Connect with us

Featured

รีวิว Redmi Note 10 Pro สมาร์ทโฟนสุดคุ้มที่จะมาท้าทายทุกขีดจำกัดในราคาเพียง 8,499 บาท

Published

on

Redmi Note 10 Pro สมาร์ทโฟนสุดคุ้มรุ่นล่าสุดจาก Xiaomi มาพร้อมสเปคจุดเทพครั้งแรกของตระกูล Redmi Note ที่มาพร้อม หน้าจอ AMOLED แบบ 120Hz และกล้องหลัง 108MP เลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีไฮไลท์เด่นอีกเพียบทั้งหน่วยประมวลผล Snapdragon 732G แบตเตอรี่ 5020mAh ทั้งหมดที่ว่ามานี้ราคาเริ่มต้นเพียง 8,499 บาทเท่านั้น

เกริ่นมาซะคุ้มขนาดนี้ วันนี้ทีมงาน iphone-droid.net จะพามาชมรีวิวฉบับเต็มว่า มันเด็ดน่าโดนแค่ไหน พร้อมแล้วมาติดตามกันเลยครับ

สรุปสเปค Redmi Note 10 Pro

  • ขนาดรอบตัวเครื่อง : 164 x 76.5 x 8.1 มม.
  • น้ำหนัก : 193 กรัม
  • หน้าจอ : Dot Display ชนิด AMOLED ขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) refresh rate 120Hz, Gorilla Glass 5
  • CPU : Snapdragon 732G Octa-core 2.3GHz (8nm)
  • GPU : Adreno 618
  • RAM : 6/8GB (LPDDR4X)
  • ROM : 64GB/128GB (UFS 2.2)
  • รองรับ Micro-SD สูงสุด 512GB
  • แบตเตอรี่ : 5020mAh
  • ระบบชาร์จ : ชาร์จไว 33W
  • กล้องหลัง 4 ตัว
    • 108MP กล้องหลัก f/1.9
    • 8MP กล้อง Ultra Wide f/2.2 มุมกว้าง 118 องศา
    • 5MP กล้อง macro f/2.4
    • 2MP กล้อง Depth f/2.4
  • กล้องหน้า 16MP f/2.5
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.1, NFC และพอร์ต USB Type-C
  • ระบบปฏิบัติการ Android 11 (MIUI 12)
  • สี : Onyx Gray, Glacier Blue, Gradient Bronze

แกะกล่อง Redmi Note 10 Pro

ก่อนอื่นเรามาเช็กอุปกรณ์ในกล่องกันก่อนว่ารุ่นนี้ให้อะไรเรามาบ้าง ที่หน้ากล่องจะเป็นภาพตัวเครื่องพร้อมชื่อรุ่นระบุไว้ชัดเจนครับ Redmi Note 10 Pro

ส่วนอุปกรณ์ภายในกล่องก็ให้มาครบตามฉบับของ Xiaomi ครับ ยังมีอะแดปเตอร์ชาร์จไวแถมมาให้ในกล่องรวมถึงเคสและฟิล์มกันรอยก็มีติดมาให้ในกล่องเลยด้วย เบ็ดเสร็จแล้วอุปกรณ์ที่ให้มาในกล่องจะมีด้วยกันทั้งหมด 5 อย่างดังนี้ครับ

ดีไซน์สวย หรูเกินราคา

มาต่อกันที่เรื่องดีไซน์ Redmi Note 10 Pro มาพร้อมดีไซน์ที่สวยหรู มีความสะท้อนแวววาวพอสมควร ตัวเครื่องที่เราได้มาเป็นสี Onyx Gray ไล่เฉดสีเทาได้อย่างเนียน บางมุมก็จะออกสีดำไปเลยหรือบางมุมก็จะเป็นเทาเข้ม ๆ มีเสน่ห์ ส่วนวัสดุงานประกอบก็ดีมาก ฝาหลังของรุ่นนี้ใช้กระจก Gorilla Glass 5 แบบโค้ง 3D จับถือแล้วรู้สึกถึงความพรีเมี่ยมไม่ต่างจากรุ่นท็อป ๆ เลยล่ะ

ดีไซน์ของกล้องก็สวยโดดเด่นไม่แพ้กัน ก่อนหน้านี้เราเคยเห็นการวางกล้องเด่น ๆ ไว้ที่ด้านบนไปแล้ว รอบนี้ Redmi Note 10 Pro เพิ่มลูกเล่นกล้องหลักกับกล้อง Ultra Wide วางคู่บน-ล่าง พร้อมเลนส์ 2 ตัวเล็กแทรกตรงกลางได้อย่างโดดเด่น พร้อมกันนี้ยังมีสกรีนคำว่า Ultra Premium อยู่ด้วยครับ

หน้าจอ AMOLED ครั้งแรกของ Redmi Note Series

พลิกกลับมาดูที่ด้านหน้า Redmi Note 10 Pro ทำได้น่าประทับใจไม่แพ้ด้านหลัง เพราะใช้หน้าจอ AMOLED สีสันสวยงามเป็นครั้งแรกของ Redmi Note Series เลยก็ว่าได้ ขนาดหน้าจอใหญ่ถึง 6.67″ ความละเอียด FHD+ แสดงสีสันและความคมชัดได้เป็นอย่างดี

แต่เท่านั้นยังไม่พอเพราะความลื่นไหลในการตอบสนอง Redmi Note 10 Pro ก็ยอดเยี่ยมด้วย refresh rate สูง 120Hz แถมยังมี Touch Sampling rate มากถึง 240Hz ช่วยให้การใช้งานนั้นลื่นไหลมาก ๆ จะไถฝีด เล่นโซเชี่ยลนี่ลื่นมือ ติดใจไปหมดครับ

ดีไซน์หน้าจอของ Redmi Note 10 Pro จะใช้แบบ Dot Display วางตำแหน่งรูกล้องหน้าอยู่ตรงกลาง มีขนาดเล็กเพียง 2.96 มม. ไม่รบกวนสายตาเวลาใช้งานเลย

ตัวหน้าจอของ Redmi Note 10 Pro มาพร้อม Light Sensor แบบ 360 องศา สามารถปรับความสว่างได้แบบยอดเยี่ยม หน้าจอผ่านการรับรองจาก SGS และรองรับการแสดงผลแบบ HDR10 อีกด้วย

ตัวเครื่องบางเฉียบ น้ำหนักก็ดี

มาพูดเรื่องขนาดและน้ำหนักกันบ้าง แม้ Redmi Note 10 Pro จะมีแบตเตอรี่เยอะถึง 5020mAh แต่ตัวเครื่องออกแบบมาได้ดีมาก เพราะบางเพียง 8.1 มม. และยังหนักแค่ 193 กรัมเท่านั้น ช่วยให้เราถือใช้งานได้อย่างสบาย ไม่เมื่อยมือแม้จะใช้งานต่อเนื่องนาน ๆ ครับ

ดีไซน์ด้านบน-ล่างของตัวเครื่องจะมีการตัดเหลี่ยมเพิ่มลูกเล่นในการออกแบบให้มากขึ้น ด้านบนของตัวเครื่องมีลำโพง, ไมโครโฟนตัดเสียงรบกวน, IR Blaster สำหรับใช้งานเป็นรีโมท และที่สำคัญรุ่นนี้ยังมีช่องหูฟัง 3.5 มม. มาให้ใช้งานอยู่ด้วยครับ

ส่วนด้านล่างจะมีไมโครโฟนสำหรับสนทนา, พอร์ตการเชื่อมต่อแบบ USB type-C และลำโพงหลักของตัวเครื่อง ใช่แล้วครับ Redmi Note 10 Pro มาพร้อมลำโพงคู่ Stereo บน-ล่าง ให้เสียงที่มีมิติมากกว่ารุ่นก่อน ๆ ออกซ้าย-ขวาชัดเจนเลยล่ะ

ถาดซิมแบบ Triple Slot รองรับ micro-SD ด้วย

ถาดซิมของ Redmi Note 10 Pro จะอยู่ที่ด้านซ้ายของตัวเครื่อง ที่ถาดซิมจะเป็นแบบ Triple Slot คือรองรับทั้ง 2 ซิมพร้อม micro-SD ได้ด้วยซึ่งรุ่นนี้รองรับสูงสุดถึง 512GB กันเลยทีเดียวครับ

สแกนนิ้วที่ด้านข้างตัวเครื่อง

ส่วนระบบรักษาความปลอดภัยของ Redmi Note 10 Pro จะใช้ระบบสแกนลายนิ้วมือผ่านเซ็นเซอร์บนปุ่ม Power ด้านข้างของตัวเครื่อง แต่รอบนี้ตัวปุ่มถูกออกแบบมาอย่างสวย ไม่ใช่ปุ่มแบบเรียบ ๆ ทั่วไป มีความนูนขึ้นมานิดหน่อยเพิ่มความสวยงามและฟังก์ชั่นการใช้งานที่มากกว่าเดิม ส่วนระบบสแกนใบหน้าก็ยังมีให้ใช้งานเหมือนเดิมครับ

กล้องหลัง 108MP ครั้งแรกบน Redmi Note Series

เข้าสู่เรื่องไฮไลท์ของรุ่นนี้กับกล้องถ่ายรูป Redmi Note 10 Pro อัปเกรดกล้องหลังมาชุดใหญ่ด้วยความละเอียดสูงสุด 108MP ถือเป็นครั้งแรกของ Redmi Note Series เลยก็ว่าได้ที่ให้ความละเอียดมาระดับนี้ แต่ไม่ใช่แค่นี้แล้วจบเพราะยังมีกล้องมาให้ทั้งหมด 4 ตัวมีสเปคคร่าว ๆ ดังนี้ครับ

  • 108MP กล้องหลัก f/1.9
  • 8MP กล้อง Ultra Wide f/2.2 มุมกว้าง 118 องศา
  • 5MP กล้อง macro f/2.4
  • 2MP กล้อง Depth f/2.4

