ติดตามพวกเรา

ข่าวประชาสัมพันธ์

SteelSeries แต่งตั้ง อาร์ทีบีฯ เป็นตัวแทนจำหน่ายรุกตลาดเกมมิ่งเกียร์ในไทยเต็มสูบ พร้อมเดินส่งหูฟัง เมาส์ และคีย์บอร์ด 7 รุ่นใหม่ลุยตลาด

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

SteelSeries แต่งตั้ง อาร์ทีบีฯเป็นตัวแทนจำหน่ายรุกตลาดเกมมิ่งเกียร์ในไทยเต็มสูบ พร้อมเดินหน้าส่งหูฟัง เมาส์ และคีย์บอร์ด 7 รุ่นใหม่ลุยตลาด โดดเด่นด้วยสุดยอดเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นล่าสุด เอาใจเหล่าเกมเมอร์

อาร์ทีบีฯ รุกหนักบุกขยายฐานลูกค้ากลุ่มเกมมิ่งขานรับเทรนด์ตลาดเกม และ eSport ในประเทศไทยโตต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับสิทธิ์ให้เป็นตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์เกมมิ่งเกียร์ SteelSeries แบรนด์อุปกรณ์ต่อพ่วงสำหรับการเล่นเกมชั้นนำระดับโลกแต่เพียงผู้เดียวในไทย พร้อมประเดิมส่งสุดยอดหูฟัง เมาส์ และคีย์บอร์ด 7 รุ่นใหม่ล่าสุด “Arctis 1” “Arctis 1 Wireless” “Sensei Ten” “Apex Pro” “Apex Pro TKL” “Apex 7” และ “Apex 7 TKL” ซึ่งโดดเด่นด้วยดีไซน์ พร้อมสุดยอดเทคโนโลยีและฟังก์ชั่นการใช้งานที่รองรับการเล่นเกมอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าที่เคยมีมาก่อน เพื่อเอาใจเหล่าเกมเมอร์ที่ต้องการอุปกรณ์คุณภาพในราคาสุดคุ้มค่า มั่นใจด้วยจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ SteelSeries ผนวกกับช่องทางการทำตลาดและจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่งของอาร์ทีบีฯ จะผลักดันให้  แบรนด์ SteelSeries ครองใจนักเล่นเกมชาวไทย พร้อมโกยส่วนแบ่งตลาดในปี 2563 ได้เพิ่มขึ้น

ดร.บรรพต วัฒนสมบัติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์ทีบี เทคโนโลยี จำกัด เปิดเผยว่า “ในฐานะผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้า Gadget รายใหญ่ของประเทศไทย อาร์ทีบีฯ ไม่เคยหยุดนิ่งในการเสาะหา Gadget แบรนด์ระดับโลกที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ามาขยายตลาดในไทยอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ครอบคลุมทุกความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งตลาดเกมมิ่งเกียร์หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับการเล่นเกมอย่างเมาส์ หูฟัง คีย์บอร์ด และแผ่นรองเมาส์เป็นหนึ่งในตลาดที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของอุตสาหกรรมเกม ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (Depa) หรือดีป้า และ Newzoo ระบุว่า ในปี 2560 ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเกมของประเทศไทยมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 19,281 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตประมาณ 18% เมื่อเทียบกับปี 2559 ที่ผ่านมา และคาดการณ์ว่าจะเติบโตอีกกว่า 9% ในปี 2561 และ 2562 โดยตลาดอุปกรณ์เกมมิ่งเกียร์มีมูลค่าอยู่ที่ 700 ล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปีนี้ ทำให้  อาร์ทีบีฯ มีความสนใจและต้องการขยายฐานสู่ธุรกิจเกมมิ่งมากขึ้น โดยล่าสุด อาร์ทีบีฯ รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายอุปกรณ์เกมมิ่งเกียร์ SteelSeries แบรนด์ดังระดับโลกแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย โดยเริ่มต้นจากการส่งสุดยอดหูฟังเกมมิ่ง เมาส์ และคีย์บอร์ด 7 รุ่นใหม่ล่าสุดเข้ามาเปิดตัวในตลาดวันนี้ พร้อมกับเชื่อมั่นว่าจะตอบโจทย์เหล่าเกมเมอร์ที่มองหาอุปกรณ์เกมมิ่งเกียร์คุณภาพสูงในราคาสุดคุ้มได้เป็นอย่างดี

“สำหรับการได้รับการแต่งตั้งเป็นตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์เกมมิ่งเกียร์ SteelSeries ในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำกลยุทธ์การขยายธุรกิจของอาร์ทีบีฯ ให้เติบโตด้วยการผนึกกับพาร์ทเนอร์ที่เป็นแบรนด์ Gadget ชั้นนำระดับโลกที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุมทุกความต้องการ จนทำให้อาร์ทีบีฯ มีความแข็งแกร่งในตลาด Gadget มาจนถึงปัจจุบัน”

