวจจับระหว่างการที่เราล้างมือได้อัตโนมัติ โดยระบบจะนับถอยหลัง 20 วินาทีเพื่อเราล้างมือได้นานและสะอาดยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ก็ยังสามารถแจ้งเตือนให้เราล้างมือทันทีเมื่อเรากลับมาถึงบ้าน

แบตเตอรี่อึดขึ้นใช้งานได้ทั้งวัน

เมื่อเราชาร์จ Apple Watch SE เต็ม 100% ในตอนเช้า ถ้าใครที่ใช้งานปกติทั่วไป ไม่ได้ใช้ออกกำลังกายจริงจังก็สามารถเหลือถึงบ้านในตอนค่ำถึงประมาณ 20-30% ครับ ขณะที่การใช้งานอื่นๆ จะเล่นเพลงผ่านตัวเครื่องและออกกำลังกายได้นานถึง 11 ชั่วโมง หรือถ้าเชื่อมต่อแบบ LTE จะใช้งานได้สูงสุดประมาณ 8 ชั่วโมงครับ

ส่วนเรื่องการชาร์จสามารถชาร์จจาก 0-100% ในเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที ช้ากว่า Series 6 เล็กน้อยครับ

สาย Solo Loop แบบใหม่ หลากสีสันสุดสะดุดตา

เป็นรุ่นใหม่ Apple Watch SE ก็สามารถใช้สายใหม่อย่าง Solo Loop ได้เช่นกันครับ โดยเป็นวัสดุซิลิโคน ใส่แล้วนุ่ม ไม่กัดผิว ซึ่งก็มีหลายขนาดให้เลือกที่เหมาะกับเราครับ

ราคาสุดโดนใจ

Apple Watch SE มาในราคาสุดโดน! เริ่มต้นที่ 9,400 บาทเท่านั้น ซึ่งก็มีให้เลือกหลากหลายสีและสายแบบต่างๆ โดยสามารถเข้าไปดูได้ที่ : https://www.apple.com/th/shop/buy-watch/apple-watch-se

Featured

รีวิว realme 7 5G สมาร์ทโฟน 5G Dual Standby รุ่นแรกในราคาจับต้องได้

Published

on

realme 7 5G review

รีวิว realme 7 5G สมาร์ทโฟนที่มาพร้อมชิปเซ็ต Dimensity 800U 5G รองรับ 5G + 5G Dual Standby รุ่นแรกในราคาที่ทุกคนจับต้องได้ อีกทั้งยังมีหน้าจอลื่นไหล 120Hz และชาร์​จเร็ว 30W Dart Charge

สรุปข้อมูลและสเปค realme 7 5G

  • ขนาดตัวเครื่อง 162.2 x 75.1 x 9.1 มม.
  • น้ำหนัก 195 กรัม
  • หน้าจอ 6.5 นิ้ว 120Hz Ultra Smooth Display ความละเอียด 1080 x 2400 พิกเซล
  • ระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย realme UI
  • ชิปเซ็ต Dimensity 800U 5G
  • RAM 8GB + 128GB ใส่เมมเพิ่มได้
  • กล้องหลัง 4 เลนส์
    • กล้องหลัก 48 ล้านพิกเซล f/1.8
    • กล้อง Ultra Wide 8 ล้านพิกเซล f/2.3 มุมกว้าง 119 องศา
    • กล้อง B&W Portrait 2 ล้านพิกเซล f/2.4
    • กล้อง Macro 2 ล้านพิกเซล f/2.4
  • กล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล f/2.1
  • รองรับ Wi-Fi a/b/g/n/ac
  • Bluetooth 5.1, NFC
  • ปุ่มสแกนลายนิ้วมือข้างเครื่อง
  • แบตเตอรี่ 5000mAh ชาร์จเร็ว 30W Dart Charge

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

realme 7 5G มาในกล่องสีเหลืองเรียบๆ พร้อมชื่อรุ่นบนฝากล่อง โดยอุปกรณ์ที่มีให้ในกล่อง ประกอบด้วย

realme 7 5G review
  • ตัวเครื่อง realme 7 5G
  • อะแดปเตอร์ชาร์จเร็ว 30W Dart Charge
  • สายเคเบิล USB Type-C
  • เคส
  • เข็มจิ้มถาดใส่ซิม
  • คู่มือใช้งาน

อะแดปเตอร์ชาร์จเร็ว 30W Dart Charge มีพอร์ตสำหรับจ่ายไฟแบบ USB-A ใช้งานร่วมกับสายชาร์จในกล่องสำหรับการชาร์จเร็วสูงสุดที่ 30W (15V/2A)

realme 7 5G review

ด้านการดีไซน์ realme 7 5G เป็นครั้งแรกที่มีการนำโลโก้ realme มาดีไซน์อยู่บนฝาหลัง โดยมีพื้นผิวที่ให้เอฟเฟกต์แบบ Glasses-free 3D เมื่อขยับฝาหลังและมองในมุมต่างๆ จะเห็นโลโก้เป็นแบบ 3 มิติ มีความตื่นลึกของตัวอักษร

realme 7 5G review

สีตัวเครื่องที่ใช้ในรีวิวนี้เป็นสี Flash Silver โดยฝาหลังได้รับการเคลือบผิวสัมผัสแบบ AG ให้ผิวสัมผัสนุ่มนวล และลดการเกิดคราบรอยนิ้วมือได้ นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหนึ่งสีคือ Mist Blue ด้วย

realme 7 5G review

ด้านหลังมีกล้องทั้งหมด 4 ตัว ความละเอียดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล AI Camera และมีไฟแฟลช LED

realme 7 5G review

ปุ่ม Power ที่อยู่ด้านข้างมาพร้อมเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือด้วย

realme 7 5G review

ขอบด้านขวามีปุ่มปรับระดับเสียง และถาดใส่ซิมการ์ด

realme 7 5G review

ถาดใส่ซิมของรุ่นนี้เป็นแบบ 2 slot รองรับซิมการ์ด 2 Nano SIM หรือเลือกใส่ microSD Card ในช่องซิม 2 ได้

realme 7 5G review

ขอบด้านล่างมีช่องสำหรับเสียบหูฟัง 3.5 มม., ไมโครโฟน, พอร์ต USB Type-C และช่องลำโพง

realme 7 5G review

หน้าจอแสดงผลของ realme 7 5G มีขนาด 6.5 นิ้ว 120Hz ซึ่งการดีไซน์ด้านหน้าดูสะอาดตาและสวยงามมากๆ เวลามองหน้าจอ เพราะว่าลำโพงฟังเสียงสนทนาเวลาโทรศัพท์จะถูกซ่อนไว้ที่ขอบจอ ทำให้เห็นหน้าจอแสดงผลได้แบบเต็มตา

