Connect with us

Featured

รีวิว OPPO F11 จอใหญ่ กล้องหลังคู่ 48 + 5 ล้านพิกเซล และชาร์จไว VOOC 3.0

Published

on

OPPO F11 สมาร์ทโฟนราคาต่ำกว่าหมื่นที่มาพร้อมสเปคจัดเต็มไม่แพ้รุ่น Pro โดยมีหน้าจอขนาดใหญ่ 6.53 นิ้ว Waterdrop ตอบโจทย์การถ่ายภาพด้วยกล้องหลังคู่สูงสุด 48 ล้านพิกเซล และชาร์จด่วน VOOC Flash Charge 3.0

OPPO F11 Review

สรุปสเปค OPPO F11

  • ราคาเปิดตัว 8,990 บาท (พฤษภาคม 2019)
  • รองรับ 2 ซิมการ์ด
  • หน้าจอแสดงผลขนาด 6.53 นิ้ว Panoramic Screen ความละเอียด 1080 x 2340 พิกเซล
  • ระบบปฏิบัติการ ColorOS 6 (Android 9.0 Pie)
  • ชิพเซ็ต Mediatek Helio P70 (12nm)
  • แรม 4GB
  • ความจุตัวเครื่อง 128GB ใส่เมมเพิ่มได้ด้วย microSD card สูงสุด 256GB
  • กล้องหลัง 2 ตัว
    • เลนส์หลักขนาด 48 ล้านพิกเซล f/1.79
    • Depth sensor ขนาด 5 ล้านพิกเซล f/2.4
  • กล้องหน้าเลื่อนได้อัตโนมัติ 16 ล้านพิกเซล f/2.0
  • แบตเตอรี่ขนาด 4020mAh, VOOC 3.0
  • รองรับ Bluetooth 4.2, Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, microUSB
  • สแกนลายนิ้วมือด้านหลังตัวเครื่อง และปลดล็อคหน้าจอด้วยใบหน้า

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

OPPO F11 Review

OPPO F11 มาในกล่องสีขาวและฝากล่องด้านหน้าจะมีรูปตัวเครื่องด้วย ซึ่งอุปกรณ์ที่ให้ในกล่อง ได้แก่

  • ตัวเครื่อง OPPO F11 และแบตเตอรี่ในตัว
  • อะแดปเตอร์ชาร์​จด่วน VOOC 3.0
  • สาย microUSB ที่รองรับ VOOC 3.0
  • หูฟัง
  • เคส
  • เข็มจิ้มถาดใส่ซิม
  • คู่มือใช้งาน

 

OPPO F11 Review

OPPO F11 มีรูปลักษณ์ดีไซน์สวยงามไม่แพ้ F11 Pro โดยแตกต่างกันที่กล้องหน้าของ F11 ถูกติดตั้งไว้บริเวณรอยบากที่มีขนาดเล็กบนหน้าจอ Waterdrop screen และมีขอบจอที่บางมากๆ ทำให้ขนาดตัวเครื่องไม่ใหญ่จนเกินไป

 

OPPO F11 Review

หน้าจอของ OPPO F11 มีขนาด 6.53 นิ้ว ดีไซน์แบบ Waterdrop screen และขยายหน้าจอให้ชิดขอบทุกด้าน ทำให้มีสัดส่วนหน้าจอมากถึง 90.9% ของพื้นที่ด้านหน้า อีกทั้งยังครอบด้วยกระจกกันรอยขอบโค้งมน ทำให้จับสบายมือมากขึ้น

 

OPPO F11 Review

พื้นที่ด้านหน้าของ OPPO F11 ยังมีความสวยงามและดูสะอาดตา โดยการซ่อน Light Sensor และ Proximity Sensor ให้อยู่ภายในบริเวณของช่องลำโพงที่อยู่ระหว่างกรอบด้านข้างหน้าจอ

 

OPPO F11 Review

ด้านหลังตัวเครื่องดีไซน์แบบ 3D โค้งเว้า และมาพร้อมกับการจัดวางโลโก้ OPPO แบบใหม่ที่ด้านหลังตัวเครื่องในแนวตั้ง จากเดิมจะเป็นข้อความในแนวนอน และมีข้อความเพิ่มเข้ามาว่า Designed by OPPO

 

OPPO F11 Review

ตัวเครื่องที่ใช้ในรีวิวนี้เป็นสี Fluorite Purple ซึ่งเป็นสีที่ใช้ระยะเวลานานในการสรรสร้างฟลูออไรต์บริสุทธิ์ให้ได้มุมที่สมบูรณ์แบบ ให้มุมมองของโทนสีน้ำเงินม่วงที่ดูสวยงามในทุกมุมมอง

อีกสีที่นำเข้ามาวางจำหน่ายในไทยคือ Marble Green โดดเด่นด้วยการผสมกันระหว่างสีเขียวเข้มและสีดำแบบคลาสสิค ให้ความรู้สึกถึงความล้ำลึกด้วยการสะท้อนภายใต้สภาพแสงที่แตกต่างกัน

 

OPPO F11 Review

สำหรับกล้องหลังเป็นเลนส์คู่ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล และ 5 ล้านพิกเซล ถัดลงมาเป็นไฟแฟลช LED และเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ซึ่ง OPPO ได้เพิ่มความสวยงามโดยการทำกรอบเลนส์และกรอบปุ่มสแกนนิ้วมือให้มีความมันเงา

 

OPPO F11 Review

ขอบด้านล่างตัวเครื่องมีช่องหูฟัง 3.5 มม., ไมโครโฟน, พอร์ตเชื่อมต่อ microUSB และลำโพงตัวเครื่อง

 

OPPO F11 Review

ขอบด้านขวามีปุ่ม Power

 

OPPO F11 Review

ขอบด้านซ้ายมีปุ่มปรับระดับเสียง และถาดใส่ซิมแบบไฮบริด

 

OPPO F11 Review

นอกจากนี้แล้ว OPPO F11 ยังได้ปรับเปลี่ยนตำแหน่งของลำโพงและไมโครโฟนใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกบังเมื่อเล่นเกมหรือใช้งานการโทร โดยติดตั้งลำโพงอีกหนึ่งตัวที่ตรงกลางขอบด้านบนตัวเครื่อง เพื่อให้รับเสียงได้ดีขึ้น ถึงแม้ว่าไมโครโฟนอันหนึ่งจะโดนปิดหรือบดบัง ก็ยังมีไมโครโฟนอีกอันหนึ่งที่สามารถใช้ได้อยู่

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

OPPO F11 Review

OPPO F11 รันระบบปฏิบัติการ ColorOS 6 ตั้งแต่แกะออกจากกล่อง ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นล่าสุดแล้วในขณะนี้ ทำงานอยู่บน Android 9.0 Pie ทำให้ได้ใช้ฟีเจอร์ใหม่ๆ โดยไม่ต้องอัพเดท และในเวอร์ชั่นนี้ได้มีการปรับดีไซน์ UI ใหม่ เน้นเฉดสีพื้นหลังสีขาวที่ดูเรียบง่าย พร้อมกับการไล่เฉดสีที่ดูอ่อนโยน นุ่มนวล ทำให้เวลาใช้งานดูสบายตามากขึ้น

 

OPPO F11 Review

แอปพลิเคชั่นทุกตัวจะถูกจัดวางไว้ในหน้าจอโฮมทั้งหมด และไอคอนแอปพลิเคชั่นระบบได้รับการดีไซน์ใหม่เช่นเดียวกัน โดยมีสีสันที่สดใสและเป็นไอคอนแบบวงกลม ไม่จำเป็นจะต้องเป็นทรงสี่เหลี่ยมอีกต่อไปแล้ว และเมื่อปัดหน้าจอลงจะมีช่องค้นหาสิ่งต่างๆ ในเครื่องได้สะดวกมากขึ้น

 

OPPO F11 Review

ในส่วนของ Notification Bar มีระบบการจัดการแจ้งเตือนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการใช้กฎ OPUSH ในการจัดลำดับความสำคัญของการแจ้งเตือนของ ยุบการแสดงการแจ้งเตือนที่ไม่สำคัญ เพื่อลดการรบกวนของการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น และในส่วนของแผง Quick Settings มีปุ่มเมนูต่างๆ ที่มีขนาดใหญ่มากขึ้น เพื่อให้ง่ายต่อการเลือกแตะใช้งาน

 

OPPO F11 Review

ฟีเจอร์ด้านการเชื่อมต่อรองรับเครือข่าย 4G พร้อมกันทั้ง 2 ซิม และรองรับ VoLTE การโทรด้วยความเร็วสูงผ่านสัญญาณ 4G ที่ให้คุณภาพเสียงสนทนามีความคมชัดมากขึ้น สามารถใช้เน็ตไปพร้อมๆ กันได้ และยังรองรับ VoWi-Fi ที่สามารถโทรผ่านไวไฟได้อีกด้วย

 

OPPO F11 Review

อย่างที่ทราบกันว่าสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ของ OPPO มีเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยให้การจัดการสิ่งต่างๆ ในตัวเครื่องนั้นง่ายและสะดวกสบายกับผู้ใช้งานมากขึ้น ซึ่งบนระบบปฏิบัติการ ColorOS 6 ก็มีผู้ช่วยแบบชาญฉลาด (Smart Assistant) ที่มี UI แบบใหม่ โทนสีดูสบายตามากขึ้น ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่รวมข้อมูลต่างๆ ไว้ในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นสถาพอากาศ ติดตามก้าวเดิน กิจกรรมต่างๆ จากปฏิทิน แอปพลิเคชั่นที่ใช้งานบ่อยๆ และรายชื่อติดต่อโปรด เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใช้งานในคลิกเดียว โดยสามารถเข้าใช้งานได้โดยปัดหน้าจอโฮมไปทางขวาเพื่อเข้าสู่หน้าจอนี้

 

OPPO F11 Review

อนิเมชั่นภาพเคลื่อนไหวต่างๆ ก็มีลูกเล่นสวยๆ ใหม่เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นในขณะชาร์จแบตเตอรี่จะมีเอฟเฟ็กต์ไอคอนวงกลม VOOC และในหน้าจอคำแนะนำการบันทึกใบหน้าสำหรับการปลดล็อคหน้าจอด้วยใบหน้าก็มีเอฟเฟ็กต์ตัวการ์ตูนและสีสันสดใสน่ารักๆ ด้วย

 

OPPO F11 Review

ColorOS 6 ได้รับการดีไซน์ให้ทำงานร่วมกับหน้าจอแบบ Full-Screen ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยการเพิ่มการใช้ท่าทาง Android P แบบใหม่ สามารถเข้าไปเลือกเปิดใช้งานได้ในเมนู การตั้งค่า > ตัวช่วยเพิ่มความสะดวก > ปุ่มการนำทาง

 

OPPO F11 Review

Riding Mode ฟีเจอร์ใหม่ที่จะช่วยให้การขับขี่ไม่ถูกรบกวน เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน โดยระบบจะใช้ตัวอักษรและปุ่มขนาดใหญ่ที่สามารถรับหรือปฏิเสธได้เท่านั้น และถ้าเลือกปฏิเสธสายโทรเข้า ระบบจะส่ง SMS กลับอัตโนมัติไปยังสายที่โทรเข้า หรือจะเลือกกำหนดเบอร์โทรศัพท์ที่อนุญาตในการรับสายได้ เพื่อไม่ให้พลาดสายที่สำคัญ

