ติดตามพวกเรา

Smart Review

รีวิว Samsung Galaxy Watch eSIM รองรับการใช้งาน 4G LTE โทรออก รับสาย ไม่ต้องพกสมาร์ทโฟน

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

Samsung Galaxy Watch eSIM สมาร์ทวอชสำหรับการออกกำลังกายที่เชื่อมต่อเครือข่าย 4G LTE ได้ทุกที่ทุกเวลาด้วยฟีเจอร์การเปิดใช้งาน Number Pairing เพื่อติดตั้ง eSIM ที่ตัวนาฬิกาได้ด้วยตนเอง

Samsung Galaxy Watch LTE eSIM Review 01

Galaxy Watch eSIM ถือเป็นอุปกรณ์สวมใส่ที่ทาง Samsung พยายามผลักดันให้ผู้ใช้งานเลือกเป็นตัวที่จะคอยเก็บข้อมูลด้านการออกกำลังกายและสุขภาพที่เชื่อมต่อเครือข่าย 4G LTE ได้แม้ไม่ได้พกสมาร์ทโฟนติดตัวไปด้วย โดยยังคงใช้ระบบปฏิบัติการ Tizen เพื่อท้าชนกับคู่แข่งหลายค่ายในปัจจุบัน

 

Samsung Galaxy Watch LTE eSIM ReviewSamsung Galaxy Watch เป็นนาฬิกาอัจฉริยะที่มีการพัฒนาด้านดีไซน์ให้ออกมาสวยงาม และยังคงเป็นหน้าจอแบบกลม 360 องศา ให้ความรู้สึกและสัมผัสที่ใกล้เคียงกับนาฬิกาของจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยตัวเรือนหรือตัวเครื่องใช้วัสดุที่เป็นสแตนเลสสตีลที่ทนต่อการกัดกร่อนจากน้ำเค็ม รวมไปถึงสามารถกันกระแทก และทนความร้อนได้ตามมาตรฐาน MIL-STD-810G

 

Samsung Galaxy Watch LTE eSIM Review

จุดเด่นของ Galaxy Watch คือการดีไซน์กรอบหน้าปัดให้หมุนได้ และมีรอยหยักคล้ายฟันเฟือง สามารถหมุนกรอบส่วนนี้ไปทางซ้ายหรือไปทางขวาได้ เพื่อใช้ควบคุมการปรับตั้งค่าต่าง ๆ ในหน้าจอขณะที่กำลังใช้งานอยู่

 

Samsung Galaxy Watch LTE eSIM Reviewด้านขวาของตัวนาฬิกามีปุ่มกด 2 ปุ่ม โดยปุ่มบนจะเป็นปุ่มย้อนกลับ (Back) และอีกปุ่มจะเป็นทั้งปุ่ม Power (กดค้างเพื่อปิดเครื่อง / ปุ่มโฮม (กดหนึ่งครั้งเพื่อกลับหน้าจอหลัก) / เป็นปุ่มเมนูแอพ (ในหน้าจอหลัก กดหนึ่งครั้งเพื่อเรียกใช้ดูรายการแอพ) และมาพร้อมไมโครโฟนจำนวน 1 ตัว สำหรับใช้โทรศัพท์ และใช้สั่งงานด้วยคำสั่งเสียง

 

Samsung Galaxy Watch LTE eSIM Reviewขอบอีกด้านของตัวนาฬิกาจะมีช่องลำโพง

 

Samsung Galaxy Watch LTE eSIM Reviewด้านหลังตัวนาฬิกามีเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ (HRM) ซึ่งเป็นเซ็นเซอร์แบบใหม่ที่มีความแม่นยำมากขึ้นว่าเดิม

 

Samsung Galaxy Watch LTE eSIM Reviewถ้าใครเบื่อสายเดิมๆ ที่มีให้ในกล่องก็สามารถถอดเปลี่ยนสายเองได้ง่าย ๆ เพียงกดที่สลัก และสามารถใช้กับสายนาฬิกาทั่วไปได้ด้วย

 

Samsung Galaxy Watch LTE eSIM Review

หน้าปัดนาฬิกาที่เหมือนกับของจริงมาก และปกป้องหน้าจอด้วยกระจกกันรอยที่มีการออกแบบมาเพื่อให้ทนการกระแทกและป้องการรอยขีดข่วน ได้มาตรฐาน MIL-STD-810G และกันน้ำได้ลึกสูงสุด 50 เมตร

 

Samsung Galaxy Watch LTE eSIM Review

ในการเริ่มต้นใช้งาน ต้องทำการเชื่อมต่อ Galaxy Watch eSIM กับสมาร์ทโฟนผ่านแอพพลิเคชั่น Galaxy Wearable เพื่อให้ระบบตั้งค่าการใช้งานในครั้งแรก สามารถใช้ร่วมกับสมาร์ทโฟนของ Samsung ที่รัน Android 5.0 ขึ้นไป เพื่อรองรับทุกฟีเจอร์อย่างสมบูรณ์ หรือใช้ Android ค่ายอื่นก็ได้เช่น รวมไปถึง iPhone ด้วย แต่จะถูกจำกัดการใช้งานบางฟีเจอร์

สำหรับแอพพลิเคชั่น Galaxy Wearable บนสมาร์ทโฟนเมื่อเชื่อมต่อกับ Galaxy Watch แล้ว จะมีการแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับตัวนาฬิกา ไม่ว่าจะเป็นปริมาณแบตเตอรี่คงเหลือของตัวนาฬิกา พื้นที่จัดเก็บ หน่วยความจำแรม และตั้งค่าต่างๆ ให้กับตัวนาฬิกาผ่านแอพนี้ได้เลย

 

Samsung Galaxy Watch LTE eSIM Reviewหลังจากเชื่อมต่อ Galaxy Watch กับสมาร์ทโฟนเรียบร้อยแล้ว ให้เข้าไปที่แอพพลิเคชั่น Galaxy Wearable แล้วเลือกไปที่เมนู เครือข่ายมือถือ (Mobile Network) แล้วเลือกซิมที่ต้องการเปิดใช้งาน eSIM แล้วเลือกปุ่ม ถัดไป (Next)

 

Samsung Galaxy Watch LTE eSIM Review Samsung Galaxy Watch LTE eSIM Review

ระบบจะสอบถามบัตรประจำตัวประชาชนที่ลงเบียนไว้กับเบอร์ dtac ที่เลือกเปิดใช้งาน eSIM (หากไม่สามารถเปิดใช้งานได้ ติดต่อ 1678 dtac Call Center) จากนั้นทำตามขั้นตอนที่ระบบแนะนำจนเสร็จสิ้นขั้นตอนการสมัคร Number Pairing ซึ่งที่ตัวนาฬิกาจะทำการดาวน์โหลด eSIM เพื่อเริ่มใช้งานบนเครือข่าย 4G LTE

 

Samsung Galaxy Watch LTE eSIM Reviewเมื่อพร้อมใช้งาน 4G LTE แล้ว จะสังเกตเห็นไอคอน 4G บนหน้าปัดนาฬิกา Galaxy Watch

 

Samsung Galaxy Watch LTE eSIM Reviewเพียงเท่านี้ก็จะสามารถโทรออก รับสาย รับการแจ้งเตือนได้ที่ทุกที่เวลา แม้ไม่ได้พกสมาร์ทโฟนติดตัวมาด้วย

 