realme 7 5G review

กล้องหน้า In-display ติดตั้งไว้ในหน้าจอบริเวณมุมขวาบน ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล

realme 7 5G review

realme 7 5G มีลูกเล่น Punch-hole Light Effect โดยจะมีเอฟเฟกต์แสงสว่างขึ้นรอบๆ เลนส์กล้องหน้า เมื่อใช้การปลดล็อกด้วยใบหน้าหรือเปิดใช้งานกล้องหน้า

realme 7 5G review

หน้าจอแสดงผลมาพร้อม 120Hz Ultra Smooth Display ทำให้การใช้งานมีความลื่นไหลไม่มีสะดุด เลื่อนหน้าจอได้ Smooth มากๆ ไม่มีกระตุกเลย

realme 7 5G review

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

realme 7 5G รันระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย realme UI สามารถใช้งานฟีเจอร์ใหม่ๆ ได้ทันที ตั้งแต่แกะออกจากกล่อง

realme 7 5G review features

เริ่มจากฟีเจอร์การเชื่อมต่อไร้สาย รองรับ 5G + 5G Dual Standby ซึ่งซิมทัง 2 ช่องรองรับการแสตนด์บายใช้งานบนเครือข่าย 5G ทั้ง 2 ซิมนั่นเอง ทำให้สามารถสลับต่อเน็ต 5G ไป-มา ระหว่างซิมได้ทันที ต่างจากรุ่นทั่วไปหากเลือก 5G ให้ซิมหนึ่ง อีกซิมก็จะแสตนด์บายบนเครือข่าย 4G LTE ทำให้เวลาสลับต่อเน็ต 5G ไป-มาระหว่าง 2 ซิม ทำได้ช้าเพราะต้องค้นหาสัญญาณเครือข่ายใหม่ทุกครั้ง

realme 7 5G review features

Focus Mode เป็นโหมดที่จะช่วยให้คุณผ่อนคลายจากโลกภายนอก โดยระบบจะเปิดเพลงฟังสบายๆ หรือเสียงธรรมชาติเพื่อความผ่อนคลาย พร้อมเปิดโหมด DND (Do Not Disturb) เพื่อปิดการแจ้งเตือนที่รบกวนต่างๆ

realme 7 5G review features

การจับภาพหน้าจอหรือแคปหน้าจอ นอกจากจะทำโดยการกดปุ่มลดเสียง+ปุ่ม Power แล้ว ยังสามารถใช้ 3 นิ้วแตะค้างไว้ที่หน้าจอ เพื่อแคปหน้าจอได้ด้วย

realme 7 5G review

ฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยมาพร้อม Personal Information Protection ระบบป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลส่วนตัว ซึ่งช่วยป้องกันแอปพลิเคชั่นแอบอ่านข้อมูลส่วนตัว ได้แก่ ประวัติการโทร ข้อมูลผู้ติดต่อ ข้อความ และกิจกรรม โดยเมื่อเปิดใช้งานฟีเจอร์นี้ แอปต่างๆ ที่ขออนุญาตสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวจะได้ข้อมูลว่างเปล่าไปแทน

realme 7 5G review features

การสแกนลายนิ้วมือทำได้ง่ายมากขึ้นโดยการวางนิ้วที่ปุ่มด้านข้างตัวเครื่อง ซึ่งจากการใช้งานพบว่าทำงานได้รวดเร็วมากๆ

realme 7 5G review

นอกจากการสแกนลายนิ้วมือแล้ว ยังรองรับระบบสแกนใบหน้า ปลดล็อกหน้าจอได้อย่างรวดเร็วเพียงมองที่หน้าจอ

realme 7 5G review

โหมดถนอมสายตา เป็นฟีเจอร์ที่ช่วยเพิ่มอุณหภูมิสีของหน้าจอเป็นโทนอุ่น เพื่อลดการแผ่รังสีแสงสีฟ้าของหน้าจอ ป้องกันไม่ให้ปวดตาได้

realme 7 5G review

Dark Mode ฟีเจอร์สำหรับการใช้งานในเวลากลางคืน โดยเปลี่ยนเป็นธีมสีขาวดำ ดูสบายตามากขึ้นเช่นกัน ถ้าใครชอบนอนเล่นมือถือดึกๆ แนะนำให้เปิดใช้งานโหมดนี้แล้วจะรู้สึกว่าสบายตามากจริงๆ และสามารถตั้งเวลาให้เปิดใช้งานอัตโนมัติเมื่อถึงเวลากลางคืน

realme 7 5G review features

หน้าจอ 120Hz รองรับการปรับอัตรารีเฟรชอัตโนมัติ ระบบจะทำการปรับให้เหมาะกับแอปพลิเคชั่นต่างๆ อัตโนมัติ เพื่อการแสดงภาพที่ลื่นไหลและประหยัดแบตเตอรี่

realme 7 5G review

การดูวิดีโอบน YouTube เห็นภาพได้เต็มตา ไม่มีรอยบากรบกวนสายตา หน้าจอมีความคมชัด 1080 x 2400 พิกเซล สีสันสดใส สว่างสุดถึง 480 nits และรุ่นนี้รองรับการแสดงผลวิดีโอ HDR จาก YouTube ด้วย

realme 7 5G review

ยังไม่หมดแค่นั้น realme 7 5G รองรับฟีเจอร์ OSIE Vision Effect ช่วยให้การดูภาพและวีดีโอ มีสีสันและมีความคมชัดมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

realme 7 5G review features

realme 7 5G รองรับระบบเสียง Dolby Atmos ให้เสียงที่มีมิติ และคุณภาพเสียง Hi-Res สำหรับการฟังเพลง ซึ่งในรุ่นนี้มีฟีเจอร์ Dual Mode Music Share สามารถเชื่อมต่อหูฟ้งไร้สายได้พร้อมกัน 2 เครื่อง ฟังเพลงร่วมกันผ่านหูฟังบลูทูธได้ 2 คน ไม่ต้องแบ่งหูฟังคนละข้างแล้ว

realme 7 5G review

realme UI มีความฉลาดในการจัดหมวดหมู่รูปภาพและวิดีโอได้อัตโนมัติ เพื่อจัดกลุ่มให้เป็นระเบียบ ง่ายต่อการค้นหา เช่น รวมรูปถ่ายจากสถานที่เดียวกันให้เป็นหมวดหมู่ หรือจะเป็นใบหน้าคนคนเดียวกัน เป็นต้น ซึ่งฟีเจอร์นี้ต้องบอกเลยว่าดีมากๆ ถ้าใครที่ถ่ายรูปทุกวันและมีรูปในเครื่องเยอะๆ