 

OPPO F11 Review

Smart Bar นอกจากใช้งานในแนวนอน ตอนนี้สามารถใช้งานในแนวตั้งได้แล้ว ช่วยสลับการใช้งานแอป ส่งไฟล์ ตอบแชท จับภาพหน้าจอขณะดูวิดีโอหรือเล่นเกมได้โดยไม่ต้องสลับหน้าจอไปมา ช่วยเพิ่มความสะดวกและง่ายต่อการใช้งานมากขึ้น โดยจะมีการแสดงไอคอนแอป แบบลอยอยู่ด้านข้างหน้าจอ และสามารถเพิ่ม/ลด แอปพลิเคชั่นที่ต้องการใช้งานมาไว้ในส่วนนี้ได้ด้วย

 

OPPO F11 Review

ความฉลาดของ AI ในแอปพลิเคชั่นรูปภาพ มีความสามารถตรวจจับใบหน้าและจดจำใบหน้าของแต่ละบุคคลได้ เพื่อแยกเป็นอัลบั้มเดียวกัน ทำให้สามารถค้นหารูปภาพได้ง่ายมากขึ้น รวมถึงการแบ่งอัลบั้มตามสถานที่ และประเภทของรูปถ่ายได้ด้วย และยังใช้ประโยชน์จากการจดจำใบหน้าด้วย AI ในการนำมาใช้ร่วมกับฟีเจอร์ที่เรียกว่า ความทรงจำ (Memories) เพื่อนำภาพถ่ายที่เกี่ยวข้องกับบุคคลนั้นๆ มาทำเป็นคลิปวิดีโอน่ารักๆ บันทึกถึงความทรงจำจากการถ่ายภาพในแต่ละช่วงเวลา เช่น ไปเที่ยวสถานที่ใดที่หนึ่ง ก็รวมเป็นคลิปเดียวกันได้ เป็นต้น

 

OPPO F11 Review

OPPO F11 มีแอปพลิเคชั่นสำหรับจัดการโทรศัพท์ (Phone Manager) ที่คอยตรวจสอบการทำงานและแก้ไขให้กลับมาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพเหมือนเดิมเพียงคลิกเดียว ไม่ต้องกดหาหรือไล่ลบแอปให้ยุ่งยากอีกต่อไปแล้ว

 

OPPO F11 Review

ในเรื่องของความปลอดภัย OPPO F11 สามารถแตะสแกนลายนิ้วมือด้านหลังตัวเครื่อง และใช้ใบหน้าจอในการปลดล็อคหน้าจอได้ ซึ่งการจำแนกใบหน้าจอถือว่าทำได้ดีมาก ปลดล็อคได้อย่างรวดเร็ว

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

OPPO F11 Review

OPPO F11 ใช้ชิพประมวลผล Mediatek Helio P70 ที่มีกระบวนการผลิตขนาด 12 นาโนเมตร โดยซีพียู Octa-core แบ่งการทำงานออกเป็น 2 ระดับตามการใช้งาน คือ Quad-core 2.1GHz Cortex-A73 และ Quad-core 2.0GHz Cortex-A53 พร้อมกราฟิกหรือจีพียู Mali-G72 MP3 และแรม 4GB โดยผลการทดสอบ AnTuTu เพื่อวัดภาพรวมของการทำงานในส่วนของหน่วยความจำแรม และประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยประมวลผลกราฟิกหรือจีพียู OPPO F11 ทำคะแนนรวมได้ 148,742 คะแนน

 

OPPO F11 Review

ผลการทดสอบด้วย Geekbench 4 เพื่อทดสอบประสิทธิภาพการทำงานและการประมวลผล การทดสอบนี้จะทำการประมวลออกมาเป็นตัวเลขแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ Single-Core และ Multi-Core หากได้คะแนนยิ่งสูงประสิทธิภาพการทำงานจะยิ่งดี โดยผลทดสอบของ OPPO F11 ทำคะแนน Single-Core ได้ 1,539 คะแนน และ Multi-Core ทำได้ 5,804 คะแนน

 

OPPO F11 Review

นอกจากนี้แล้วในการเล่นเกม ยังสามารถเปิดโหมดการเร่งความเร็วเกม Hyper Boost เพื่อเรียกใช้งานซีพียูและปรับจีพียูให้จัดลำดับความสำคัญให้มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับการเล่นเกม เพื่อไม่ให้มีการรบกวนระหว่างเล่นเกมได้

Hyper Boost ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องถึง 3 ด้าน ไม่ใช่แค่เรื่องเกม แต่ยังช่วยในส่วนของระบบ และแอปพลิเคชั่นทำให้ทำงานได้เร็วขึ้นถึง 30% เลยทีเดียว โดยมีความฉลาดในการรับรู้แอพพลิเคชั่นที่ไม่ใช้แล้วได้ เพื่อเรียกคืนหน่วยความจำตามระยะเวลาล่วงหน้า ลดระยะเวลาการจัดสรรหน่วยความจำ ส่งผลให้การตอบสนองมีความรวดเร็วมากขึ้น

 

OPPO F11 Review

สำหรับ Game Space เป็นแอปพลิเคชั่นที่เพิ่มความสะดวกในการจัดการเกมเอาไว้ในที่เดียว เลือกโหมดการจัดการเกมได้ 3 โหมด ได้แก่ โหมดประสิทธิภาพสูงสุด โหมดสมดุล และโหมดการใช้พลังงานต่ำ

 

OPPO F11 Review

Game Assistant ตัวช่วยในการเล่นเกมสำหรับเรียกใช้งานเมนูลัดระหว่างการเล่นเกมได้ง่ายๆ เช่น ปิดการแจ้งเตือน การจับภาพหน้าจอ การบันทึกหน้าจอเป็นวิดีโอ เป็นต้น ซึ่งเป็นเมนูที่เลือกใช้งานได้โดยไม่บดบังการเล่นเกม

 

OPPO F11 Review

สำหรับเกม RoV นั้น OPPO F11 Pro รองรับโหมดเฟรมเรตสูง ภาพระดับ HD สามารถได้ลื่นไหล ไม่มีปัญหา เฟรมเรทช่วงเข้าทีมไฟต์นิ่งมากระหว่าง 59-60 fps ส่วนฉากอื่นๆ วิ่งนิ่งมากที่ 60 fps และบางเฟรมวิ่งทะลุ 61 fps ซึ่งแทบไม่ตกมาที่ 59 fps เลย

 

OPPO F11 Gaming Review

ทดสอบเล่นเกม Asphalt 9 : Legends เกมแข่งรถจาก Gameloft ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ประสบการณ์เกมคอนโซลที่สมจริงและภาพกราฟิกที่สวยงามมากขึ้นด้วยเทคนิค HDR พร้อมรถจากหลายค่ายดัง ก็สามารถเล่นบน OPPO F11 ได้ลื่นไหล ภาพแทบไม่มีกระตุกเลย

 

OPPO F11 Gaming Review

ทดสอบเล่นเกม PUBG Mobile สุดยอดเกมแอ็คชั่นใหม่ล่าสุดที่พัฒนาด้วย Unreal Engine 4 เป็นเกมที่มีภาพและกราฟิกที่สวยงามมาก ต้องใช้การควบคุมทิศทาง และความแม่นยำในการระบุเป้ายิง สามารถเล่นได้อย่างไม่สะดุด ไม่เจออาการกระตุกแม้จะเป็นตอนขับรถก็ตาม เรียกได้ว่าเล่นได้ลื่นๆ เล็งเป้าได้นิ่งๆ

 

OPPO F11 Gaming Review

ระบบระบายความร้อนของ OPPO F11 ใช้เจลในการช่วยระบายความร้อนที่ถูกติดตั้งไว้แถว CPU เพื่อให้อุณหภูมิของ CPU ไม่ร้อนจนเกินไปขณะเล่นเกม และมีการใส่อลูมิเนียมอัลลอยด์ด้านล่างของหน้าจอ ที่ทำให้อุณหภูมิโดยรวมของหน้าจอไม่ร้อนจนเกินไปเมื่อเล่นเกมต่อเนื่องเป็นชั่วโมง

OPPO ได้ร่วมมือกับ Dirac เพื่อใส่เทคโนโลยีระบบเสียงสเตอริโอผ่านหูฟังขณะเล่นเกม สามารถได้ยินเสียงแบบสเตอริโอในเกมได้ที่รองรับได้ เช่น เสียงปืนจากด้านหน้าซ้าย หรือเสียงรถจากด้านหลังขวา เป็น และรองรับระบบเสียงคุณภาพสูง Hi-Res ด้วย

 

OPPO F11 Review

แบตเตอรี่ของรุ่นนี้มีความจุมากถึง 4020mAh จากการทดสอบใช้งานทั่วไป เปิดกล้องถ่ายรูปไปร้อยกว่ารูป, เล่นเกมต่อเนื่องประมาณ 1 ชั่วโมง และเข้าเล่นโซเชียลทั่วไป พบว่าแบตเตอรี่อยู่ได้นานทั้งวันตั้งออกจากบ้านในตอนเช้าไปทำงานจนถึงตอนค่ำๆ โดยไม่ต้องใช้ Power Bank ระหว่างวัน

 

OPPO F11 Review

นอกจากนี้แล้ว OPPO F11 ยังมีระบบชาร์จไว VOOC 3.0 ด้วยกำลังไฟสูงสุด 20W โดยชาร์จได้เต็มเร็วมากขึ้นเมื่อเทียบกับเวอร์ชั่นก่อนหน้า เพียงใช้หัวอะแดปเตอร์และสายชาร์จที่มาในกล่อง ซึ่งจากการทดสอบชาร์จแบตที่ 5% จน 46% ใช้เวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น ซึ่งถือว่ารวดเร็วมากๆ โดยเทคโนโลยี VOOC 3.0 ยังได้รับการรับรองจาก TÜV SÜD ซึ่งได้รับการยอมรับจากองค์กรระหว่างประเทศชั้นนำในด้านความปลอดภัยและความรวดเร็ว จึงมั่นใจได้ว่าการชาร์จแบต OPPO F11 นั้นมีความปลอดภัยทุกครั้งที่ทำการชาร์จ

 

กล้องถ่ายรูป

OPPO F11 Review

OPPO F11 มีกล้องหลังคู่ 48 ล้านพิกเซล + 5 ล้านพิกเซล โดยกล้อง 48 ล้านพิกเซล ประกอบด้วย 6 ชิ้นเลนส์ ทำให้รับภาพได้คมชัดมากขึ้น และมาพร้อมรูรับแสงกว้าง f/1.79 สามารถจับแสงได้สว่างมากขึ้น โดยเฉพาะการถ่ายภาพในที่แสงน้อยหรือในที่ค่อนข้างมืด

 