Samsung Galaxy Watch LTE eSIM Review

ฟีเจอร์การใช้งานอื่นๆ ถือว่าตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ การแสดงผลการแจ้งเตือนทำได้อย่างสมบูรณ์ คือแสดงผลได้ทั้งข้อความ รูปภาพ และตอบกลับได้ด้วยข้อความเสียง, การใช้นิ้ววาดภาพลงบนหน้าจอ, เลือกตัวอิโมจิ หรือพิมพ์ข้อความก็ได้

 

Samsung Galaxy Watch LTE eSIM Reviewหน้าปัดนาฬิกามีการพัฒนาให้แสดงผลแบบ 3 มิติที่ดูเหมือนของจริงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตัวเลข เข็มนาฬิกา หรือแม้แต่แสงเงาเมื่อเอียงดูเวลาก็ยังให้ความรู้สึกเหมือนกับนาฬิกาจริงมากๆ

 

Samsung Galaxy Watch LTE eSIM Review

Galaxy Watch ถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้ดีสำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง ซึ่งมาพร้อมเซ็นเซอร์วัดความสูงและความดันบรรยากาศ (Altimeter/Barometer) สามารถใช้เป็นมาตรวัดความสูงจากระดับน้ำทะเล และวัดแรงดันบรรยากาศ รวมไปถึงมี GPS ในตัว

 

Samsung Galaxy Watch LTE eSIM Review

การวัดอัตรากาาเต้นของหัวใจสามารถติดตามและวัดผลได้ตลอดทั้งวันแบบอัตโนมัติ หรือแตะเองก็ได้เช่นกัน ซึ่งเอฟเฟ็กต์ขณะกำลังวัดก็ดูสวยงามด้วยการแสดงเป็นรูปคลื่นหัวใจ

 

Samsung Galaxy Watch LTE eSIM Reviewด้านการออกกำลังกาย Galaxy Watch สามารถจับรูปแบบการออกกำลังกายที่แตกต่างกันได้หลากหลายรูปแบบทั้งภายในยิม กิจกรรมกลางแจ้งภายในสวนสาธารณะ หรือแม้แต่การออกกำลังกายที่สระว่ายน้ำ

 

Samsung Galaxy Watch LTE eSIM Reviewข้อมูลด้านการออกกำลังกายและการติดตามกิจกรรมต่างๆ ตลอดทั้งวันจะถูกซิงค์เพื่อเก็บเป็นข้อมูลกับแอพ Samsung Health ซึ่งในปัจจุบันมีหน้าตาที่สวยงาม สรุปผลการกำลังกายที่ดูง่ายมากขึ้น

 

Samsung Galaxy Watch LTE eSIM Reviewสำหรับแบตเตอรี่ของ Galaxy Watch eSIM ชาร์จเต็ม 100% ใช้งานได้ประมาณ 3-4 วัน ใส่ใช้งานทั่วไป นับก้าวเดิน วิ่งออกกำลังกายในฟิตเนส และรับการแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟนตลอดทั้งวัน

สรุปจุดเด่น

  • Samsung Galaxy Watch eSIM มีรูปลักษณ์เหมือนกับนาฬิกาจริงๆ ที่ใช้งานได้มากกว่านาฬิกา เชื่อมต่อเครือข่าย 4G LTE ได้
  • หน้าจอ Super AMOLED ทำให้หน้าจอมีสีสันสดใส สวยงาม พร้อมกรอบนาฬิกาที่หมุนได้ ทำให้การใช้งานบนตัวนาฬิกาทำได้ง่ายขึ้น และสะดวกขึ้นมาก
  • ตัวนาฬิกามีทั้งไมโครโฟนและลำโพงในตัว โทรออก และรับสายได้ในตัวไม่ต้องทำผ่านสมาร์ทโฟน
  • ตอบโจทย์สำหรับใช้เป็นอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลการออกกำลังกายหลากหลายรูปแบบทั้งในร่มและกลางแจ้ง
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานหลายวันวันต่อการชาร์จเต็ม ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องแบตเตอรี่หมดระหว่างวัน

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • Galaxy Watch eSIM ค่อนข้างหนัก

Samsung Galaxy Watch 42mm eSIM ราคา 11,900 บาท และ 42mm LTE ราคา 12,900 บาท วางจำหน่ายแล้วผ่าน dtac พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ และเปิดใช้งาน Number Pairing ฟรีค่าบริการนาน 6 เดือน (ปกติเดือนละ 199 บาท) รายละเอียดคลิก https://www.dtac.co.th/galaxy-watch.html

อ่านต่อ...
Advertisement
คลิกเพื่อแสดงความเห็น

Smart Review

รีวิว Vivo Y15 2020 น้องเล็กแบตเตอรี่พันธุ์อึด 5000mAh จอใหญ่ 6.35 นิ้ว พร้อมกล้อง AI 3 เลนส์อัจฉริยะ ถ่ายมุมกว้างได้แบบงามๆ

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

Vivo Y15 2020 สมาร์ทโฟนน้องเล็ก ชูโรงด้วยพลังกล้อง AI 3 เลนส์ความละเอียดสูงสุด 13 ล้านพิกเซล ควบคู่กับเลนส์ Super Wide-Angle 120 องศา และ Depth ช่วยให้การถ่ายภาพสนุกยิ่งขึ้น ทั้งยังมีหน้าจอใหญ่ 6.35 นิ้ว และแบตเตอรี่ที่แสนอึดถึง 5000mAh รับรองว่าใช้งานได้เต็มวันแน่นอน

 

สรุปสเปค Vivo Y15 2020

  • ขนาดตัวเครื่อง : 159.43 × 76.77 × 8.92 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 190.5 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Halo FullView Display แบบ LCD กว้าง 6.35 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1544 x 720 พิกเซล) อัตราส่วน 19.3:9 และมีพื้นที่การแสดงผล 89%
  • หน่วยประมวลผล : Mediatek Helio P22 Octa Core ความเร็ว 2.0GHz
  • RAM 4 GB
  • ROM 64 GB รองรับการ์ดหน่วยความจำภายนอก MicroSD สูงสุด 512GB
  • ระบบปฎิบัติการ Android 9 Pie ครอบทับด้วย Funtouch OS 9
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 3 เลนส์แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ Super Wide-Angle 120 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 รองรับ AI Face Beauty
  • รองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ซิม
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 2.4G + 5G, Bluetooth 5.0, ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และพอร์ต Micro USB 2.0
  • แบตเตอรี่ความจุ 5,000 mAh

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

มาเริ่มเปิดกล่องกันเลยดีกว่าครับ โดยตัวกล่องก็มาในรูปทรงสี่เหลี่ยมปกติ มีชื่อรุ่นบอกที่ตรงกลางพร้อมด้วยความจุที่มุมขวาบน และสเปคบางส่วนที่เป็นตัวชูโรงที่ด้านหลัง

โดยภายในมีอุปกรณ์ต่างๆ ดังนี้

  • ตัวเครื่อง Vivo Y15 2020 พร้อมติดฟิล์มกันรอยให้เรียบร้อย
  • อะแดปเตอร์
  • สาย Micro USB 2.0
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • เคสใส
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น

 

ด้านดีไซน์แม้ว่าจะเป็นรุ่นเล็กแต่ Vivo Y15 2020 ยังมีความสวยงามในเรื่องของสีเช่นเคย โดยสีที่เราได้มารีวิว คือ สีแดง (Burgundy Red) ที่มีความเข้มขรึมของตัวเครื่อง มีการไล่เฉดสีจากแดงจากด้านล่างขึ้นไปข้างบนเป็นสีดำอย่างสวยงามมากๆ และมีการเล่นสีสะท้อนแสงในมุมต่างๆ เกิดเป็นลวดลายและเส้นตรงกับที่ฝาหลังอย่างสวยเลยทีเดียว ส่วนอีกสีก็จะเป็นสีดำ Phantom Black ที่มีความคลาสสิกภายในตัวครับ