realme 7 5G review features

สร้างเรื่องราวด้วยรูปภาพให้เป็นวิดีโอได้ง่ายๆ ในคลิกเดียว หรือจะเลือกปรับแต่งด้วยการใส่ธีม เพลง ปก ใส่ชื่อ และเลือกรูปภาพที่ต้องการ ก็ทำได้

realme 7 5G review features

ความสนุกอีกอย่างหนึ่งคือแอปพลิเคชั่น Soloop สำหรับตัดต่อวิดีโอได้ง่ายๆ พร้อมแชร์ลงโซเชียลได้ทันที

realme 7 5G review features

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

realme 7 5G เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกจาก realme ที่มาพร้อมชิปเซ็ต Dimensity 800U 5G ซีพียูแบบ Octa-core ความเร็วสูงสุด 2.4GHz และกราฟิก Mali-G57 MC3 กับ RAM 8GB โดยผลการทดสอบด้วย Geekbench 5 เพื่อทดสอบประสิทธิภาพการทำงานและการประมวลผล การทดสอบนี้จะทำการประมวลออกมาเป็นตัวเลขแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ Single-Core และ Multi-Core หากได้คะแนนยิ่งสูงประสิทธิภาพการทำงานจะยิ่งดี Narzo 20 Pro ทำคะแนน Single-Core ได้ 598 คะแนน และ Multi-Core ทำได้ 1,777 คะแนน

realme 7 5G review features

ผลการทดสอบ AnTuTu เป็นการทดสอบภาพรวมของการทำงานในส่วนของหน่วยความจำ RAM และประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยประมวลผลกราฟิกหรือ GPU ทำคะแนนรวมได้ 344,760 คะแนน ถือว่าทำคะแนนได้ค่อนข้างสูงมากเมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟนในระดับราคาเดียวกัน

realme 7 5G review features

realme 7 5G มีฟีเจอร์ Game Space สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อการเล่นเกม เรียกใช้งานซีพียูและปรับจีพียูให้จัดลำดับความสำคัญให้มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับการเล่นเกม และไม่ให้มีการรบกวนระหว่างเล่นเกมได้ เลือกโหมดการจัดการเกมได้ 3 โหมด ได้แก่ โหมดประสิทธิภาพสูงสุด โหมดสมดุล และโหมดกำลังไฟฟ้าต่ำ

realme 7 5G review

realme 7 5G รองรับการเล่น PUBG Mobile ในโหมดกราฟิกในระดับ HD และภาพความละเอียดสูง ซึ่งตัวเกมพัฒนาด้วย Unreal Engine 4 เป็นเกมที่มีภาพและกราฟิกที่สวยงามมาก

realme 7 5G review

จากการทดสอบเล่นเกม PUBG Mobile ซึ่งเป็นเกมที่ต้องการทั้งความลื่นไหล การควบคุมทิศทาง และความแม่นยำในการระบุเป้ายิง สามารถเล่นได้อย่างไม่สะดุด ไม่เจออาการกระตุก และอัตรา sampling rate 180Hz ตอบสนองต่อการสัมผัสได้ดีขึ้นในการเล่นเกม

realme 7 5G review

ทดสอบเล่นเกม ROV เกมมือถือที่ได้รับความนิยมอย่างมากในขณะนี้ realme 7 5G เล่นได้ลื่นไหลในโหมดภาพ HD มาตรฐาน ถึงแม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่รองรับโหมดเฟรมสูง แต่ตลอดการเล่นเฟรมเรตนิ่งมากๆ วิ่งระหว่าง 29-30 fps ภาพเกมจะมีความลื่นไหล ดูสบายตา

realme 7 5G review

ตัวเครื่องมีความแรงแล้ว หน้าจอแสดงผลก็สำคัญไม่แพ้กัน โดย realme 7 5G มีหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 6.5 นิ้ว ขยายพื้นที่การแสดงผลให้ชิดขอบทุกด้าน ทำให้การเล่นเกมจะได้มุมมองที่กว้างมากกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป ทำให้เห็นศัตรูที่อยู่รอบๆ ขอบจอได้มากกว่าด้วย และไม่มีรอยบากรบกวนสายตา

realme 7 5G review

แบตเตอรี่ของ realme 7 5G มีขนาด 5000mAh ใช้งานทั่วไปได้ยาวนานตลอดทั้งวัน และยังมีหมดประหยัดพลังงานขั้นสูง (Super Power Saving Mode) สำหรับเปิดใช้งานยามฉุกเฉินเมื่อแบตเตอรี่ใกล้หมดแล้วไม่สามารถหาที่ชาร์จแบตเตอรี่ได้

realme 7 5G review features

ฟีเจอร์ด้านประหยัดพลังงานที่หลายคนน่าจะถูกใจกันคือ Sleep Standby ที่เป็นการใช้งานโหมดประหยัดพลังงานโดยอัตโนมัติขณะที่เราหลับ เป็นการลดใช้งานพลังงานและปรับการทำงานเบื้องหลังของแอปพลิเคชั่นให้เหมาะสมนั่นเอง

realme 7 5G review features

สำหรับการชาร์จแบตให้กับ realme 7 5G รองรับชาร์จเร็ว 30W Dart Charge ชาร์จเต็ม 100% ในเวลาเพียง 65 นาที

realme 7 5G review

จากการทดสอบชาร์จแบตเตอรี่เริ่มจาก 4% ไปจนถึง 60% ใช้เวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น ซึ่งรวดเร็วมากๆ ตอบโจทย์การใช้งานได้เต็มที่ ชาร์จแป๊บเดียวก็หยิบไปเล่นต่อได้ทันที อีกทั้งยังมีระบบป้องกันความปลอดภัยถึง 5 ชั้น ปลอดภัยในการชาร์จตั้งแต่หัวชาร์จ สายชาร์จ และตัวสมาร์ทโฟน

realme 7 5G review features

กล้องถ่ายรูป

realme 7 5G มีกล้องหลัง 4 เลนส์ ความละเอียดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสง f/1.8 และเป็นเลนส์แบบ 6P ที่มีเทคโนโลยี Quad Bayer รวม 4 พิกเซลเข้าด้วยกันนั่นเอง ทำให้สามารถเก็บรายละเอียดได้อย่างคมชัดแม้ในที่แสงน้อย

realme 7 5G review

กล้องหลัก 48 ล้านพิกเซล AI

กล้องหลักความลเเอียดสูงและมี AI เข้ามาช่วยระบุฉากที่กำลังถ่ายอัตโนมัติพร้อมกับปรับค่ากล้องให้ถ่ายภาพฉากนั้นๆ ออกมาสวย คมชัด รูปภาพมีขนาดที่ใหญ่ เมื่อซูมเข้าไปดูใกล้ๆ ก็เห็นรายละเอียดที่ชัดเจน