OPPO F11 Review OPPO F11 Review OPPO F11 Review OPPO F11 Review

สำหรับ Portrait Mode ซอฟต์แวร์กล้องมีระบบตรวจจับใบหน้าอัตโนมัติเพื่อการโฟกัสตัวบุคคลที่แม่นยำและทำให้การละลายฉากหลังทำได้เนียนเป็นธรรมชาติมากขึ้น

 

OPPO F11 Review OPPO F11 Review

การถ่ายภาพด้วย Portrait Mode จากกล้องหลังของ OPPO F11 ทำได้ดีมากยิ่งขึ้น ด้วยกล้องหลักความละเอียดสูงที่มีรูรับแสงกว้าง และกล้อง Depth Sensor ที่ช่วยเก็บระยะความลึกของภาพ ทำให้การละลายฉากหลังทำให้เนียนสวยเป็นธรรมชาติ จะเห็นการตัดขอบนั้นทำได้เนียน เส้นผมเห็นเป็นเส้นๆ โดยที่ไม่ถูกเบลอออกไป

OPPO F11 Review OPPO F11 Review OPPO F11 Review OPPO F11 Review OPPO F11 Review

กล้องของ OPPO F11 ได้นำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยในการถ่ายภาพหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น AI Scene Recognition ที่ช่วยระบุฉากที่กำลังถ่าย เช่น ดอกไม้ ต้นไม้ วิว ดวงอาทิตย์กำลังตก เป็นต้น แล้วปรับค่ากล้องให้เหมาะสมกับการถ่ายภาพนั้นๆ โดยที่ผู้ใช้งานไม่ต้องตั้งค่ากล้องให้ยุ่งยาก

OPPO F11 Review OPPO F11 ReviewOPPO F11 Review

ความสามารถในการถ่ายภาพกลางคืนด้วย Ultra Night Mode ด้วยกล้องหลัง 48 ล้านพิกเซล ถือเป็นจุดเด่นของ OPPO F11 ที่ยืนยันถึงการพัฒนาด้านการถ่ายรูปที่ดีขึ้นไปเรื่อยๆ จาก OPPO โดยโหมดนี้มีการใช้เทคโนโลยี 4 พิกเซลรวมเป็นพิกเซลเดียวกัน ทำให้เก็บแสงและรายละเอียดได้ดีมากขึ้นและลดนอยซ์ได้

 

OPPO F11 Review

สำหรับการเปิดตัวโหมด HDR เป็นการถ่ายรูปหลายรูป ที่มีค่าความสว่างของแสงแตกต่างกัน แล้วเอาภาพมารวมกันเป็นภาพเดียว ซึ่งมีการพัฒนาด้านฮาร์ดแวร์กล้องที่ดีขึ้น ทำให้การถ่ายภาพในโหมดนี้ไม่จำเป็นต้องถือกล้องนิ่งๆ ในการถ่ายภาพแล้ว

 

OPPO F11 Review OPPO F11 Review

นอกจากนี้แล้วการถ่ายภาพกลางวันก็ยังเก็บรายละเอียดได้อย่างคมชัดอีกด้วย และยังมีโหมด Dazzle Color เพื่อเพิ่มความสว่างและเพิ่มสีของภาพถ่ายให้สดใสมากขึ้น

 

OPPO F11 Review

กล้องเซลฟี่ความละเอียด 16 ล้านพิกเซลของ OPPO F11 มีรูรับแสง f/2.0 และ Beautification ที่สามารถสร้างจุดบนหน้าผากเพิ่มขึ้นได้มากถึง 137 จุด ทำให้ AI สามารถปรับใบหน้าให้ออกมาเรียวสวยและดูเป็นธรรมชาติมากกว่าเดิม หรือถ้าไม่ต้องแต่งรูปภาพก็สามารถปิดใช้งานฟีเจอร์นี้ได้

 

OPPO F11 Review OPPO F11 Review OPPO F11 Review OPPO F11 Review OPPO F11 Review OPPO F11 Review

แม้กล้องหน้าจะมีเพียงเลนส์เดียว แต่ก็สามารถถ่ายแบบหน้าชัดหลังเบลอได้ ทำให้ภาพเซลฟี่ออกมาโดดเด่น และละลายฉากหลังได้ค่อนข้างเนียนมากๆ

 

OPPO F11 Review

นอกจากนี้แล้ว กล้องหน้าในโหมด HDR ก็ทำออกมาได้ดีเช่นกัน เห็นรายละเอียดทั้งด้านหน้าและฉากหลังมากขึ้น

สรุปจุดเด่น

  • OPPO F11 เป็นสมาร์ทโฟนระดับกลางที่มีดีไซน์สวยงาม ราคาจับต้องได้ง่ายในงบต่ำกว่าหมื่นบาท
  • หน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ 6.53 นิ้ว Waterdrop มีรอยบากเล็กมากๆ และคมชัดระดับ FullHD+
  • รันระบบปฏิบัติการ ColorOS 6 (Android 9.0 Pie) ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดตั้งแต่แกะออกจากกล่อง ไม่ต้องรออัพเดท
  • ชิพเซ็ต Mediatek Helio P70 (12nm) และแรม 4GB พร้อมเทคโนโลยี Hyper Boost ทุกครั้งที่ใช้งานไม่ว่าจะเป็นการเปิดแอป เล่นเกม ก็รู้สึกได้ว่าทำงานลื่นไหล ไม่ต้องรอนาน
  • กล้องหลัง 2 ตัว เลนส์หลักขนาด 48 ล้านพิกเซล f/1.79 + Depth sensor ขนาด 5 ล้านพิกเซล f/2.4 ถ่ายภาพกลางคืนได้สว่างและถ่าย Portrait ได้สวย
  • กล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล เซลฟี่แล้วแชร์ได้ทันที ไม่ต้องแต่งให้ยุ่งยาก
  • แบตเตอรี่ขนาด 4020mAh ใช้งานทั่วไปได้ทั้งวัน และชาร์จไว VOOC 3.0 ซึ่งอุปกรณ์ชาร์จนี้มีให้ในกล่อง ไม่ต้องหาซื้อเพิ่ม

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ถาดซิมแบบไฮบริด ต้องเลือกระหว่างใส่ซิม 2 หรือ microSD card

Featured

รีวิว realme 5s สมาร์ทโฟนตัวกลาง สเปคสุดคุ้ม จอกว้าง 6.5 นิ้ว, แบต 5000mAh และกล้อง 48MP

Published

on

realme 5s สมาร์ทโฟนระดับกลางรุ่นใหม่จาก realme ที่เป็นรุ่นสานต่อจาก realme 5 โดยเพิ่มทั้งสเปค, กล้อง และสีใหม่ในดีไซน์สุดจัดจ้าน โดยแต่ละส่วนจะเป็นอย่างไร เรามาดูไปพร้อมกันเลยครับ

 

สรุปสเปค realme 5s

  • ขนาดตัวเครื่อง : 164.4 × 75.6 × 9.3 มม.
  • น้ำหนัก : 198 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Mini-Drop Fullscreen ชนิด LCD ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1600 x 720 พิกเซล), มี 269PPI และครอบทับด้วย Corning Gorilla Glass 3+
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 665 AIE Octa Core ความเร็ว 2.0 GHz
  • ความจุ RAM 4GB + ROM 128GB เพิ่ม MicroSD Card สูงสุด 256GB
  • กล้องถ่ายรูปหลัง 4 เลนส์ แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 รองรับ AI, Super Nightscape และ HDR
    • เลนส์ Ultra Wide Angle กว้าง 119 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.25
    • เลนส์ Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
    • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้าความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0
  • ระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ครอบทับด้วย ColorOS 6.0.1
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.0 และพอร์ต Micro USB 2.0
  • แบตเตอรี่ความจุ 5000mAh (5V/2A)

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

ตัวกล่องของ realme 5s มาในทรงสี่เหลี่ยมเรียบง่ายตามแบบของ realme ครับ โดยมีชื่อรุ่น, สเปคหลักๆ และภาพอยู่ที่ด้านหน้าตัวกล่องอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งข้างในมีอุปกรณ์ดังนี้

  • ตัวเครื่อง realme 5s พร้อมติดฟิล์มกันรอย
  • อะแดปเตอร์
  • Micro USB 2.0
  • เคสใส
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม

ซึ่งกล่องที่เราได้มาไม่มีคู่มือการใช้งาน แต่ตัวกล่องที่ขายจริงจะมีมาให้แน่นอนครับ

 

ดีไซน์ของ realme 5s แน่นอนว่าต้องมีความพิเศษกว่ารุ่นเดิมอย่าง realme 5 คือสีสุดร้อนแรงอย่างสีแดง Crystal Red ที่เล่นลวดลายทรงเพชรตามชื่อสีอย่างโดดเด่น หากยิ่งมีการสะท้อนกับแสงมากเท่าไหร่ ความระยิบระยับก็จะมีมากตามไปด้วยครับ โดยกระบวนการผลิตกว่าที่จะออกมาเป็นลวดลายแบบนี้นั้นเป็นการลงสีแบบ Nano Holographic Color ที่ช่วยให้ตัวเครื่องดูมีมิติมากขึ้นนั่นเอง

 

ตัวเครื่องของ realme 5s ยังมีขนาดที่ไม่ใหญ่จนเกินไปกับการมือเพียงมือเดียวครับ แถมตัวเครื่องของ realme 5s ยังสามารถป้องกันน้ำ เช่น การสาดหรือกระเด็นได้ด้วยเช่นกัน

 

ด้านหน้าจอแสดงผล realme 5s มาพร้อมกับจอ LCD กว้างถึง 6.5 นิ้ว ในความคมชัดระดับ HD+ (1600 x 720 พิกเซล) ควบคู่กับการครอบทับด้วยกระจก Corning Gorilla Glass 3+ เพิ่มความแข็งแกร่งไปในตัวด้วย โดยหน้าจอ Mini-Drop Fullscreen ของ realme 5s ทำให้มีพื้นที่การใช้งานมากถึง 89% ใครที่ชอบรับชมภาพยนตร์ ดูวิดีโอ หรือเล่นเกมบ่อยๆ จะต้องชอบในเรื่องของความเต็มตาแน่นอนครับ

 

มาต่อที่รอบเครื่องเช่นเดิมครับ เริ่มด้วยที่เหนือหน้าจอแสดงผลจะมีหยดน้ำขนาดเล็กที่ฝังกล้องหน้าความละเอียด 13 ล้านพิกเซลเข้าไป โดยมีลำโพงสำหรับสนทนาอยู่ด้านบน พร้อมด้วยระบบเซ็นเซอร์วัดแสงต่างๆ

 

ทางซ้ายของตัวเครื่องจะมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ด NanoSIM 2 ช่อง และ MicroSD Card อีก 1 ช่อง รวมเป็น 3 ช่องกันไปเลย ไม่ต้องเลือกอย่างในอย่างหนึ่งครับ ถัดลงมาจะมีปุ่มเพิ่มและลดเสียง

 

ฝั่งขวาจะมีเพียงปุ่มล็อคเครื่องเท่านั้น

 

ส่วนด้านล่างตัวเครื่องจะมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร, ไมโครโฟน, พอร์ต Micro USB 2.0 และลำโพงตัวหลัก

