ติดตามพวกเรา

ข่าวประชาสัมพันธ์

กรมพินิจฯ ผนึก AIS เปิดโครงการญาติเยี่ยมทางไกลออนไลน์ผ่าน AIS Fibre ให้ผู้ปกครองมอบความอบอุ่น และกำลังใจแก่เยาวชนในสถานพินิจ รับวันครอบครัว

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ร่วมกับ เอไอเอส โดย เอไอเอส ไฟเบอร์ นำเทคโนโลยีเครือข่ายไฟเบอร์แท้100% และ Smart Messaging พร้อมระบบ Skype for Business มาประยุกต์ใช้ใน “โครงการญาติเยี่ยมทางไกลผ่านระบบออนไลน์” เพื่ออำนวยความสะดวกให้ครอบครัวได้เยี่ยมเยียน ส่งกำลังใจถึงเยาวชนในสถานพินิจฯ ผ่านระบบออนไลน์ด้วยมือถือ โดยไม่ต้องเดินทางมาเยี่ยมถึงศูนย์ฯ เช่นที่ผ่านมา เบื้องต้นเริ่มดำเนินการนำร่องแล้ว 2 แห่ง ณ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน จังหวัดเชียงใหม่และราชบุรี ด้วยผลตอบรับอย่างดียิ่ง เชื่อมั่นสามารถส่งความรัก และกำลังใจจากสายใยครอบครัว ให้แก่เยาวชน พร้อมคืนคนดีกลับสู่สังคมไทยได้ในท้ายที่สุด

 นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของโครงการญาติเยี่ยมทางไกลผ่านระบบออนไลน์ในครั้งนี้ว่า “ปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งของการบำบัด แก้ไข ฟื้นฟูเด็กและเยาวชน คือ การให้ความสำคัญเกี่ยวกับสถาบันครอบครัว และจากปัจจัยในประเด็นนี้ กรมพินิจฯ จึงมีโครงการญาติเยี่ยมทางไกลให้กับเด็กและเยาวชนที่อยู่ในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้พบปะกับผู้ปกครองหรือญาติ ในอดีตการเยี่ยมญาติทางไกล ผู้ปกครองต้องเดินทางมายังศูนย์ฝึกฯ ซึ่งศูนย์ฝึกในแต่ละที่ค่อนข้างห่างไกล เช่น ศูนย์ฝึกฯ เขต 7 เชียงใหม่ จะดูแลพื้นที่ประมาณ 7 – 8 จังหวัด ไม่ว่าจะเป็นแม่ฮ่องสอน เชียงราย แพร่ หรือน่าน เป็นต้น หรือ ศูนย์ฝึกฯ เขต 2ราชบุรี ที่มีพื้นที่หลายจังหวัดในความดูแลเช่นกัน ทำให้การมาเยี่ยมเด็กและเยาวชนในแต่ละครั้ง ผู้ปกครองต้องใช้ต้นทุนในการมาเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าอาหารต่างๆ ปัจจุบันเราใช้ระบบ VDO Conference ที่ทำให้การเยี่ยมญาติมีความสะดวกมากขึ้น เช่น ถ้าผู้ปกครองอยู่แม่ฮ่องสอน อยากมาเยี่ยมที่จังหวัดเชียงใหม่ เขาไม่ต้องเดินทางไปที่จังหวัดเชียงใหม่อีกต่อไป แต่เดินทางมายังสถานพินิจฯ จังหวัดแม่ฮ่องสอน และนั่งในห้อง Conference ของสถานพินิจฯ จังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมทั้งเชื่อมต่อด้วย Skype ไปยังศูนย์ฝึกฯ ที่เชียงใหม่ แล้วพบปะกันในระบบของConference หรือจอภาพ แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้รับความสะดวกสำหรับผู้ปกครองที่ยังต้องเดินทางมาใช้ระบบ VDO Conference ของสถานพินิจฯ ที่ตั้งอยู่ในตัวเมืองของแต่ละจังหวัด

 

 

