Connect with us

Featured

รีวิว OPPO Reno6 5G สมาร์ทโฟนสายวิดีโอ Portrait โบเก้สวย ดีไซน์เรโทร ขอบเหลี่ยมเป็นเอกลักษณ์

Published

on

รีวิว OPPO Reno6 5G สมาร์ทโฟนสายพอร์ตเทรตรุ่นใหม่ที่มาพร้อมสโลแกน “อารมณ์ไหน ก็พอร์ตเทรต” มาพร้อมจุดเด่นมากมาย ทั้งเรื่องกล้องที่อัปเกรดขึ้นมีความสามารถในด้าน Portrait แบบจัดเต็มทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ ชิปเซ็ตตัวใหม่ที่เร็วแรงตอบโจทย์ ระบบชาร์จไวที่ให้มาท็อปสุด และปิดท้ายกับดีไซน์ใหม่ Ultra-slim Retro ที่สวยลงตัวขึ้นไปอีก

และหลังจากที่เราใช้งานจริงมากว่า 1 สัปดาห์ วันนี้ทีมงาน iphone-droid.net ก็ขอมารีวิวประสบการณ์การใช้งานแบบเต็ม ๆ ให้ชมว่ารุ่นนี้ น่าสนใจแค่ไหน ถ้าพร้อมแล้วก็เริ่มกันเลย !

สรุปสเปค OPPO Reno6 5G

  • ขนาดตัวเครื่อง : 156.8 x 72.1 x 7.6 มม.
  • น้ำหนัก : 182 กรัม
  • หน้าจอ : AMOLED ขนาด 6.4″ ความละเอียด FHD+ refresh rate 90Hz
  • CPU : Dimensity 900 5G Octa-core 2.4GHz (6nm)
  • GPU : Mali-G78 MC4
  • RAM : 8GB
  • ROM : 128GB
  • แบตเตอรี่ : 4300mAh
  • ระบบชาร์​จ : ชาร์จไว 65W SuperVOOC 2.0
  • กล้องหน้า : 32MP
  • กล้องหลัก : 3 ตัว
    • กล้องหลัก 64MP
    • กล้อง Ultra Wide-angle 8MP
    • กล้อง macro 2MP
  • ระบบปฏิบัติการ : Android 11 ครอบทับด้วย ColorOS 11.3

ดีไซน์แบบใหม่ Ultra-slim Retro

ขอเริ่มต้นที่ดีไซน์กันก่อนเลยดีกว่า เพราะรอบนี้ OPPO Reno6 5G มีการเปลี่ยนรูปทรงอีกครั้ง ใช้ดีไซน์ทรงเหลี่ยมขึ้นตรงนี้ OPPO ใช้ชื่อเรียกว่า Ultra-slim Retro Design ทุกอย่างดูเหลี่ยมขึ้นและ Flat ลง ตั้งแต่ขอบเครื่องไปจนถึงหน้าจอและฝาหลัง แต่ก็ยังคงความบางเฉียบแบบที่ OPPO Reno Series ควรเป็นตัวเครื่องมาพร้อมความบางเฉียบเพียงแค่ 7.59 มม. เท่านั้น

กรอบตัวเครื่องจะเป็นแบนและเรียบสวยงาม แต่ก็มีการเพิ่มมุมให้ไม่แข็งทื่อไปซะทั้งหมด แถมยังช่วยให้เราจับถือได้อย่างสบายมือและกระชับ แม้ขอบตัวเครื่องจะเหลี่ยมขึ้นกว่าเดิมก็ตาม น้ำหนักของตัวเครื่องยังเป็นสิ่งที่เราชอบจาก OPPO Reno6 5G ตัวนี้ด้วย น้ำหนักแค่ 182 กรัมเท่านั้น อาจจะไม่ได้เบาสุด ๆ แต่ก็มีความหนักแน่นให้จับถือแล้วรู้สึกถึงความพรีเมี่ยมจริง ๆ

ฝาหลังแบบ Reno Glow ความระยิบระยับที่ลงตัว

ฝาหลังของ OPPO Reno6 5G ยังคงใช้ดีไซน์แบบ Reno Glow ที่มีความระยิบระยับเป็นเอกลักษณ์ของ OPPO อย่างมาก ผิวสัมผัสจะเป็นแบบด้านแต่ก็มีซ่อนลูกเล่นของผิวทรายเข้าไป ช่วยให้เวลาเราสัมผัสนั้นมีทั้งความแปลกใหม่กับความเนียนมือที่แบบที่ไม่เก็บคราบรอยนิ้วมืออีกด้วย

