มือถือแบตหมดไว เกิดจากอะไร พร้อมวิธีแก้ทั้ง iPhone และ Android

โดย Wattana S.

มือถือแบตหมดไว ทั้งที่ไม่ได้ใช้งานหนัก ระยะเวลาการใช้งานสั้นลงกว่าเดิมมาก ควรตรวจสอบเพิ่มเติมว่า สุขภาพแบตเตอรี่คืออะไรและเช็กอย่างไร อาจไม่ได้หมายความว่าแบตเตอรี่เสื่อมเสมอไป เพราะยังมีสาเหตุอื่น เช่น หน้าจอสว่างเกินไป แอปทำงานเบื้องหลัง สัญญาณมือถืออ่อน หรือระบบกำลังประมวลผลหลังอัปเดตซอฟต์แวร์

phone-battery-draining-fast-causes-fixes

บทความนี้จะพาไปตรวจสอบสาเหตุที่ทำให้แบตเตอรี่ลดเร็วกว่าปกติ พร้อมวิธีแก้สำหรับทั้ง iPhone และมือถือ Android โดยสามารถทดลองทำได้ด้วยตัวเองก่อนตัดสินใจเปลี่ยนแบตเตอรี่

อาการแบบไหนเรียกว่า มือถือแบตหมดไว

ระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ของมือถือแต่ละเครื่องไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับขนาดแบตเตอรี่ อายุการใช้งาน สัญญาณเครือข่าย และลักษณะการใช้งานของแต่ละคน

อย่างไรก็ตาม อาการต่อไปนี้อาจบ่งบอกว่ามือถือกำลังใช้แบตเตอรี่มากกว่าปกติ

  • แบตเตอรี่ลดลงหลายเปอร์เซ็นต์ทั้งที่ไม่ได้ใช้งาน
  • ชาร์จเต็มตอนเช้า แต่แบตเตอรี่หมดก่อนสิ้นวัน
  • เครื่องร้อนแม้วางหน้าจอทิ้งไว้
  • แบตเตอรี่ลดเร็วผิดปกติในช่วงกลางคืน
  • เปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่ลดลงแบบก้าวกระโดด
  • เครื่องดับทั้งที่ยังเหลือแบตเตอรี่
  • ต้องชาร์จมือถือบ่อยกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด

หากเพิ่งอัปเดตระบบ ติดตั้งแอปใหม่ หรือใช้งานแผนที่ เล่นเกม และถ่ายวิดีโอต่อเนื่อง แบตเตอรี่ที่ลดเร็วอาจเป็นอาการชั่วคราวและยังไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแบต

มือถือแบตหมดไว เกิดจากอะไร

1. หน้าจอสว่างเกินไป

หน้าจอเป็นส่วนหนึ่งที่ใช้พลังงานมากที่สุด โดยเฉพาะมือถือที่มีหน้าจอขนาดใหญ่ ความละเอียดสูง และอัตรารีเฟรช 120Hz

การเปิดความสว่างสูงตลอดเวลา ตั้งเวลาปิดหน้าจอนาน หรือใช้ Always-On Display อาจทำให้แบตเตอรี่ลดเร็วขึ้น โดยเฉพาะเมื่อใช้งานกลางแจ้งที่ระบบต้องเร่งความสว่างของหน้าจอ

2. มีแอปทำงานอยู่เบื้องหลัง

แอปโซเชียล แผนที่ อีเมล แอปออกกำลังกาย และบริการสำรองรูปภาพ อาจยังทำงานต่อแม้ไม่ได้เปิดอยู่บนหน้าจอ

มือถือเรือธง ขายดีประจำสัปดาห์

รวมรุ่นน่าสนใจ ราคาดี เหมาะกับคนกำลังเลือกซื้อรุ่นใหม่
Top 5
1
OPPO Find X9 Ultra
ราคาเริ่มต้น 54,999 บาท
2
iQOO 15
ราคาเริ่มต้น 29,900 บาท
3
iPhone 17 Pro Max
ราคาเริ่มต้น 48,900 บาท
4
iPhone 17
ราคาเริ่มต้น 29,900 บาท
5
vivo X300 Ultra
ราคาเริ่มต้น 54,999 บาท
* ราคาและโปรโมชันอาจมีการเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบอีกครั้งก่อนสั่งซื้อ

