
รีวิว nubia Neo 5 Series ที่จัดมาด้วยกันถึง 2 รุ่น คือ nubia Neo 5 GT 5G และ nubia Neo 5 5G ที่มีสเปคต่างๆ ค่อนข้างชัดเจน แต่ถือเป็นเกมมิ่งโฟนสุดคุ้มที่หลายคนมองหาแน่นอนครับ โดยเฉพาะ Neo5 GT ที่เสมือนเป็นลูกของ REDMAGIC เพราะได้เทคโนโลยีหลายอย่างที่หยิบยืมมาจาก REDMAGIC มาใช้เลยทีเดียว ส่วนสเปคและการใช้งานด้านการเล่นเกมเป็นยังไง เรามารีวิวแบบจัดเต็มทั้ง 2 รุ่นให้ชมกัน
สรุปสเปค nubia Neo 5 GT 5G
- ขนาดตัวเครื่อง : 163.6 x 75.8 x 8.4 มม.
- หน้าจอแสดงผล AMOLED ขนาด 6.8 นิ้ว ความละเอียด 1.5K (2720 × 1224 พิกเซล) รองรับ Refresh Rate 144Hz และความสว่างสูงสุดเฉพาะส่วน 4500nits
- หน่วยประมวลผล : MediaTek Dimensity 7400 Octa-core ความเร็ว 2.6GHz
- RAM : 8/12GB
- ROM : 256GB/512GB
- กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 2 เลนส์ดังนี้
- เลนส์หลัก 50MP รูรับแสง f/1.8
- เลนส์ Depth 2MP รูรับแสง f/2.4
- กล้องหน้า 16MP รูรับแสง f/2.0
- ระบบปฏิบัติการ Android 16 ครอบทับด้วย MyOS 16
- รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6, Bluetooth 6.0, 5G, NFC และพอร์ต USB Type-C
- แบตเตอรี่ความจุ 6210mAh รองรับชาร์จเร็ว 80W Flash Charger
สรุปสเปค nubia Neo 5 5G
- ขนาดตัวเครื่อง : 166.1 x 78.8 x 8.48 มม.
- หน้าจอแสดงผล AMOLED ขนาด 6.8 นิ้ว ความละเอียด 1940 x 900 พิกเซล รองรับ Refresh Rate 120Hz และความสว่างสูงสุดเฉพาะส่วน 1000nits
- หน่วยประมวลผล : Unisoc T9300 Octa-core ความเร็ว 2.4GHz
- RAM : 8GB
- ROM : 256GB
- กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 2 เลนส์ดังนี้
- เลนส์หลัก 50MP รูรับแสง f/1.8
- เลนส์ Depth 2MP รูรับแสง f/2.4
- กล้องหน้า 16MP รูรับแสง f/2.0
- ระบบปฏิบัติการ Android 16 ครอบทับด้วย MyOS 16
- รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 5, Bluetooth 5.4, 5G, NFC, ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และพอร์ต USB Type-C
- แบตเตอรี่ความจุ 6050mAh รองรับชาร์จเร็ว 45W Flash Charger
แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล
แกะกล่องทั้ง 2 รุ่นกันหน่อย !

ก่อนอื่นขอมาพาแกะกล่อง ดูอุปกรณ์ที่ให้มาของทั้ง 2 รุ่นในกล่องกัน โดยกล่องของรุ่น nubia Neo 5 GT เป็นการนำตัวละคร Subrosa ได้หน้ากากหัวกะโหลกสุดเท่ในเกม Delta Force มาเป็นตัวชูโรง เมื่อเปิดออกมาจะเจอกับลายของตัวกล่องพร้อมชื่อรุ่น GT ชัดเจน

ภายในกล่องจะมีตั้งแต่ตัวเครื่องที่ติดฟิล์มกันรอยมาให้แล้ว พร้อมด้วยคู่มือการใช้งานเบื้องต้น เข็มเปิดถาดซิม มีสาย USB Type-C to C ที่เป็นแบบ 90 องศา และอะแดปเตอร์ 80W


