Connect with us

Featured

รีวิว OPPO Reno4 สมาร์ทโฟนดีไซน์โดดเด่นในแบบที่ไม่เหมือนใคร ฟีเจอร์จัดเต็ม พร้อมถ่ายรูปสวยแบบครบทุกมุมมอง

Published

on

รีวิว OPPO Reno4 สมาร์ทโฟนที่จะมาปลดล็อกตัวตนที่ดีที่สุดของคุณด้วยการถ่ายภาพที่มีฟีเจอร์ครบครันทั้งการเซลฟี่และกล้องหลัง 4 เลนส์สุดอัจฉริยะ ทั้งยังมีฟีเจอร์ใหม่ใน ColorOS 7.2 ให้ผู้ใช้งานได้ตื่นตาตื่นใจกันอีกด้วย

 

สรุปสเปค OPPO Reno4

  • ขนาดตัวเครื่อง : 160.3 x 73.9 x 7.7 มม.
  • น้ำหนัก : 165 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Dual Punch-hole Display ชนิด AMOLED ขนาด 6.4 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) อัตราส่วน 20:9
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 720G Octa Core ความเร็ว 2.3GHz
  • GPU : Adreno 618
  • RAM : 8GB
  • ROM : 128GB
  • กล้องถ่ายรูปหลัง 4 เลนส์ แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.7 เซ็นเซอร์ Sony IMX586
    • เลนส์ Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ Macro ระบบโฟกัส 4 ซม. ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
    • เลนส์ Mono ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 เซ็นเซอร์ Sony IMX616
  • ระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย ColorOS 7.2
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.1, ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 4015 mAh รองรับ 30W VOOC Flash Charge 4.0

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

ลวดลายของ OPPO Reno4 ถือว่าทำออกมาได้สวยงามแปลกตาครับ ที่นอกจากจะมีสีเขียวตามแบรนด์ของ OPPO เองแล้ว การเล่นลวดลายบนกล่องยังเขียนคำว่า “RENO” ได้อย่างมีเอกลักษณ์เลยทีเดียว

อุปกรณ์ภายในกล่องมีดังนี้

  • ตัวเครื่อง OPPO Reno4
  • อะแดปเตอร์ 30W VOOC Flash Charge 4.0
  • หูฟัง
  • สาย USB Type-C
  • เคสใส
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น

 

ดีไซน์ของ OPPO Reno4 เรียกได้ว่าเป็นตัวชูโรงอย่างแรกเลยก็ว่าได้ โดยที่วัสดุที่ใช้จะไม่มีความลื่นมือ จับถือได้พอดี ใช้งานในมือเดียวได้ค่อนข้างสะดวก ที่สำคัญลวดลายตัวเครื่องมาแบบ OPPO Monogram พร้อมสีดำ Space Black เมื่อสะท้อนกับแสง ช่วงล่างตัวเครื่องจะมีตัวอักษร “OP” ระยิบระยับบ่งบอกถึงแบรนด์ OPPO ได้อย่างสวยงามสุดๆ ครับ

 

น้ำหนักของ OPPO Reno4 ถือว่ามีน้ำหนักที่เบาเพียง 165 กรัม และบางสุดๆ ที่ 7.7 มม. สะดวกทั้งการใช้งานทั่วไปและเล่นเกมครับ

 

หน้าจอแสดงผลของ OPPO Reno4 มาแบบ Dual Punch-hole Display ชนิด AMOLED ที่ฝังกล้องหน้า 1 เลนส์ลงในหน้าจอบริเวณมุมซ้ายบน (อีกเลนส์เป็น AI-enhanced Smart Sensor) ทำให้มีขนาดอยู่ที่ 6.4 นิ้ว พร้อมพื้นที่การแสดงผลถึง 90.7% ทำให้ใช้งานได้เต็มตา ไม่ว่าจะเล่นเกมหรือภาพยนตร์ใน Netflix และอื่นๆ

 

เรื่องความสดใสของหน้าจอต้องบอกว่าทำออกมาได้ดีมาก ด้วยความที่เป็นชนิด AMOLED มี Color gamut 96% NTSC และมีความสว่างจอสูงสุดที่ 409 PPI

 

มาดูรอบเครื่องกันต่อครับ ที่เหนือหน้าจอแสดงผลมีลำโพงสำหรับสนทนาตรงกลาง โดยมีกล้องหน้า Dual Punch Hole Display ที่มุมซ้ายบน

 

ทางซ้ายตัวเครื่องมีทั้งช่องใส่ซิมการ์ด NanoSIM จำนวน 2 ช่อง พร้อมด้วย MicroSD Card อีก 1 ช่อง ถัดลงมาข้างล่างจะมีปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง

 

ด้านขวามีเพียงปุ่ม Power

 

ส่วนด้านบนตัวเครื่องมีไมโครโฟนตัวที่ 2 สำหรับตัดเสียงรบกวน

 

ด้านล่างมีทั้งช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม., ไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวหลัก

 

และสุดท้ายที่ด้านหลังมีกล้องหลัง 4 เลนส์ที่ 3 เลนส์ฝั่งซ้ายมีขนาดเท่ากัน ส่วนอีกเลนส์จะมีขนาดเล็กด้านบน และด้านล่างมีไฟแฟลช LED ครับ

 

กล้องถ่ายรูป

มาถึงเรื่องที่ชูโรงที่สุดของ OPPO Reno4 ตามคอนเซ็ปต์ “Clearly the best you” ที่ถือว่าจัดเต็มในเรื่องฟีเจอร์ที่เพิ่มเข้ามาให้เพียบ! โดยกล้องแต่ละเลนส์มีดังตามด้านล่างนี้เลยครับ

กล้องถ่ายรูปหลัง 4 เลนส์ แบ่งเป็น

  • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.7 เซ็นเซอร์ Sony IMX586
  • เลนส์ Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • เลนส์ Mono ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

กล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 เซ็นเซอร์ Sony IMX616

 

AI Color Portrait เปลี่ยนฉากหลังเป็นขาวดำ

และที่ไม่พูดถึงไม่ได้กับฟิลเตอร์ที่อยู่ในโหมดภาพถ่ายบุคคลอย่าง AI Color Portrait จะเป็นการไฮไลท์บุคคลให้ยังคงเป็นสีสันอยู่ แต่ฉากหลังจะเปลี่ยนเป็นขาว-ดำทั้งหมด ซึ่งในจุดนี้ต้องชมระบบ AI และเลนส์ Mono ที่ตรวจจับคนได้ดีและรวดเร็วครับ แม้ว่าจะเป็นเสื้อผ้าหรือรองเท้าก็ยังไม่ถูกเบลอเป็นขาว-ดำออกไป

 

ถ่ายกลางคืนพร้อมโบเก้สวยๆ ด้วย Night Flare Portrait

นอกจากที่จะมีฟิลเตอร์ AI Color Portrait แล้ว ในตอนถ่ายภาพบุคคลตอนกลางคืนก็ถือว่าสวยงามเพราะจะมีฟิลเตอร์Night Flare Portrait เบลอฉากหลังพร้อมให้เอฟเฟ็กต์ของแสงดูเป็นประกายมากขึ้นด้วย

 

เซลฟี่ที่มืดก็ไม่ต้องกลัวเพราะมี Ultra Night Selfie Mode

ใครที่อยู่ในที่แสงน้อยๆ หรือในตอนกลางคืนก็ไม่ต้องกลัวว่าใบหน้าเราจะเบลอไปกับการเซลฟี่ครับ เพราะ OPPO Reno4 ก็มีเซลฟี่โหมดกลางคืน ให้ใบหน้าเราสว่างขึ้นอย่างชัดเจนและไม่เบลอด้วย


โหมดปกติ / Ultra Night Selfie Mode

โหมดปกติ / Ultra Night Selfie Mode

โหมดปกติ / Ultra Night Selfie Mode

 