กิจกรรมเหล่านี้รวมถึงการอัปโหลดรูป ดาวน์โหลดข้อมูล ตรวจสอบตำแหน่ง และส่งการแจ้งเตือน จึงสามารถใช้แบตเตอรี่ได้ตลอดทั้งวัน

3. สัญญาณมือถือหรือ Wi-Fi อ่อน

เมื่ออยู่ในบริเวณที่สัญญาณไม่ดี เช่น ลานจอดรถใต้ดิน ลิฟต์ อาคารสูง หรือพื้นที่ห่างไกล มือถือจะพยายามค้นหาและเชื่อมต่อเครือข่ายอยู่ตลอดเวลา

กระบวนการดังกล่าวใช้พลังงานมากกว่าการใช้งานในบริเวณที่มีสัญญาณแรง และอาจทำให้เครื่องอุ่นขึ้นด้วย Apple ระบุว่าการไม่มีสัญญาณหรือมีสัญญาณต่ำสามารถส่งผลต่อระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ได้โดยตรง

4. เปิด GPS และการระบุตำแหน่งตลอดเวลา

แอปเรียกรถ แผนที่ พยากรณ์อากาศ กล้อง และแอปออกกำลังกายอาจขอใช้ตำแหน่งของมือถืออยู่เบื้องหลัง หากอนุญาตให้เข้าถึงตำแหน่ง “ตลอดเวลา” หลายแอปพร้อมกัน แบตเตอรี่ก็อาจลดเร็วกว่าปกติ

5. การแจ้งเตือนมีจำนวนมาก

การแจ้งเตือนแต่ละครั้งอาจทำให้หน้าจอติด เล่นเสียง สั่น และเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต หากติดตั้งแอปจำนวนมากและเปิดการแจ้งเตือนไว้ทั้งหมด มือถือจะถูกปลุกขึ้นมาทำงานบ่อยครั้งตลอดวัน

6. เพิ่งอัปเดตระบบหรือย้ายข้อมูลมาเครื่องใหม่

หลังอัปเดต iOS หรือ Android ระบบอาจยังจัดทำดัชนีไฟล์ วิเคราะห์รูปภาพ อัปเดตแอป และซิงค์ข้อมูลอยู่เบื้องหลัง จึงทำให้เครื่องร้อนและแบตเตอรี่ลดเร็วชั่วคราว

Apple แนะนำว่า หากแบตเตอรี่หมดเร็วหลังอัปเดต iPhone ให้รอประมาณ 2–3 วันแล้วตรวจสอบอีกครั้ง เนื่องจากงานเบื้องหลังบางอย่างอาจยังทำไม่เสร็จ

7. ใช้งานฟีเจอร์ที่กินพลังงานสูง

กิจกรรมบางอย่างใช้แบตเตอรี่มากกว่าการใช้งานทั่วไป เช่น

  • เล่นเกมกราฟิกสูง
  • ถ่ายวิดีโอความละเอียด 4K หรือ 8K
  • ถ่ายทอดสดผ่านเครือข่ายมือถือ
  • เปิดแผนที่นำทางต่อเนื่อง
  • แชร์อินเทอร์เน็ตผ่าน Hotspot
  • ใช้งานกล้องเป็นเวลานาน
  • ใช้ 5G ในพื้นที่สัญญาณไม่เสถียร
  • เปิด Bluetooth เชื่อมต่ออุปกรณ์หลายชิ้น
  • ใช้งานกลางแจ้งจนหน้าจอเร่งความสว่างสูงสุด

หากแบตเตอรี่ลดเร็วเฉพาะระหว่างทำกิจกรรมเหล่านี้ ถือเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นได้ตามปกติ

8. แอปหรือระบบทำงานผิดปกติ

บางครั้งแอปอาจค้างหรือทำงานวนซ้ำอยู่เบื้องหลัง ทำให้ใช้หน่วยประมวลผลและอินเทอร์เน็ตตลอดเวลา อาการที่พบร่วมกันคือเครื่องร้อน แบตเตอรี่ลดเร็ว และแอปนั้นแสดงสัดส่วนการใช้แบตเตอรี่สูงผิดปกติ