 

สุดท้ายที่ด้านหลังจะมีกล้อง 4 เลนส์อยู่ในกรอบที่มุมซ้ายบนทั้งหมด พร้อมด้วยอักษร “48MP” มีไฟแฟลช LED ทางด้านขวาของเลนส์ และระบบเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่อยู่ตรงกลางเครื่อง

 

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

realme 5s แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ที่ครอบทับด้วย ColorOS 6.0.1 โดยมีระบบการทำงานที่ไหลลื่นและหน้าตา UI ที่เรียบง่ายในส่วนของไอคอนต่างๆ ทั้งยังมีฟีเจอร์มาให้ลองเล่นกันเยอะพอสมควรครับ

 

สำหรับใครที่อยากเปลี่ยนวอลเปเปอร์ก็มีให้เลือกใช้กันประมาณ 10 แบบครับ จะลองเลือกสีสันที่เหมาะกับตัวเครื่อง Crystal Red ก็ได้ครับ

 

ถนอมสายตาตอนกลางคืน

เชื่อว่าหลายคนต้องชอบเล่นสมาร์ทโฟนที่ในกลางคืนแน่นอน โดย realme 5s ก็มีให้เราได้เลือกปรับแสงของหน้าจอเพื่อให้ถนอมสายตายิ่งขึ้นด้วย ซึ่งการปรับจะมีให้เลือก 3 แบบ ดังนี้

  • แสดงเป็นสี : เป็นการตัดแสงสีฟ้าตามปกติ โดยสามารถเลือกระดับการตัดแสงได้ตามใจชอบ

  • การแสดงผลแบบขาวดำ : หน้าจอทั้งหมดจะกลายเป็นสีขาว-ดำ รวมไปถึงในแอปพลิเคชั่นต่างๆ ด้วยครับ
  • การอ่านอย่างสบายตาในตอนกลางคืน : ส่วนนี้ทุกอย่างจะดูมืดไปหมด เน้นสีดำเป็นหลัก ซึ่งเหมาะกับการเล่นเมื่อปิดไฟทั้งหมดหรือในที่แสงน้อยจริงๆ

 

ระบบความปลอดภัย

ด้านระบบความปลอดภัยก็มีมาให้ครบครันเช่นเดิมตั้งแต่การสแกนลายนิ้วมือด้านหลังตัวเครื่อง สามารถจดจำได้ทั้งหมด 5 ลายนิ้วมือ โดยการสแกนถือว่าทำได้รวดเร็วและเสถียรมากๆ ครับ แค่แตะแล้วปล่อยก็ปลดล็อคให้ทันที

ส่วนการสแกนใบหน้าถือว่ารวดเร็วพอๆ กันครับ โดยต้องกดปุ่มล็อคเครื่องเพื่อเปิดการสแกนใบหน้า ซึ่งก็ปลดให้ทันทีแทบไม่ต้องรอสแกนนานเลย

 

เรื่องความสะดวกสบายก็มีครบเหมือนกัน

  • ลูกบอลช่วยเหลือ : คงคุ้นเคยกันดีหากใครที่ใช้ ColorOS บ่อยๆ โดยจะเป็นการกดเพื่อใช้งานแทนปุ่มนำทางได้ หรือจะใช้เป็นเมนูเพื่อทำงานต่างๆ ได้เร็วขึ้นครับ

  • แถบข้างอัจฉริยะ : เป็นการเข้าแอปพลิเคชั่นที่เราใช้บ่อยได้ทันทีครับ โดยเราสามารถปรับแต่งได้ตามใจชอบเลย ใช้แอปไหนบ่อยก็ลากมาใส่ เท่านี้ก็ไม่ต้องมานั่งหาให้เสียเวลาแล้ว

  • โคลนแอป : ใครมีแอปโซเชียล 2 บัญชีก็สามารถโคลนเพื่อให้ใช้งานได้แยกกันได้แบบอิสระเลยครับ

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

realme 5s นั้นขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผลระดับกลางอย่าง Qualcomm Snapdragon 665 AIE Octa Core ที่มีสถาปัตยกรรมขนาด 11 นาโนเมตร ที่ช่วยให้ประหยัดพลังงานกว่าหน่วยประมวลผลตัวกลางในระดับเดียวกัน 20% ทั้งยังมี AI Engine ที่ช่วยเรื่องของความไหลลื่นของการใช้งานและการจัดสรรทรัพยากรให้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังทำงานคู่กับ GPU Adreno 610 ที่ช่วยให้การเล่นเกมนั้นไหลลื่นและเฟรมเรทคงที่ตลอดทั้งเกม

 

สำหรับผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ทำคะแนนได้ไปได้ที่ 169,168

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 315 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,394

 

ในส่วนของการเล่นเกม เริ่มต้นจะมีฟีเจอร์ Game Space ที่เป็นการรวบรวมเกมทั้งหมดไว้ในที่เดียวกัน ทั้งยังสามารถเปิดตั้งค่าปิดกั้นการแจ้งเตือนเพื่อไม่ให้รบกวนการเล่น รวมไปถึงโหมดแบ่งขันที่จะใช้ทรัพยากรของเครื่องไปกับการเล่นเกมโดยเฉพาะครับ ทำให้ไม่มีสะดุดแน่นอน

 

ทดสอบเล่นเกม

ROV

สำหรับ ROV เราปรับภาพกราฟิกระดับสูงที่สุดทั้งหมดเท่าที่จะปรับได้ครับ รวมไปถึงเฟรมเรทสูงเช่นกัน โดยลองทดสอบในโหมดปกติ 5 VS 5 ถือว่า realme 5s ทำได้ดีมากๆ ตั้งแต่ต้นเกมที่เฟรมเรทจะวิ่ง 58-61fps สลับกันไปครับ จนมาถึงกลางเกมและท้ายเกมในช่วงที่บวกกับฝั่งตรงข้ามบ่อยๆ ก็อาจลดลงมาเล็กน้อยอาจมี 57fps บ้างแต่ก็ไม่บ่อยครับ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 58 – 59fps เสียมากกว่า เรียกว่าทำได้ดีมากๆ และไม่มีอาการกระตุกเลยแม้แต่ครั้งเดียว

 

Call of Duty: Mobile

ส่วนเกม Call of Duty: Mobile เราปรับทั้งคุณภาพกราฟิกและเฟรมเรทเป็นระดับ Very High โดยเล่นในโหมด Battle Royale จำนวน 100 คนก็ทำได้ดีมากๆ เหมือนกันครับ ไม่มีอาการกระตุก, เฟรมเรทเหวี่ยงหรือค้างเลย แถมระบบสัมผัสก็ถือว่าดีพอสมควรเลยครับ ไหลไปตามนิ้วตามมือได้ลื่นๆ

 

แบตเตอรี่อึดใช้งานทั่วไปได้ทั้งวันแน่นอน!

จากที่ทดสอบเล่นเกมไปประมาณ 2 ชั่วโมง แบตเตอรี่ของ realme 5s กลับลดไปประมาณ 10% เท่านั้น ซึ่งเป็นเพราะความจุที่ให้มาถึง 5000mAh ทำให้เล่นเกมได้ต่อเนื่องครับ โดยใครที่เล่นหนักๆ อาจเล่นได้เกินครึ่งวัน ส่วนใครที่เน้นโซเชียลรับรองว่ายังมีแบตเตอรี่เหลือเพียงพอให้ชาร์จในช่วงค่ำๆ ครับ นอกจากนี้ ไม่ใช่แค่แบตเตอรี่อึดเท่านั้น แต่เรื่องของความปลอดภัยก็มีถึง 3 ชั้น ตั้งแต่การป้องกันแบตเตอรี่ร้อน, แบตละลาย และแบตระเบิดตั้งแต่หัวชาร์จไปยังแบตเตอรี่ รวมไปถึงเทคโนโลยี AI Cooling ที่ทำให้เครื่องนั้นไม่ร้อนจนเกินไป ซึ่งตรงนี้จะได้ประโยชน์ในการไม่ลดความเร็ว Clock ของหน่วยประมวลผลด้วย

 

กล้องถ่ายรูป

แม้จะเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นกลางแต่เรื่องต้องก็เล่นใหญ่เหมือนกันเพราะมีให้ถึง 4 เลนส์ที่กล้องหลัง และกล้องหน้าอีก 1 เลนส์ ดังนี้

  • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 รองรับ AI และ Super Nightscape
  • เลนส์ Ultra Wide Angle กว้าง 119 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.25
  • เลนส์ Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

กล้องหน้าความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 รองรับ AI Beautification

48 ล้านพิกเซล ถ่ายยังไงก็คมชัด พร้อมความฉลาดของ AI ขั้นสูง

realme 5s มาพร้อมกับเซ็นเซอร์ ISOCELL GM1 ที่มีความละเอียดสูงถึง 48 ล้านพิกเซล โดยมีเทคโนโลยี Tetracell ที่ผสานรวม 4 พิกเซลเข้าเป็นพิกเซลใหญ่ 1 พิกเซลเท่านั้น ทำให้ได้ความคมของภาพมากขึ้น แต่ก็สามารถถ่ายในความละเอียด 48 ล้านพิกเซลได้เหมือนกัน ซึ่งให้รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ นั้นชัดเจน ไม่มีแตก ทั้งยังสามารถซูมไปดูใกล้ๆ ได้อีกด้วยครับ

ภาพปกติ / ครอป

 

นอกจากนี้ realme 5s ก็ยังมีความอัจฉริยะของ AI ตรวจจับหมวดหมู่ต่างๆ เช่น คน, อาหาร, พืช หรือสัตว์ เป็นต้น เพื่อปรับแต่งภาพให้เหมาะสมกับแต่ละวัตถุที่เรากำลังโฟกัสครับ หากเป็นอาหาร สีสันจะดูฉุดฉาดขึ้นมาให้ดูน่าทานยิ่งขึ้น หรือหากเป็นท้องฟ้าหรือธรรมชาติก็จะทำให้ดูเนียนตาและเฉดสีที่มีความนุ่มนวลครับ

 

ถ่ายมุมกว้างด้วย Ultra-Wide 119 องศา

realme 5s ยังมาพร้อมกับเลนส์ Ultra Wide Angle ที่ให้ความกว้างถึง 119 องศา สามารถเก็บองค์ประกอบต่างๆ ได้ครบแน่นอน และยิ่งช่วงนี้เข้าใกล้คริสมาสต์และเทศกาลปีใหม่ ก็จะมีของประดับเพียบ เช่น ต้นไม้สูงๆ ซึ่งแน่นอนว่าเลนส์นี้เก็บได้ครบถึงยอดแน่นอน แถมความสวยงามก็ได้สีสันแบบจัดเต็ม จัดจ้าน และคมชัดเช่นเคย


เปิด Ultra-Wide / ปิด Ultra-Wide

 

หรือยิ่งถ่ายภาพบุคคลด้วยเลนส์ Ultra-Wide ยิ่งทำให้คุณผู้หญิงดูสง่าและสูงขึ้นมาทันตาเลยล่ะครับ ไม่ต้องโดนใช้ไปถ่ายใหม่แน่นอน