จากปัจจัยข้างต้น กรมพินิจฯ เล็งเห็นว่า เพื่อการพัฒนาระบบการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูเด็กและเยาวชนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้กับผู้ปกครองในการเยี่ยมบุตรหลาน จึงได้ร่วมมือกับ AIS ในการจัดทำ “โครงการญาติเยี่ยมทางไกลผ่านระบบออนไลน์” ขึ้น ซึ่งระบบนี้ จะเป็นการให้ผู้ปกครองสามารถเยี่ยมเด็กและเยาวชนแบบระบบไร้สาย และใช้โทรศัพท์มือถือของผู้ปกครองเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเอง โดยเชื่อมต่อกับศูนย์ฝึกฯ โดยตรง ส่งผลให้ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนของประเทศไทย หรือของโลก หรือผู้ปกครองติดภารกิจเรื่องการทำงานในพื้นที่ห่างไกลก็สามารถติดต่อกับบุตรหลานได้ มีตัวอย่างหนึ่งคือ มารดาของเด็กทำงานอยู่ที่ประเทศเกาหลี พอเรานำระบบนี้มาใช้ ทำให้มารดาของเด็กสามารถติดต่อกับเด็กได้ ทำให้เด็กและเยาวชนมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับครอบครัวมากขึ้น มีโอกาสสื่อสารกันมากขึ้น และมีโอกาสสร้างความรักความผูกพันระหว่างครอบครัว เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ ไม่ว่าบิดามารดาไม่ว่าจะทำงานอยู่ที่ไหนทั้งในและต่างประเทศก็มีโอกาสเยี่ยมเยียนเด็กและเยาวชนได้ ติดต่อกับบุตรหลานของเขาได้ โดยที่ไม่ทำให้เด็กและเยาวชนพร่องไปจากสถาบันครอบครัว ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟู เด็กและเยาวชน ก่อนจะให้เขากลับคืนสู่สังคม

การได้รับการสนับสนุนจาก AIS ในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือที่ทางกรมพินิจฯ เอง ไม่ต้องใช้งบประมาณในการจัดทำโครงการ นอกจากนี้ การนำระบบนี้มาใช้สามารถทำให้กรมพินิจฯ อำนวยความสะดวกให้กับการบริการประชาชน และลดต้นทุนในการมาเยี่ยมบุตร ซึ่งเป็นการพัฒนาการให้บริการขององค์กรต่อประชาชน เพราะตอนนี้ เราอยู่ในยุคของเทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้องค์กรของเราไม่เสียโอกาสในการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศไปสู่เป้าหมายไทยแลนด์ 4.0

และเนื่องจากการนำระบบนี้มาใช้ยังเป็นการทดลอง จึงดำเนินการเพียง 2 หน่วยงานในสังกัดกรมพินิจฯ คือ ศูนย์ฝึกฯ เขต 2 ราชบุรี และศูนย์ฝึกฯ เขต 7 เชียงใหม่ และจากการทำลอง พบว่า ผลตอบรับของผู้ปกครองอยู่ในระดับพึงพอใจมาก เพราะทำให้สามารถเยี่ยมเด็กและเยาวชนได้บ่อยครั้งขึ้น และลดต้นทุนต่างๆ ในการเดินทางมาเยี่ยม ในอนาคตถ้ากรมพินิจฯ มีโอกาสได้ทำความร่วมมือกับ AIS จะสามารถขยายพื้นที่ในการนำระบบนี้ไปใช้ ซึ่งกรมพินิจฯ มองว่าในเบื้องต้น น่าจะเป็นการขยายไปศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนที่มีอยู่ก่อน เนื่องจากศูนย์ฝึกฯ เป็นสถานที่ที่รองรับเด็กและเยาวชนหลายๆ จังหวัด เพราะฉะนั้นน่าจะเป็นความจำเป็นลำดับแรกๆ และในระยะต่อไปอาจจะต้องขยายครอบคลุมไปถึงสถานพินิจที่ควบคุมตัวเด็กและเยาวชนในระหว่างดำเนินคดีด้วย เพื่อเพิ่มโอกาสในการให้บริการประชาชนทั่ว และส่งเสริมความรัก ความผูกพัน และอบอุ่นในครอบครัวให้กับเด็กและเยาวชนแม้จะอยู่ในสถานควบคุมก็ตาม”  

ด้านนางอมรรัตน์ ชาญปรีชญา หัวหน้าส่วนงานประชาสัมพันธ์ เอไอเอส กล่าวถึง ความร่วมมือในครั้งนี้ว่า “ในฐานะผู้ให้บริการ Digital Life Service Provider เรามีความมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของไทย ทั้งเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือ Mobile, อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ความเร็วสูง หรือ AIS Fibre และบริการดิจิทัล เพื่อสนับสนุนคนไทยให้ใช้ชีวิตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมเสริมความแข็งแกร่งภาครัฐและภาคเอกชน รวมไปถึง การพัฒนาและออกแบบโซลูชันเพื่อตอบสนองความต้องการใช้งานเฉพาะของแต่ละหน่วยงาน ดังเช่น ความร่วมมือระหว่างกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กับ  AIS โดย AIS Fibre ในครั้งนี้ ที่เรายินดีสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยนำเทคโนโลยี 2 ส่วน ประกอบด้วย โครงข่าย AIS Fibre และ Digital Solution เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนา “โครงการญาติเยี่ยมทางไกลผ่านระบบออนไลน์” ให้สามารถใช้งานได้อย่างสะดวก ง่ายๆ ผ่านโทรศัพท์มือถือของญาติที่จะสามารถโทรเข้ามาเยี่ยมได้จากทุกที่ ทั้งในและต่างประเทศ”

