ติดตามพวกเรา

Smart Review

รีวิว Obi Worldphone SF1 ดีไซน์เพรียวบาง กระจกหน้าจอยกสูง และแบตฯ 3000mAh ชาร์จเร็ว

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

Obi Worldphone SF1 สมาร์ทโฟนที่มีดีไซน์กระจกหน้าจอแบบยกสูง มีขนาดหน้าจอ 5 นิ้ว Full HD และตัวเครื่องเป็นโลหะขึ้นรูปแบบยูนิบอดี้ ขับเคลื่อนด้วขุมพลังจาก Qualcomm MSM8939 พื้นที่เก็บข้อมูลภายในเครื่อง 16 GB กับแรม 2 GB และแบตเตอรี่ขนาด 3,000 mAh รองรับเทคโนโลยีการชาร์จ Quick Charge 1.0

Obi Worldphone SF1 Review-16

สรุปข้อมูลสเปค Obi Worldphone SF1

  • ขนาดตัวเครื่อง 146 x 74.8 x 8 มม.
  • น้ำหนัก 147 กรัม
  • ใช้งานได้ 2 ซิม (micro SIM + nano SIM)
  • หน้าจอแสดงผล 5 นิ้ว Full HD
  • ชิปเซ็ต Qualcomm MSM8939 Snapdragon 615
  • ซีพียู 64-bit Octa-core 1.5GHz (Quad-core 1.5GHz Cortex A53 และ Quad-core 1.0GHz)
  • จีพียู Adreno 405
  • แรม 2GB
  • ความจำภายในตัวเครื่อง 16GB เพิ่มได้ด้วย microSD card สูงสุด 64GB
  • กล้องหลังความละเอียด 13 ล้านพิกเซล ออโต้โฟกัส พร้อมแฟลช LED
  • กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล พร้อมแฟลช LED
  • รองรับการเชื่อมต่อข้อมูลผ่านเครือข่าย 3G/4G LTE, WiFi 802.11 a/b/g/n, Bluetooth 4.0
  • รองรับระบบ GPS, A-GPS
  • รันระบบปฏิบัติการ Android 5.0.2 Lollipop
  • แบตเตอรี่ 3,000 mAh (ถอดเปลี่ยนเองไม่ได้) รองรับเทคโนโลยีการชาร์จ Quick Charge 1.0

 

แกะกล่อง Obi Worldphone SF1

Obi Worldphone SF1 Review-18Obi Worldphone SF1 Review-17

Obi Worldphone SF1 มาในกล่องแบบแท่งทรงสูงพลาสติก มีฝาครอบแบบใส ซึ่งเห็นตัวเครื่องตั้งแต่ยังไม่แกะออกจากล่อง ภายในจะมีตัวเครื่อง Obi Worldphone SF1 พร้อมแบตเตอรี่ในตัว, อะแดปเตอร์, สาย microUSB, เข็มจิ้มถาดใส่ซิม และคู่มือการใช้งาน

 

ดีไซน์ ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

Obi Worldphone SF1 Review-06 Obi Worldphone SF1 Review-07

Obi Worldphone SF1 มีดีไซน์ที่แปลกตาด้วยกระจกหน้าจอที่ยกสูงลอยขึ้นมาประมาณ 0.2 มม. โดยตัวเครื่องเป็นโลหะทั้งตัวและขัดเงาบางเพียง 7.8 มม. เมื่อรวมกับกระจกหน้าจอที่ยกสูงก็อยู่ที่ 8 มม. ลักษณะของผิวตัวเครื่องให้สัมผัสที่ไม่ลื่นมือ ซึ่งผิวลักษณะนี้จะช่วยในเรื่องของคราบมันโดยเฉพาะการลดคราบที่เกิดจากรอยนิ้วมือได้เป็นอย่างดี

 

Obi Worldphone SF1 Review-19

ขอบตัวเครื่องของรุ่นนี้มีความโค้งมนทั้งด้านซ้ายและด้านขวา ทำให้การจับใช้งานถนัดมือมากขึ้น โดยสีตัวเครื่องหลักจะเป็นสีดำ ตัดกับสีขอบบนกับขอบล่างตัวเครื่องที่เป็นเงินออกไปทางสีเทาสเปซเกรย์ ซึ่งรุ่นในรีวิวนี้เรียกว่าสี Silver Grey ในส่วนของน้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 147 กรัม

 

Obi Worldphone SF1 Review-05

หน้าจอของ Obi Worldphone SF1 มีขนาด 5 นิ้ว ความละเอียด Full HD 1080p ซึ่งมีความหนาแน่นของพิกเซลประมาณ 443 พิกเซลต่อนิ้ว ในเรื่องของความคมชัดนั้นถือว่าคมชัดมาก โดยแผงหน้าจอเป็นเทคโนโลยี IPS ที่ใช้เทคโนโลยีจาก JDI in-cell คือการรวมเซ็นเซอร์ของระบบสัมผัสเอาไว้ในเนื้อกระจกเพื่อช่วยในเรื่องของความบางเบา และรับการสัมผัสได้ดีมากขึ้น แล้วครอบหน้าจอด้วยกระจก Gorilla Glass 4

 

Obi Worldphone SF1 Review-04

เหนือหน้าจอช่องสำหรับเสียงลำโพงสนทนา, เลนส์กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล และแฟลช LED สำหรับกล้องหน้า

 

Obi Worldphone SF1 Review-03

ล่างหน้าจอไม่มีปุ่มใด ๆ ซึ่งค่อนข้างเหลือมีพื้นที่ว่างไว้เยอะเหมือนกัน โดยปุ่มนำทางทั้ง 3 ปุ่ม ได้แก่ ปุ่มย้อนกลับ, ปุ่มโฮม และปุ่ม Recent App จะอยู่บนหน้าจอแสดงผล

 

Obi Worldphone SF1 Review-12

ขอบด้านบนตัวเครื่องมีช่องเสียบหูฟังขนาดมาตรฐาน 3.5 มม. และไมโครโฟนตัวที่สองสำหรับตัดเสียงรบกวนรอบข้าง

 

Obi Worldphone SF1 Review-14

ขอบด้านล่างตัวเครื่องมีช่องสำหรับเสียงลำโพง, ไมโครโฟนสำหรับเสียงสนทนา และพอร์ตเชื่อมต่อขนาด microUSB (รองรับ OTG) สำหรับชาร์จไฟให้แบตเตอรี่หรือถ่ายโอนข้อมูลผ่านสายเคเบิล

 

Obi Worldphone SF1 Review-11 Obi Worldphone SF1 Review-15

ขอบทางด้านขวาไม่มีปุ่มใด ๆ จะมีเพียงช่องสำหรับจิ้มถาดใส่ซิม ซึ่งรุ่นนี้รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด โดยช่องซิม 1 รองรับขนาด micro SIM และช่องซิม 2 รองรับขนาด nano SIM หรือจะใส่ microSD card แทนก็ได้ ความจุสูงสุด 64GB

 

Obi Worldphone SF1 Review-13

ขอบทางด้านซ้ายมีปุ่มปรับระดับเสียงและปุ่ม Power สำหรับปิด/เปิดตัวเครื่องหรือปิด/เปิดหน้าจอ

 

Obi Worldphone SF1 Review-10Obi Worldphone SF1 Review-08

ด้านหลังมีเลนส์กล้องความละเอียด 13 ล้านพิกเซล ใช้เซ็นเซอร์จาก Sony IMX214 ค่ารูรับแสง f/2.0 และมีแฟลช LED ส่วนฝาหลังไม่สามารถแกะเปิดได้ ภายในมีแบตเตอรี่ขนาด 3,000 mAh รองรับการชาร์จเร็ว Quick Charge 1.0

 

อินเตอร์เฟซและฟังก์ชั่นการใช้งาน

Obi Worldphone SF1 Review-06

Obi Worldphone SF1 รันระบบปฏิบัติการ Android 5.0.2 Lollipop หน้าตาอินเตอร์เฟซดูแปลกใหม่ในบางเมนู แต่ส่วนใหญ่แล้วก็คงหน้าตาเดิม ๆ แบบ Material Design โดยในหน้าล็อคสกรีนสามารถปลดล็อคหน้าจอโดยการแตะที่ไอคอนในวงกลมแล้วปัดขึ้น หรือแตะแล้วลากไปที่ไอคอนโทรศัพท์เพื่อปลดล็อคเข้าเมนูการโทร และลากไปที่ไอคอนกล้องถ่ายนรูปเพื่อเข้าใช้งานแอพกล้องได้ทันที

 