คุณวิมลมาลย์  วัฒนสมบัติ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท อาร์ทีบี เทคโนโลยี จำกัด กล่าวว่า SteelSeries เป็นแบรนด์ผู้ผลิตอุปกรณ์ต่อพ่วงสำหรับการเล่นเกมชั้นนำระดับโลกที่ได้รับการยอมรับจากนักเล่นเกมระดับมืออาชีพทั่วโลก ซึ่งมีจุดแข็งทั้งในด้านนวัตกรรมและการออกแบบดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์โดยเน้นความเรียบง่ายและใช้งานง่าย โดยทุกผลิตภัณฑ์จะเกิดจากการพัฒนาร่วมกันกับนักเล่นเกมที่มีชื่อเสียงจากทุกมุมโลกเพื่อให้ได้อุปกรณ์เกมมิ่งเกียร์ที่มีประสิทธิภาพตอบโจทย์เหล่าเกมเมอร์มากที่สุด สำหรับการรุกตลาดในปีนี้ ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่พร้อมกัน 7 รุ่น ได้แก่ Arctis 1, Arctis 1 Wirelesss, Sensei Ten, Apex Pro, Apex Pro TKL, Apex 7 และ Apex 7 TKL โดยผลิตภัณฑ์ทั้ง 7 รุ่นมาพร้อมการดีไซน์ที่เรียบง่ายตามสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของ SteelSeries ผสานสุดยอดเทคโนโลยีที่ให้ประสิทธิภาพในการเล่นเกมได้อย่างรวดเร็วแม่นยำยิ่งกว่าเดิม

 

สำหรับ Arctis 1 และ Arctis 1 Wireless เป็นหูฟังเกมมิ่งแบบครอบหูรุ่นล่าสุดของซีรี่ส์ Arctis ที่ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษให้สามารถทำงานร่วมกับเกมต่าง ๆ ในทุกแพลตฟอร์มทั้ง PC, PlayStation 4, Xbox และ Nintendo Switch ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยรุ่น Arctis 1 Wireless  นั้นรองการเชื่อมต่อได้ทั้งแบบ Wireless 2.4 GHz และสาย USB-C ทำให้สามารถเล่นเกมแบบไร้สาย ได้ด้วยความคล่องตัวสูงสุด โดยหูฟังทั้ง 2  รุ่นนี้ มาพร้อมไดร์เวอร์ขับเสียงคุณภาพซึ่งเป็นตัวเดียวกับที่ใช้ในหูฟังเกมมิ่ง Arctis 3, 5, 7 และ 9X ทำให้สามารถถ่ายทอดรายละเอียดของเสียงได้อย่างคมชัดสมจริง ทั้งยังมีไมโครโฟน ClearCast Noise Cancelling ที่สามารถถอดออกได้ จึงช่วยให้เกมเมอร์เพลิดเพลินกับการเล่นเกมได้อย่างสนุกสุดมันส์ยิ่งขึ้นโดยปราศจากเสียงรบกวนจากภายนอก นอกจากนี้ ตัวหูฟังยังออกแบบอย่างมีสไตล์ด้วยดีไซน์เพรียวบาง แถบคาดศีรษะผลิตจากสแตนเลสอย่างดีและเอียร์คัพที่พับหมุนได้ จึงทำให้หูฟังทนทาน เบา และสวมใส่สบายตลอดเวลาเล่นเกม ทั้งยังสามารถพกพาไปใช้งานได้สะดวกทุกที่ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม พร้อมวางจำหน่ายในราคา 2,290 บาท สำหรับรุ่น Arctis 1 และ ราคา 4,290 บาท สำหรับรุ่น Arctis 1 Wireless

 

ขณะที่เมาส์ Sensei Ten ทำมาฉลองครบรอบ 10 ปี ของดีไซน์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์แบบ Sensei ซึ่งเป็นที่ยอมรับ และชื่นชอบของนักแข่งเกมทั่วโลก เพราะมีจุดเด่นอยู่ที่ความเรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยปุ่มกดแปดปุ่มที่ได้รับการออกแบบตามหลักสรีระของอุ้งมือตามมาตรฐานสากลเพื่อการจับที่ถนัดมือทุกรูปแบบ และเพิ่มรวดเร็วในการควบคุมยิ่งขึ้น  ทั้งยังรองรับการใช้งานได้ทั้ง 2 มือ และครั้งนี้ Sensei Ten มีการพัฒนารูปทรงจากรุ่นก่อนๆ ซึ่งมาพร้อมกับเซ็นเซอร์แบบ eSport ใหม่ล่าสุดที่ชื่อว่า TrueMove Pro