9. อุณหภูมิของเครื่องสูงเกินไป

หากเครื่องร้อนแม้ไม่ได้เล่นเกมหรือใช้งานหนัก ควรตรวจสอบเพิ่มเติมว่า มือถือร้อนเกิดจากอะไร เพราะอาจมีแอปหรือระบบทำงานผิดปกติอยู่เบื้องหลัง

ความร้อนส่งผลทั้งต่อระยะเวลาการใช้งานและอายุของแบตเตอรี่ การเล่นเกมขณะชาร์จ วางมือถือไว้ในรถ หรือใช้งานกลางแดดเป็นเวลานาน อาจทำให้เครื่องสะสมความร้อน

เมื่ออุณหภูมิสูง ระบบอาจลดประสิทธิภาพ จำกัดการชาร์จ หรือหยุดการทำงานบางอย่างชั่วคราวเพื่อป้องกันความเสียหาย

10. แบตเตอรี่เริ่มเสื่อมตามอายุ

แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจะเสื่อมลงตามอายุและจำนวน รอบชาร์จหรือ Cycle Count ทำให้ความจุสูงสุดลดลงและใช้งานได้สั้นกว่าเดิม

อาการแบตเตอรี่เสื่อมอาจรวมถึงแบตหมดไว เครื่องดับเอง เปอร์เซ็นต์ลดผิดปกติ หรือประสิทธิภาพลดลงอย่างเห็นได้ชัด

วิธีตรวจสอบว่าแอปไหนทำให้แบตหมดไวบน iPhone

วิธีตรวจสอบว่าแอปไหนทำให้แบตหมดไวบน iPhone

ผู้ใช้ iPhone สามารถตรวจสอบการใช้แบตเตอรี่ได้ดังนี้

  1. เปิดแอป การตั้งค่า
  2. เลือก แบตเตอรี่
  3. ดูกราฟการใช้แบตเตอรี่และกิจกรรมประจำวัน
  4. เลื่อนลงเพื่อดูว่าแอปใดใช้แบตเตอรี่มากที่สุด
  5. แตะแอปหรือเลือกดูการใช้แบตเตอรี่ทั้งหมดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ควรสังเกตข้อความใต้ชื่อแอป เช่น “กิจกรรมเบื้องหลัง” หรือจำนวนชั่วโมงที่แอปทำงาน หากแอปที่แทบไม่ได้ใช้งานกลับใช้แบตเตอรี่เป็นอันดับต้น ๆ อาจต้องจำกัดการทำงานเบื้องหลัง อัปเดต หรือลบแล้วติดตั้งใหม่

ใน iOS รุ่นใหม่ ระบบอาจแสดงข้อมูลเชิงลึกและคำแนะนำเหนือกราฟ เช่น หน้าจอสว่างเกินไป การตั้งค่าอุปกรณ์ยังไม่เสร็จ หรือระบบยังประมวลผลหลังอัปเดต

วิธีตรวจสอบว่าแอปไหนทำให้แบตหมดไวบน Android

วิธีตรวจสอบว่าแอปไหนทำให้แบตหมดไวบน Android

ชื่อเมนูของมือถือ Android อาจต่างกันตามแบรนด์และเวอร์ชันระบบ แต่โดยทั่วไปตรวจสอบได้ดังนี้

  1. เปิด การตั้งค่า
  2. เลือก แบตเตอรี่
  3. เข้าเมนู การใช้แบตเตอรี่ หรือ รายละเอียดการใช้แบตเตอรี่
  4. ตรวจสอบรายชื่อแอปและสัดส่วนการใช้พลังงาน
  5. แตะแอปที่ใช้แบตเตอรี่สูงเพื่อดูตัวเลือกเพิ่มเติม

มือถือบางรุ่นสามารถจำกัดการทำงานเบื้องหลัง ตั้งค่าแอปเป็นโหมดประหยัด หรือพักแอปที่ไม่ได้ใช้งานได้จากหน้านี้

สำหรับ Samsung Galaxy สามารถเข้าไปที่ การตั้งค่า > การดูแลแบตเตอรี่และอุปกรณ์ > แบตเตอรี่ แล้วตรวจสอบกิจกรรมของแอป รวมถึงตั้งค่าขีดจำกัดการใช้งานเบื้องหลังได้