Obi Worldphone SF1 UI-01

เมื่อเข้ามาในหน้าจอหลักหรือหน้าโฮมจะพบกับไอคอนแอพพลิเคชั่นที่จัดเรียงเป็นแถวยาวลงมา 2 แถว ตรงนี้เราสามารถแตะค้างแล้วลากเพื่อย้ายตำแหน่งจัดวางเองได้ รวมไปถึงลากเพื่อลบออกจากหน้าโฮมก็ได้เช่นกัน ส่วนการเลื่อนหน้าจอก็ปัดไปทางซ้ายหรือขวา นอกจากนี้ก็มีไอคอนบอลลูนแสดงตัวเลขการแจ้งเตือนที่ไอคอนแอพพลิเคชั่นด้วย

 

Obi Worldphone SF1 UI-02

เมื่อแตะค้างบริเวณพื้นที่ว่างในหน้าโฮม จะมีเมนูให้เลือกปรับแต่งส่วนนี้ได้ ได้แก่ เปลี่ยนภาพวอลเปเปอร์, เพิ่มวิดเจ็ต, เข้าไปสู่การตั้งค่า และเข้าไปสู่เมนูจัดการแอพพลิเคชั่น นอกจากนี้แล้วเมื่อลากขึ้นมาก็จะพบกับเมนูการปรับแต่งหน้าโฮมอื่น ๆ ได้แก่ แถบการค้นหา, เอฟเฟ็กต์เมื่อเลื่อนหน้าจอ เป็นต้น

 

Obi Worldphone SF1 Review-02Obi Worldphone SF1 UI-03

App Drawer จัดเรียงแบบ 4 x 6 แถว เมื่อแตะค้างที่ไอคอนแอพพลิเคชั่นสามารถลากเพื่อดูข้อมูลหรือลบการติตตั้งได้ (เฉพาะแอพพลิเคชั่นที่ติดตั้งเพิ่มเติมมาเครื่อง ส่วนแอพพลิเคชั่นระบบไม่สามารถลบออกได้)

 

Obi Worldphone SF1 UI-04

ลากแถบบาร์ด้านบนลงมาจะเป็นในส่วนของการแจ้งเตือนต่าง ๆ และแผง Control panel สำหรับปิด/เปิดการใช้งานเมนูต่าง ๆ เพื่อความรวดเร็วโดยไม่ต้องเข้าเมนูการตั้งค่าให้ยุ่งยาก

 

Obi Worldphone SF1 UI-05

เมื่อแตะที่ปุ่ม Recent App (ปุ่มขวาสุด) จะเป็นส่วนของรายการแอพพลิเคชั่นที่เปิดใช้งานอยู่ล่าสุด สามารถแตะที่รายการเพื่อเข้าใช้งานต่อหรือปิดใช้งานก็ได้ รวมไปถึงเข้าไปเคลียร์หน่วยความจำแรมโดยการแตะที่เมนู Task Manager

 

Obi Worldphone SF1 UI-06

ในส่วนของเมนูการตั้งค่า (Settings) จะแบ่งเป็น 2 แท็บ คือ Common จะเป็นส่วนของเมนูการตั้งค่าที่ใช้งานบ่อย ๆ สามารถเลือกมาไว้ในส่วนนี้ได้ และอีกแท็บคือ All Settings  ซึ่งก็คือเมนูการตั้งค่าทั้งหมดของเครื่อง

 

Obi Worldphone SF1 UI-07

ฟีเจอร์ท่าทางอัจฉริยะหรือ Smart Function ที่น่าสนใจของ Obi Worldphone SF1 ได้แก่

  • Pick-up Call : เมื่ออยู่ในหน้ารายชื่อเบอร์โทร ยกโทรศัพท์มาแนบหูเพื่อโทรออกได้ทันที โดยไม่ต้องกดปุ่มโทรออก
  • Flip mute : คว่ำหน้าจอโทรศัพท์เพื่อปิดเสียงสายเรียกเข้า ซึ่งจะไม่กดวางสาย แค่ปิดเสียงเท่านั้น
  • Flip speaker : รับสายเรียกเข้าแล้ว เมื่อคว่ำหน้าจอโทรศัพท์จะเป็นการเปิดลำโพง
  • Snap page : ปัดมือเหนือ Proximity sensor เพื่อจับภาพหน้านั้น ๆ
  • Snap photo : ปัดมือเหนือ Proximity sensor เพื่อจับรูปภาพ
  • Enable bottom notification : เปิดใช้งานการแจ้งเตือนโดยลากจากขอบจอด้านล่างขึ้นมา

 

Obi Worldphone SF1 UI-08

เมนูการแสดงผล นอกจากจะปรับระดับความสว่างหน้าจอได้แล้ว ยังเข้าเลือกสไตล์หรือหน้าตาของอินเตอร์เฟซได้ด้วย ได้แก่ Obi Lifespeed (หน้าตาแบบที่เปิดใช้งานครั้งแรก) และ Android default style (หน้าตา รวมถึงไอคอนแอพพลิเคชั่นระบบจะเปลี่ยนไปเป็นไอคอนมาตรฐานของ Android)

 

Obi Worldphone SF1 UI-09

Obi Worldphone SF1 รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด โดยช่องซิม 1 รองรับขนาด micro SIM และช่องซิม 2 รองรับขนาด nano SIM (ใส่ microSD card แทนได้) ซึ่งทั้ง 2 ช่องรองรับทั้ง 2G/3G/4G แล้วค่อยไปเลือกใช้งานเครือข่ายในเมนูการตั้งค่าได้ว่าต้องการให้ช่องซิมใดใช้งาน 3G/4G ส่วนอีกช่องก็จะสลับไปใช้งาน 2G อัตโนมัติ

สำหรับเครือข่าย 3G รองรับทุกเครือข่ายในไทยบนคลื่นความถี่ 850/900/1900/2100 MHz และ 4G รองรับ FDD คลื่นความถี่ 1800MHz (เครือข่าย dtac) กับ TDD คลื่นความถี่ 2300MHz ซึ่งจะเห็นว่าไม่รองรับ 4G คลื่นความถี่ 2100MHz (TrueMove H)

หากต้องการเชื่อมต่อข้อมูลเครือข่าย 4G ก็ต้องใช้กับซิม dtac เท่านั้นที่เปิดให้บริการ 4G บนคลื่นความถี่ 1800MHz ซึ่งคลื่นความถี่ทั้ง 3 ค่ายน่าจะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในต้นปีหน้านี้ แต่ถ้าไม่ใช้งาน 4G อยู่แล้วก็สามารถเลือกใช้งาน 3G ได้ทุกเครือข่าย

 

Obi Worldphone SF1 UI-10

Obi Worldphone SF1 มีระบบเสียง Dolby Audio Surround 7.1 ซึ่งทำงานเมื่อใช้งานกับหูฟัง เสียงที่ได้จะเป็นเสียงรอบทิศทางคล้ายระบบเสียงในโรงภาพยนต์

 

Obi Worldphone SF1 UI-11

Obi Worldphone SF1 มีแบตเตอรี่ 3,000 mAh พร้อมโหมดประหยัดพลังงาน ซึ่งจะช่วยลดการใช้งานพลังงานโดยลดการทำงานของระบบ ซึ่งปิดการทำงานเบื้องของแอพพลิเคชั่นทั้งหมด และจำกัดการสั่นด้วย

 

ตรวจสอบเซ็นเซอร์ด้วย Android Sensor Box และมัลติทัช

Obi Worldphone SF1 UI-12

  • Accelerometer Sensor ช่วยหมุนหรือปรับเปลี่ยนทิศทางการแสดงผลของหน้าจอให้แบบอัตโนมัติ ตามลักษณะการจับถือของผู้ใช้
  • Light Sensor สำหรับตรวจวัดระดับความสว่างของสภาพแวดล้อม เพื่อปรับความสว่างของหน้าจอและแผงปุ่มกดให้เหมาะสม
  • Orientation Sensor ระบบปรับมุมมองการแสดงผลหน้าจออัตโนมัติ
  • Proximity Sensor สำหรับการปิดหน้าจอแบบอัตโนมัติขณะสนทนา เพื่อประหยัดพลังงาน
  • Gyro Sensor ระบบตรวจจับความเคลื่อนไหวแบบ 3 แกน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และความยืดหยุ่นหลากหลายในการควบคุม
  • Sound Sensor ตรวจวัดระดับเสียง
  • Magnetic Sensor ตรวจวัดความเข้มสนามแม่เหล็ก
  • รองรับมัลติทัชสูงสุด 5 จุด

 

กล้องถ่ายรูป

Obi Worldphone SF1 Review-09

Obi Worldphone SF1 มีเลนส์กล้องหลังความละเอียด 13 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์จาก Sony IMX214 ค่ารูรับแสง f/2.0ระบบออโต้โฟกัส และแฟลช LED โดยแอพกล้องที่ติดตั้งมาให้เป็นของ Snapdragon จัดเรียงเมนูการใช้งานซ้ายขวาเหมือนกับกล้องถ่ายรูปในรุ่นอื่น ๆ ซึ่งหน้าตาจะคล้าย ๆ กับของ i-mobile หากใครเคยใช้ก็น่าจะคุ้นตา

