Connect with us

Featured

รีวิว realme 7 Pro การชาร์จที่เหนือขั้นด้วย 65W SuperDart Charge, จอคมชัดแบบ Super AMOLED พร้อมกล้อง 4 เลนส์ 64MP

Published

on

มาแล้วสำหรับรีวิวฉบับเต็มของ realme 7 Pro สมาร์ทโฟนพลังแรงสู่การชาร์จที่เหนือขั้นด้วย 65W SuperDart Charge ควบคู่ขุมพลัง Snapdragon 720G พร้อมชูโรงด้วยกล้อง 4 เลนส์ครบทุกฟีเจอร์ ในราคาที่เข้าถึงได้สบายๆ

 

สรุปสเปค realme 7 Pro

  • ขนาดตัวเครื่อง : 160.9 × 74.3 × 8.7 มม.
  • น้ำหนัก : 182 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Super AMOLED Fullscreen ขนาด 6.4 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) อัตราส่วน 20:9 มีพื้นที่การแสดงผล 90.8% และครอบทับด้วยกระจก Corning Gorilla Glass
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 720G ความเร็ว 2.3GHz
  • GPU : Adreno 618
  • RAM : 8GB
  • ROM : 128GB
  • กล้องถ่ายรูปหลัง 4 เลนส์ แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Sony IMX682 รูรับแสง f/1.8
    • เลนส์ Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล มุมมองกว้าง 119 องศา รูรับแสง f/2.3
    • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 ระยะโฟกัส 4 เซนติเมตร
    • เลนส์ B&W Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้า In-display Selfie ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.5
  • ระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย realme UI 1.0
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.1 และพอร์ต USB Type-C
  • รองรับลำโพงคู่ Dolby Atmos + Hi-Res
  • แบตเตอรี่ความจุ 4500mAh รองรับ 65W SuperDart Charge

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

ตัวกล่องของ realme 7 Pro มาในสีเหลืองสุดโดดเด่น มีชื่อของรุ่นอย่าง 7 Pro ที่ด้านหน้า ส่วนด้านหลังจะเป็นสเปคหลักๆ แทบทั้งหมดครับ

อุปกรณ์ภายในกล่องมีดังนี้

  • ตัวเครื่อง realme 7 Pro พร้อมติดฟิล์มกันรอย
  • อะแดปเตอร์ 65W SuperDart Charge
  • สาย USB Type-C
  • เคสใสซิลิโคน
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น
  • ใบรับประกันสินค้า

 

สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็นกันเลยทีเดียวสำหรับความสวยงามด้านดีไซน์ของ realme 7 Pro ที่เน้นเฉดสีได้สวยงามด้วยกระจะแบบผิวด้าน ไม่สะท้อน เพิ่มความพรีเมี่ยมได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญตัวเครื่องผ่านกระบวนการผลิต AG ช่วยให้พื้นผิวฝาหลังคล้ายกับแผ่นซีดีอีกด้วย ซึ่งสีที่เราได้มาเป็นสีน้ำเงิน Mirror Blue ที่มีการแบ่งเฉดเป้นเส้นตรงบริเวณเลนส์กลางของเลนส์กล้องทำให้ดูสวยงามหลากหลายมิติ

 

เรื่องการจับถือต้องบอกว่าสบายมากๆ ครับ ด้วยตัวเครื่องที่น้ำหนักเบาเพียง 182 กรัมเท่านั้น แถมตัวเครื่องยังมีความโค้งมนเล็กน้อยทำให้เวลาถือเล่นเกมหรือใช้งานได้สบายสุดๆ

 

realme 7Pro ยังเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก TÜV Rheinland Smartphone Reliability ซึ่งถูกทดสอบ 22 ส่วนสำคัญ และส่วนอื่นๆ อีกถึง 38 ส่วน ที่ครอบคลุมทุกการใช้งานในชีวิตประจำวันแน่นอน

 

หน้าจอแสดงผลของ realme 7 Pro จัดเต็มด้วยสีสันที่สดใสด้วยพาเนล Super AMOLED Fullscreen มีความสว่างสูงสุด 600nits และช่วงสี 98% NTSC ที่ให้สีที่เที่ยงตรงมากที่สุด เรียกว่าสายความบันเทิงต่างๆ จะต้องชอบแน่นอน

 

ทั้งยังมีขนาดที่กว้าง 6.4 นิ้ว คมชัด Full HD+ (2400 x 1080 พิกเซล) อัตราส่วน 20:9 ทำให้การใช้งานเต็มตาครับ

 

ที่รอบเครื่องเหนือหน้าจอแสดงผลจะมีกล้องหน้า In-display Selfie ฝังในหน้าจอ ตรงกลางจะมีลำโพงสำหรับสนทนา โดยเป็นลำโพงสเตอริโอหรือลำโพงที่ 2 อีกด้วย

 

ฝั่งซ้ายตัวเครื่องมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM ทั้งหมด 2 ช่อง และมีช่อง MicroSD Card เพิ่มให้อีก 1 ช่อง ถัดลงมาเป็นปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง

 

ฝั่งขวามีเพียงปุ่ม Power เท่านั้น

 

ส่วนทางด้านบนมีไมโครโฟนตัวที่ 2

 

ด้านล่างตัวเครื่องมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม., ไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวที่ 1

 

และที่ด้านหลังมีกล้อง 4 เลนส์ แบ่งเป็นเลนส์หลัก 64MP + เลนส์ Ultra Wide Angle 8 MP + เลนส์ Macro 2MP + เลนส์ B&W Portrait 2MP พร้อมไฟแฟลช LED ซึ่งจะมีความนูนออกจากตัวเครื่องเล็กน้อย

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฏิบัติการ

realme 7 Pro แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฎิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย realme UI 1.0 ทำให้เราได้ใช้งานฟีเจอร์ต่างๆ ได้เพียบ พร้อมด้วยระบบการจัดการที่ดีขึ้นด้วย

 

หน้าตา UI : realme UI 1.0

 

มี Always on Display แสดงผลสถานะตัวเครื่องบนจอล็อก

Always on Display หรือจอแสดงผลแบบเปิดตลอด จะช่วยให้ชีวิตประจำวันของเราสะดวกยิ่งขึ้น เพราะเราสามารถดูสถานะต่างๆ ของเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นเวลา, วันที่, แบตเตอรี่คงเหลือ และการแจ้งเตือนที่แสดงเป็นไอคอนได้เพียงแค่เหลือบมองเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเปิดหน้าจอขึ้นมาให้เสียเวลา

 

ระบบเสียงสเตอริโอ Dolby Atmos & Hi-Res คุณภาพเสียงดีเยี่ยม

ใครที่เป็นสายเน้นความบันเทิงต้องบอกว่า realme 7 Pro ตอบโจทย์สุดๆ ด้วยการมีลำโพงเสียงสเตอริโอ Dolby Atmos & Hi-Res ทำให้การรับชมภาพยนตร์หรือเล่นเกมนั้นได้อรรถรสมากกว่าเดิม ที่สำคัญการแบ่งช่องเสียบซ้ายและขวาก็ทำออกมาได้เสียงดังชัดเจนมากๆ ด้วย เรียกได้ว่ารุ่นนี้ใส่ฟีเจอร์ที่มีอยู่ในเรือธงมาให้เลยทีเดียว

 

ระบบความปลอดภัยขั้นสูง

realme 7 Pro ก็ยังมีระบบความปลอดภัยในการปลดล็อกเครื่องได้ดีและรวดเร็วครับ ประกอบด้วยการสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอได้ทันที ซึ่งจากที่ทดสอบก็มีความรวดเร็วและไม่เกิดการผิดพลาด

 

ทั้งนี้ก็ยังมีการสแกนใบหน้าที่ทำได้อย่างรวดเร็วไม่แพ้กันครับ

 

ปรับแต่งไอคอนได้เองตามใจชอบ

ความพิเศษของ realme UI ที่ขาดไม่ได้เลยคือการปรับแต่งไอคอนหรือลักษณะของไอคอน โดยเราสามารถปรับเป็นรูปแบบต่างๆ ได้เอง ทั้งลักษณะวัสดุ, กรวดหิน หรือกำหนดได้เอง

 

