ติดตามพวกเรา

ข่าวประชาสัมพันธ์

“นิคอน” ส่งเลนส์แว่นสายตาแห่งอนาคต “Nikon SeeMax Ultimate”

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

“นิคอน” ก้าวสู่ศักราชใหม่ ส่งเลนส์แว่นสายตาแห่งอนาคต “Nikon SeeMax Ultimate” ปฎิวัติวงการอีกครั้ง ด้วยโครงสร้างเลนส์มากกว่าสี่ร้อยล้านรูปแบบ ชูกลยุทธ์ Personalization เดินหน้าขยายฐานลูกค้าไฮเอนด์

Nikon SeeMax Ultimate

บริษัท เอสซีลอร์ ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ตัวแทนจัดจำหน่ายเลนส์สายตานิคอนประจำประเทศไทย ครั้งแรกกับการเปิดตัวในประเทศไทย เลนส์แว่นสายตาแห่งอนาคต (Nikon SeeMax Ultimate) ที่สุดของเลนส์โปรเกรสซีฟเฉพาะบุคคล (Progressive Lens) ด้วยนวัตกรรมขั้นสูงล่าสุด (Insights Technology) จากนิคอน ผู้นำแห่งเทคโนโลยีการผลิตเลนส์ ครั้งแรกที่ให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการออกแบบเลนส์ของตนเองผ่านแอปพลิเคชันบน iPad (PAL Sensitivity Test) ได้โครงสร้างเลนส์สายตามากกว่า 428,793,740 รูปแบบ พร้อมเดินหน้าขยายฐานลูกค้ากลุ่มตลาดระดับบน (Hi-end market) ชูกลยุทธ์การตลาดแบบ Personalization ตอบทุกโจทย์ของผู้สวมใส่ยุคปัจจุบัน

เลนส์โปรเกรสซีฟเฉพาะบุคคล

เลนส์โปรเกรสซีฟเป็นตัวเลือกลำดับแรกๆ สำหรับผู้สวมใส่แว่นที่ต้องการวิสัยทัศน์คมชัดทุกระยะการมอง ผู้สวมใส่สามารถมองเห็นวัตถุจากระยะไกล กลาง และใกล้ได้อย่างต่อเนื่องไร้รอยต่อ หากแต่โครงสร้างของเลนส์โปรเกรสซีฟทั่วไปที่มีอยู่ในปัจจุบันยังมีโครงสร้างที่จำกัด คือหนึ่งโครงสร้างเลนส์ถูกนำไปใช้สำหรับหลายค่าสายตา ทำให้ผู้สวมใส่ยังคงได้รับภาพที่ไม่เป็นธรรมชาติ หลายคนรู้สึกไม่สบายตา มีอาการมึน เวียนศรีษะ ซึ่งกว่าครึ่งพบว่ามีสาเหตุมาจากการวางตำแหน่งเลนส์ไม่เข้ากับสรีระหรือพฤติกรรมาของผู้สวมใส่

ดร. ศุภชัย อาชีวระงับโรค ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอสซีลอร์ ดิสทริบิวชั่น ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “เพราะดวงตาทุกคู่มีการมองเห็นที่ต่างกัน เป็นหนึ่งเดียว เหมือนกับลายนิ้วมือ ในปี 2563 นี้ นิคอนจึงตั้งใจที่จะแนะนำ เลนส์แว่นสายตาแห่งอนาคต (Nikon SeeMax Ultimate) ที่สุดของเลนส์โปรเกรสซีฟเฉพาะบุคคล (Progressive Lens) ให้กับตลาดประเทศไทยได้รู้จัก ด้วยการตรวจวัดสายตาประกอบแว่นผ่านนวัตกรรมขั้นสูงล่าสุด (Insights Technology) จากนิคอน สายตาที่มีความแตกต่างเฉพาะตัวจึงได้รับการปรับแต่งให้เหมาะสมกับการใช้งาน ความพิเศษของ Nikon SeeMax Ultimate ที่ไม่เหมือนใคร คือสามารถจับคู่เลนส์แก้วตามนุษย์และโครงสร้างเลนส์สายตาได้ในสัดส่วน 1:1 หรือเรียกได้ว่าเป็นเลนส์แว่นตาที่ออกแบบมาเฉพาะบุคคลที่แท้จริง โดย Nikon SeeMax Ultimate มีด้วยกันทั้งหมด 2 รุ่นคือ Nikon SeeMax Ultimate Standard และ Nikon SeeMax Ultimate with Sensitivity”