 

Obi Worldphone SF1 UI-13

กล้องหลังถ่ายภาพได้ขนาดสูงสุด 13 ล้านพิกเซลในอัตราส่วน 4:3, เลือก ISO ได้สูงสุด 800 และเปิด HDR ได้ นอกจากนี้ก็รองรับการแนบตำแหน่งแผนที่ลงในภาพถ่าย และระบบตรวจจับใบหน้า ซึ่งจากการทดสอบใช้งานพบว่าระบบโฟกัสค่อนข้างช้าไปหน่อย

 

Obi Worldphone SF1 UI-14

ตัวกล้องมาพร้อมกับ IQ Camera ซึ่งก็มีฟีเจอร์ดังนี้

  • ReFocus ถ่ายแล้วเลือกจุดโฟกัสภายหลัง
  • ChromaFlas เป็นการถ่ายภาพสองครั้งอย่างรวดเร็ว ภาพหนึ่งแบบใช้แฟลช และอีกภาพไม่ใช้ แล้วนำภาพทั้งสองมาประมวลผลรวมกันเพื่อให้ได้ภาพที่สมบูรณ์แบบที่สุด
  • OptiZoom เป็นการจำลองการซูมความละเอียดสูงแบบออพติคัล เพื่อลดการแตกของภาพถ่าย

 

Obi Worldphone SF1 UI-15

กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล พร้อมแฟลช LED ถ่ายภาพได้ขนาดสูงสุด 5 ล้านพิกเซลในอัตราส่วน 4:3 ซึ่งตัวกล้องไม่มีโหมดหน้าสวยให้ แต่ก็สามารถดาวน์โหลดแอพกล้องตัวอื่นจาก Play Store มาใช้งานได้

 

Obi Worldphone SF1 UI-16

กล้องหลังรองรับการบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุด 1080p ส่วนกล้องหน้าบันทึกวิดีโอได้สูงสุด HD 720p

ตัวอย่างภาพถ่าย

Obi Worldphone SF 1 Camera 5 Obi Worldphone SF 1 Camera 4 Obi Worldphone SF 1 Camera 3 Obi Worldphone SF 1 Camera 2 Obi Worldphone SF 1 Camera 1

 

สรุปจุดเด่น

  • หน้าจอขนาด 5 นิ้ว IPS Full HD
  • ระบบปฏิบัติการ Android 5.0.2 Lollipop
  • รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด 3G/4G
  • ชิปประมวลผล 64-bit Octa-core 1.5GHz
  • แรม 2GB
  • ความจำตัวเครื่องให้มา 16GB เพิ่มความจำภายนอกได้ด้วย microSD สูงสุด 64GB
  • กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล พร้อมฟีเจอร์ใช้งานหลากหลาย
  • กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล
  • แบตเตอรี่ 3,000 mAh รองรับระบบชาร์จ Quick Charge 1.0

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ฝาหลังและแบตเตอรี่ถอดเปลี่ยนเองไม่ได้
  • รองรับ 4G เฉพาะคลื่นความถี่ 1800MHz ซึ่งก็มี dtac ที่เปิดบริการแล้ว และ 2300MHz
  • ไม่รองรับ NFC

Obi Worldphone SF1 รุ่นความจุ 16GB จะเริ่มวางจำหน่ายในไทยอย่างเป็นทางการบนเว็บไซต์ Lazada ในราคา 7,290 บาท โดยจะเริ่มวางจำหน่ายในเดือนธันวาคมนี้ รอติดตามกันได้ที่นี่

Obi Worldphone
ขอบคุณ Obi Worldphone

 

Smart Review

รีวิว plantronics BackBeat FIT 6100 หูฟังบลูทูธฟูลไซส์เอาใจสายออกกำลังกาย

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีรีวิวทั้ง plantronics BackBeat PRO 5100 หูฟัง True Wireless เด่นทั้งคุณภาพเสียงเพลงและสนทนา คุยชัด ตัดเสียงรบกวนเยี่ยม และ plantronics BackBeat FIT 3200 หูฟัง True Wireless เสียงดี ปรับ Equalizer และกันน้ำใช้ออกกำลังกายได้ กันไปแล้ว วันนี้ขอเอาใจใครที่ชอบออกกำลังกายรีวิวนี้ต้องบอกเลยว่าเอาใจกันโดยเฉพาะเลยครับ เพราะวันนี้มีหูฟัง plantronics BackBeat FIT 6100 ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับนักกีฬาตัวจริง เทรนเนอร์ นักเพาะกาย ผู้ทุ่มเทเวลาให้กับการฝึกอย่างหนักหน่วง และต้องการหาหูฟังฟูลไซส์เพียงตัวเดียว ที่สามารถใช้ฟังเพลงรวมทั้งสนทนา ได้ตั้งแต่ออกจากบ้าน ขึ้นรถไฟฟ้า นั่งทำงาน นั่งร้านอาหาร ไปฟิตเนสตอนเย็น เรียกได้ว่าแค่มีหูฟังรุ่นนี้ตัวเดียวก็สามารถใช้ได้ในทุกๆ กิจกรรม

ข้อมูลด้านเทคนิค

Listen timeUp to 24 hours of listen time
Roaming rangeUp to 65 feet/20 meters
Battery capacity500 mAh
Battery typeRechargeable, non-replaceable lithium ion polymer
Charge timeUp to 2 hours for full charge
Quick chargeUp to 6 hours of listening with a 15-minute quick charge
Audio profilesAdvanced Audio Distribution Profile (A2DP) 1.3, AVRCP 1.6
Receive frequency response20-20,000 Hz
Microphone and technologyMEMS microphone with DSP
Speaker driver size40 mm
Moisture protectionSweatproof and IPX5-rated water resistance
Weight240 grams
Call controlsCall answer/end, mute, volume +/-
Media controlsPlay, pause, track forward/back, activate virtual personal assistant
Multipoint technologyAutomatically connect up to two devices simultaneously, listen from either, and pair up to eight
Voice and other alertsEnhanced voice alerts announce talk time remaining, mute, and connection status.
Applications supportedBackBeat app on iOS and android
Bluetooth technologyBluetooth 5.0 Headset/Hands-Free Profile HSP 1.2 and HFP 1.7

 

อุปกรณ์ภายในกล่อง 

  • หูฟัง plantronics BackBeat FIT 6100
  • สายชาร์จ USB
  • สายแจ็ค 3.5 mm
  • คู่มือการใช้งาน

ดีไซน์และการออกแบบ

หูฟัง plantronics BackBeat FIT 6100 สีที่นำมารีวิวในครั้งนี้เป็นสีดำ (Black) มาพร้อมดีไซน์ที่สวยงามดูเท่ๆ แนวสปอร์ต ตัวก้านหูฟังมีลวดลายสวยมากๆ ครับ น้ำหนัก 240 กรัม เมื่อสวมกับศีรษะแล้วไม่ได้รู้สึกหนักมากจนเกินไป ส่วนตัวคิดว่าหนักกำลังดีครับ 

 

เสียงทรงพลังด้วยลำโพงขนาด 40 มม. มาพร้อมกับที่ครอบหูนุ่มแบบเมมโมรี่โฟม noise isolating earcup ช่วยตัดเสียงรบกวนรอบข้างให้อยู่ในโลกส่วนตัวกับเพลงโปรดได้อย่างเต็มอิ่ม

 

สิ่งที่ BackBeat Fit 6100 แตกต่างจากหูฟังดีไซน์คล้ายกัน คือ Adjustable sport-fit headband แถบคาดศีรษะแบบสปอร์ตที่ปรับให้กระชับขนาดศีรษะได้ตามความต้องการ จึงไม่เลื่อนไปมาขณะที่คุณเล่นเวต หรือเอี้ยวศีรษะขึ้นๆ ลงๆ

 

ตัวก้านจะมีตัวอักษร R และ L ระบุด้าน ขวา หรือซ้าย

 

การควบคุมการต่างๆ จะอยู่ที่หูฟังด้านขวานะครับ ซึ่งจะมีปุ่ม open mic ฟังเสียงภายนอกโดยไม่ต้องถอดหูฟัง, ไฟสถานะการเชื่อมต่อ, ปุ่มเปิด/ปิด และปุ่มสำหรับเลื่อนขึ้นไปค้างไว้สักครู่เพื่อ pair กับอุปกรณ์เครื่องใหม่, พอร์ตสำหรับชาร์จแบตเตอรี่ และไมค์สำหรับคุยโทรศัพท์

 

นอกจากนี้ที่ด้านข้างของหูฟังด้านขวาจะเป็นด้านที่สั่งงานด้วยการแตะเพื่อสั่งงาน สามารถ เพิ่ม/ลด เสียง, เล่น/หยุด เพลง รับโทรศัพท์, และเล่นเพลงไปข้างหน้า, ย้อนหลัง