“โดยโครงการนี้ ไม่เพียงช่วยประหยัดเวลาและลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางสำหรับญาติเท่านั้น แต่ยังสอดคล้องกับแนวคิดการให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวของเอไอเอส เพราะสามารถเชื่อมโยงสายสัมพันธ์ของครอบครัว เป็นสื่อกลางในการส่งมอบความรัก ความอบอุ่น ความห่วงใย และกำลังใจช่วยให้เยาวชนที่อยู่ในสถานพินิจมีพลังในการฟันฝ่าอุปสรรคและพัฒนาตัวเอง พร้อมกลับมาเป็นกำลังสำคัญของชาติอีกครั้ง”

ด้าน นายศรัณย์ ผโลประการ หัวหน้าฝ่ายงานบริหารธุรกิจฟิกซ์ บรอดแบนด์ เอไอเอส กล่าวถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ในโครงการครั้งนี้ว่า “เราได้คัดสรรเทคโนโลยีที่ดีที่สุด เพื่อตอบความต้องการของกรมพินิจฯ ประกอบด้วย อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ความเร็วสูง ด้วยเทคโนโลยีไฟเบอร์ออพติกแท้ 100% ที่จะทำให้สัญญาณภาพในระหว่างการโทรเยี่ยมเป็นไปอย่างคมชัด เสถียร ไม่กระตุก, ระบบ Smart Messagingที่เชื่อมต่อกับ Solutions Skype for Business ที่จะส่งแจ้งเตือนไปยังญาติๆ ให้สามารถกด Link จาก SMS ที่ได้รับแล้วโทรเข้ามาเยี่ยมบุตรหลานผ่านทางมือถือในลักษณะ VDO Call ได้ทันที ซึ่งสามารถรองรับการโทรเยี่ยมได้สูงสุดถึงครั้งละ 5 สาย พร้อมๆ กัน จากหลากหลายสถานที่ ช่วยให้ผู้ปกครองที่ไปทำงานต่างจังหวัดหรือแม้แต่ต่างประเทศสามารถใช้บริการได้อย่างสะดวก รวมไปถึงชุดคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัยอีกด้วย โดยจากการเริ่มเปิดใช้งานใน 2 แห่งแรกที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน จังหวัดเชียงใหม่ และราชบุรี ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2562 พบว่า ต่างได้รับประสบการณ์ที่ดี และความประทับใจจากบริการนี้อย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล, ผู้ที่ต้องทำงานอยู่ต่างประเทศ  ที่สามารถส่งมอบกำลังใจแก่บุตรหลานได้อย่างสะดวกสบายกว่าที่ผ่านมา”

สำหรับขั้นตอนการเยี่ยมเยาวชนผ่าน “โครงการญาติเยี่ยมทางไกลผ่านระบบออนไลน์” ประกอบด้วย

  • ก่อนจะใช้งานได้ ผู้ปกครองจะต้องลงทะเบียนรับการตรวจสอบ เพื่อยืนยันการเป็นผู้ปกครองโดยกรมพินิจฯ และดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Skype for Business ผ่าน Apple iTunes หรือ PLAY STORE
  • ทุกครั้งที่ต้องการเยี่ยมญาติ ผู้ปกครองจะต้องทำการนัดหมาย กำหนดวัน-เวลา ในการเยี่ยมเยาวชนกับ กรมพินิจฯ
  • รอรับ LINK จาก SMS จากนั้นกดโทรผ่าน LINK ก็จะเข้าสู่ระบบ “ญาติเยี่ยมทางไกลออนไลน์” ในลักษณะ VDO Call ได้ทันที

“โครงการญาติเยี่ยมทางไกลผ่านระบบออนไลน์” เปิดตัวรับวันครอบครัว เพื่อให้ได้ร่วมเป็นกำลังใจให้กับน้องๆ เยาวชนที่อาจจะทำผิดพลาดไป โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยส่งต่อโอกาส กำลังใจ ความอบอุ่น และสนับสนุนให้พร้อมกลับมาเป็นพลเมืองคุณภาพของประเทศไทยต่อไป และถือเป็นตัวอย่างการผนึกกำลังร่วมกันระหว่างภาครัฐ ก็คือ กรมพินิจคุ้มครองเด็กและเยาวชนและเอกชน อย่าง AIS โดย AIS Fibre  ที่แข็งแรง สร้างประโยชน์ สอดคล้องกับนโยบายสานพลังประชารัฐของรัฐบาลอย่างชัดเจน” นายสหการณ์ กล่าวในตอนท้าย