 

หน้าจอแสดงผลของรุ่นนี้มาก็มาแบบทรงหยดน้ำหรือในชื่อ Halo FullView Display ที่ให้หน้าจอใหญ่ถึง 6.35 นิ้ว ความคมชัดระดับ HD+ แถมมีพื้นที่การแสดงผลอยู่ที่ 89% ทำให้ใช้งานต่างๆ ไม่ว่าจะเล่นเกม ดูวิดีโอ หรือดู MV ก็ได้อรรถรสไปเต็มตาแน่นอน

 

แม้ว่าจะมีหน้าจอที่ค่อนข้างใหญ่ที่ 6.35 นิ้ว แต่เรื่องการจับถือต่างๆ ก็ยังสะดวกอยู่ สามารถถือได้มือเดียวแบบสบายๆ ครับ

 

มาดูรอบตัวเครื่องกันครับ เริ่มด้วยบริเวณเหนือหน้าจอแสดงผลอย่างที่บอกไปคือจะมีหยดน้ำที่ฝังกล้องหน้าลงไป โดยมีลำโพงสำหรับสนทนาอยู่ด้านบน พร้อมการระบบเซ็นเซอร์ต่างๆ ที่อยู่ใกล้กัน

 

ทางซ้ายตัวเครื่องจะมีเพียงช่องใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM จำนวน 2 ช่อง และ MicroSD Card อีก 1 ช่อง

 

ส่วนทางขวาจะมีปุ่มต่างๆ มาให้เหมือนเดิมทั้งปุ่มล็อคเครื่อง และเพิ่ม-ลดเสียง

 

ด้านล่างของตัวเครื่องจะมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม., ไมโครโฟน, พอร์ต Micro USB 2.0 และลำโพงตัวหลัก

 

และสุดท้ายที่ด้านหลังจะมีกล้อง 3 เลนส์แนวตั้งที่มุมซ้ายบน พร้อมด้วยไฟแฟลช LED ที่อยู่ถัดลงมา และก็มีระบบเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่กลางเครื่องครับ

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

Vivo Y15 2020 แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ที่ครอบทับด้วย Funtouch OS 9 ที่ช่วยให้ใช้งานได้ไหลลื่นยิ่งขึ้น ทั้งยังมีเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยประมวลผลให้การทำงานราบรื่นไม่มีสะดุด โดยการทำงานทั่วไปก็เหมือนเดิมครับ ปัดลงเพื่อดูการแจ้งเตือนต่างๆ หรือปัดขึ้นจากจอส่วนลงเพื่อเข้าส่วนการตั้งค่าด่วน

 

ใครอยากเปลี่ยนวอลเปเปอร์ให้พื้นหลังของหน้าจอหลักและหน้าล็อคเข้ากับสีตัวเครื่องก็ได้เช่นกันครับ โดยสามารถเข้าไปเปลี่ยนได้ทั้งในส่วนของการตั้งค่า หรือแอปพลิเคชั่น “ธีม” ที่ติดตั้งมากับตัวเครื่อง

 

พื้นที่คงเหลือหลังแกะกล่อง

ด้วย ROM ที่ให้มา 64GB ตัวของ Vivo Y15 2020 นั้นเหลือให้ใช้งานจริงอยู่ที่ประมาณ 53GB โดยความจุคงเหลือนี้เราอัปเดทแอปพลิเคชั่นทั้งหมดแล้วเรียบร้อยครับ

 

โหมดถนอมสายตา

Vivo Y15 2020 มาพร้อมกับฟีเจอร์ถนอมสายตาเพื่อตัดแสงสีฟ้าให้ได้มากที่สุดเพื่อรักษาสายตาของเรา โดยเราสามารถปรับโทนสีหรือความอุ่นได้ตามใจชอบครับ

หรือหากใครไม่อยากตัดแสงสีฟ้าก็สามารถเปิดโหมดมืดยังรับภาพต่างๆ ที่มีสีสันแต่พื้นหลังเป็นสีดำเพิ่มความสบายตาในตอนกลางคืนได้เช่นกัน

 

ระบบความปลอดภัยก็มีครบ

Vivo Y15 2020 ยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยทั้งแบบการสแกนลายนิ้วมือที่ทำได้รวดเร็วมากๆ แค่แตะก็ปลดล็อคทันที ทั้งยังสามารถเพิ่มได้สูงสุด 5 ลายนิ้วมือด้วย

 

ส่วนการสแกนใบหน้าก็ทำให้รวดเร็วไม่แพ้กันครับ หากเราจ้องไปที่กล้องเพื่อเตรียมปลดล็อคอยู่แล้ว เพียงแค่กดปุ่มล็อคเครื่องก็เหมือนจะเข้ามาหน้าหลักทันที แทบไม่เห็นหน้าจอล็อคเลย เรียกว่าสแกนได้เร็วมากๆ

 

เพิ่มความสะดวกสบายด้วยปุ่ม Easy Touch

มีมาใน Vivo ทุกรุ่นสำหรับฟีเจอร์ Easy Touch ที่ช่วยให้ให้เราเข้าถึงเมนูต่างๆ ต่างอย่างรวดเร็วขึ้นไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชั่นที่เราใช้งานบ่อย หรือจะเป็นในส่วนการทำงานของระบบ เช่น เครื่องคิดเลข, การจดบันทึก หรือแคปภาพหน้าจอ เป็นต้นครับ

 

โคลนแอป

การใช้งานโคลนแอปก็เป็นการทำงานตามชื่อเลยครับ คือ การเพิ่มอีก 1 แอปเข้ามาให้เราใช้งาน โดยเฉพาะแอปโซเชียลมีเดียที่สามารถเข้าใช้งานได้ 2 บัญชี เช่น Line, Facebook หรือ IG เป็นต้น ยิ่งถ้าเป็น Line ก็ยิ่งเพิ่มความสะดวกของ 2 บัญชีที่แยกจากกันโดยสิ้นเชิงครับ ไม่มีทับกันแน่นอน

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

Vivo Y15 2020 มาพร้อมกับหน่วยประมวลผล Mediatek Helio P22 Octa Core ความเร็ว 2.0GHz ควบคู่กับ RAM 4GB + ROM 64GB ที่ทำให้เราเก็บข้อมูลได้ครบ รวมถึงยังทำงานได้ไหลลื่นและต่อเนื่องจาก RAM ที่มีให้ 4GB ก็เพียงพอกับการใช้งานสลับแอปไปมาโดยไม่ต้องมาคอยโหลดใหม่ด้วย

 

สำหรับผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ทำได้ไปได้ที่ 96,160 คะแนน

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 156 และคะแนน Multi-Core ที่ 810

 

เล่นเกมได้ไม่มีสะดุดด้วยฟีเจอร์ Ultra Game Mode

Ultra Game Mode ก็เป็นอีกฟีเจอร์ที่ช่วยเรื่องการเล่นเกมใน Vivo Y15 2020 ให้ไหลลื่นยิ่งขึ้นมากๆ ที่ช่วยรีดประสิทธิภาพทั้ง CPU และ GPU ให้ทำงานได้เต็มที่ พร้อมด้วยการเคลียร์ RAM ทำให้เข้าเกมได้ไวและไม่มีสะดุดครับ แถมสามารถปิดกั้นการแจ้งเตือนต่างๆ ที่อาจรบกวนเราขณะเล่นได้ด้วย