 

plantronics BackBeat FIT 6100 กันน้ำและกันเหงื่อ ระดับ IPX5 เมื่อนำมาใส่ออกกำลังกายและมีเหงื่อมั่นใจได้เลยครับว่าไม่เสียหายง่ายๆ แน่นอนครับ พร้อม Awareness mode ที่ผู้ใช้สามารถสนทนากับเทรนนอร์ได้โดยไม่ต้องถอดหูฟังออกจากศีรษะ

 

การเริ่มต้นใช้งาน

ให้เปิดปุ่ม Power หูฟังที่อยู่ด้านขวาด้วยการเลื่อน เพื่อเป็นการเปิดเครื่อง จะได้ยินเสียง Power On

 

จากนั้นให้ทำการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ที่เมนู Bluetooth จะพบชื่อ PLT BBFIT6100 ให้ทำการเชื่อมต่อได้เลยครับ

 

หรือหากต้องการ Pair กับอุปกรณ์เครื่องใหม่ ให้เลื่อนปุ่ม Power ขึ้นไปด้านบนสุดค้างไว้สักครู่จะได้ยินคำว่า Paring พร้อมไฟสถานะกระพริบ ก็พร้อมที่จะ Pair กับอุปกรณ์เครื่องใหม่แล้วครับ

 

ตัวหูฟังสามารถปรับแต่งคำสั่งบนหูฟังด้วยฟีเจอร์ My Tap บนแอปพลิเคชั่น BackBeat มีให้โหลดทั้งบน iOS และ Android หลังจากที่ตั้งค่าที่ My Tap แล้วเพียงแค่แตะที่หูฟัง 1 หรือ 2 ครั้ง จะสามารถใช้คำสั่งต่างๆ ได้เช่น สั่งหูฟังให้บอกเวลา, ตั้งเวลา, จับเวลา, เลือกเพลย์ลิสต์โปรดได้โดยตรงจากหูฟัง โดยไม่ต้องหยุดกิจกรรมที่ทำอยู่ สะดวกในการใช้งานมากยิ่งขึ้น

 

BackBeat FIT 6100 มาพร้อมแบตเตอรี่ที่ใช้ฟังเพลงต่อเนื่องได้นานสูงสุดถึง 24 ชั่วโมง ทำให้ทั้งวันสามารถฟังเพลงได้อย่างต่อเนื่องทั้งในช่วงเวลาเดินทาง ออกกกำลังกาย ฟังกันได้ยาวๆ เลยครับ

 

เล่าหลังลอง plantronics BackBeat FIT 6100 

หูฟัง plantronics BackBeat FIT 6100 สวมใส่สบาย ไม่หลุดง่าย คุณภาพเสียงต้องบอกเลยว่าจัดเต็มมากๆ ครับ เสียงเบสหนักแน่น เสียงแหลมไม่บาดหู เสียงร้องคมชัด และยังสามารถปรับ EQ ได้เองทั้ง 3 แบบชอบแบบไหนเลือกตามใจชอบได้เลย ในส่วนของการดูหนัง ฟังเพลง ได้ทดสอบกับแอป YouTube, Netflix และ Apple Tv+ ไม่พบเสียงดีเลย์ครับ ภาพและเสียงตรงกัน โดยรวมของหูฟังรุ่นนี้ด้านเสียงต้องบอกเลยว่าถูกใจคนชอบฟังเพลงแน่นอน ในส่วนของการคุยโทรศัพท์คุณภาพของไมค์ดีเลยครับ คุยชัดเจนดี

 

นอกจากนี้ในส่วนของแอป BackBeat ยังสามารถตั้งค่าอื่นๆ ได้อีกรวมถึงอัปเดทเฟิร์มแวร์ใหม่ๆ หากมีออกมาอัปเดทในอนาคตอีกด้วยครับ

 

สำหรับใครที่กำลังหาหูฟังคุณภาพเสียงดี ไม่ว่าจะเอาไปฟังตอนออกกำลังกายก็เหมาะ หรือใช้ฟังในชีวิตประจำวันในช่วงการเดินทาง หรือระหว่างวัน หูฟัง plantronics BackBeat FIT 6100 เรียกได้ว่าตอบโจทย์มากๆ ครับ

 

plantronics BackBeat FIT 6100 ตอนนี้วางจำหน่ายแล้วหาซื้อได้ตามร้านค้าไอทีชั้นนำ มี สี คือ สีดำ และสี Camo ราคา 7,590 บาท มาพร้อมการรับประกัน ปี รายละเอียดเพิ่มเติม www.systems2000.co.th

อ่านต่อ...

Smart Review

รีวิว realme Buds Air หูฟัง True Wireless ตัวจริงการเชื่อมต่อแบบไร้สาย, น้ำหนักเบา, ระบบเสียงคมชัด และแบตอึดใช้งานได้ทั้งวัน

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

realme Buds Air หูฟัง True Wireless รุ่นแรกของแบรนด์นี้ ที่ทำออกมาได้ดีและตอบโจทย์เรื่องการใช้งานที่สะดวกด้วยการเชื่อมต่อแบบไร้สายที่ง่าย มีระบบเสียงคุณภาพดี ตัดเสียงเยี่ยม พร้อมแบตเตอรี่ที่อึด

 

สรุปคุณสมบัติ realme Buds Air

  • ขนาดตัวเคส : 51.3 x 45.3 x 25.3 มิลลิเมตร
  • น้ำหนักตัสเคส : 42.3 กรัม
  • น้ำหนักหูฟัง : 4.16 กรัม
  • หน่วยประมวลผล R1 Headphone Chip
  • การเชื่อมต่อ : Bluetooth 5.0 และ GFP (Google Fast Pair)
  • ระยะการเชื่อมต่อ : สูงสุด 10 เมตร
  • การชาร์จ (เคส) : Qi Wireless Charging, พอร์ต Type-C
  • แบตเตอรี่ : ใช้งานต่อเนื่องสูงสุด 17 ชั่วโมง

 

ตัวกล่องของ realme Buds Air ใช้สีเหลืองที่เป็นสีประจำแบรนด์ของ realme ทั้งด้านหน้าและด้านหลังเลยทีเดียว ที่ด้านหน้าจะมีตัวหูฟังและชื่อรุ่น ขณะที่ด้านหลังเป็นการบอกสเปคที่สำคัญๆ หลายอย่างครับ

อุปกรณ์ต่างๆ ภายในกล่องมีดังนี้

  • ตัวหูฟัง realme Buds Air
  • เคสชาร์จไร้สาย realme Buds Air
  • สาย USB Type-A เป็น USB Type-C
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น

 

ตัวของเคสชาร์จไร้สายของ realme Buds Air จะเป็นกล่องสำหรับบรรจุสีขาวสวยงาม (ในประเทศไทยจะขายสีนี้สีเดียวเท่านั้น) ตัวกล่องมีน้ำหนักที่เบามากๆ เพียง 42.3 กรัมเท่านั้นจากวัสดุโพลิมอร์ โดยมีความโค้งมนในแต่ละมุมเพื่อการจับถือที่สะดวกและไม่บาดมือเวลาจับนานๆ ครับ

 

ที่ด้านหลังยังมีสัญลักษณ์ “Designed by realme” ด้วย

 

ตัวเคสยังมีไฟ LED บอกสถานะต่างๆ เช่น แบตเตอรี่ของตัวเคส หากขึ้นสีเขียวคือแบตเตอรี่เต็ม, สีเหลืองแบตเตอรี่เหลือครึ่งหนึ่ง และสีแดงคือแบตเตอรี่ต่ำครับ และที่ถัดลงไปจากไฟ LED จะเป็นปุ่ม Pairing สำหรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ

 

ขณะที่ดีไซน์ของตัวหูฟังทั้ง 2 ข้างนั้นออกแบบให้ใส่ได้พอดีกับหูของเราครับ ไม่ต้องนั่งยัดให้พอดีหรือกลัวจะหลุด แถมน้ำหนักของหูฟังอยู่ที่ 4.16 กรัมเท่านั้น เมื่อใส่ไปนานๆ จะไม่รู้ถึงการไม่สบายหูหรือปวดหูครับ

 

ที่รอบๆ ตัวของหูฟังจะมีเซ็นเซอร์การสวมใส่อยู่ที่ด้านบน ขณะที่ด้านล่างจะบอกข้างซ้ายหรือขวาอย่างชัดเจนครับ

 

ส่วนด้านหลังของตัวหูฟังจะมีระบบสัมผัสเพื่อใช้ในการควบคุมต่างๆ ที่เราบอกไว้ที่ด้านล่างครับ ถัดลงมาเป็นช่องไมโครโฟนตัวที่ 2 และด้านล่างสุดจะเป็นไมโครโฟนตัวหลักครับ

 