Advertisement
คลิกเพื่อแสดงความเห็น

ข่าวประชาสัมพันธ์

OPPO แบรนด์สมาร์ทโฟนแรกที่พร้อมให้บริการเครือข่าย 5G standalone (SA) ในสหราชอาณาจักร ร่วมกันกับผู้ให้บริการเครือข่ายชั้นนำในอุตสาหกรรม

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

  • สมาร์ทโฟน OPPO Find X2 Pro และ OPPO Reno3 5G สมาร์ทโฟนที่พร้อมรองรับเครือข่ายเพื่ออนาคต
  • เครือข่าย 5G SA ในสหราชอาณาจักร พร้อมให้บริการในมหาวิทยาลัยโคเวนทรี เป็นสถานที่แรก
  • เครือข่าย 5G SA เป็นเครือข่ายที่ใช้โครงสร้างพื้นฐาน 5G แบบใหม่ ซึ่งจะมอบประสบการณ์ที่ดีกว่าเครือข่ายแบบ NSA และจะใช้เป็นโครงสร้าง 5G หลักในอนาคต

เซินเจิ้น ประเทศจีน – OPPO ประกาศความสำเร็จถึงความพร้อมในการให้บริการเครือข่าย 5G Standalone (SA) และ บริการ 5G SA Network Slicing เป็นครั้งแรก ด้วยการร่วมมือกับ Vodafone และ Ericsson ซึ่งเป็นก้าวครั้งสำคัญในการสร้างเครือข่าย 5G SA ในยุโรป

การทดสอบประสิทธิภาพของเครือข่าย 5G SA ในห้องปฏิบัติการของ OPPO ด้วยสมาร์ทโฟน OPPO Find X2 Pro และ OPPO Reno3 5G

โดยเครือข่ายใหม่นี้เปิดให้ใช้งานที่มหาวิทยาลัยโคเวนทรี ประเทศอังกฤษ ซึ่งสามารถเชื่อมต่อเครือข่ายใหม่กับสมาร์ทโฟน 5G ของ OPPO ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี Qualcomm และแพลตฟอร์มสมาร์ทโฟน 5G ของ MediaTek ได้ตามลำดับ

OPPO และ Ericsson ทำงานร่วมกัน เพื่อพัฒนาโซลูชั่นด้าน Network slice switching software ด้วยเทคโนโลยีของ Qualcomm และ MediaTek โดยการใช้สมาร์ทโฟน OPPO Find X2 Pro 5G และ OPPO Reno3 5G เพื่อให้ผู้ใช้สามารถสลับเครือข่ายต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดบนความต้องการที่แตกต่างกัน โดยเครือข่ายหนึ่งจะใช้ในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และอีกเครือข่ายหนึ่งจะใช้สำหรับการเชื่อมต่อที่สเถียรและรวดเร็ว เพื่อให้อาจารย์และนักศึกษาในมหาวิทยาลัยโคเวนทรี สามารถเข้าถึงทรัพยากรของสถานศึกษาได้อย่างรวดเร็วและสเถียร อีกทั้งยังทำให้สามารถสร้างการเรียนการสอนระยะไกลที่มีความละเอียดคมชัดสูงได้อีกด้วย

คำจำกัดความของ 3GPP ในองค์กรที่พัฒนาโปรโตคอลด้านการสื่อสารโทรคมนาคมเคลื่อนที่นั้น ได้แบ่งประเภทของ 5G ออกเป็น 2 ประเภท คือ NSA (Non-Standalone) และ SA (Standalone) โดย SA หมายถึง เครือข่ายอิสระที่มีฐานการส่งสัญญาณเป็น 5G และเครือข่ายหลักเป็น 5G ซึ่งผู้ให้บริการเครือข่ายส่วนใหญ่ทั่วโลกกำลังผลักดันการใช้ 5G SA อย่างจริงจัง เพื่อมุ่งสู่เครือข่ายแห่งโลกอนาคต

5G network slicing เป็นเทคโนโลยีที่แบ่งเครือข่ายทางกายภาพออกเป็นเครือข่ายเสมือนจริงแบบ end-to-end ซึ่งสามารถนำไปใช้ร่วมกับสถาปัตยกรรมเครือข่ายหลัก 5G ได้ โดยแต่ละส่วนของเครือข่ายจะเป็นอิสระต่อกันและสามารถจัดสรรทรัพยากรของตัวเองเพื่อให้สามารใช้งานเครือข่าย 5G ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังสามารถปรับให้เข้ากับความต้องการของผู้ใช้แต่ละรายตามแอปพลิเคชันที่แตกต่างกันได้อีกด้วย