ส่วนเรื่องสีสัน OPPO Reno6 5G มีให้เลือก 2 สีคือ Aurora กับสีดำ Stellar Black สองตัวเลือกที่ให้เราได้สัมผัสกับความงามในด้านดีไซน์ที่ยอดเยี่ยมไม่เหมือนใครมากยิ่งขึ้น

สี Aurora สีที่ “เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา” OPPO Reno6 5G สี Aurora เป็นการผสมผสานระหว่างแสงและสีที่ได้รับแรงบันดาลใจจากจินตนาการ เสมือนแสงเหนืออันเปล่งประกายระยิบระยับ มีสีสันที่หลากหลายและเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เพียงแค่เราพลิกเครื่องไปมาให้กระทบกับแสงก็จะเกิดสีสันใหม่ ๆ ขึ้นตลอดเวลา โดดเด่นมาก ๆ ครับตรงนี้

สี Stellar Black “สีดำที่เปล่งประกายที่สุด” อีกสีก็จะเป็นโทนดำ แต่ก็มีมิติด้วยเอฟเฟกต์แบบไดนามิก เพิ่มมุมมองใหม่ให้กับสีดำคลาสสิคน่าค้นหากว่าเดิม แถมยังสอดแทรกความระยิบระยับของ Reno Glow เข้าไปอีกด้วย เป็นโทนที่โดดเด่นไม่แพ้กันเลยครับ

หน้าจอที่สวยและตอบโจทย์ทุกการสัมผัส

พลิกกลับมาดูหน้าจอกันบ้าง OPPO Reno6 5G มาพร้อมหน้าจอ AMOLED ขนาด 6.4″ ให้ความสวยงามและคมชัดแบบที่ถูกใจเรา เป็นขนาดที่เพียงพอต่อการใช้งานและทำให้ตัวเครื่องดูกะทัดรัดและไม่ใหญ่จนเกินไปอีกด้วย ดีไซน์ของหน้าจอก็เป็นแบบ Punch Hole Display ใช้พื้นที่หน้าจอได้เยอะถึง 91.7% เต็มตาไปหมด

ส่วนเรื่องสีสันอย่างที่บอกว่าเป็นจอ AMOLED ความละเอียดอยู่ที่ FHD+ ก็สวยเพียงพอต่อการใช้งานมาก ๆ เอามาดูหนังบน Netflix ก็ได้ระดับ HD หรือมาตรฐานแบบ HDR10+ ดูวิดีโอ HDR บน YouTube ก็ได้สีสันที่ครบและกว้างตามที่คอนเทนต์รองรับเลยครับ

ส่วนเรื่องการตอบสนองหน้าจอ OPPO Reno6 5G ได้ refresh rate 90Hz และ Touch Sampling rate ที่ 180Hz ทำให้ทุกการสัมผัสหน้าจอนั้นลื่นไหลเอามาก ๆ ติดนิ้วทั้งการเลื่อนหน้าจอ ไถฟีด หรือการเล่นเกมจะรู้สึกลื่นไหลไปทั้งหมดครับ

มีระบบสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ AMOLED ก็ดีแบบนี้

ด้วยความที่หน้าจอเป็น AMOLED ก็สามารถใส่เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือมาให้ในหน้าจอได้ด้วย ความเร็วในการสแกนก็ยอดเยี่ยมสมกับเป็น OPPO แทบจะเรียกว่าแตะก็สแกนได้เลย ไม่ต้องแช่นิ้วไว้นาน ใช้งานได้รวดเร็วเหมาะสำหรับยุคนี้ที่อาจจะต้องใส่หน้ากากอนามัยไว้ตลอด ทางเลือกนี้ก็ช่วยได้เยอะครับ

ตำแหน่งปุ่มกดของ OPPO Reno6 5G ก็วางไว้ได้อย่างมาตรฐาน และแตะกดได้ง่ายมาก ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่ม-ลดเสียงที่ฝั่งซ้ายมือของตัวเครื่อง ปุ่ม Power ที่อยู่ตำแหน่งของนิ้วโป้งพอดีไม่ต้องเอื้อมนิ้วไปจนเกร็ง

ไม่มีช่องหูฟัง 3.5 มม. กับช่อง micro-SD แล้วนะ

จุดที่น่าเสียดายอยู่บ้างบน OPPO Reno6 5G ก็คงเป็นเรื่องพอร์ตที่รุ่นนี้ไม่มีช่องหูฟัง 3.5 มม. มาให้แล้ว ตัวเครื่องเหลือเพียงพอร์ต USB type-C ที่ด้านล่างตัวเครื่องเพียงพอร์ตเดียว แต่ก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่ในยุคที่หูฟัง TWS กำลังฮิตและราคาถูกลงเรื่อย ๆ แบบนี้ล่ะเนาะ

