รีวิว Nothing Ear (open) หูฟังสไตล์ Nothing ดีไซน์สุดเท่ ใส่สบายไม่มีหลุด

โดย Shine

รีวิว Nothing Ear (open) หูฟังสไตล์ Open สัญชาติอังกฤษ ที่ใช้ “คำว่าเท่” ได้เปลืองสุดๆ มาในดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ สวมใส่สบายตลอดวัน ไม่มีหลุดง่าย น้ำหนักเบาแค่ 8.1 กรัมต่อข้าง ฟังก์ชันยังด้านระบบเสียงจัดเต็ม

สเปค Nothing Ear (open)

  • ขนาดหูฟัง : 41.1 x 51.3 x 14.4 มม. (สูง x กว้าง x ยาว)
  • น้ำหนักหูฟัง : 8.1 กรัม
  • ขนาดเคส : 44.0 x 125.9 x 19 มม. (สูง x กว้าง x ยาว)
  • น้ำหนักเคส : 63.8 กรัม
  • ไดรเวอร์แบบไดนามิก : 14.2 มม.
  • รองรับบลูทูธ : Bluetooth 5.3
  • รองรับระบบปฏิบัติการ Android 5.0 และ iOS 13 ขึ้นไป
  • กันน้ำ-ฝุ่นระดับ IP54 สำหรับหูฟังและเคส
  • แบตเตอรี่ : หูฟัง 64mAh / เคส 635mAh

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • หูฟัง Nothing Ear (open) 1 คู่
  • เคสชาร์จพอร์ต USB-C
  • สาย USB Type-C to Type-C
  • ข้อมูลความปลอดภัยและการรับประกัน
  • คู่มือผู้ใช้

ดีไซน์ส่งตรงจากเกาะอังกฤษ

ดีไซน์ Nothing Ear (open) มาแบบเอกลักษณ์ ที่ไม่ได้ถูกมาเพื่อเป็นแค่อุปกรณ์เสริมเท่านั้น แต่ใช้ดีไซน์มาให้เป็นเครื่องแต่งกายอีกชิ้นได้เลย เสมือนเป็น Fashion Item ที่ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ในยุคใหม่

ดีไซน์เคสโปร่งใสกะทัดรัด

เริ่มตั้งแต่ตัวเคสก็มาในรูปแบบไม่เหมือนใครแล้ว ด้วยดีไซน์เคสโปร่งใสที่เผยให้เห็นโครงสร้างภายในและตัวหูฟังได้อย่างชัดเจน ช่วยเพิ่มความโดดเด่นและความสวยงามในแบบฉบับของ Nothing พร้อมตัวฐานสีน้ำเงินอย่างสวยงาม มีขนาดที่กะทัดรัดมาก บางแค่ 19 มม. ทำให้พกพาใส่กระเป๋ากางเกงได้แบบไม่เกะกะ

ด้วยขนาดเล็กแค่นี้ก็ทำให้เคส Nothing Ear (open) เป็นหนึ่งในเคสชาร์จที่บางที่สุดในกลุ่มอุปกรณ์หูฟังไร้สาย (OWS) เลย พกพาสะดวกจริงๆ เมื่อใช้งานเสร็จแล้ว การใส่ก็ง่ายมากๆ วางในเคสอย่างลงตัว และถ้าจะหยิบขึ้นมาใช้งานก็ง่ายเช่นกัน

ทำไมต้องสีน้ำเงิน ?

ปกติแล้วดีไซน์ของ Nothing มักจะคลุมโทนเข้มๆ ดำหรือขาว แต่ Nothing Ear (open) มีสีน้ำเงินที่มีความโดดเด่นขึ้นมา ซึ่งเฉดสีน้ำเงินใหม่นี้ถูกพัฒนาขึ้นจากการปรับโทนสีหลักดั้งเดิมของแบรนด์ที่อ้างอิงจากแม่สี เพื่อให้ดูเบา ไม่จัดจ้านเกินไป และลดความอิ่มสีลง เพื่อสร้าง Mood & Tone ที่เข้าถึงและดูอบอุ่นมากกว่าเดิม ทั้งนี้ สีน้ำเงินที่ใช้ใน Nothing Ear (open) ทำให้ดูเหมือนเทคโนโลยียุควินเทจ และศิลปะร่วมสมัย ส่งผลให้มีความทันสมัย ร่วมสมัย แต่แฝงด้วยความเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงอยู่