โหมดกลางคืนก็มีให้แน่นอน

การใช้งานโหมดกลางคืนก็มีมาให้เหมือนเดิมครับสำหรับ realme 7 Pro เมื่อเราเปิดใช้งาน ระบบจะปรับเปลี่ยนพื้นหลังเป็นสีดำทั้งหมด ช่วยให้ใช้งานในที่แสงน้อยได้สบายตากว่าเดิม ที่สำคัญโหมดนี้ช่วยให้แบตเตอรี่ประหยัดขึ้นเพราะหน้าจอ Super AMOLED นั้นชอบพื้นหลังที่เป็นสีดำมากๆ เพราะไม่ต้องใช้แสงให้เปลืองพลังงาน

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

realme 7 Pro ขับเคลื่อนด้วยพลังของ Qualcomm Snapdragon 720G ความเร็ว Clock สูงสุด 2.3GHz และเล็กเพียง 8 นาโนเมตร ควบคู่ GPU อย่าง Adreno 618 ที่ต้องบอกว่าการเล่นเกมนั้นทำได้แบบสบายๆ ครับ ทั้งนี้ยังมีให้ RAM มาที่ 8GB + ROM 128GB ทำให้เราใช้งานแอปพลิเคชั่นทั่วไปทำได้ไหลลื่น และเก็บสิ่งต่างๆ ได้เยอะโดยไม่ต้องกลัวเต็ม

 

สำหรับผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ทำคะแนนได้ไปได้ที่ 286,696

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 576 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,801

 

ฟีเจอร์การเล่นเกม

ในส่วนของการเล่นเกมก็มีฟีเจอร์ Game Space มาช่วยตอบโจทย์สายเกมครับ โดยจะรวบรวมเกมทั้งหมดไว้ในที่เดียว รวมถึงการเปิดเป็นโหมดแข่งขันเพื่อรีดประสิทธิภาพเครื่องออกมาให้ได้มากที่สุด และสามารถปิดกั้นการแจ้งเตือนของแอปพลิเคชั่นและการโทรเข้าต่างๆ ได้ ทำให้เล่นได้ต่อเนื่อง เล่นแบบไม่มีอะไรกั้น!!

 

ทดสอบการเล่นเกม

ROV

การตั้งค่าของเกม ROV สามารถเปิดได้สูงสุดทั้งหมดครับ ยกเว้นในส่วนกราฟิกที่เปิดได้ในระดับสูง ซึ่งในการเล่นโหมด 5 VS 5 แน่นอนว่าเล่นได้แบบไหลลื่น เฟรมเรทวิ่งนิ่งๆ 60-61fps ตลอดทั้งเกมครับ

 

PUBG Mobile

สำหรับเกม PUBG Mobile สามารถเปิดกราฟิกในระดับ HD และเฟรมเรทสูงครับ ซึ่งก็เล่นได้แบบลื่นๆ หน้าจอแสดงผลสัมผัสไปตามนิ้วในระดับที่ดีมาก

 

Call of Duty: Mobile

และสุดท้ายกับเกมแนว Battle Royale อีกเกมอย่าง Call of Duty: Mobile สามารถเลือกเปิดได้ 2 แบบ ได้แก่ กราฟิก Very High และเฟรมเรท Very High หรือ กราฟิก High และเฟรมเรท Max ซึ่งเราลองใช้แบบที่ 2 ครับเพื่อเน้นความลื่นเป็นหลัก ต้องบอกเลยว่าความไหลลื่นของภาพนั้นเพิ่มขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดมากๆ หรือถ้าใครอยากเน้นความสวยด้วยก็สามารถปรับแบบที่ 1 ได้เช่นกัน

 

ชาร์จเร็วเหนือขั้นของแท้ด้วยเทคโนโลยี 65W SuperDart Charge

จัดมาให้แบบไม่ต้องรอคอยระหว่างชาร์จเลยทีเดียวสำหรับ realme 7 Pro ที่ให้เทคโนโลยี 65W SuperDart Charge มาให้ ต้องบอกว่าชาร์จได้เร็วกว่าที่คิดครับ เราเริ่มชาร์จตอนแบตเตอรี่ราว 26% ผ่านไปประมาณ 10 นาที ได้มาแล้ว 60% จากนั้นก็เต็ม 100% ในเวลารวมทั้งหมดแค่ 34 นาทีครับ แต่ถ้าใครชาร์จตอนแบตเหลือ 0% น่าจะใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ชาร์จเร็วขนาดนี้ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องคาวมปลอดภัยครับ เพราะ 65W SuperDart Charge มีการควบคุมและระบายความร้อนป้องกันอุณหภูมิสูงเกินไป ทั้งยังใช้แบตเตอรี่แบบ Dual 3C Cells ที่แบ่งแบตเตอรี่เป็น 2250 mAh 2 ก้อน รวม 4500 mAh และชาร์จด้วยกระแสไฟ 6.5A

 

นอกจากนี้ ใครที่เล่นเกมบ่อยๆ ก็สามารถชาร์จไปด้วยเล่นไปด้วยได้เหมือนกัน เพราะรุ่นนี้มีระบบความปลอดภัยตั้งแต่ในตัวอะแดปเตอร์ถึงตัวแบตเตอรี่ พร้อมเซ็นเซอร์ตรวจจับความร้อนถึง 10 จุดในตัว ซึ่งความเร็วในการชาร์จจะอยู่ที่ชาร์จ 30 นาทีได้มา 43% เลยทีเดียว

 

กล้องถ่ายรูป

ไม่ใช่แค่เรื่องสเปคด้านขุมพลังและชาร์จเร็วเหนือขั้นเท่านั้น แต่ realme 7 Pro ยังจัดเต็มเรื่องกล้อง จัดให้เต็มๆ ครบทุกฟีเจอร์แน่นอน จะมีอะไรบ้างมาดูกันเลยครับ

คมชัดสูงสุด Ultra Clear 64 ล้านพิกเซล

realme 7 Pro ให้เลนส์หลักความละเอียดสูงถึง 64 ล้านพิกเซล ใครที่ต้องการความคมชัดเป็นพิเศษก็ใช้โหมดนี้ได้เลย ซึ่งจะให้รายละเอียดสูงกว่าโหมดปกติเยอะเลยทีเดียว เห็นสิ่งเล็กๆ ในรูปภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

 

AI ถ่ายได้อัจฉริยะ

นอกจากโหมด 64MP แล้ว ในโหมดปกติก็ถ่ายได้ที่ 12MP แต่เป็นการรวม 4 พิกเซล เป็น 1 พิกเซล ทำให้ได้รายละเอียดของแสงและเงาที่ดีขึ้น และภาพที่ที่แสงน้อยก็มีความสว่างเพิ่มขึ้นเล็กน้อยด้วย ที่สำคัญก็ยังมีการปรับแต่งสีสันตามวัตถุที่ตรวจจับได้

 

ถ่าย Portrait สวยงาม บิวตี้อย่างธรรมชาติทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง

ความสวยงามของการถ่าย Portrait ในรุ่นนี้ก็ยังทำได้อย่างสวยงามตามสไตล์ของ realme เช่นเคยครับ สามารถตัดขอบพร้อมเบลอฉากหลังได้เนียน ใบหน้าและผิวพรรณก็มีความบิวตี้อย่างเป็นธรรมชาติ

กล้องหลัง

 

กล้องหน้า

 

นอกจากนี้ ด้วยเลนส์อย่าง B&W Portrait ทำให้เราถ่ายฟิลเตอร์พิเศษได้ด้วย โดยจะอยู่ในตัวเลือก O6 ในหมวดรูปคนครับ

ฟิลเตอร์ O6 ด้วยเลนส์ B&W Portrait

 

ฟิลเตอร์อื่นๆ

 

มุมมองกว้างสุดด้วยเลนส์ Ultra Wide Angle 119 องศา

เลนส์ Ultra Wide Angle ก็มีมาให้แน่นอนครับ เราสามารถถ่ายมุมมองกว้างได้ถึง 119 องศา ได้บรรยากาศที่ครบครัน ใครที่ชอบถ่ายวิวทิวทัศน์ต่างๆ จะต้องชอบแน่นอน เพราะสีสันต่างๆ ยังสดใสอีกด้วย


เลนส์หลัก / เลนส์ Ultra Wide Angle

 

Macro ถ่ายใกล้สุดถึง 4 เซนติเมตร

เลนส์ Macro ช่วยให้เราถ่ายวัตถุได้ใกล้สูงสุดถึง 4 เซนติเมตร ซึ่งเป็นระยะที่ดวงตาของเรามองไม่เห็นแล้ว ส่วนเรื่องของการโฟกัสก็ทำได้รวดเร็วครับ

 