วิธีการเชื่อมต่อ

สำหรับ realme Buds Air จะรองรับสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการ iOS หรือ Android 7.0 ขึ้นไปเท่านั้นครับ โดยการเชื่อมต่อครั้งแรกมีวิธีดังนี้

  1. เปิดบลูทูธบนสมาร์ทโฟน
  2. เปิดตัวเคสหูฟังและยังไม่ต้องนำหูฟังออกมาจากเคส
  3. กดปุ่ม Pairing ค้างไว้ประมาณ 3 วินาที จนไฟ LED สีเขียวกะพริบ
  4. ให้สมาร์ทโฟนเชื่อมต่อบลูทูธอุปกรณ์ในชื่อ ‘realme Buds Air’
  5. ใช้งานได้ทันที

สำหรับการเชื่อมต่อครั้งถัดไปและเรายังใช้อุปกรณ์เดิมอยู่ (ต้องเปิดบลูทูธไว้ด้วยนะ) เพียงแค่เรานำหูฟังออกมาจากเคสก็จะเชื่อมต่อให้อัตโนมัติอย่างรวดเร็วมาก ไม่ต้องไปเลือกชื่อเชื่อมต่ออีกครั้งให้ยุ่งยาก ทั้งนี้ realme Buds Air ยังรองรับฟีเจอร์ Google Fast Pair ที่จะแสดงชื่ออุปกรณ์เมื่อเรานำเข้าใกล้โทรศัพท์อีกด้วย

 

การควบคุมต่างๆ

  • กด 2 ครั้งติดกัน : ตอบรับสาย / เล่น-หยุดเพลง
  • กด 3 ครั้งติดกัน : ข้ามไปเพลงต่อไป
  • กดยาวค้างไว้ข้างไหนก็ได้ 1 ข้าง : วางสาย-ปฏิเสธการรับสาย / เปิดใช้งาน Google Assistant หรือผู้ช่วยเสียง
  • กดยาวค้างไว้ทั้ง 2 ข้าง : เข้า / ออก Gaming Mode (เมื่อเข้า Gaming Mode จะเป็นเสียงเร่งเครื่อง)

ระบบตัดเสียงรบกวนยอดเยี่ยมเกินราคา

realme Buds Air มาพร้อมกับระบบตัดเสียงรบกวนจากการที่มีไมโครโฟนให้ 2 ตัวครับ โดยใช้เทคโนโลยี ENC (Environment Noise Cancellation) เพื่อแยกแยะเสียงแวดล้อมกับเสียงเราครับ ซึ่งจากที่ทดสอบการคุยระหว่างที่มีลมพัดตลอด ปลายสายก็จะได้ยินเสียงเราที่ค่อนข้างชัดเจนและได้ยินเสียงลมพัดเบาๆ เท่านั้นครับ

 

ประการณ์การใช้งานโหมดฟังเพลงและโหมดเกม

โหมดฟังเพลง

ใน realme Buds Air จะมีไดรเวอร์ขนาดใหญ่ 12 มม. ด้วยให้การฟังเพลงได้อรรถรสและมีพลังดีกว่าเดิมครับ ซึ่งจริงๆ ถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียวสำหรับฟังเพลงทั่วไปทั้งเพลงร็อค หรือ Pop ส่วนเรื่องเบสอาจจะไม่หนักหรือสะเทือนเท่าหูฟังแบบ In-Ear (ซึ่งเป็นเรื่องปกติมากๆ ครับ) แต่ก็ยังมีความทุ้มและได้ยินเบสชัดเจนอยู่ ใครที่ชอบฟังเพลงและหาหูฟังที่ฟังเพลงได้ดีๆ หน่อย รุ่นนี้ถือเป็นตัวเลือกที่ดีไม่น้อยครับ

 

ทั้งนี้ เมื่อนำหูฟังออกข้างใดข้างหนึ่งจะหยุดเล่นเพลงทันทีอัตโนมัติ แต่ก็สามารถกดเล่นเพลงต่อได้กับหูฟังเพียงข้างเดียวครับ หรือเมื่อนำอีกข้างใส่หูเหมือนเดิมระบบก็จะเล่นเพลงต่อให้เองทันทีเหมือนกัน

 

โหมดเกม (Gaming Mode)

สำหรับโหมดเกม (Gaming Mode) นอกจากจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการฟังเพลงขณะเล่นเกมแล้ว ยังช่วยในตอนที่เราดูวิดีโอต่างๆ ด้วยครับ ซึ่งโหมดนี้ช่วยลดค่าความล่าช้า หรือ Latency เพื่อให้เสียงตรงกับภาพมากที่สุดถึง 51% เลยทีเดียว เช่น เวลาเล่น PUBG Mobile เสียงปืนจะตรงกับภาพที่เราเห็นครับ ซึ่งเป็นประโยชน์มากๆ หากใครเล่นแบบจริงจัง

 

แบตเตอรี่ใช้งานได้เต็มที่ทั้งวัน

เรื่องแบตเตอรี่ต้องบอกว่า realme Buds Air นั้นอึดมากจริงๆ เพราะจากที่เราทดสอบฟังเพลงไปเกือบชั่วโมง และเล่นเกมในโหมดเกมต่ออีกชั่วโมง แบตเตอรี่จากเต็ม 100% เหลือมากถึง 85% ลดลงมาประมาณ 15% เท่านั้น ซึ่งตามที่ realme เคลมไว้ว่าใช้งานได้สูงสุด 17 ชั่วโมงก็น่าจะไม่แปลกอะไรครับ

 

เมื่อเราใช้งานจนแบตเตอรี่เหลือน้อยแล้ว การชาร์จจะทำได้ 2 วิธีครับ คือ ใช้สาย USB Type-C ชาร์จผ่านเคส หรือใช้แท่นชาร์จไร้สายก็ได้เช่นกันครับ เพราะตัวเคสรองรับ Wireless Charge มาตรฐาน Qi ด้วย

 

ราคาและวันวางจำหน่าย

สำหรับ realme Buds Air นั้นสนนราคาอยู่ที่ 1,999 บาท โดยเริ่มจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 มกราคมนี้ ณ Brand Shop ทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ในปีนี้ทาง realme จะมีการเปิดตัวผลิตภณัฑ์ AIoT เพิ่มมากขึ้นในประเทศไทยแน่นอนครับเพื่อตอบรับในยุค 5G ที่จะเข้ามาเต็มรูปแบบในเร็วๆ นี้

อ่านต่อ...

Smart Review

รีวิว realme 5i สมาร์ทโฟน 4 เลนส์ แบตทรงพลัง 5000mAh พร้อมขุมพลัง SD665, จอใหญ่ 6.5 นิ้ว และฟีเจอร์อื่นๆ เพียบ

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

realme 5i สมาร์ทโฟนตัวกลางสเปคคุ้มค่า ชูโรงด้วยกล้อง 4 เลนส์ แบตทรงพลังถึง 5000mAh สามารถชาร์จให้กับอุปกรณ์อื่นได้ด้วย มีหน้าจอใหญ่ถึง 6.5 นิ้ว ใช้หน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 665 AIE ที่ใช้งานทั่วไปและเล่นเกมได้แบบสบายๆ

 

สรุปสเปค realme 5i

  • ขนาดตัวเครื่อง : 164.4 × 75.0 × 8.95 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 195 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Mini-drop Display ชนิด LCD กว้าง 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1600 x 720 พิกเซล) อัตราส่วน 20:9, พื้นที่การแสดงผลที่ 89% และครอบทับด้วยกระจก Corning Gorilla Glass 3
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 665 AIE Octa Core
  • RAM 4 GB
  • ROM 64 GB รองรับการ์ดหน่วยความจำภายนอก MicroSD สูงสุด 256GB
  • ระบบปฎิบัติการ Android 9 Pie ครอบทับด้วย CorOS 6.0.1
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 4 เลนส์แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8
    • เลนส์ Ultra Wide-Angle 119 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.25
    • เลนส์ Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
    • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 ระยะโฟกัส 4 เซนติเมตร
  • กล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 พร้อมโหมด AI Beauty และ AI HDR
  • รองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ซิม
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 2.4G , Bluetooth 5.0, ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และพอร์ต Micro USB 2.0
  • แบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

ตัวกล่องของ realme 5i มาในสีเหลืองสีประจำแบรนด์ทุกส่วนทั้งด้านหน้าและด้านหลังครับ พร้อมด้วยชื่อรุ่น 5i แบบชัดๆ ที่ด้านหน้า โดยหลังกล่องจะมีสเปคหลักๆ เช่น แบต 5000mAh, Snapdragon 665 AIE, เลนส์ Ultra-Wide Angle และหน้าจอ Mini-drop ขนาด 6.5 นิ้ว ส่วนอุปกรณ์ภายในกล่องจะมีให้ดังนี้

  • ตัวเครื่อง realme 5i พร้อมติดฟิล์มกันรอย
  • สาย Micro USB 2.0
  • อะแดปเตอร์
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • ใบรับประกันสินค้า
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น