 

ทดสอบการเล่นเกม

เราทดสอบการเล่นเกม 3 เกมหลักๆ ครับ ทั้ง ROV, PUBG Mobile และ Garena: Speed Drifters โดยผลการทดสอบเกมต่างๆ มีดังนี้เลย

ROV

เกม ROV เราตั้งค่ากราฟิกระดับสูง, ภาพ HD ระดับมาตรฐาน และเฟรมเรทสูง โดยเราเล่นทั้งโหมด 5 VS 5 ทั้งหมดเล่นได้แบบไหลลื่นมากๆ ไม่มีสะดุดครับ ความรู้สึกของการทัชหน้าจอก็ทำได้ดี ไปตามนิ้ว ซึ่งเฟรมเรทอาจมีเหวี่ยงบ้างเล็กน้อยครับ แต่ไม่ส่งผลต่อการเล่นเท่าไหร่ แต่ใครไม่อยากให้เหวี่ยงมากก็ปิดเฟรมเรทสูงให้อยู่ที่ 30fps ได้เหมือนกัน

 

Call of Duty: Mobile

ต่อมากับเกม Call of Duty: Mobile เราเปิดกราฟิกในระดับ Low และเฟรมเรทระดับสูง (HIGH) โดยเข้าไปเล่นในโหมด Battle Royale 100 คน โดยการเล่นต่างๆ ทำได้ไหลลื่น ตั้งแต่การกดยิง การหมุนหรือการเคลื่อนไหวต่างๆ ครับ

 

Garena: Speed Drifters

และเกมสุดท้ายอย่าง Garena: Speed Drifters เกมขับรถเบาๆ กันบ้าง โดยเราภาพกราฟิกระดับสูงสุดไว้ทั้งหมด รวมถึงระดับเฟรมเรทด้วยเช่นกัน โดยเล่นต่อเนื่องกับทั้ง 2 เกมด้านบน ตัวเกมก็ไม่มีอาการกระตุกไม่ว่าจะตอนเร่งหรือตอนดริฟครับ เรียกว่าเล่นได้สบายๆ หายห่วงเลย

 

แบตเตอรี่อึดเกินคำบรรยาย

หนึ่งในตัวชูโรงของ Vivo Y15 2020 คือเรื่องแบตเตอรี่ที่ให้มาถึง 5000mAh และจากที่เราทดสอบเกม 3 เกมข้างต้นจากแบตเตอรี่ 100% เป็นเวลาประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง ก็ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 80% เท่านั้นครับ ซึ่งหากคิดตามระยะเวลานี้ เราสามารถเล่นเกมได้ต่อเนื่องเกินครึ่งวันแน่นอน แต่หากใครที่เป็นสายโซเชียล รับรองว่าเหลือแบตเตอรี่เพียงพอให้กลับมาชาร์จต่อที่บ้านครับ

 

กล้องถ่ายรูป

เรื่องการถ่ายรูปของ Vivo Y15 2020 ก็จัดมาให้ใช้งานแบบครบครันถึง 3 เลนส์ ได้แก่

  • เลนส์หลักความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • เลนส์ Super Wide-Angle 120 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

ส่วนกล้องหน้าก็มีมาให้ 1 เลนส์ตามปกติความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 โดยฟีเจอร์หลักๆ มีให้ใช้งานดังนี้

เลนส์หลัก AI ถ่ายสวยงามแบบอัตโนมัติ

ด้วยเลนส์หลักของ Vivo Y15 2020 ก็มี AI อัจฉริยะเพื่อช่วยช่วยจับวัตถุต่างๆ ให้เราได้ภาพที่มีสีสันสดใส เฉดสีเหมาะสมกับแต่ละสิ่งที่ถ่ายไว้ครับ ซึ่งตรงนี้เราเพียงแค่ให้ AI ประมวลผลเท่านั้น ส่วนเราก็มีหน้าที่แค่กดชัตเตอร์ก็พอ

 

Portrait เบลอหลังได้เนียน

แม้ว่าจะเป็นรุ่นเล็ก แต่ด้วยเลนส์ Depth ที่มีมาให้ ทำให้เราถ่ายภาพ Portrait แบบเบลอฉากหลังได้ดียิ่งขึ้น สามารถทำได้เนียนๆ แทบไม่เห็นส่วนไหนของร่างกายกลืนไปกับพื้นหลังเลยด้วย ถือว่าทำได้ดีมากๆ ในราคาระดับนี้ โดยความพิเศษของการถ่าย Portrait ยังสามารถปรับฉากหลังให้เบลอเพิ่มเติมได้ด้วยซอฟต์แวร์กว้างสุดถึง F0.95 และแคบสุดถึง F16 (F น้อยยิ่งเบลอหลังเยอะ)

 

 

ถ่ายมุมก็ได้ครบผ่านเลนส์ Super Wide-Angle

Vivo Y15 2020 ยังมีเลนส์ถ่ายมุมกว้าง หรือ Super Wide-Angle มาให้ด้วย ทำให้เราถ่ายได้มุมกว้างถึง 120 องศา ซึ่งเป็นองศาเบอร์ต้นๆ ของสมาร์ทโฟนเลยทีเดียว โดยภาพที่ได้ออกมายังคงมีเฉดสีที่ไม่ค่อยต่างจากเลนส์หลักครับ ซึ่งตรงนี้เป็นข้อดีเลย คือ เฉดสีครบ สีสันมาเต็ม แต่ให้ภาพที่กว้างกว่าเลนส์หลักชัดเจน


เปิด Super Wide-Angle / ปิด Super Wide-Angle

 

เท่านี้ยังไม่พอครับ เลนส์ Super Wide-Angle ยังสามารถใช้ถ่ายบุคคลได้อย่างยอดเยี่ยมเหมือนกัน นั่นก็ยิ่งทำให้คนดูมีมิติและดูสูงสง่ามากขึ้นด้วย ไม่ต้องกลัวว่าคุณผู้หญิงจะถ่ายออกมาแล้วต้องเรียกเราไปถ่ายใหม่

 

ใบหน้าสวยง่ายด้วยฟีเจอร์ AI Face Beauty

กล้องหน้าของ Vivo Y15 2020 มาพร้อมกับความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ที่มาพร้อมกับใบหน้าสวยงามอย่าง AI Face Beauty ที่เปลี่ยนจากผิวไม่เนียนเป็นผิวเนียนได้ง่ายแบบอัตโนมัติด้วย AI หรือจะปรับเองตั้งแต่ 1-6 ระดับก็ได้เช่นกัน ทั้งยังสามารถปรับรูปใบหน้าต่างๆ ได้เองด้วยเหมือนกันหลังการถ่าย

 

นอกจากนี้ ก็ยังมีฟิลเตอร์ให้เลือกเล่นหลาย 10 แบบไปเลยครับ เช่น เกรปฟุต, มินต์, แชมเปญ, หมอก, อบอุ่น, ชุ่มฉ่ำ, หอมหวาน หรือผ่อนคลาย เป็นต้น

 

สรุปจุดเด่น

  • กล้องหลัง 3 เลนส์ความละเอียด 13 + 8 + 2 ล้านพิกเซล พร้อม AI และเลนส์ Super Wide-Angle
  • กล้องหน้ามีความละเอียดถึง 16 ล้านพิกเซล พร้อมฟีเจอร์ AI Face Beauty
  • หน้าจอใหญ่แบบ Halo FullView Display ขนาด 6.35 นิ้ว คมชัดระดับ HD+ ใช้งานได้เต็มตา
  • ดีไซน์ตัวเครื่องสวยงามเกินราคา
  • หน่วยประมวลผลตัว Helio P22 Octa Core ควบคู่กับ RAM 4GB + ROM 64GB ใช้งานได้ไหลลื่นและจุได้เยอะ
  • แบตเตอรี่สุดอึดถึง 5000mAh ใช้งานได้ทั้งวันแน่นอน

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ยังใช้พอร์ต Micro USB 2.0 อยู่
  • ไม่มีหูฟังภายในกล่อง

สำหรับ Vivo Y15 2020 ในสเปคและฟีเจอร์ระดับถือว่าคุ้มค่ามากๆ เพราะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้วในราคาเพียง 4,999 บาทเท่านั้น โดยสามารถหาซื้อได้ที่ Vivo Brand Shop ทุกสาขา และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

อ่านต่อ...