เปลี่ยนกลางคืนให้สว่างและคมชัดด้วย Nightscape

realme 7 Pro ช่วยให้ถ่ายภาพในที่แสงน้อยหรือในตอนกลางคืนได้อย่างสวยงามด้วย Nightscape ที่ให้ความคมชัด เพิ่มรายละเอียดในภาพดีขึ้น และ Noise ก็แทบไม่มีครับ ทั้งยังใช้งานได้ทั้งเลนส์หลักและเลนส์ Ultra-Wide Angle


Auto Mode / Nightscape Mode

 

ทั้งนี้ หากใครที่อยากปรับการตั้งค่าทั้ง ISO, ความเร็วชัตเตอร์, ไวท์บาลานซ์ และระยะโฟกัส ก็สามารถทำได้ด้วย Pro Nightscape Mode

 

ยังไม่หมดเท่านี้เพราะก็ยังมี Starry Mode เพื่อใช้ในการถ่ายดวงดาวบนท้องฟ้าได้อย่างสวยงาม แต่ก็ต้องใช้ขาตั้งเพื่อรอเวลาประมวลผลประมาณ 4 นาที และแนะนำให้ใช้งานในวันที่ฟ้าเปิดครับ

 

สุดท้ายในฟีเจอร์ของ Nightscape ก็มี Special Night Filters ที่เป็นฟิลเตอร์ที่เหมาะสำหรับการถ่ายตอนกลางคืน ได้แก่ สีทองทันสมัย, ไซเบอร์พังก์ และฟลามิงโก

 

กล้องหน้า AI Beauty ถ่ายสวยเป็นธรรมชาติ

ผ่านกล้องหลังไปแล้ว กล้องหน้าที่นอกจากจะถ่าย Portrait เบลอฉากหลังได้แล้ว การถ่ายโหมดปกติก็ทำได้อย่างสวยงามครับ เห็นบรรยากาศด้านหลังได้ชัดเจน แถมตั้งค่า AI Beauty ปรับผิวเนียนได้ตามใจชอบด้วย

 

เซลฟี่ที่แสงน้อยไม่ต้องกลัวด้วย Nightscape Selfie

ในโหมด Nightscape ก็สามารถใช้งานที่กล้องหน้าได้เช่นกันครับ จุดที่มีแสงน้อยหรือถ่ายในตอนกลางคืนก็เปิดโหมดนี้ช่วยได้เลยครับ


โหมดปกติ / โหมด Nightscape Selfie

 

มาถึงการถ่ายวิดีโอกันบ้างครับ รุ่นนี้มีฟีเจอร์ Ultra Nightscape Video เพื่อช่วยให้การถ่ายวิดีโอตอนกลางคืนได้คมชัดและมีสีสันที่สดใหม่พร้อมความสว่างมากขึ้นด้วย

 

ทั้งนี้ยังมี AI Color Portrait ถ่ายวิดีโอให้มีมิติยิ่งขึ้น ที่มีตัวเลือกให้ระบบตรวจจับเฉพาะสีแดง, น้ำเงิน, เขียว หรือจะแสดงสีเฉพาะตัวบุคคลก็ยังได้ โดยฉากหลังจะเป็นขาว-ดำทั้งหมด

 

สรุปจุดเด่น

  • เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก TÜV Rheinland ในด้านการใช้งานในชีวิตประจำวัน
  • มีเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 65W SuperDart Charge ชาร์จได้เต็ม 100% ใน 34 นาที
  • กล้องหลัง 4 เลนส์ มีให้ครบทุกฟีเจอร์ ถ่ายได้อย่างสนุกไม่มีเบื่อแน่นอน
  • กล้องหน้า In-display Selfie คมชัดสูงสุด 32 ล้านพิกเซล พร้อม AI Beauty
  • ขุมพลัง Qualcomm Snapdragon 720G ทำให้ใช้งานได้อย่างไหลลื่นในทุกจังหวะ
  • หน้าจอสวยงามด้วย Super AMOLED Fullscreen กว้างถึง 6.4 นิ้ว ใช้งานได้เต็มตา

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ตัวเครื่องไม่ป้องกันน้ำ
  • ไม่มีหูฟังในกล่อง

realme 7 Pro มีราคาราคาอยู่ที่ 10,990 บาท โดยวางจำหน่ายแล้วในวันนี้ครับ

Android News

รวมสมาร์ทโฟนและฟีเจอร์เด็ดในยุค 5G จาก OPPO พร้อมโปรฯ เร็วแรง AIS 5G เครือข่ายที่ดีที่สุด

Published

on

ในปี 2020 OPPO ได้ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่าพร้อมเข้าสู่ยุค 5G อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการให้ผู้ใช้งานได้สัมผัสประสบการณ์ 5G สุดเร็วแรง มีหลากหลายรุ่นให้เลือกเหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็น OPPO Reno4 Z 5G, OPPO Reno4 Pro 5G และ OPPO Find X2 Series 5G ซึ่งทุกรุ่นรองรับเครือข่าย 5G จาก AIS ผู้นำเครือข่าย 5G อันดับ 1 ที่แข็งแกร่งที่สุดในประเทศ โดยเรามาดูพร้อมกันครับว่ามีอะไรเด็ดๆ รอเราอยู่บ้าง

OPPO จัดเต็มด้านสเปคและฟีเจอร์เพียบ!


OPPO Find X2 Series 5G

สำหรับฟีเจอร์ต่างๆ และสเปคของ OPPO ทุกรุ่นที่เรากล่างถึงนั้นต้องบอกว่าเร็วแรงพร้อมใช้งานควบคู่กับ 5G ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ตั้งแต่รุ่นเรือธงอย่าง OPPO Find X2 Series 5G ได้แก่ Find X2 5G และ Find X2 Pro 5G ที่จัดหนักด้วยขุมพลังตัวท็อป Qualcomm Snapdragon 865 ควบคู่ RAM 12GB + ROM 512GB ในรุ่น OPPO Find X2 Pro 5G ผสานกับเทคโนโลยีชาร์จเร็วสูงสุดถึง 65W SuperVOOC 2.0 และแน่นอนว่าใช้ความไหลลื่นทุกการสัมผัสด้วยหน้าจอแสดงผล 120Hz Ultra-High Refresh Rate และ True Billion Color Display 10bit ที่มีความสมจริงมากที่สุด

ที่สำคัญ OPPO Find X2 Series 5G ยังมาพร้อมกล้อง 4 เลนส์ Ultra Vision Camera System คมชัดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล ที่ให้ฟีเจอร์มาแบบครบพร้อมใช้งานทุกสถานการณ์

OPPO Reno4 Pro 5G

สำหรับรุ่นรองลงมาอย่าง OPPO Reno4 Pro 5G ก็ให้ประสบการณ์ไม่ต่างจากเรือธงด้วย CPU ตัวท็อปของระดับกลางอย่าง Qualcomm Snapdragon 765G พร้อมหน้าจอ 90Hz 3D Curved Screen ใช้งานสุดไหลลื่นไม่มีสะดุด ทั้งยังโดดเด่นเรื่องดีไซน์ที่มีความเบา 172 กรัม และบางเพียง 7.6 มม. รวมถึงการชาร์จไว 65W SuperVOOC 2.0 ที่เทียบเท่าเรือธงอย่าง OPPO Find X2 Series 5G

แถมมีกล้องหลัง 3 เลนส์ คมชัดสูงสุด 48 ล้านพิกเซลที่จัดให้เราถ่ายวิดีโอและภาพนิ่งได้ระดับโปรทั้งกลางวันและกลางคืน

OPPO Reno4 Z 5G

และสุดท้ายในรุ่นราคาประหยัดที่สุดอย่าง OPPO Reno4 Z 5G ก็ถือว่าจัดเต็มแบบขั้นสุดเพื่อให้ทุกคนได้เข้าถึง 5G ได้มากที่สุด จากการชูโรงด้วยดีไซน์ที่ดูมีความพรีเมี่ยมแบบ 2.5D พร้อมหน้าจอไหลลื่น Refresh Rate 120Hz เท่ากับเรือธงของ OPPO เองด้วยทีเดียว ที่สำคัญมากับหล้องหลัง 4 เลนส์ โดยเลนส์หลังถือว่าคมชัดจัดเต็มกับ 48 ล้านพิกเซล พร้อมด้วย Ultra-Wide Angle ในการถ่ายภาพมุมกว้าง และเลนส์สำหรับการถ่าย Portrait ในทุกมิติหลากมุมมองอีก 2 เลนส์