ดีไซน์หูฟังสวมใส่สบายตลอดทั้งวัน

ดูเคสกันไปแล้ว มาดูตัวหูฟังกันบ้างครับ Nothing Ear (open) รุ่นนี้มีน้ำหนักที่เบามากๆ แค่ 8.1 กรัมต่อข้างเท่านั้น ใส่ทั้งวันก็ไม่รู้สึกปวดหูเลย แล้วยังมีก้านที่ยึดติดกับใบหูได้แบบแน่ๆ ทำให้ทุกการเคลื่อนไหวไม่ต้องกลัวหลุด

สำหรับตัวก้านรุ่นนี้มีวัสดุที่นุ่ม ไม่กดใบหู ให้ความทนทาน และใส่ได้กระชับพอดีมาก

อย่างที่บอกไปว่าน้ำหนักของหูฟังเบามากๆ ซึ่งเราก็เอามาเทียบกับเหรียญ 10 บาท ให้ชมกันแบบให้เห็นภาพไปเลย หูฟังมีน้ำหนักเบากว่าที่ 8 กรัมตามสเปค ส่วนเหรียญ 10 มีน้ำหนักที่ 9 กรัม หนักกว่าหูฟังไปอีก

ทั้งนี้ ที่ตัวก้านมีความแน่นและสวมใส่หมดกังวลเรื่องหลุด เพราะออกแบบมาให้เข้ากับสรีระของหูมนุษย์ ส่วนโค้งตามธรรมชาติบริเวณโคนใบหู และตรงตะขอเกี่ยวหูใช้ลวดนิกเกิล-ไทเทเนียมด้านหน้าก็ช่วยให้ตัวหูฟังคืนรูป ยืดอายุการใช้งานหูฟังได้ยาว ไม่ย้วยง่าย

ความพิเศษของตัวหูฟัง Nothing Ear (open) จะมีความโปร่งใสเหมือนกัน ทำให้เราเห็นถึงวัสดุและกลไกภายใน ตั้งแต่เสาอากาศและแผงวงจรเลยด้วย เห็นเพียงแวบเดียวก็รู้ทันทีว่านี่คือหูฟังจาก Nothing

ใส่แล้วยังคงระวังสิ่งรอบตัวได้ดี

จากการที่ Nothing Ear (open) เป็นหูฟังสไตล์ Open ทำให้เราสวมใส่แล้วยังคงได้ยินเสียงรอบตัวได้อยู่ ทำให้เรารับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวได้แน่นอน เช่น เสียงนกร้อง หรือรถยนต์ที่วิ่ง เป็นต้น โดยไม่ต้องถอดหูฟังออกหรือหยุดเพลงที่กำลังเล่นเลย ทำให้เราสามารถใส่ฟังต่อเนื่องได้ตลอดทั้งวัน

บีบเพื่อสั่งการได้ง่ายมาก

Nothing Ear (open) สามารถสั่งการหรือควบคุมผ่านการบีบได้เลย โดยสามารถบีบเพื่อหยุดเล่น เล่นเพลงถัดไป รับ/ปฏิเสธสายโทรเข้าได้ หรือกดค้างเพื่อเล่นเพลงถัดไปได้เลยครับ ซึ่งจริงๆ สามารถใช้งานได้ตั้งแต่แกะกล่องเลย แต่ก็สามารถปรับแต่งเพิ่มเติมได้ผ่านแอปพลิเคชัน Nothing X ทั้งนี้ ที่ชอบในการควบคุมแบบบีบคือถ้าใครที่ไม่ชอบแบบสัมผัส ที่อาจจะติดบ้างหรือไม่ติดบ้าง แต่ใน Nothing Ear (open) คือการบีบ ที่จะมีเสียงกดให้เรารู้ได้ทันทีเลยว่ามีการทำงานอยู่

กันน้ำ-กันฝุ่นแบบ IP54

Ear (open) ได้รับมาตรฐานกันน้ำและกันฝุ่น IP54 รองรับการกันเหงื่อหรือละอองน้ำได้สบายๆ ใช้ออกกำลังกายได้ ซึ่ง Nothing ได้ทดสอบการโดนเหงื่อและความชื้นที่ 95% เป็นเวลา 48 ชั่วโมง ก็ใช้งานต่อได้เลยครับ