คมชัดสูงสุด Ultra Clear 108MP Image

แม้ว่ากล้องหลังของ OPPO Reno4 จะมีเลนส์หลักความละเอียดสูงสุดที่ 48 ล้านพิกเซล แต่ด้วยอัลกอริทึมและ AI ได้เข้ามาช่วยในเรื่องการเก็บความละเอียดของภาพให้ดียิ่งขึ้นทำให้คมชัดสูงถึง 108 ล้านพิกเซล โดยเมื่อซูมเข้าไป เราจะเห็นว่ารายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ยังคงเก็บได้ชัดเจนมากๆ


โหมดปกติ / โหมด Ultra Clear 108 ล้านพิกเซล

 

AI อัจฉริยะ แค่กดถ่ายก็ได้ภาพสวยงาม

ในเรื่องกล้องของ OPPO Reno4 ต้องบอกเลยว่าแค่ยกขึ้นมาถ่ายก็ได้ภาพที่สวยแล้วครับ โดยเฉพาะเมื่อมี AI เข้ามาเรียนรู้ว่าวัตถุที่เราโฟกัสนั้นคืออะไร ก็ทำให้ AI ช่วยปรับแสงและสีให้เหมาะสมกับแต่ละสิ่ง รวมถึงการถ่ายภาพคนก็ทำได้สวยงามครับ

 

Ultra-Wide Angle มุมกว้างขั้นสุด เก็บได้ครบทุกมุม

เลนส์ Ultra-Wide Angle ของ OPPO Reno4 ถือว่าให้มุมมกว้างมากๆ ทำให้เราเก็บภาพได้ครบองค์ประกอบ ทั้งบรรยากาศด้านหลัง รวมถึงท้องฟ้าที่ให้ความสวยงามมากขึ้น ไม่ต้องถอยออกไปไกลๆ ส่วนเรื่องความสดใสและสีสันของภาพต้องบอกว่าแทบไม่ต่างจากเลนส์หลักครับ


เลนส์หลัก / เลนส์ Ultra-Wide Angle


เลนส์หลัก / เลนส์ Ultra-Wide Angle

 

Portrait โดดเด่น ฟีเจอร์ก็จัดเต็ม

ความสุดยอดของกล้อง OPPO Reno4 ในเรื่องการถ่ายภาพบุคคลหรือ Portrait เรียกได้ว่าจัดเต็มจริงๆ มีการตรวจจับฉากหลังพร้อมกับการเบลอได้รวดเร็วและแม่นยำครับ การตัดขอบตัวบุคคลทำได้ยอดเยี่ยม ที่สำคัญใบหน้าของเราก็ยังสว่างแม้ว่าจะอยู่ในที่แสงน้อยหรือสภาพย้อนแสง

 

Ultra Dark Mode ถ่ายกลางคืนก็สว่างแม้แสงน้อยสุด

ในโหมด Ultra Dark Mode ของรุ่นนี้ก็ยังคงให้ภาพที่มีความสว่างมากขึ้นในสภาพแสงน้อย ถ้าถ่ายบรรยากาศในตอนกลางคืนตามสถานที่ต่างๆ ต้องชอบแน่นอนครับ ซึ่งแม้ว่าจะอยู่ในห้องนอนมืดๆ เราก็จะเห็นความแตกต่างระหว่างโหมดปกติและ Ultra Dark Mode แน่นอน

 

ถ่ายได้ใกล้สุดด้วยเลนส์ Macro

มีให้ครบครันสำหรับฟีเจอร์กล้องหลังที่มีโหมด Macro ให้เราถ่ายภาพในระยะใกล้ได้สูงสุดถึง 4 เซนติเมตร ภาพที่ถ่ายออกมายังคงมีสีสันที่สวยงาม พร้อมแสงและเงาคมชัด

 

กล้องหน้าความละเอียดสูง

จบกล้องหลังไป กล้องหน้าของ OPPO Reno4 ก็จัดเต็มเช่นกันครับ โดยมีความละเอียดสูง ให้เราได้เซลฟี่ตัวเองได้คมชัด พร้อมกับฟีเจอร์ AI Beauty มาให้เพิ่มความเนียนอีกด้วย ใครที่ไปเที่ยวแล้วต้องการเซลฟี่ให้เห็นบรรยากาศด้านหลังก็ทำได้แบบสบายๆ

 

กล้องหน้า ถ่าย Portrait ก็สวย

กล้องหลังมี Portrait ไปแล้ว การเซลฟี่ก็ทำได้สวยงามไม่แพ้กันครับ ฉากหลังของเราจะเบลอ ทำให้เราดูโดดเด่นมากขึ้นและมีมิติกว่าเดิม

 

การถ่ายวิดีโอ

สุดท้ายนี้ก็ยังมีโหมด Monochrome Video ที่จะเป็นการจำแนกสีต่างๆ ให้เป็นขาว-ดำ และจะแสดงสีที่เราเลือกเท่านั้น ได้แก่ แดง, เขียว, ฟ้า หรือการคงสภาพสีของรูปถ่ายบุคคล

 

นอกจากนี้ในเรื่องการถ่ายวิดีโอก็ยังรองรับการถ่าย AI Slow-motion ที่ทำได้สูงสุดถึง 960fps ในความละเอียด 720p รวมถึงความละเอียดอื่นๆ ได้แก่ 480fps@1080P, 240fps@720P และ 120fps@1080P รวมไปถึงการถ่ายSlow-motion ที่กล้องหน้า 240fps@720P และ 120fps@ 1080P

View this post on Instagram

ถ่าย Slow-Motion ด้วย OPPO Reno4

A post shared by iphone-droid (@iphone_droid) on

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

OPPO Reno4 แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 10 ที่ครอบทับด้วย UI รุ่นล่าสุดของแบรนด์อย่าง ColorOS 7.2 เป็นครั้งแรก ซึ่งการอัปเดทนี้ได้เพิ่มฟีเจอร์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกต่างๆ เข้ามาเพียบจริงๆ ครับ

 

แสดงผลนาฬิกาพร้อมแจ้งเตือนผ่านฟีเจอร์ Alway-on Display

ด้านความที่เป็นหน้าจอ AMOLED ก็ต้องมาพร้อมฟีเจอร์นี้ครับ ที่เป็นการบอกเวลา, วันที่ พร้อมไอคอนการแจ้งเตือนของแอปพลิเคชั่นต่างๆ

 

ทั้งนี้ เรายังสามารถปรับสไตล์นาฬิกาได้ทั้งแบบดิจิทัลและแอนะล็อก รวมถึงกำหนดเวลาในการแสดงผลเพื่อไม่ให้แบตเตอรี่ลดเร็วในช่วงกลางคืนครับ

 

เซ็นเซอร์อัจฉริยะ AI-enhanced Smart Sensor เพิ่มความสะดวกแบบไร้สัมผัส

ในยุคนี้เรียกว่าการไร้สัมผัสต่างๆ ถือว่ามีความปลอดภัยจากเชื้อโรคต่างๆ ที่จะเข้าสู่เรา ทาง OPPO Reno4 ก็เลยเพิ่มฟีเจอร์ต่างๆ ให้เรามาแบบไร้สัมผัสจากเซ็นเซอร์อัจฉริยะที่ฝังอยู่คู่กับกล้องหน้าครับ

  • Smart Spying Prevention : เป็นการป้องกันให้ผู้ที่ชอบแอบดูแจ้งเตือนต่างๆ ของเราไม่เห็นข้อความ จนกว่าเราจะจ้องไปที่หน้าจอ OPPO Reno4 การแสดงผลข้อความก็จะเปิดเผยออกมาอัตโนมัติ

 

  • Smart AirControl : ฟีเจอร์นี้เป็นการไร้สัมผัสของจริงครับ โดยเราสามารถใช้ฝ่ามือควบคุมการเลื่อนหน้าจอแอปพลิเคชั่นโซเชียลต่างๆ รวมถึงการรับสายได้โดยไม่ต้องสัมผัสหน้าจอเลยทีเดียว ซึ่งเราสามารถเข้าไปเปิดฟีเจอร์นี้ได้ที่ การตั้งค่า > ท่าทางการเคลื่อนไหว > ฟังก์ชันการทำงานโดยไม่ต้องสัมผัสหน้าจอ > เปิด “Air Scroll”