 

ดีไซน์สวยงามสะดุดตา

ดีไซน์ของ realme 5i ถือว่าได้ความแปลกใหม่มากๆ ด้วยพลาสติกที่มีการขัดมันและแกะสลักเรเดียมที่มีลวดลายเป็นเส้นโค้งทำให้เมื่อสัมผัสจะรู้สึกได้ทันทีครับ ที่สำคัญการจับถือก็สะดวกมากๆ ไม่มีลื่นมืออีกด้วย โดยการทำลวดลายที่เหมือนแสงพระอาทิตย์ขึ้นตรงโลโก้ realme นั้น เป็นการให้คำนิยามของรุ่นนี้ว่าเป็นแรงบันดาลใจจากแสงแรกของดวงอาทิตย์ ที่ทำให้ได้รับความสดใหม่ทุกเช้านั่นเองครับ

 

บริเวณฝาหลังที่เราได้มาเป็นสีเขียว Forest Green ที่หากเรามองปกติก็เห็นเป็นสีเขียวธรรมดาๆ แต่เมื่อสะท้อนกับแสงอาทิตย์ตามคอนเซ็ปต์จะมีประกายเปล่งออกมาที่มุมซ้ายล่างครับ คล้ายกับแสงอาทิตย์กำลังจะขึ้นในเช้าวันใหม่ ทั้งนี้ เมื่อเราลองขยับไปมาก็จะยิ่งให้มิติของแสงในมุมมองต่างๆ อีกด้วย แต่สิ่งที่ชอบมากที่สุดเลย คือ วัสดุที่เป็นพลาสติกแฃะเมื่อสัมผัสจะแทบไม่ติดรอยนิ้วมือเลยแม้แต่นิดเดียว (หรือถ้ามีก็แทบไม่เห็นเลยครับ) ต้องบอกว่า realme 5i ทำดีไซน์ออกมาได้ยอดเยี่ยมมากๆ ขณะที่อีกสีจะเป็นสีฟ้า Aqua Blue

 

ไม่ใช่แค่สวยแต่ป้องกันละอองน้ำได้ด้วย

นอกจากจะได้ความสวยงามแล้ว realme 5i ยังดีไซน์ให้มีการป้องกันละอองน้ำแบบ 3 ชั้นอีกด้วยครับ ไม่ต้องกังวลเรื่องการโดนน้ำสาดหรือกระเด็นมาโดน เพียงแค่เช็กออกก็ใช้งานต่อได้ตามปกติเลย

 

หน้าจอใหญ่ ติ่งเล็กลง เพิ่มสัดส่วนการแสดงผล

realme 5i มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลทรงหยดน้ำ หรือ Mini-Drop Display ชนิด LCD โดยมีความพิเศษที่ในส่วนหยดน้ำจะเล็กลงกว่า realme 3 ถึง 30.9% ครับ ทำให้ได้หน้าจอใหญ่ถึง 6.5 นิ้ว ในขนาดที่ตัวเครื่องไม่ได้ใหญ่ขึ้นมากเท่าไหร่ แถมทำให้พื้นที่การแสดงผลอยู่ที่ 89% และครอบทับด้วยกระจก Corning Gorilla Glass 3 อีก 1 ชั้นเพื่อความแข็งแรงครับ

 

ทั้งนี้ realme 5i ยังมีหน้าจอในความคมชัดระดับ HD+ (1600 x 720 พิกเซล) ทำให้เรารับชมวิดีโอหรือเล่นเกมต่างๆ ได้คมชัดและสีสันสวยงามครับ

 

รอบตัวเครื่องในส่วนของเหนือหน้าจอแสดงผลจะมีลำโพงสำหรับสนทนาและกล้องหน้าที่ฝังในหยดน้ำ โดยมีเซ็นเซอร์วัดแสงต่างๆ อยู่ข้างกับเลนส์กล้อง

 

ด้านซ้ายตัวเครื่องจะมีการเล่นมุมที่ยื่นออกมาจะไม่ได้เรียบไปทั้งแผ่นครับโดยมีทั้งช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM จำนวน 2 ช่อง พร้อม MicroSD Card อีก 1 ช่อง รวมเป็น 3 ช่องกันเลยทีเดียว ถัดลงมาจะเป็นปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงครับ

 

ทางขวาจะมีปุ่ม Power ปุ่มเดียวเท่านั้น

 

ด้านล่างตัวเครื่องจะมีทั้งช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร, ไมโครโฟน, พอร์ต Micro USB 2.0 และลำโพงตัวหลัก

 

และที่ด้านหลังจะมีกล้อง 4 เลนส์เรียงเป็นแนวตั้งที่มุมซ้ายบนครับ โดยมีไฟแฟลช LED พร้อมโลโก้ AI CAMERA อยู่ด้านล่าง และบริเวณกลางเครื่องมีระบบเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่ด้วย

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

realme 5i แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ ColorOS 6.0.1 บนพื้นฐาน Android 9 Pie ครับ โดย ColorOS เวอร์ชันนี้ได้รับการปรับปรุงเรื่องของประสิทธิภาพให้ใช้งานได้ไหลลื่นมากขึ้นตั้งแต่ระบบทัชสกรีนที่ไปตามนิ้วมากขึ้น, หน้าตา UI ที่ดูสบายตา และจัดสรรพื้นที่การใช้งานภายในดีขึ้นครับ

 

 

ใครที่ต้องการเปลี่ยนธีมหรือวอลเปเปอร์เพิ่มเติมตามสไตล์ของตัวเองก็สามารถเข้าไปที่การตั้งค่าในส่วนของหน้าจอหลักได้ครับ หรือจะดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น “ร้านค้าธีม” ได้เลย

 

 

ใช้งาน Dark Mode หรือถนอมสายตาได้ง่ายๆ ครอบคลุมหลายแอปฯ

realme 5i สามารถใช้งานโหมดถนอมสายตาตอนกลางคืนได้เป็นอย่างดีครับ สามารถเลือกปรับโทนเย็นหรืออุ่นได้ตามความเหมาะสมกับสภาพที่ใช้เล่นตอนนั้น

 

ขณะที่ฟีเจอร์ Dark Mode ก็สามารถเข้าไปเปิดในส่วนของ realme Lab ได้ แต่ความพิเศษคือเราไม่ต้องรอให้แอปนั้นๆ อัปเดทเพื่อรองรับโหมดมืด แต่แค่เราเปิด Dark Mode ในระบบของ realme แทบทุกแอปพลิเคชั่นจะแสดงผลเป็นโหมดมืดเกือบทั้งหมด เช่น Facebook หรือ Youtube เป็นต้น

 

ปกป้องไฟล์ในตู้นิรภัยผ่าน Real Private

ฟีเจอร์ Real Private หรือตู้นิรภัยส่วนตัว เป็นฟีเจอร์ที่ให้เราซ่อนไฟล์หรือรูปภาพต่างๆ ไว้แบบปลอดภัยครับ โดยการที่จะเข้าถึงได้ต้องใส่รหัสผ่าน (คนละรหัสกับตัวปลดล็อคหน้าจอ), สแกนใบหน้าหรือสแกนลายนิ้วมือเท่านั้น ถ้าไม่ใช่คนรู้รหัสผ่านก็เข้าถึงไม่ได้แน่นอน

 

ระบบความปลอดภัย

realme 5i มาพร้อมกับความปลอดภัยที่มีมาให้ครบครับตั้งแต่การสแกนลายนิ้วมือที่ด้านหลังตัวเครื่องที่จดจำได้มากที่สุด 5 ลายนิ้วมือ โดยที่การทำงานถือว่ารวดเร็วและเสถียรมากๆ ด้วย

 

รวมถึงการสแกนใบหน้าที่ทำได้รวดเร็วไม่แพ้กัน เพียงแค่กดปุ่มปลดล็อค ตัวสัญลักษณ์กุญแจที่ปรากฏก็จะปลดให้ทันทีเลยครับ

 

โคลนแอปโซเชียล ใช้งานได้ 2 บัญชี

ฟีเจอร์สะดวกมากๆ หากใครที่มีบัญชีโซเชียล 2 บัญชี ทำให้ไม่ต้องมาคอยล็อคอินหรือสลับบัญชีให้ยุ่งยากครับ โดยเฉพาะกับ Line ที่เมื่อเราเปิดใช้งานการโคลนก็จะแยกกันอย่างสิ้นเชิง บัญชีใครบัญชีมันครับ

 

 

ลูกบอลช่วยเหลือ

อีกฟีเจอร์ที่อยู่คู่กับ realme ทุกรุ่น คือ ลูกบอลช่วยเหลือ ที่เป็นฟีเจอร์ให้เราใช้งานได้ง่ายๆ โดยแทบไม่ต้องกดปุ่มนำทางด้านล่าง ซึ่งเราสามารถตั้งค่าตามความถนัดของเราได้ครับ จะให้กดแล้วทำงานกันที หรือกดแล้วให้เป็นเมนูเลือกได้ว่าจะทำอะไรก็ได้