มาดูที่กล่องของ nubia Neo 5 5G กันบ้าง ตัวลวดลายจะเป็นตัวละคร Inky จากเกม Delta Force เหมือนกัน ซึ่งมาแบบเท่ๆ เลย

ภายในกล่องจะมีทั้งเครื่องที่ติดฟิล์มมาให้แล้วเหมือนกัน ได้คู่มือการใช้งานเบื้องต้น เข็มเปิดถาดซิม มีสาย USB Type-C to C แบบ 90 องศา และอะแดปเตอร์ 45W ครับ


ดีไซน์สวยพร้อมถือเล่นเกมได้แบบถนัดมือ
เรื่องการออกแบบของทั้ง Neo 5 GT 5G และ Neo 5 5G บอกเลยว่าทำได้ดีมากๆ ตัวเครื่องทั้ง 2 รุ่นมีความแบนเรียบ เหมาะกับการใช้งานในการเล่นเกมหรือใช้งานทั่วไปจริงๆ ตัวเครื่องมีความโค้งทั้ง 4 มุม ทำให้ถือได้ไม่บาดและเจ็บมือเลยด้วย โดยเฉพาะในรุ่น Neo 5 GT 5G จะเป็นโมดูลกล้องหลังที่ไม่ได้ยื่นออกมาจากตัวเครื่องเลย ทำให้ไม่ได้รู้สึกขัดหรือมีอะไรมากวนใจระหว่างเล่นเกมเลยจริงๆ


สำหรับ Neo 5 GT 5G จะมีให้เลือก 3 สี คือ Phantom Black, Electro Gold และสีในรีวิวนี้คือสีเงิน Stellar Silver ที่มีความสวยงาม แฝงความมินิมอล และดูล้ำสมัย เหมาะกับสายเกม

เรื่องของดีไซน์ในรุ่นนี้จะเหมือนกับเป็นลูกของ REDMAGIC ที่ Neo 5 GT 5G ก็คือ “Little REDMAGIC” ที่นำประสบการณ์เกมมิ่งระดับเรือธงหลายอย่างมาใส่ในรุ่นนี้เลยก็ว่าได้ เพราะมีการใช้เทคโนโลยีการวิจัยและพัฒนาเดียวกัน

ด้วยความที่เป็นลูกของ REDMAGIC ในรุ่น Neo 5 GT 5G จะได้ระบบระบายความร้อนขนาดใหญ่ถึง 29,508 ตารางมิลลิเมตร ทำให้เล่นเกมได้นานขึ้นกว่าเดิมแบบเต็มประสิทธิภาพอยู่ด้วย

ไม่ใช่แค่แผ่นระบายความร้อนขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ Neo 5 GT 5G ยังได้พัดลมในตัว (Active Cooling) ที่เป็นการใช้เทคโนโลยีจาก REDMAGIC ในโครงสร้าง Through-Flow Duct Design แบบเดียวกันด้วย ซึ่งบริเวณที่ใช้พัดลมจะเป็นบริเวณของหน่วยประมวลผลและแบตเตอรี่ ทำให้ลดความร้อนได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมแบบชัดเจน

และการได้พัดลมในตัว ก็ทำให้รุ่นนี้เล่นเกมได้นานมากขึ้น เครื่องไม่ร้อนง่าย ภาพไม่กระตุก เฟรมเรทนิ่งๆ ด้วย

ทั้งยังได้ปุ่ม Neo Triggers 5.0 ที่เข้ามาให้ควบคุมการเล่นเกมได้เป็นอย่างดี ตอบสนองได้ไวมากๆ มีความหน่วงต่ำกว่า 5.5 มิลลิวินาที เท่านั้น รองรับ 3049Hz Instant Touch Sampling Rate ที่มีความแม่นยำและตอบสนองได้แบบไม่มีดีเลย์จริงๆ ที่สำคัญ การเล่นเกมนานๆ อาจจะมีเหงื่อได้ แต่ Neo Triggers 5.0 ก็ยังตอบสนองได้ดีเหมือนเดิมเช่นกัน