 

  • Smart Rotation : ปกติแล้วเมื่อเราเปิดการหมุนหน้าจออัตโนมัติเอาไว้ เมื่อเราเอนลงนอนหน้าจออาจจะหมุนตามได้ ทำให้อ่านข้อความไม่สะดวก แต่ฟีเจอร์นี้จะช่วยคำนวณว่าควรหมุนหน้าจอหรือไม่ตามลักษณะใบหน้าของผู้ใช้งานครับ ถือว่าสะดวกสุดๆ

 

  • หน้าจอ Smart Always-on : ฟีเจอร์นี้เป็นการป้องกันหน้าจอดับลงไปเอง ขณะที่เรากำลังใช้งานอยู่ครับ

 

ใช้งานมือเดียวง่ายขึ้นด้วยท่าทางการดึงไอคอนลง

เป็นอีกฟีเจอร์ที่สะดวกสุดๆ ครับ หากใครที่ใช้งานอยู่แล้วเอื้อมนิ้วไปเปิดแอปพลิเคชั่นที่อยู่ไกลไม่ถึง เพียงแค่เราเลื่อนขึ้นที่ขอบซ้าย-ขวาในหน้า Home แอปพลิเคชั่นต่างๆ จะย่อส่วนลงเพื่อให้เรากดได้สะดวกมากขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยทีเดียว

 

ห้องทดลองใหม่ในแอป OPPO Lab

ใน colorOS 7.2 นั้นเป็นครั้งแรกที่มี OPPO Lab เข้ามาครับ โดยหลักๆ จะมี 2 ฟีเจอร์ให้ทดลองใช้งาน ได้แก่ Lab Ringtone ที่เราสามารถปรับแต่งเสียงริงโทนได้แบบไม่ซ้ำใครตามใจชอบครับ เพียงแค่เลื่อนจุดกลมๆ ไปตามลักษณะที่ต้องการได้เลย และ Decision Spinner ที่เป็นวงล้อตัวเลือกแบบสุ่มตามคำถามและคำตอบที่เราตั้งขึ้นมาเองครับ

Lab Ringtone

 

Decision Spinner

 

ถนอมสายตาทั้งตัดแสงสีฟ้าและโหมดกลางคืน

ในเรื่องการถนอมสายตาของหน้าจอ OPPO Reno4 จะมีทั้งแบบการตัดแสงสีฟ้าที่ทำได้ดีมากๆ ครับ ตัดออกไปได้เยอะพอสมควร

 

ขณะที่โหมดกลางคืนสามารถกำหนดเวลาได้ ที่สำคัญเราสามารถบังคับให้แอปพลิเคชั่นต่างๆ ที่แม้ว่าจะยังไม่รองรับโหมดกลางคืนใช้ได้ด้วยครับ แต่ก็อาจจะมีการแสดงผลตัวอักษรเพี้ยนๆ อยู่บ้าง

 

ระบบความปลอดภัย

OPPO Reno4 มีระบบความปลอดภัยแบบครบครัน ทั้งการสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอที่มีความรวดเร็วและเสถียรมากๆ ครับ และจดจำได้ทั้งหมด 5 ลายนิ้วมือ

 

นอกจากนี้ก็ยังมีการสแกนใบหน้าที่ทำได้รวดเร็วเช่นกัน

 

 

ผ่อนคลายความเครียดด้วย OPPO Relax

แอปพลิเคชั่น OPPO Relax นั้นมาพร้อมกับ ColorOS 7.2 เพื่อให้ผู้ใช้งานได้ผ่อนคลายกับเสียงเพลงต่างๆ โดยจะมีทั้งการหายใจที่ให้ทำตามระบบ, เพลงต่างๆ ที่ทำให้เราสบายมากขึ้น รวมถึงเสียงบรรยากาศธรรมชาติที่ให้มาแบบครบครัน ใครที่กำลังเครียดอะไร ก็ลองใช้แอปพลิเคชั่นนี้ในการผ่อนคลายได้เลย

 

โคลนแอปได้ง่ายๆ แบ่ง 2 บัญชี

มีมาให้ทุกรุ่นที่ใช้งาน ColorOS ครับ ด้วยการโคลนแอปพลิเคชั่นโซเชียลมีเดียต่างๆ เป็นบัญชีที่ 2 เช่น Line, IG หรือ Facebook

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

OPPO Reno4 ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 720G Octa Core ความเร็ว 2.3GHz โดยชิปตัวนี้มีขนาดเล็กเพียง 8 นาโนเมตร ทำให้ประหยัดพลังงานมากขึ้นกว่าเดิม และใช้งานได้ไหลลื่น

 

สำหรับผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ทำได้ไปได้ที่ 260,051 คะแนน

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 526 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,661

 

ฟีเจอร์และทดสอบด้านการเล่นเกม

สำหรับฟีเจอร์ Game Space มีมาทุกรุ่นใน OPPO ครับ เป็นการช่วยเราปรับโหมดการเล่นในรูปแบบต่างๆ ได้ทั้งโหมดแข่งขัน, สมดุล และกำลังไฟฟ้าต่ำ ทั้งยังปิดการแจ้งเตือนต่างๆ ทั้งการโทรเข้าหรือแอปพลิเคชั่นทุกอย่างได้เช่นกันครับ

 

ทดสอบการเล่นเกม

Call of Duty: Mobile

สำหรับเกม Call of Duty: Mobile สามารถเปิดกราฟิกและเฟรมเรทได้ในระดับ Very High เล่นได้แบบลื่นๆ ทั้งโหมด Frontline และโหมด Battle Royale 100 คน

 

ROV

เกม ROV ยอดฮิตก็ไม่ต้องห่วงครับ เพราะเปิดกราฟิกและเฟรมเรทได้สูงสุดทั้งหมด ยกเว้นการแสดงผลที่เปิดได้สูงสุดที่ระดับ “สูง” และเมื่อทดสอบในโหมด 5 VS 5 ด้วยความที่เป็นชิป Snapdragon 720G ทำให้เฟรมเรทตั้งแต่ต้นเกมยันท้ายเกมนั้นไม่ดรอปลงเลย จะอยู่แบบนิ่งๆ ที่ 60-61fps

 

Asphalt 9: Legends

ต่อมาเป็นเกม Asphalt 9: Legends สามารถเปิดกราฟิกระดับสูงได้ด้วย ยิ่งเพิ่มความสวยงามให้ทั้งภาพและเงาของเกมให้สมจริงยิ่งขึ้นครับ แถมเล่นได้ลื่นๆ ไม่มีจังหวะสะดุดด้วย

 

แบตเตอรี่อึดพร้อมชาร์จไว 30W VOOC Flash Charge 4.0 

สุดท้ายในเรื่องประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ ขึ้นชื่อว่า ก็ต้องจัดเต็มอยู่แล้วครับ โดย OPPO Reno4 มีแบตเตอรี่มาให้ถึง 4015mAh ซึ่งใครที่ใช้งานทั่วไป อย่างเล่นโซเชียลหรือดู YouTube ตามปกติก็สามารถอยู่ได้ตั้งแต่เช้าถึงค่ำครับ แต่ถ้าแบตเตอรี่ใกล้หมด ก็ไม่ต้องรอชาร์จนานเพราะมีเทคโนโลยีชาร์จไว 30W VOOC Flash Charge 4.0 โดยเราลองชาร์ตเมื่อแบตเตอรี่เหลือเพียง 10% ขึ้นไปที่ 60% ในเวลาประมาณ 30 นาทีเท่านั้น และเต็ม 100% ในเวลาเพียง 60 นาที

 