วิธีแก้ iPhone แบตหมดไว

ลดความสว่างและเปิดความสว่างอัตโนมัติ

ลดความสว่างจากศูนย์ควบคุม และเปิดการปรับความสว่างอัตโนมัติเพื่อให้หน้าจอปรับตามสภาพแวดล้อม นอกจากนี้ควรตั้งค่าล็อกหน้าจออัตโนมัติให้เหมาะสม เช่น 30 วินาทีหรือ 1 นาที

เปิดโหมดพลังงานต่ำ

ไปที่ การตั้งค่า > แบตเตอรี่ > โหมดพลังงานต่ำ

โหมดนี้จะลดหรือหยุดการทำงานบางส่วน เช่น การดึงข้อมูลอีเมล การดึงข้อมูลแอปเบื้องหลัง เอฟเฟ็กต์ภาพ และกิจกรรมอัตโนมัติบางประเภท จึงช่วยให้ใช้งานได้นานขึ้นเมื่อแบตเตอรี่เหลือน้อย

จำกัดการดึงข้อมูลแอปเบื้องหลัง

ไปที่ การตั้งค่า > ทั่วไป > ดึงข้อมูลแอปอยู่เบื้องหลัง จากนั้นปิดเฉพาะแอปที่ไม่จำเป็นต้องอัปเดตข้อมูลตลอดเวลา

ไม่จำเป็นต้องปิดทุกแอป เพราะบางแอปอาจต้องทำงานเบื้องหลังเพื่อให้ฟังก์ชันสำคัญทำงานได้ครบถ้วน

ตรวจสอบสิทธิ์เข้าถึงตำแหน่ง

ไปที่ การตั้งค่า > ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย > บริการหาตำแหน่งที่ตั้ง

เปลี่ยนแอปที่ไม่จำเป็นจาก “ตลอดเวลา” เป็น “ในระหว่างใช้แอป” หรือปิดสิทธิ์สำหรับแอปที่ไม่ต้องใช้ตำแหน่ง

ใช้ Wi-Fi เมื่อทำได้

ตามข้อมูลจาก Apple การใช้ Wi-Fi โดยทั่วไปใช้พลังงานน้อยกว่าเครือข่ายเซลลูลาร์ หากอยู่ในบริเวณที่มี Wi-Fi ที่ปลอดภัยและเสถียร ควรเชื่อมต่อ Wi-Fi แทนการใช้ข้อมูลมือถือ

ในพื้นที่ไม่มีสัญญาณเป็นเวลานาน สามารถเปิดโหมดเครื่องบินเพื่อหยุดไม่ให้ iPhone ค้นหาเครือข่ายต่อเนื่อง

ตรวจสอบสุขภาพแบตเตอรี่

เข้าไปที่ การตั้งค่า > แบตเตอรี่ > สุขภาพแบตเตอรี่ หรือ สุขภาพแบตเตอรี่และการชาร์จ ชื่อเมนูอาจต่างกันตามรุ่นและเวอร์ชัน iOS

หากระบบแสดงคำแนะนำให้เข้ารับบริการ หรือความจุสูงสุดลดลงมากจนใช้งานไม่เพียงพอ การเปลี่ยนแบตเตอรี่อาจช่วยให้ระยะเวลาการใช้งานกลับมาใกล้เคียงเดิม

วิธีแก้มือถือ Android แบตหมดไว

เปิดโหมดประหยัดพลังงาน

เข้าไปที่ การตั้งค่า > แบตเตอรี่ > โหมดประหยัดพลังงาน

ระบบจะลดกิจกรรมเบื้องหลัง ความเร็วบางส่วน เอฟเฟ็กต์ และการซิงค์ข้อมูล เพื่อยืดระยะเวลาการใช้งาน ชื่อและความสามารถของโหมดนี้แตกต่างกันตามยี่ห้อมือถือ

จำกัดแอปที่ใช้แบตเตอรี่สูง

เปิดหน้าการใช้แบตเตอรี่ เลือกแอปที่ผิดปกติ แล้วตั้งค่าการใช้แบตเตอรี่เบื้องหลังเป็น “เพิ่มประสิทธิภาพ” หรือ “จำกัด”

ควรระวังการจำกัดแอปแชต อีเมล นาฬิกาปลุก หรือแอปที่ต้องแจ้งเตือนทันที เพราะอาจทำให้ข้อความและการแจ้งเตือนมาช้าลง