สำหรับ Neo Triggers 5.0 ยังมาพร้อมกับ Magic Touch 3.0 Algorithm ที่เป็น AI ตรวจจับนิ้วมือในการใช้งานเพื่อลดการกดพลาดและให้เล่นแม่นขึ้น เรียกว่าในราคาเท่านี้ แต่ได้ฟีลควบคุมแบบเกมมิ่งโฟนระดับโปรเลยทีเดียว

ได้ไฟ Eagle Eye & Fan RGB
เมื่อเป็นเกมมิ่งโฟน ก็จะขาดไฟ RGB ไม่ได้แน่นอน โดย Neo 5 GT 5G มีไฟ RGB ทั้งตรงบริเวณกล้องและฝาหลังที่เป็น Eagle Eye รวมถึงตรงไฟพัดลมที่เป็น Fan RGB โดยที่เราสามารถปรับแต่งสีสันได้ตามต้องการทุกสีจริงๆ ด้วย



ดีไซน์ Neo 5 5G ก็สวยงามไม่แพ้กัน
มาดูรุ่นน้องในตระกูลอย่าง Neo 5 5G กันต่ออีกนิด จะมีความคล้ายกับ Neo 5 GT 5G อยู่บ้าง ตั้งแต่ตัวเครื่องที่มีความโค้ง และฝาหลังที่แบนเรียบ รุ่นนี้มีทั้งหมด 3 สี คือ Cyber Silver, Titanium Gold และสีในรีวิวนี้คือสีดำ Shadow Black ที่มีความเข้มและดูสมาร์ทมากๆ

สำหรับ Neo 5 5G ก็ยังมีแผ่นระบายความร้อนเหมือนกัน โดยจะอยู่ที่ขนาด 20,000 ตารางมิลลิเมตร ซึ่งก็ช่วยในการระบายความร้อนตัวเครื่องได้ดีเหมือนกัน แต่ก็จะไม่มีพัดลมมาให้เหมือนกับ Neo 5 GT 5G ครับ

ทั้งนี้ Neo 5 5G ยังได้ปุ่ม Neo Triggers 5.0 แบบเดียวกับรุ่น GT มีให้ใช้งานเพื่อช่วยในการเล่นเกมได้ถนัดมากขึ้นกว่าเดิม

รวมถึงมีไฟ Eagle Eye RGB ที่ปรับแต่ง เพิ่มความสวยงาม และเติมเต็มความเป็นเกมมิ่งโฟนได้อีกด้วย

หน้าจอจัดเต็ม เล่นเกมได้ลื่นด้วย Refresh Rate สูงสุด 144Hz
เราจะเล่นเกมได้ลื่นไม่ได้หากขาดหน้าจอที่ดี โดย Neo 5 GT 5G จัดเต็มเรื่องนี้มาให้เหมือนกัน เป็นพาเนล AMOLED สีสันคมชัด สวยงาม ขนาดใหญ่ 6.8 นิ้ว คมชัดระดับ 1.5K (2720 × 1224 พิกเซล)

โดยที่ความไหลลื่นรองรับ Refresh Rate สูงสุดถึง 144Hz คู่กับ 3049Hz Instant Touch Sampling Rate ทำให้การสัมผัสตอบสนองได้ไวและทันที ไม่มีดีเลย์ รวมถึงความสว่างสูงสุดก็อยู่ที่ 4500nits ทำให้เล่นเกมในที่กลางแจ้งได้ชัดเจนครับ

ขณะที่ในรุ่น Neo 5 5G ก็จะได้เป็น AMOLED พร้อมขนาดใหญ่ 6.8 นิ้วเหมือนกัน แต่จะได้ความละเอียด 1940 x 900 พิกเซล พร้อมความไหลื่นด้วย Refresh Rate 120Hz และความสว่างสูงสุด 1000nits

พาชมรอบเครื่องกันหน่อย !
ขอพามาดูรอบๆ เครื่องของทั้ง 2 รุ่นกันหน่อยครับ ทั้งคู่ได้กล้องหน้า Punch Hole ตรงกลาง พร้อมกับลำโพงสเตอริโอมาให้เหมือนกัน