Smart Review

รีวิว plantronics BackBeat FIT 3200 หูฟัง True Wireless เสียงดี ปรับ Equalizer และกันน้ำใช้ออกกำลังกายได้

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ Plantronics ได้ปล่อยหูฟังรุ่น BackBeat Fit 3100 ซึ่งเป็นหูฟัง True Wireless Sport สำหรับคนรักการออกกำลังกาย ซึ่งรับความนิยมสูงมากด้วยดีไซน์ เสียง ที่ใครที่ได้ลองแล้วจะต้องประทับใจ ล่าสุด plantronics ได้ปล่อย True Wireless รุ่นใหม่อย่าง BackBeat FIT 3200 ออกมาเอาใจคนรักเสียงเพลง และเล่นกีฬาแล้ว โดยรุ่นนี้หน้าอาจจะมองคล้ายๆ กับรุ่น BackBeat Fit 3100 แต่จะมีดีไซน์ที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดนั่นคือจะมี Noise-isolate Eartip ซึ่งใครที่ชอบใช้หูฟังแบบ in-ear พร้อมไปกับการออกกำลังกายคิดว่าต้องถูกใจกันแน่นอนครับ วันนี้มีรีวิวมาฝากกันถึงความเปลี่ยนแปลงของรุ่นนี้ว่าจะมีความน่าสนใจอย่างไรกันบ้างไปดูกันเลยครับ 

ข้อมูลด้านเทคนิค plantronics BackBeat FIT 3200

Listen timeUp to 8 hours
Charging case batteryUp to 16 hours
Roaming rangeUp to 98 ft/30 m
Battery capacity (earbuds)90 mAh
Battery capacity (charging type)740 mAh
Battery typeRechargeable, non-replaceable lithium ion polymer
Charge timeUp to 2 hours for full charge
Quick chargeUp to 1.5 hours of listening with a 15-minute quick charge
Bluetooth technologyBluetooth 5.0 Headset/Hands-Free Profile HSP 1.2 and HFP 1.7
Audio profilesAdvanced Audio Distribution Profile (A2DP) 1.3, AVRCP 1.6
Receive frequency response20-20,000 Hz
Microphone and technologyMEMS microphone with DSP
Speaker driver size13.5 mm
EQ presetsBass boost, balanced, and bright
Moisture protectionSweatproof and IP57-rated waterproof. Waterproof in fresh water up to 1 m (3.28ft) for 30 minutes. However, Bluetooth does not transmit under water.
Weight13 g (each earbud), 89 g (charging case without earbuds)
Call controlsCall answer/end, mute, volume +/-
Media controlsPlay, pause, track forward/back, activate virtual personal assistant
Voice and other alertsEnhanced voice alerts announce battery remaining and connection status.
Applications supportedBackBeat app on iOS and android

 

คุณสมบัติเด่น

  • สวมใส่สบาย ปลอดภัย 
  • ใช้งานได้นานต่อเนื่องได้สูงสุด 8 ชั่วโมงต่อการชาร์จเต็มเพียงครั้งเดียว
  • Charging case เพิ่มเวลาการใช้งานได้ยาวนานขึ้นถึง 16 ชม.
  • การออกแบบหูฟังโดยใช้วัสดุที่แข็งแรง ทนทาน กันน้ำกันเหงื่อได้ในระดับ IP57
  • ฟีเจอร์ My Tap ที่ให้คุณควบคุมการสั่งงาน Backbeat Fit 3200 ได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง 
  • DeepSleep mode โหมดประหยัดแบตเตอรี่เมื่อไม่ได้ใช้งาน แบตเตอรี่อยู่ได้นานสูงสุดถึง 6 เดือน
  • Fast Charge ที่สามารถชาร์จหูฟังเพียงแค่ 15 นาที ก็จะสามารถฟังเพลงเพิ่มได้นานถึง 1.5 ชั่วโมง

 

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • หูฟัง Plantronics 2100
  • Charging case
  • จุกหูฟังสำรอง 2 ชุด
  • สายชาร์จ USB
  • คู่มือการใช้งาน

 

ดีไซน์และการออกแบบ

หูฟัง BackBeat FIT 3200 สีที่เรานำมารีวิวในครั้งนี้เป็นสีน้ำเงิน ดูสวยงามมากๆ ซึ่งดีไซน์เป็นหูฟังแบบคล้องหู  เมื่อสวมไปกับหูแล้วรู้สึกได้เลยว่าน้ำหนักเบามากๆ ครับ นอกจากดีไซน์สวยแล้ว ตัวหูฟังยังถูกเคลือบผิวให้มีความเงาวาวสะท้อนแสง เพื่อให้เห็นได้ตอนกลางคืนได้อย่างชัดเจนด้วยครับ 

 

BackBeat FIT 3200 มาพร้อมไดร์เวอร์ขนาดใหญ่ 13.5 mm และสามารถอดเปลี่ยนจุกหูฟังได้ซึ่งมีมาให้สำรองอีก 2 ชุดด้วยกันครับ 

 

ในส่วนของดีไซน์ และสีสันนอกจากจะสวยงามแล้ว ขาเกี่ยวหูฟังเมื่อจับหรือสัมผัสแล้วจะรู้สึกได้เลยครับว่ามีความยืดหยุ่นสูงมาก สัมผัสนิ่ม เมื่อสวมใส่ทำให้รู้สึกนุ่มสบาย ซึ่งในรุ่นนี้ตัวหูฟังด้านในจะเป็นแบบ In-ear แน่นอนว่าไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายประเภทไหน หูฟังที่เกี่ยวหูและเป็นแบบ In-ear ไม่หลุดง่ายๆ อย่างแน่นอน

 

BackBeat FIT 3200 มาพร้อมกับกล่องเก็บหูฟังสีดำดีไซน์สวยหรูเลยครับ  ซึ่งเป็น Charging case ในตัวด้วย โดยจะช่วยเพิ่มระยะเวลาในการใช้งานได้ยาวนานสูงสุด 24 ชั่วโมง (8 ชั่วโมงจากตัวหูฟัง + Charging case 16 ชั่วโมง) และยังมีระบบ Fast Charge ด้วยนะครับ สำหรับใครที่หูฟังแบตอาจจะหมดโดยที่ไม่ได้ชาร์จไว้ ใช้เวลาชาร์จเพียงแค่ 15 นาที ก็จะสามารถฟังเพลงเพิ่มได้นานถึง 1.5 ชั่วโมงเลยทีเดียว