ช่องถาดซิมของรุ่นนี้ก็จะอยู่ที่ด้านล่างนี้เหมือนกัน อันนี้แอบน่าเสียดายกว่าช่องหูฟังอีกคือ ช่อง micro-SD นั้นถูกตัดออกไปแล้วครับ หมายความรุ่นนี้ไม่สามารถเพิ่มเม็มได้แล้ว ถาดซิมจะเป็นแบบ Dual-Slot ใส่ได้ 2 ซิมเท่านั้นครับ

ลำโพงหลักตัวเดียวไม่ Stereo นะ

ตำแหน่งของลำโพงรุ่นนี้ก็จะวางไว้ที่มุมล่างของตัวเครื่องเช่นกัน คุณภาพเสียงใช้ได้เลยความดังก็กำลังดีครับ แต่ว่าน่าเสียดายที่เป็นลำโพงตัวเดียวแบบ mono ไม่ได้ใช้คู่กับลำโพงสนทนาได้ครับ

โดยรวมในเรื่องของดีไซน์ OPPO Reno6 5G นั้นถือว่าปรับเปลี่ยนดีไซน์ให้สวยลงตัวมากขึ้น ใช้ดีไซน์ทรงเหลี่ยมที่เชื่อว่าหลายคนชอบและคุ้นเคยกับดีไซน์แบบนี้เป็นอย่างดี ทุกอย่างดู Flat และเรียบง่ายมากขึ้น แต่ก็ยังได้ความบางและน้ำหนักเบาแบบที่ควรจะเป็น ฝาหลังที่สวยงามระยิบระยับของรุ่นนี้ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสวยและน่าสัมผัสจริง ๆ

กล้อง Portrait ที่จัดเต็มขึ้นในทุกมิติ

มาต่อเรื่องหลักของรุ่นนี้เลยกับ “กล้อง” รุ่นนี้จัดเต็มมาด้วยกล้องถึง 3 ตัว พร้อมฟีเจอร์เรื่องการถ่ายภาพคน ถ่ายภาพ Portrait แบบจัดเต็มสุด ๆ สำหรับสเปคกล้องทั้ง 3 ตัวคร่าว ๆ มีดังนี้ครับ

  • 64MP กล้องหลัก f/1.7
  • 8MP กล้อง Ultra Wide-angle f/2.2
  • 2MP กล้อง macro f/2.4
  • Color Temperature Sensor (เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิสี)
  • ไฟแฟลช LED 1 ดวง

จะเห็นว่าสเปคที่ให้มานั้นพร้อมสำหรับการถ่ายภาพในทุกรูปแบบ ไม่ใช่แค่ Portrait เท่านั้น จะถ่ายวิวก็ได้ความละเอียดระดับสูงถึง 64MP และมีกล้อง Ultra Wide ที่ถ่ายมุมกว้างได้แบบครบถ้วน หรือจะอยากถ่ายภาพระยะใกล้อย่าง macro ก็มีด้วย เพียงพอต่อการใช้งานในหลาย ๆ รูปแบบจริง ๆ ครับ

Bokeh Flare Portrait Video มิติใหม่ของวิดีโอสุดโรแมนติก

ฟีเจอร์ Bokeh Flare Portrait ของ OPPO Reno6 5G รอบนี้ไม่ใช่แค่ภาพนิ่งเท่านั้นเพราะฟีเจอร์นี้สามารถใช้งานในโหมดวิดีโอได้และดีมากด้วย ! เราจะเห็นการประมวลผลของ AI แบบเรียลไทม์เลย เพียงแค่เปิดโหมด Video และเลือก Style เป็น Bokeh Flare Portrait จะเห็นการละลายฉากหลังได้ทันทีก่อนถ่ายเลย ดวงไฟที่อยู่ในฉากหลังหรือแสงที่ลอดเข้ามาจะถูกเปลี่ยนเป็น Bokeh ดวงโตพร้อมการละลายที่เนียนอย่างกับมือโปรเลยครับ

และผลลัพธ์ที่ออกมาก็จะตรงตามที่เราได้เห็นก่อนหน้านี้เลย สวยยังไงออกมายังงั้นเป๊ะ ความสวยงามของใบหน้าแบบก็จะมีการเพิ่มฟีเจอร์ Portrait Beautification เข้าไปด้วย เปลี่ยนวิดีโอการถ่ายวิดีโอแบบเดิม ๆ ไปเลยจริง ๆ ครับ