สรุปจุดเด่น

  • กล้องหลัง AI ถึง 4 เลนส์ความละเอียดสูง จัดให้ครบทุกฟีเจอร์พร้อมฟิลเตอร์สุดเจ๋งอย่าง AI Color Portrait หรือ Night Flare Portrait
  • กล้องหน้าคมชัด 32 ล้านพิกเซล มาพร้อม AI Beauty ที่ให้ใบหน้าสวยงามตามสไตล์ OPPO
  • หน้าจอสุดคมชัดแบบ AMOLED กว้างถึง 6.4 นิ้ว ความละเอียด FHD+ ทำให้เสพสื่อได้เต็มอรรถรสและได้ภาพที่สวยงาม
  • หน่วยประมวลผลระดับกลางตัวแรง Snapdragon 720G ทำให้ใช้งานทั้งเล่นเกมหรือโซเชียลได้ไหลลื่น
  • แบตเตอรี่ให้มาถึง 4015 mAh ใช้งานทั่วไปได้ทั้งวัน แถมรองรับ 30W VOOC Flash Charge 4.0 ชาร์จประมาณ 1 ชั่วโมงก็เต็ม 100%

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ตัวเครื่องไม่กันน้ำ

OPPO Reno4 เริ่มเปิดพรีออเดอร์แล้วตั้งแต่วันนี้ – 5 สิงหาคม 2563 ในราคาเพียง 11,990 บาทเท่านั้น พร้อมรับของสมนาคุณจาก OPPO อีกเพียบทั้ง OPPO E-VIP CARD ประกันหน้าจอแตกนาน 1 ปี และ OPPO Reno Backpack สุดเท่ มูลค่ารวม 7,490 บาท

Featured

รีวิว Vivo Y12s น้องเล็กแบตเตอรี่พลังอึด 5000mAh รองรับสแกนลายนิ้วมือข้างตัวเครื่อง พร้อมจอใหญ่ 6.51 นิ้ว ในราคาสุดประหยัด

Published

on

Vivo Y12s สมาร์ตโฟนน้องเล็กแบตพลังอึด 5000mAh พร้อมชูโรงด้วยความสะดวกสบายในการสแกนลายนิ้วมือข้างตัวเครื่องได้รวดเร็ว หรือ Side Fingerprint Scanner หยิบปุ๊บก็พร้อมใช้งานได้ทันที

 

สรุปสเปค Vivo Y12s

  • ขนาดตัวเครื่อง : 164.41 × 76.32 × 8.41 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 191 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Halo FullView Display ชนิด IPS LCD กว้าง 6.51 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1600 x 720 พิกเซล)
  • หน่วยประมวลผล : MediaTek Helio P35 Octa Core
  • RAM 3 GB
  • ROM 32 GB
  • ระบบปฎิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย Funtouch OS 11
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 2 เลนส์ AI Dual camera แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ Bokeh ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8
  • รองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ซิม
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 2.4G + 5G, Bluetooth 5.0, ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และพอร์ต Micro USB 2.0
  • แบตเตอรี่ความจุ 5000mAh

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

Vivo Y12s มาในกล่องตามสไตล์ของ Y Series ครับ โดยมีสีฟ้าตัดลายเส้น พร้อมชื่อแบรนด์ Vivo ด้านล่าง และด้านบนจะเป็นชื่อรุ่น Y12s พร้อมความจุที่มุมขวาบน

อุปกรณ์ต่างๆ ภายในกล่องมีดังนี้

  • ตัวเครื่อง Vivo Y12s พร้อมติดฟิล์มกันรอย
  • อะแดปเตอร์
  • สาย Micro USB 2.0
  • เคสใส
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น

 

Vivo Y12s มาพร้อมกับดีไซน์รอบตัวเครื่องที่มีความโค้ง 2.5D ทำให้จับถือได้อย่างสะดวก แม้ว่าจะมีตัวเครื่องที่ใหญ่แต่ก็ถือได้นานแบบสบายมือมากๆ ครับ

 

โดยสีที่เราได้มาครั้งนี้เป็นสีฟ้าอ่อน Glacier Blue ที่มีความสวยงามแบบละมุนมากๆ แถมมีการเล่นเฉดสีรุ้งอ่อนๆ เมื่อสะท้อนแสงแต่ละมุมอีกด้วย ซึ่งสีนี้เป็นสีที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภูเขาน้ำแข็งแอนตาร์กติก ขณะที่อีกสีที่มีให้เลือกจะเป็นสีดำ Phantom Black

 

หน้าจอแสดงผลจัดมาให้แบบใหญ่ๆ Halo FullView Display ขนาดถึง 6.51 นิ้ว คมชัดดับ HD+ (1600 x 720 พิกเซล) เรียกว่าสายที่ชมซีรี่ย์หรือชอบดูวิดีโอต่างๆ จะได้ดูแบบเต็มอิ่มและเต็มหน้าจอแน่นอน

 

บริเวณเหนือหน้าจอแสดงผลจะมีหยดน้ำตรงกลางที่ฝังกล้องหน้าลงไป ถัดขึ้นไปจะเป็นลำโพงสำหรับสนทนา

 

ด้านซ้ายตัวเครื่องมีช่องใส่ nanoSIM 2 ช่อง แถมมีช่องใส่ MicroSD Card แยกให้อีกช่องด้วย รวมเป็น 3 Slot ไปเลยจ้า

 

ทางขวาจะเป็นปุ่ม Power ที่ใช้งานสแกนลายนิ้วมือได้ด้วย และปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงที่อยู่เหนือขึ้นไป

 

ทางด้านล่างยังคงมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม., ไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต Micro USB 2.0 และลำโพงตัวหลัก

 

สุดท้ายที่ด้านหลังมีกล้อง 2 เลนส์เท่านั้น ถัดลงมาจะเป็นสัญลักษณ์กล้อง ไม่ใช่เลนส์ที่ 3 โดยด้านล่างสุดจะเป็นไฟแฟลช LED 1 ดวง

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

Vivo Y12s แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย Funtouch OS 11 ซึ่งจะเน้นด้านความไหลลื่นและประสิทธิภาพโดยรวมดีขึ้น

 

โหมดป้องกันดวงตา

รุ่นนี้มาพร้อมโหมดป้องกันดวงตาหรือการตัดแสงสีฟ้า โดยสามารถปรับความเข้มได้ตามความต้องการของเราครับ ทั้งนี้ ใครที่ใช้งานบ่อยๆ ก็สามารถเลือกให้เปิดเองตามเวลาที่ตั้งค่าไว้หรือตามพระอาทิตย์ขึ้นหรือตก

 

โหมดมืด

การใช้งานทั่วไป หลายคนน่าจะเลือกโหมดมืดในการใช้งาน ซึ่ง Vivo Y12s ก็ใช้งานได้แบบสบายตาในที่แสงน้อย โดยสามารถเปิดอัตโนมัติได้เหมือนกับโหมดป้องกันดวงตา โดยแอปพลิเคชั่นที่รองรับก็จะเปลี่ยนเป็นโหมดมืดตามไปด้วย

 

ระบบความปลอดภัย

ด้านความปลอดภัยของเครื่องก็มาพร้อมความสะดวกสบายเหมือนกับ โดย Vivo Y12s มีระบบเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือข้างตัวเครื่อง (Side Fingerprint) เมื่อหยิบขึ้นมาก็เข้าล็อกกับนิ้ว ทำให้ปลดล็อคหน้าจอพร้อมใช้งานได้ทันที แถมการปลดล็อคก็ทำได้รวดเร็วมากๆ เพียง 0.23 วินาที

นอกจากนี้ เราก็ยังสามารถใช้งานสแกนใบหน้าเพื่อปลดล็อคหรือ Face Wake ได้เช่นกัน ซึ่งก็มีความรวดเร็วแทบไม่ต่างกันครับ

 