เรียกว่าให้มาค่อนข้างครบเลยทีเดียว ตัวกล้องหลักนั้นโดดเด่นอย่างมาก ได้ความละเอียดมาระดับเดียวกับเรือธงเลยทีเดียว รองรับทั้งเทคโนโลยีการผสานพิกเซลแบบ 9 ต่อ 1 (9-in-1 binning technology) และเทคโนโลยี Dual native ISO ให้รายละเอียดภาพที่ครบถ้วนที่สุด มีรายละเอียดแสงที่โดดเด่นชัดเจน

ในเรื่องฟีเจอร์การใช้งานตัวกล้องจะมี AI Scene มาให้เปิดใช้งาน แนะนำภาพและปรับแต่งตามซีนที่ AI วิเคราะห์ได้ คุณภาพที่สวยคมใช้ได้เลย รายละเอียดในเรื่องสีสันก็สวยงามครับ ตัว AI จัดการภาพได้อย่างดี ภาพอาหารที่ควรสีสดก็สดขึ้นมา ภาพวิวหรือดอกไม้ก็สวยแบบที่คิดไว้ครับ เรียกว่าเปิดใช้งาน AI แล้วเล็งมุมดี ๆ ก็ได้ผลลัพธ์ที่ถูกใจได้ไม่ยากครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องของ Redmi Note 10 Pro

มีโหมด 108MP คมชัดสูงสุด ครอปเฉพาะจุดก็ยังชัด

อย่างที่บอกไปว่ากล้องหลักของ Redmi Note 10 Pro นั้นให้มามากถึง 108MP แต่ในโหมดการใช้งานปกติ ตัวกล้องจะทำการบันทึกไฟล์ความละเอียดที่ 12.5MP เพื่อประหยัดพื้นที่จัดเก็บ แต่ถ้าอยากได้ความละเอียดเต็มถึง 108MP ก็ยังมีโหมด 108MP มาให้เลือกใช้เช่นกัน ซึ่งหากเป็นโหมดนี้เราจะได้คุณภาพที่แท้จริงจากเซ็นเซอร์เลย ทำให้เราสามารถเลือกครอปภาพจากบางส่วนของภาพเต็ม ๆ ได้อย่างไม่เสียรายละเอียด เพราะมันชัดมาก ! แต่…ก็แลกมากับไฟล์ภาพขนาดใหญ่ระดับ 20MB ขึ้นไปแทนล่ะครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด 108MP ของ Redmi Note 10 Pro

กล้องซูมไม่แพ้ใคร

กล้องซูมของ Redmi Note 10 Pro นั้นจะไม่มีติดมาด้วย แต่ด้วยกล้องหลักความละเอียดสูงขนาดนี้ เรายังสามารถซูมแบบ Digital เข้าไปได้ที่ระดับ 2x – 3x ได้แบบไม่เสียรายละเอียดมากนัก เพียงพอต่อการใช้งานทั่วไปแล้ว แต่ถ้าเน้นซูมไปไกลมาก ๆ ระดับ 5x ขึ้นไป รุ่นนี้คงไม่ได้เหมาะมากนักครับ

มุมกว้างเก็บได้ครบด้วยมุม 118 องศา

ส่วนกล้อง Ultra Wide ของ Redmi Note 10 Pro จะมีมุมกว้าง 118 องศา ถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียว เก็บภาพวิวหรือภาพคนในแบบที่กว้างกว่ามุมปกติได้อีกเยอะ แถมยังใช้งานร่วมกับฟีเจอร์ AI Scene ได้ด้วย ไม่ต้องห่วงเรื่องความสวยงามเลยล่ะครับ

ไฟล์ที่ได้จากกล้อง Ultra Wide ถือว่าทำได้ดีเลย แม้มุมมองจะไม่กว้างระดับ 120 องศา แต่ก็เป็นมุมมองที่กว้างแบบไม่ขอบไม่บิดเบี้ยว ทำให้เราเก็บภาพมุมกว้างได้อย่างสวยงามและเป็นธรรมชาติ ตัว AI ก็ช่วยเพิ่มลูกเล่นสีสันและการปรับแต่งให้สวยขึ้นมาอีกหน่อย

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้อง Ultra Wide ของ Redmi Note 10 Pro

กล้อง macro สุดเจ๋ง ได้ระยะความละเอียดเยอะ

กล้องอีกตัวของ Redmi Note 10 Pro ก็คือกล้อง macro ที่ดูจากสเปคแล้วก็เหมือนกล้อง macro ทั่ว ๆ ไป แต่เมื่อเปิดใช้งานจริง เรากลับชอบกว่าที่คิด เพราะกล้องตัวนี้จะได้ระยะซูมเข้าไปประมาณ 2x ให้เราได้ระยะมากกว่าแบบทั่วไป ทำให้การถ่ายภาพในระยะใกล้นั้นง่ายขึ้นไปอีก

และคุณภาพไฟล์ที่ได้ก็ถือว่าดีเลย ทั้งสีสันและความคมชัด อยู่ในเกณฑ์ที่ใช้งานต่อได้ ถ่ายพวกดอกไม้ใกล้ ๆ ได้อย่างคมชัดและเห็นรายละเอียดได้ดี หรือจะเป็นพวกของเล็ก ๆ ที่ต้องการเห็นรายละเอียดใกล้ ๆ ก็ยังไหว กล้องตัวนี้น่าจะเหมาะกับสายส่องพระด้วยเพราะรายละเอียดยังชัดเจนไม่เน้นเฉพาะจุดจนเกินไปเนาะ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้อง macro ของ Redmi Note 10 Pro

ถ่าย Portrait สวยมีกล้อง Depth

และกล้องตัวสุดท้ายคือกล้อง Depth ตรงนี้เราจะไม่ได้ใช้ความสามารถโดยตรงแต่กล้อง Depth นี้จะใช้วัดระยะตื้น-ลึกของแบบและวิเคราะห์ไปใช้ในโหมด Portrait นั่นเอง ซึ่งในโหมด Portrait ของ Redmi Note 10 Pro ก็น่าสนใจมาก เพราะเราสามารถปรับตั้งค่าได้หลายอย่างทั้งค่า f/stop (แบบจำลอง) ที่ให้การละลายฉากหลังในแบบต่าง ๆ เอฟเฟกต์แสงเพิ่มลูกเล่น รวมถึงฟิลเตอร์ที่ช่วยเปลี่ยนโทนภาพไปได้ด้วย

ซึ่งผลลัพธ์ของโหมดนี้ก็ถือว่ายอดเยี่ยม การละลายฉากหลังทำได้ดี ตัว Cinematic Effect ช่วยให้เราได้ภาพในแบบที่แตกต่าง เพิ่มลูกเล่นให้ภาพได้เยอะ รวมถึงฟิลเตอร์ที่ช่วยปรับโทนภาพให้สวยแบบที่ไม่ต้องไปตกแต่งต่อด้วยแอปข้างนอกเลย

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Portrait ของ Redmi Note 10 Pro

Night mode 2.0 ภาพกลางคืนสวย

ในภาพกลางคืน Redmi Note 10 Pro มี Night mode 2.0 มาเพิ่มความสวยงามของภาพกลางคืนให้มากขึ้น ระยะเวลาในการถ่ายก็ไม่นาน เพียงแค่เราถือเครื่องไว้นิ่ง ๆ ไม่กี่วินาทีก็จะได้ภาพกลางคืนที่สวยขึ้นกว่าโหมดปกติมาแล้วครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจาก Night mode 2.0 ของ Redmi Note 10 Pro

ลูกเล่นอื่นอีกเพียบ Photo Clones, Long Exposure

นอกจากนี้ Redmi Note 10 Pro ยังมีลูกเล่นในโหมดกล้องอื่น ๆ อีกเพียบ ที่ช่วยให้เราได้ภาพถ่ายแปลก ๆ แต่วิธีการถ่ายง่าย ๆ ทั้ง Photo Clones ที่ให้เราถ่ายภาพคนคนเดียวให้แยกร่างได้หลาย ๆ คน ตรงนี้ใช้งานได้ทั้งโหมดภาพนิ่งและวิดีโอเลยด้วย

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Photo Clones

หรือจะเป็น Long Exposure โหมดลากไฟแบบง่าย ๆ ที่เราแทบไม่ต้องใช้ความรู้เรื่องกล้องเลย แค่ถือเครื่องไว้นิ่ง ๆ แล้วรอผลลัพธ์เท่านั้น อย่างในภาพตัวอย่างด้านล่าง เราสามารถถ่ายภาพลากไฟเป็นเส้นสวย ๆ ได้ด้วยโหมด Long Exposure หรือจะลากน้ำตกเป็นสายก็ได้ด้วย ทีเด็ดของโหมดนี้ก็คือเราใช้งานได้แม้เวลากลางวัน ซึ่งปกติถ้าเป็นโหมด Manual ก็เราอาจไม่สามารถลากไฟได้ขนาดนี้เลยด้วย

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Long Exposure

วิดีโอสูงสุดที่ 4K 30fps

ส่วนเรื่องวิดีโอ Redmi Note 10 Pro สามารถบันทึกได้สูงสุดที่ 4K 30fps แต่จะถูกล็อกไว้เฉพาะกล้องหลักเท่านั้นที่ถ่ายได้บทความละเอียดนี้ ถ้าเราใช้กล้อง Ultra Wide จะถูกปรับกลับมาที่ 1080p 30fps แทนครับ มีฟีเจอร์ Steady Video ใช้ EIS ในการกันสั่นเพิ่มความนิ่งให้กับภาพวิดีโอได้อีกชั้น

ส่วนลูกเล่นเสริมอย่าง Clones หรือ Dual Video ก็มีให้เลือกใช้งานเช่นกัน เพิ่มความสนุกในการถ่ายวิดีโอได้อีกครับ