พร้อมใช้ AIS 5G เครือข่ายที่แข็งแกร่งที่สุดในประเทศ

สำหรับทุกรุ่นที่กล่าวมาข้างต้นรองรับเครือข่าย 5G จาก AIS ที่ถือเป็นผู้นำเครือข่าย 5G อันดับ 1 ที่แข็งแกร่งที่สุดในประเทศ เพราะมีคลื่นความถี่มากที่สุด, ดีที่สุด และแรงสุดถึง 1Gbps ซึ่งเปิดให้บริการแล้ว 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยโปรโมชั่นใช้งานเครือข่าย 5G จาก AIS ถือว่าตอบโจทย์กับผู้ใช้งานอย่างแน่นอน ตามด้านล่างนี้เลยครับ

สำหรับลูกค้าใหม่ ย้ายค่ายเบอร์เดิม และเปลี่ยนเติมเงินเป็นรายเดือน สามารถซื้อ OPPO Find X2 Pro 5G ในราคาเริ่มต้นสุดพิเศษเพียง 30,990 บาท จากปกติ 40,990 บาท ส่วน OPPO Find X2 5G ราคาเริ่มต้นเพียง 19,990 บาท จากปกติ 29,990 บาท โดยใครที่ย้ายค่ายเบอร์เดิมมาเป็นครอบครัว AIS แล้วจะได้รับส่วนลดเพิ่มไปอีก 1,000 บาท เมื่อซื้อเครื่องพร้อมแพกเก็จรายเดือน ทั้งยังได้รับสิทธิพิเศษมากมายผ่านแพ็กเกจรายเดือน 5G Hot Deal MAXX ได้แก่

  • โทรฟรีในเครือข่าย AIS ตลอด 24 ชั่วโมง (จำกัด 60 นาที/ครั้ง)
  • ใช้งาน 4G/5G ไม่อั้นที่ความเร็วสูงสุด 1Gbps เมื่อสมัครแพกเก็จ 5G Hot Deal MAXX ตั้งแต่ 1,199 บาทขึ้นไป ส่วนลูกค้าที่สมัครแพกเก็จ 699 บาท และ 899 บาท จะได้เน็ต 5G/4G ใช้งาน 50GB และ 80GB ตามลำดับ
  • AIS Wi-Fi ไม่จำกัด
  • YouTube Premium นาน 6 เดือน
  • PLAY Premium นาน 3 เดือน
  • รับฟรี! AIS PLAY VR มูลค่า 950 บาท เมื่อสมัครแพกเก็จ 1,199 บาทขึ้นไป

สำหรับรุ่น OPPO Reno4 Pro 5G สามารถเป็นเจ้าของได้ในราคา 14,490 บาท จากปกติ 24,990 บาท โดยได้รับสิทธิพิเศษเพียบ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าที่ย้ายค่ายเบอร์เดิมมาเป็นครอบครัว AIS แล้วจะได้รับส่วนลดเพิ่ม 1,000 บาทเมื่อซื้อเครื่องพร้อมแพกเก็จรายเดือน (ให้เฉพาะช่องทาง AIS Online Channels เท่านั้น), AIS Wi-Fi ไม่จำกัด, YouTube Premium นาน 6 เดือน และใช้งานเน็ตฟรีจำนวน 10GB (นาน 3 เดือน) โดยมีเงื่อนไข ดังนี้

  • สำหรับลูกค้าระบบรายเดือน : เปิดเบอร์ใหม่ จดทะเบียนใหม่ / ย้ายค่าย / เปลี่ยนจากเติมเงินเป็นรายเดือนต้องจดทะเบียนมากกว่า 30 วันเท่านั้น และมือถือรุ่นรองรับ 5G โดยหมายเลข (MSISDN) และเลขประจำเครื่อง (IMEI) ต้องไม่เคยรับสิทธิ์ 10GB มาก่อน (ระหว่างเดือนมีนาคม-กันยายน 63) สามารถรับสิทธิ์ได้
  • รับสิทธิ์โดยกด *955 โทรออก และ รอรับ SMS ยืนยัน (การใช้ 5G จะขึ้นกับประสิทธิภาพมือถือที่รองรับการใช้งาน)
  • สิทธิ์รับเน็ตฟรี สำหรับโทรศัพท์และซิมการ์ดที่รองรับ 5G เมื่อสมัครแพ็กเกจ 5G Hot Deal MAXX
  • รับสิทธิ์เน็ตและการใช้งาน 5G/4G/3G เพิ่ม 10GB/เดือน นาน 3 รอบบิล (ตัดการใช้งานเน็ตจากแพ็กเกจเน็ตฟรีก่อนแพ็กหลัก)

 

และสุดท้ายกับความคุ้มค่าในรุ่น OPPO Reno4 Z 5G เริ่มต้นในราคาสุดคุ้มเพียง 5,990 บาท จากปกติ 12,990 บาท โดยลูกค้าที่ย้ายค่ายเบอร์เดิมจะได้รับส่วนลดเพิ่ม 1,000 บาทเมื่อซื้อเครื่องพร้อมแพกเก็จรายเดือนเช่นกัน ซึ่งจะได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ เหมือนกับ OPPO Reno4 Pro 5G ทั้งหมดครับ

สำหรับลูกค้าท่านไหนที่สนใจ สามารถรับชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : https://hotdeal.ais.co.th/ หรือคลิกเลือกสั่งซื้อสมาร์ทโฟน OPPO 5G ที่ : https://m.ais.co.th/ApHnOmvc8%3C

Continue Reading

Featured

รีวิว Vivo V20 สมาร์ตโฟนกล้องหน้าคมชัดสูง 44MP โฟกัสได้ต่อเนื่อง ดีไซน์สะดุดตา พร้อมสเปคสุดไหลลื่น

Published

on

Vivo V20 สมาร์ตโฟนกล้องหน้าขั้นเทพ โฟกัสไม่มีหลุดพร้อมความละเอียดสูง 44 ล้านพิกเซล 44MP Eye Autofocus Selfie ฟีเจอร์กล้องให้แบบครบครัน ไม่ซ้ำใคร ทั้งยังมีสเปคแบบจัดเต็ม ใช้งานไม่มีสะดุด

 

สรุปสเปค Vivo V20

  • ขนาดตัวเครื่อง : 161.3 x 74.2 x 7.38 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 171 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล AMOLED กว้าง 6.44 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) อัตราส่วน 20:9 พร้อมความหนาแน่นพิกเซล 408ppi
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 720G Octa Core
  • RAM 8 GB
  • ROM 128 GB
  • ระบบปฎิบัติการ Android 11 ครอบทับด้วย Funtouch OS 11
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 3 เลนส์แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.89
    • เลนส์ Super Wide-Angle 120 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ Mono ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้า Eye Autofocus ความละเอียด 44 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0
  • รองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ซิม
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 2.4G + 5G, Bluetooth 5.1 และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 4000mAh รองรับ 33W Vivo FlashCharge 2.0

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

ตัวกล่องของ Vivo V20 จัดมาอย่างสวยงาม มีการเล่นแสงและเงาเป็นตัว “V” พร้อมด้วยชื่อรุ่นอย่าง Vivo V20 ตรงกลางครับ

อุปกรณ์ต่างๆ ภายในกล่องมีดังนี้

  • ตัวเครื่อง Vivo V20 พร้อมฟิล์มกันรอย
  • อะแดปเตอร์
  • สาย USB Type-C
  • หูฟัง
  • เคสโทรศัพท์
  • อุปกรณ์แปลงพอร์ต USB Type-C เป็น 3.5 มม.
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้นและการรับประกันสินค้า

 

ดีไซน์ของ Vivo V20 ทำออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบด้วยการใช้เทคโนโลยี AG Matte Glass ที่ให้สัมผัสแบบกระจก มีความผิวด้านและมีความเรียบหรู ช่วยให้การติดลอยนิ้วมือหรือคราบต่างๆ ทำได้ยากมากๆ โดยสีที่เราได้มาเป็นสี Midnight Jazz ครับ

 

ที่สำคัญเรื่องการจับถือก็ทำได้อย่างสบาย เพราะที่ฝาหลังมีความโค้งมนแบบ 2.5D รองรับกับอุ้งมือ ทั้งยังมีความบางของตัวเครื่องเพียง 7.38มม. และน้ำหนักเบา 171 กรัม ทำให้เวลาใช้งานนานๆ ไม่รู้สึกเมื่อยมือแน่นอน

 

หน้าจอแสดงผลของ Vivo V20 ใช้ชนิด AMOLED ที่ให้ความสดใสของหน้าจออย่างมาก แถมรองรับ HDR10 ใครชอบดูภาพยนตร์ใน Netflix หรือวิดีโอต่างๆ จะต้องชอบแน่นอนครับ