ปิด Always-On Display เมื่อไม่จำเป็น

หน้าจอ Always-On Display ใช้พลังงานไม่มากเมื่อเทียบกับการเปิดหน้าจอเต็ม แต่ยังคงส่งผลต่อแบตเตอรี่ หากต้องการประหยัดสูงสุด สามารถปิดหรือตั้งให้แสดงเฉพาะเมื่อแตะหน้าจอ

ลดอัตรารีเฟรชหน้าจอ

มือถือ Android บางรุ่นสามารถเปลี่ยนจาก 120Hz เป็น 60Hz ได้ การลดอัตรารีเฟรชช่วยลดการใช้พลังงาน แต่อาจทำให้ภาพเคลื่อนไหวและการเลื่อนหน้าจอดูลื่นน้อยลง

อัปเดตแอปและระบบ

ตรวจสอบการอัปเดตระบบและแอปเป็นประจำ เพราะเวอร์ชันใหม่อาจแก้ปัญหาการใช้พลังงานผิดปกติ อย่างไรก็ตาม หลังอัปเดตครั้งใหญ่อาจต้องรอให้ระบบประมวลผลเบื้องหลังเสร็จก่อนจึงจะประเมินแบตเตอรี่ได้แม่นยำ

ถอนการติดตั้งแอปที่ผิดปกติ

หากแบตเตอรี่เริ่มหมดไวหลังติดตั้งแอปใหม่ และแอปนั้นแสดงการใช้พลังงานสูง ควรทดลองถอนการติดตั้งแล้วสังเกตอาการประมาณหนึ่งวัน

ไม่แนะนำให้ติดตั้งแอปประเภท “เร่งเครื่อง” หรือ “ประหยัดแบตเตอรี่” ที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะตัวแอปอาจทำงานเบื้องหลัง แสดงโฆษณา และใช้แบตเตอรี่เพิ่มขึ้นเอง

มือถือแบตลดเร็วตอนกลางคืนแก้อย่างไร

หากไม่ได้ใช้งานมือถือ แต่แบตเตอรี่ลดลงมากในช่วงกลางคืน ให้ตรวจสอบตามลำดับดังนี้

  1. ดูว่าแอปใดทำงานช่วงที่ปิดหน้าจอ
  2. ปิด Hotspot, GPS หรือการเชื่อมต่อที่ไม่จำเป็น
  3. ตรวจสอบว่าระบบกำลังสำรองรูปหรือดาวน์โหลดไฟล์หรือไม่
  4. ปิดการแจ้งเตือนจากแอปที่ไม่สำคัญ
  5. รีสตาร์ทเครื่องหนึ่งครั้ง
  6. เปิดโหมดเครื่องบินก่อนนอนเพื่อทดสอบเรื่องสัญญาณ
  7. ตรวจสอบสุขภาพและอายุของแบตเตอรี่

หากเปิดโหมดเครื่องบินแล้วแบตเตอรี่ลดน้อยลงอย่างชัดเจน สาเหตุอาจเกี่ยวข้องกับสัญญาณเครือข่ายหรือแอปที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอยู่เบื้องหลัง

การปิดแอปทั้งหมดช่วยประหยัดแบตหรือไม่

ไม่จำเป็นต้องปิดแอปทั้งหมดทุกครั้งหลังใช้งาน เพราะระบบ iOS และ Android สามารถพักแอปที่ไม่ได้ใช้งานได้เอง การเปิดแอปใหม่ซ้ำ ๆ อาจต้องโหลดข้อมูลและใช้พลังงานเพิ่มเติมด้วย

ควรบังคับปิดเฉพาะแอปที่ค้าง ทำงานผิดปกติ ใช้ตำแหน่งต่อเนื่อง หรือพบว่าใช้แบตเตอรี่สูงผิดปกติเท่านั้น

เมื่อไรควรเปลี่ยนแบตเตอรี่มือถือ

ควรนำมือถือไปตรวจสอบหรือพิจารณาเปลี่ยนแบตเตอรี่เมื่อพบอาการต่อไปนี้

  • ระบบแจ้งเตือนว่าแบตเตอรี่เสื่อมหรือต้องเข้ารับบริการ
  • แบตเตอรี่หมดเร็วจนกระทบการใช้งานประจำวัน
  • เปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่ลดลงหรือเพิ่มขึ้นผิดปกติ
  • เครื่องดับเองทั้งที่ยังมีแบตเตอรี่
  • แบตเตอรี่บวม ฝาหลังหรือหน้าจอเริ่มแยกออกจากตัวเครื่อง
  • เครื่องร้อนผิดปกติแม้ไม่ได้ใช้งาน
  • ทดลองแก้ไขด้านซอฟต์แวร์แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น