 

แถบข้างอัจฉริยะ

ฟีเจอร์ “แถบข้างอัจฉริยะ” ก็เป็นอีกสิ่งที่สะดวกไม่แพ้กันครับ โดยจะเป็นการปัดซ้ายหรือขวาที่ขอบจอเพื่อเรียกหน้าแอปพลิเคชั่นต่างๆ ที่เราใช้งานบ่อยขึ้นมาและกดได้ทันที ไม่จำเป็นต้องเลื่อนหาให้เสียเวลา และก็แน่นอนว่าเราสามารถปรับแต่งได้ตามใจชอบเช่นกันครับ จะลบหรือเพิ่มแอปไหนก็ทำได้เต็มที่

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

สำหรับ realme 5i ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผลระดับกลางอย่าง Qualcomm Snapdragon 665 AIE Octa-core บนสถาปัตยกรรมขนาด 11 นาโนเมตร ความเร็ว 2.0GHz ซึ่งขนาดของขุมรุ่นนี้ถือว่าค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับในรุ่นใกล้ๆ กัน ทำให้ประหยัดพลังงานมากขึ้นและการใช้งานที่ร่วมกับ AI ทำให้เล่นได้ไหลลื่น การทัชดี และสลับแอปต่างๆ ได้ไม่สะดุดครับ ทั้งนี้ realme 5i ถือว่ามีประสิทธิภาพดีที่สุดในเรทราคาระดับเดียวกัน เมื่อมองในเรื่องของทั้งหน่วยประมวลผล รวมถึงการ์ดจอ (GPU) ที่ใช้ Adreno 610 ควบคู่กับหน่วยประมวลผลสัญญาณ Hexagon 686 DSP AI Engine รุ่นที่ 3 ก็ยิ่งทำให้การประมวลผลดีขึ้น 2 เท่า

 

สำหรับผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark v8.1.8 ทำได้ไปได้ที่ 173,507 คะแนน

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 314 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,377

 

ก่อนที่จะไปทดสอบการเล่นเกม realme 5i มาพร้อมกับฟีเจอร์ Game Space เหมือนกันครับ โดยรวบรวมเกมที่โหลดไว้ในโฟลเดอร์เดียวและสามารถปรับโหมดการเล่นได้ 3 แบบตามความเหมาะสมของเกม ได้แก่ โหมดแข่งขัน, โหมดสมดุล และโหมดกำลังไฟต่ำ ทั้งยังเปิดการปิดกั้นการแจ้งเตือนได้เพื่อไม่ให้ขณะเราเล่นเกมต้องมีอะไรมาบดบังหน้าจอหรือรบกวนเราครับ

 

ทดสอบการเล่นเกม

ROV

มาดูกันที่เกม ROV กันก่อนครับ โดยการปรับค่ากราฟิก ในรอบแรกเราเล่นโดยไม่ปรับอะไรเพิ่ม (ภาพ HD มาตรฐาน และการแสดงผลระดับกลาง) ยกเว้นเฟรมเรทสูงเท่านั้น และเล่นโหมด 5 VS 5 ต้องบอกเล่นได้ลื่นๆ ครับ เฟรมเรทวิ่งอยู่ที่ 59-60fps ตลอดทั้งเกมไม่ว่าจะช่วงบวกหรือตีบ้าน

และรอบต่อมาเราปรับกราฟิกระดับสูงสุดเท่าที่ปรับได้ คือ ภาพ HD ระดับสูง, การแสดงผลระดับสูงเช่นกัน และเฟรมเรทสูง โดยในโหมด 5 VS 5 เหมือนเดิม ทุกอย่างก็ยังเล่นได้ไหลลื่นเหมือนปกติเลยครับ แต่ได้กราฟิกดีขึ้นมาอีกด้วยนะจะบอกให้

 ฃ

 

PUBG Mobile

สำหรับเกม PUBG Mobile เราปรับกราฟิกและเฟรมเรทในระดับกลาง และเล่นในโหลดปกติ 100 คน ก็ถือว่าทำได้ในระดับดีเลยทีเดียวครับ เล่นได้ไหลลื่น เรื่องการสัมผัสหน้าจอก็ทำได้ดี ไม่ค่อยมีอาการหน่วงเท่าไหร่

 

แบตเตอรี่อึด จะเล่นเกมหรือทั่วไปก็ใช้งานได้ทั้งวัน

realme 5i มาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุมากถึง 5000mAh ช่วยให้เราใช้งานได้แบบเต็มที่ทั้งวันครับ ใครที่เป็นสายโซเชียล เล่น Facebook, IG หรือดู Youtube ตามปกติ ถือว่าอยู่ได้รอดครบวันถึงช่วงค่ำครับ ส่วนใครที่เล่นเกมแบบหนักๆ จัดเต็ม เช่น PUBG Mobile ก็เล่นได้ต่อเนื่องเกินครึ่งวันแน่นอน เพราะจากที่ทดสอบเล่น 2 เกมติดต่อกันประมาณ 2 ชั่วโมง แบตเตอรี่ลดลงมาประมาณ 15-20% เท่านั้นครับ นอกจากนี้ ด้วยแบตเตอรี่ที่เยอะ realme 5i ยังเปลี่ยนตัวเองจากสมาร์ทโฟนเป็นคล้ายๆ Power Bank ได้ด้วยผ่านการชาร์จให้กับสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นผ่านสายครับ

 

กล้องถ่ายรูป

ด้านกล้องถ่ายรูป แม้ realme 5i จะเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นกลางที่ราคาประหยัด แต่ก็จัดมาให้แบบเต็มๆ ครบทุกฟังก์ชัน ได้แก่

  • เลนส์หลักความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8
  • เลนส์ Ultra Wide-Angle มุมกว้าง 119 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.25
  • เลนส์ Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 ระยะโฟกัส 4 เซนติเมตร

ส่วนกล้องหน้ามาพร้อมกับความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 พร้อมฟีเจอร์ AI Beauty และ AI HDR

AI ระบุฉากอัจฉริยะ

แม้ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นสุดประหยัดแต่ก็มาพร้อมกับฟีเจอร์ AI ที่ตรวจจับฉากได้ค่อนข้างแม่นยำครับ ซึ่งจะมีการปรับสีให้เหมาะสมกับวัตถุหรือสถานการณ์ต่างๆ ที่ระบบตรวจจับได้ เช่น อาหาร, รูปคน, ท้องฟ้า, พืชสีเขียว หรือสัตว์ เป็นต้น อย่างอาหารก็จะปรับให้เข้มขึ้นเพื่อให้ดูมีความสด หรือหากเป็นสัตว์เรื่องของขนจะดูละเอียดมากขึ้น เป็นต้น

 

มุมกว้างก็จัดมาให้ด้วยเลนส์ Ultra-Wide Angle

จัดมาให้ครบเหมือนกันสำหรับ realme 5i ที่พกเลนส์ Ultra-Wide มุมกว้างถึง 119 องศามาให้ ซึ่งองศาขนาดนี้ถือว่ากว้างเบอร์ต้นๆ ในสมาร์ทโฟนเรทเดียวกันครับ แถมภาพที่ถ่ายออกมาก็ยังให้สีที่มีความคมชัดและดูสดใสไม่ค่อยต่างจากเลนส์หลักที่มีความละเอียดเยอะกว่าด้วย ซึ่งถือว่าทำได้ดีมากๆ สำหรับราคาเรทนี้


เปิด Ultra-Wide Angle / ปิด Ultra-Wide Angle

 

ถ่ายกลางคืนก็หายห่วงผ่านฟีเจอร์ Super Nightscape 2.0

สำหรับฟีเจอร์ Super Nightscape 2.0 เป็นตัวช่วยให้เราถ่ายภาพตอนกลางคืนได้สว่างขึ้นครับ ซึ่งใน realme 5i ตัวนี้ก็ทำได้ดีพอตัว ถ้าอยู่ในสภาวะแสงน้อยหรือมืดมากๆ ก็อาจจะต้องถือค้างไว้รอประมวลผลประมาณ 6-7 วินาที แต่ก็แลกมาด้วยภาพที่สว่างมากขึ้นและอาจมี Noise อยู่บ้าง (ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ) แต่หากยังไม่มืดมากอย่างช่วงหัวค่ำหรือภาพที่ต้องการถ่ายยังมีแสงอยู่บ้างก็พอประมาณ 4-5 วินาทีเท่านั้น และ Noise ก็แทบไม่เห็นครับ


เปิด Super Nightscape 2.0 / ปิด Super Nightscape 2.0

 