ฝั่งด้านล่างของ Neo 5 GT 5G จะได้ช่องใส่ซิมการ์ดทั้ง 2 ช่อง มีไมโครโฟนมาให้ พร้อมด้วยพอร์ต USB-C และลำโพงสเตอริโออีก 1 ตัว ส่วน Neo 5 5G ยังมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. มีไมโครโฟน พอร์ต USB-C และลำโพงสเตอริอีก 1 ตัวครับ

ด้านซ้ายเครื่องในรุ่น Neo 5 GT 5G จะเป็นช่องลมเข้าสำหรับพัดลมในตัว Active Cooling แต่ Neo 5 5G จะได้ช่องใส่ซิมการ์ดแบบ 2 ช่อง แต่ช่องที่ 2 เป็นแบบ Hybrid ให้เลือกระหว่างซิมที่ 2 หรือ MicroSD Card พร้อมด้วยปุ่มปรับระดับเสียง

ส่วนด้านขวา Neo 5 GT 5G จะมีทั้งปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง พร้อมปุ่ม Power สีแดงชัดเจน พร้อมตัวพัดลม Active Cooling จะเป็นลมออกในฝั่งนี้ และได้ปุ่ม Neo Triggers ทั้งฝั่งซ้ายและขวาในแต่ละมุมเลย ส่วน Neo 5 5G จะมีปุ่ม Power สีแดง ที่เป็นปุ่มสำหรับการสแกนลายนิ้วมือเช่นกัน และก็ได้ Neo Triggers ในตำแหน่งเดียวกันด้วยครับ

สำหรับด้านบนตัวเครื่องจะมีไฟโครโฟนตัวที่ 2 เพื่อตัดเสียงรบกวนมาให้เหมือนกันทั้ง 2 รุ่น

และด้านหลังจะมีโมดูลกล้อง 3 วงเหมือนกัน แต่ตำแหน่งการใช้งานต่างกันทั้งหมดเลย โดย Neo 5 GT 5G จะได้เลนส์หลักด้านบนสุด ถัดลงมามีไฟ RGB และเป็นลวดลาย CPU ทั้งยังมีเลนส์ Depth และไฟแฟลชที่อยู่ด้านขวาด้วย แต่ของ Neo 5 5G จะมีกล้องหลัก และ Depth ที่ด้านบนและตรงกลาง พร้อมไฟแฟลช LED มาให้ในตรงโมดูลกล้องเลยครับ

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่
ชิปเซ็ตตัวกลาง แต่เล่นเกมได้ไหลลื่น
เรื่องชิปเซ็ตของทั้ง 2 รุ่นจะใช้เป็นชิปรุ่นกลางแต่เล่นเกมได้ไหลลื่นหรือใช้งานทั่วไปได้แบบไม่ขัดใจแน่นอน โดย Neo 5 GT 5G จะขับเคลื่อนด้วยชิป MediaTek Dimensity 7400 Octa-core ความเร็ว Clock สูงสุด 2.6GHz ได้ RAM 8GB และ 12GB ทำให้ใช้งานได้ลื่น รวมถึง RAM ก็ถือว่าให้มาเพียงพอกับการใช้งานจริงแน่นอน ทำให้รุ่นนี้ก็เป็นรุ่นในได้ประสิทธิภาพที่ใช้งานได้จริงแต่มาในราคาที่จับต้องได้ง่ายขึ้น
ส่วนรุ่น Neo 5 5G ใช้เป็นชิปฝั่ง Unisoc อย่าง T9300 แบบ Octa-core ความเร็วสูงสุดที่ 2.4GHz โดยจะมี RAM 8GB ที่การใช้งานทั่วไปทำได้ดีมาก หรือถ้าเล่นเกมก็ปรับสมดุลเพื่อให้เล่นได้อย่างไหลลื่นได้เหมือนกัน

ผลการทดสอบบน AnTuTu v11 และ Geekbench 6 ของ nubia Neo 5 GT 5G
- ผลคะแนนการทดสอบด้านประสิทธิภาพด้าน CPU, GPU และหน่วยความจำบน AnTuTu 11.1.1 ได้มาที่ 1,063,812 คะแนน
- ผลคะแนนด้าน CPU บน Geekbench 6 ทำ Single-Core ไปที่ 1,090 คะแนน และ Multi-Core ที่ 3,301 คะแนน