โดยเซ็นเซอร์ TrueMove Pro นี้ นับเป็นสุดยอดนวัตกรรมที่ได้รับการออกแบบร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านเซ็นเซอร์อย่าง PixArt ที่พัฒนาขึ้นใหม่ล่าสุด ซึ่งให้ความแม่นยำบนทุกพื้นผิว ในการติดตามแบบ 1 ต่อ 1 กับหน้าจอ มีความละเอียดถึง 18,000 CPI และ ที่ การควบคุมเมาส์อย่างรวดเร็วถึง 450 นิ้วต่อวินาที (IPS) ทำให้ควบคุมการเคลื่อนย้ายเมาส์ได้อย่างลื่นไหล และเซ็นเซอร์นี้ ยังมีการติดตามขั้นสูง ที่การเคลื่อนไหวจะไม่ผิดเพี้ยน ถึงแม้จะมีการยกหรืองเอียงเมาส์ขณะที่เราควบคุมการเล่นเกม ทำให้มีความรวดเร็วและแม่นยำสูงสุด รวมถึงมีหน่วยความจำในตัวอีก 5 ตัวเพื่อใช้บันทึกค่าต่าง ๆ ที่ตั้งไว้ภายในตัว และสวิทซ์ที่รองรับการใช้งานได้ถึง 60 ล้านครั้ง ขณะที่ตัวเมาส์ผลิตจากโพลิเมอร์อย่างดี พร้อมกริ๊ปยางด้านข้าง ทำให้มีความแข็งแรงทนทานสูงและจับกระชับมือยิ่งขึ้น พร้อมฟังก์ชั่นการปรับแต่งแสงไฟ RGB พร้อมวางจำหน่ายในราคา 2,490 บาท

 

ส่วน Apex Pro และ Apex Pro TKL เป็นสุดยอดคีย์บอร์ดแบบ Mechanical รุ่นเรือธงของ SteelSeries ที่สามารถปรับแต่งรูปแบบตามความต้องการของผู้ใช้ได้มากที่สุดในโลก มาพร้อมกับประสิทธิภาพที่เหนือระดับยิ่งกว่าที่เคยมีมาก่อน ด้วยสวิทซ์ที่พัฒนาขึ้นใหม่ที่มีชื่อว่า OmniPoint ซึ่งช่วยผู้ใช้งานสามารถปรับแต่งการกดแป้นพิมพ์ให้เหมาะกับการใช้งานได้ด้วยตนเอง และเป็นครั้งแรกของคีย์บอร์ด ที่สามารถปรับเปลี่ยนความไวของแป้นคีย์อัตโนมัติเมื่อเริ่มเกม Counter-Strike: Global Offensive และเปลี่ยนรูปแบบเมื่อทำงานอื่นๆ กับคอมพิวเตอร์ นอกจากนั้น Apex Pro ได้รับการจดสิทธิบัตรสำหรับฟังก์ชันการปรับระดับความไวของแป้นคีย์บอร์ดแบบ OmniPoint โดยสามารถเลือกปรับระดับได้ตั้งแต่ 0.4 มม. จนถึง 3.6 มม. รวมทั้งตัว เซ็นเซอร์แม่เหล็กยังทำให้การตอบสนองมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับคีย์บอร์ดแบบ Macanical ทั่วไป ซึ่งทำให้ Apex Pro ถือเป็นคีย์บอร์ดที่ความไว และการตอบสนองที่ดีที่สุดในโลก

พร้อมกันนี้ Apex Pro ยังมีการเพิ่มลูกเล่นในการปรับแต่งด้วยหน้าจอ OLED แสดงสถานะโปรไฟล์ที่ใช้ รวมถึงอัพเดตและแจ้งเตือนแอพพลิเคชั่นอัตโนมัติ แสงสีแบบ RGB พร้อมการควบคุมการใช้งานแบบมัลติมีเดียได้อย่างอิสระ โดยคีย์บอร์ด Apex Pro มีให้เลือกหลากหลายดีไซน์ทั้งแบบ Full size วางจำหน่ายในราคา 8,990 บาท และแบบ TKL (ten keyless) ซึ่งตอบโจทย์เกมเมอร์ที่ชอบพกพาคีย์บอร์ดไปใช้งานนอกบ้าน หรือใช้ในการแข่งขันเกม วางจำหน่ายในราคา 8,290 บาท

สำหรับ Apex 7 และ Apex 7 TKL เป็นคีย์บอร์ดแบบ Mechanical ระดับพรีเมี่ยมที่ออกแบบมาเหมือนกันกับรุ่น Apex Pro จะแตกต่างกันตรงที่ตัวสวิทซ์ โดย Apex 7 และ Apex 7 TKL มีให้เลือกแบบสวิทซ์สีน้ำเงินหรือสีแดง พร้อมด้วยจอ OLED เพื่อแสดงโปรไฟล์ที่ใช้ ข้อมูลเกม หรือข้อความจาก Discord ได้ ขณะที่ตัวคีย์บอร์ดสามารถปรับแต่งสีแสงไฟ RGB โดยเลือกได้มากถึง 16.8 ล้านสี รวมถึงมีที่พักข้อมือแม่เหล็กแบบพรีเมี่ยม พร้อมวางจำหน่ายในราคา 6,990 บาท และ 6,290 บาท