ตัวอย่างวิดีโอจากโหมด Bokeh Flare Portrait

Bokeh Flare Portrait ยกระดับการถ่ายคนให้ถึงขั้นสุด

แน่นอนว่า Portrait ภาพนิ่งก็เป็นอีกจุดเด่นของ OPPO Reno6 5G รุ่นนี้จัดโหมด Bokeh Flare Portrait ที่ยอดเยี่ยมมากสำหรับใครที่ชอบการละลายฉากหลังแบบสวย ๆ ดึงแบบให้เด่นขึ้นมาพร้อมความสวยเนียนเป็นธรรมชาติในแบบที่ OPPO ถนัดครับ รอบนี้จะเห็นเลยว่า OPPO ใช้ความสามารถของ AI อย่างเต็มที่จริง ๆ โดยตัว AI จะคอยตรวจสอบว่าจุดไหนควรเสริมดวงไฟให้สวยขึ้นเป็น Bokeh ได้ พร้อมสร้างความตื้นลึกของแบบกับฉากหลังได้อย่างมีธรรมชาติ ไม่ให้ความรู้สึกที่ลอยจนเว่อเกินไป

ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็บอกเลยว่ายอดเยี่ยมจริง ๆ ความเนียนของใบหน้าไม่มีที่ติสวยและเนียนเป็นธรรมชาติมาก ส่วนการละลายฉากหลังก็ทำได้เนียนตาและเบลอได้แบบถึงใจจริง ๆ แถมหากฉากที่มีดวงไฟหรือแสงลอดเข้ามาที่ด้านหลังพลังของ AI ก็จะเปลี่ยนเป็น Bokeh ที่สมจริงเหมือนใช้กล้องใหญ่เลยล่ะครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายโหมด Bokeh Flare Portrait จากกล้องหลังของ OPPO Reno6 5G

นอกจากกล้องหลังที่เราชินกันอยู่แล้วสำหรับโหมด Portrait แบบนี้ กล้องหน้าของ OPPO Reno6 5G ก็ใช้งานฟีเจอร์นี้ได้เหมือนกัน แถมทำงานได้ดีไม่แพ้กันเลยด้วย สกินโทนที่ได้จากกล้องหน้าจะมีความเนียนใสเป็นพิเศษ เรียกว่าปรับมาให้ถูกจริตผู้ใช้อย่างเรา ๆ มาก แถมยังได้ความละเอียดของกล้องหน้าที่ 32MP ถ่ายออกมานี่บอกเลยว่าสวยตะลึงและการละลายฉากหลังเสริม Bokeh ก็ดีไม่แพ้กล้องหลังเลยครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายโหมด Bokeh Flare Portrait จากกล้องหน้าของ OPPO Reno6 5G

เรียกว่ารอบนี้ OPPO ทำการบ้านมาดีมากในเรื่องการถ่าย Portrait เพราะโหมด Bokeh Flare Portrait นั้นครอบคลุมทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ ใช้ได้ทั้งกล้องหน้า-หลังเลยด้วย แก้จุดสังเกตที่เราเคยให้ไว้บน OPPO Reno6 Z 5G ที่ไม่สามารถใช้ฟีเจอร์ Portrait บนโหมดวิดีโอได้อย่างหมดสิ้น โดยเฉพาะเรื่องวิดีโอ Portrait ที่รอบนี้ทำมาได้ดีจริง ๆ เป็นอีกรุ่นที่เราชื่นชอบในการถ่าย Portrait จริง เพราะถ่ายยังไงก็สวยแบบมีระดับไปหมด

ถ่ายทั่วไปก็โอเค มี AI คอยช่วยเหมือนกัน

ถึงแม้รุ่นนี้จะเน้นไปที่การถ่าย Portrait เป็นหลัก แต่การถ่ายภาพวิวหรืออื่น ๆ ก็ยังทำได้ดีไม่แพ้กัน เพราะมาพร้อม AI Scene Recognition ที่สามารถวิเคราะห์และปรับภาพให้สวยตามซีนนั้น ๆ อาทิ เราถ่ายท้องฟ้าก็จะได้ความอิ่มของฟ้าที่มากขึ้น ถ่ายอาหารก็จะดูสวยน่ากิน หรือจะถ่ายดอกไม้ ถ่ายคนแบบทั่วไปก็ถือว่ายอดเยี่ยมครับ ด้วยกล้องหลักความละเอียดมากถึง 64MP ครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลัก 64MP ของ OPPO Reno6 5G