เชื่อมต่อง่ายด้วยแอป Nothing X และมี Dual Connection

อย่างที่มีบอกไปเมื่อกี๊ เราสามารถใช้แอป Nothing X เพื่อปรับแต่ง Ear (open) ได้ ซึ่งแอปนี้รองรับกับการใช้งานทั้งบนสมาร์ตโฟน Android และ iOS ที่สำคัญ ด้วยการที่รองรับการเชื่อมต่อหลายระบบปฏิบัติการ

และที่ชอบเลยคือมีฟีเจอร์ Dual Connection ที่เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์ได้พร้อมกัน ใช้งานได้ง่ายๆ สามารถฟังเพลงจากโน้ตบุ๊ก และสลับไปรับสายจากสมาร์ตโฟนก็ได้ หรือเชื่อมต่อกับสมาร์ตโฟนทั้ง 2 เครื่องเลยก็ได้เหมือนกัน

ระบบเสียงยอดเยี่ยม พร้อมไดรเวอร์แบบใหม่

ในเรื่องระบบเสียง สิ่งที่สำคัญมากๆ คือ ไดรเวอร์ที่ในรุ่นนี้มีการออกแบบใหม่เป็นแบบ Stepped มีความเอียง 50 องศา เพื่อวางลำโพงในตำแหน่งที่สบายที่สุดสำหรับการฟัง ต่างจากแบบทั่วไปที่เป็นเส้นตรง ทำให้เสียงที่ออกมาจาก Ear (open) เข้าใกล้หูมากกว่า และทำให้เสียงที่ออกมามีความเสถียรและมั่นคงตลอดเวลา

ทั้งนี้ ชั้นเคลือบสีเงินยังช่วยถ่ายทอดเสียงความถี่สูงได้คมชัดและแม่นยำ โดยเฉพาะในย่านความถี่สูงที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้ถึง 3dB (เหนือ 12kHz) เมื่อเทียบกับไดอะแฟรมกระดาษแบบดั้งเดิม รวมถึงวัสดุไทเทนียม มันจะช่วยให้คืนรูป ยืดอายุการใช้งานหูฟังได้ยาว ไม่ย้วย

ปรับแต่ง Advanced EQ ได้ง่ายๆ

ใครที่เป็นสายฟังเพลงแบบตัวยงก็สามารถปรับแต่ง Advanced Equalizer ได้เพิ่มเติมผ่านแอป Nothing X ซึ่ง UI ในการแต่งใช้งานง่าย ซึ่งจะมีทั้งเสียงกลาง เสียงร้อง และเสียงแหลม หรือจะมีการปรับแต่งตามโปรไฟล์ที่มีมาให้อยู่แล้วก็ได้ คือ สมดุล เพิ่มเสียงทุ้ม เพิ่มเสียงแหลม หรือเน้นเสียง ทั้งนี้ ก็ยังสามารถบันทึกโปรไฟล์ที่ปรับแต่งได้อีกด้วย

ปรับการควบคุมได้ผ่านเสียง และ ChatGPT

ความพิเศษของ Ear (open) คือการสั่งการด้วยเสียงได้เพื่อให้เราเข้าถึงผู้ช่วยอย่าง ChatGPT ทันที ซึ่งฟีเจอร์นี้รองรับการใช้งานระบบปฏิบัติการ Nothing OS เท่านั้น ซึ่งการทำงานนี้จะช่วยให้เราถามหรือคุยกับ ChatGPT ได้เลย แบบไม่ต้องพิมพ์ ทั้งนี้ ก็ยังมีวิดเจ็ตเฉพาะของ Nothing ที่ช่วยให้เข้าถึงคำตอบได้รวดเร็ว เพียงแค่พิมพ์ ใช้เสียง หรือค้นหาด้วยภาพได้โดยตรงจากหน้าจอหลัก

จะเล่นเกมก็มีโหมดความหน่วงต่ำ

แน่นอนว่าไม่ใช่แค่การฟังเพลงเท่านั้น แต่ก็ยังเหมาะกับการเล่นเกมด้วย เพราะ Ear (open) มาพร้อมโหมดความหน่วงต่ำ (Low Lag Mode) โดยที่ค่าความหน่วงรวม ต่ำกว่า 120 มิลลิวินาที ทำให้ภาพและเสียงของเกมตรงกันมากที่สุด ไม่มีอาการดีเลย์หรือหน่วง ซึ่งมีผลมากๆ ในเกมแนว Battle Royale ที่จะพลาดไม่ได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว ซึ่งใครใช้สมาร์ตโฟน Nothing อยู่แล้ว ระบบจะเปิดให้ทันทีเมื่อเข้าสู่ Game Mode และมีการเชื่อมต่อกับหูฟัง