5G SA และเทคโนโลยี network slicing เป็นความสำเร็จล่าสุดในงานวิจัยของ OPPO ด้าน 5G โดย OPPO จะยังคงความเป็นผู้นำด้าน 5G ด้วยการลงทุนด้าน R&D อย่างต่อเนื่อง โดย OPPO เชื่อมั่นในด้านการเชื่อมต่ออัจฉริยะแห่งอนาคต พร้อมให้เครือข่าย 5G เป็นหัวใจหลักในวิสัยทัศน์ในครั้งนี้ ดังนั้น OPPO จึงได้ทำงานร่วมกันกับพาร์มเนอร์ที่หลากหลาย เพื่อพัฒนาเทคโนโลยี 5G และยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้ ด้วยการเป็นพาร์ทเนอร์กับผู้ให้บริการเครือข่ายและผู้ค้าปลีกชั้นนำเพื่อเชื่อมต่อไปสู่ผู้บริโภคให้ได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ OPPO ยังเป็นพาร์ทเนอร์กับผู้ให้บริการเครือข่ายหลักอีกกว่า 40 รายในยุโรป โดย OPPO จะยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างความสำเร็จอย่างยั่งยืนผ่านผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัย รวมทั้งจะยังคงทำงานร่วมกันกับพาร์ทเนอร์ปัจจุบันและพาร์ทเนอร์ใหม่อย่างต่อเนื่อง

อ่านต่อ...

ข่าวประชาสัมพันธ์

เอไอเอส ผนึก มหามิตร “กรีนพหลโยธิน” จัดชาเลนจ์รักษ์โลก ดึงพลังพนักงานรุ่นใหม่สร้างจิตสำนึก กำจัดขยะ E-Waste อย่างถูกวิธี

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

เอไอเอส สานต่อโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมคนไทยไร้ E-Waste” ผนึกพลัง 3 ฝ่าย ภาครัฐ เอกชน และประชาชน ร่วมเป็นภาคีเครือข่าย รณรงค์ สร้างจิตสำนึก ในการคัดแยกและนำขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) ไปทิ้งอย่างถูกวิธี ล่าสุดชวนมหามิตรกรีนพหลโยธิน” 13 องค์กรชั้นนำบนถนนเส้นพหลโยธิน ทำภารกิจครั้งสำคัญเพื่อสิ่งแวดล้อมไทย “E-Waste The Battle ถ้ารักษ์จริงมาทิ้งแข่งกันแข่งขันรวบรวม E-Waste เพื่อนำไปกำจัดอย่างถูกวิธี พร้อมเปิดตัวพันธมิตรรายใหม่ ECOLIFE แอปพลิเคชันรักษ์โลก สร้างความสนุกให้กับทุกการทิ้ง เปลี่ยนทุกขยะให้เป็นคะแนนสะสมแลกของพรีเมี่ยมสำหรับคนสายกรีน

กรีนพหลโยธินเป็นกลุ่มองค์กรที่จัดขึ้นโดยการทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายกับ 13 องค์กร ภาครัฐและภาคเอกชน บนถนนเส้นพหลโยธิน ประกอบด้วย สำนักงานเขตพญาไท, สถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ, โรงพยาบาลพญาไท 2, บุญเติม, สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5, .ออมสิน สำนักงานใหญ่, .กสิกรไทย สำนักพหลโยธิน, .กรุงไทย สาขาซอยอารีย์, .เกียรตินาคิน สาขาพหลโยธิน, .ยูโอบี สาขาถนนพหลโยธิน 8, .กรุงเทพ สาขาซอยอารี, IBM และ Exim Bank เพื่อที่จะร่วมรณรงค์ ผลักดันให้เกิดการคัดแยกและทิ้งขยะ E-Waste อย่างถูกวิธี โดยกิจกรรมชาเลนจ์ครั้งนี้ นับได้ว่าเป็นการสานสัมพันธ์ความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายเป็นครั้งที่ 2 หลังจากเคยทำภารกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมร่วมกันในปีที่ผ่านมา

 

นางสาวนัฐิยา พัวพงศกร หัวหน้าส่วนงานพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน เอไอเอส กล่าวว่าในฐานะ Digital Life Service Provider ที่มีเป้าหมายในการเป็นผู้ให้บริการด้านดิจิทัลที่ดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มต่างๆ พร้อมร่วมดูแลรับผิดชอบต่อ สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมของประเทศให้พัฒนาและเติบโตไปพร้อมกัน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเราได้ให้ความสำคัญต่อการจัดการปัญหาขยะทุกประเภท พร้อมทั้งบูรณาการจัดทำโครงการที่เป็นรูปธรรมกับทั้งพนักงานภายในและบุคคลทั่วไป รวมถึงขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) ที่นับได้ว่าเป็นขยะอีกหนึ่งประเภทที่เรามุ่งมั่นค้นหาแนวทางในการคัดแยกและนำไปกำจัดอย่างถูกวิธีอย่างต่อเนื่อง เราจึงได้ตั้งโครงการคนไทยไร้ E-Waste” ขึ้น โดยมีเป้าหมายในการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนทั่วไปให้สามารถนำขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) ซึ่งประกอบไปด้วย โทรศัพท์มือถือ/แท็บเล็ต, แบตเตอรี่มือถือ, พาวเวอร์แบงก์, สายชาร์จ, หูฟัง และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็ก เช่น กล้องถ่ายรูป และเครื่องเล่น MP3 มาทิ้งได้ที่ถังรับ E-Waste ที่ AIS Shop ทั่วประเทศ, AIS Telewiz, ที่ทำการไปรษณีย์ไทย, ศูนย์การค้าเครือเซ็นทรัล, มหาวิทยาลัย, อาคารชุดและคอนโดต่างๆ รวมกว่า 1,800 จุด