 

ทั้งยังมีขนาด 6.44 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) พร้อมอัตราส่วน 20:9 ที่แสดงออกมาได้เต็มตาแน่นอน

 

เหนือหน้าจอแสดงผลจะมีลำโพงสำหรับการสนทนา พร้อมด้วยหยดน้ำตรงกลางที่ฝังกล้องหน้าความละเอียดสูง 44 ล้านพิกเซล

 

ด้านซ้ายของตัวเครื่องมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ช่อง พร้อมด้วย MicroSD Card อีก 1 ช่อง

 

ฝั่งขวาตัวเครื่องจะมีทั้งปุ่มเพิ่มและลดเสียง ถัดลงมาจะเป็นปุ่ม Power

 

ทางด้านล่างจะมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. อยู่ ถัดไปมีไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวหลัก

 

ด้านบนมีไมโครโฟนตัวที่ 2 สำหรับตัดเสียงรบกวน

 

และสุดท้ายที่ด้านหลังจะมีกล้องหลัง 3 เลนส์ ความละเอียดสูงสุด 64 ล้านพิกเซลอย่างเด่นชัด พร้อมด้วยไฟแฟลช Dual-LED ที่อยู่ด้านล่างโมดูลกล้องครับ

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

Vivo V20 แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการรุ่นล่าสุดจาก Google เลยทีเดียวอย่าง Android 11 พร้อมครอบทับด้วย Funtouch OS 11 ซึ่งฟีเจอร์ต่างๆ ให้มาเพียบ ที่สำคัญ รุ่นพี่อย่าง Vivo V20 Pro ก็เตรียมได้อัปเดท Android 11 เช่นกันเร็วๆ นี้ครับ

 

หน้าตา UI : Funtouch OS 11

 

วอลเปเปอร์ให้เลือกเพียบ

ดีไซน์ภายนอกสวยแล้ว เรื่องความสวยภายในของวอลเปเปอร์ภายในก็มีให้เลือกเยอะเช่นกันครับ มีให้เลือกถึง 16 แบบ ใครชอบแบบไหนก็เลือกกันได้เลย!

 

โหมดมืดใช้ได้สุดสบายตา

ด้วยความที่เป็นหน้าจอ AMOLED ก็ต้องชอบพื้นผิวที่เป็นสีดำครับ ซึ่งนอกจากจะช่วยเรื่องประหยัดแบตเตอรี่ได้แล้ว ก็ยังทำให้เราใช้งานได้สบายตามากขึ้นอีกด้วย

 

Always-on-Display ชมข้อมูลแค่เหลือบมอง

Always-on-Display เป็นฟีเจอร์ที่เพิ่มความสะดวกสบายอย่างมากในการรับชมข้อมูลเบื้องต้นของเครื่องครับ ทำให้เราไม่จำเป็นต้องกดล็อกเครื่องเพื่อดู

 

ระบบความปลอดภัย

Vivo V20 มาพร้อมกับเทคโนโลยีสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ การใช้งานต่างๆ ถือว่ารวดเร็วและเสถียรมากๆ สแกนได้ง่ายไม่มีพลาด

 

ทั้งนี้ก็ยังมีการสแกนใบหน้าที่ใช้งานได้เร็วไม่แพ้กันเลย

 

เปลี่ยนเอฟเฟ็กต์ไดนามิกให้ไม่ซ้ำใคร

Vivo V20 สามารถเปลี่ยนเอฟเฟ็กต่างๆ ในระบบได้ให้ไม่ซ้ำใคร ไม่ว่าจะเป็นเอฟเฟ็กต์ลายนิ้วมือ, สแกนใบหน้า, ระหว่างการชาร์จ และอื่นๆ ซึ่งแต่ละอย่างก็มีให้เลือกหลายแบบเลยทีเดียว

 

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

Vivo V20 ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผลระดับกลางสุดเทพอย่าง Qualcomm Snapdragon 720G Octa Core ที่มีความเร็วของ CPU เพิ่มขึ้น 20%, GPU อีก 14% เมื่อเทียบกับ Snapdragon 712 ทั้งยังมาพร้อม RAM 8GB ผสานกับเทคโนโลยี AI Pre-loading ช่วยให้เปิดแอปพลิเคชั่นต่างๆ ที่เราใช้งานบ่อยได้เร็วขึ้น 20% เลยทีเดียว และยังมี ROM 128GB ที่ให้ความจุมาเยอะ จะถ่ายรูปหรือโหลดแอปก็ไม่ต้องกลัวเต็มครับ

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 552 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,704

 

ฟีเจอร์ช่วยในการเล่นเกม

นอกจากจะได้ CPU ที่ไหลลื่นแล้ว Vivo V20 ก็ยังมีฟีเจอร์เพิ่มเติมเข้ามาเพียบ ไม่ว่าจะเป็น Multi-Turbo ที่ได้อัปเกรดด้วย ART ++ Turbo ช่วยให้ประสิทธิภาพโดยรวมของเครื่องทำได้อย่างยอดเยี่ยม เล่นเกมได้ไหลลื่น รวมถึง Game Turbo มีเพิ่มความแรงระหว่างการเล่นเกมให้สุดขึ้นไปอีกขั้น ทั้งยังการจัดสรรพลังงานที่ดีขึ้น และลดเฟรมเรทดรอปและเหวี่ยงได้มากถึง 30%

 

ทดสอบการเล่นเกม

ROV

สำหรับ ROV สามารถเปิดเฟรมเรทได้ในระดับสูง, ภาพ HD ระดับสูงสุด และการแสดงผลในระดับสูงเช่นกันครับ ซึ่งภายในเกมก็เล่นได้แบบไหลลื่นมากๆ เฟรมเรทแทบไม่ดรอปให้เห็นครับ ใครที่ชอบความลื่นระดับ 60fps ตลอดเกมจะต้องหลงรักแน่นอน

 

PUBG Mobile

สำหรับ PUBG Mobile ก็สามารถเล่นได้แบบไร้ปัญหาครับ ด้วยการเปิดกราฟิกระดับ HD พร้อมเฟรมเรทระดับสูง การกดบนหน้าจอตอบสนองได้ไว และการเคลื่อนไหวภาพก็แสดงออกมาอย่างสมูธมากๆ

 

Asphalt 9: Legends

สำหรับเกมรถแข่งอย่าง Asphalt 9: Legends สามารถเปิดกราฟิกในระดับสูง และภายในเกมก็เล่นได้แบบสบายๆ ครับ

 

แบตเตอรี่อึด พร้อมชาร์จไว 33W Vivo FlashCharge 2.0

Vivo V20 มาพร้อมกับแบตเตอรี่อึดๆ 4000mAh ซึ่งใครที่ใช้งานทั่วไปแบตเตอรี่จะอยู่ได้นานเกือบตลอดวันครับ แต่ก็ไม่ต้องห่วงเพราะว่ามีเทคโนโลยี 33W Vivo FlashCharge 2.0 ซึ่งเราลองชาร์จจากประมาณ 35% ถึง 100% ในเวลาประมาณ 50 นาทีครับ

 

กล้องถ่ายรูป

พระเอกของ Vivo V20 ที่เรื่องกล้องที่จัดมาให้เต็มๆ ฟีเจอร์ครบครัน โดยมีกล้องหลัง 3 เลนส์ พร้อมกล้องหน้า 44MP Eye Autofocus โดยแต่ละอย่างมีฟีเจอร์ดังนี้

 

ความละเอียดสูง 64 ล้านพิกเซล

ในเลนส์หลักของ Vivo V20 จัดความคมชัดมากสุดถึง 64 ล้านพิกเซล ภาพที่ได้จะมีรายละเอียดสูง สามารถเห็นสิ่งเล็กๆ ในภาพได้แบบชัดเจนเมื่อซูมเข้าไปครับ

 

AI ถ่ายสวย โฟกัสได้ชัด

Vivo V20 นั้นเน้นเรื่องการโฟกัสอย่างมากที่เลนส์หลักทั้งวัตถุหรือบุคลล ถ้าใครที่แตะ 2 ครั้งบนหน้าจอก็จะช่วยให้ระบบติดตามวัตถุที่เราเลือกได้แบบไม่มีหลุดแน่นอน ที่สำคัญเรื่องของสีสัน แสง และเงาก็ถ่ายออกมาได้ครบเลยทีเดียว

 