AI Albums อัลบั้มรูปจัดเรียงได้ฉลาด

AI Albums จะเป็นการจัดเรียงอัลบั้มในแกลเลอรี่ได้ฉลาด โดยจะแบ่งได้ตามหมวดหมู่ตามภาพที่เราถ่าย เช่น สถานที่, อาหาร หรือเวลาต่างๆ ที่ต่างกันไปครับ ทำให้เราหารูปภาพได้ง่ายมากขึ้นด้วย

 

iManager คลิกเดียวก็เคลียร์ขยะได้หมด

แอปพลิเคชั่น iManager เข้ามาช่วยให้เราได้เคลียพื้นที่ขยะในเครื่องได้ครบเพียงคลิกเดียว ซึ่งนอกจากจะล้างไฟล์ขยะได้แล้ว ยังสามารถตรวจสอบแอปที่ไม่ปลอดภัยได้ด้วย ซึ่งเราสามารถล้างขยะในเครื่องได้แบบอัตโนมัติทั้งแบบต่อ 7 วัน, 15 วัน, 30 วัน หรือเมื่อพื้นที่ไม่เพียงพอ

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

Vivo Y12s ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล MediaTek Helio P35 Octa Core ซึ่งการใช้งานทั่วไปทำงานได้ไหลลื่นตามปกติครับ เล่นโซเชียลหรือดู YouTube ได้สบายๆ โดยมี RAM มาให้ 3 GB และ ROM 32 GB เพิ่ม MicroSD Card ได้สูงสุด 256GB ซึ่งโหลดแอปทั่วไปก็เหลือๆ ส่วนภาพถ่ายก็ใส่ใน MicroSD Card แยกไว้ได้เลย!

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 163 และคะแนน Multi-Core ที่ 936

 

Multi-Turbo 3.0 เพิ่มความแรงทุกการใช้งาน!

สำหรับ Multi-Turbo 3.0 ก็ยังคงมีมาให้เหมือนเดิม โดยจะเร่งความเร็วของ CPU, AI รวมถึงความเร็วของเครือข่ายให้มีความเสถียรมากยิ่งขึ้น ช่วยให้การใช้งานทั่วไปหรือตอนเล่นเกมทำได้แบบลื่นๆ

 

ทดสอบการเล่นเกม

ROV

เราได้ทดสอบการเล่นเกม ROV ครับ โดยสามารถเปิดกราฟิกได้ในระดับสูงพร้อมภาพ HD ระดับสูงมาก โดยเปิดเฟรมเรทสูงได้เช่นกัน ซึ่งช่วงที่เล่นตั้งแต่เริ่มเกมทำได้แบบไหลลื่นมาก แต่เฟรมเรทอาจจะมีเหวี่ยงบ้างเล็กน้อยในช่วงที่ปล่อยสกิลกันเยอะๆ แต่ก็ไม่เกิดการกระตุกหรือส่งผลในการเล่นครับ

 

แบตเตอรี่พลังอึดอยู่ได้ตลอดวันแน่นอน

Vivo Y12s มาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุถึง 5000mAh ซึ่งทำให้ใช้งานทั่วไปได้ทั้งวันแน่นอน โดยเราสามารถชมวิดีโอระดับ HD ได้นานสูงสุดถึง 16.3 ชั่วโมง หรือเล่นเกมได้นานถึง 8.9 ชั่วโมง

นอกจากนี้เราก็ยังใช้งาน Reverse Charging หรือเปลี่ยนตัวเองเป็น Power Bank (กำลังไฟ 5V/1A) เพื่อชาร์จเครื่องอื่นได้อีกด้วย

 

กล้องถ่ายรูป

Vivo Y12s มาพร้อมกับกล้องหลัง 2 เลนส์ AI Dual Camera ช่วยให้ถ่ายภาพ Portrait ได้อย่างสวยงาม รวมถึงการเซลฟี่ก็ทำได้ยอดเยี่ยมเกินราคาอีกด้วย

 

โหมดปกติถ่ายสวยเพียงคลิกเดียว

แม้ว่าจะเป็นรุ่นเล็ก แต่ Vivo Y12s ก็ถ่ายภาพในโหมดปกติได้อย่างสวยงามมากๆ ครับ มีความสดใสของสีสัน ดูไม่ซีด ถ่ายได้คมชัด แถมถ่ายภาพในที่แสงน้อยก็ยังมีรายละเอียดที่เห็นได้ชัดเจนแม้ว่าจะไม่ได้มีโหมดถ่ายกลางคืนก็ตาม

 

ถ่าย Portrait สวยงาม พร้อมใบหน้าสวยด้วย Face Beauty

เลนส์ที่เข้ามาช่วยเลนส์หลักเป็นเลนส์ Bokeh ที่ช่วยการละลายฉากหลังทำได้อย่างสวยงามและมีมิติมากขึ้น เบลอได้ค่อนข้างเนียนเลยทีเดียว แถมมี Face Beauty ปรับผิวได้เนียนและสวยตามสไตล์ของ Vivo ที่ดูมีความเป็นธรรมชาติมากๆ

 

ทั้งนี้ ที่กล้องหน้าก็ยังสามารถถ่ายโบเก้และสามารถปรับ Face Beauty ได้เหมือนกับกล้องหลังเลยด้วย เรื่องการตัดขอบเพื่อเบลอฉากหลังจัดว่าเนียนมากๆ

 

ฟิลเตอร์มีให้เลือกหลายหลาย

ใครที่เพิ่มความสนุกของการถ่ายภาพจะมีฟิลเตอร์ให้เลือกใช้กันเพียบหลาย 10 แบบ เช่น เกรปฟรุต, โยเกิร์ต, เกาะ, ลมยามเย็น, เมืองเล็ก หรือเงียบ (ขาว-ดำ) เป็นต้น

 

กล้องหน้า AI ถ่ายชัดครบทั้งภาพ

หากใครที่อยากเซลฟี่ให้เห็นฉากหลังด้วย ก็ยังถ่ายได้คมชัดด้วยโหมดปกติ ซึ่งก็ยังสามารถปรับใบหน้าสวยงามได้เหมือนกัน

 

สรุปจุดเด่น

  • แบตเตอรี่ใหญ่ถึง 5000mAh ใช้งานได้เต็มวันแบบไม่ต้องกลัวว่าจะหมด
  • หน้าจอ Halo FullView Display ใหญ่ถึง 6.51 นิ้ว รับชมสิ่งต่างๆ ได้เต็มตา พร้อมความคมชัดระดับ HD+
  • กล้องหลัง AI Dual camera ถ่าย Portrait พร้อม Face Beauty ได้สวยงามและดูเป็นธรรมชาติ
  • มาพร้อม Side Fingerprint สแกนลายนิ้วมือได้ที่ข้างตัวเครื่อง ใช้งานสะดวก และทำงานได้รวดเร็ว
  • ใช้ CPU MediaTek Helio P35 ควบคู่กับ RAM 3 GB ทำให้ใช้งานทั่วไปได้ไหลลื่น และมี ROM 32 GB เพิ่ม MicroSD Card ได้ ทำให้เก็บภาพถ่ายได้เยอะแน่นอน

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ตัวเครื่องไม่กันน้ำ
  • พอร์ตเป็น Micro USB 2.0 อยู่

Vivo Y12s ราคาเปิดตัวอยู่ที่ 4,299 บาท  ขายวันแรก วันจันทร์ที่  23 พฤศจิกายน 2563

Continue Reading

Apple News

ซื้อ iPhone 12 เครื่องเปล่าดีอย่างไร แถมยังได้ส่วนลดเป็นหมื่นที่ Power Buy

Published

on

iPhone 12 Power Buy Promotion Pre Booking

เปิด Pre Booking แล้วสำหรับ iPhone 12 ในไทย แต่ทราบหรือไม่ว่าการเลือกซื้อเครื่องเปล่าแบบไม่ติดสัญญา ดีกว่าอย่างไร วันนี้จะพาไปส่องโปรโมชั่นจาก Power Buy ได้ทั้งส่วนลด ใช้พ้อยท์ลดเพิ่มได้ และที่สำคัญคือได้รับเครื่องใช้งานก่อนใครวันแรก 27 พ.ย. 63

iPhone 12 เครื่องเปล่าดีกว่าเครื่องติดสัญญาอย่างไร?