กล้อง realme 7 5G สามารถซูมได้ 5x แบบไม่สูญเสียรายละเอียด ภาพที่ได้ยังมีความคมชัด

realme 7 5G review Camera features

เก็บภาพมุมกว้างด้วย Ultra Wide Angle 119 องศา

กล้อง Ultra Wide Angle ที่มีรูรับแสง f/2.3 ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล สามารถถ่ายภาพมุมกว้างได้ถึง 119 องศา เหมาะสำหรับถ่ายภาพทิวทัศน์ ตึกสูงๆ เก็บได้ครบทุกองค์ประกอบโดยไม่ต้องถือกล้องถอยไปห่างๆ อีกต่อไป

ถ่าย Portrait หน้าชัดหลังละลาย

การถ่าย Portrait จะเป็นการทำงานร่วมกันของกล้องหลักและกล้อง Portrait B&W ทำให้ตรวจจับตัวบุคคล จับแสงได้ดีขึ้น เพื่อทำการละลายฉากหลังได้เนียนมากยิ่งขึ้น

กล้องหลังปรับแต่งสีด้วยฟิลเตอร์สไตล์ Retro ได้สวยเป็นธรรมชาติถึง 6 ฟิลเตอร์

ถ่ายภาพระยะใกล้ด้วยเลนส์ Marco

เลนส์ Macro สามารถถ่ายภาพในระยะใกล้มากๆ ได้ถึง 4 เซนติเมตร ทำให้เราได้เห็นรายละเอียดวัตถุที่มีขนาดเล็กๆ ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ถ่ายภาพได้สว่างแม้ในที่มืดด้วย Super Nightscape 2.0

Super Nightscape 2.0 เป็นโหมดถ่ายภาพกลางคืนหรือในที่แสงน้อยที่ช่วยให้ภาพมีความสว่างมากกว่าที่ตาเรามองเห็น เก็บสีสันของแสงไฟ และลดการเกิด Noise ได้ด้วย โดยระหว่างถ่ายต้องถือกล้องนิ่งๆ ไว้สักพัก สามารถถ่ายได้ทั้งทั้งกล้องหลักและ Ultra Wide Angle หรือหากต้องการเปิดรับแสงนานมากขึ้นก็สามารถเลือกโหมดขาตั้งกล้องได้

เซลฟี่สวยโดดเด่นด้วย Bokeh Effect และ AI Beauty

กล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสง f/2.1 มาพร้อม Bokeh Effect และ AI Beauty ที่จะทำให้การเซลฟี่ออกมาสวยเป็นธรรมชาติทุกเพศ ทุกวัย ทุกสภาพผิว โดยยังคงเอกลักษณ์เฉพาะของตัวบุคคลไว้

realme 7 5G review

เซลฟี่สนุกมากยิ่งขึ้นด้วยฟิลเตอร์ที่จะเปลี่ยนโทนสีให้แตกต่างจากการถ่ายด้วยโหมดปกติทั่วไป

เซลฟี่สว่างสวย แม้ในที่มืด

กล้องหน้าของ realme 7 5G มีโหมดกลางคืนสำหรับเซลฟี่ในที่มืด ทำให้ใบหน้ามีความสว่าง และผิวหน้าดูสวยเป็นธรรมชาติ

สรุปจุดเด่น realme 7 5G

  • เป็นสมาร์ทโฟนที่มีดีไซน์สวย หน้าจอใหญ่ ลื่นไหลด้วยอัตรารีเฟรช 120Hz
  • รองรับ 5G + 5G Dual Standby
  • ชิปเซ็ต MediaTek Dimesity 800U 5G
  • แบตเตอรี่ใหญ่ 5000mAh รองรับชาร์จเร็ว 30W Dart Charge
  • กล้องหลัง AI 4 เลนส์ ความละเอียดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล ระบบโฟกัสทำได้รวดเร็ว ถ่ายกลางคืนสวย
  • กล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล มาพร้อม Bokeh Effect และ AI Beauty
  • รองรับระบบเสียง Dolby Atmos และคุณภาพเสียง Hi-Res

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ในกล่องไม่แถมหูฟัง
  • microSD card ใส่ช่องซิม 2

ราคาและโปรโมชั่น realme 7 5G

realme 7 5G วางจำหน่ายในราคา 9,999 บาท เปิด Pre-order แล้ววันนี้ – 4 ธ.ค. 63 พร้อมของสมนาคุณรวมมูลค่า `5,299 บาท

นอกจากนี้แล้วยังมีโปรโมชั่น เริ่มต้นเพียง 2,099 บาท กับช่องทางตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ

Continue Reading

Featured

รีวิว Vivo Y12s น้องเล็กแบตเตอรี่พลังอึด 5000mAh รองรับสแกนลายนิ้วมือข้างตัวเครื่อง พร้อมจอใหญ่ 6.51 นิ้ว ในราคาสุดประหยัด

Published

on

Vivo Y12s สมาร์ตโฟนน้องเล็กแบตพลังอึด 5000mAh พร้อมชูโรงด้วยความสะดวกสบายในการสแกนลายนิ้วมือข้างตัวเครื่องได้รวดเร็ว หรือ Side Fingerprint Scanner หยิบปุ๊บก็พร้อมใช้งานได้ทันที

 

สรุปสเปค Vivo Y12s

  • ขนาดตัวเครื่อง : 164.41 × 76.32 × 8.41 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 191 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Halo FullView Display ชนิด IPS LCD กว้าง 6.51 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1600 x 720 พิกเซล)
  • หน่วยประมวลผล : MediaTek Helio P35 Octa Core
  • RAM 3 GB
  • ROM 32 GB
  • ระบบปฎิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย Funtouch OS 11
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 2 เลนส์ AI Dual camera แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ Bokeh ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8
  • รองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ซิม
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 2.4G + 5G, Bluetooth 5.0, ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และพอร์ต Micro USB 2.0
  • แบตเตอรี่ความจุ 5000mAh

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

Vivo Y12s มาในกล่องตามสไตล์ของ Y Series ครับ โดยมีสีฟ้าตัดลายเส้น พร้อมชื่อแบรนด์ Vivo ด้านล่าง และด้านบนจะเป็นชื่อรุ่น Y12s พร้อมความจุที่มุมขวาบน

อุปกรณ์ต่างๆ ภายในกล่องมีดังนี้

  • ตัวเครื่อง Vivo Y12s พร้อมติดฟิล์มกันรอย
  • อะแดปเตอร์
  • สาย Micro USB 2.0
  • เคสใส
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น

 

Vivo Y12s มาพร้อมกับดีไซน์รอบตัวเครื่องที่มีความโค้ง 2.5D ทำให้จับถือได้อย่างสะดวก แม้ว่าจะมีตัวเครื่องที่ใหญ่แต่ก็ถือได้นานแบบสบายมือมากๆ ครับ

 