 

ที่ตัว Charging case จะมีปุ่มกดอยู่ตรงกลางนะครับ เมื่อกดลงไปจะมีสถานะแบตเตอรี่ 4 ระดับ

 

 

นอกจากนี้ตัวเคสยังมีช่องเก็บสาย USB ให้ด้วย เผื่อว่าแบตหมดแล้วอยากจะชาร์จก็หยิบมาใช้งานกันได้เลย

 

 

Charging case หากแบตเตอรี่หมดสามารถชาร์จผ่านสาย USB ที่แถมมาให้ได้เลยทันทีครับ 

 

 

กันน้ำ กันฝุ่น มาตรฐานรับรองระดับ IP57

ตัวหูฟังมาพร้อมมาตรฐานรองรับระดับ  IP57 สามารถกันน้ำ กันฝุ่นได้ สำหรับใครที่ออกกำลังกาย มีเหงื่อ ก็ไม่ต้องกังวัลเลยครับว่าหูฟังจะได้รับความเสียหายจากการออกกำลังกาย ไม่พังง่ายๆ อย่างแน่นอน

 

 

My Tap กำหนดคำสั่งใช้หูฟังได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง 

หูฟัง BackBeat FIT 3200 มีฟีเจอร์เด่นๆ อย่าง My Tap ซึ่งเป็นแอปที่จะช่วยกำหนดคำสั่งในการใช้งานด้วยตัวเอง สามารถตั้งค่าต่างๆ ได้ผ่านแอปพลิเคชั่น BackBeat ซึ่งมีให้ดาวน์โหลดทั้งบน App Store และ Google Play

 

การควบคุมการทำงานของหูฟัง

การควบคุมการทำงานของหูฟังสามารถทำได้อย่างง่ายๆ ซึ่งหูฟังรุ่นนี้ การใช้งานมีทั้งการกด และการแตะเพื่อสั่งงาน การกำหนดคำสั่งต่างๆ ก็สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเองผ่านแอป

การตั้งค่าสามารถทำได้ที่ My Tap เลือกตั้งค่าต่างๆ กันได้เลยครับ ซึ่งจะมีการตั้งค่าให้เรียกใช้งาน Siri, Google Now, ฟังสถานะแบตเตอรี่ เป็นต้น ซึ่งการตั้งค่าต่างๆ ในส่วนนี้จะช่วยให้การใช้งานสะดวกมากๆ หากกำลังออกกำลังกายอยู่ก็ไม่จำเป็นต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา สามารถสั่งงานต่างๆ ผ่านหูฟังกันได้เลย สะดวกสุดๆ ไปเลยครับ 

 

ในส่วนของการควบคุมหูฟังด้ายซ้าย และขวาที่ถูกตั้งค่าพื้นฐานมาให้อยู่แล้วสามารถสั่งงานได้ตามนี้

หูฟังด้านซ้าย

  • แตะเพื่อเพิ่มเสียง
  • แตะค้างเพื่อลดเสียง
  • เปิดเครื่องกดค้าง 2 วินาที

 

หูฟังด้านขวา

  • เล่น / หยุดเพลง กด 1 ครั้ง
  • เล่นเพลงถัดไปกด 2 ครั้ง
  • เล่นเพลงก่อนหน้า / ย้อนกลับ กด 3 ครั้ง
  • Siri / Google Now กดค้าง 2 วินาที
  • ปิดเครื่อง กดค้าง 4 วินาที
  • เปิดเครื่องเพื่อ pair กดค้าง 6 วินาที

 

สุดยอดคุณภาพเสียงพร้อมปรับ Equalizer ได้ 

หูฟัง Plantronics BackBeat FIT 3200 จัดเต็มคุณภาพเสียงแบบ In-ear ซึ่งสามารถปรับ Equalizer ได้ 3 แบบด้วยกันครับ ประกอบไปด้วย PLT Signature Balance, Bass และ Bright ชอบแบบไหนเลือกกันได้ตามใจชอบเลย ในส่วนของเสียงที่ได้จากหูฟังรุ่นนี้ต้องบอกว่าใครที่ชอบทั้งดูหนัง ฟังเพลงจะต้องถูกใจ เพราะเสียงเบสมาเต็มมากๆ เสียงแหลมก็คมชัด มาครบทุกย่านเสียง ก็ต้องบอกเลยว่าอยากให้ทุกคนได้ลองฟังแล้วจะต้องประทับใจกับคุณภาพเสียงของรุ่นนี้อย่างแน่นอน

และในด้านการคุยโทรศัพท์คุณภาพเสียงคมชัดดีมากครับ อย่างที่รู้ๆ หูฟังจาก plantronics นั้นเด่นในเรื่องของการใช้คุยโทรศัพท์อยู่แล้ว  

 

 

 

พร้อมกันนี้ยังมีโหมด Awareness Mode ที่สามารถปรับตั้งค่าให้รับฟังเสียงภายนอกเข้ามาได้ตามความต้องการ ทำให้ผู้ใช้งานได้รับความปลอดภัยจากพาหนะหรือสนทนากับคนรอบข้างได้อีกด้วย

 

ตัวแอพยังยังสามารถตั้งค่าการใช้งานต่างๆ ได้อีกเพียบเลยครับ รวมไปถึงการอัปเดทซอฟต์แวร์ใหม่ๆ ที่จะมีออกมาด้วย

 

ดูหนัง ฟังเพลง เสียงไม่ดีเลย์​

plantronics BackBeat FIT 3200 สำหรับการใช้ดูหนัง ฟังเพลง ไม่พบเสียงดีเลย์ให้เห็นเลยครับ ซึ่งทดสอบใช้ฟังเพลงจาก YouTube ดูหนังจาก Netflix, Apple Tv เป็นต้น

 

สรุปส่งท้าย

plantronics BackBeat FIT 3200 เป็นหูฟังที่เรียกได้ว่าครบเครื่องในทุกๆ ด้าน ทั้งในเรื่องคุณภาพเสียง ความทนทาน ดีไซน์ที่สวยงาม ไม่ว่าจะใช้ทำงาน เล่นกีฬาออกกำลังกายก็สามารถใช้ได้อย่างลงตัว มาพร้อมฟีเจอร์ต่างๆ ให้ใช้งานกันได้อย่างคุ้มค่า และยังมาพร้อมกับการรับประกันถึง 2 ปีอีกด้วยครับ

BackBeat FIT 3200: วางจำหน่ายแล้วนะครับ มีให้เลือก 2 สี คือ สีดำ และสีเงิน ราคา 5,990 บาท รับประกัน 2 ปี ลงทะเบียนการรับประกันที่หน้าเว็บไซค์ >> www.systems2000.co.th/warranty <<

ส่งซื้อผ่าน Plantronics Offcial Store ใน Lazada, Shopee, JD, WeMall หรือหาซื้อได้ที่ร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

อ่านต่อ...