มีมุมกว้างความละเอียด 8MP

หรือถ้าอยากได้มุมกว้างกว่านั้นหน่อยก็ยังมีกล้อง Ultra Wide-angle มาให้ด้วย ความละเอียดอยู่ที่ 8MP ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานทั่วไป แถมได้มุมกว้างที่มากกว่าปกติ อยากถ่ายวิวหรือถ่ายภาพให้ได้ความกว้างที่มากกว่าปกติก็ใช้กล้องตัวนี้ได้เลยครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้อง Ultra Wide-angle 8MP ของ OPPO Reno6 5G

มี macro ให้ส่องภาพใกล้ ๆ ด้วย

และปิดท้ายที่กล้องตัวสุดท้ายกับกล้อง macro ตัวนี้ความละเอียด 2MP อาจจะไม่ได้มากมายแต่ก็มีความสามารถในการถ่ายภาพวัตถุใกล้ ๆ ระดับ 4 ซม. ได้ แต่ตรงนี้ต้องบอกก่อนว่าจำเป็นต้องมีแสงเพียงพอต่อการถ่ายนิดหน่อยเพื่อความคมชัดของภาพครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้อง macro 2MP ของ OPPO Reno6 5G

วิดีโอยอดเยี่ยมในทุกสภาพแสงกับ AI Highlight Video

ขอกลับมาเรื่องวิดีโออีกหน่อย นอกจาก Bokeh Flare Portrait Video แล้ว OPPO Reno6 5G ยังมีลูกเล่นวิดีโออย่าง AI Hilight Video ที่ช่วยเสริมความเก่งกาจของวิดีโออีกด้วย ซึ่งในโหมดนี้จะมี AI คอยจัดการวิดีโอให้สวยและเข้าได้กับทุกสภาพแสง ไม่ว่าจะเป็นถ่ายย้อนแสง ถ่ายตอนกลางคืน ก็มั่นใจได้เลยว่าวิดีโอที่ได้จะสวยชัดและมีมิติไม่มีหน้ามืด ฉากหลังจ้าอีกต่อไป

ตัวอย่างวิดีโอจากโหมด AI Highlight Video ของ OPPO Reno6 5G

นี่คือสมาร์ทโฟนที่เก่ง Portrait ในทุกด้านจริง ๆ

ในเรื่องกล้องต้องยอมรับเลยว่า OPPO Reno6 5G นั้นทำมาได้ดีจริง ๆ โดยเฉพาะเรื่องการถ่าย Portrait เพราะมีทั้งโหมด Bokeh Flare Portrait ที่ใช้ได้ครบทั้งภาพนิ่งไปจนถึงวิดีโอ ใช้ได้ครบตั้งแต่กล้องหลังไปถึงกล้องหน้า แค่โหมดนี้ก็กินขาดในเรื่อง Portrait แล้วจริง ๆ เป็นฟีเจอร์ที่หาคู่แข่งเทียบได้ยากในกลุ่มราคานี้เลย หรือจะเป็นลูกเล่นอื่น ๆ อย่าง AI Hilight Video ก็เก่งพอที่เราจะได้คลิปสวย ๆ โดยไม่ต้องปรับแต่งอะไรให้วุ่นวาย ทั้งหมดที่ OPPO Reno6 5G นำเสนอบอกเลยว่าสมกับสโลแกน “อารมณ์ไหน ก็พอร์ตเทรต” จริง ๆ ครับ

ซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นล่าสุด ColorOS 11

มาต่อกันที่เรื่องซอฟต์แวร์และประสบการณ์การใช้งานครับ OPPO Reno6 5G นั้นได้ ColorOS 11 เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดของ OPPO ตอนนี้เลย หน้าตา UI มีความสวยงามและเป็นกันเองอย่างมาก มีลูกเล่นใหม่ ๆ เพิ่มเข้ามาให้ใช้งานได้อย่างดี

การปรับแต่งมีให้เลือกหลากหลายทั้งการปรับแต่ง Theme, รูปแบบไอคอน, รูปแบบอนิเมชั่นสแกนนิ้ว หรือกระทั่ง AOD ก็มีด้วย ซึ่งรอบนี้จะมีฟีเจอร์ใหม่อย่าง Portrait Silhouette ด้วย ฟีเจอร์นี้จะเปลี่ยนรูปภาพ Portrait ของเราเป็นลายเส้นอยู่ในหน้า AOD และต่อเนื่องมาถึงภาพ Wallpaper ทั้ง Lockscreen และหน้าจอหลักได้อย่างลงตัวเลย