3 ปัจจัยเป็นสำคัญ

“นวัตกรรมขั้นสูงล่าสุด (Insights Technology) จากนิคอนที่นำมาใช้ในการออกแบบและผลิตเลนส์โปรเกรสซีฟเฉพาะบุคคล จะคำนึงถึง 3 ปัจจัยเป็นสำคัญ คือ ความต้องการ ลักษณะการใช้งาน รวมถึงความคุ้นชินในการใช้งานของผู้สวมใส่ ซึ่งประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ

1) การใช้ Nikon Optical Design Engine ในการคำนวนและปรับแต่งเลนส์ เพื่อประสบการณ์การมองเห็นที่ดีที่สุด เลนส์ทุกชิ้นของ SeeMax Ultimate จะถูกส่งไปคิดคำนวนและปรับแต่งที่ประเทศญี่ปุ่นโดย Nikon Optical Design Engine เทคโนโลยีเอกสิทธิ์เฉพาะของนิคอน ที่ได้รับการยอมรับระดับสากลในเรื่องของความแม่นยำ ทำให้ผู้สวมใส่ได้โครงสร้างเลนส์ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับค่าสายตาของเขา ถัดมาคือ 2) การให้ผู้บริโภคเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบเลนส์ของตัวเองผ่านแอปพลิเคชันบน iPad (PAL Sensitivity Test) ซึ่งทดสอบความไวต่อภาพบิดเบือนของแต่ละบุคคล ผลที่ได้คือความสบายตาและการมองเห็นที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด และขั้นตอนสุดท้าย

3) การนำค่าสถิติเดิมหรือประวัติการสวมใส่แว่นมาช่วยในการออกแบบโครงสร้างเลนส์ เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคปรับตัวกับเลนส์คู่ใหม่ได้ง่ายที่สุด โดยสองขั้นตอนหลังจะเป็นขั้นตอนที่เพิ่มมาสำหรับรุ่น Nikon SeeMax Ultimate with Sensitivity ซึ่งเมื่อคำนวนออกมาแล้วจะทำให้ได้โครงสร้างเลนส์มากกว่า 428,793,740 รูปแบบ” ดร. มายูมิ ฟาง ผู้จัดการฝ่ายวิชาการภาคพื้นอินโดไชน่า กล่าวเสริม

นิคอน ผู้นำในหลากหลายอุตสาหกรรม

นิคอนไม่เพียงแต่เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเลนส์สายตาชั้นนำระดับโลก หากแต่ยังเป็นผู้นำในหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ ธุรกิจไมโครชิฟ การถ่ายภาพในชั้นบรรยากาศ เครื่องสแกน กล้องดูดาว รวมถึงธุรกิจสร้างชื่ออย่าง กล้องถ่ายรูป บริษัทฯ จึงมีการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในหลายๆสาขาเทคโลยี ทำให้การค้นคว้า วิจัย พัฒนาเทคโนโลยีทางเลนส์สายตาเป็นไปอย่างก้าวหน้า

“นี่คืออีกครั้งของนิคอนที่ส่งนวัตกรรมเลนส์แว่นตาขั้นสูงมาเพื่อปฎิวัติวงการ กว่าร้อยปีของการเป็นแบรนด์แรกของโลก ที่คิดค้นนวัตกรรมเลนส์สายตาระดับสูง และสร้างปรากฎการณ์การเปลี่ยนแปลงในวงการเลนส์สายตามาอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การเคลือบเลนส์เพื่อป้องกันแสงสะท้อน (anti-glare coating) เลนส์ที่ตอบโจทย์ผู้ที่มีค่าสายตามากแต่ต้องการเลนส์บางพิเศษ (ultra-high lens) เลนส์ใสตัดแสงสีฟ้า (clear lens to filter blue light) เลนส์สำหรับผู้ที่มีค่าสายตาสูงวัยให้สามารถรับแสงที่สดใสมากขึ้น (coating to improve the brightness) และครั้งนี้กับเลนส์แว่นตาแห่งอนาคต (uniquely created PAL/progressive lens) ที่ยังไม่มีแบรนด์ใดในตลาดที่สามารถออกแบบโครงสร้างได้มากเท่านี้มาก่อน” ดร. ศุภชัย กล่าว