ผลการทดสอบบน AnTuTu v11 และ Geekbench 6 ของ nubia Neo 5 5G
- ผลคะแนนการทดสอบด้านประสิทธิภาพด้าน CPU, GPU และหน่วยความจำบน AnTuTu 11.1.1 ได้มาที่ 698,227 คะแนน
- ผลคะแนนด้าน CPU บน Geekbench 6 ทำ Single-Core ไปที่ 943 คะแนน และ Multi-Core ที่ 2,000 คะแนน

ลองใช้ปุ่ม Neo Triggers กันเลย !
ก่อนจะไปถึงการเล่นเกม บอกเลยว่าเราได้เล่นด้วยการใช้งานร่วมกับปุ่ม Neo Triggers 5.0 ด้วย ทำให้การเล่นเกมถนัดมากขึ้นจริงๆ ดีกว่าแบบที่ไม่มีมาให้อย่างชัดเจน คนละฟีลลิ่งกันเลยครับ รวมถึงความรวดเร็วในการกดต่างๆ ก็ทำให้ได้เปรียบกว่าคนอื่นๆ ด้วย ซึ่งเราได้ลองเล่นทั้งเกม Delta Force และ Mobile Legends: Bang Bang (MLBB)


ในการใช้ปุ่ม Neo Triggers 5.0 เมื่อเข้าเกมมาแล้ว (ตัวอย่างเกม Delta Force) เราสามารถปัดจากขอบหน้าจอฝั่งซ้ายหรือขวาเพื่อเปิด Game Space 5.0 มา แล้วเลือกตรงสัญลักษณ์ Triggers จากนั้นก็จะมีให้เราเลือกว่าปุ่ม L และ R จะใช้ทำอะไรบ้าง เช่น ยิง หรือใช้มาโครเพื่อเล็งเป้า เป็นต้น


และก็ยังสามารถขยับปุ่ม L/R ได้ตามปุ่มที่ขึ้นอยู่บนเกมที่มีความแตกต่างกันด้วยครับ

ทดสอบการเล่นเกมกันเลย
Delta Force
มาเริ่มที่เกม Delta Force กันเลย เราได้ใช้ประโยชน์จากปุ่ม Neo Triggers 5.0 ไปอย่างที่บอกด้านบน สามารถกดเล็ง (R) และยิง (L) ได้ทันที ใช้งานได้แบบ 4 นิ้ว ไม่ต้องขยับให้ยุ่งยากเลยด้วย โดยที่เกมนี้เราเปิดกราฟิกที่คุณภาพมาตรฐานและใช้ 90FPS ด้วย

ซึ่งจากที่ลองแล้ว บอกเลยว่า Neo 5 GT 5G เล่นได้ลื่นมากๆ ภาพมีความสวยงาม ภาพคมตามที่ควรจะเป็น ไม่แตก เก็บรายละเอียดของคุณภาพได้ดี มองเห็นศัตรูในระยะไกลได้ชัดเจนเหมือนกัน
แล้วก็ยังได้ประโยชน์จากการมีพัดลม Active Cooling ด้วย ทำให้รุ่น GT สามารถเล่นเกมได้นานโดยที่เครื่องไม่ร้อนจนเกินไปด้วย ส่งผลให้เฟรมเรทของเกมคงที่ได้นานกว่ารุ่นปกติครับ

MLBB
สำหรับเกมแนว MOBA ก็ใช้งานปุ่ม Triggers ได้ดีเหมือนกัน ซึ่งเกมนี้เราก็สามารถใช้ปุ่ม Triggers ได้ตามความถนัด หรือใช้กับสกิลที่ใช้งานบ่อยๆ ได้ อย่างการโจมตีปกติ และอีก 1 สกิลเพื่อให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้นกว่าเดิม ไม่ต้องเอื้อมนิ้วลงมากดครับ ยิ่งเป็นเกม MOBA ด้วย การเสียเวลาแค่ 1 วินาทีก็ถือการตายได้เลยเหมือนกัน !!