AI Image Matting ตัดแต่งภาพอย่างชาญฉลาด

ใครที่ชอบแก้ไขภาพให้มีลูกเล่นและดูสนุกมากขึ้นต้องบอกว่าทำได้เป็นอย่างดีกับ Vivo V20 ครับ โดยระบบจะรู้และแยกแยะสิ่งที่อยู่ในภาพเป็นหมวดหมู่อะไร เช่น บุคคล, ท้องฟ้า หรืออาคาร ซึ่งเราสามารถเปลี่ยนฉากหลังหรือวัตถุในแต่ละหมวดได้ค่อนข้างเนียนเลยครับ

 

ความทรงจำกลับมาชัดเจนขึ้นด้วย Memory Recaller

ฟีเจอร์นี้น่าจะเป็นฟีเจอร์ที่หลายคนน่าจะชอบครับด้วยการนำภาพถ่ายในสมัยก่อนมาปรับให้ชัดขึ้นและสว่างมากขึ้น ทำให้ภาพความทรงจำเก่าๆ ของหลายคนกลับมาชัดแบบ HD เลยทีเดียว


ภาพถ่ายแบบเก่า / ใช้ Memory Recaller


ภาพถ่ายแบบเก่า / ใช้ Memory Recaller

 

Super Wide-Angle มุมกว้างสะใจ 120 องศา

อีกสิ่งที่ใครหลายคนน่าจะชอบกันมากก็น่าจะเป็นเลนส์ Super Wide-Angle ซึ่ง Vivo V20 ถ่ายได้กว้างถึง 120 องศา เก็บรายละเอียดรอบตัวได้ครบแม้ว่าวัตถุจะอยู่ไม่ห่างจากเราเท่าไหร่ ใครที่เอาไปถ่ายบรรยากาศหรือสถานที่ท่องเที่ยวก็ถ่ายได้เพลินๆ ไม่ผิดหวังแน่นอนครับ


เลนส์หลัก / เลนส์ Super Wide-Angle

 

Portrait เบลอสวยงามมีความธรรมชาติธรรมชาติ

Vivo V20 นั้นให้ AI เข้ามาช่วยเรื่องการเบลอฉากหลังหรือการถ่าย Portrait ครับ ถ่ายได้มีมิติ มีการเบลอไล่เลเยอร์อย่างสวยงามครับ แถมใบหน้าของบุคคลก็ออกมาสวยงามแบบธรรมชาติด้วย

กล้องหลัง

 

กล้องหน้า

 

นอกจากนี้ก็ยังมีเอฟเฟ็กต์แสงภาพบุคคล Portrait Light Effect ที่เพิ่มความสนุกสนานในการถ่าย Portrait ได้มากขึ้น เพราะจะมีเอฟเฟ็กต์ต่างๆ ให้เราได้ลองเลือกกัน ได้แก่ ไฟสตูดิโอ, ไฟสเตอริโอ, ลูปไลท์, แสงรุ้ง และพื้นหลังขาวดำ ทั้งยังใช้งานได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง

 

ในเลนส์ที่ 3 อย่างเลนส์ Mono นั้นช่วยให้ถ่ายเอฟเฟกต์ขาวดำได้ออกมาสวยงามมากกว่าปกติอีกด้วย

 

ยังไม่หมดเท่านี้เพราะยังมีสไตล์ในการถ่ายภาพบุคคลที่ให้มาเป็นคล้ายกับฟิลเตอร์ เช่น ธรรมชาติ, วินเทจ, เมืองเหนือ, สไตล์ญี่ปุ่น และอื่นๆ

 

รวมถึงการปรับเปลี่ยนแสงโบเก้เป็นลักษณะต่างๆ ได้ เช่น หัวใจ, ดวงดาว, แวดวง เป็นต้น

 

ถ่ายกลางคืนสวยงาม สว่างชัดเจนด้วย Super Night Mode

สิ่งที่ขาดไปไม่ได้ใน Vivo V20 ก็คือฟีเจอร์ในการถ่ายภาพกลางคืนที่ทำได้ยอดเยี่ยมมาก ภาพที่ได้มีความคมชัด มีการลด Noise จากความฉลาดของ AI ทำให้สีสันต่างๆ ยังคงความสดใสได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ เราก็สามารถถ่ายภาพความละเอียดสูง 64 ล้านพิกเซลได้โดยไม่ต้องใช้ Super Night Mode เช่นกัน


โหมดปกติ / Super Night Mode

 

ทั้งนี้ Super Night Mode ก็ยังมีลูกเล่นเป็นสไตล์เพิ่มเติมอีก 4 แบบ ได้แก่ ดำและทอง, น้ำแข็งสีฟ้า, ส้มเขียว และไซเบอร์พังก์

 

Super Macro ถ่ายได้ใกล้เพียง 2.5 ซม.

สำหรับการถ่ายเจาะวัตถุแบบ Super Macro ได้ใกล้ถึง 2.5 เซนติเมตร จกการใช้เลนส์ Super Wide Angle เข้ามาช่วย ทำให้ภาพระยะใกล้นั้นยังคงความสดใสของสีสันไม่ต่างจากการถ่ายในโหมดปกติเลยด้วย

 

กล้องหน้าคมชัด โฟกัสไม่มีหลุดด้วย 44MP Eye Autofocus

กล้องหน้าของ Vivo V20 มีความละเอียดถึง 44 ล้านพิกเซล ทั้งยังมีเทคโนโลยีในการโฟกัสอัตโนมัติตามดวงตาทั้งข้างซ้ายหรือขวา ไม่ว่าจะเคลื่อนไหวอยู่หรือมือไม่นิ่งก็ถ่ายใบหน้าของเราได้ชัดๆ แน่นอน

 

เซลฟี่ที่มืดไม่ต้องกลัวด้วย 

ใครที่ชอบถ่ายเซลฟี่ในตอนกลางคืน รุ่นนี้ก็มาพร้อม Selfie Softlight Band ที่เป็นการเติมแสงอ่อนๆ บนหน้าจอเพื่อให้ใบหน้าของเราสว่างและชัดเจนมากยิ่งขึ้น


โหมดปกติ / เปิด Selfie Softlight Band

 

ถ่ายวิดีโอ เน้นโฟกัส สวยงามไม่แพ้ภาพนิ่ง

การถ่ายวิดีโอของ Vivo V20 ก็ทำออกมาได้อย่างสุดยอดในเรื่องของเทคโนโลยีการกันภาพสั่นไหว โดยเฉพาะกล้องหน้ามีสามารถตรวจจับดวงตา หรือ Eye Autofocus ทำให้ใบหน้าไม่มีหลุดโฟกัสครับ ทั้งยังถ่ายได้ที่ความละเอียดสูงสุดถึง 4K

 

ฟีเจอร์ Art Portrait Video นั้นเพิ่มมิติที่การถ่ายวิดีโอได้อย่างสนุก ที่จะปรับฉากหลังให้เป็นขาว-ดำ แต่ตัวบุคคลยังคงเป็นสีสันอยู่

 

นอกจากนี้ ก็ยังสามารถถ่ายวิดีโอแบบ Dual View Video ทำให้เราเก็บบรรยากาศตรงหน้าและรีแอ็กชั่นได้พร้อมกัน แบบครบและจบในการถ่ายครั้งเดียว!

 

สรุปจุดเด่น

  • กล้องหลัง 3 เลนส์ คมชัดสูงสุด 64 ล้านพิกเซล ฟีเจอร์ครบ ฟังก์ชันเพียบ ใช้งานได้หลากหลาย
  • กล้องหน้า 44MP Eye Autofocus selfie โฟกัสได้ชัดเจน ไม่มีหลุดแน่นอน
  • ดีไวน์สวยงาม พร้อมการสัมผัสที่สบายขั้นสุด
  • CPU Snapdragon 720G ใช้งานได้ไหลลื่น ทั้งเล่นเกมหรือทั่วไป
  • แบตเตอรี่อึด 4000mAh แถมชาร์จได้เร็วด้วยเทคโนโลยี 33W vivo FlashCharge 2.0

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ตัวเครื่องไม่กันน้ำ

 

Vivo V20 เริ่มพรีออเดอร์แล้วตั้งแต่วันนี้ ถึง 22 ตุลาคม 2563 โดยมีราคาอยู่ที่ 11,999 บาท พร้อมรับฟรี! กระเป๋า Duffle Bag มูลค่า 1,399 บาท และ VIP Card ประกันหน้าจอแตกนาน 1 ปี + ขยายอีก 1 ปี มูลค่า 6,999 บาท