  • iPhone 12 เครื่องเปล่า เป็นเครื่องที่ไม่มีข้อผูกมัดใดๆ กับเครือข่ายมือถือ
  • ใช้งานได้อิสระ อยากจะย้ายค่ายตอนไหนก็ทำได้
  • ปรับเปลี่ยนแพ็กเกจการใช้งานได้ตามต้องการ แต่หากเป็นเครื่องติดสัญญาจะเป็นเรื่องยากในการเปลี่ยนแพ็กเกจ โดยเฉพาะแพ็กเกจที่มีราคาถูกกว่าเดิมจะไม่สามารถทำได้
  • ผู้ที่ใช้ซิมแบบเติมเงินก็สามารถซื้อได้ ไม่ต้องมีขั้นตอนในการซื้อหรือทำสัญญากับเครือข่ายให้ยุ่งยาก
  • เหมาะสำหรับผู้ที่เปลี่ยนมือถือบ่อยๆ

ราคา iPhone 12 เครื่องเปล่า

  • iPhone 12 mini ความจุ 64GB ราคา 25,900 บาท
  • iPhone 12 mini ความจุ 128GB ราคา 27,900 บาท
  • iPhone 12 mini ความจุ 256GB ราคา 31,900 บาท
  • iPhone 12 ความจุ 64GB ราคา 29,900 บาท
  • iPhone 12 ความจุ 128GB ราคา 31,900 บาท
  • iPhone 12 ความจุ 256GB ราคา 35,900 บาท
  • iPhone 12 Pro ความจุ 128GB ราคา 36,900 บาท
  • iPhone 12 Pro ความจุ 256GB ราคา 40,900 บาท
  • iPhone 12 Pro ความจุ 512GB ราคา 48,900 บาท
  • iPhone 12 Pro Max ความจุ 128GB ราคา 39,900 บาท
  • iPhone 12 Pro Max ความจุ 256GB ราคา 43,900 บาท
  • iPhone 12 Pro Max ความจุ 512GB ราคา 51,900 บาท

เห็นราคา iPhone 12 ทั้ง 4 รุ่นแล้ว แต่ขอบอกว่าโปรโมชั่นที่จะพาไปดูกันนี้ ไม่ต้องจ่ายราคาเต็ม เพราะที่ Power Buy สามารถใช้บัตรเครดิต The1 ผ่อน 0% แถมได้ลด Ontop 6% และแลกคะแนน The1 รับส่วนลดสูงสุดถึง 32.5%

ต่อที่ 1 บัตรเครดิต The1 ผ่อน 0% และลด 6%

เราลองมาคำควณกันง่ายๆ ถ้าซื้อเครื่อง iPhone 12 Pro Max ความจุ 256GB ราคา 43,900 บาท ใช้บัตรเครดิต The1 ลดค่าเครื่องทันที 6%

ราคา 43,900 – 6% = 41,266 บาท (ประหยัดทันที 2,634 บาท) ถ้าเลือกผ่อน 0% นาน 10 เดือน ก็จะเหลือเพียง 4,126.60 บาทต่อเดือน

ต่อที่ 2 บัตรเครดิต The1 แลกคะแนน The1 ลดสูงสุด 32.5% และลด 6%

มาต่อกับส่วนลดที่ 2 สำหรับลูกค้าที่มีคะแนน The1 ใช้คะแนนเท่ายอดซื้อ รับส่วนลดรวมสูงสุด 32.5% เดี๋ยวเรามาคำนวณราคาของ iPhone 12 Pro Max ความจุ 256GB กันต่อ ก่อนจะได้ส่วนลดเพิ่ม 6%

ตอนนี้ยอดซื้ออยู่ที่ 43,900  – 20% (ใช้ 43,900 คะแนน) = – 8,780 บาท

ถ้าคะแนนยังเหลือ สามารถแลกเพิ่มรับส่วนลดอีก 12.5%

ยอดซื้อเหลือ 43,900 – 12.5% (ใช้ 43,900 คะแนน) = – 5,487.5 บาท

หรือรับส่วนลด 32.5%

43,900 – 32.5% (ใช้ 87,800 คะแนน) = – 14,267.5 บาท

ส่วนลดรวมทั้งหมด ราคาเครื่องเหลือเพียง 29,632.50 บาท

ยังไม่พอ รับส่วนลดเพิ่มอีก 6% จากการผ่อน 0% ยาวๆ 10 เดือน เหลือเพียง 27,854.55 ผ่อนเพียงเดือนละ 2,785.45

ต่อที่ 3 รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 32,000 บาทต่อบัตร

  • ยอดผ่อนต่อเซลล์สลิป 5,000 – 11,999 บาท รับเครดิตคืน 100 บาท
  • ยอดผ่อนต่อเซลล์สลิป 12,000 – 29,999 บาท รับเครดิตคืน 250 บาท
  • ยอดผ่อนต่อเซลล์สลิป 30,000 – 74,999 บาท รับเครดิตคืน 800 บาท
  • ยอดผ่อนต่อเซลล์สลิป 75,000 บาท ขึ้นไป รับเครดิตคืน 3,200 บาท

ยอดซื้อ iPhone 12 Pro Max ความจุ 256GB หลังหักส่วนลดต่างๆ แล้วอยู่ที่ 27,854.55 บาท ซึ่งก็จะเข้าเงื่อนไขรับเครดิตเงินคืน 250 บาท อย่าลืมลงทะเบียนก่อนช้อปผ่านแอป UChoose  หรือ พิมพ์ PW3 (เว้นวรรค) ตามด้วยหมายเลขบัตรเครดิตหมายเลขบัตร 16 หลัก ส่งไปที่ 081-2782222

สรุปยอดที่ต้องจ่ายสำหรับซื้อ iPhone 12 Pro Max ความจุ 256GB ที่ Power Buy ด้วยบัตรเครดิต The1 และใช้คะแนนลดเพิ่ม จ่ายเพียง 27,854.55 บาท จากราคาปกติ 43,900 บาท (ได้ส่วนมากถึง 16,045.45 บาท) เรียกได้ว่าคุ้มค่ามากๆ และไม่ต้องติดสัญญาใดๆ กับเครือข่ายมือถือด้วย

นอกจากนี้แล้วก็ยังมีโปรโมชั่นร่วมกับบัตรเครดิต SCB, UOB และ Kbank มีทั้งส่วนลด Ontop, ผ่อน 0% สูงสุด 36 เดือน และรับเครดิตเงินคืน ตามเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร

พิเศษ สำหรับลูกค้าที่ Pre Booking ล่วงหน้าที่ Power Buy จะได้รับเครื่องก่อนใครในวันที่ 27 พ.ย. 63 ซึ่งกลุ่มแรกที่จะได้ใช้งาน iPhone 12 ในไทย อีกทั้งยังมั่นใจได้ว่าจะได้รับ iPhone 12 รุ่นที่เลือก ความจุที่ต้องการ และสีที่ชอบอย่างแน่นอน หากทำการ Pre Booking ที่ Power Buy ไม่ต้องไปรอลุ้นหน้าร้านว่าจะมีความจุและสีที่ต้องการหรือไม่

Power Buy เปิด Pre Booking ผ่านช่องทางออนไลน์ตั้งแต่วันที่ 20 พ.ย. 63 – 26 พ.ย. 63 และจองได้ที่หน้าร้านทุกสาขาตั้งแต่วันที่ 20 พ.ย. 63 – 25 พ.ย. 63

เงื่อนไขการจอง iPhone 12 ที่ Power Buy คลิก https://www.powerbuy.co.th/th/pre-booking-iphone-12-store

สำหรับผู้ที่ไม่ได้จองสามารถซื้อได้เช่นในวันที่ 27 พ.ย. 63 แต่อาจจะไม่มีรุ่น สี และความจุที่ต้องการ ดังนั้นให้จองไปก่อนจะดีที่สุด และโปรโมชั่นพิเศษนี้มีเฉพาะที่ Power Buy เท่านั้น!