กล้องหน้า 16MP เซลฟี่สวย

Redmi Note 10 Pro มาพร้อมกล้องหน้าความละเอียด 16MP เซลฟี่ได้สวยงาม มีโหมด Beautify, ฟิลเตอร์ รวมถึง Portrait ให้เลือกใช้ด้วย คุณภาพกำลังดีเลย สายสวยหน้าใสชอบแน่นอนครับกล้องหน้าของรุ่นนี้

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้าของ Redmi Note 10 Pro

สเปคเร็วแรงเล่นเกมตอบโจทย์

มาต่อในเรื่องสเปคการใช้งาน Redmi Note 10 Pro มาพร้อมกับหน่วยประมวลผล Snapdragon 732G แรม 6GB/8GB รอม 128GB เรียกว่าเยอะเพียงพอต่อการใช้งาน ทั้งทั่วไปหรือจะเล่นเกมหนัก ๆ ก็หายห่วงครับ รุ่นที่เราได้มารีวิวนี้เป็นรุ่นแรม 6GB + 128GB ประสิทธิภาพในการใช้งานลื่นไหลดี ทดสอบคะแนนผ่าน AnTuTu แล้วได้ออกมาที่ 280133 คะแนน ถือว่าไม่ธรรมดาเลยสำหรับรุ่นราคาไม่ถึงหมื่นบาทแบบนี้

ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้วขอทดสอบเกมไปด้วยเลยดีกว่า เกมที่เราเลือกมาทดสอบเจ้า Redmi Note 10 Pro ในครั้งนี้จะเป็นเกมยิง 2 เกมฮิตอย่าง PUBG Mobile และ Call of Duty Mobile ครับ

เล่น PUBG Mobile บน Redmi Note 10 Pro

สำหรับ PUBG Mobile นั้นเราสามารถปรับกราฟิกได้ที่ระดับ HD พร้อมกับเฟรมเรตระดับ High ถือว่าสวยเพียงพอต่อการเล่นแล้วล่ะเนาะ ตัวเกมทำได้ลื่นไหลดี ไม่เจออาการเฟรมเรตตกให้เห็น กราฟิกในเกมก็สวยงามกำลังดี ตัวหน้าจอขนาดใหญ่พร้อม Touch Sampling rate สูง 240Hz ช่วยให้การตอบสนองการสัมผัสหน้าจอเวลาเล่นเกมแบบนี้ได้ดี แตะเป็นยิง แม่นยำไปหมด

เล่น Call of Duty Mobile บน Redmi Note 10 Pro

ส่วน Call of Duty เราสามารถปรับกราฟิกกับเฟรมเรตได้สูงถึงระดับ Very High เลย เปิดตัวพิเศษอย่างลบรอยหยัก real-time Shadows ก็ได้ด้วย ทำให้เราได้ภาพกราฟิกที่สวยสมจริง เฟรมเรตในเกมทำได้ดีเลย เท่าที่เล่นแบบจริงจัง ยังไม่เจอจังหวะที่กระตุกจนเห็นได้ชัด เล่นได้ลื่น ๆ ตัวลำโพงที่ให้มาแบบ Stereo คู่ช่วยให้เราได้รับเสียงที่ชัดเจนแบบแยกซ้าย-ขวาเลย รู้ทิศทางของกระสุนและศัตรูได้ดีกว่าแบบ mono เยอะครับ

ซอฟต์แวร์ลื่น ๆ กับ MIUI 12

มาต่อในเรื่องซอฟต์แวร์ Redmi Note 10 Pro ใช้ MIUI 12 ที่ครอบทับอยู่บน Android 11 เรียกว่าตัวล่าสุดตอนนี้แล้ว ในเรื่องการใช้งานทำได้ลื่นไหล มีฟีเจอร์ในการปรับแต่งที่หลากหลาย ชอบอนิเมชั่นของ UI ที่มีลูกเล่นตลอด จะเข้า-ออกแอป หรือลบแอปจะมีเอฟเฟกต์ออกมาอย่างต่อเนื่องเลยครับ

มี Dark mode ให้เลือกปรับใช้งาน ถนอมสายตาด้วย จะเลือกเปิดแบบตลอดหรือเลือกเปิดแบบตั้งเวลาก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ในแอปหลัก ๆ ก็จะมีการปรับโทนสีให้เข้ากับ Dark mode ด้วยเพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

แบตเตอรี่อึดสะใจ

ปิดท้ายที่เรื่องแบตเตอรี่ Redmi Note 10 Pro นั้นให้แบตเตอรี่มาเยอะถึง 5020mAh เรียกว่าเยอะจุใจกันไปเลย เท่าที่เราลองใช้งานมาจริง ๆ บอกเลยว่าอึดมาก ถ้าใช้งานทั่วไปนี่อยู่ได้ 2 วันสบาย ๆ แต่ถ้าเล่นหนักจริง ๆ ก็ยังเอาอยู่ตลอดทั้งวัน ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องคอยพกพาวเวอร์แบงค์ติดตัวไปด้วยเลยครับ

ชาร์จไว 33W

แต่ถ้าแบตฯจะหมดจริง ๆ ก็ไม่ต้องห่วงครับ รุ่นนี้มาพร้อมระบบชาร์จไวสูงสุดถึง 33W เห็นแบตฯเยอะ ๆ แบบนี้ชาร์จเพียง 30 นาทีได้แบตฯกลับมา 59% แล้ว เรียกว่าเล่นไปได้อย่างจุใจ ถ้าจะหมดค่อยชาร์จปรู๊ดเดียวก็กลับมาแล้วล่ะครับ ถูกใจมาก

สรุป “นี่คือสมาร์ทโฟนรุ่นกลางที่ฟีเจอร์เกินราคามาก ๆ”

สรุปแล้ว Redmi Note 10 Pro ก็ถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นกลางที่ครบเครื่องและให้ฟีเจอร์มาเยอะมาก ๆ เรียกว่าความสามารถเกินราคาสุด ๆ ทั้งหน้าจอ AMOLED 120Hz, กล้องหลัง 108MP ลูกเล่นเพียบ, หน่วยประมวลผล Snapdragon 732G ตอบโจทย์การใช้งานได้เป็นอย่างดี, แบตเตอรี่จุใจ 5020mAh ใช้งานได้ยาวนานไม่ต้องกังวล เรียกว่าครบทุกความต้องการของคนที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนสเปคจัดเต็มแต่ราคาเอื้อมถึงอยู่เลยล่ะครับ ส่วนจุดสังเกตก็คงเป็นเรื่อง 5G ที่รุ่นนี้ยังไม่รองรับ ได้แค่ 4G ไปก่อนเนาะ ถ้าใครไม่ได้แคร์จุดนี้ เชียร์รุ่นนี้มาก ๆ เพราะครบจบจริง ๆ ครับ !

ราคา Redmi Note 10 Pro

Redmi Note 10 Pro มีให้เลือก 3 สีคือ Onyx Gray, Glacier Blue และ Gradient Bronze มีให้เลือก 2 ความจุคือ 6GB + 128GB และ 8GB + 128GB สนนราคาดังนี้ครับ

  • Redmi Note 10 Pro [6GB + 128GB] ราคา 8,499 บาท
  • Redmi Note 10 Pro [8GB + 128GB] ราคา 8,999 บาท

โดย Redmi Note 10 Pro จะเริ่มวางจำหน่ายทางการในวันที่ 5 เมษายนนี้ครับผม

จุดเด่น

  • หน้าจอ AMOLED 6.67″ refresh rate 120Hz
  • กล้องหลัง 4 ตัว ความละเอียดสูงสุด 108MP ลูกเล่นเพียบ
  • หน่วยประมวลผล Snapdragon 732G ทำงานลื่นไหล
  • แบตเตอรี่จุใจ 5020mAh
  • รองรับชาร์จไว 33W

จุดสังเกต

  • ไม่มีหูฟังแถมมาในกล่อง
  • ไม่รองรับ 5G
Advertisement
Click to comment

You must be logged in to post a comment Login

Leave a Reply

Featured

รีวิว OPPO A94 “ใช้ชีวิตให้เต็มสปีด” ทั้งชาร์จไว 30W และถ่ายภาพในราคาเพียง 9,499 บาท

Published

on

By

OPPO A94 ตัวท็อปจาก​ OPPO A-Series มาพร้อมสโลแกน “ใช้ชีวิตให้เต็มสปีด” มีจุดเด่นที่น่าสนใจมากมาย ทั้งระบบชาร์จไว 30W VOOC Flash Charge 4.0 กล้องหลัง AI Quad Camera ลูกเล่นเพียบ AI Color Portrait Video, Dual-view Video, Dynamic Bokeh หน้าจอ AMOLED 6.43” ด้วย

วันนี้ทีมงาน iphone-droid.net ขอมารีวิวให้ชมกันสักหน่อย ว่าจะน่าใช้แค่ไหนเนาะ มาเริ่มกันเลย !