 

Super Nightscape 2.0 ถ่ายกลางคืนให้สว่างได้ง่ายๆ

ฟีเจอร์ Super Nightscape 2.0 คือการใช้งานเพื่อถ่ายในตอนกลางคืนตามชื่อเลยครับ โดยสามารถเก็บแสงกลางคืนได้ดีมากๆ มีการเพิ่มแสงและเฉดสีตามแบบฉบับของ realme ให้ภาพตรงหน้าที่มืดๆ กลับมาสว่างได้ทันที แถมเรื่อง Noise ก็ยังมีน้อยมากอีกด้วย ซึ่งจุดนี้จะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง Night Scene Algorithm และเทคโนโลยี AI เพื่อลดการเกิด Noise ในภาพ

 

นอกจากนี้ เรายังใช้เลนส์ Ultra-Wide ในโหมด Super Nightscape 2.0 ได้อีกด้วย ได้ทั้งมุมกว้างๆ และความสว่างในตอนกลางคืนไปแบบเต็มๆ ครับ

 

 

ใกล้สุดด้วยเลนส์ Macro

ในเลนส์ Macro ของ realme 5s สามารถให้เราเห็นวัตถุในระยะใกล้ๆ ที่ดวงตาเราแทบมองไม่ออกได้ใกล้ถึง 4 เซนติเมตร โดยที่ความคมชัดและความสดใสของสีที่ได้ออกมาก็ยังถือว่าครบและสวยงามอยู่ครับ

 

เพิ่มความสดของสียิ่งขึ้นด้วย Chroma Boost

เรียกว่ามีใน realme แทบทุกรุ่นอย่างฟีเจอร์ Choma Boost ที่ช่วยเรื่องการเพิ่มเฉดสีให้มีความสดกว่าเดิม แต่ก็ไม่ใช่แค่เรื่องสีเท่านั้น เพราะยังมีการเพิ่มแสงในภาพให้บริเวณมืดๆ มองเห็นได้ดีขึ้น แถมยังดูเป็นธรรมชาติ ไม่ได้เพิ่มสีจนเกินไป

เปิด Chroma Boost / ปิด Chroma Boost


เปิด Chroma Boost / ปิด Chroma Boost


เปิด Chroma Boost


ปิด Chroma Boost


เปิด Chroma Boost


ปิด Chroma Boost

 

Portrait เบลอเนียนตา

realme 5s ยังมีฟีเจอร์ที่หลายคนต้องชอบเหมือนกันอย่างการเบลอหลังหรือ Portrait โดยเฉพาะการถ่ายบุคคลนั้นทำได้ยอดเยี่ยมมาก มีการเบลอฉากหลังได้เนียนๆ ตัดขอบได้คม และยังได้ความสวยงามของใบหน้าเพิ่มเข้ามาแบบอัตโนมัติอีกด้วย โดยฟีเจอร์นี้จะใช้ประโยชน์จากเลนส์ Portrait เพื่อตรวจจับฉากหลังและรู้ว่าจุดไหนควรเบลอหรือไม่เบลอ

โหมด Portrait / โหมดปกติ

 

กล้องหน้าสวยใสด้วย AI Beautification

ผ่านกล้องหลังไปจนหมดเรามาดูกันที่กล้องหน้าความละเอียด 13 ล้านพิกเซลกันบ้างครับ โดยจะมีฟีเจอร์หลักๆ ที่ผู้หญิงทุกคนต้องชอบแน่นอน คือ การปรับใบหน้าสวยงาม หรือ AI Beautification นั่นเอง

สำหรับกล้องหน้าของ realme 5s สามารถแยกลักษณะบุคคลได้อัตโนมัติไม่ว่าจะเป็นเพศ, อายุ หรือสีผิวเพื่อปรับภาพให้สวยแบบธรรมชาติ ทั้งยังจดจำจุดบนในหน้าถึง 296 จุด ซึ่งช่วยปรับภาพให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลครับ

 

เบลอหลังเนียนๆ ได้ดั่งใจ

ทั้งนี้ ใครที่อยากให้เบลอฉากหลังก็ทำได้ยอดเยี่ยมไม่ต่างจากกล้องหลังเลยด้วย ซึ่งตรงนี้ AI จะข้ามาช่วยในเรื่องการเบลอหลังและความสวยงามของใบหน้า ซึ่ง AI ก็ตัดขอบให้เราได้เนียน ใรใบหน้าสวยงาม แถมยังสามารถปรับแต่งรูปทรงใบหน้าได้ทั้งหมดถึง 8 แบบ และแบบละ 100 ระดับไปเลยครับ

 

สรุปจุดเด่น

  • ดีไซน์สวยงามแบบ Diamond Cut พร้อมด้วยสีแดงใหม่อย่าง Crystal Red
  • มีกล้องหลัง 4 เลนส์ความละเอียดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล พร้อมด้วยเลนส์ Ultra-Wide Angle, Portrait และ Macro ทำให้สนุกกับการถ่ายภาพหลายรูปแบบ
  • หน้าจอใหญ่ 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ ใช้งานได้เต็มตาทั้งเล่นเกมหรือดูวิดีโอต่างๆ
  • ใช้หน่วยประมวลผล Snapdragon 665 ควบคู่กับ RAM 4GB + ROM 128GB ทำให้ใช้งานได้ไหลลื่นและพร้อมเก็บไฟล์ต่างๆ ได้เยอะ
  • แบตเตอรี่ 5000mAh สามารถใช้งานได้ทั้งวันแทบไม่ต้องกลัวหมด

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ไม่มีหูฟังแถมมาในกล่อง
  • ยังใช้พอร์ต Micro USB 2.0 อยู่

 

realme 5s เตรียมวางจำหน่ายในราคาแบบ Flash sale ผ่านทาง Lazada (http://bit.ly/2Y3cxqf) ในวันที่ 4 ธันวาคม 2562 และจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในทุกช่องทางวันที่ 7 ธันวาคม 2562 ด้วยราคาเพียง 5,999 บาท

Continue Reading

Android News

OPPO A9 2020 สีใหม่ Vanilla Mint แรงบันดาลใจสีสันจากธรรมชาติ พร้อมให้ทุกคนได้สัมผัสแล้ววันนี้

Published

on

OPPO A9 2020 New Vanilla Mint

OPPO A9 2020 สีใหม่ Vanilla Mint สีสันจากธรรมชาติที่ได้รับการออกแบบไล่เฉดสีได้อย่างลงตัว พร้อมให้ทุกคนได้สัมผัสแล้ววันนี้

 

OPPO A9 2020 Vanilla Mint

OPPO A9 2020 สีใหม่ Vanilla Mint เป็นเฉดสีใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากแสงแดดในยามบ่ายอันเงียบสงบ ในห้องนอนที่มองเห็นทะเล และเกลียวคลื่นกระทบฝั่งอยู่ด้านนอก พร้อมอากาศอันแสนสดชื่นพัดผ่านม่านสีขาวนวล

 

OPPO A9 2020 New Vanilla Mint

จะเห็นว่าการไล่เฉดสีนั้นมีหลายสีในเครื่องเดียว โดยเริ่มจากโทนสีที่เหมือนกับแสงแดดสาดส่องกระทบกับพื้นทรายผสานกับโทนสีของน้ำทะเลที่มีคลื่นมากระทบกับทรายบนหาด ซึ่งการดีไซน์ในครั้งนี้ใช้เทคโนโลยีสีในระดับนาโนคลื่นความถี่สูง 650-700 nm ในการหักเหของแสง โดยผลลัพท์ที่ได้คือการหักเหของสีอย่างสวยงามจนเป็นสีฟ้าอมเขียวราวกับน้ำทะเล ซึ่งเป็นสีที่กำลังมาในเทรนด์สีของปี 2020

 

OPPO A9 2020 New Vanilla Mint

สีตัวเครื่องของ OPPO A9 2020 ไม่ได้ไล่เฉดสีเฉพาะด้านหลังเท่าน้ัน แต่ยังไล่เฉดสีมาถึงกรอบตัวเครื่องด้านข้างทั้งหมด ทำให้เห็นความสวยงามในมุมมอง

 

OPPO A9 2020 New Vanilla Mint

โลโก้ OPPO และข้อความ Designed for A-series จัดวางในแนวตั้งและอยู่บริเวณกลางเครื่องพอดี ซึ่งเป็นการดีไซน์ข้อความด้านหลังตัวเครื่องให้ดูสมมาตร

 

OPPO A9 2020 New Vanilla Mint

OPPO A9 2020 มีกล้องหลังทั้งหมด 4 เลนส์ โดย 3 เลนส์จัดเรียงในแนวตั้งอยู่ในกรอบตรงกลางเครื่อง และอีกเลนส์จะอยู่ทางขวาคู่กับไฟแฟลช LED และมีระบบเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่ด้านหลัง

 

กล้องของ OPPO A9 2020 สามารถถ่ายภาพความละเอียดสูงสุดถึง 48 ล้านพิกเซล ซึ่งภาพที่ได้ไม่เพียงแต่มีขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังช่วยให้เก็บรายละเอียดต่างๆ ของภาพได้คมชัดมากขึ้น

 

เลนส์ Ultra Wide-Angle ที่มีองศากว้างถึง 119 องศาอีก เหมาะสำหรับการถ่ายภาพวิวหรือสถานที่ท่องเที่ยวที่มีตึกสูงๆ ช่วยให้ได้ภาพบรรยากาศรอบข้างได้แบบครบองค์ประกอบ หรือใครอยากได้ภาพเต็มตาแต่อยู่ใกล้วัตถุมาก เลนส์นี้จะช่วยเราได้มากเลยทีเดียว

 

การถ่ายภาพตอนกลางคืนก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน โดย OPPO A9 2020 มาพร้อมฟีเจอร์ Ultra Night mode 2.0 ช่วยลด Noise และใช้โหมดนี้ร่วมกับเลนส์ Ultra-Wide ได้ด้วย

 

สำหรับโหมดภาพถ่ายบุคคลแบบหน้าชัดหลังละลายจากกล้องของ OPPO A9 2020 จะเป็นการทำงานร่วมกันของกล้องหลักและกล้อง Portrait ทำให้การละลายฉากหลังทำได้เป็นธรรมชาติ

 

กล้องหน้าของ OPPO A9 2020 มาพร้อม AI Beautification ที่ปรับแต่งใบหน้าสวยให้อัตโนมัติโดยที่แทบไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม เพราะ AI จะคำนวณให้แล้วทั้งหมด

 

OPPO A9 2020 Vanilla Mint

OPPO A9 2020 มาพร้อมกับความจุภายในตัวเครื่องมากถึง 128GB ใครจะโหลดหนังหรือโหลดเกมที่มีขนาดใหญ่ๆ ภาพสวยๆ ก็ไม่ต้องกังวลว่าพื้นที่เครื่องเต็มอีกต่อไปแล้ว เล่นกันได้เต็มที่ อีกทั้งยังมีความจำแรมถึง 8GB ช่วยให้ใช้งานได้อย่างลื่นไหล สลับแอปไปมาได้รวดเร็วไม่มีสะดุด