โดยสีที่เราได้มาครั้งนี้เป็นสีฟ้าอ่อน Glacier Blue ที่มีความสวยงามแบบละมุนมากๆ แถมมีการเล่นเฉดสีรุ้งอ่อนๆ เมื่อสะท้อนแสงแต่ละมุมอีกด้วย ซึ่งสีนี้เป็นสีที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภูเขาน้ำแข็งแอนตาร์กติก ขณะที่อีกสีที่มีให้เลือกจะเป็นสีดำ Phantom Black

 

หน้าจอแสดงผลจัดมาให้แบบใหญ่ๆ Halo FullView Display ขนาดถึง 6.51 นิ้ว คมชัดดับ HD+ (1600 x 720 พิกเซล) เรียกว่าสายที่ชมซีรี่ย์หรือชอบดูวิดีโอต่างๆ จะได้ดูแบบเต็มอิ่มและเต็มหน้าจอแน่นอน

 

บริเวณเหนือหน้าจอแสดงผลจะมีหยดน้ำตรงกลางที่ฝังกล้องหน้าลงไป ถัดขึ้นไปจะเป็นลำโพงสำหรับสนทนา

 

ด้านซ้ายตัวเครื่องมีช่องใส่ nanoSIM 2 ช่อง แถมมีช่องใส่ MicroSD Card แยกให้อีกช่องด้วย รวมเป็น 3 Slot ไปเลยจ้า

 

ทางขวาจะเป็นปุ่ม Power ที่ใช้งานสแกนลายนิ้วมือได้ด้วย และปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงที่อยู่เหนือขึ้นไป

 

ทางด้านล่างยังคงมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม., ไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต Micro USB 2.0 และลำโพงตัวหลัก

 

สุดท้ายที่ด้านหลังมีกล้อง 2 เลนส์เท่านั้น ถัดลงมาจะเป็นสัญลักษณ์กล้อง ไม่ใช่เลนส์ที่ 3 โดยด้านล่างสุดจะเป็นไฟแฟลช LED 1 ดวง

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

Vivo Y12s แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย Funtouch OS 11 ซึ่งจะเน้นด้านความไหลลื่นและประสิทธิภาพโดยรวมดีขึ้น

 

โหมดป้องกันดวงตา

รุ่นนี้มาพร้อมโหมดป้องกันดวงตาหรือการตัดแสงสีฟ้า โดยสามารถปรับความเข้มได้ตามความต้องการของเราครับ ทั้งนี้ ใครที่ใช้งานบ่อยๆ ก็สามารถเลือกให้เปิดเองตามเวลาที่ตั้งค่าไว้หรือตามพระอาทิตย์ขึ้นหรือตก

 

โหมดมืด

การใช้งานทั่วไป หลายคนน่าจะเลือกโหมดมืดในการใช้งาน ซึ่ง Vivo Y12s ก็ใช้งานได้แบบสบายตาในที่แสงน้อย โดยสามารถเปิดอัตโนมัติได้เหมือนกับโหมดป้องกันดวงตา โดยแอปพลิเคชั่นที่รองรับก็จะเปลี่ยนเป็นโหมดมืดตามไปด้วย

 

ระบบความปลอดภัย

ด้านความปลอดภัยของเครื่องก็มาพร้อมความสะดวกสบายเหมือนกับ โดย Vivo Y12s มีระบบเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือข้างตัวเครื่อง (Side Fingerprint) เมื่อหยิบขึ้นมาก็เข้าล็อกกับนิ้ว ทำให้ปลดล็อคหน้าจอพร้อมใช้งานได้ทันที แถมการปลดล็อคก็ทำได้รวดเร็วมากๆ เพียง 0.23 วินาที

นอกจากนี้ เราก็ยังสามารถใช้งานสแกนใบหน้าเพื่อปลดล็อคหรือ Face Wake ได้เช่นกัน ซึ่งก็มีความรวดเร็วแทบไม่ต่างกันครับ

 

AI Albums อัลบั้มรูปจัดเรียงได้ฉลาด

AI Albums จะเป็นการจัดเรียงอัลบั้มในแกลเลอรี่ได้ฉลาด โดยจะแบ่งได้ตามหมวดหมู่ตามภาพที่เราถ่าย เช่น สถานที่, อาหาร หรือเวลาต่างๆ ที่ต่างกันไปครับ ทำให้เราหารูปภาพได้ง่ายมากขึ้นด้วย

 

iManager คลิกเดียวก็เคลียร์ขยะได้หมด

แอปพลิเคชั่น iManager เข้ามาช่วยให้เราได้เคลียพื้นที่ขยะในเครื่องได้ครบเพียงคลิกเดียว ซึ่งนอกจากจะล้างไฟล์ขยะได้แล้ว ยังสามารถตรวจสอบแอปที่ไม่ปลอดภัยได้ด้วย ซึ่งเราสามารถล้างขยะในเครื่องได้แบบอัตโนมัติทั้งแบบต่อ 7 วัน, 15 วัน, 30 วัน หรือเมื่อพื้นที่ไม่เพียงพอ

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

Vivo Y12s ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล MediaTek Helio P35 Octa Core ซึ่งการใช้งานทั่วไปทำงานได้ไหลลื่นตามปกติครับ เล่นโซเชียลหรือดู YouTube ได้สบายๆ โดยมี RAM มาให้ 3 GB และ ROM 32 GB เพิ่ม MicroSD Card ได้สูงสุด 256GB ซึ่งโหลดแอปทั่วไปก็เหลือๆ ส่วนภาพถ่ายก็ใส่ใน MicroSD Card แยกไว้ได้เลย!

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 163 และคะแนน Multi-Core ที่ 936

 

Multi-Turbo 3.0 เพิ่มความแรงทุกการใช้งาน!

สำหรับ Multi-Turbo 3.0 ก็ยังคงมีมาให้เหมือนเดิม โดยจะเร่งความเร็วของ CPU, AI รวมถึงความเร็วของเครือข่ายให้มีความเสถียรมากยิ่งขึ้น ช่วยให้การใช้งานทั่วไปหรือตอนเล่นเกมทำได้แบบลื่นๆ

 

ทดสอบการเล่นเกม

ROV

เราได้ทดสอบการเล่นเกม ROV ครับ โดยสามารถเปิดกราฟิกได้ในระดับสูงพร้อมภาพ HD ระดับสูงมาก โดยเปิดเฟรมเรทสูงได้เช่นกัน ซึ่งช่วงที่เล่นตั้งแต่เริ่มเกมทำได้แบบไหลลื่นมาก แต่เฟรมเรทอาจจะมีเหวี่ยงบ้างเล็กน้อยในช่วงที่ปล่อยสกิลกันเยอะๆ แต่ก็ไม่เกิดการกระตุกหรือส่งผลในการเล่นครับ

 

