มีมุมมองที่น่าสนใจจาก Ed Zitron นักวิเคราะห์และนักเขียนสายเทคโนโลยี ผู้วิจารณ์อุตสาหกรรม AI มาอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อว่า “ฟองสบู่ AI” อาจกำลังขยายตัวเกินความเป็นจริง และหากวันหนึ่งธุรกิจ AI ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ตามที่คาดหวัง บริษัทอย่าง Apple อาจเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด หรืออาจกลายเป็นผู้ชนะในระยะยาว

ชี้โมเดลธุรกิจ AI ยังไม่ยั่งยืน
Ed Zitron มองว่า ปัญหาหลักของ AI ในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่ความสามารถของโมเดลภาษา (LLM) แต่เป็นเรื่องของ ต้นทุนการให้บริการที่สูงมาก
แม้ผู้ใช้จะจ่ายค่าสมาชิกรายเดือน แต่บริษัทผู้ให้บริการ AI อย่าง OpenAI หรือ Anthropic ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการประมวลผล (Token) จำนวนมหาศาล ซึ่งในหลายกรณี ต้นทุนที่แท้จริงสูงกว่าค่าสมาชิกที่ผู้ใช้จ่ายหลายสิบเท่า
เขายังอ้างว่า OpenAI ขาดทุนอย่างหนักในปี 2025 แม้จะมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าโมเดลธุรกิจ AI ในปัจจุบันยังไม่สามารถสร้างกำไรได้อย่างยั่งยืน
ศูนย์ข้อมูล AI ใช้เงินมหาศาล แต่ยังไม่เห็นผลตอบแทน
อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือ การแข่งขันสร้าง Data Center สำหรับ AI ของบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลก
การสร้างศูนย์ข้อมูลแต่ละแห่งต้องใช้เงินลงทุนระดับหลายพันล้านดอลลาร์ และใช้เวลาหลายปีจึงจะเปิดใช้งานได้ แต่ในมุมของ Zitron กลับมองว่าความต้องการใช้งานจริงยังมีไม่มากพอ โดยลูกค้าหลักยังคงเป็นบริษัท AI รายใหญ่เพียงไม่กี่ราย เช่น OpenAI และ Anthropic
หากการเติบโตของ AI ไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ นักลงทุนและกองทุนที่ปล่อยเงินลงทุนให้โครงการ Data Center เหล่านี้ อาจได้รับผลกระทบอย่างหนัก
ผู้บริโภคเริ่มได้รับผลกระทบจากต้นทุน AI
หนึ่งในผลกระทบที่ผู้ใช้เริ่มสัมผัสได้คือ ราคาหน่วยความจำ (DRAM) ที่เพิ่มขึ้น
มือถือเรือธง ขายดีประจำสัปดาห์
เนื่องจากผู้ให้บริการ Cloud และ AI ซื้อชิปหน่วยความจำจำนวนมหาศาล ส่งผลให้ราคาหน่วยความจำทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น และต้นทุนดังกล่าวเริ่มสะท้อนมายังสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
Zitron ระบุว่า ราคา Mac และ iPad ได้ปรับขึ้นแล้ว ขณะที่ iPhone รุ่นใหม่ก็มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะต้นทุนฮาร์ดแวร์เพิ่มสูงขึ้นจากการแข่งขันด้าน AI
Apple ลงทุน AI น้อยกว่าคู่แข่ง จึงอาจได้เปรียบ
เมื่อเทียบกับ Microsoft, Google, Amazon หรือ Oracle ที่ลงทุนด้าน AI Infrastructure มูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ Apple กลับใช้เงินลงทุนด้านนี้ค่อนข้างจำกัด
เขามองว่า Apple เลือกใช้แนวทางผสมผสาน เช่น นำโมเดล AI จากภายนอกอย่าง Gemini มาใช้งานบางส่วน พร้อมผลักดันการประมวลผลบนตัวเครื่อง (On-device AI) มากกว่าการสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดมหาศาลเอง
Apple Intelligence ถูกวิจารณ์ แต่กลับเป็นข้อดี
แม้ Apple Intelligence จะได้รับเสียงวิจารณ์ในช่วงเปิดตัว ทั้งเรื่องความสามารถและประสบการณ์ใช้งาน แต่ Zitron มองว่านี่อาจกลายเป็นข้อดีของ Apple
เขาเชื่อว่า กระแสตอบรับที่ไม่ดีทำให้ Apple ชะลอการทุ่มลงทุนด้าน AI และไม่เร่งเดินตามกระแสเหมือนบริษัทอื่น ส่งผลให้บริษัทมีความเสี่ยงน้อยกว่า หากอุตสาหกรรม AI เผชิญภาวะชะลอตัวในอนาคต
หากฟองสบู่ AI แตก Apple อาจยืนดูจากข้างสนาม
Zitron คาดว่า หากการลงทุนด้าน AI ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้จริง หลายบริษัทอาจต้องเผชิญกับการลดมูลค่าสินทรัพย์ การชะลอการลงทุน และแรงกดดันจากตลาดทุน
ในขณะที่ Apple อาจได้รับผลกระทบน้อยกว่า เนื่องจากไม่ได้ทุ่มเงินสร้างศูนย์ข้อมูล AI ในระดับเดียวกับคู่แข่ง และยังอาจใช้จังหวะดังกล่าวเข้าซื้อเทคโนโลยีหรือกิจการที่มีศักยภาพในราคาที่ถูกลงได้
อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่านี่เป็นเพียงการวิเคราะห์และมุมมองส่วนบุคคล ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยืนยันว่าจะเกิดขึ้นแน่นอน โดยทิศทางของอุตสาหกรรม AI ยังขึ้นอยู่กับการพัฒนาเทคโนโลยี การยอมรับของผู้ใช้งาน และความสามารถในการสร้างรายได้ของผู้ให้บริการในระยะยาว
อ่านเพิ่มเติม:
- พ่อใหญ่ทรัมป์ สั่งเช็ก AI ใหม่ OpenAI ยอมส่งโมเดลให้ตรวจสอบก่อนเปิดตัว
- สมาร์ตโฟน OpenAI รุ่นแรกอาจใช้ชิป Dimensity 9600 และลุ้นเปิดตัวปี 2027
- Apple Intelligence และ Siri AI มีอะไรใหม่? รวมฟีเจอร์เด่นบน iPhone ปี 2026
- Apple Intelligence ได้รับอนุมัติในจีนแล้ว พร้อมใช้ได้บน iPhone เป็นครั้งแรก
- Apple เริ่มหาวิธีเรียกใช้โมเดล AI ขนาดใหญ่โดยตรงบน iPhone (บางรุ่น)
ที่มา: macrumors