Smart Review

รีวิว HUAWEI Y6s สมาร์ทโฟนน้องเล็กราคาประหยัด จอใหญ่ 6.09 นิ้ว, ความจุ 64GB พร้อมแบตที่ใช้งานได้ทั้งวัน

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

HUAWEI Y6s สมาร์ทโฟนน้องเล็กสเปคใช้งานทั่วไปได้สบายๆ จุได้เยอะ 64GB พร้อมหน้าจอกว้าง 6.09 นิ้ว พร้อมกล้องหน้าและกลังอย่างละ 1 เลนส์

 

สรุปสเปค HUAWEI Y6s

  • ขนาดตัวเครื่อง : 165.28 x 73.5 x 8.0 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 150 กรัม
  • หน้าจอแสดงผลแบบ TFT LCD(IPS)กว้าง 6.09 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1560 x 720 พิกเซล)
  • หน่วยประมวลผล : Mediatek Helio P35 Octa Core ความเร็ว 2.3 GHz
  • RAM 3 GB
  • ROM 64 GB รองรับการ์ดหน่วยความจำภายนอก MicroSD สูงสุด 512GB
  • ระบบปฎิบัติการ Android 9 Pie ครอบทับด้วย EMUI 9.1
  • กล้องถ่ายรูปหลังความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8
  • กล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0
  • รองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ซิม
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11b/g/n, Bluetooth 4.2, ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และพอร์ต Micro USB 2.0
  • แบตเตอรี่ความจุ 3,020 mAh

 

ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

ในเรื่องของดีไซน์ HUAWEI Y6s กับสีที่เราได้มา คือ สีดำ Starry Black จริงๆ จะไม่ใช่สีดำล้วนสะทีเดียวครับ เพราะยังมีความเทาอยู่บ้าง และเมื่อลองส่องดูใกล้ๆ จะมีการสะท้อนประกายเพชรระยิบระยับอีกด้วยคล้ายกับดวงดาวในตอนกลางคืน

 

 

โดยวัสดุที่ใช้กับฝาหลังรุ่นนี้ก็เป็นพลาสติกที่ดูแข็งแรงครับ ไม่ลื่นมือเท่าไหร่ โดยสามารถจับและถือในมือเดียวได้แบบสบายมากๆ คุณผู้หญิงมือเล็กสามารถใช้งานได้แน่นอนครับ

 

ด้านหน้าจอแสดงผลก็มาแบบทรงหยดน้ำที่มีความกว้าง 6.09 นิ้ว ในความละเอียด HD+ (1560 x 720 พิกเซล) มีพื้นที่การแสดงผลอยู่ที่ 87% และยังถนอมสายตาของเราด้วยจากการผ่านการรับรอง TÜV Rheinland

 

แม้ว่าเหมือนเครื่องและหน้าจอจะเล็ก แต่การดูวิดีโอหรือเล่นเกมต่างๆ ก็ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานแล้วครับ แถมจอก็ยังสวยอยู่พอสมควรเลย

 

สำหรับใครที่ไม่ชอบจอหยดน้ำก็สามารถตั้งค่าให้ปิดขอบดำได้เช่นกัน

 

บริเวณเหนือหน้าจอแสดงผลจะมีกล้องหน้าที่ฝังในหยดน้ำ, ระบบเซ็นเซอร์ต่างๆ พร้อมด้วยลำโพงสำหรับสนทนา และมีไฟ LED บอกสถานะการแจ้งเตือนหรือระหว่างชาร์จซ่อนไว้ใต้ลำโพงด้วย

 

ส่วนด้านล่างหน้าจอจะมีขอบดำที่มีโลโก้ HUAWEI อยู่อย่างชัดเจน

 

ทางซ้ายของตัวเครื่องจะมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ด 2 ช่อง และ MicroSD Card อีก 1 ช่องครับ

 

ทางขวาจะมีปุ่มการใช้งานตามปกปกติทั้งปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง และปุ่มล็อคเครื่อง

 

ด้านบนของตัวเครื่องมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. และไมโครโฟนตัวที่ 2 ตัดเสียงรบกวน

 

ขณะที่ด้านล่างตัวเครื่องจะมีไมโครโฟน, พอร์ต Micro USB 2.0 และลำโพงตัวหลัก

 

และที่ด้านหลังจะมีกล้องเพียง 1 เลนส์ที่มุมซ้ายบนครับ พร้อมด้วยไฟแฟลช LED และมีระบบเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือตรงกลางเครื่อง

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

HUAWEI Y6s แกะกล่องมาพร้อมระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ที่ครอบทับด้วย EMUI 9.1 ที่ช่วยให้ใช้งานได้ไหลลื่นและสมูทมากขึ้น

 

 

Google มีให้ไม่ต้องกลัว

ใครที่กังวลว่าจะมีบริการ Google หรือ Google Mobile Services (GMS) ให้ใช้หรือไม่ก็หมดห่วงไปเลยครับ เพราะมีให้ครบทั้ง Play Store, Gmail, YouTube และอื่นๆ ทั้งหมด

 

พื้นที่คงเหลือหลังแกะกล่อง

HUAWEI Y6s มีพื้นที่หลังแกะกล่องอยู่ที่ประมาณ 56GB จากทั้งหมด 64GB ซึ่งถือว่าเยอะมากๆ สำหรับสมาร์ทโฟนรุ่นเล็ก พร้อมให้โหลดแอปพลิเคชั่นต่างๆ และถ่ายภาพได้โดยไม่ต้องกลัวเต็ม ทั้งนี้ HUAWEI Y6s ยังมีเทคโนโลยี EROFS ช่วยบีบอัดไฟล์ที่ติดตั้งในเครื่องให้ขนาดที่เล็กลงโดยอัตโนมัติเพื่อเพิ่มพื้นที่ได้มากกว่าเดิมถึง 2GB

 

ระบบความปลอดภัย

ด้านระบบความปลอดภัยก็ให้มาครบเหมือนกันตั้งแต่การสแกนลายนิ้วมือที่ด้านหลังตัวเครื่องที่ใช้งานได้สะดวกและเสถียรมากๆ รวมไปถึงการสแกนใบหน้าที่ทำได้รวดเร็ว เพียงกดปุ่มล็อคเครื่องครู่เดียวก็เลื่อนขึ้นเพื่อเข้าสู่หน้าหลักได้ทันที แทบไม่ต้องค้างไว้เพื่อรอให้สแกนเลย

 

ลำโพงดังกระหึ่มด้วย Huawei SuperSound

HUAWEI Y6s มาพร้อมกับเทคโนโลยีเสียง Super Linear Speaker ผ่านลำโพง และระบบ Smart PA ทำให้เรารับฟังเสียงได้อย่างเต็มอรรถรสและเบสค่อนข้างแน่น ใครที่ชอบพกสมาร์ทโฟนไปเปิดเพลง เครื่องนี้ก็เป็นอีกตัวเลือกแบบประหยัดๆ เลยครับ

 

ระบบนำทางด้วยท่าทางแบบเต็มหน้าจอ

ในรุ่นนี้ยังมาพร้อมฟีเจอร์ที่เปลี่ยนปุ่มนำทางแบบปุ่มปกติให้เป็นแบบเต็มจอได้ด้วยเหมือนกัน โดยปัดขึ้นจากจอส่วนล่างจะเป็นเข้าหน้าโฮม, ปัดขึ้นแล้วค้างไว้จะเข้าหน้าแอปพลิเคชั่นล่าสุด และปัดซ้าย-ขวาจากขอบจอจะเป็นการย้อนกลับ

 

โหมดถนอมสายตา

เมื่อผ่านการรองรับจากสถาบัน TÜV Rheinland ในรุ่นนี้ก็ยังมีโหมดถนอมสายตาที่ตัดแสงสีฟ้าได้เยอะขึ้นเหมือนกัน โดยเราสามารถปรับโทนความอุ่นได้เองเลย