ปัจจุบันโครงการคนไทยไร้ E-Waste” สามารถรวบรวมขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้จำนวนทั้งสิ้น 51,786 ชิ้น เทียบเท่าการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 517,860 กิโลกรัมคาร์บอนสมมูลย์ โดยทางเอไอเอส จะนำขยะ E-Waste ที่เก็บรวบรวมได้จากโครงการทั้งหมด ไปกำจัดอย่างถูกวิธีด้วยกระบวนการ Zero Landfill (การจัดการขยะทำให้นำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ให้เกิดมูลค่าได้อีกครั้ง)”

 

ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) นับได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่ของคนทั่วทั้งโลก ด้วยปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในทุกปี สวนทางกับปริมาณขยะที่ได้รับการจำกัดอย่างถูกวิธี  ขยะที่หลงเหลือเหล่านั้นอาจส่งสารพิษ กลับมาทำลายสุขภาพ และก่อให้เกิดผลเสียกับสิ่งแวดล้อมในระยะยาว เพื่อสานต่อความตั้งใจ ที่ตั้งเป้าลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ 5 ล้านกิโลกรัมคาร์บอนสมมูลย์ หรือเทียบเท่าการนำขยะ E-Waste ไปกำจัดอย่างถูกวิธีรวม 500,000 ชิ้น ภายในปี 2563 เอไอเอส จึงได้จัดชาเลนจ์เพื่อสิ่งแวดล้อมครั้งใหม่ ชวนองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เข้าร่วมชาเลนจ์ “E-Waste The Battle ถ้ารักษ์จริงมาทิ้งแข่งกันประเดิมการแข่งขันนัดแรกกับมหามิตร

กรีนพหลโยธิน” 13 องค์กร ชั้นนำบนถนนเส้นพหลโยธิน

โดยการแข่งขันจะแบ่งองค์กรในกรีนพหลโยธินออกเป็น 2 ทีม ได้แก่ทีม A และ ทีม B ทั้งสองทีมจะต้องเชิญชวน พนักงาน ลูกค้า หรือผู้เข้ามาติดต่อให้เข้ามาร่วมทิ้งขยะ E-Waste ที่จุดรับทิ้งของแต่ละองค์กร เริ่มนับคะแนนตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2563 โดยทีมที่ชนะและทีมที่แพ้จะได้รับเงินบริจาค เพื่อนำไปให้กับองค์กรหรือมูลนิธิที่เลือกไว้ ทั้งนี้เอไอเอส จะร่วมสมทบทุนมูลนิธิชัยพัฒนาเพื่อใช้ในกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม

พร้อมจับมือ KID KID องค์กรเพื่อสังคมด้านสิ่งแวดล้อม นำแอปพลิเคชัน ECOLIFE มาช่วยอำนวยความสะดวกในการแข่งขัน โดยสามารถติดตามปริมาณการทิ้งของแต่ละองค์กรได้แบบเรียลไทม์ ผ่านเว็บไซต์ http://www.ecolifeapp.com และยังเปิดมิติใหม่ในการทิ้งขยะ E-Waste ซึ่งจะได้ทั้งช่วยโลก ได้ทำบุญ และได้ ECO POINT คะแนนสะสมสำหรับสายกรีน ซึ่งสามารถนำไปแลกของพรีเมี่ยมผ่านแอปพลิเคชัน ECOLIFE ได้

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากองค์กรเครือข่ายกรีนพหลโยธิน ที่ตระหนักและเห็นความสำคัญของปัญหาที่เกิดจากการทิ้งและกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) อย่างไม่ถูกวิธี เอไอเอส ยินดีที่จะเป็นตัวกลางในการสร้างเครือข่าย ขับเคลื่อนความร่วมมือที่ดีๆ แบบนี้ทั่วประเทศ โดยเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าองค์กรเครือข่ายกรีนพหลโยธินจะเป็นต้นแบบการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีอย่างยั่งยืน (From Green Network to Green Society) ต่อไปนางสาวนัฐิยา กล่าวปิดท้าย

อ่านต่อ...