Continue Reading

Featured

รีวิว realme C12 สมาร์ทโฟนแบตอึด 6000mAh เปลี่ยนเป็น Power Bank ได้ หน้าจอกว้าง 6.5 นิ้ว และกล้องหลัง Nightscape

Published

on

realme C12 สมาร์ทโฟนน้องเล็กแบตเตอรี่ใหญ่ๆ 6000mAh ที่สามารถเปลี่ยนตัวเองเป็น Power Bank เพื่อแบ่งปันแบตเตอรี่ได้เช่นกัน ทั้งยังมีหน้าจอ Mini-drop Fullscreen 6.5 นิ้ว ใช้งานได้เต็มตา โดยจะมีฟีเจอร์อื่นๆ อะไรที่น่าสนใจบ้าง ลองมาดูกันครับ

 

สรุปสเปค realme C12

  • ขนาดตัวเครื่อง : 164.5 × 75.9 × 9.8 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 209 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Mini-drop Fullscreen ชนิด LCD กว้าง 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1600 x 720 พิกเซล) อัตราส่วน 20:9, พื้นที่การแสดงผลที่ 88.7%
  • หน่วยประมวลผล : MediaTek Helio G35 Octa Core ความเร็ว 2.3GHz
  • RAM 3/4 GB
  • ROM 32/64 GB
  • ระบบปฎิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย realme UI 1.0
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 3 เลนส์แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ B&W ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
    • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 ระยะโฟกัส 4 เซนติเมตร
  • กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • รองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ซิม
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi b/g/n, Bluetooth 5.0, ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และพอร์ต Micro USB 2.0
  • แบตเตอรี่ความจุ 6000mAh

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

ตัวกล่องของ relame C12 มาตามสีแบรนด์ที่เห็นก็รู้ว่าเป็น realme เช่นเคยครับ โดยอุปกรณ์ภายในกล่องมี ดังนี้

  • ตัวเครื่อง realme C12 พร้อมติดฟิล์มกันรอย
  • อะแดปเตอร์
  • สาย Micro USB 2.0
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น

 

ดีไซน์ของ relame C12 ให้ผิวสัมผัสที่ดีมากครับ โดยเป็นผิวแบบด้าน ไล่เฉดสีเป็น 3 ระดับตามการสะท้อนแสงมุมต่างๆ ในรูปทรงเลขาคณิตที่ได้แรงบรรดาลใจสี่เหลี่ยมคางหมูที่เคยใช้เป็นครั้งแรกใน relame C11 ซึ่งสีที่เราได้มาเป็นสีแดงสุดร้อนแรงอย่าง Coral Red

 

ทั้งนี้ ในการดีไซน์ก็ยังปกป้องเลนส์กล้องทั้ง 3 เลนส์พร้อมไฟแฟลชได้เป็นอย่างดีครับ และในเรื่องการจับถือต่างๆ ก็ทำได้ถนัดมือ ไม่มีรอยนิ้วมือติดแน่นอน ทั้งยังจับได้อย่างสะสบายด้วยฝาหลังที่มีความโค้งมนช่วยให้สบายต่อการจับถือ

 

หน้าจอแสดงผลจัดมาแบบ Mini-drop Fullscreen ขนาดกว้างถึง 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ อัตราส่วน 20:9 พร้อมมีพื้นที่การแสดงผลที่ 88.7% ทำให้ใช้งานทั้งเล่นเกมและการชมวิดีโอต่างๆ ได้แบบเต็มตาแน่นอนครับ

 

เหนือหน้าจอแสดงผลมาพร้อมลำโพงสำหรับการสนทนา ถัดลงมาเป็นกล้องหน้าในหยดน้ำ

 

ทางซ้ายตัวเครื่องให้ช่องใส่ซิมการ์ดมาถึง 2 ช่อง พร้อมด้วยช่องใส่ MicroSD Card สูงสุดถึง 256GB รวมเป็นทั้งหมด 3 ช่องเลยทีเดียว

 

ด้านล่างตัวเครื่องมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม., ไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต Micro USB 2.0 และลำโพงตัวหลัก

 

ทางขวามีปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง และปุ่ม Power

 

ขณะที่กล้องหลังมีทั้งหมด 3 เลนส์ พร้อมด้วยไฟแฟลช LED

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

relame C12 รันบนระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย realme UI 1.0 โดยลดระยะเวลาในการเปิดแอปพลิเคชั่นต่างๆ ถึง 25% เพิ่มความไหลลื่น 20% แบตเตอรี่ ทั้งยังเพิ่มการใช้งานแบตเตอรี่ถึง 10%

 

วอลเปเปอร์มีให้เลือกเพียบ

relame C12 มีตัวเลือกของวอลเปเปอร์ให้ได้ใช้งานกันหลาย 10 แบบเลยทีเดียวครับ แต่ภาพที่ได้มาเป็นสีแดงก็น่าจะถูกใจใครกลายคนแน่นอนครับ เพราะตรงกับสีตัวเครื่องด้วย

 

ปรับไอคอนได้เอง

realme UI 1.0 สามารถปรับเปลี่ยนลักษณะไอคอนได้เช่นกันครับ โดยสามารถปรับเปลี่ยนรูปทรงต่างๆ ได้ตามใจชอบครับ

 

Dark Mode มีให้ใช้งาน

relame C12 ก็มี Dark Mode ให้เราได้ใช้งานกันครับ โดยจะแสดงผลเป็นพื้นหลังสีดำทั้งหมด รวมถึงแอปพลิเคชั่นที่รองรับทันที ซึ่งเราสามารถเปิดโหมดนี้ตามเวลาได้เองตามที่กำหนดไว้

 

ถนอมสายตาก็มีให้เช่นกัน

หากใครที่ไม่อยากเปิด Dark Mode ก็สามารถใช้การตัดแสงสีฟ้าออกหรืออยู่ในโหมดถนอมสายตา ที่สามารถปรับความเข้มเป็นโทนอุ่นหรือเย็นได้ตามใจชอบเลย

 

ระบบความปลอดภัย

ระบบคาวมปลอดภัยจัดระบบเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือทางด้านหลังที่มีความรวดเร็วในการตอบสนองเพื่อปลดล็อกมาให้ใช้งานทันที

นอกจากนี้ก็ยังมีการสแกนใบหน้าที่มีความเร็วในการใช้งานอย่างเสถียรเช่นกันครับ

 

อยู่อย่างสงบด้วยโหมดโฟกัส

โหมดโฟกัสเป็นการตัดสิ่งรบกวนหรือตัดการแจ้งเตือนต่างๆ จากในสมาร์ทโฟนเราทันทีครับ ทำให้เราได้โฟกัสกับตัวเองมากขึ้น โดยเราสามารถเลือกเสียงบรรเลงได้ 3 แบบ ได้แก่ ทุ่งข้าวสาลี, คลื่น และคืนฤดูร้อน ทั้งยังสามารถปรับระยะเวลาในการเล่นได้ตามที่เราต้องการครับ

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

relame C12 ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล Helio G35 ที่เป็นชิปเกมมิ่งระดับเล็ก ที่สถาปัตยกรรมขนาด 12 นาโนเมตร ซึ่งถือว่าเล็กพอสมควรในการประหยัดพลังงานมากขึ้น

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 168 และคะแนน Multi-Core ที่ 983

 

รวมเกมทั้งหมดไว้ที่ Game Space

มีมาให้ทุกรุ่นครับสำหรับฟีเจอร์ Game Space ที่เป็นการรวมเกมทั้งหมดไว้ในที่เดียวกันทั้งหมด ซึ่งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพเป็นโหมดแข่งขัน และปิดกั้นการแจ้งเตือนได้ด้วย

 

ทดสอบการเล่นเกม

ROV

สำหรับเกม ROV เราสามารถเปิดกราฟิกได้ในระดับสูงยกเว้นการแสดงผลในระดับสูง และสามารถเปิดเฟรมเรทสูงได้เช่นกัน แต่เราได้เล่นลองในแบบเฟรมเรทปกติครับ เฟรมเรทก็วิ่งแบบลื่นๆ ประมาณ 28-30fps

 

Among US

สำหรับเกมดังใน PC ที่เล่นเกมสมาร์ทโฟนได้แบบฟรีๆ อย่าง Among US ก็สามารถเล่นได้แบบปกติ ไหลลื่น และไม่เห็นอาการกระตุกใดๆ

 

แบตเตอรี่อึดอยู่ได้นานเป็นวัน!