เพิ่มพลังในการเล่นเกมด้วย AI Game Space 5.0
จริงๆ แล้วในการเล่นเกม เราสามารถเข้าไปที่ AI Game Space 5.0 หรือโหมดเกมที่จะเป็นศูนย์ควบคุมเกมทั้งหมดในนี้ เราสามารถเปิดให้ตัวเครื่องเป็นโหมดสูงสุดเพื่อรีดประสิทธิภาพของ CPU และ GPU ออกมาให้เต็มที่ในแต่ละเกม รวมถึงสามารถเปิดการปิดกั้นกดารแจ้งเตือนเพื่อไม่ให้มีอะไรมารบกวนได้ หรือปรับความไหลลื่นและความไวของปุ่มกดได้เช่นกันครับ



แบตฯ ใหญ่ พร้อมชาร์จเร็วสูงสุดถึง 80W
เรื่องแบตเตอรี่ก็ต้องมาคู่กับสมาร์ทโฟนเพื่อเกมเมอร์อยู่แล้ว โดย Neo 5 GT 5G ให้แบตเตอรี่มาที่ 6210mAh โดยที่การใช้งานทั่วไปนั้นเพียงพออยู่แล้วครับ รวมถึงก็ยังชาร์จเร็ว 80W ที่ไม่ถึงชั่วโมงก็เต็ม 100% แน่นอน


ส่วนของ Neo 5 5G จะให้แบตมาที่ 6050mAh พร้อมรองรับการชาร์จเร็วที่ 45W ครับ

ที่ชอบอีกอย่างเลยคือทั้ง 2 รุ่นนี้ให้สายชาร์จที่แถมมาในกล่องเป็นหัวแบบ 90 องศา ทำให้เราสามารถชาร์จไปเล่นไปได้แบบถนัดแน่นอน ไม่มีสายที่ยื่นมาบังมือเราด้วย

นอกจากนี้ ทั้งคู่ก็ยังรองรับการชาร์จแบบ Bypass ที่เป็นการชาร์จเข้าไปที่เมนบอร์ดโดยตรง ไม่ผ่านแบตเตอรี่ ทำให้แบตเตอรี่ไม่ร้อนจนส่งผลให้แบตเสื่อมง่าย รวมถึงไม่ทำให้ตัวเครื่องภายในร้อนเกินไปเช่นกันครับ

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน
ระบบปฏิบัติการรุ่นล่าสุดก็ให้มาด้วย
ทั้ง Neo 5 GT 5G และ Neo 5 5G แกะกล่องมาบนระบบปฏิบัติการ Android 16 ครอบทับด้วย MyOS 16 ที่เป็นรุ่นล่าสุดแล้วด้วย ทำให้การใช้งานมีความเสถียรมากๆ มีความไหลลื่นในการใช้งาน และมีความปลอดภัยในปัจจุบันแน่นอนครับ

สแกนลายนิ้วมือได้เร็วและถนัดมาก
การสแกนลายนิ้วมือของทั้ง 2 รุ่นมีมาให้ทั้งคู่ แต่จะใช้งานต่างกัน โดย Neo 5 GT 5G จะเป็นการสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอเลย ซึ่งก็จะให้มีความถนัดในการใช้งานทั้ง 2 มือเลย ส่วนของ Neo 5 5G จะอยู่ที่ปุ่ม Power ซึ่งจะถนัดในตอนที่ใช้มือขวาเพื่อสแกนนิ้โป้งไปได้เลย หรือใครถือมือซ้ายอยู่ ก็แนะนำให้ใช้นิ้วชี้หรือนิ้วหลางในการสแกนครับ

ลำโพงสเตอริโอแบบ DTS:X Ultra รอบทิศทาง
ทั้ง 2 รุ่นจัดเต็มเรื่องลำโพงสเตอริโอมาให้เหมือนกัน ซึ่งเป็นแบบ DTS:X Ultra ให้เสียงดัง กระหึ่ม มีการปล่อยเสียงแบบรอบทิศทางถึง 360 องศา และมีมิติ ที่สำคัญ ในการเล่นเกมหรือใช้ดูวิดีโอ ภาพยนตร์ต่างๆ ก็ทำให้ได้ยินเสียงที่คมชัด รู้ถึงทิศทางต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างดีด้วย