สรุปสเปค OPPO A94

  • ขนาดตัวเครื่อง : 160.1 x 73.2 x 7.8 มม.
  • น้ำหนัก : 172 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Single Punch-hole Display ชนิด AMOLED ขนาด 6.43 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) สัดส่วนพื้นที่หน้าจอ 90.8% และอัตราส่วน 20:9
  • หน่วยประมวลผลแบบ MediaTek Helio P95 ความเร็ว 2.2GHz (12nm)
  • RAM : 8GB
  • ROM : 128GB เพิ่ม MicroSD Card สูงสุด 256GB
  • แบตเตอรี่ : 4310mAh
  • ระบบชาร์จ : 30W VOOC Flash Charge 4.0
  • กล้องหลัง 4 ตัว AI Quad Camera
    • 48MP กล้องหลัก f/1.7
    • 8MP กล้อง Ultra wide angle มุมกว้าง 119 องศา f/2.2 
    • 2MP กล้อง macro f/2.4
    • 2MP กล้อง mono f/2.4
  • กล้องหน้า In-display Selfie ความละเอียด 32MP f/2.4
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.1 และพอร์ต USB Type-C
  • ระบบปฏิบัติการ Android 11 ครอบทับด้วย ColorOS 11.1

แกะกล่อง

OPPO A94 มาพร้อมกล่องขนาดมาตรฐานของ OPPO รอบนี้ใช้โทนสีฟ้ามีโลโก้ A และชื่อรุ่นเด่น ๆ ชัดเจนแต่ไม่มีภาพประกอบของตัวเครื่องอยู่ที่หน้ากล่อง ด้านหลังของตัวกล่องจะมีไฮไลท์เด่น 4 อย่างและรายละเอียดสีสันของเครื่องที่อยู่ในกล่องก็จะอยู่ที่ด้านหลังด้วยครับ

อุปกรณ์ภายในกล่องของ OPPO A94 ก็ให้มาครบพร้อมใช้เลยครับประกอบด้วย 6 อย่างดังนี้

  1. ตัวเครื่อง OPPO A94
  2. อะแดปเตอร์ชาร์จไว 30W VOOC Flash Charge 4.0
  3. สาย USB type-C
  4. เคสซิลิโคนใส
  5. เข็มจิ้มถาดซิม
  6. คู่มือการใช้งาน

ดีไซน์สวย ดูพรีเมี่ยม ไล่เฉดดึงดูทุกสายตา

ได้เวลายลโฉม OPPO A94 กันแล้วครับ รุ่นนี้มีให้เลือก 2 สีคือสีม่วง Fantastic Purple และสีดำ Fluid Black แน่นอนว่าเครื่องที่เราได้มารีวิวเป็นสีม่วง Fantastic Purple ไล่เฉดสวยงามมาก เป็นครั้งแรกของ OPPO ที่ใช้กระบวนการเคลือบสีแบบ Liquid Crystal ที่ช่วยให้การไล่เฉดสีดูมีมิติอย่างมาก

สีม่วงของรุ่นนี้ไม่ใช่สีม่วงทั้งฝาหลังเพราะจะมีการเล่นเฉดจากสีม่วงลงไปถึงสีเขียวที่ละเอียดอ่อนคล้ายแสงออโรร่าซึมผ่านสีม่วงอีกที ส่วนผิวสัมผัสของฝาหลังจะเป็นแบบมันวาวดูพรีเมี่ยมเอามาก ๆ แต่ก็แอบมีจุดสังเกตเล็ก ๆ คือฝาหลังแบบนี้เก็บรอยนิ้วมือค่อนข้างง่ายเลยแหละ แต่ในการใช้งานจริงเชื่อว่าหลายคนคงใส่เคสอยู่แล้ว เลยไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรเนาะ

บางเบาน่าสัมผัส

อีกเรื่องที่ OPPO A94 ทำได้ดีมากก็คือขนาดและน้ำหนักครับ รุ่นนี้มาพร้อมความบางเพียง 7.8 มม. เบาแค่ 172 กรัม จับถือแล้วรู้เลยว่าตัวเครื่องบางเฉียบจริง ๆ แต่ขอบเครื่องและความโค้งของฝาหลังก็ช่วยให้ตัวเครื่องจับได้ถนัดมือแม้จะบางและเบาขนาดนี้ก็ตาม ตัวเลนส์กล้องก็ไม่ได้นูนออกมาจากตัวเครื่องมากนัก รวม ๆ ในเรื่องขนาดก็เลยเป็นความเพรียวบางแบบที่จับต้องได้จริง ๆ 

หน้าจอ AMOLED Punch-hole Display

พลิกกลับมาดูที่ด้านหน้า OPPO A94 มาพร้อมหน้าจอ AMOLED ขนาด 6.43” พร้อมดีไซน์แบบ Single Punch-hole Display ขนาดเล็ก 5.69 มม. ไม่กวนสายตาเวลาใช้งาน ใข้พื้นที่หน้าจอเยอะถึง 90.8% เรียกว่าพื้นที่ด้านหน้าส่วนใหญ่นั้นเป็นหน้าจอแบบเต็ม ๆ เลยล่ะครับ

ในเรื่องการแสดงผล ด้วยความเป็นจอ AMOLED ความละเอียด FHD+ ก็ช่วยให้สีสันและความคมชัดบนหน้าจอนั้นสูงมาก เอามาดูหนังหรือเล่นเกมนี่ฟินแน่นอนครับ มิติภาพและการสู้แสงก็ดีจริง ๆ นอกจากนี้ OPPO A94 ยังมีฟีเจอร์ AI Eye Comfort ที่รวมเอาเทคโนโลยี Sunlight screen และ Moonlight screen มารวมกันทำให้ใช้งานได้อย่างสบายตาตลอดทั้งวันอีกด้วยครับ

และแน่นอนว่าการใช้หน้าจอ AMOLED แบบนี้ก็สามารถซ่อนเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือไว้บนหน้าจอได้ด้วย บน OPPO A94 เป็น In-Display Fingerprint 3.0 ด้วย เพิ่มความแม่นยำและความรวดเร็วในการแตะสแกนเข้าไปอีก

รอบ ๆ ตัวเครื่องยังคงวางปุ่มกดและพอร์ตการเชื่อมต่อไว้ที่มุมมาตรฐานของ OPPO เหมือนเดิม ที่ด้านขวามีปุ่ม Power วางตำแหน่งไว้ที่นิ้วโป้งพอดี ส่วนปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงจะอยู่ฝั่งซ้าย กดได้ง่ายเหมือนกัน

ช่องใส่ซิมของรุ่นนี้จะอยู่ที่มุมซ้ายเหนือปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงนี่แหละ ถาดซิมเป็นแบบ Triple Slot ใส่ได้ทั้ง 2 ซิมและ micro-SD การ์ดเลยครับ

ด้านบน-ล่างของตัวเครื่องก็จะมีความโค้งมนเล็ก ๆ ให้ตัวเครื่องดูน่าจับถือขึ้นมาอีก มีไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนอยู่ด้านบน ส่วนด้านล่างมีไมโครโฟนสนทนา พอร์ตการเชื่อมต่อหลัก USB type-C ช่องหูฟัง 3.5 มม. และลำโพงหลักของตัวเครื่องครับ

ใช้ ColorOS 11.1 บน Android 11

สำหรับซอฟต์แวร์ OPPO A94 ใช้ระบบปฏิบัติการ Android 11 ที่ครอบทับด้วย ColorOS 11.1 ในเรื่องความลื่นไหลต้องบอกว่าดีมาก พักหลัง OPPO มีการปรับพวก UI ให้คลีนและน่าใช้งานมากขึ้นเยอะ มีการจัดสรรสเปคให้เข้ากับแอปที่จะใช้งานด้วย System Performance Optimizer

การปรับแต่งก็หลากหลาย ทั้งการปรับรูปแบบไอคอน สีสันของระบบ ธีม อนิเมชั่นสแกนลายนิ้วมือ ฟอนต์ รวมถึง Dark mode ด้วย ซึ่งตัว Dark mode ของ ColorOS 11.1 เรายังสามารถปรับได้ 3 ระดับได้แก่ Enhanced, Medium หรือ Gentle

ประสิทธิภาพและการเล่นเกม

เข้าสู่เรื่องประสิทธิภาพกันบ้าง OPPO A94 มาพร้อมหน่วยประมวลผล MediaTek Helio P95 พร้อมความจุ 8GB + 128GB ถือว่าเป็นสเปคมาตรฐานที่ใช้งานได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานทั่วไปเล่นโซเชี่ยล เข้าเว็บ ดู YouTube ก็สบายใจได้ ผลทดสอบประสิทธิภาพคร่าว ๆ จาก GeekBench 5 ก็ออกมาที่ Single-core 396 คะแนนและ Multi-core 1481 คะแนนครับ

รู้คะแนนคร่าว ๆ ไปแล้ว ก็มาทดสอบเล่นเกมกันเลยดีกว่า OPPO A94 มาพร้อมฟีเจอร์ Game Space แอปที่ช่วยจัดการประสิทธิภาพการเล่นเกมให้ยอดเยี่ยมที่สุด โดยจะมีการเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องรวมถึงเครือข่าย ปิดการแจ้งเตือนที่ไม่สำคัญขณะเล่นเกมให้ด้วย นอกจากนี้ในแอปนี้เรายังสามารถเลือกโหมดได้ 3 แบบคือ Low Power mode (โหมดกำลังไฟฟ้าต่ำ) Banlanced mode (โหมดสมดุล) และ Competition mode (โหมดแข่งขัน)

ซึ่งฟีเจอร์ดังกล่าวเราสามารถตั้งค่าเพิ่มเติมได้จากในเกมได้เช่นกัน ขณะที่เราเล่นเกมอยู่เราสามารถเลื่อนแถบเล็ก ๆ สีเขียวที่มุมจอเพื่อเรียกเมนู Game Space ขึ้นมาแล้วดูรายละเอียดการใช้พลังงานของตัวเครื่อง fps ขณะที่เล่นอยู่ ปรับโหมดหรือปิดการแจ้งเตือนต่าง ๆ ได้ด้วยครับ

ทดสอบการเล่นเกม

แน่นอนว่าเราอยากเห็นประสิทธิภาพที่แท้จริงของ OPPO A94 ในการทดสอบเล่นเกมนี้เราจึงเปิดโหมด Competition หรือโหมดแข่งขันไปเลย และเกมที่เราจะใช้ทดสอบในรอบนี้คือ Asphalt 9, ROV, Call of Duty และ Crash Bandicoot On the Run ครับ

เล่น Asphalt 9 บน OPPO A94

เริ่มที่เกมแข่งรถสุดฮิตอย่าง Asphalt 9 เกมนี้เน้นไปที่ภาพกราฟิกสวยงามและการควบคุมด้วยการเอียงเครื่องเป็นหลัก กราฟิกในเกมสวยงาม แสดงผลได้อย่างคมชัดมีฉากเรนเดอร์ช้าบ้างแต่ไม่เป็นปัญหาในการเล่นครับ เฟรมเรตในเกมนิ่งใช้ได้เลย ไม่มีอาการหน่วงหนัก ๆ ให้เห็นครับ