 

OPPO A9 2020 Vanilla MintOPPO A9 2020 Vanilla Mint

OPPO A9 2020 ใช้ชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 665 และมีเทคโนโลยี Hyper Boost ที่จะช่วยให้ CPU และ GPU ประมวลผลได้เต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งฟีเจอร์นี้ยังมี Game Boost 2.0 ที่มี Frame Boost ที่จะช่วยให้เฟรมเรทบนหน้าจอมีความนิ่งไม่สะดุด และ Touch Boost ที่ทำให้การสัมผัสหน้าจอเพื่อควบคุมการเล่นเกมมีการตอบสนองเร็วขึ้น

 

OPPO A9 2020 Vanilla Mint

นอกจากนี้แล้ว OPPO A9 2020 สามารถเล่นเกมได้อย่างเต็มตา ด้วยหน้าจอแบบ Panoramic Screen กว้าง 6.5 นิ้ว ซึ่งหน้าจอที่กว้างแบบนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสในการมองเห็นศัตรูที่อยู่รอบๆ ขอบจอได้ด้วย และมี Dolby Atmos และลำโพงสเตอริโอแบบคู่ มอบประสบการณ์เสียงที่มีมิติซ้ายขวา เล่นเกมได้สนุกมากขึ้น

 

OPPO A9 2020 Vanilla Mint

ฟีเจอร์อัดแน่นขนาดนี้ แน่นอนว่าต้องมีแบตเตอรี่ที่ต้องเยอะเพื่อให้เพียงพอต่อการใช้งาน ซึ่ง OPPO A9 2020 ก็มีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 5,000 mAh ใช้งานได้อย่างยาวนานตลอดทั้งวัน และสามารถใช้เทคโนโลยี Reverse Charging ผ่านสาย OTG เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ให้กับเครื่องอื่นได้อีกด้วย

 

OPPO A9 2020 New Vanilla Mint

ต้องบอกว่า OPPO A9 2020 เป็นสมาร์ทโฟนอัดแน่นด้วยฟีเจอร์เยอะมากๆ และทุกฟีเจอร์ก็ตอบโจทย์การใช้งานของทุกคนจริงๆ สเปคแรงๆ ราคาสุดคุ้มแบบนี้ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่จะซื้อเป็นของขวัญได้เลย ถูกใจทั้งคนให้และคนซื้อแน่นอน

Continue Reading

Featured

รีวิว realme X2 Pro แรงเต็มขั้น พลังเรือธงรุ่นแรกของแบรนด์ จัดเต็มด้วยหน้าจอ Refresh Rate 90Hz, CPU S855+, ลำโพงคู่ และรองรับ SuperVOOC 50W

Published

on

รีวิว realme X2 Pro สมาร์ทโฟน “แรงเต็มขั้น พลังเรือธง” รุ่นแรกของแบรนด์ ที่ถือว่าให้สเปคและฟีเจอร์ต่างๆ แบบเรือธงของแท้ ชูโรงด้วยหน้าจอสุดลื่น Refresh Rate 90Hz บนขุมพลัง CPU ตัวแรงสุด ณ ตอนนี้อย่าง Snapdragon 855+ มี RAM 12GB และหน่วยความจำแบบ UFS 3.0 แถมแบตเตอรี่ก็อึด รองรับ SuperVOOC Flash Charge ถึง 50W พร้อมด้วยฟีเจอร์กล้องที่ให้มาเพียบ

 

สรุปสเปค realme X2 Pro

  • ขนาดตัวเครื่อง : 161 × 75.7 × 8.7 มม.
  • น้ำหนัก : 199 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Super AMOLED ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) รองรับ HDR10+ พร้อม 90Hz Ultra Smooth Display, พื้นที่หน้าจอแสดงผล 91.7% และครอบทับด้วยกระจก Corning Gorilla Glass 5
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 855+ Octa Core ความเร็ว 2.96 GHz
  • GPU : Adreno 640
  • ความจุ RAM 12GB + ROM 256GB (UFS 3.0)
  • กล้องถ่ายรูปหลัง 4 เลนส์ แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 เซ็นเซอร์ Samsung ISOCELL GW1
    • เลนส์ Ultra Wide Angle มุมกว้าง 115 องศา ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ Telephoto ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.5 ซูม Optical ได้ 5 เท่า และ Hybrid ได้ 20 เท่า
    • เลนส์ Depth sensor ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล
  • กล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0
  • ระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ครอบทับด้วย ColorOS 6.1
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.0, NFC และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 4000mAh รองรับ 50W SuperVOOC Flash Charge (10V/5A)

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

แกะกล่องดูอุปกรณ์ภายในกันครับว่ามีอะไรบ้าง โดยตัวกล่องมาในสไตล์เรียบง่าย เป็นกล่องสีขาวพร้อมชื่อรุ่นและสเปคเบื้องต้น โดยอุปกรณ์ภายในมีดังนี้

  • ตัวเครื่อง realme X2 Pro พร้อมติดฟิล์มกันรอย
  • อะแดปเตอร์ SuperVOOC 50W
  • สาย USB Type-C
  • เคสใส
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น

 

สีที่เราได้มาในการรีวิวครั้งนี้เป็นสีน้ำเงิน Neptune Blue ที่จะไม่ได้มีการไล่เฉดครับ แต่จะมีการสะท้อนแสงเล่นเงากับพื้นผิวกระจกเป็นอย่างดีครับ และใครที่ชอบสีเข้มๆ ก็ต้องเลือกสีนี้เลย

 

ส่วนอีกสีอย่างสีขาว Lunar White ที่จะไม่ใช่สีขาวไปสะทีเดียวครับ แต่จะมีการไล่เฉดสีขาว, ฟ้า และม่วงอ่อนๆ อย่างสวยงามแบบเรียงลงมา แถมหากมีการสะท้อนแสงอาทิตย์ก็จะได้เฉดสีรุ่งออกมาผสมๆ กันไป ใครที่ชอบสีละมุนๆ ดูนุ่มๆ ต้องไม่ควรพลาดเด็ดขาดครับ

 

ตัวเครื่องของ realme X2 Pro ถือว่าดีไซน์ออกมาได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว มีความโค้งด้วยกระจก 3D ที่ด้านหลัง ทำให้เวลาจับถือทั้งตอนโทรหรือตอนดูวิดีโอจะไม่มีอาการบาดมือแน่นอน

 

หากใครที่สังเกตเรื่องโลโก้ของแบรนด์ realme ที่ดูแปลกๆ ในส่วนนี้น่าจะเป็นเรื่องของการจับถือเครื่องเพื่อไม่ให้บังชื่อแบรนด์ในเวลาที่ถือโทรหรือใช้งานทั่วไปครับ

 

ด้านดีไซน์ว่าสวยแล้ว หน้าจอแสดงผลใน realme X2 Pro ก็มีเทคโนโลยีที่ให้ความสวยงามของหน้าจอเหมือนกัน ตั้งแต่การใช้พาเนล Super AMOLED กว้างถึง 6.5 นิ้ว คมชัดระดับ FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) และยังรองรับการแสดงผล HDR10+ และ DCI-P3 Color gamuts อีกด้วย ใครที่รักการชมภาพยนตร์หรือดูซีรี่ย์ในสมาร์ทโฟนต้องชอบเรื่องความสดความใสของหน้าจอรุ่นนี้แน่ๆ

 

ทั้งนี้ หน้าจอของ realme X2 Pro ยังครอบทับด้วยกระจกสุดแข็งแกร่งอย่าง Corning Gorilla Glass 5 รวมไปถึงมีการตรวจสอบและรองรับโดย TÜV Rheinland สถาบันรับรองความปลอดภัยในการใช้งานของผู้บริโภคและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากประเทศเยอรมัน ซึ่งตรงนี้จะช่วยเรื่องการตัดแสงสีฟ้าออกไป แต่ยังคงความสดใสของหน้าจอได้เหมือนเดิมด้วย

 

และสิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยในเรื่องหน้าจอคือความไหลลื่นขั้นสุดจริงๆ ครับ เพราะมาพร้อมกับ Refresh Rate ถึง 90Hz ทำให้เราใช้งานสมาร์ทโฟนหรือจ้องหน้าจอได้นานๆ โดยไม่เมื่อยล้าดวงตา แถมยังได้ความลื่นในการสัมผัสและการกดที่ไปตามนิ้วได้ดีมากๆ แทบไม่มีความหน่วงหรือความเบลอขณะเลื่อนหน้าจอไปมาเลย และเดี๋ยวเราจะมีทดสอบการใช้งานเล่นเกมจากประโยชน์ของจอ Refresh Rate 90Hz ที่ด้านล่างครับ

 

มาต่อที่รอบเครื่องกันครับ เหนือหน้าจอแสดงผลจะมีรอยบากทรงหยดน้ำที่ฝังกล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซลเข้าไป ถัดไปด้านบนหน่อยก็จะมีลำโพงที่ใช้สำหรับทั้งสนทนาและเป็นลำโพงตัวที่ 2 ในรูปแบบของ Dolby Atmos อีกด้วย

 

ทางซ้ายของตัวเครื่องมีเพียงปุ่มเพิ่มและลดเสียงเท่านั้น

 

ที่ฝั่งขวามีช่องใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM จำนวน 2 ช่อง ไม่มีช่องใส่ MicroSD Card ถัดลงมาจะเป็นปุ่ม Power

 

ด้านบนตัวเครื่องจะมีไมโครโฟนตัวที่ 2 สำหรับตัดเสียงรบกวน

 

ด้านล่างจะมีทั้งช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร, ไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวที่ 1

 

และสุดท้ายที่ด้านหลังจะมีกล้องหลัง 4 เลนส์ พร้อมไฟแฟลช Dual LED ที่ฝั่งขวาของเลนส์ และมีแบรนด์ realme ประกอบอยู่

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฏิบัติการ

realme X2 Pro มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ที่ครอบทับด้วย ColorOS 6.1 ที่จะได้รับฟีเจอร์ใหม่ๆ ของระบบไปใช้กันกันเต็มที่เลยครับ แถมยังช่วยเรื่องการจัดสรรทรัพยากรภายในเครื่อง ทำให้ใช้งานได้ลื่นกว่าเดิม

 

realme X2 Pro จะมีหน้าจอหลักที่เวลาเราโหลดแอปพลิเคชั่นมาก็จะมาอยู่ที่หน้านี้โดยอัตโนมัติ แต่ก็ยังมีหน้ารวมแอปที่เรียงตามตัวอักษร และมีหมวดหมู่ที่คาดว่าเราใช้งานบ่อยที่สุดด้วย

 

ใครที่ชอบวอลเปเปอร์หรือธีมที่หลากหลาย ในรุ่นนี้ก็มีให้เลือกเพียบเลยครับในแอป “ร้านขายธีม” ที่จะมีธีมให้เลือกประมาณ 10 แบบ และวอลเปเปอร์สวยๆ งามๆ อีกเพียบเลย

 