ตัวซอฟต์แวร์ตอบสนองการใช้งานกับหน้าจอ 90Hz ได้เป็นอย่างดี ทุกอย่างดูลื่นไหลไปหมด ตั้งแต่ตอนตั้งค่าตัวเครื่องก็มีตัวเลือกให้เลือกว่าจะใช้รูปแบบการควบคุมแบบไหนระหว่าง Navigation Gesture หรือ Navigation Button (แบบ 3 ปุ่มมาตรฐาน) ด้วย ส่วนตัวแนะนำว่าใช้งานแบบ Gesture จะดีมากเพราะเมื่อใช้บนหน้าจอลื่น ๆ ทุกอย่างก็ลื่นไหลไปหมด

ระบบสั่นที่นุ่มนวล

ระบบ Haptic หรือระบบสั่นของตัวเครื่อง OPPO Reno6 5G เลือกใช้เป็นแบบ Z-axis linesr motor ที่นุ่มนวลมาก ๆ ช่วยให้การใช้งานของเรานั้นดูพรีเมี่ยมขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์ที่ตอบสนองได้อย่างดีเหมือนรุ่นไฮเอนด์ หรือจะเป็นการใช้งานอื่น ๆ บน ColorOS 11.3 ก็ยังมีระบบสั่นตอบสนองมาเพิ่มด้วย อาทิ สแกนลายนิ้วมือ หรือเลื่อนหน้าจอไปจนสุดก็จะสั่นเบา ๆ ให้รู้ด้วย

ชิปเซ็ตตัวใหม่ Dimensity 900 5G

มาต่อในเรื่องประสิทธิภาพกันบ้าง OPPO Reno6 5G มาพร้อมชิปเซ็ตตัวใหม่ล่าสุด MediaTek Dimensity 900 5G แบบ 6nm ที่มีประสิทธิภาพสูงใช้ได้เลย และแน่นอนว่ารองรับ 5G อย่างเต็มรูปแบบด้วย ถือว่าสเปคตอบโจทย์ในยุคนี้ไม่น้อยครับ

อย่างที่บอกว่าประสิทธิภาพของรุ่นนี้ถือว่าสูงใช้ได้เลย เราเลยทดสอบด้วยแอป AnTuTu Benchmark และ GeekBench 5 มาให้คร่าว ๆ ซึ่งคะแนนออกมาสูงมากครับ AnTuTu ออกมาที่ 423477 คะแนนเลย

ส่วนของ GeekBench 5 ก็ได้คะแนน Single-Core 703 คะแนน และ Multi-Core 2095 คะแนนเลย เรียกว่าคะแนนสูงกว่า Snapdragon 700 Series ซะอีกครับระดับนี้

มีฟีเจอร์ขยายแรมด้วย

OPPO Reno6 5G มีฟีเจอร์ RAM Expasion หรือการขยายแรมด้วย ซึ่งจะมาช่วยให้เราใช้งานแรมได้อย่างลื่นไหลมากขึ้น โดยตรงนี้จะใช้การจำลองจากรอมมาประมวลผลร่วมทำให้เพิ่มแรมได้สูงสุดถึง 5GB รวมกับแรมจริง ๆ ของเครื่องก็ได้สูงสุดถึง 13GB กันเลยล่ะครับ

เล่นเกมกันเลยดีกว่า

เห็นคะแนนมาหลายอย่างแล้ว ได้เวลาลงสนามจริงกับการเล่นเกม OPPO Reno6 5G มีแอป Games ตัวใหม่ที่จะมาจัดการประสิทธิภาพของตัวเครื่องให้เสถียรและเล่นเกมได้ดียิ่งขึ้น หน้าตา UI มีการปรับเปลี่ยนไปแทบจะทั้งหมด เข้าถึงได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมครับ โดยเกมที่เราจะมาทดสอบในรอบนี้มี 3 เกมใหญ่ประกอบด้วย ROV, Call of Duty และ Marvel Future Revolution ครับ

เล่น ROV บน OPPO Reno6 5G

เริ่มที่ ROV ก่อนเลย เราสามารถปรับภาพ HD ได้ที่ระดับ “สูงมาก” การแสดงผลที่ระดับ “สูง” เปิดเฟรมเรตสูงได้ด้วย ถือว่าสูงมาก ๆ แล้ว ในการเล่นจริงถือว่าทำออกมาได้ดีมากครับ เฟรมเรตในเกมถือว่านิ่งมาก ๆ เท่าที่เราลองเล่นจะอยู่ที่ 60 – 61fps ตลอดทั้งเกม ไม่เจอจังหวะกระตุกเลยแม้จะตีกันนัวหรือมีเอฟเฟกต์มากมายก็ตามครับ