ความพิเศษที่เป็นรุ่นเล็ก แต่ก็ให้แบตเตอรี่มากกว่าเรือธง อยู่ที่ 6000mAh ที่ใช้งานทั่วไปได้เต็มวันหรือเผลอๆ จะเกิน 1 วันได้แน่นอนครับ ทั้งยังสามารถสแตนบายได้มากถึง 57 วัน ทั้งนี้ เมื่อแบตเยอะก็สามารถเปลี่ยนตัวเองเป็น Power Bank ชาร์จให้เราสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นได้ด้วย ซึ่งต้องใช้สายแยกต่างหากครับ

 

นอกจากนี้ เรายังเพิ่มคาวมอึดด้วยโหมด Super Power Saving Mode หรือโหมดประหยัดพลังงานขั้นสูง ที่สามารถใช้งานได้อีกเป็นชั่วโมงแม้มีแบตเตอรี่ราวๆ 5% ซึ่งเราสามารถเลือก 6 แอปเพื่อใช้งานได้ต่อด้วย

 

กล้องถ่ายรูป

realme C12 จัดกล้องหลังมาให้ที่แทบจะครบทุกฟีเจอร์ครับ โดบมีทั้งหมด 3 เลนส์ เป็นเลนส์หลัก + เลนส์ B&W และ Macro ส่วนกล้องหน้ามีความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ซึ่งฟีเจอร์ต่างๆ มีดังนี้ครับ

 

AI ถ่ายสวย โฟกัสไว

สำหรับโหมดปกติที่เราใช้งานกันมากที่สุด ก็ใช้งานได้เป็นอย่างดีครับ ระบบโฟกัสทำได้ค่อนข้างไว สีสันของภาพเก็บได้ครบ และเรื่องแสงและเงาก็ถือว่าทำได้ดีมากสำหรับเรทราคาเดียวกัน

 

สีสันจัดขึ้นผ่านฟีเจอร์ Chroma Boost

สำหรับ Chroma Boost นั้นเป็นการเร่งเฉดสีของภาพให้มีความสดมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นการเร่งแสงสว่างในส่วนที่มืดได้ชัดเจนกว่าเดิมอีกด้วย


ปิด Chroma Boost / เปิด Chroma Boost

 

Ultra Macro ถ่ายใกล้สุด 4 ซม.

เลนส์ Macro ก็จัดมาให้ ซึ่งมีระยะโฟกัสใกล้สุดถึง 4 เซนติเมตร สีสันถือว่าสวยงาม แต่อาจดรอปลงจากเลนส์ปกติเล็กน้อย แต่ยังคงความสวยงามอยู่ และภาพมีความคมชัด

 

Portrait ถ่ายได้สวยตามสไตล์ realme

realme C12 ให้เราได้ถ่ายภาพบุคคลได้อย่างสวยงามทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง การตัดขอบถือว่าทำได้เนียน ภาพดูมีมิติ ซึ่งภาพรวมแล้วทำได้ดีมากสำหรับสมาร์ทโฟนเรทราคาประหยัดครับ

กล้องหลัง

 

กล้องหน้า

 

นอกจากนี้ ก็ยังสามารถใช้งานฟิลเตอร์ B&W เพิ่มลูกเล่นในการถ่ายภาพได้เป็นอย่างดีครับ

 

NightScape ถ่ายในที่แสงน้อยก็คมชัด

เป็นการนำฟีเจอร์ระดับท็อปเข้ามาในรุ่นประหยัดครับ โดย NightScape ของ realme C12 ใช้เวลาประมวลผลไม่นาน ประมาณ 4-5 วินาทีครับ เห็นความแตกต่างจากโหมดปกติมากพอตัว รายละเอียดในส่วนที่มืดมีความคมชัดเลยทีเดียว


โหมดปกติ / โหมด NightScape

 

กล้องหน้า HDR ย้อนแสงได้ ไม่ต้องกลัว

คนไหนที่ชอบถ่ายเซลฟี่ ก็มีฟีเจอร์ HDR ที่สามารถถ่ายย้อนแสงได้ ทำให้แสงของบรรยากาศด้านหลังไม่ฟุ้ง และใบหน้าก็ไม่มืดเมื่อปิด HDR


ปิด HDR / เปิด HDR

 

สรุปจุดเด่น

  • แบตเตอรี่ให้มาแบบสุดอึดถึง 6000mAh และใช้งานเป็น Power Bank เพื่อชาร์จให้รุ่นอื่นได้ด้วย
  • ดีไซน์สวยงามแบบเลขาคณิต เล่นเฉดอย่างสวยงามแบบ 3 ระดับ
  • หน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ 6.57 นิ้ว พร้อมใช้งานได้คมชัดแบบ HD+
  • มีกล้องหลัง 3 เลนส์ 13 ล้านพิกเซล ใช้งานฟีเจอร์ได้ครบ
  • ตัวเครื่องให้มา 3 Slot สามารถใส่ได้ 2 ซิม และ MicroSD Card ไม่จำเป็นต้องเลือกให้ยุ่งยาก

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ใช้พอร์ต Micro USB 2.0
  • ไม่มีหูฟังมาให้ในกล่อง

 

สำหรับ realme C12 จะมาในราคาสุดพิเศษผ่านทาง DTAC, AIS และ TrueMove H ที่มาในราคาสุดประหยัด โดยจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป

Continue Reading

กำลังฮอต

Android News3 วัน ago

รวมสมาร์ทโฟนและฟีเจอร์เด็ดในยุค 5G จาก OPPO พร้อมโปรฯ เร็วแรง AIS 5G เครือข่ายที่ดีที่สุด

ในปี 2020 OPPO ได้ปร...

Featured2 สัปดาห์ ago

รีวิว Vivo V20 สมาร์ตโฟนกล้องหน้าคมชัดสูง 44MP โฟกัสได้ต่อเนื่อง ดีไซน์สะดุดตา พร้อมสเปคสุดไหลลื่น

Vivo V20 สมาร์ตโฟนกล...

Featured2 สัปดาห์ ago

รีวิว realme C12 สมาร์ทโฟนแบตอึด 6000mAh เปลี่ยนเป็น Power Bank ได้ หน้าจอกว้าง 6.5 นิ้ว และกล้องหลัง Nightscape

realme C12 สมาร์ทโฟน...

Featured2 สัปดาห์ ago

รีวิว realme 7i สมาร์ทโฟนตัวคุ้ม ขุมพลัง Snapdragon 662, กล้องหลัง 4 เลนส์ 64MP พร้อมจอลื่น 90Hz และแบตเตอรี่พันธ์อึด 5000mAh เริ่มต้นเพียง 3,989 บาท

realme 7i หนึ่งในสมา...

Featured2 สัปดาห์ ago

รีวิว OPPO Reno4 Z 5G สมาร์ทโฟนดีไซน์โดดเด่น พร้อมความเร็วแรงด้วย 5G Dual-Mode, หน้าจอ 120Hz และกล้องหลัง 48MP ราคาเพียง 12,990 บาท

OPPO Reno4 Z 5G สมาร...

Advertisement

มือถือใหม่

ข่าวใหม่วันนี้

ข่าวประชาสัมพันธ์6 นาที ago

เดลล์ เทคโนโลยีส์ เปิดตัว XPS พร้อมระบบดีไซน์ใหม่ทั้งหมด ด้วยคอนเซ็ปต์ทุกรายละเอียดคือหัวใจของทุกสิ่ง (Every Little Thing is Everything)

เดลล์ เทคโนโลยีส์ ปร...

ข่าวประชาสัมพันธ์17 นาที ago

LinkAxia นำเทคโนโลยีเน็ตเวิร์กสำหรับคลาวด์โดยเฉพาะ เข้ามาเปิดตัวในประเทศไทย

LinkAxia Group ในฐาน...

Apple News31 นาที ago

Apple รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 รายได้ของธุรกิจบริการ และ Mac ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

วันนี้ Apple ประกาศผ...

Apple News44 นาที ago

Apple ร่วงลงไปที่ 4 ในส่วนแบ่งของแบรนด์สมาร์ทโฟน ไตรมาส 3 ปี 2020 หลังโดน Xiaomi แซง

IDC รายงานว่าในปีนี้...

IT News49 นาที ago

เปิดตัว AIS Serenade Club Flagship Store สาขา Central World ที่สุดของงานบริการเหนือระดับเพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล 5G จัดเต็มแก็ดเจ็ตล้ำ ยกระดับการใช้ชีวิตดิจิทัล

เปิดตัว AIS Serenade...

กินเที่ยวกัน

กำลังมาแรง