ข่าวประชาสัมพันธ์

GARMIN เปิดตัวนวัตกรรม Solar Charging ในรุ่น Fenix 6 – Instinct เปลี่ยนแสงเป็นพลังงาน เพิ่มเวลาการใช้งานให้ยาวนานกว่าเดิม

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

บริษัท จีไอเอส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายการ์มิน สมาร์ทวอทช์ระดับโลก เผยนวัตกรรมพลังงานทางเลือกคืออีกหนึ่งเทรนด์ของพลังงานแห่งอนาคต เปิดตัวนวัตกรรมใหม่ Solar Charging ในสมาร์ทวอทช์การ์มิน รุ่น Fenix 6 และ Instinct ชูจุดเด่นเลนส์หน้าปัด Power Glass แปลงแสงอาทิตย์เป็นพลังงานแบตเตอรี่ ชาร์จได้แม้ในขณะที่นาฬิกาปิด ล้ำกว่าด้วยการชาร์จพลังงานแสงอาทิตย์ หรือภายใต้แสงชนิดอื่น ๆ ที่มีความเข้มแสง 50,000 lux หรือมากกว่า สามารถใช้งานต่อเนื่องในโหมด GPS ได้สูงสุดถึง 40 ชม. เพิ่มฟังก์ชันอัปเกรดกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น เซิร์ฟ (Surf) และเดินป่า เอาใจไลฟ์สไตล์สายลุย ติดตามผลกิจกรรมแบบเรียลไทม์ ประเมินสุขภาพของผู้ใช้และแจ้งเตือนความพร้อมของร่างกายด้วยฟังก์ชัน Body Battery สร้างความมั่นใจก่อนลุยทุกกิจกรรม



นายไกรรพ เหลืองอุทัย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท จีไอเอส จำกัด ในกลุ่มบริษัท ซีดีจี (CDG) ตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยของบริษัท การ์มิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า พลังงานทางเลือกเป็นหนึ่ง   เทรนด์ที่จะมาแทนที่พลังงานแบบดั้งเดิมที่กำลังได้รับความนิยมนำมาปรับใช้กับอุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ  ล่าสุดการ์มินได้เปิดตัวนวัตกรรม Solar Charging ใน 2 รุ่นสุดฮิต Fenix 6 และ Instinct ซึ่งเลือกใช้พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานแสงอื่น ๆ นับเป็นจุดเริ่มของการมองหาพลังงานทางเลือกแบบยั่งยืนเพื่อพัฒนาไปสู่การใช้งานสมาร์ทวอทช์มิติใหม่ เพิ่มแหล่งพลังงานทางเลือก ให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ชีวิตประจำวันและทำกิจกรรมควบคู่กับการใช้นาฬิกาการ์มินได้ยาวนานมากยิ่งขึ้น

“จุดเด่นหลัก ๆ ที่ไม่มีในการ์มินรุ่นไหนมาก่อน แต่มีอยู่ใน Fenix 6 และ Instinct คือการนำพลังงานทางเลือกมาเป็นแหล่งพลังงานรูปแบบใหม่ ด้วยเทคโนโลยี Power Glass Solar Charging Lens บนหน้าปัดนาฬิกาในรุ่น Fenix 6S / 6 Solar และแถบ Solar Cell รอบจอแสดงผล ในรุ่น Instinct Solar เปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานให้นาฬิกา ช่วยยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ในการทำกิจกรรมกลางแจ้งภายใต้คอนเซปท์ “Do what you love longer” ที่ให้พลังงานด้วยการชาร์จโดยตรงกับแสงอาทิตย์ หรือภายใต้แสงชนิดอื่น ๆ ที่มีความเข้มแสง 50,000 lux หรือมากกว่า ให้ผู้สวมใส่สามารถใช้งานต่อเนื่องในโหมด GPS ในรุ่น Fenix 6S Solar ได้ถึง 28 ชม.ในรุ่น Fenix 6 Solar ได้ถึง 40 ชม.และในรุ่น Instinct Solar ได้ถึง 38 ชม. และยังสามารถจัดการการใช้พลังงานแบตเตอรี่ด้วยการตั้งค่าเปิด-ปิดโหมดการใช้งานและการวัดค่าต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับกิจกรรมหรือกีฬาเพื่อเพิ่มอายุการใช้งานแบตเตอรี่ พร้อมทั้งแสดงผลเป็นชั่วโมงการใช้งานที่เหลือ เพื่อการวางแผนให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งาน” นายไกรรพกล่าว