Continue Reading

Apple News

iPhone 12 สมาร์ทโฟนขุมพลังแรงสุด พร้อมใช้บนเครือข่าย AIS 5G เร็วแรงระดับกิกะบิต พร้อมโปรสุดคุ้มลดสูงสุด 17,400 บาท ผ่อนนาน 24 เดือน

Published

on

By

หนึ่งในสมาร์ทโฟนที่หลายคนรอคอยกันอยู่ในตอนนี้คงไม่พ้น iPhone 12 ทั้ง 4 รุ่น ได้แก่ iPhone 12 mini, iPhone 12, iPhone 12 Pro และ iPhone 12 Pro Max ซึ่งทุกรุ่นอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีแบบจัดเต็ม โดยเตรียมที่จะพรีออเดอร์ในวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้ และวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 27 พฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป แต่จะซื้อกับที่ไหน วันนี้เรามีตัวเลือกที่น่าสนใจมาฝากกันครับ

หน้าจอสุดล้ำพร้อมแข็งแกร่งขั้นสุด

สำหรับ iPhone 12 ทั้ง 4 รุ่นมาพร้อมกับหน้าจอแสงผลสุดล้ำอย่าง Super Retina XDR พร้อมครอบทับด้วย Ceramic Shield เพิ่มความแข็งแกร่งขึ้นไปอีกขั้น พร้อม Contrast Ration 2,000,000:1 และมีความสว่างสูงสุดถึง 1,200 นิต

A14 Bionic ขุมพลังเร็วแรงสุดในโลกของสมาร์ทโฟน

iPhone 12 ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล A14 Bionic ในขนาดเล็กเพียง 5 นาโนเมตร รองรับ Neural Engine เร็วขึ้นถึง 80% แถมยังเป็นชิปที่ถูกขนานนามว่าเป็นชิปบนสมาร์ทโฟนที่แรงที่สุดในโลกด้วย

กล้องระดับโปร

การอัปเกรดขั้นสุดในเรื่องของ iPhone 12 ทุกรุ่น ถ่ายโหมดกลางคืนได้ชัดเจนยิ่งขึ้นและดีขึ้นถึง 87% พร้อมใช้งานได้ทุกเลนส์ ทั้งยังรองรับการถ่ายวิดีโอ HDR ในแบบ Dolby Vision ได้เป็นรุ่นแรกของโลก แถมในรุ่น Pro ยังมี LiDar Scanner เพื่อช่วยให้เราได้ใช้งานด้าน 3 มิติ รองรับกับอนาคตอย่างแท้จริง

รองรับ 5G ที่ต้องใช้กับเครือข่ายที่ดีที่สุด

แน่นอนว่าเทคโนโลยีที่ขาดไปไม่ได้ของ iPhone 12 ทั้ง 4 รุ่น คือ การรองรับเทคโนโลยี 5G เป็นครั้งแรก ซึ่งทำให้ iPhone มีระบบไร้สายที่เร็วยิ่งกว่าเดิมและมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ช่วยให้ใช้งานได้แบบไม่มีสะดุด ในเมื่อ iPhone รองรับการใช้งาน 5G แล้ว การเลือกใช้บนเครือข่ายที่รองรับ 5G ก็จะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้ เพื่อที่จะทำให้ iPhone 12 ทุกรุ่นใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งเครือข่ายที่ดีที่สุดในไทยอย่าง AIS 5G ก็พร้อมให้ได้ใช้งานกันเต็มประสิทธิภาพ แต่จะมีเหตุผลบ้างที่ทำให้เราต้องเลือกใช้ iPhone 12 กับทาง AIS ไปดูกันครับ

AIS 5G คลื่นความถี่ 4G และ 5G มากที่สุดในไทย ครอบคลุมการใช้งานมากที่สุด

เครือข่าย AIS 5G ที่ดีที่สุด ผู้นำเครือข่าย 5G อันดับ 1 ของไทย ซึ่งมีคลื่นความถี่มากที่สุด มีพื้นที่ให้บริการ 5G ครอบคลุมครบ 77 จังหวัดทั่วไทย และมีความเร็วระดับ 1Gbps อีกทั้งยังได้รับการการันตีเครือข่ายที่เร็วที่สุดจาก Ookla Speedtest ผู้ให้บริการทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตอันดับต้นของโลก

AIS 5G มีคลื่นครบทุกย่านความถี่ ทั้งย่านความถี่ต่ำ ย่านความถี่กลาง และย่านความถี่สูง ประกอบด้วย คลื่น 700 MHz จำนวน 30 MHz (2×15 MHz), คลื่น 2600 MHz จำนวน 100 MHz และคลื่น 26 GHz จำนวน 1200 MHz รวมคลื่นความถี่ 5G ทั้งหมดอยู่ที่ 1330 MHz และเมื่อรวมกับคลื่นความถี่เดิมที่ AIS มีจำนวนมากที่สุดอยู่แล้ว ส่งผลให้ AIS เป็นผู้นำอันดับ 1 ที่มีคลื่นความถี่ในการให้บริการ 4G และ 5G มากที่สุดรวม 1420 MHz 

AIS 5G มีความเร็วในการดาวน์โหลดถึงระดับกิกะบิต การรับส่งข้อมูลที่รวดเร็วกว่า 4G ถึง 24 เท่า สามารถดาวน์โหลดไฟล์หนังระดับ 4K หรือ 8K หรืออัลบั้มเพลง ได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที ในด้านของการค้นหาข้อมูลต่างๆ ผ่าน Mobile Internet ก็ทำได้ในเวลาเสี้ยววินาที ในส่วนของ LATENCY อัตราการตอบสนองก็ทำได้อย่างรวดเร็วน้อยกว่า 1-10 Millisecond อีกทั้งรองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้จำนวนมาก ดังนั้นเมื่อใช้งานสมาร์ทโฟนบนเครือข่าย AIS 5G จะทำให้การใช้งานมีความลื่นไหล ทั้งในเรื่องการของการดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น หรือไฟล์ต่างๆ การสตรีมมิ่งเพลงวีดีโอ รวมไปถึงการใช้งานแอปพลิเคชั่นโซเชียลต่างๆ ทำได้อย่างไม่มีสะดุด

เทคโนโลยี EN-DC (EUTRAN NEW radio Dual Connectivity)

EN-DC (EUTRAN NEW radio Dual Connectivity) เป็นเทคโนโลยีล่าสุดที่ AIS นำมาให้บริการบนเครือข่าย AIS 5G ซึ่งเป็นเทคโนโลยีมาตรฐานใหม่ของยุค 5G ที่เครือข่ายและสมาร์ทโฟนจะสามารถรวมประสิทธิภาพจากทุกคลื่นความถี่ รวมความเร็วทั้งจาก 4G และ 5G เข้าด้วยกัน ทำให้เกิดความเร็วสูงสุด และยิ่งมีคลื่นความถี่กว้าง ยิ่งทำให้ความเร็วเต็มประสิทธิภาพได้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ปัจจุบันมีสมาร์ทโฟนที่รองรับ 5G และเทคโนโลยี EN-DC หลายรุ่นในตลาด และแน่นอนว่ารองรับ iPhone 12 ทุกรุ่นด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งจะทำให้การใช้งาน 5G ได้เต็มประสิทธิภาพสูงสุด

เห็นฟีเจอร์เด่นๆ ของ iPhone 12 กันไปแล้ว รวมไปถึงความพร้อมของเครือข่าย AIS 5G ที่จะทำให้ใช้งาน iPhone 12 ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และส่ิงที่จะขาดไปไม่ได้เลยนั่นคือโปรโมชั่นที่จะมอบความคุ้มค่าสำหรับผู้ใช้ iPhone 12 ที่ AIS รายละเอียดดังนี้