แบตเตอรี่พลังอึดอยู่ได้ตลอดวันแน่นอน

Vivo Y12s มาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุถึง 5000mAh ซึ่งทำให้ใช้งานทั่วไปได้ทั้งวันแน่นอน โดยเราสามารถชมวิดีโอระดับ HD ได้นานสูงสุดถึง 16.3 ชั่วโมง หรือเล่นเกมได้นานถึง 8.9 ชั่วโมง

นอกจากนี้เราก็ยังใช้งาน Reverse Charging หรือเปลี่ยนตัวเองเป็น Power Bank (กำลังไฟ 5V/1A) เพื่อชาร์จเครื่องอื่นได้อีกด้วย

 

กล้องถ่ายรูป

Vivo Y12s มาพร้อมกับกล้องหลัง 2 เลนส์ AI Dual Camera ช่วยให้ถ่ายภาพ Portrait ได้อย่างสวยงาม รวมถึงการเซลฟี่ก็ทำได้ยอดเยี่ยมเกินราคาอีกด้วย

 

โหมดปกติถ่ายสวยเพียงคลิกเดียว

แม้ว่าจะเป็นรุ่นเล็ก แต่ Vivo Y12s ก็ถ่ายภาพในโหมดปกติได้อย่างสวยงามมากๆ ครับ มีความสดใสของสีสัน ดูไม่ซีด ถ่ายได้คมชัด แถมถ่ายภาพในที่แสงน้อยก็ยังมีรายละเอียดที่เห็นได้ชัดเจนแม้ว่าจะไม่ได้มีโหมดถ่ายกลางคืนก็ตาม

 

ถ่าย Portrait สวยงาม พร้อมใบหน้าสวยด้วย Face Beauty

เลนส์ที่เข้ามาช่วยเลนส์หลักเป็นเลนส์ Bokeh ที่ช่วยการละลายฉากหลังทำได้อย่างสวยงามและมีมิติมากขึ้น เบลอได้ค่อนข้างเนียนเลยทีเดียว แถมมี Face Beauty ปรับผิวได้เนียนและสวยตามสไตล์ของ Vivo ที่ดูมีความเป็นธรรมชาติมากๆ

 

ทั้งนี้ ที่กล้องหน้าก็ยังสามารถถ่ายโบเก้และสามารถปรับ Face Beauty ได้เหมือนกับกล้องหลังเลยด้วย เรื่องการตัดขอบเพื่อเบลอฉากหลังจัดว่าเนียนมากๆ

 

ฟิลเตอร์มีให้เลือกหลายหลาย

ใครที่เพิ่มความสนุกของการถ่ายภาพจะมีฟิลเตอร์ให้เลือกใช้กันเพียบหลาย 10 แบบ เช่น เกรปฟรุต, โยเกิร์ต, เกาะ, ลมยามเย็น, เมืองเล็ก หรือเงียบ (ขาว-ดำ) เป็นต้น

 

กล้องหน้า AI ถ่ายชัดครบทั้งภาพ

หากใครที่อยากเซลฟี่ให้เห็นฉากหลังด้วย ก็ยังถ่ายได้คมชัดด้วยโหมดปกติ ซึ่งก็ยังสามารถปรับใบหน้าสวยงามได้เหมือนกัน

 

สรุปจุดเด่น

  • แบตเตอรี่ใหญ่ถึง 5000mAh ใช้งานได้เต็มวันแบบไม่ต้องกลัวว่าจะหมด
  • หน้าจอ Halo FullView Display ใหญ่ถึง 6.51 นิ้ว รับชมสิ่งต่างๆ ได้เต็มตา พร้อมความคมชัดระดับ HD+
  • กล้องหลัง AI Dual camera ถ่าย Portrait พร้อม Face Beauty ได้สวยงามและดูเป็นธรรมชาติ
  • มาพร้อม Side Fingerprint สแกนลายนิ้วมือได้ที่ข้างตัวเครื่อง ใช้งานสะดวก และทำงานได้รวดเร็ว
  • ใช้ CPU MediaTek Helio P35 ควบคู่กับ RAM 3 GB ทำให้ใช้งานทั่วไปได้ไหลลื่น และมี ROM 32 GB เพิ่ม MicroSD Card ได้ ทำให้เก็บภาพถ่ายได้เยอะแน่นอน

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ตัวเครื่องไม่กันน้ำ
  • พอร์ตเป็น Micro USB 2.0 อยู่

Vivo Y12s ราคาเปิดตัวอยู่ที่ 4,299 บาท  ขายวันแรก วันจันทร์ที่  23 พฤศจิกายน 2563

Continue Reading

Smart Review

รีวิว Apple Watch Series 6 สมาร์ทวอทช์เป็นหนึ่งด้านสุขภาพ ตรวจจับแม่นยำ วัดระดับออกซิเจนในเลือด พร้อมดีไซน์ระดับพรีเมียม

Published

on

By

Apple Watch Series 6 หนึ่งในสมาร์ทวอทช์ที่หลายคนกำลังรอคอย ด้วยเทคโนโลยีที่ให้มาเพียบไม่ว่าจะเป็นการวัดออกซิเจนในเลือดหรือการวัดระดับความสูงแบบเรียลไทม์ รวมถึงระบบปฏิบัติการ WatchOS 7 ที่ให้ฟีเจอร์และลูกเล่นใหม่ๆ มาเพียบ โดยจะมีอะไรบ้างเรามาชมรีวิวฉบับเต็มกันเลยดีกว่า!

 

สเปค Apple Watch Series 6 ตัวเรือนอะลูมิเนียมสีเงิน ขนาด 44 มม.

  • ขนาดตัวเรือน : 44.0 x 37.8 x 10.7 มม. (สูง x กว้าง x หนา)
  • น้ำหนัก : 36.4 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล LTPO OLED Retina แบบติดตลอด ขนาด 44 มม. ความละเอียด 368 x 448 พิกเซล ความสว่างสูงสุด 1,000 นิต
  • หน่วยประมวลผล : Apple S6 Dual‑core 64 บิต พร้อมชิพ U1
  • ความจุ : 32GB
  • การเชื่อมต่อ : Bluetooth 5.0, 802.11b/g/n 2.4GHz/5GHz และ LTE/UMTS6 (รุ่น GPS + Cellular)
  • ระบบปฏิบัติการ WatchOS 7
  • เซ็นเซอร์
    • เซ็นเซอร์และแอพออกซิเจนในเลือด
    • เซ็นเซอร์วัดหัวใจแบบไฟฟ้า
    • เซ็นเซอร์วัดหัวใจแบบออปติคอลรุ่นที่ 3
    • อุปกรณ์ตรวจจับการเคลื่อนไหวและไจโรสโคป (สำหรับตรวจจับการล้ม)
    • มาตรวัดความสูงแบบทํางานตลอด
    • GPS/GNSS
    • เข็มทิศ
  • ระบบปรับความสว่างหน้าจออัตโนมัติ
  • แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนใช้งานได้สูงสุด 18 ชั่วโมง
  • มีมาตรฐานกันน้ำลึก 50 เมตร