ดูข้อมูลได้ง่ายๆ ไม่ต้องเปิดจอด้วย Always on Display

ใน realme X2 Pro มาพร้อมกับฟีเจอร์ Always on Display ที่จะแสดงผลทั้งเรื่องเวลา, วันที่, แบตเตอรี่ และไอคอนการแจ้งเตือนต่างๆ ครับ โดยเราไม่จำเป็นต้องกดปุ่มล็อคเครื่องเพื่อดูให้เสียเวลาอีกต่อไป โดยส่วนนี้เราสามารถตั้งแต่เริ่มและสิ้นสุดการแสดงผลได้เพื่อไม่ให้ใช้งานแบตเตอรี่มากเกินไปได้

 

Dark Mode ที่ไม่ธรรมดา รองรับเกือบทุกแอปในเครื่อง

น่าจะชอบแน่ๆ สำหรับใครที่ใช้งาน Dark Mode บ่อยๆ เพราะต้องบอกว่ารุ่นนี้นั้นรองรับแอปพลิเคชั่นแทบทั้งหมดในเครื่อง ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Youtube, IG, Line หรือ Twitter โดยไม่จำเป็นต้องไปเปิดในแอปให้ยุ่งยาก

 

ระบบความปลอดภัยขั้นสูง

ด้วยความที่เป็นเรือธง แน่นอนว่า realme X2 Pro ต้องมีการปลดล็อคหน้าจอด้วยการสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอแน่นอน รองรับทั้งหมด 5 ลายนิ้วมือ โดยการทำงานถือว่ารวดเร็วมากๆ เพียง 0.23 วินาทีเท่านั้นก็ใช้งานได้ทันที แต่ก็ไม่ได้มีดีแค่เร็วเพราะมีความแม่นยำด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมีระบบสแกนใบหน้าที่รวดเร็วพอๆ กับการสแกนลายนิ้วมือเลย หลังจากที่เราลงทะเบียนใบหน้าเสร็จ เพียงแค่ปลดล็อคเครื่องปุ๊บ กุญแจสัญลักษณ์ปลดล็อคหน้าจอก็ปลดให้ทันที ไม่น่าจะถึง 1 วินาทีด้วยซ้ำ

 

ลำโพงคู่ ชิปเสียง Dolby Atmos

realme X2 Pro เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของแบรนด์ที่มาพร้อมระบบเสียงสเตอริโอคู่แบบ Dolby Atmos พร้อมคุณภาพเสียง Hi-Res ที่มีการแยกลำโพงฝั่งซ้ายขวาได้อย่างชัดเจนเลยครับ ไม่จำเป็นต้องใช้หูฟังในการใช้งานด้วย แถมไม่ว่าจะรับชมภาพยนตร์, เล่นเกม หรือดูวิดีโอต่างๆ ก็เพิ่มอรรสรสให้เต็มอิ่มกว่าเดิมแน่นอน

 

ตรวจเวลาในการใช้งานสมาร์ทโฟนด้วยสุขภาวะดิจิตอล

สุขภาวะดิจิตอลถือเป็นฟีเจอร์ที่เข้ามาให้เรารู้ว่าเราใช้งานสมาร์ทโฟนนานเท่าไหร่ ซึ่งจะแยกแต่ละแอปพลิเคชั่นให้อย่างชัดเจน รวมไปถึงจำนวนการปลดล็อคเครื่องและการแจ้งเตือนเช่นกัน และหากใครที่คิดว่าเราเล่นนานเกินไปก็สามารถจำกัดระยะเวลาของแต่ละแอปได้ทันที

 

ใช้งาน 2 บัญชีด้วยโคลนแอป

ในรุ่นนี้ก็ยังสามารถโคลนแอปพลิเคชั่นได้ด้วยเหมือนเดิมครับ เช่น หากเราต้องการใช้ Line 2 บัญชีก็สามารถโคลนเพื่อลงทะเบียนอีก 1 แอปได้เลย โดยทั้ง 2 บัญชีจะแยกกันอย่างสิ้นเชิง

 

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

ขึ้นชื่อเป็นเรือธง realme X2 Pro ก็ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผลตัวท็อปสุดในยุคนี้จาก Qualcomm อย่าง Snapdragon 855+ ที่ใช้สถาปัตยกรรมขนาด 7 นาโนเมตรเท่านั้น ทั้งยังมี GPU Adreno 640 ที่เร็วกว่าเดิมถึง 5% และประมวลผลกราฟิคเร็วกว่าเดิมถึง 15% และมีชิป AI ประมวลผลได้เร็วกว่าเดิม 3 เท่า เรียกว่าหายห่วงเรื่องการใช้งานไปได้เลย แต่เท่านี้ยังไม่พอครับ เพราะยังมี RAM ถึง 12 GB ควบคู่กับ ROM 256 GB แบบ UFS 3.0 ที่อ่านข้อมูลเร็วกว่าเดิม 3 เท่ามาให้อีกต่างหาก ทำให้การโหลด, ติดตั้ง, สลับแอป และเล่นเกมทำได้ไหลลื่น แทบไม่ต้องเสียเวลารอนานๆ เลยด้วย

 

สำหรับผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ทำคะแนนได้ไปได้ที่ 454,618

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 579 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,771

 

ฟีเจอร์การเล่นเกม

realme X2 Pro ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ Game Space ที่นอกจากจะเป็นการรวบรวมเกมไว้ในที่เดียวกันแล้ว ยังสามารถปิดกั้นการแจ้งเตือน, ล็อคความสว่าง, เพิ่มความไหลลื่นในการเล่นเกม ทั้งยังสามารถปรับโหมดต่างๆ ได้ 3 แบบ ได้แก่ โหมดการแข่งขัน, โหมดสมดุล และโหมดใช้กำลังไฟต่ำ

 

นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยี HyperBoost 2.0 ที่ช่วย 2 เรื่องหลักๆ คือ FrameBoost ที่ปรับเฟรมเรทให้คงที่ตลอดทั้งเกม และ TouchBoost ที่เสริมประสิทธิภาพการสัมผัสให้ไหลลื่นไปตามนิ้วมากยิ่งขึ้น

 

ทดสอบการเล่นเกม

เราทดสอบ 4 เกมด้วยกันในครั้งนี้ ได้แก่ ROV, Call of duty: Mobile, PUBG Mobile และ Asphalt 9 : Legends โดยผลทดสอบที่ได้มีตามด้านล่างนี้เลย

ROV

เริ่มตั้งแต่เกม ROV ในด้านการปรับกราฟิก เราปรับสูงที่สุดทั้งหมดครับ โดยตั้งแต่เริ่มเกมมาในโหมด 5 VS 5 เฟรมเรทจะวิ่งอยู่ที่ 59-60fps ตลอดครับ ทั้งช่วงที่บวกใส่สกิลทั้งแบบเดี่ยวหรือแบบครบทั้งทีมก็จะอยู่ที่ประมาณนี้ตลอด และที่สำคัญเรื่องความลื่นของการสัมผัสและการแสดงผลบนหน้าจอ Refresh Rate 90Hz ก็ทำได้ยอดเยี่ยมด้วย

 

Call of duty: Mobile

มาต่อที่เกมแนว FPS กันครับอย่าง Call of duty: Mobile โดยเราปรับทุกอย่างสูงที่สุดเหมือนเดิม และเล่นในโหมด Battle Royale 100 คน ผลที่ออกมาก็ทำได้ดีตามคาดครับ ไม่มีอาการหน่วงหรือกระตุกอะไรเกิดขึ้นเลย แถมการกดและการสัมผัสนี่ก็ฟินสุดๆ เพราะมันไหลลื่นมากๆ

 

ที่สำคัญเรื่องของลำโพงคู่ Dolby Atmos ก็ช่วยได้มาก ไม่จำเป็นต้องใส่หูฟัง เพราะลำโพงก็แยกซ้ายขวาให้อย่างชัดเจนอยู่แล้วครับ ต้องบอกว่าลำโพงคู่ของเขาแจ่มจริงๆ นะ

 

PUBG Mobile

อีกเกมแนวเดียวกันกับข้างบนอย่าง PUBG Mobile โดยกราฟิกเราปรับเป็น HDR HD เพราะ Ultra HD ยังไม่เปิดใช้งาน ซึ่งการเล่นในแผนที่และทรัพยากรที่เยอะกว่า Call of duty: Mobile ก็เล่นได้ไม่ต่างกันเลย ไหลลื่นสุดๆ เหมือนกัน รวมไปถึงลำโพงคู่ Dolby Atmos ที่บอกฝีเท้าและตำแหน่งของศัตรูได้ชัดเจนมากขึ้น

 

Asphalt 9 : Legends

ต่อมากับเกม Asphalt 9 : Legends เราปรับในค่าเริ่มต้น (เพราะไม่มีให้ปรับสูง) โดยการเล่นในหลายๆ รอบถือว่าทำได้ไหลลื่นทุกรอบ ไม่มีเฟรมเรทดรอปเลยสักรอบครับ แถมกราฟิกที่ได้ออกมาถือว่าสุดยอดมากๆ และด้วยหน้าจอ Refresh Rate 90Hz ก็ทำให้ทุกฉากในเกมดูไหลลื่นไปหมด

 

นอกจากนี้ เมื่อเราลองเล่นไปเกือบๆ 2 ชั่วโมง จะสังเกตว่าตัวเครื่องไม่ร้อนมากจนเกินไปครับ เพราะ realme X2 Pro มีเทคโนโลยี VC liquid cooling เพื่อช่วยควบคุมอุณหภูมิเครื่องเวลาใช้งานได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งหากเครื่องไม่ร้อน ความเร็ว Clock ของ CPU ก็จะไม่ลดทอนลงไปด้วย

 

แบตอึดพร้อมชาร์จไวด้วย Super VOOC 50W

realme X2 Pro จัดเต็มเรื่องแบตเตอรี่มาให้มากๆ ถึงความจุ 4000mAh ช่วยให้ใช้งานทั่วไปได้ตลอดทั้งวันครับ แต่ใครที่เล่นเกมก็อาจจะต้องพกที่ชาร์จ Super VOOC ไปด้วย แต่ไม่ต้องกังวลว่าจะนั่งรอชาร์จจนเปื่อยแน่นอน เพราะจากที่เราทดสอบนั้นจะมีเปอร์เซนต์แบบย่อยบอกให้ด้วย แถมขยับขึ้นไม่มีหยุดระหว่างชาร์จ โดยเราชาร์จจาก 4% ถึง 100% เพียง 27 นาทีเท่านั้น และคาดว่าจาก 0% – 100% น่าจะเร็วกว่าที่ realme เคลมไว้อีกครับท่าน (realme เคลมไว้ว่า 35 นาที) หรือใครที่หาปลั๊กเสียบอะแดปเตอร์ได้ก็สามารถชาร์จไปเล่นเกมไป ซึ่ง 30 นาทีจะได้ 80% ส่วนเรื่องความปลอดภัยก็หายห่วงเพราะมีระบบป้องกันความปลอดภัยดีเยี่ยม

 

 

กล้องถ่ายรูป

มาถึงจุดเด่นและเป็นตัวชูโรงของ realme X2 Pro กันบ้างกับพลังกล้อง 4 เลนส์สูงสุด 64 ล้านพิกเซล พร้อมด้วยฟีเจอร์ที่มีมาให้เพียบ ซึ่งแต่ละเลนส์มีความสามารถดังนี้