เล่น ROV บน OPPO A94

ต่อมากับเกม ROV อันนี้เราสามารถปรับค่ากราฟิกได้เยอะเลย เท่าที่เราลองปรับ HD Display ได้ระดับสูงสุด, Display Quality ได้ระดับ 4/5 รองรับเฟรมเรตสูงด้วย เท่าที่เล่นมาจริง ๆ ถือว่าทำได้ดีเลยครับ เฟรมเรตอยู่ระดับ 58 – 61fps เลย ไม่มีอาการเฟรมเรตตกให้เห็น หน้าจอขนาดใหญ่ของรุ่นนี้ช่วยให้การเล่นเต็มตาดีจริง ๆ

เล่น Call of Duty บน OPPO A94

และเกมยิงสุดฮิตอย่าง Call of Duty ก็ให้เราปรับกราฟิกกับเฟรมเรตได้ที่ระดับ High ทั้งคู่ เพียงพอต่อการเล่นแบบจริงจังแล้วล่ะครับ เท่าที่เราเช็กจาก Game Space เฟรมเรตจะอยู่ที่ 45fps ครับ ถือว่าเล่นได้อย่างลื่นไหลแล้ว ตัวหน้าจอ AMOLED นั้นตอบสนองต่อการสัมผัสได้ดี เรียกว่าเล่นได้ลื่นไหลไม่ขัดใจครับ OPPO A94

เล่น Crash Bandicoot On the Run บน OPPO A94

ปิดท้ายที่เกมวิ่งเกมใหม่อย่าง Crash On the Run ตัวเกมไม่มีการตั้งค่ากราฟิกให้เลือกปรับ แต่เท่าที่สังเกตกราฟิกในเกมจะอยู่ในระดับกลาง มีพวกเงาที่อาจจะไม่สวยงามมาก แต่โดยรวมถึงว่าภาพสวยใช้ได้เลย เท่าที่เล่นจริง ๆ ตัวเกมรันได้สูงสุดถึง 61fps เลย ความลื่นไหลทำได้ดีครับ มีจังหวะเฟรมตกบ้างตอนสลับกลับมาหน้าเมนูในเกม ซึ่งไม่ได้มีผลตอนเล่นครับ

โดยรวมในเรื่องการเล่นเกม OPPO A94 ถือว่าทำได้ดีกว่าที่คิดครับ แม้หน่วยประมวลผลจะเป็นซีรีส์ P ของ MediaTek ก็ตาม แต่ในเกมฮิต ๆ อย่าง ROV หรือ Call of Duty ก็สามารถปรับกราฟิกไปได้ระดับสูง เล่นได้อย่างลื่นไหล ไม่ติดขัดเลย ถ้าเคยมองว่าชิป MediaTek ไม่เหมาะกับการเล่นเกม เราว่าคุณต้องคิดดูใหม่แล้วล่ะครับ !

แบตเตอรี่เยอะใช้งานได้นาน

เห็นตัวเครื่องบางเฉียบแบบนี้แต่เรื่องแบตเตอรี่ OPPO A94 ก็ไม่ธรรมดานะครับ ให้ความจุมาที่ 4310mAh เยอะพอจะใช้งานได้ทั้งวันแบบไม่ต้องกังวล เท่าที่ลองใช้งานมาจริง ๆ จะเล่นเกมหรือถ่ายรูปจริงจังก็เอาอยู่ครับรุ่นนี้

รองรับชาร์จไว 30W VOOC Flash Charge 4.0

แต่ถ้าเล่นจนหมดจริง ๆ ก็ไม่ต้องห่วงเลยเพราะ OPPO A94 มีระบบชาร์จไว 30W VOOC Flash Charge 4.0 มาให้ ชาร์จได้อย่างรวดเร็ว OPPO เคลมว่าจาก 0 -100% ในเวลาเพียง 56 นาทีเท่านั้น

เท่าที่เราลองชาร์จจริง ๆ ก็เรียกว่าได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับที่ OPPO เคลมไว้จริง ๆ ครับ เริ่มชาร์จจาก 10% ตอน 15.30 น. จนถึง 16.20 น. แบตเตอรี่ก็เต็มแล้วเรียกว่าเร็วสุด ๆ 

หรือถ้ามีเวลาไม่มากแต่ต้องใช้งานแบบด่วน ๆ เพียงแค่เราชาร์จสัก 5 นาทีก็สามารถใช้งานต่อเนื่องได้เป็น ชั่วโมงแล้วครับ จะโทรศัพท์คุยก็ได้กว่า 3.2 ชม. ดู YouTube ได้ 2.9 ชม. หรือจะเล่น IG ก็ได้ 1 ชม. เลย ไม่พลากทุกการใช้งานจริง ๆ ใช่ไหมล่ะครับ

AI 4 กล้องหลังความละเอียดสูงสุด 48MP

มาปิดท้ายกันที่เรื่องกล้อง OPPO A94 มาพร้อมกล้องหลัง AI 4 กล้องหลัง จัดเต็มด้วยความละเอียดสูงสุด 48MP มีสเปคกล้องคร่าว ๆ ดังนี้ครับ

  • 48MP กล้องหลัก f/1.7
  • 8MP กล้อง Ultra wide angle มุมกว้าง 119 องศา f/2.2 
  • 2MP กล้อง macro f/2.4
  • 2MP กล้อง mono f/2.4 

ถ่ายภาพได้สนุกในทุกโหมด

เริ่มที่เรื่องไฮไลท์ที่ OPPO เก่งมาตลอดกับ Portrait ที่รอบนี้ขนฟีเจอร์มาเพียบบน OPPO A94 ทั้ง AI Color Portrait, AI Color Portrait Video, Night Flare Portrait, Dual-view Video จาก OPPO Reno5 แถมยังมีลูกเล่นใหม่อย่าง Dynamic Bokeh เพิ่มเข้ามาอีก ช่วยให้เราถ่าย Portrait ได้อย่างสนุกมากขึ้น

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Portrait ของ OPPO A94

โหมด Auto ใช้งานง่ายมี AI Scene Enhancement 2.0

OPPO A94 ได้กล้องหลังมาพร้อมใช้งานมาก ๆ ในเรื่องซอฟต์แวร์ก็ยังมี AI Scene Enhancement 2.0 มาคอยจัดการให้เราได้ภาพที่สวยคมชัดแบบไม่ต้องตกแต่งอะไรเพิ่มเติม แบบที่เรียกว่าถ่ายปุ๊บก็สวยปั๊บ จบหลังกล้องไปได้เลย ซึ่งในโหมด Auto หรือ Photo แบบค่าเริ่มต้นจะเป็นการประมวลผลภาพรวมพิกเซลแบบ 4 in 1 จากความละเอียดเต็ม 48MP มาเป็น 12MP ครับคุณภาพจากกล้องหลักก็ทำได้ดีครับ ความคมชัดและสีสันทำได้ดีตามที่ AI Scene Enhancement จัดให้ การจัดการซีนก็ถือว่าวิเคราะห์ได้เร็วเลย

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องของ OPPO A94

โหมด 48MP ก็มี

อย่างที่บอกไปว่าในโหมด Photo ปกติ กล้องของ OPPO A94 จะถ่ายมาเป็นความละเอียด 12MP ที่เพียงพอต่อการใช้งานทั่วไปแล้ว แต่ถ้าเราอยากได้ความละเอียดเต็ม 48MP เลยก็ทำได้ด้วย ให้เลือกจากมุมของหน้าจอลากลงมาแล้วเปิด 48MP เท่านี้เราก็จะได้ภาพความละเอียดเต็มแล้ว ซึ่งถามว่า 48MP นี่ชัดแค่ไหน ลองดูตัวอย่างจากภาพที่เราครอปมาให้ดูกันเลย คมมาก !

Ultra wide angle มุมกว้าง 119 องศา

ส่วนกล้อง Ultra wide angle ของ OPPO A94 จะมีมุมกว้าง 119 องศา ช่วยให้เราถ่ายภาพวิวได้กว้างมากขึ้น หรือจะประยุกต์ใช้กับการถ่ายคนให้ขายาวก็ได้ คุณภาพของกล้องตัวนี้ก็ทำได้ดีครับ เก็บแสงและรายละเอียดของภาพมาใช้ได้เลย

macro เข้าใกล้ได้อีก

กล้อง macro ก็ใส่มาให้ด้วย เราสามารถถ่ายภาพวัตถุใกล้ ๆ ได้มากกว่าจากกล้องปกติ ช่วยให้ได้รายละเอียดของวัตถุในระยะประชิดได้ดีขึ้นไปอีกครับ

Ultra Night mode พร้อม Night Plus

โหมดกลางคืน OPPO A94 ยังได้ Ultra Night mode เทพ ๆ ที่ช่วยให้เราถ่ายภาพกลางคืนออกมาสวย ๆ เหมือนเคย แต่รอบนี้เพิ่มลูกเล่นฟิลเตอร์ Night Plus ช่วยให้เราได้ถ่ายภาพกลางคืนได้แตกต่างจากเดิม โดยมีให้เลือก 3 แบบประกอบด้วย

  • Cosmopolitan เพิ่มโทนสีทองอันอบอุ่นและสบายตาโดยใช้ถ่ายภาพเมือง ยามค่ำคืน
  • Astral การสาดสีเขียวฟ้า ส้ม และเหลืองเพื่อเพิ่มความโดดเด่นให้กับ ท้องฟ้ายามค่ำคืนและทิวทัศน์ของเมืองยามเย็น
  • Dazzle เพิ่มแสงไฟระยิบระยับจากอาคารและทิวทัศน์ยามค่าคืนให้โดดเด่น มากยิ่งขึ้น
Normal
Cosmopolitan
Astral