โปรโมชั่น iPhone 12 ลดสูงสุด 17,400 บาท

iPhone 12 ที่ AIS 5G ลดสูงสุด 17,400 บาท พร้อมรับสิทธิพิเศษมากมาย รายละเอียดของราคาแต่ละรุ่นและแพ็กเกจดังนี้

HotDeal Easy Pay เครื่องราคาพิเศษพร้อมแพ็กเกจ

เครื่องราคาพิเศษพร้อมสมัครแพ็กเกจที่กำหนด ผ่อน 0% นาน 24 เดือน

AIS Hot Deal ซื้อเครื่องราคาพิเศษพร้อมแพ็กเกจ 

เครื่องราคาพิเศษพร้อมแพ็กเกจ ลูกค้าเซเรเนดรับส่วนลดเพิ่ม 1,000 บ. เมื่อซื้อเครื่องพร้อมแพ็กเกจ AIS 5G One Plan for iPhone

รายละเอียดแพ็กเกจ AIS 5G One Plan for iPhone

พร้อมรับสิทธิพิเศษอีกมากมายเมื่อซื้อ iPhone 12 ที่ AIS

สิทธิพิเศษแบบจัดเต็มไม่ว่าจะเป็นผ่อน 0% นานสูงสุด 40 เดือน หรือรับเงินคืนสูงสุด 28% รับสิทธิ์เซเรเนดทันทีเมื่อสมัครแพ็กเกจ AIS 5G One Plan for iPhone เป็นต้น

รับ iPhone 12 ก่อนใคร เพียงสั่งซื้อล่วงหน้าที่ AIS

พิเศษยิ่งขึ้น! เอาใจผู้ที่ต้องการใช้ iPhone 12 ตั้งแต่วันแรกที่เปิดขาย AIS ให้ลูกค้าได้รับเครื่องก่อนใครได้ตั้งแต่วันที่ 27 พ.ย. 63 เวลา 00:01 น. เป็นต้นไป AIS พร้อมให้คุณเป็นคนแรกในไทย ที่ได้รับเครื่องก่อนใคร  อย่าด่วนตัดสินใจด้วยราคาอย่างเดียวเท่านั้นนะครับ และที่สำคัญมากๆ ต้องคำนึงถึงเรื่องเครือข่ายมือถือ 5G ต้องใช้กับ Network 5G ที่ดีที่สุดอย่าง AIS ด้วย เพื่อ iPhone 12 ซึ่งรองรับการใช้งาน 5G ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

เพียงสั่งซื้อล่วงหน้าที่ AIS Online Store ในวันที่ 20 พ.ย. 63 โดย AIS มีบริการเปิดช้อปที่ AIS eSports STUDIO ชั้น 2 สามย่านมิตรทาวน์ ให้รับเครื่องได้ตั้งแต่ วันที่ 27 พ.ย. 63 เวลา 00:01 น. – 10.00 น. สั่งจองคลิก

พิเศษ! รับเครื่องก่อนใครสำหรับใครที่ต้องการรอรับให้ส่งตรงถึงบ้านเฉพาะกรุงเทพเท่านั้น วันที่ 27 พ.ย. 63 เวลา 00:01 น. เป็นต้นไปใส่โค้ด AIS5GiPhone12 เพื่อรับสิทธิ์ สั่งจองคลิก

ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลที่ต้องเลือกใช้ iPhone 12 ที่รองรับการใช้งาน 5G บนเครือข่าย AIS 5G ซึ่งทำให้การใช้งาน iPhone 12 ทั้ง 4 รุ่นได้อย่างเต็มประสิทธิภาพบนเครือข่ายที่มีคลื่นความถี่มากที่สุด คลอบคลุมการใช้งานมากที่สุด อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีมาตรฐานใหม่ของยุค 5G อย่าง EN-DC ที่เครือข่ายและสมาร์ทโฟนจะสามารถรวมประสิทธิภาพจากทุกคลื่นความถี่ รวมความเร็วทั้งจาก 4G และ 5G เข้าด้วยกัน ทำให้เกิดความเร็วสูงสุด และยังมีโปรโมชั่นสุดคุ้ม ลดสูงสุด 17,400 บาท พร้อมกันนี้ยังได้รับ iPhone 12 ก่อนใครในวันแรกที่เปิดขายอีกด้วย

รายละเอียดเพิ่มเติม https://m.ais.co.th/4RHEgQlU8

#AIS5Gคลื่นมากสุดเร็วที่สุด #AIS5GxiPhone12 #iPhone12OnFastestAIS5G #5Gที่ดีที่สุด

Continue Reading

กำลังฮอต

Featured1 วัน ago

รีวิว Vivo Y12s น้องเล็กแบตเตอรี่พลังอึด 5000mAh รองรับสแกนลายนิ้วมือข้างตัวเครื่อง พร้อมจอใหญ่ 6.51 นิ้ว ในราคาสุดประหยัด

iPhone 12 Power Buy Promotion Pre Booking iPhone 12 Power Buy Promotion Pre Booking
Apple News4 วัน ago

ซื้อ iPhone 12 เครื่องเปล่าดีอย่างไร แถมยังได้ส่วนลดเป็นหมื่นที่ Power Buy

เปิด Pre Booking แล้...

Apple News5 วัน ago

iPhone 12 สมาร์ทโฟนขุมพลังแรงสุด พร้อมใช้บนเครือข่าย AIS 5G เร็วแรงระดับกิกะบิต พร้อมโปรสุดคุ้มลดสูงสุด 17,400 บาท ผ่อนนาน 24 เดือน

หนึ่งในสมาร์ทโฟนที่ห...

Featured2 สัปดาห์ ago

รีวิวผลิตภัณฑ์ realme AIoT สู่ยุคใหม่ ยกระดับไลฟ์สไตล์ ทั้งสมาร์ทวอทช์ Watch S, หูฟัง Buds Air Pro, กล้อง Smart Cam 360° และเครื่องชั่ง Smart Scale

realme Narzo 20 Pro Review realme Narzo 20 Pro Review
Featured2 สัปดาห์ ago

รีวิว realme Narzo 20 Pro สมาร์ทโฟนคนรุ่นใหม่ จอลื่น 90Hz และชาร์จเร็ว 65W

รีวิว realme Narzo 2...

Advertisement

มือถือใหม่

ข่าวใหม่วันนี้

ข่าวประชาสัมพันธ์44 นาที ago

เอไอเอส จับมือ ธรรมศาสตร์ เปิดตัว SDG Lab by Thammasat & AIS นำ 5G/IoT เสริมแกร่งแนวคิด SMART University สู่ SMART City

เอไอเอส เดินหน้านำเท...

ข่าวประชาสัมพันธ์52 นาที ago

นับถอยหลังสู่พลังความเร็ว 5G สำหรับทุกคน ใน realme 7 5G & realme Smart TV Launch Event พร้อมเปิดพื้นที่โชว์ศักยภาพคนรุ่นใหม่อย่างไร้ขีดจำกัดใน Empower the Next Gen

realme แบรนด์สมาร์ทโ...

ข่าวประชาสัมพันธ์58 นาที ago

ดีแทคและซันเดย์ อินส์ จับมือร้านยาฟาสซิโน และร้านยากรุงเทพ เครือข่ายร้านยารายใหญ่ในไทย ขยายต่อความสำเร็จ ‘ใจดีช่วยค่ายา’

ดีแทคเติมเงิน ขยายต่...

Android News1 ชั่วโมง ago

POCO เปิดตัว POCO M3 – กล้องทรงพลัง แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 6,000 mAh และจอแสดงผลแบบ FHD+

จากการสร้างกลุ่มผลิต...

Android News5 ชั่วโมง ago

อะแดปเตอร์ชาร์จเร็ว 55W จาก Xiaomi ผ่านการรับรอง คาดใช้ในสมาร์ทโฟน Redmi

Xiaomi ได้รับการรับร...

กินเที่ยวกัน

กำลังมาแรง