ขณะที่ มร.ดิกสัน ลี รองประธานและผู้จัดการทั่วไป ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก, แบรนด์ SteelSeries กล่าวว่า “Steelseires ผู้นำด้านเกมมิ่งเกียร์และ eSport ระดับโลก ซึ่งได้ผลิตสินค้ามากมายเพื่อตอบสนองเกมเมอร์กว่าพันล้านคนทั่วโลกให้ได้อุปกรณ์เล่นเกมที่ดีที่สุด สำหรับเรา การตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของเกมเมอร์คือสิ่งสำคัญที่สุด”

“ปีนี้ Steelseries ตั้งใจที่จะทำตลาดเมืองไทยอย่างจริงจัง เราจึงตัดสินใจเลือก อาร์ทีบีฯ มาเป็นตัวแทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวของเรา ซึ่งเราตื่นเต้นและยินดีกับการ่วมมือกับอาร์ ที บี ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความแข็งแรงด้านช่องทางการจำหน่าย มีแบรนด์ที่มีชื่อเสียงมากมาย รวมถึงอาร์ ที บี ยังมีความตั้งใจกับการทำตลาดเกมในไทยอย่างจริงจัง ซึ่งเรามั่นใจว่าความร่วมมือครั้งนี้ จะได้ทำให้เกมมิ่งเกียร์ระดับรางวัลของเรา ประสบความสำเร็จในไทยอย่างชัดเจนในระยะยาวแน่นอน” Mr.Dickson Lee กล่าวทิ้งท้าย

Advertisement
คลิกเพื่อแสดงความเห็น

ข่าวประชาสัมพันธ์

รู้จัก “1+8+N” กลยุทธ์ในสนามแห่งเทคโนโลยีอัจฉริยะและอีโคซิสเต็มของหัวเว่ย

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ในฐานะผู้นำด้านการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีสำหรับผู้บริโภคทั่วไป มุ่งมั่นสร้างวิถีชีวิตอัจฉริยะอย่างแท้จริงให้แก่ผู้ใช้ ด้วยแนวคิด “ชีวิตเอไอ ไร้รอยต่อ” หรือ “Seamless AI Life” ต่อยอดจากการเป็นผู้ส่งมอบสมาร์ทโฟนแถวหน้าของตลาด ด้วยการเพิ่มเติมสมาร์ทดีไวซ์และอุปกรณ์เทคโนโลยีอัจฉริยะต่างๆ เข้าสู่ตลาด เพื่อบูรณาการการใช้งาน ผ่านการเชื่อมต่อ แบ่งปันคอนเทนต์และเสริมศักยภาพของแต่ละอุปกรณ์ให้ดียิ่งขึ้น พร้อมนำร่องด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำที่ตอบสนองเทรนด์ความต้องการแห่งอนาคต

จุดแข็งของหัวเว่ยคือเป็นการเป็นบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยี ที่มีระบบเครือข่าย ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์เป็นของตนเอง ซึ่งนับเป็นความได้เปรียบอย่างยิ่งในการสร้างอีโคซิสเต็มที่ไร้รอยต่อภายในอาณาจักรของหัวเว่ย ภายใต้กลยุทธ์ธุรกิจที่ชื่อว่า 1+8+N”  ซึ่งจะกำหนดแนวทางการรุกตลาดผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีอัจฉริยะของหัวเว่ยตลอดระยะเวลาอีก 10 ปีข้างหน้า โดยเลข 1 หมายถึง สมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์หลักที่จะเป็นหัวใจในการเชื่อมต่อและควบคุมการทำงานของดีไวซ์อื่นๆ ขณะที่ 8 หมายถึง สมาร์ทดีไวซ์อื่นๆ อีก 8 อย่างที่จะเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ได้แก่ แล็ปท็อป แท็บเล็ต สมาร์ทวอทช์ หูฟังไร้สาย แว่นตา ทีวีหรือหน้าจออัจฉริยะ ลำโพง และรถยนต์ ส่วน N หมายถึง อินเทอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่ง (IoT) และเครื่องหมาย “+” หมายถึง เครือข่ายการเชื่อมต่อในบริเวณกว้าง (WAN) และเทคโนโลยีการเชื่อมต่อระยะใกล้ เช่น Huawei Share และ HiLink ที่จะผสานเครือข่ายอีโคซิสเต็มของหัวเว่ยให้สมบูรณ์ เพื่อมอบประสบการณ์การทำงานที่ลื่นไหล เต็มประสิทธิภาพ และให้ชีวิตเอไอ ไร้รอยต่อเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม

สืบเนื่องจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของเครือข่าย 5G ในประเทศไทย และเทรนด์การใช้งานของผู้บริโภคปัจจุบันที่นิยมมีอุปกรณ์สมาร์ทดีไวซ์และสมาร์ทแก็ดเจ็ตมากกว่า 1 ชิ้น ส่งผลให้ความต้องการใช้สมาร์ทดีไวซ์และอุปกรณ์ IoT ภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น  หัวเว่ยคอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป จึงผลักดันผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภทเข้าสู่ตลาด ในหลากหลายระดับราคา เพื่อให้คนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคตได้อย่างเท่าเทียม โดยมีสมาร์ทโฟนสำหรับทุกกลุ่มผู้ใช้ ไล่เรียงตั้งแต่รุ่นระดับเรือธง P Series และ Mate Series รุ่นกลางอย่าง nova Series และรุ่นเล็กราคาสบายกระเป๋า อย่าง Y Series นอกจากนี้ยังมีแล็ปท็อป แท็บเล็ต ไปจนถึงกลุ่มอุปกรณ์สวมใส่ (wearable) อย่างสมาร์ทวอทช์ สมาร์ทกลาส (แว่นตาอัจฉริยะ) และอุปกรณ์เสริม (gadget) เช่น หูฟังไร้สาย เป็นต้น โดยอุปกรณ์เทคโนโลยีทั้งหมดจะมาพร้อมความสามารถในการเชื่อมต่อ เพื่อแบ่งปันข้อมูล คอนเทนต์ และยกระดับศักยภาพ ด้วยการแชร์ความสามารถระหว่างอุปกรณ์ตามกลยุทธ์ที่ได้วางไว้

สมาร์ทโฟนและสมาร์ทดีไวซ์ต่างๆ เหล่านี้ของหัวเว่ยจะมาพร้อมกับ HUAWEI Mobile Service ซึ่งอนุญาตให้ผู้ใช้เชื่อมต่อและใช้งานหลายอุปกรณ์พร้อมกันได้อย่างสะดวกสบายและรวดเร็วผ่านเครือข่าย 5G, ระบบปฏิบัติการ EMUI และการต่อยอดไปถึงบริการ HUAWEI Assistant ทั้งนี้ การเชื่อมต่ออุปกรณ์มีหลากหลายฟีเจอร์ อาทิ HUAWEI Share ซึ่งสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ แบ่งปันข้อมูล แชร์ศักยภาพการทำงานระหว่างอุปกรณ์ ผ่านการแตะอุปกรณ์เข้าด้วยกันเพียงสัมผัสเดียว (One Tap) หมดปัญหาความยุ่งยากของการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์และแก้ปัญหาความไม่เสถียรไปโดยปริยาย

กลยุทธ์ 1+8+N เป็นจุดเริ่มต้นของหัวเว่ยในการสร้างอีโคซิสเต็มอันสมบูรณ์แบบให้กับการใช้ชีวิตไร้รอยต่อในโลกแห่งอนาคตและเทคโนโลยีอัจฉริยะ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าและคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์สมาร์ทดีไวซ์ในปัจจุบันไปจนถึงในอีก 10 ปีข้างหน้า ช่วยสร้างการติดต่อสื่อสารและการเชื่อมต่อที่มีคุณภาพสูง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ประสิทธิภาพการทำงาน และความสัมพันธ์ให้โลกของเรายิ่งใกล้กันมากขึ้น ตามคำกล่าวที่ว่า “Together in Just One Tap”

โดยขณะนี้หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป มีแคมเปญ Together 2020 ที่ต้องการสนับสนุนให้ผู้บริโภคทั่วไปและแฟนๆ ของแบรนด์ได้มีโอกาสใช้งานหลากหลายอุปกรณ์ รวมถึงเชื่อมต่อการทำงานระหว่างอุปกรณ์มากยิ่งขึ้น จึงจัดโปรโมชั่นผลิตภัณฑ์ครบชุดทั้งสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตในทุกระดับ ตอบโจทย์การใช้งานทุกเพศทุกวัย พร้อมของสมนาคุณและส่วนลดสูงสุดถึง 20% สําหรับซื้ออุปกรณ์เสริมของหัวเว่ยหรือแก็ดเจ็ต รวมถึงสิทธิพิเศษมากมาย เช่น ผ่อนชำระ 0% นานสูงสุดถึง 24 เดือนสำหรับบัตรเครดิตและผลิตภัณฑ์ที่ร่วมรายการ ณ Huawei Experience Store ที่ร่วมรายการ โดยโปรโมชั่นสุดคุ้มนี้จะสิ้นสุดในวันที่ 31 ก.ค.นี้

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลยุทธ์ 1+8+N และแคมเปญ “Together in Just One Tap” สามารถคลิกดูได้จากลิงค์นี้: https://consumer.huawei.com/th/campaign/together-2020/1-8-n/

อ่านต่อ...