เซลฟี่สวยด้วยกล้องหน้า 32MP และ AI Beautification 2.0

ปิดท้ายเรื่องกล้องด้วยกล้องหน้า OPPO A94 มาพร้อมกล้องหน้า 32MP ถ่ายภาพออกมาสวยคมชัดแน่นอน แถมยังมี AI Beautification 2.0 เข้ามาจัดการเรื่องความสวยเนียนของใบหน้า ปรับแต่งสีสันของริมฝีปากได้อย่างชาญฉลาด รวมถึงยังตกแต่งเอฟเฟกต์การตกแต่งใบหน้าให้เหมาะสมกับเพศและอายุของแต่ละคนได้ด้วย

สรุป “นี่คือสมาร์ทโฟนต่ำหมื่นที่ให้คุณใช้ชีวิตได้เต็มสปีดจริง ๆ”

สรุปแล้ว OPPO A94 ก็เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นต่ำหมื่นที่ช่วยเติมเต็มในเรื่องสปีดได้อย่างครบถ้วนจริง ๆ เพราะได้ระบบชาร์จไว 30W VOOC Flash Charge 4.0 ที่เร็วและปลอดภัย ใช้งานมาหนักแค่ไหนขอแค่เวลาไม่นานก็ชาร์จกลับขึ้นมาแล้ว หน่วยประมวลผล Helio P95 ก็เร็วตอบโจทย์การใช้งานไม่น้อย จะเล่นเกม เล่นโซเชี่ยลไม่ติดขัด ใช้หน้าจอ AMOLED 6.43” สวยคมชัดแถมยังได้ซอฟต์แวร์ ColorOS 11.1 ที่ทำงานได้อย่างลื่นไหลอีกต่างหาก เรื่องกล้องก็ขนฟีเจอร์เด่น ๆ ของรุ่นพี่มาครบทั้ง AI Color Portrait, Dual-view Video และอีกเพียบ มีดีไซน์ตัวเครื่องที่สวยงามและสะดุดตาเครื่องสี Fantastic Purple ที่เราได้มารีวิวต้องบอกเลยว่าเป็นสีม่วงที่สวยมาก ๆ สีหนึ่งที่เราเคยเห็นเลยล่ะ ส่วนจุดสังเกตของรุ่นนี้ก็พอมีบ้างคือเรื่องฝาหลังที่ติดรอยนิ้วมือค่อนข้างง่ายกับ refresh rate หน้าจอที่ยังเป็นแค่ 60Hz นี่แหละเนาะ ถ้ารับ 2 เรื่องนี้ได้ ก็จัดเลยรุ่นนี้คุ้มจริง ๆ ครับ !

OPPO A94 ราคา 9,499 บาท

OPPO A94 วางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ OPPO Brand Shop ในราคา 9,499 บาท พร้อมโปรโมชั่นแพ็คคู่สุดคุ้มเมื่อซื้อคู่กับ OPPO Band จากปกติ 1,199 บาทเหลือเพียง 999 บาท และพิเศษเมื่อซื้อกับโอเปอเรเตอร์ทั้ง 3 ค่ายเริ่มต้นเพียง 4,989 บาท

จุดเด่น

  • หน้าจอ AMOLED 6.43” สีสันสวยคมชัด
  • บอดี้งานประกอบดี ฝาหลังสีสวยมาก
  • ตัวเครื่องบางเบาน่าใช้งาน
  • รองรับระบบชาร์จไว 30W VOOC Flash Charge 4.0
  • ฟีเจอร์กล้องให้มาเพียบ ไม่มีกั๊ก

จุดสังเกต

  • ฝาหลังเก็บรอยนิ้วมือค่อนข้างง่าย
  • refresh rate หน้าจอยังเป็นแค่ 60Hz

Continue Reading

Featured

5 เรื่องลับที่คุณอาจยังไม่เคยรู้ของ “HUAWEI FreeBuds 4i” ทำไมจึงได้ชื่อว่าเป็นหูฟัง TWS คุณภาพจัดเต็มในราคาโดนใจที่ใครก็เป็นเจ้าของได้

Published

on

HUAWEI FreeBuds 4i

ระยะหลังมานี้เทรนด์การใช้หูฟังแบบ “TWS” หรือ “True Wireless Stereo” เริ่มฮิตติดตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะความเบาสบาย สวมใส่ง่าย และพกพาสะดวก ซึ่งหูฟังมีสายแบบเดิมๆ ทำไม่ได้นั่นเอง นอกจากนี้เทคโนโลยีที่พ่วงมากับหูฟัง TWS ยังได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านคุณภาพเสียง ฟีเจอร์การใช้คุยโทรศัพท์ รวมไปถึงเทคโนโลยีการตัดเสียงรบกวนที่มีผลอย่างมากต่อประสบการณ์การฟังเพลงที่ลื่นไหลสบายอารมณ์ จึงเป็นไปได้ว่าหูฟังที่เพิ่งซื้อมาใช้เมื่อปีสองปีที่แล้วก็อาจเริ่มตกรุ่นจนโดนทิ้งห่างในด้านเทคโนโลยีและคุณภาพเสียงแบบต่างกันชนิดหน้ามือเป็นหลังมือซะแล้ว

หากคุณอยู่ในอารมณ์ที่กำลังอยากถอยหูฟัง TWS ตัวใหม่ เพื่อประสบการณ์การฟังเพลงที่ดีขึ้น (หรืออาจเพราะหูฟังที่ใช้อยู่กำลังจะพังมิพังแหล่) แต่ในขณะเดียวกันก็อยากได้หูฟังที่ดีในงบประมาณที่คุ้มค่า ลองมาทำความรู้จักกับหูฟัง “HUAWEI FreeBuds 4i” ที่เพิ่งเปิดตัวไปสดๆ ร้อนๆ กันดูหน่อยไหม เพราะนอกจากเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนแบบ Active Noise Cancellation คุณภาพเสียงที่ชัดใส และแบตเตอรี่สุดอึดแล้ว หูฟังน้องใหม่ตัวนี้ยังอัดแน่นด้วยคุณสมบัติลับๆ ที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้ แถมวางจำหน่ายในราคาไม่ถึงสามพันด้วยซ้ำ

HUAWEI FreeBuds 4i

1. แค่เปิดฝาเคส ก็ปรากฎหน้าต่าง Pop-up ตรวจจับการเชื่อมต่ออัตโนมัติ

เอ็กซ์คลูซีฟสำหรับผู้ใช้อีโคซิสเต็มของหัวเว่ย ใครที่ใช้สมาร์ทโฟนหรือสมาร์ทดีไวซ์ของหัวเว่ยที่มี EMUI 10.0 ขึ้นไป จะได้รับความสะดวกสบายเป็นพิเศษ เพราะแค่เปิดฝาเคส HUAWEI FreeBuds 4i สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตของคุณก็จะตรวจจับได้อัตโนมัติว่ามีเจ้าหูฟังในอีโคซิสเต็มเดียวกันนี้อยู่ใกล้ๆ พร้อมปรากฎหน้าจอ Pop-up ขึ้นมาแจ้งเตือนในทันใดว่าจะเชื่อมต่อหูฟังนี้หรือไม่ และหลังจากการเชื่อมต่อครั้งแรกแล้ว ต่อไปเมื่อหยิบหูฟัง HUAWEI FreeBuds 4i มาสวม หูฟังก็จะเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตเครื่องที่เคยจับคู่กันไว้ได้แบบอัตโนมัติ

HUAWEI FreeBuds 4i

2. อิสระที่ควบคุมได้เพียงปลายนิ้ว

HUAWEI FreeBuds 4i ควบคุมผ่านระบบสัมผัสด้วยปลายนิ้วสัมผัส โดยหูฟังทั้งสองข้างมาพร้อมเซ็นเซอร์ที่ตอบสนองอย่างแม่นยำผ่านอัลกอริธึมอัจฉริยะ ซึ่งค่ามาตรฐานที่มาพร้อมกับตัวหูฟังคือ (1) แตะสองครั้งเพื่อเล่นเพลง / หยุดเพลงชั่วคราว (2) แตะสองครั้งเพื่อรับสาย / วางสาย (3) แตะค้างเพื่อเปิด / ปิดโหมด ANC หรือ Awareness แต่สำหรับใครที่ใช้สมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการ Android จะสามารถตั้งค่าการควบคุมระบบสัมผัสเหล่านี้ได้ใหม่ผ่านแอปพลิเคชัน HUAWEI AI Life โดยสามารถเลือกตั้งค่าให้ Personalized ได้อย่างอิสระตามความเคยชินและความต้องการของผู้ใช้

3. ความหน่วงต่ำ เติมเต็มอรรถรสในการเล่นเกมหรือชมคอนเทนต์วิดีโอแบบเรียลไทม์

HUAWEI FreeBuds 4i รองรับการเชื่อมต่อผ่านเทคโนโลยีบลูทูธ 5.2 และใช้อัลกอริทึมที่ล้ำสมัย ค่าความหน่วงต่ำ ซึ่งจะทำให้ให้ภาพและเสียงสอดคล้องกันโดยเกิดความคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด เพื่อให้ได้อรรถรสเต็มอิ่มไม่ว่าจะเล่นเกมออนไลน์ ชมภาพยนตร์หรือซีรีส์สดๆ ผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งต่างๆ หรือชมกีฬา โดยผู้ใช้จะสามารถสัมผัสประสบการณ์ความหน่วงต่ำได้ดีที่สุดเมื่อเชื่อมต่อกับ
สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตของหัวเว่ยที่ใช้ EMUI 11.0 ขึ้นไป