เล่น Call of Duty บน OPPO Reno6 5G

ต่อมาเป็นเกม Call of Duty เราสามารถปรับกราฟิกได้สูงสุดที่ Medium เท่านั้น แต่เฟรมเรตได้สูงถึง Very High เลยหรือถ้าเลือกไปที่ Max ระดับกราฟิกจะถูกปรับลงมาที่ Low แทน ในที่นี้เราเลือกปรับเป็น Medium คู่กับ Very High ครับ ภาพในเกมก็สวยใช้ได้เลยอยู่บนจอ AMOLED แบบนี้ ตัวเฟรมเรตในเกมเท่าที่เล่นจะอยู่ราว ๆ 55 – 60fps เลยครับ ถือว่าสูงเลย ไม่เจอจังหวะกระตุกหนัก ๆ ให้เห็นเลยด้วย

เล่น Marvel Future Revolution บน OPPO Reno6 5G

ปิดท้ายที่เกมใหม่กราฟิกสุดอลังการอย่าง Marvel Future Revolution ที่เพิ่งออกมาใหม่เลย ตัวเกมปรับคุณภาพกราฟิกได้ทุกระดับเลย แต่เท่าที่เราลองเล่นจริง ๆ เปิดความละเอียดเป็น “สูง” และความเร็วการแสดงผลหน้าจอเป็น “สูง” โอเคสุดครับ ตัวเกมทำเฟรมเรตได้ที่ระดับ 50 – 59fps เลย ถือว่าทำได้ดีในการเล่นเกมใหม่กราฟิกสุด ๆ แบบนี้เลยครับ

สำหรับเรื่องประสิทธิภาพก็ทำได้ดีเลยครับ ชิปเซ็ต Dimensity 900 5G ตัวใหม่นี้ตอบโจทย์ในเรื่องการเล่นเกมฮิต ๆ ได้เป็นอย่างดี แม้บางเกมจะไม่ได้ปรับได้สูงสุด แต่ก็ถือว่าเล่นได้แบบไม่ติดขัด เฟรมเรตก็นิ่งในทุก ๆ เกมเลย แต่จุดที่ชิปตัวนี้ทำได้ดีมาก ๆ น่าจะเป็นเรื่อง AI ด้วย เห็นได้ชัดจากการประมวลผลภาพในการถ่ายรูปไปแล้วนั่นแหละเนาะ

แบตเตอรี่ 4300mAh โอเคเลย

ปิดท้ายด้วยเรื่องแบตเตอรี่ OPPO Reno6 5G มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 4300mAh ถ้าเทียบจากสเปคแล้วบอกเลยว่าพอใช้งานมาก ๆ เพราะขนาดหน้าจอที่ให้มากลาง ๆ 6.4″ มีชิปเซ็ตตัวใหม่ Dimensity 900 5G แบบ 6nm ใช้พลังงานไม่สูง ทำให้แบตเตอรี่เท่านี้เราใช้งานได้อย่างสบายใจ เท่าที่ลองใช้งานมา ใช้ได้ตลอดทั้งวันครับแม้จะเปิด 5G ไปด้วยก็ตาม

ชาร์จไว 65W SuperVOOC 2.0 ระดับเรือธง

ส่วนระบบชาร์จรุ่นนี้ได้ชาร์จไว 65W SuperVOOC 2.0 มาเลย เร็วระดับเดียวกับเรือธงเลย ชาร์จไวเอามาก ๆ ตรงนี้ OPPO เคลมว่าชาร์จจาก 0 – 100% ในเวลาเพียง 28 นาทีเท่านั้น ซึ่งมันเร็วมาก ๆ ครับ เรียกว่าวันไหนลืมชาร์จหรือใช้งานมาหนัก ๆ ขอเวลาไม่กี่นาทีก็ชาร์จขึ้นมาเพื่อใช้งานได้ตลอดทั้งวันแล้วครับ

OPPO Reno6 5G ราคา 17,990 บาท

OPPO Reno6 5G เปิดราคาอย่างเป็นทางการที่ 17,990 บาท มีให้เลือก 2 สี Aurora และ Stellar Black ความจุเดียวคือ 8GB + 128GB เริ่มวางจำหน่ายวันที่ 17 กันยายนเป็นต้นไปครับ