ฟีเจอร์ผสม Ultra-Wide Angle + Super Nightscape 2.0

realme 5i สามารถนำ 2 ฟีเจอร์ด้านบนมาใช้งานพร้อมกันได้ครับทั้งมุมกว้างและถ่ายภาพกลางคืนด้วย Super Nightscape 2.0 ทำให้ได้ภาพกลางคืนที่เป็นมุมกว้างไปในตัวครับ ที่สำคัญผลลัพธ์ของภาพก็สวยงามอีกด้วย

 

Chroma Boost เร่งเฉดสีให้วัตถุแบบแจ่มๆ

ฟีเจอร์ Chroma Boost เรียกง่ายๆ คือ การเร่งเฉดสีให้กับวัตถุที่เรากำลังจะถ่ายครับ แต่ไม่ได้เป็นการเร่งเฉดแบบมั่วๆ ไปทั่วทั้งภาพ แต่จะใช้ AI ในการช่วยประมวลผลเพื่อให้เร่งเฉดสีแล้วยังดูเป็นธรรมชาติต่างจากฟิลเตอร์ทั่วไปและมีการเพิ่มความสว่างในแต่ละจุดให้ด้วย


ปิด Chroma Boost / เปิด Chroma Boost


ปิด Chroma Boost / เปิด Chroma Boost


ปิด Chroma Boost / เปิด Chroma Boost


ปิด Chroma Boost / เปิด Chroma Boost


ปิด Chroma Boost / เปิด Chroma Boost

 

ถ่าย Portrait สวยๆ เบลอหลังได้เนียนๆ

อีกตัวชูโรงของกล้องหลัง realme 5i คือการใช้เลนส์ Portrait มาช่วยตรวจจับวัดระยะของวัตถุทำให้การเบลอหลังนั้นเนียนตาอย่างมากครับ โดยเมื่อเราถ่ายบุคคลการเบลอฉากหลังจะทำได้คมพอสมควร ไม่ค่อยมีส่วนใดส่วนหนึ่งของตัวคนถูกกลืนเข้าไปในพื้นหลังด้วย แถมยังได้ความบิวตี้ที่ไม่ต้องปรับอะไรเองเช่นกัน


ปิด Portrait / เปิด Portrait

 

ทั้งนี้ในการถ่าย Portrait ก็ยังมีฟิลเตอร์แบบเฉพาะมาให้เราถ่ายเช่นกัน โดยมีให้เลือกทั้งหมด 6 แบบที่มีให้เลือกหลายสไตล์เลยทีเดียว ซึ่งยังเบลอฉากหลังให้อีกด้วย และใช้ได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังเลย

 

 

 

และที่ขาดไปไม่ได้ในการถ่าย Portrait เบลอฉากหลังคือการถ่ายด้วยกล้องหน้า ที่ให้ทั้งความบิวตี้ สวยงามแบบธรรมชาติโดยไม่ต้องปรับแต่งอะไรมากมาย และยังได้ความโดดเด่นที่ใบหน้าของเราด้วยเพราะฉากหลังจะละลายไปแบบเนียนๆ


เปิด Portrait / ปิด Portrait

 

ฟิลเตอร์ก็มีให้เลือกเพียบ

นอกจากฟิลเตอร์ในโหมด Portrait แล้วก็ยังมีฟิลเตอร์ในโหมดปกติเหมือนกันครับ แต่มีลูกเล่นให้เลือกมากกว่าอยู่ที่ 10 แบบ แต่ในฟิลเตอร์นี้จะไม่ได้เบลอหลังให้นะ

 

ถ่าย Macro เห็นได้แม้จะอยู่ใกล้

ในเลนส์ Macro ของ realme 5i สามารถให้เราถ่ายเจาะวัตถุต่างๆ ได้ใกล้ถึง 4 เซนติเมตร ซึ่งใกล้ระดับนี้จะทำให้เราเห็นรายละเอียดต่างๆ ที่เรามองแทบไม่เห็นหรือเห็นยากให้ได้ชมกันแบบชัดๆ ที่สำคัญระบบโฟกัสในเลนส์ก็ทำได้รวดเร็วด้วย

 

กล้องหน้า AI Beauty ไม่ต้องปรับเองก็สวยได้ธรรมชาติ

มาดูกันที่กล้องหน้าแบบบิวตี้ๆ กันบ้าง โดย realme 5i มาพร้อมฟีเจอร์ AI Beauty ที่กล้องหน้า ปล่อยให้ AI เป็นผู้ประมวลผลเองทั้งหมดโดยอัตโนมัติ แต่หากใครไม่สะใจอยากแต่งเพิ่มก็มีให้ปรับทั้งใบหน้าเรียว, ใบหน้าเล็ก, คาง, ตาโต, จมูกเล็กลง หรือเสริมแต่ง เป็นต้น ซึ่งแต่ละอย่างปรับได้ตั้งแต่ 1 – 100 ระดับไปเลยจ้า

 

กล้องหน้า AI HDR ย้อนแสงก็ไม่ต้องกลัว

ใครที่ต้องหันกล้องหนีแสงอาทิตย์บ่อยๆ ในตอนที่ถ่ายเซลฟี่เพราะกลัวหน้าจะออกมามืด แถมฉากหลังก็มองไม่เห็นก็หายห่วงไปได้เลยเพราะ realme 5i มีฟีเจอร์ AI HDR ที่ช่วยให้ใบหน้าของเรายังสว่างสดใส และยังคงเห็นฉากหลังที่ชัดเจนอีกด้วย ใครที่เป็นสายเซลฟี่น่าจะชื่นชอบฟีเจอร์กันครับ

 

สรุปจุดเด่น

  • ดีไซน์สวยงาม มีการไล่เฉดสีและแสงแบบเงางามที่ฝาหลัง และไม่ติดรอยนิ้วมือด้วย
  • กล้องหลัง 4 เลนส์มีให้ครบทุกฟังก์ชัน ทั้ง AI Beauty, Ultra-Wide, Macro และ Portrait
  • หน้าจอแสดงผลกว้าง 6.5 นิ้ว ความคมชัดระดับ HD+ ใช้งานได้เต็มตาแน่นอน
  • ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล Snapdragon 665 ทำให้เล่นไหลลื่นทั้งเล่นเกมและใช้งานทั่วไป
  • ช่องใส่ซิมการ์ดมีให้ 2 ช่อง และมีช่องใส่ MicroSD Card ให้อีก 1 ช่อง โดยไม่ต้องเลือกแบบ Hybrid ให้ยุ่งยาก
  • แบตเตอรี่ความจุ 5000mAh สามารถใช้งานได้ทั้งวัน

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ไม่มีหูฟังแถมมาในกล่อง
  • ยังใช้พอร์ต Micro USB 2.0 อยู่

สำหรับ realme 5i มีให้เลือกทั้งหมด 2 สี ได้แก่ สีเขียว Forest Green ในบทความรีวิวนี้ และสีฟ้า Aqua Blue

รุ่น 4GB+64GB ราคา 4,699 บาท และรุ่น 4GB+128GB ราคา 4,999 บาท และจะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 มกราคม 2563 ที่ realme Brand shop และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

OPPO A9 2020 The Best Super Spec Smartphone OPPO A9 2020 The Best Super Spec Smartphone
Android News1 สัปดาห์ ที่แล้ว

OPPO A9 2020 สเปคแรงสุด จัดเต็มทุกฟีเจอร์ The Best Super Spec Smartphone ของปี 2019

OPPO A9 2020 สมาร์ทโ...

realme-X50-5G realme-X50-5G
Android News3 สัปดาห์ ที่แล้ว

จับตา realme แบรนด์สมาร์ทโฟนที่เติบโตแบบก้าวกระโดด และก้าวสู่ความเป็นผู้นำที่เหนือกว่าในยุค 5G

ปัจจุบันไม่มีใครไม่ร...

Goodnight App Review Goodnight App Review
Android App4 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว Goodnight App แชทสนุกด้วยเสียง พบปะเพื่อนใหม่ หาคนพิเศษเพื่อบอกฝันดี!

วันนี้มีแอปพลิเคชั่น...

รีวิว Vivo V17 รีวิว Vivo V17
Featured1 เดือน ที่แล้ว

รีวิว Vivo V17 สมาร์ตโฟน “ฉีกทุกกฏในทุกช็อต” หน้าจอ Ultra O Screen, แบตอึด 4500mAh ชาร์จเร็ว 18W และกล้อง AI 4 เลนส์

Vivo V17 สมาร์ตโฟนที...

AIS Ultimate Surprizes 5 Point AIS Ultimate Surprizes 5 Point
Featured1 เดือน ที่แล้ว

เซอร์ไพรส์ส่งท้ายปี “5 พอยท์ลุ้น GADGETS สุดคูล” ยิ่งกดมากยิ่งมีสิทธิ์มาก

เซอร์ไพรส์ส่งท้ายปีเ...

Advertisement

ข่าวใหม่วันนี้

กำลังมาแรง