HUAWEI FreeBuds 4i

4. ปรับจูนเสียงมาให้เหมาะกับการฟังเพลงป๊อปเมนสตรีมโดยเฉพาะ

นอกจากจะมีไดนามิกไดรเวอร์ขนาด 10 มิลลิเมตรมาการันตีคุณภาพเสียงแล้ว HUAWEI FreeBuds 4i ยังได้รับการปรับจูนเสียงให้เกิดความสมดุลกันอย่างลงตัวในทุกย่านความถี่ ทั้งสูง กลาง และต่ำ มอบประสบการณ์เสียงคมชัดไม่ว่าจะใช้ฟัง
คอนเทนต์เสียงแบบใด และยังเอาใจคอเพลงป๊อปทั่วทุกมุมโลก ด้วยการปรับจูนให้ความถี่ของเสียงดนตรีและเสียงร้องสมดุลกันอย่างลงตัว เหมาะกับการฟังเพลงป๊อปใสๆ โดยเฉพาะ

HUAWEI FreeBuds 4i

5. สวมใส่สบายหู เพราะมาพร้อมปลอกซิลิโคน 3 ขนาดในกล่อง

HUAWEI FreeBuds 4i มีขนาดเล็กกะทัดรัดและน้ำหนักเบา (หูฟังหนักเพียง 11 กรัม เคสชาร์จหนักแค่ 36.5 กรัม) หยิบจับถนัดมือ แถมยังสวมใส่สบายตามหลักสรีรศาสตร์ เพราะมีปลอกซิลิโคนมาให้เลือกใส่ได้ถึง 3 ขนาด เพื่อให้เหมาะกับลักษณะใบหูของแต่ละคนมากที่สุด และสามารถสวมใส่ได้ตลอดทั้งวันโดยไม่รู้สึกอึดอัด เสมือนว่าเป็นเครื่องประดับอีกชิ้นก็ยังได้ สรุปสั้นๆ ได้ว่า HUAWEI FreeBuds 4i สามารถมอบทั้งคุณภาพเสียงเพลงที่ใสชัดและประสบการณ์การฟังเพลงที่กระชับสบายหูไปพร้อมกัน

นอกจากคุณสมบัติลับๆ ที่กล่าวมาข้างต้น HUAWEI FreeBuds 4i ยังรองรับ Fast Charging ที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถชาร์จหูฟังเพียง 10 นาที เพื่อการใช้งานต่อเนื่องยาวนานถึง 4 ชั่วโมง แบตเตอรี่ในหูฟังความจุ 55 mAh และแบตเตอรี่ในเคสชาร์จความจุ 215 mAh ทำให้สามารถใช้งานได้นานสูงสุด 22 ชั่วโมงเมื่อใช้ร่วมกับเคสชาร์จ เห็นคุณสมบัติเพียบพร้อมขนาดนี้ แต่ HUAWEI FreeBuds 4i กลับมาในราคาค่าตัวแค่ 2,799 บาทเท่านั้น บอกไปใครจะเชื่อ!

หูฟัง HUAWEI FreeBuds 4i สุดคุ้มตัวนี้มีให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีขาว Ceramic White, สีดำ Carbon Black และสีแดง Red Edition สำหรับใครที่คิดว่านี่คือหูฟังที่ใช่ในราคาที่โดน สามารถตามหาหูฟังตัวนี้ได้ไม่ยาก ทั้งที่หน้าร้าน HUAWEI Experience Store และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ รวมถึงในช่องทางออนไลน์อย่าง HUAWEI Online Store, Shopee, Lazada และ JD Central ใครอยากอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมก่อนตัดสินใจซื้อสามารถเข้าไปดูกันได้ที่นี่ หรือเลือกชมผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของหัวเว่ยที่ HUAWEI Online Store เพื่อเอาไว้ใช้คู่กันกับหูฟังตัวใหม่ก็ได้นะ

Continue Reading

Android News

OPPO Reno5 Series 5G ที่สุดของสมาร์ทโฟนการถ่ายวิดีโอและภาพนิ่งในทุกโมเมนต์ทุกเวลา

Published

on

By

ในยุคนี้การถ่ายภาพนิ่งและวิดีโอเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในทุกวันของการใช้ชีวิตไปแล้ว โดยการถ่ายจะต้องพร้อมในทุกโมเมนต์ทุกเวลา และสิ่งที่เร็วที่สุดในการถ่ายก็คงไม่พ้นการหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาแน่นอนครับ และหนึ่งในตระกูลที่ถ่ายได้ดีทั้งภาพนิ่งและวิดีโอที่สุดตอนนี้คงยกให้เป็น OPPO Reno5 Series 5G ที่มีให้เลือกถึง 3 รุ่น ได้แก่ OPPO Reno5, OPPO Reno5 5G และ OPPO Reno5 Pro 5G ที่ชูโรงด้วยการเป็น “สมาร์ทโฟน 5G ที่ถ่ายวิดีโอ Portrait สวยที่สุด” แถมพร้อมไปด้วยฟีเจอร์เด็ดๆ มากมายที่ไม่เหมือนใครอีกด้วย

ฟีเจอร์ที่เรากำลังจะพูดถึงไม่ว่าจะเป็นโหมดภาพนิ่งทั้ง Ultra Wide-angle หรือ Night Flare Portrait และโหมดวิดีโอต่างๆ ได้แก่ Ultra Steady Video, AI Color Portrait, Monochrome Video, Dual-view Video, Live HDR และ Ultra Night Video ต้องบอกว่ามีครบทุกรุ่นใน OPPO Reno5 Series 5G ทำให้เราสนุกไปกับการถ่ายได้ทุกโมเมนต์ ทุกเวลา และทุกราคาเราที่เข้าถึงได้

Dual-view Video ไม่พลาดทุกโมเมนต์ด้วยการถ่ายกล้องหน้าและกล้องหลังพร้อมกัน

มาเริ่มกันที่ฟีเจอร์ที่สายคอนเทนต์ต้องห้ามพลาดเด็ดขาด นั่นคือ Dual-view Video ที่สามารถถ่ายวิดีโอกล้องหลังคู่กับกล้องหน้าได้พร้อมกัน และที่บอกว่าห้ามพลาดเป็นเพราะว่าเราสามารถแสดงอารมณ์พร้อมกับสิ่งที่เห็นตรงหน้าได้ตรงกันเป๊ะๆ โดยจะปรากฏบนหน้าจอเดียวกันได้ทันที ไม่จำเป็นต้องสลับหรือพลิกกล้องไปมาให้วุ่นวายครับ ถือว่าเป็นหนึ่งในฟีเจอร์ที่ให้มาลองแล้วมีความสะดวกสบายเลยทีเดียว

สำหรับ Dual-view Video นั้นเหมาะมากๆ เมื่อเราต้องการให้ผู้ชมเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเราได้อย่างชัดเจนและเห็นความรู้สึกเราไปด้วย เช่น การไปเที่ยวในสถานที่สวยๆ หรือทานอาหารที่มีความอร่อย เป็นต้น ผู้ชมจะได้เห็นทั้งความรู้สึกของเราและสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหลังไปได้พร้อมกันนั่นเองครับ

และเกือบลืมบอกไปว่า Dual-view Video จะมีให้เลือกการแสดงผลได้ 3 แบบตามใจชอบ ได้แก่ Split (แบ่งครึ่งหน้าจอเท่ากัน), Round (กลม) และ Rectangle (สี่เหลี่ยม) ชอบแบบไหนก็เลือกได้ตามใจชอบเลย

Rectangle (สี่เหลี่ยม)
Round (กลม)
Split (แบ่งครึ่งหน้าจอเท่ากัน)

AI Highlight Video ถ่ายวิดีโอได้สวยคมชัดทุกโมเมนต์ทั้งกลางวันและกลางคืน

อีกหนึ่งในฟีเจอร์ชูโรงของ OPPO Reno5 Series 5G คือ AI Highlight Video ที่ช่วยให้ถ่ายวิดีโอได้คมชัดทั้งกลางวันและกลางคืนด้วยการใช้ความฉลาดล้ำของ AI เข้ามาช่วย โดยจะแบ่งความสามารถได้ 2 อย่าง ได้แก่ Live HDR ในช่วงกลางวัน และ Ultra Night Video ในตอนกลางคืนหรือที่แสงน้อยครับ โดย AI ระบุได้เลยว่าวิดีโอที่เราถ่ายเหมาะจะเป็นแบบ Live HDR หรือ Ultra Night Video กันแน่

Live HDR ถ่ายย้อนแสงก็ไม่มีหวั่น!

เราขอพูดถึง Live HDR กันก่อนเลยดีกว่า หลักๆ จะเหมาะกับการถ่ายวิดีโอในช่วงกลางวันหรือช่วงที่มีสภาพย้อนแสงครับ ทำให้เราเห็นใบหน้าที่มีความคมชัดและสว่าง แถมฉากหลังก็ยังคมชัดตามไปด้วย ไม่มีอาการฟุ้งให้เห็นแน่นอน และสีสันของวิดีโอก็จะดูสดใสกว่าการที่เราปิด AI Highlight Video อย่างเห็นได้ชัด โดย OPPO Reno5 Series 5G ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมมากและประมวลผลได้ไวแบบเรียลไทม์

Ultra Night Video ถ่ายกลางคืนได้สนุกเก็บทุกแสงสว่าง

นอกเหนือจะถ่ายสวยในตอนกลางวันแล้ว Ultra Night Video ก็เข้ามาช่วยให้การถ่ายวิดีโอตอนกลางคืนทำได้สวยงามไม่แพ้กันครับ ซึ่งโหมดนี้เหมาะกับการถ่ายในตอนกลางคืนหรือที่แสงน้อยมากๆ ครับ โดยจากที่เราลองใช้แล้วทำออกมาได้สวยงามเกินคาด เพราะแม้ว่าแสงจะมืดและมีความสว่างจากตึกเท่านั้น แต่ AI ก็จะปรับใบหน้าบุคคลและฉากหลังให้มีความสว่าง คมชัด และสวยงาม เห็นบรรยากาศได้ครบถ้วน สมกับการถ่ายได้ทุกโมเมนต์ทุกเวลาจริงๆ สำหรับ OPPO Reno5 Series 5G