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

HUAWEI Y6s มาพร้อมกับหน่วยประมวลผล Mediatek Helio P35 Octa Core ความเร็ว 2.3 GHz มีขนาดอยู่ที่ 12 นาโนเมตร โดยจะมีทั้งหมด 8 คอร์ แบ่งเป็น 4 คอร์ในการประมวลผลกราฟิกหรือการใช้งานหนักๆ และอีก 4 คอร์ในการประมวลผลแบบประหยัดพลังงาน

 

สำหรับผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ทำได้ไปได้ที่ 98,979 คะแนน

 

ทดสอบการเล่นเกม

ROV

สำหรับการทดสอบเกม ROV เราปรับภาพในการตั้งค่าเริ่มต้น แต่เราเพิ่มระดับกราฟิกเป็นสูง แต่ภาพ HD มาตรฐาน และเฟรมเรทระดับสูง โดยลองเล่นในโหมด 5 VS 5 ในช่วงแรกๆ เฟรมเรทจะวิ่งที่ 58-60fps ตลอด จนถึงช่วงที่บวกและใส่สกิลกันเยอะๆ จะมีเหวี่ยงบ้างอยู่ที่ 45-55fps แต่ก็ไม่ได้มีอาการกระตุกอะไรครับ ยังคงต่อสู้ได้ไหลลื่นเหมือนเดิม แต่ใครไม่อยากให้เหวี่ยงและวิ่งที่ 30fps ตลอดก็ไปปรับการตั้งค่าส่วนของเฟรมเรทได้เช่นกัน

 

Garena: Speed Drifters

ส่วนเกมแข่งรถแบบชิวๆ อย่าง Garena: Speed Drifters เราปรับภาพเป็นระดับสูงสุดทั้งหมดรวมไปถึงเฟรมเรทด้วยเหมือนกัน โดยการเล่นก็ถือว่าลื่นมากๆ เล่นได้สบายๆ ครับ

 

แบตเตอรี่ก็อึดใช่ย่อย

แม้ว่า HUAWEI Y6s จะให้แบตเตอรี่มาที่ 3020 mAh ซึ่งดูเหมือนจะน้อย แต่พอใช้งานจริงๆ ก็ถือว่าใช้งานได้นานเหมือนกันครับ เพราะจากที่ทดสอบเล่นโซเชียลปกติและเล่นเกมนิดหน่อยประมาณ 2-3 ชั่วโมง แบตเตอรี่ก็ลดเหลืออยู่ที่ประมาณ 74% เท่านั้น ยังพอเหลือให้ใช้งานได้ทั่วไปทั้งวันแน่นอนครับ

 

กล้องถ่ายรูป

สำหรับกล้องถ่ายรูป HUAWEI Y6s ก็ให้กล้องหน้า-หลังมาอย่างละเลนส์ครับ โดยกล้องหลังมีความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 และกล้องหน้ามีความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0

โหมดปกติ

ปรับแต่งใบหน้าสวยได้ 10 ระดับ

สำหรับกล้องหลังราสามารถปรับแต่งใบหน้าบุคคลได้สวยงามถึง 10 ระดับครับ ชอบระดับไหนก็ลองปรับใช้งานกันได้เลย โดยฟีเจอร์ใช้ได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังเลย

 

สรุปจุดเด่น

  • หน้าจอใหญ่ 6.09 นิ้ว คมชัดระดับ HD+ ใช้งานได้เต็มตาและสีสันก็ชัดเจน
  • ดีไวน์สวยงามและมีมิติมากสำหรับสมาร์ทโฟนราคาระดับเดียวกัน
  • ให้ความจุภายในมาถึง 64GB สามารถเก้บข้อมูลได้เยอะ ไม่ต้องกลัวเต็ม
  • มีถาดซิมแบบ 3 ช่อง ใส่ได้ 2 ซิม และอีก 1 MicroSD Card
  • มีระบบเสียง Huawei SuperSound ทำให้ฟังเพลงได้อย่างเต็มอรรถรส
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้อึด

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ใช้พอร์ต Micro USB 2.0

 

HUAWEI Y6s สนนราคาอยู่ที่ 3,999 บาทเท่านั้น โดยมีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีดำ Starry Black (รุ่นที่ใช้รีวิว) และสีน้ำเงินน้ำเงิน Orchid Blue โดยเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้วเรียบร้อย

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

Featured6 ชั่วโมง ที่แล้ว

พาทัวร์งานโชว์นวัตกรรม 5G สุดล้ำ ใจกลางกรุง @ สามย่านมิตรทาวน์ ตอกย้ำ AIS 5G ที่ 1 ตัวจริงทดสอบแล้วทั่วไทย

  AIS ตอกย้ำผู้...

Featured1 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว nuraphone หูฟัง Bluetooth ดีไซน์โดดเด่น สุดล้ำเรียนรู้และปรับเสียงให้เหมาะกับการได้ยินโดยอัตโนมัติ

มีหูฟังที่เรียกได้ว่...

Featured2 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว realme 5s สมาร์ทโฟนตัวกลาง สเปคสุดคุ้ม จอกว้าง 6.5 นิ้ว, แบต 5000mAh และกล้อง 48MP

realme 5s สมาร์ทโฟนร...

OPPO A9 2020 New Vanilla Mint OPPO A9 2020 New Vanilla Mint
Android News2 สัปดาห์ ที่แล้ว

OPPO A9 2020 สีใหม่ Vanilla Mint แรงบันดาลใจสีสันจากธรรมชาติ พร้อมให้ทุกคนได้สัมผัสแล้ววันนี้

OPPO A9 2020 สีใหม่ ...

Featured3 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว realme X2 Pro แรงเต็มขั้น พลังเรือธงรุ่นแรกของแบรนด์ จัดเต็มด้วยหน้าจอ Refresh Rate 90Hz, CPU S855+, ลำโพงคู่ และรองรับ SuperVOOC 50W

รีวิว realme X2 Pro ...

Advertisement

ข่าวใหม่วันนี้

realme Buds Air company teases seamless connectivity realme Buds Air company teases seamless connectivity
IT News5 ชั่วโมง ที่แล้ว

ยืนยันแล้ว realme Buds Air หูฟัง True Wireless เชื่อมต่อมือถืออัตโนมัติ และแตะสั่งงานได้ [มีคลิป]

คลิปทีเซอร์ realme B...

AirPods with Wireless Charging Case AirPods with Wireless Charging Case
Apple News15 ชั่วโมง ที่แล้ว

ด่วน! AirPods with Wireless Charging Case แฟลชเซล ลดเหลือ 5,480 บาท (ปกติ 7,790 บาท)

สำหรับใครที่กำลังการ...

IT News18 ชั่วโมง ที่แล้ว

ท่องดินแดนแห่งความสนุกไปกับ HUAWEI Mate 30 Pro เก็บภาพและวิดีโอทุกโมเม้นต์กับกิจกรรมความมันส์แบบครบรส

หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ ...

ข่าวประชาสัมพันธ์19 ชั่วโมง ที่แล้ว

ฉลองครบรอบ 15 ปี AIS Serenade พบกับแคมเปญพิเศษ สมาร์ทโฟน OPPO Reno 10x Zoom 12GB RAM ราคาเริ่มต้นเพียง 12,490 บาท!

ลูกค้า AIS Serenade ...

ข่าวประชาสัมพันธ์23 ชั่วโมง ที่แล้ว

Vivo Y15 2020 กลับมาอีกครั้ง จิ๋วแต่แจ๋วกว่าเดิม เพียง 4,999 เท่านั้น

Vivo Y15 2020 มาพร้อ...

กำลังมาแรง