แบตอึด พร้อมใช้ได้รวมสูงสุดกว่า 30 ชั่วโมง

Nothing Ear (open) ก็ให้เราได้ใช้งานกันได้อย่างยาวนาน ซึ่งถ้าชาร์จเต็ม 1 ครั้ง สามารถใช้งานนานสุด 8 ชั่วโมงจากแค่ตัวหูฟังอย่างเดียว แต่ถ้าชาร์จกับเคสชาร์จด้วย จะมีเวลาการใช้งานร่วมสูงสุดถึง 30 ชั่วโมงเลยทีเดียว หรือถ้าใช้เป็นการคุยโทรศัพท์จะได้ 6 ชั่วโมงจากตัวหูฟัง หรือนานสุด 24 ชั่วโมง เมื่อใช้ร่วมกับเคส

แม้แบตเตอรี่ใกล้หมดก็ไม่ต้องกังวล เพราะชาร์จเพียง 10 นาที ก็สามารถฟังเพลงต่อได้สูงสุดถึง 10 ชั่วโมง

สรุปการใช้งาน Nothing Ear (open)

หากกำลังมองหาหูฟังสไตล์ Open-Ear ที่โดดเด่นทั้งดีไซน์และคุณภาพเสียง Nothing Ear (open) ถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจที่สุดในตอนนี้ ตั้งแต่ดีไซน์ก็มีความสวยงาม สไตล์สุดเท่ ซึ่งไม่ใช่แค่ความสวยและเท่ แต่ยังสวมใส่ได้สบายมากๆ น้ำหนักเบา 8.1 กรัมต่อข้างเท่านั้น ไม่ปวดหูและเข้ากับใบหูได้ยอดเยี่ยมมากๆ ทำให้ใส่ได้ทั้งวันแน่นอน ทั้งนี้ ระบบเสียงก็ยอดเยี่ยมมากๆ ปรับแต่ง EQ ได้เยอะ ปรับได้ละเอียด เสียงมีความใสและมีมิติ โดยที่เสียงที่ปล่อยออกมาจะไม่ได้เล็ดลอดออกมาเลย รวมถึงแบตก็ยังอึด ใช้งานนานสูงสุดถึง 30 ชั่วโมง มีชาร์จเร็วมากให้ด้วย และที่ขาดไม่ได้เลยคือการรองรับทุกระบบปฏิบัติการเลยด้วย

ราคา Nothing Ear (open) และบริการหลังการขายเพียบ

Nothing Ear (open) พร้อมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในราคา 4,499 บาท พิเศษ บน TikTok Shop วางจำหน่ายในราคาเพียง 4,199 บาท พร้อมรับของสมนาคุณ ส่งฟรี และแก้ว Thermal Cup มูลค่า 999 บาท เมื่อซื้อระหว่างวันที่ 5 – 7 มิถุนายน 2569

สำหรับบริการหลังการขายมีดังนี้

โทรหา Call Center ฟรี

รองรับบริการ Call Center ที่หมายเลข 1800 018 320 และ 1800 013 896 ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถสอบถามข้อมูล แก้ปัญหาการใช้งาน หรือรับคำแนะนำเกี่ยวกับสินค้าได้ทุกเวลา เพิ่มความสะดวกและความมั่นใจในการใช้งานมากขึ้น

10 Service Centers Nationwide

มีศูนย์บริการรองรับกว่า 10 สาขาทั่วประเทศ ช่วยให้การเข้ารับบริการ ซ่อม หรือเคลมสินค้า ทำได้สะดวกและเข้าถึงง่ายมากขึ้น รองรับทั้งผู้ใช้งาน Nothing และ CMF ในประเทศไทย

SPEED-D at 7-Eleven

รองรับบริการจัดส่งและรับ-ส่งเครื่องผ่าน SPEED-D ที่ 7-Eleven ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถส่งเครื่องเข้ารับบริการหรือรับสินค้าคืนได้สะดวกมากขึ้น ผ่านจุดให้บริการใกล้บ้าน ลดข้อจำกัดเรื่องการเดินทางและเวลาในการเข้าศูนย์บริการ

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

This website uses cookies to improve your experience. We'll assume you're ok with this, but you can opt-out if you wish. Accept Read More