ข่าวประชาสัมพันธ์

HUAWEI เผยรายงานความยั่งยืนประจำปี 2019 ผลักดันด้านความเสถียรของเครือข่าย พร้อมความร่วมมือเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าและยั่งยืน

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

หัวเว่ยเผยรายงานความยั่งยืนประจำปี 2019 โดยระบุถึงความคืบหน้าของบริษัทในการสนับสนุนด้านความเสถียรและความปลอดภัยของเครือข่าย การลดการก่อมลพิษ การรับมือกับปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิอากาศ (climate change) การนำเทคโนโลยี “TECH4ALL” มาปรับใช้จริง และสนับสนุนเป้าหมายด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ การสนับสนุนด้านความเสถียรของเครือข่ายยังคงเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่มีต่อความรับผิดชอบทางสังคมและภารกิจของหัวเว่ย โดยในช่วงที่เกิดเหตุการณ์วิกฤติ อาทิ แผ่นดินไหว พายไต้ฝุ่น สึนามิ หรือความขัดแย้งที่ทำให้เกิดการปะทะของกองกำลังติดอาวุธ พนักงานของหัวเว่ยถือเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยดูแลให้เครือข่ายการสื่อสารเป็นปกติและคอยช่วยเหลือให้การปฏิบัติงานบนเครือข่ายต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่นท่ามกลางวิกฤติการณ์เหล่านั้น ในปี 2019 หัวเว่ยได้คอยดูแลให้เครือข่ายต่างๆ สามารถใช้งานได้ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ครั้งใหญ่และภัยพิบัติทางธรรมชาติมากกว่า 200 เหตุการณ์

นายเหลียง หัว ประธานคณะกรรมการของหัวเว่ยกล่าวว่า “ในช่วงเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา เราได้เผชิญกับความท้าทายมากมายที่ไม่เคยประสบมาก่อน แต่เราก็ยังยืนหยัดอยู่ได้อย่างแข็งแกร่ง เราทำงานอย่างข้ามวันข้ามคืนเพื่ออุดช่องโหว่ต่างๆ ในธุรกิจที่เต็มไปด้วยความท้าทายมากมาย เพื่อให้แน่ใจว่าธุรกิจยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ รวมทั้งยังสามารถส่งมอบสินค้าและบริการให้ถึงมือผู้บริโภคได้ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม โดยเราได้ช่วยติดตั้งเครือข่ายในกว่า 170 ประเทศ คิดเป็นมูลค่าหลายแสนล้านเหรียญสหรัฐ การทำให้เครือข่ายต่างๆ เหล่านี้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างน่าเชื่อถือ รวมทั้งทำให้ผู้คนมีเทคโนโลยีที่ดีที่สุดเพื่อใช้งาน ไม่เพียงเป็นแค่วัตถุประสงค์ของเรา แต่ยังเป็นเป้าหมายหลักในด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของเราอีกด้วย”

หัวเว่ยยังได้เปิดเผยเป้าหมายในระยะกลางและระยะยาว ในด้านการลดการปล่อยมลพิษก๊าซเรือนกระจก ระบบเศรษฐกิจแบบหมุนเวียน และพลังงานหมุนเวียน รวมถึงความคืบหน้าต่างๆ ในปี 2019 ด้วยเช่นกัน

ด้านภารกิจการลดมลพิษจากก๊าซเรือนกระจก ประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานของผลิตภัณฑ์หลักจากหัวเว่ยเพิ่มขึ้นถึง 22% โดยในปีที่ผ่านมา หัวเว่ยใช้พลังงานสะอาดกว่า 1,250 ล้านกิโลวัตต์ เทียบเท่ากับการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 570,000 ตัน

เพื่อร่วมมีส่วนช่วยเศรษฐกิจแบบหมุนเวียน หัวเว่ยมุ่งมั่นที่จะใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดตลอดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ เช่น 86% ของผลิตภัณฑ์ที่ถูกส่งคืนมายังบริษัท ถูกนำกลับมาใช้ใหม่ และมีขยะอิเล็กทรอนิกส์ของหัวเว่ยเพียง 1.24% ที่ถูกนำไปกำจัดในหลุมฝังกลบ

หัวเว่ยยังใช้ทรัพยากรหมุนเวียนมากขึ้น โดยโรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์ที่สร้างขึ้นในแคมปัสของหัวเว่ยมีกำลังการผลิตรวม 19.35 เมกะวัตต์ และผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึง 13.57 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงในปี 2019 ทั้งนี้ หัวเว่ยยังได้ประยุกต์ใช้โซลูชัน Smart PV ในขอบข่ายที่ใหญ่ขึ้น เช่น โรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์กำลังการผลิต 300 เมกะวัตต์ ในจังหวัดคูคุย ประเทศอาร์เจนตินา โดยโรงไฟฟ้าแห่งนี้ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ปีละ 660 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานสำหรับ 160,000 ครัวเรือน