นอกจากนี้ สมาร์ทวอทช์ทั้ง 2 รุ่น ยังเพิ่มโหมดฟังก์ชันใหม่เพื่อเอาใจนักเล่นเซิร์ฟและเดินป่า โดยมีจุดเด่น เพิ่มขึ้นมาคือ Surf-Ready Features ซึ่งเป็นโหมดสำหรับเล่นเซิร์ฟ มีการติดตามและบันทึกข้อมูลที่ละเอียดกว่าเดิม เข้าถึงข้อมูลจุดต่าง ๆ ของจุดเล่นเซิร์ฟ เช่น ความสูงคลื่น ระดับน้ำขึ้น-ลง สภาพภูมิอากาศ เพื่อความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ด้านโหมดสำหรับสายเดินป่า มี 3 เซนเซอร์แจ้งเตือน A – Altimeter เพื่อบอกความสูงจากระดับน้ำทะเล B – Barometer บอกความกดอากาศ (เตือนพายุได้) C – Compass บอกทิศทาง (N/S/E/W) ซึ่งจำเป็นสำหรับสายเดินป่ารวมถึงกลุ่มใช้งานกิจกรรม outdoor ด้วย 3 เซนเซอร์หลักที่ใช้ในการนำทางและเดินป่า ช่วยให้ทราบถึงความสูง ความชัน สามารถใช้งาน outdoor แม้ในพื้นที่ไม่มีสัญญาณ GPS นอกจากนี้ยังมีโหมดตอบโจทย์สายรักสุขภาพด้วยเทคโนโลยีเซนเซอร์วัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในกระแสเลือด (ค่า SpO2*) ทำงานคู่กับโหมดติดตามการปรับสภาพเข้ากับระดับความสูง (Altitude Acclimation) และโหมดวัดคุณภาพการนอน (Sleep Monitor) ติดตามสภาพร่างกายได้ละเอียดยิ่งขึ้น เช่น ยังไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพความสูงได้ หรือร่างกายยังไม่สมบูรณ์พอสำหรับกิจกรรมหนัก ๆ เพื่อประเมินสุขภาพของผู้ใช้และวัดความพร้อมของร่างกายในทุกกิจกรรมเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง

Fenix 6S / 6 Solar มาพร้อมสีใหม่ 4 สี Light Gold, Purple, Black และ Cobalt Blue ในราคาเริ่มต้น 31,500 บาท และ Instinct Solar มาพร้อมดีไซน์แบบ tactical style อันเป็นเอกลักษณ์ของ Instinct และสีใหม่ 6 สี Tidal Blue, Orchid, Lichen Camo, Moss, Pipeline และ Cloudbreak ในราคา เริ่มต้น 13,990 บาท

ผู้ที่สนใจ GARMIN รุ่นต่าง ๆ สามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ และสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ได้ที่ตัวแทนจำหน่าย GARMIN ทั่วประเทศ หรือ www.garminbygis.com

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

Huawei 1+8+N strategy for the 5G era and Promotion 01 Huawei 1+8+N strategy for the 5G era and Promotion 01
Android News5 ชั่วโมง ที่แล้ว

ทำความรู้จัก 1+8+N กลยุทธ์เด็ดของ HUAWEI เมื่อฮาร์ดแวร์ทั้งหมดเชื่อมต่อกัน เกิดเป็นชีวิตเอไอ ไร้รอยต่อ

อย่างที่ทราบกันว่า H...

5 reasons why you need a 5G smartphone 5 reasons why you need a 5G smartphone
Android News1 วัน ที่แล้ว

5 เหตุผล ทำไมต้องสมาร์ทโฟน 5G มีดีกว่า 4G มากแค่ไหน?

หนึ่งในหัวข้อที่เราช...

Featured2 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว realme X50 Pro 5G ขุมพลังความเร็วแห่งอนาคต Snapdragon 865 5G, รองรับ 5G, 65W SuperDart Charge พร้อมจัดเต็มเรื่องกล้องรวม 6 เลนส์

Experience the perfect 5G today On the flagship smartphone HUAWEI P40 Series. Experience the perfect 5G today On the flagship smartphone HUAWEI P40 Series.
Android News2 สัปดาห์ ที่แล้ว

สัมผัสประสบการณ์ 5G ที่สมบูรณ์แบบได้แล้ววันนี้ บนสมาร์ทโฟนเรือธง HUAWEI P40 Series

ปีนี้หัวเว่ยรุกความเ...

SanDisk Extreme microSDXC A2 New Review 01 SanDisk Extreme microSDXC A2 New Review 01
Featured2 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว SanDisk Extreme microSDXC A2 โฉมใหม่! ติดตั้งเกมได้ลื่นไหล เปิดแอปไม่สะดุด และรองรับวิดีโอ 4K

โฉมใหม่ SanDisk Extr...

Advertisement

คลิปมาใหม่

ข่าวใหม่วันนี้

มือถือมาใหม่

ติดตาม กินเที่ยวกัน

กำลังมาแรง