AI Color Portrait ถ่ายวิดิโอได้โดดเด่น เปลี่ยนพื้นหลังเป็นขาว-ดำ

ความพิเศษที่ไม่เหมือนใครใน OPPO Reno5 Series 5G อีกอย่างก็คือ AI Color Portrait Video โดยจะเป็นการถ่ายวิดีโอ Portrait ที่ทำให้พื้นหลังทุกอย่างยกเว้นตัวบุคคลกลายเป็นสีขาว-ดำทั้งหมด เพิ่มมิติและความแปลกตาได้เป็นอย่างดี ทั้งยังเป็นการโฟกัสตัวบุคคลให้ดูโดดเด่นขึ้นเป็นเท่าตัวอีกด้วย

Monochrome Video วิดีโอไฮไลท์สีสามสีที่ไม่เหมือนใคร

OPPO Reno5 Series 5G ไม่ได้มาแค่การถ่ายพื้นหลังให้เป็นแค่สีขาว-ดำได้เท่านั้น แต่ยังมี Monochrome Video ที่แยกแยะไฮไลท์สีสันได้อีก 3 สี ได้แก่ สีแดง, สีเขียว และสีน้ำเงิน ซึ่งความพิเศษนี้จะเป็นการแยกสีตามที่เราเลือกข้างต้นสีใดสีหนึ่ง เช่น ถ้าเราเลือกสีแดง ทุกอย่างในวิดีโอที่ไม่ใช่สีแดงจะเป็นสีขาว-ดำทั้งหมดครับ (รวมถึงตัวบุคคลด้วยนะ) ทำให้เราถ่ายวิดีโอทำได้หลากหลายอารณ์และดูไม่ซ้ำกับวิดีโอแบบอื่นๆ อีกด้วย

Ultra Steady Video ระบบกันสั่นถ่ายวิดีโอได้นิ่งทุกโมเมนต์

มาลองดูกันที่โหมดถ่ายวิดีโอโหมดแรกกันเลยครับ โดย OPPO Reno5 Series 5G มาพร้อมกับ Ultra Steady Video ที่ทำให้เราถ่ายวิดีโอได้นิ่งในทุกสถานการณ์ จะเดินช้าหรือเดินเร็วๆ เราก็จะเห็นถึงความแตกต่างระหว่างการปิดและเปิดโหมด Ultra Steady Video ได้ชัดเจนมากๆ เรียกได้ว่าใครที่เป็นสาย Vlog น่าจะชอบแน่นอนเพราะต้องเดินและเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา

ถ่ายฉากหลังได้ครบด้วยเลนส์ Ultra Wide-angle

ในโหมดนี้ไม่ต้องพูดอะไรมากมายครับ เพราะตามชื่ออยู่แล้วกับการเก็บพื้นหลังหรือฉากหลังได้อย่างครบถ้วน ซึ่งเหมาะมากๆ กับการถ่ายภาพที่เราต้องการให้เห็นครบทุกองค์ประกอบในภาพเพียงแค่คลิกเดียว โดยไม่จำเป็นต้องถอยออกไปไกลๆ ให้เสียเวลา แถมสีสันที่ได้ก็ถือว่าจัดจ้านและสวยงามแน่นอนครับ ไม่ว่าจะในช่วงกลางวันหรือกลางคืน

Night Flare Portrait ลูกเล่นละลายดวงไฟแบบโบเก้เพิ่มมิติถ่ายภาพกลางคืน

สุดท้ายกับฟีเจอร์ที่ขาดไปไม่ได้เลยคือ Night Flare Portrait ที่เป็นการถ่ายภาพนิ่งที่จะเน้นแสง Flare แบบจัดหนักคล้ายกับกล้องโปรเลยทีเดียว เมื่อลองใช้โหมดนี้ใน OPPO Reno5 Series 5G เราจะเห็นความแตกต่างจากโหมด Portrait ได้ชัดเจนมาก โดย Night Flare Portrait จะละลายแสง Flare ได้เป็นอย่างดี ทำให้ภาพดูมีมิติกว่าเดิม ส่วนโหมด Portrait ทั่วไปจะเป็นแค่การเบลอฉากหลังปกติ และแสง Flare ก็ยังไม่ได้เห็นชัดเจนเท่าไหร่

โดยโหมดนี้เหมาะมากๆ กับการถ่ายในสถานที่ที่มีดวงไฟหรือที่ที่มีการจัดแสงไฟเยอะๆ ครับ และยิ่งถ้าเป็นตอนกลางคืนด้วยแล้ว ก็จะทำให้ Night Flare Portrait กลายเป็นหนึ่งในความพิเศษของกล้องในสมาร์ทโฟนเลยทีเดียว

สิ่งที่เราจะพูดถึง OPPO Reno5 Series 5G บอกเลยว่าไม่ได้มีดีแค่ฟีเจอร์ที่เราพูดถึงข้างต้นเท่านั้น เพราะยังมีฟีเจอร์อื่นๆ ให้ลองเล่นกันอีกเพียบครับ ที่สำคัญ OPPO Reno5 Series 5G ยังโดดเด่นในเรื่องสเปคที่ให้มาเพียบ ไม่ว่าจะเป็นตัวเครื่องที่มีความเบาและบางสูงสุดที่ 7.7 มม. เท่านั้น มีการรองรับ 5G สุดเร็วแรง, หน้าจอแสดงผลสีสันสดใสแบบ AMOLED และยังรองรับชาร์จเร็วสูงสุดด้วยเทคโนโลยี 65W SuperVOOC 2.0

อย่างที่เราบอกไปในช่วงแรกครับว่า OPPO Reno5 Series 5G มีทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ OPPO Reno5, OPPO Reno5 5G และ OPPO Reno5 Pro 5G ซึ่งแต่ละรุ่นก็เหมาะกับผู้ใช้งานที่ต่างกันไป โดย OPPO Reno5 ถือเป็นรุ่นเริ่มต้นที่ตอบโจทย์การใช้งานทั้งหมด ฟีเจอร์กล้องครบครัน และสเปคเร็วแรง พร้อมราคาเพียง 10,900 บาทเท่านั้น ส่วน OPPO Reno5 5G จะขยับขึ้นมาหากใครที่ต้องการประสบการณ์ 5G ที่เข้าถึงสิ่งต่างๆ ได้รวดเร็วยิ่งขึ้นกับราคาที่เข้าถึงได้สบายๆ เพียง 13,990 บาทเท่านั้น และสุดท้ายในรุ่นท็อปสุดของตระกูลนี้อย่าง OPPO Reno5 Pro 5G ที่นอกจากจะมีฟีเจอร์ที่ครบทั้งหมดแล้ว ยังมีความพรีเมี่ยมในการใช้งานมากขึ้น และสเปคที่จัดเต็มกว่าเดิม ด้วยราคา 19,990 บาท โดยสามารถหาซื้อได้ที่ OPPO Brand Shop และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

Continue Reading

กำลังฮอต

Featured22 ชั่วโมง ago

รีวิว OPPO A94 “ใช้ชีวิตให้เต็มสปีด” ทั้งชาร์จไว 30W และถ่ายภาพในราคาเพียง 9,499 บาท

OPPO A94 ตัวท็อปจาก​...

HUAWEI FreeBuds 4i HUAWEI FreeBuds 4i
Featured1 วัน ago

5 เรื่องลับที่คุณอาจยังไม่เคยรู้ของ “HUAWEI FreeBuds 4i” ทำไมจึงได้ชื่อว่าเป็นหูฟัง TWS คุณภาพจัดเต็มในราคาโดนใจที่ใครก็เป็นเจ้าของได้

ระยะหลังมานี้เทรนด์ก...

Android News2 วัน ago

OPPO Reno5 Series 5G ที่สุดของสมาร์ทโฟนการถ่ายวิดีโอและภาพนิ่งในทุกโมเมนต์ทุกเวลา

ในยุคนี้การถ่ายภาพนิ...

Huawei laptops with continued development until today Huawei laptops with continued development until today
Featured2 วัน ago

การเดินทางกว่า 5 ปีของหัวเว่ย จากจุดเริ่มต้นสู่ความล้ำหน้าทุกเทคโนโลยีของแล็ปท็อป พัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนถึง HUAWEI MateBook 14 ในวันนี้

แม้จะเพิ่งก้าวเข้าสู...

Android News2 สัปดาห์ ago

แกะกล่องพรีวิว OPPO Reno5 Marvel Edition รุ่นพิเศษสุดเท่ ที่แฟน ๆ ต้องมี !

OPPO Reno5 Marvel Ed...

Advertisement

มือถือใหม่

คลิปล่าสุด

ข่าวใหม่วันนี้

Apple News11 นาที ago

ยืนยัน ! iPad Pro 2021 มาพร้อม RAM 8GB และสูงสุด 16GB บนรุ่นความจุ 1TB กับ 2TB

iPad Pro 2021 เปิดตั...

Android News39 นาที ago

realme เตรียมเปิดตัว realme Q3 Series วันที่ 22 เม.ย.นี้ ยืนยันสเปคใช้ Dimensity 1100 จอ 120Hz

realme เตรียมเปิดตัว...

ข่าวประชาสัมพันธ์43 นาที ago

TikTok สร้างเทรนด์ TikTok LIVE รับกระแสความนิยมไลฟ์สด เดินหน้าปล่อยฟีเจอร์สุดล้ำ ยกระดับประสบการณ์แพลตฟอร์มให้ผู้ใช้ไปอีกขั้น

TikTok แพลตฟอร์มวิดี...

Android News52 นาที ago

Google อธิบายปัญหาเพราะเหตุใด WebView ถึงทำให้แอป Android หยุดทำงาน

หากใครจำได้ในเดือนที...

Android News55 นาที ago

Vivo ชวนส่อง 5 เหตุผล ประกอบการตัดสินใจ เปลี่ยนสมาร์ตโฟนเครื่องใหม่ ในงบไม่ถึงหมื่น!

 วิวัฒนาการของโทรศัพ...

มือถือใหม่ ลดราคา!

กินเที่ยวกัน

กำลังมาแรง