 

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • ตัวเรือน Apple Watch Series 6 (ตัวเรือนอะลูมิเนียม)
  • สายรัดข้อมือแบบ Sport Band 2 ขนาด (S/M และ M/L)
  • แท่นชาร์จแบบแม่เหล็ก
  • วิธีการใช้งานเบื้องต้น
  • ใบรับประกันสินค้า

 

ดีไซน์และวัสดุ

Apple Watch Series 6 ที่เราได้มาเป็นตัวเรือนอะลูมิเนียมรีไซเคิล 100% สีเงิน ที่มีความแข็งแรงและทนทานต่อรอบขีดข่วนได้เป็นอย่างดี ขณะที่ฝาหลังได้ใช้วัสดุเซรามิกและผลึกแซฟไฟร์ ส่วนด้านหน้าจอมาแบบกระจก Ion-X

 

สำหรับ Apple Watch Series 6 สามารถป้องกันน้ำได้ลึกสูงสุด 50 เมตร เพื่อรองรับการออกกำลังกายทุกรูปแบบ พร้อมใช้ทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะการว่ายน้ำ รวมถึงสามารถใส่ในทะเลหรือตอนอาบน้ำได้แบบสบายๆ

 

หน้าจอแสดงผลมีความพิเศษด้วยการใช้หน้าจอ LTPO OLED Retina แบบติดตลอด หรือการรองรับ Always-on Display ซึ่งความสวยงามของหน้าจอมีความโค้งมนในทุกมุม เพื่มความสะดวกในการใช้งาน

 

เมื่อพูดถึง Always-on Display ก็เป็นฟีเจอร์ที่ทำให้เราดูข้อมูลต่างๆ ได้ง่าย โดยไม่จำเป็นต้องยกข้อมูลขึ้นมาแล้วรอให้จอสว่างครับ ซึ่งมีการพัฒนาจาก Seires 5 ในเรื่องความสว่างที่ทำได้ถึง 500 นิต หรือมากกว่าเดิม 2.5 เท่า

 

รอบตัวเรือนทางซ้ายจะเป็นลำโพงที่ให้เสียงดัง

 

ทางขวาของตัวเรือนมีปุ่ม Digital Crown หรือที่เรียกกันว่าเม็ดมะยมเพื่อใช้ในการเลื่อนขึ้นลง ถัดลงมาเป็นไมโครโฟน และปุ่มกดข้างตัวเครื่อง ด้านบนและด้านล่างเป็นช่องว่างสำหรับใส่สายรัดข้อมือแบบต่างๆ

 

และที่ด้านหลังมีเซ็นเซอร์สำหรับวัดอัตราการเต้นของหัวใจ, การวัดออกซิเจนในเลือด และแม่เหล็กในการชาร์จแบตเตอรี่ ขณะที่ปุ่มเล็กๆ 2 ฝั่งบน-ล่างเพื่อปลดสายข้อมือ

 

วิธีการเชื่อมต่อกับ iPhone

สำหรับการเชื่อมต่อกับ iPhone สามารถทำได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชั่น Watch ครับ เพียงแค่เราสวมใส่เอาไว้ จากนั้นก็ให้ iPhone ส่องหน้าจอ Apple Watch Series 6 ก็สามารถเชื่อมต่อกันได้ทันที ซึ่ง iPhone ที่ใช้งานได้จะรองรับตั้งแต่ iPhone 6s หรือใหม่กว่า ที่ใช้iOS 14 หรือใหม่กว่าเท่านั้น

 

หน้าปัดแบบใหม่มีให้เลือกเพียบ!

Apple Watch Series 6 ที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ WatchOS 7 ก็มาพร้อมกับหน้าปัดนาฬิกาแบบใหม่มาให้เพียบ ไม่ว่าจะเป็น Artist (ศิลปิน) ที่เป็นภาพวาดจาก Geoff McFetridge, Stripes (เส้น) , ตัวอักษร Typograph, Count Up (นับขึ้น) ที่แตะ 1 ครั้งบนหน้าจอเพื่อเข้าสู่โหมดจับเวลาได้ทันที, GMT ที่แสดงผลเป็น 2 ไทม์โซน และโครโนกราฟโปร รวมไปถึงการใช้รูปภาพเป็นหน้าปัดได้ตามสไตล์ของเราเอง

 

ฟีเจอร์เพื่อสุขภาพ

เซ็นเซอร์วัดออกซิเจนในเลือด (SpO2) แบบใหม่

สำหรับการวัดวัดออกซิเจนในเลือดมีเฉพาะแค่กับ Apple Watch Series 6 เท่านั้นในตอนนี้ครับ โดยจะเป็นการใช้เซ็นเซอร์แบบใหม่และลำแสง LED สีเขียว, สีแดง และอินฟราเรดส่องเข้าไปใต้ผิวหนังเพื่อให้เห็นสีของเลือดได้ครับ ซึ่งในช่วงการใช้งานเราจำเป็นต้องอยู่นิ่งๆ หรือเคลื่อนไหวให้น้อยที่สุด 15 วินาทีเท่านั้นก็จะได้ผลออกมาครับ

 

โดยค่าที่ได้ออกมาจะบอกเป็นเปอร์เซนต์ ยิ่งค่ามากคือออกซิเจนในเลือกนั้นอิ่มตัวมาก และโดยปกติควรจะอยู่ที่ประมาณ 95-99% ครับ

 

ฟิตเนสและการออกกําลังกาย

เมื่อพูดถึงการเป็นสมาร์ทวอทช์ด้านสุขภาพ Apple Watch Series 6 ก็ออกแบบมาเพื่อการออกกำลังกายโดยเฉพาะครับ ซึ่งกิจกรรมและชนิดกีฬามีเพียบ ไม่ว่าจะเป็นการเดิน/วิ่งกลางแจ้ง, เดิน/วิ่งในร่ม, ปั่นจักรยาน, เครื่องกรรเชียงปก, ว่ายน้ำ, เดินเขา, เต้น หรือโยคะ เป็นต้น ทั้งยังมีการตรวจจับได้แม่นยำมากกว่าเดิม โดยเมื่อทำสำเร็จ เราก็จะสามารถเก็บเป็นรางวัลสะสมได้ ซึ่งสามารถดูได้ในกิจกรรมใน iPhone

 

ทั้งนี้ในหน้าปัดก็จะมีวงแหวนเพื่อให้เราปิดได้ครบวงเพื่อให้ออกกำลังกายได้ตามกำหนด โดยจะมีทั้งหมด 3 สี สีละกิจกรรม ได้แก่ การเดิน ,ยืน หรืออื่นๆ ตามที่เราได้กำหนดไว้