  • เลนส์หลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 เซ็นเซอร์ Samsung ISOCELL GW1
  • เลนส์ Ultra Wide Angle มุมกว้าง 115 องศา ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • เลนส์ Telephoto ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.5 ซูม Optical ได้ 5 เท่า และ Hybrid ได้ 20 เท่า
  • เลนส์ Depth sensor ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล

ส่วนกล้องหน้ามีความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 พร้อมด้วยโหมด AI ใบหน้าสวยอีกด้วย

คมชัดขั้นสุดด้วยกล้อง 64MP

ด้วยเลนส์หลักของ realme X2 Pro สามารถให้ความคมชัดได้มากสุดถึง 64 ล้านพิกเซล เก็บรายละเอียดส่วนต่างๆ ได้ชัดเจนขั้นสุดจริงๆ ตรงนี้เราสามารถซูมรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ได้ชัดเจน แถมยังนำภาพเหล่านี้ที่ถ่ายไปใช้งานเป็นป้ายใหญ่ๆ โดยที่ภาพไม่แตกด้วย

ภาพปกติ / ครอป

 

กล้อง AI อัจฉริยะ

realme X2 Pro ยังมาพร้อมกับ AI ที่สามารถแยกแยะวัตถุให้เราโดยอัตโนมัติและมีความแม่นยำสูงด้วย ใครที่คิดอะไรไม่ออก เพียงแค่เปิดกล้องแล้วกดถ่ายได้เลยครับ AI จะปรับแสงและสีให้เข้ากับวัตถุที่ถ่ายได้เอง

ถ่ายบุคคลด้วย AI ก็สวยงามไม่แพ้กันครับ

 

ไกลแค่ไหนก็คือใกล้ด้วยเลนส์ซูมสูงสุด 20 เท่า

ด้วยเลนส์ Telephoto นั้นสามารถซูมแบบ Hybrid ได้ 20 เท่า และแบบ Optical ได้ถึง 5 เท่า โดยต้องบอกว่าเลนส์นี้ช่วยให้เราถ่ายในระยะไกลได้ดีมากๆ ซึ่งการซูมไปถึง 5 เท่าก็ยังให้ความคมชัดแทบไม่ต่างจากระยะปกติ ส่วนการซูม 20 เท่า จริงๆ ก็อาจจะเสียรายละเอียดไปบ้างซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา แต่ต้องบอกว่าความคมชัดและการมองเห็นรายละเอียดก็ยังคงทำได้ดีอยู่ครับ

ซูมระยะ 1x, 2x, 5x และ 20x


ซูมระยะ 1x, 5x และ 20x


ซูมระยะ 1x, 5x และ 20x

 

มุมกว้างก็เก็บได้ครบด้วยเลนส์ Ultra Wide Angle

realme X2 Pro สามารถถ่ายมุมกว้าง 115 องศาด้วยเลนส์ Ultra Wide Angle ได้อย่างสบายๆ ใครที่ชอบเก็บบรรยากาศช่วงท่องเที่ยวหรือยิ่งเป็นช่วงใกล้สิ้นปีก็จะมีต้นไม้ประดับสูงๆ แต่ไม่อยากถอยออกไกลก็ต้องใช้เลนส์นี้มาช่วยครับ โดยเรื่องของรายละเอียดก็หายห่วงเพราะทำออกมาได้ดีมาก เรื่องเฉดสีความความสวยงามก็ยังเก็บมาได้ครบครันเลย ทั้งนี้ เรื่องของระบบโฟกัสก็ยังทำได้ไวเพราะใช้ระบบ PDAF ที่โฟกัสได้ดีและรวดเร็วกว่าเดิม


ปิด Ultra Wide Angle / เปิด ปิด Ultra Wide Angle


ปิด Ultra Wide Angle / เปิด ปิด Ultra Wide Angle

ด้วยเลนส์ Ultra Wide Angle ก็ยังถ่ายภาพให้กับคุณสาวๆ ได้เหมือนกันนะ ยิ่งช่วงนี้ใกล้เทศกาลปีใหม่ พร๊อพเยอะๆ ก็ต้องเก็บวัตถุให้ครบครับ

 

เจาะลึกลงรายละเอียดผ่านฟีเจอร์ Macro

ถ่ายไกลไปแล้ว ถ่ายมุมกว้างไปแล้ว เรามาถ่ายใกล้ๆ กันบ้างด้วยฟีเจอร์ Macro ที่ใช้ประโยชน์ของเลนส์ Ultra Wide Angle มาช่วย ซึ่งสามารถถ่ายได้ใกล้สุดถึง 2.5 เซนติเมตรเลยทีเดียว ใครชอบถ่ายให้เห็นพวกดอกไม้ใบหญ้าหรือแมลงเล็กๆ ก็ใช้ฟีเจอร์ในการเก็บรายละเอียดได้ครับ โดยเรื่องสีสันก็ไม่มีซีดจางลงไปเลย แถมยังสดใสเหมือนเดิม

 

ถ่ายกลางคืนก็ชัดแจ๋วผ่านฟีเจอร์ Night Scape 2.0

แน่นอนว่าสเปคเรือธงขนาดนี้ realme X2 Pro ก็ต้องมาพร้อมฟีเจอร์ Night Scape 2.0 ที่ใช้ AI และฟีเจอร์ Multi-frame Synthesis เข้ามาเพื่อลด Noise ในภาพ ทำให้ภาพถ่ายกลางคืนหรือในที่แสงน้อยสวยมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ระยะเวลาในการถือเครื่องก็เหมือนจะน้อยลงด้วยครับ ทำให้ไม่ต้องรอประมวลผลนานเกินไป

 

ถ่าย Portrait สวยคมชัด เบลอหลังได้เนียนพร้อมใบหน้าสวย

ในการถ่าย Portrait หน้าชัดหลังเบลอ เราสามารถถ่ายได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง แถมยังได้เรื่อง AI Beauty เข้ามาเพิ่มด้วย ซึ่งในเรื่องของการเบลอก็มีการตัดขอบได้เนียนตามากๆ แทบไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งโดนกลืนไปกับพื้นหลังเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นเส้นผมหรือบริเวณคอหรือไหล่ ทั้งยังสามารถปรับความเบลอ (Bokeh) ได้ตั้งแต่ 1 – 100%

ปิด Portrait / เปิด Portrait

 

ส่วนกล้องหน้าก็สามารถปรับหน้าชัดหลังเบลอได้เช่นกันครับ

 

ใบหน้าสวยด้วยกล้องหน้า AI

ขณะที่การปรับใบหน้าสวยด้วยการใช้ AI ก็ทำได้เนียนกริบ โดยเฉพาะกล้องหน้าที่สามารถปรับโครงหน้าหรือส่วนต่างๆ ได้หลากหลายมาก เช่น ผิวเรียบ, ใบหน้าเรียว, คาง, ตาโต หรือจมูกเล็กลง เป็นต้น ซึ่งแต่ละหมวดจะปรับได้ตั้งแต่ 0 – 100 ระดับกันไปเลย หรือใครไม่ชอบปรับอะไรเลยก็ปล่อยให้ AI นั้นประมวลผลเองได้เช่นกัน

 

เพิ่มมิติในการถ่ายด้วยฟิลเตอร์หลายรูปแบบ

นอกจากฟีเจอร์แบบจัดเต็มแล้ว การถ่ายภาพด้วยฟิลเตอร์เพิ่มมิติและลูกเล่นก็ยังมีให้เหมือนเดิมครับ โดยที่กล้องหลังมีให้เลือกมากกว่า 10 แบบ หรือจะเป็นกล้องหน้าก็ได้เช่นกันที่ประมาณ 15 แบบ ซึ่งเฉดสีของกล้องหน้าและหลังจะมีความแตกต่างกันบ้างตามสไตล์เลยครับ

กล้องหน้า

กล้องหลัง

 

สรุปจุดเด่น

  • หน้าจอแสดงผลสุดลื่น Refresh Rate 90Hz พร้อมด้วยหน้าจอ Super AMOLED ขนาด 6.5 นิ้ว ใช้งานได้คมชัดและเต็มตา
  • หน่วยประมวลผลระดับเรือธงในตอนนี้อย่าง Snpadragon 855+ ควบคู่กับ RAM 12GB + ROM 256GB (UFS 3.0) ทำให้ใช้งานได้เต็มที่ ไม่มีสะดุด
  • มีกล้องหลัง 4 เลนส์ความละเอียดสูงสุด 64 ล้านพิกเซล ทั้งยังมีเลนส์ Telephoto ซูมสูงสุด 20 เท่า และเลนส์ Ultra Wide Angle มาให้ด้วย
  • แบตเตอรี่อึด 4000mAh และยังชาร์จได้ไวสุดๆ ด้วยเทคโนโลยี Super VOOC กำลังไฟ 50W ชาร์จครึ่งชั่วโมงก็เต็ม 100%
  • มีลำโพงคู่ พร้อมชิปเสียง Dolby Atmos และรองรับ Hi-Res ทำให้ได้เสียงที่ชัดเจนและมีมิติยิ่งขึ้น

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ไม่มีหูฟังแถมมาในกล่อง
Continue Reading

กำลังฮอต

Featured4 วัน ago

รีวิว realme 5s สมาร์ทโฟนตัวกลาง สเปคสุดคุ้ม จอกว้าง 6.5 นิ้ว, แบต 5000mAh และกล้อง 48MP

realme 5s สมาร์ทโฟนร...

OPPO A9 2020 New Vanilla Mint OPPO A9 2020 New Vanilla Mint
Android News6 วัน ago

OPPO A9 2020 สีใหม่ Vanilla Mint แรงบันดาลใจสีสันจากธรรมชาติ พร้อมให้ทุกคนได้สัมผัสแล้ววันนี้

OPPO A9 2020 สีใหม่ ...

Featured2 สัปดาห์ ago

รีวิว realme X2 Pro แรงเต็มขั้น พลังเรือธงรุ่นแรกของแบรนด์ จัดเต็มด้วยหน้าจอ Refresh Rate 90Hz, CPU S855+, ลำโพงคู่ และรองรับ SuperVOOC 50W

รีวิว realme X2 Pro ...

Featured2 สัปดาห์ ago

รีวิว Vivo S1 Pro ดีไซน์สุดล้ำในสไตล์ที่เป็นคุณ ด้วยกล้องทรงเพชรสุดสวย 4 เลนส์อัจฉริยะ และแบตพันธ์อึด 4500mAh ชาร์จเร็ว 18W

Vivo S1 Pro สมาร์ตโฟ...

Samsung Galaxy A30s Review 01 Samsung Galaxy A30s Review 01
Featured3 สัปดาห์ ago

รีวิว Samsung Galaxy A30s ดีไซน์ใหม่ กล้องหลัง 3 ตัว ถ่ายชัด‎ ราคาย่อมเยา

Samsung Galaxy A30s ...

Advertisement

ข่าวใหม่วันนี้

กำลังมาแรง