หากแบตเตอรี่บวม ควรหยุดชาร์จและหยุดใช้งานทันที ไม่ควรกด ฝืนปิดฝาหลัง หรือเจาะแบตเตอรี่ ให้นำเครื่องไปยังศูนย์บริการหรือช่างที่เชื่อถือได้

สรุปวิธีแก้มือถือแบตหมดไว

มือถือแบตหมดไวอาจเกิดจากหน้าจอสว่าง แอปทำงานเบื้องหลัง สัญญาณอ่อน การใช้ GPS การอัปเดตระบบ หรือแบตเตอรี่เสื่อมตามอายุ วิธีตรวจสอบที่ง่ายที่สุดคือเปิดหน้าการใช้แบตเตอรี่ แล้วดูว่าแอปหรือส่วนใดใช้พลังงานมากผิดปกติ

จากนั้นลองลดความสว่าง จำกัดกิจกรรมเบื้องหลัง ปรับสิทธิ์ตำแหน่ง เปิดโหมดประหยัดพลังงาน และอัปเดตแอปให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด หากแบตเตอรี่ยังลดเร็ว มีอาการเครื่องดับ หรือแบตเตอรี่บวม ควรนำเครื่องไปตรวจสอบเพื่อความปลอดภัย

คำถามที่พบบ่อย

มือถือไม่ได้ใช้ แต่แบตลดเอง เป็นเรื่องปกติหรือไม่

แบตเตอรี่สามารถลดลงเล็กน้อยได้แม้ไม่ได้ใช้งาน เพราะมือถือยังเชื่อมต่อเครือข่าย รับการแจ้งเตือน และซิงค์ข้อมูลอยู่เบื้องหลัง แต่หากลดลงมากพร้อมกับเครื่องร้อน ควรตรวจสอบกิจกรรมของแอปและสุขภาพแบตเตอรี่

เปิด 5G ทำให้แบตหมดเร็วกว่า 4G หรือไม่

มีโอกาสใช้แบตเตอรี่มากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณที่สัญญาณ 5G ไม่เสถียรและเครื่องต้องสลับเครือข่ายบ่อย หากต้องการประหยัดแบตเตอรี่ สามารถเลือกโหมด 5G อัตโนมัติ หรือทดลองใช้ 4G ในพื้นที่ดังกล่าว

โหมดมืดช่วยประหยัดแบตหรือไม่

โหมดมืดสามารถช่วยลดการใช้พลังงานบนหน้าจอ OLED เพราะพิกเซลบริเวณสีดำสามารถลดหรือปิดการเปล่งแสงได้ แต่ผลที่ได้ขึ้นอยู่กับความสว่างหน้าจอและรูปแบบการใช้งานด้วย

รีเซ็ตเครื่องช่วยแก้แบตหมดไวได้หรือไม่

การรีเซ็ตอาจช่วยได้หากปัญหาเกิดจากการตั้งค่าหรือซอฟต์แวร์ แต่ควรเป็นวิธีท้าย ๆ หลังจากตรวจสอบแอป รีสตาร์ทเครื่อง และอัปเดตระบบแล้ว ก่อนรีเซ็ตต้องสำรองข้อมูลสำคัญให้เรียบร้อย

เปลี่ยนแบตเตอรี่แล้วข้อมูลในมือถือจะหายหรือไม่

โดยทั่วไปการเปลี่ยนแบตเตอรี่ไม่จำเป็นต้องลบข้อมูล แต่ควรสำรองข้อมูลก่อนนำเครื่องเข้ารับบริการเสมอ เพื่อป้องกันข้อมูลสูญหายจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

ข้อมูลวิธีตรวจสอบและคำแนะนำอ้างอิงอย่างเป็นทางการของ Apple, Google Android และ Samsung Thailand

อ่านเพิ่มเติม:

ไม่พลาดทุกข่าวเทคโนโลยี ติดตามเราบน Google News รับข่าวมือถือ รีวิว และเทคโนโลยีล่าสุดจากเรา
ติดตาม

เรื่องที่เกี่ยวข้อง