หัวเว่ยมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมการมีส่วนร่วมในสังคมดิจิทัล และทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลได้ ในปีที่ผ่านมา หัวเว่ยได้เปิดตัวโซลูชัน RuralStar Lite (the RuralStar Lite solution) ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างไซต์สัญญาณได้อย่างมหาศาล และสามารถเชื่อมต่อประชากรมากกว่า 40 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลเข้าด้วยกัน โซลูชันดังกล่าวสร้างการเชื่อมต่อผ่านสภาพภูมิประเทศทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นที่ราบ เนินเขา ทะเลทราย หรือหมู่เกาะ หัวเว่ยยังร่วมมือกับพาร์ทเนอร์สร้าง DigiTruck ห้องเรียนดิจิทัลเคลื่อนที่ ซึ่งฝึกอบรมความรู้ความสามารถด้านดิจิทัลให้กับชาวเคนยาเกือบ 800 รายที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล และในเดือนกันยายน 2019 หัวเว่ยได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับสำนักงานระดับภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกของยูเนสโก ในการทำงานร่วมกันเพื่อนำ DigiTruck เข้าไปในอีกหลายประเทศ และทำให้ชาวแอฟริกาทุกคนสามารถเข้าถึงความรู้ความสามารถด้านดิจิทัลได้อย่างเท่าเทียมกัน

หัวเว่ยระบุในรายงานว่า เทคโนโลยีไอซีทีจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ และขอให้ทั้งแวดวงอุตสาหกรรมร่วมมือกันเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษยชาติ

นายเทา จิงเหวิน (Tao Jingwen) คณะกรรมการและประธานกรรมการ CSD ของหัวเว่ย กล่าวว่า “หัวเว่ยเชื่อในการเปิดกว้างและความร่วมมือเพื่อความสำเร็จร่วมกัน เรากำลังทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ร่วมแวดวงอุตสาหกรรม เช่น บริษัทซัพพลายเออร์ของเรา เพื่อสร้างอีโคซิสเต็มของภาคอุตสาหกรรม เรามั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถเอาชนะอุปสรรคและความท้าทายเหล่านี้ได้ เราจะมุ่งมั่นต่อไปจนถึงที่สุด และจะเดินหน้าสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าของเราและสังคมโลกในวงกว้างต่อไป”

อ่านรายงานด้านความยั่งยืนปี 2019 ฉบับเต็มของหัวเว่ยได้ที่ http://www.huawei.com/en/sustainability/sustainability-report

อ่านต่อ...

ข่าวประชาสัมพันธ์

เปิดเมกะดีล AIS ผนึก สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง ร่วมทุนตั้งบริษัท สห แอดวานซ์ เน็ทเวอร์ค นำ AIS 5G ปูพรมเต็มพื้นที่ EEC

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

 

เอไอเอส ผู้นำเครือข่าย 5G อันดับ 1 ที่มีคลื่นมากที่สุด ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญ กับบริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPI บริษัทในเครือสหพัฒน์ ที่มีความแข็งแกร่งด้านการดำเนินธุรกิจพัฒนาที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรม ลงนามจัดตั้งบริษัทร่วมทุน ภายใต้ชื่อบริษัท สห แอดวานซ์ เน็ทเวอร์ค จำกัด หรือ SAN” สานต่อแผนความร่วมมือพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ นำพลานุภาพ AIS 5G และ Network Infrastructure เสริมแกร่งอุตสาหกรรมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ยกระดับสู่ Smart Industrial ตอกย้ำความมุ่งมั่นของเอไอเอสในการนำเทคโนโลยี 5G ร่วมฟื้นฟูประเทศไทย พร้อมผลักดันภาคอุตสาหกรรมไทยทัดเทียมเวทีโลก

 

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่าเทคโนโลยี 5G เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ดิจิทัลเส้นใหม่ของประเทศ ที่จะช่วยให้ภาคส่วนต่างๆ พลิกสถานการณ์จาก Fall สู่ Fight กลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ที่ผ่านมา เราจึงให้ความสำคัญกับการลงทุนขยายเครือข่าย 5G ให้ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมร่วมทดลอง ทดสอบ กับพันธมิตรในแต่ละอุตสาหกรรม ทั้ง อุตสาหกรรมการขนส่ง, อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว, อุตสาหกรรมค้าปลีก, ด้านระบบรักษาความปลอดภัย, สมาร์ทซิตี้ ตลอดจนการนำไปใช้งานทางด้านสาธารณสุขในช่วงโควิด-19 เพื่อแสดงให้คนไทยและทุกภาคส่วนได้เห็นศักยภาพที่แท้จริงของการนำ 5G ไปใช้ประโยชน์

วันนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่เราได้สานต่อแผนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ 5G กับพันธมิตรไปอีกขั้น โดยร่วมมือกับบริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPI จัดตั้ง บริษัท สห แอดวานซ์ เน็ทเวอร์ค หรือ SAN ให้บริการโครงข่ายใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) และ ICT Infrastructure ภายในสวนอุตสาหกรรมของ SPI ทั้ง 4 แห่ง คือ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี, .กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี, .เมือง จ.ลำพูน และ อ.แม่สอด จ.ตาก รวมพื้นที่ประมาณ 7,255 ไร่ ซึ่งมีโรงงานตั้งอยู่กว่า 112 แห่ง พร้อมเตรียมนำ ICT Infrastructure และเทคโนโลยี 5G ทั้ง  5G Stand Alone (5G SA) เครือข่าย 5 โดยเฉพาะ ที่มีความเร็วสูงและความหน่วงต่ำ และ 5G Network Slicing  ที่เอไอเอส เป็นรายแรกรายเดียวในไทย ที่สามารถออกแบบเครือข่ายได้อย่างสอดคล้องและยืดหยุ่น ตอบโจทย์ลักษณะของอุตสาหกรรมแต่ละรูปแบบ แต่ละพื้นที่ได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพไปให้บริการในนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มผลผลิตให้กับโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC ทั้งยังเป็นต้นแบบของการนำเอาเทคโนโลยี 5G ไปใช้ในนิคมอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม

นายวิชัย กุลสมภพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าสหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง มีความตั้งใจที่จะพัฒนาสวนอุตสาหกรรมไปสู่มาตรฐานสากล โดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามายกระดับการบริหารและพัฒนาพื้นที่ภายในสวนอุตสาหกรรม เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ยกระดับกระบวนการผลิตสู่การเป็นโรงงานอัจฉริยะ และนำไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 วันนี้ เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมกับเอไอเอส นำโครงข่าย Fiber Optic มาให้บริการภายในสวนอุตสาหกรรมของ SPI ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการต่อยอดบริการที่หลากหลาย ตั้งแต่บริการวงจรสื่อสารความเร็วสูง และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสำหรับองค์กร อีกทั้งยังเป็นการรองรับการเติบโตของบริการ 5G สำหรับกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมในอนาคต

ทั้งนี้ เราเชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพของ สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง ที่เป็นผู้นำด้านสินค้าอุปโภคและบริโภค และมีความแข็งแกร่งด้านการดำเนินธุรกิจพัฒนาที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรมมาอย่างยาวนาน เมื่อผนวกกับจุดแข็งของเอไอเอส ในด้านโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมที่แข็งแกร่งด้วยเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และครอบคลุมทั่วประเทศ จะช่วยให้ผู้ประกอบการภายในนิคมอุตสาหกรรมพื้นที่ EEC สามารถผลิตสินค้าและดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน ช่วยดึงดูดให้นักลงทุนจากทั่วทุกมุมโลกสนใจมาลงทุนตั้งฐานการผลิตที่ในพื้นที่ EEC มากยิ่งขึ้น อันจะเป็นการช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้กลับมาแข็งแกร่ง และยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับคนไทยได้อย่างยั่งยืนนายวิชัย กล่าวปิดท้าย

สำหรับ บริษัท สห แอดวานซ์ เน็ทเวอร์ค หรือ SAN จัดตั้งขึ้นด้วยทุนจดทะเบียน 300,000 หุ้น เป็นเงิน 30,000,000 บาท โดย บริษัท แอดวานซ์ บรอดแบรนด์ เน็ทเวอร์ค จำกัด (ABN) ถือหุ้น 70% คิดเป็นเงินลงทุน 21 ล้านบาท และ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (SPI) ถือหุ้น 30% คิดเป็นเงินลงทุน 9 ล้านบาท

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

Featured2 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว realme X50 Pro 5G ขุมพลังความเร็วแห่งอนาคต Snapdragon 865 5G, รองรับ 5G, 65W SuperDart Charge พร้อมจัดเต็มเรื่องกล้องรวม 6 เลนส์

Experience the perfect 5G today On the flagship smartphone HUAWEI P40 Series. Experience the perfect 5G today On the flagship smartphone HUAWEI P40 Series.
Android News2 สัปดาห์ ที่แล้ว

สัมผัสประสบการณ์ 5G ที่สมบูรณ์แบบได้แล้ววันนี้ บนสมาร์ทโฟนเรือธง HUAWEI P40 Series

ปีนี้หัวเว่ยรุกความเ...

SanDisk Extreme microSDXC A2 New Review 01 SanDisk Extreme microSDXC A2 New Review 01
Featured2 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว SanDisk Extreme microSDXC A2 โฉมใหม่! ติดตั้งเกมได้ลื่นไหล เปิดแอปไม่สะดุด และรองรับวิดีโอ 4K

โฉมใหม่ SanDisk Extr...

HUAWEI Y6p 4GB+64GB HUAWEI Y6p 4GB+64GB
Android News2 สัปดาห์ ที่แล้ว

HUAWEI Y6p 4GB+64GB เมมใหญ่ เก็บรูปได้เยอะ ราคาเล็ก ไม่เกิน 4,000 บาท!

รูปเยอะ ไฟล์แยะแค่ไห...

Android News2 สัปดาห์ ที่แล้ว

ส่องโปรพิเศษ HUAWEI ของแถมและสิทธิพิเศษมากมาย วันนี้ – 31 ก.ค.นี้ เท่านั้น

หัวเว่ยมอบส่วนลดพิเศ...

Advertisement

คลิปมาใหม่

ข่าวใหม่วันนี้

มือถือมาใหม่

ติดตาม กินเที่ยวกัน

กำลังมาแรง