 

การวัดการนอนหลับได้อย่างแม่นยำ

สำหรับการวัดคุณภาพการนอนหลับจะเริ่มทำงานทันที่แบบอัตโนมัติตอนเรานอนหลับ โดยเราสามารถตั้งเวลาการเข้านอนและตื่นได้เองเช่นกัน ซึ่งใน Apple Watch Series 6 จะแสดงผลทั้งอัตราการเต้นของหัวใจและความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดระหว่างการนอนหลับทั้งหมด และเวลาทั้งหมดในการนอนของเราได้แบบสรุป

 

การอ่านระดับความสูงแบบเรียลไทม์

ใน Apple Watch Series 6 มีเซ็นเซอร์แบบใหม่หลายตัวที่วัดความสุงได้แม่นยำกับกิจกรรมที่ต้องใช้การวัดระดับความสูง เช่น การเดินเขาหรือปีนเขา เป็นต้น ซึ่งในรูปแบบกลไกหน้าปัดสามารถเพิ่มระดับความสูงได้

 

สุขภาพหัวใจ

Apple Watch Series 6 มาพร้อมกับเซ็นเซอร์วัดหัวใจแบบออปติคอลรุ่นที่ 3 ซึ่งจะเน้นไปที่เรื่องความแม่นยำที่มีมากขึ้น รวมถึงการวัดได้ตลอดทั้งวัน โดยเราสามารถตั้งค่าให้แจ้งเตือนได้เมื่ออัตราการเต้นของหัวใจต่ำหรือสูงกว่าปกติตามที่เราตั้งเอาไว้ ซึ่งต้องบอกเลยว่า Apple Watch ช่วยชีวิตคนได้หลายคนตามข่าวที่มีออกมามากมายครับ

 

ตรวจจับการล้มและ SOS ฉุกเฉิน

Apple Watch Series 6 ยังใส่ใจเรื่องความปลอดภัยของเราเหมือนเดิมด้วยเซ็นเซอร์ที่สามารถตรวจจับการล้มได้ ซึ่งการตรวจจับจะตรวจพบเมื่อล้มในระดับที่รุนแรงจริงๆ ครับ จากนั้นระบบจะมีการเตือนขึ้นมาบนหน้าจอให้โทรเบอร์ฉุกเฉิน (SOS) ถ้าไม่มีการตอบสนอง ระบบก็จะโทรและบอกตำแหน่งไปยังเบอร์นั้นเองโดยอัตโนมัติ

 

การล้างมือ

Apple Watch Series 6 สามารถตรวจจับได้ว่าเรากำลังล้างมืออยู่ครับ ซึ่งจะนับถอยหลัง 20 วินาทีเพื่อให้เราล้างมือได้สะอาดมากยิ่งขึ้น

 

แบตเตอรี่ที่ใช้ได้นานขึ้น

หนึ่งในเรื่องที่ Apple Watch ทุกรุ่นทำได้ดีมาตลอดคือระยะเวลาในการใช้งานที่อยู่ได้ทั้งวันแน่นอน ซึ่ง Apple Watch Series 6 สามารถใช้งานได้สูงสุดถึง 11 ชั่วโมงจากการฟังเพลงหรือการออกกำลังกายในร่ม หรือ 7 ชั่วโมงในการออกกำลังกายกลางแจ้งโดยใช้แค่ GPS ทั้งนี้หากใครใช้เฉพาะดูการแจ้งเตือนต่างๆ ถือว่าใช้งานได้นานยาวๆ แบบครบทั้งวันแน่นอน

 

ชาร์จได้เร็วขึ้นกว่าเดิม

Apple Watch Series 6 สามารถชาร์จได้เร็วกว่าเดิมเมื่อเทียบกับ Series 5 โดยชาร์จจาก 0-80% ในเวลา 60 นาที จากนั้นก็เต็ม 100% ในเวลารวม 90 นาที

 

สายใหม่ Solo Loop ใส่ง่ายและสบายสุดๆ

สำหรับสาย Solo Loop เป็นสายแบบใหม่ที่เปิดตัวมาพร้อมกับ Apple Watch Series 6 ที่เป็นสายแบบซิลิโคนมีความยืดหยุ่นเป็นเส้นเดียว ซึ่งพอลองสวมใส่ก็ใส่ได้สบาย มีความนุ่มในตัว แถมกันน้ำและเหงื่อได้ดีด้วย โดยมีราคาอยู่ที่ 1,600 บาท ซึ่งจะมีสีสันต่างๆ ให้แบบครบครัน สามารถชมได้ที่ : https://www.apple.com/th/shop/watch/bands

 

ราคาวางจำหน่าย

สำหรับราคาของ Apple Watch Series 6 ตัวเรือนอะลูมิเนียม ขนาด 44 มม. เริ่มต้นที่ 13,400 บาท โดยสามารถรับชมรุ่นอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ : https://www.apple.com/th/watch/

Continue Reading

กำลังฮอต

Featured4 วัน ago

เปิดตัว 3BB GIGATV จัดหนัก เน็ตบ้านพร้อมกล่องดูทีวี อัดแน่นคอนเทนต์ พร้อมชูฟีเจอร์เด่นครั้งแรกในไทย

3BB  เปิดตัวบริ...

realme 7 5G review realme 7 5G review
Featured5 วัน ago

รีวิว realme 7 5G สมาร์ทโฟน 5G Dual Standby รุ่นแรกในราคาจับต้องได้

รีวิว realme 7 5G สม...

Featured1 สัปดาห์ ago

รีวิว Vivo Y12s น้องเล็กแบตเตอรี่พลังอึด 5000mAh รองรับสแกนลายนิ้วมือข้างตัวเครื่อง พร้อมจอใหญ่ 6.51 นิ้ว ในราคาสุดประหยัด

iPhone 12 Power Buy Promotion Pre Booking iPhone 12 Power Buy Promotion Pre Booking
Apple News1 สัปดาห์ ago

ซื้อ iPhone 12 เครื่องเปล่าดีอย่างไร แถมยังได้ส่วนลดเป็นหมื่นที่ Power Buy

เปิด Pre Booking แล้...

Apple News1 สัปดาห์ ago

iPhone 12 สมาร์ทโฟนขุมพลังแรงสุด พร้อมใช้บนเครือข่าย AIS 5G เร็วแรงระดับกิกะบิต พร้อมโปรสุดคุ้มลดสูงสุด 17,400 บาท ผ่อนนาน 24 เดือน

หนึ่งในสมาร์ทโฟนที่ห...

Advertisement

มือถือใหม่

ข่าวใหม่วันนี้

กินเที่ยวกัน

กำลังมาแรง