กล้องถ่ายสวย คมชัดสูงสุด 50MP
ผิดท้ายด้วยเรื่องกล้องที่แม้จะไม่ได้เน้นมาก แต่ก็ถ่ายได้ค่อนข้างดี มีเลนส์หลักคมชัดสูงสุด 50MP พร้อมกับมีกล้องหน้า 16MP ให้ถ่ายกันอย่างสวยงามด้วย ซึ่งเราก็มีภาพตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ มาฝากกันด้วยครับ

กล้อง 50MP ถ่ายสวย พร้อม Portrait ที่ทำได้เนียนตา
ทั้ง 2 รุ่นให้สเปคกล้องมาเหมือนกันเป๊ะๆ ที่ 50MP แต่ภาพที่ถ่ายจะมีความต่างกันในเรื่องของโทนสีนิดหน่อย ในรุ่น Neo 5 GT 5G จะได้สีที่มีความโทนเข้ม Contrast เยอะหน่อย ทำให้ภาพดูมีมิติ แสงเงาทำได้ดี และคมชัด ส่วนของ Neo 5 5G จะได้ภาพที่ออกมามีความสว่างกว่า แต่จะได้ Contrast ที่น้อย ทำให้มีความฟุ้งเล็กน้อยครับ ทั้งนี้ ก็ยังมีเลนส์ Depth ที่เข้ามาช่วยในการถ่าย Portrait เล็กน้อยในการตัดขอบรอบตัวบุคคลด้วย

















เซลฟี่ก็ทำได้ดี !
สำหรับการถ่ายเซลฟี่ก็ทำได้ค่อนข้างดี ปรับบิวตี้ใบหน้าได้ 7 ระดับเหมือนกัน แต่จะไม่ได้ปรับแบบจัดจ้านเท่าไหร่ ทำให้ยังมีความสมจริงอยู่ครับ





สรุปการใช้งาน nubia Neo5 Series
เอาเป็นว่านี่คือเกมมิ่งโฟนสุดคุ้มแบบใช้งานได้และเล่นได้จริงทั้ง 2 รุ่นเลย ใครที่มองหาสมาร์ทโฟนเพื่อการเล่นเกมในราคาสบายกระเป๋า ทั้ง nubia Neo 5 GT 5G และ nubia Neo 5 5G ต่างตอบโจทย์ทั้งคู่ สเปคใช้งานได้ไหลลื่น ดีไซน์เพื่อคอเกมจริงๆ มีไฟ Eagle Eye แบบ RGB มาให้ทั้งคู่ โดยเฉพาะในรุ่น nubia Neo 5 GT 5G ที่ให้พัดลมตามแบบฉบับที่อยู่ในตระกูลเรือธงอย่าง REDMAGIC อีกด้วย ทำให้เครื่องร้อนน้อยลง ใช้งานเต็มประสิทธิภาพได้นานขึ้นกว่าเดิมจริงๆ ครับ ทั้งนี้ก็ยังมี Neo Triggers 5.0 ที่เข้ามาช่วยในเรื่องของการเล่นเกมได้ยอดเยี่ยมมากๆ กดได้ไว เร็วกว่าคู่แข่งแน่นอน !

ราคา nubia Neo5 Series ทั้ง 2 รุ่น !
nubia Neo 5 GT 5G จะมีด้วยกัน 2 ความจุ ดังนี้
- RAM 8GB + ROM 256GB : 11,999 บาท
- RAM 12GB + ROM 512GB : 14,999 บาท
และ nubia Neo 5 5G มีความจุเดียว คือ RAM 8GB + ROM 256GB ที่ราคา 7,999 บาท
nubia Neo5 Series สามารถซื้อได้ที่ BaNANA , TG , Advice , Jaymart และ Shopee, Lazada ของทาง nubia Thailand