สรุปแล้ว “นี่คือสมาร์ทโฟน 5G ที่ถ่าย Portrait ได้ดีที่สุด”

สรุปแล้วครับ OPPO Reno6 5G นั้นเป็นสมาร์ทโฟนที่ครบเครื่องในเรื่องการถ่ายภาพ Portrait อย่างมาก ด้วยฟีเจอร์ที่น่าสนใจจัดมาทั้ง Bokeh Flare Portrait ที่ดีอยู่แล้วบนภาพนิ่ง ครั้งนี้มาเป็นวิดีโอที่สวยและเนียนกว่ารุ่นไหน ๆ มาก ช่วยเปลี่ยนภาพถ่าย Portrait แบบเดิม ๆ ให้ดูดีขึ้นเยอะมาก หรือจะเป็นการถ่ายวิดีโอที่มี AI Highlight Video ที่ตอบโจทย์ในภาพรวมของวิดีโออีก มาบวกกับดีไซน์แบบใหม่ Ultra-slim Retro ที่ชวนให้สัมผัสมากขึ้น เป็นดีไซน์ที่เราชอบมาก เพราะลงตัวแบบที่ไม่คิดว่าแค่ขอบเหลี่ยมจะดีได้ขนาดนี้ นอกนั้นสเปคทั้งหลายของรุ่นนี้ก็ตอบโจทย์ในทุกการใช้งานอยู่แล้ว จะมีจุดสังเกตอยู่บ้างก็คงเป็นเรื่องการเพิ่ม micro-SD ที่ทำไม่ได้แล้วในรุ่นนี้ครับ แต่ถ้าไม่ติดในเรื่องนั้นแล้วอยากได้สมาร์ทโฟนกล้องสวย ดีไซน์ทรงเหลี่ยมหน่อยแบบถือแล้วฟิน รุ่นนี้เป็นตัวเลือกสมาร์ทโฟน 5G ราคาไม่ถึง 20,000 บาทที่ไม่ควรพลาดเลยล่ะครับ !

จุดเด่น

  • กล้องถ่าย Portrait ได้ดีจริง ๆ
  • ดีไซน์แบบ Ultra-slim Retro ถูกใจมาก
  • หน้าจอ AMOLED สวย refresh rate 90Hz ลื่นไหล
  • ชิปเซ็ต Dimensity 900 5G เร็วแรงตอบโจทย์ทุกการใช้งาน
  • รองรับชาร์จไว 65W SuperVOOC 2.0
  • ColorOS 11.3 ลื่นไหล ลูกเล่นเพียบ

จุดสังเกต

  • ไม่มีช่องหูฟังและเพิ่ม micro-SD ไม่ได้แล้ว

กำลังฮอต

Advertisement

ใหม่ล่าสุด

HUAWEI WATCH GT 3 HUAWEI WATCH GT 3
HarmonyOS2 ชั่วโมง ago

เปิดตัว HUAWEI Watch GT 3 วัด SpO2 ได้ตลอด 24 ชม. ราคาราว 12,700 บาท

เปิดตัว HUAWEI Watch...

ข่าวประชาสัมพันธ์5 ชั่วโมง ago

‘Shopee’ ลุยเปิดฉากมหกรรมช้อปปิ้งออนไลน์ ‘Shopee 11.11 Big Sale’ พร้อมต่อยอดพื้นที่โลกออนไลน์ ส่งต่อความสุขคืนสู่สังคม ผ่านโครงการ ‘ช้อปปี้ร่วมใจไฟท์โควิด’

โครงการ ‘ช้อปปี้ร่วม...

Apple News5 ชั่วโมง ago

เตรียมพบกับ “Just Remembered” EP แรกของไทยในรูปแบบ Spatial Audio และ “Last Time” จาก MONA V พิเศษเฉพาะบน Apple Music ที่เดียวเท่านั้น

เตรียมพบกับ “J...

ข่าวประชาสัมพันธ์6 ชั่วโมง ago

เทลสกอร์จัดงานประกาศรางวัลสุดยอดอินฟลูเอนเซอร์แห่งปี “Thailand Influencer Awards 2021” ครั้งแรกในรูปแบบออนไลน์

บริษัท เทลสกอร์ จำกั...

ข่าวประชาสัมพันธ์6 ชั่วโมง ago

realme Pad ทุบสถิติยอดขายแท็บเล็ตสูงสุดใน 1 วัน โดดเด่นด้วยดีไซน์หรู จอบาง กล้องหน้าสวยมุมกว้าง แถมแบตอึดสุดๆ

เหมาะเป็นไอเท็มสุดล้...

Advertisement