“ที่ผ่านมา เลนส์แว่นสายตาแห่งอนาคต (Nikon SeeMax Ultimate) ได้เปิดตัวและวางจำหน่ายไปแล้วในประเทศแคนาดา อังกฤษ ไต้หวัน และสิงคโปร์ มีการส่งมอบสินค้าไปกว่า 16,000 คู่ ด้วยนวัตกรรมขั้นสูงล่าสุด (Insights Technology) ของนิคอน รวมถึงการให้ผู้บริโภคเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบเลนส์ของตัวเอง ครั้งแรกผ่านแอปพลิเคชันลิขสิทธิ์เฉพาะของนิคอนบน iPad (Sensitivity Test) ทำให้พบว่า กว่า 91% ผู้สวมใส่สามารถปรับตัวได้ในทันที[1] โดยไม่มีการส่งคืนสินค้า อัตราความสำเร็จในการขาย (Success Rate) เป็น 100%[2] นี่เป็นอีกเสียงช่วยยืนยันได้ดีว่า เลนส์แว่นสายตาแห่งอนาคต (Nikon SeeMax Ultimate) เป็นเลนส์โปรเกรสซีฟที่ออกแบบมาเพื่อเฉพาะบุคคลที่แท้จริง จะเห็นได้ว่า นิคอน ไม่ได้เน้นเพียงเรื่องของประสิทธิภาพการใช้งานสูงสุดของเลนส์ หากแต่ยังมุ่งเน้นการนำเสนอสินค้าและบริการ เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการ ไลฟ์สไตล์ รวมถึงความเป็นตัวตนของผู้บริโภคในปัจจุบัน (personalization) มากที่สุดอีกด้วย ซึ่งเราตั้งใจที่จะใช้กลยุทธ์การตลาดแบบ Personalization นี้ในการขยายฐานลูกค้าในกลุ่มตลาดระดับบน (Hi-end market) ในประเทศไทย” ดร. ศุภชัย กล่าว

“ด้านของกลยุทธ์การบริหารความสัมพันธ์และการทำธุรกิจกับพันธมิตรทางธุรกิจเครือข่าย Nikon Global ได้เข้ามาสนับสนุนการอบรมความรู้ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ให้กับตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ผ่านโปรแกรม Train the Trainer เพื่อให้ตัวแทนมีมาตรฐานในการให้บริการเช่นเดียวกัน มีความเข้าใจในตัวสินค้าอย่างกระจ่างชัด ช่วยเสริมความมั่นใจในการจ่ายเลนส์ให้แก่ผู้สวมใส่ โดยการอบรมนี้ เริ่มตั้งแต่การสัมภาษณ์คนไข้ ประเมินอาการ ความต้องการการแก้ไข้สายตาของคนไข้ จับคู่กับความเหมาะสมกับเลนส์แต่ละชนิด จนถึงการวัดสายตา และการเลือกกรอบแว่น นอกจากนี้เรายังได้จัดงานสัมมนาเชิงลึกอย่างต่อเนื่อง มีวิทยากรจากหลากหลายสาขามาร่วมพูดคุย โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมทักษะและแลกเปลี่ยนมุมมองที่เป็นประโยชน์ให้กับตัวแทนจำหน่าย รวมถึงยังเป็นอีกช่องทางการสื่อสารและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับพันธมิตรทั่วประเทศ

นิคอนเล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจของตลาดเลนส์แว่นโปรเกสซีฟ ที่มีแนวโน้มขยายตัวตามสังคมดิจิตอล ที่ผู้คนในปัจจุบันมักจะใช้สายตาจดจ้องอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือจอมือถือเป็นเวลานานต่อวัน ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพสายตาในระยะยาว นอกจากนี้ เรายังมองเห็นโอกาสในการแนะนำสินค้าและบริการให้กับกลุ่มคนที่ยังไม่มีรู้จักเลนส์แว่นโปรเกสซีฟ หรือยังไม่ได้รับข้อมูลที่เพียงพอเพื่อการตัดสินใจ รวมถึงกลุ่มตลาดผู้ใช้คอนแทคเลนส์อีกด้วย ซึ่งปีนี้เราตั้งเป้าเจาะกลุ่มผู้ที่มีความจำเป็นต้องใส่แว่นโปรเกสซีฟ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าตลาดระดับบน ที่มีสัดส่วนอยู่ประมาณ 15% ของตลาดตลาดเลนส์แว่นโปรเกสซีฟ” ดร. ศุภชัย กล่าวปิดท้าย

Advertisement
คลิกเพื่อแสดงความเห็น

ข่าวประชาสัมพันธ์

เอบีม คอนซัลติ้ง เปิดเผยการศึกษาเกี่ยวกับ ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันในธุรกิจบริการทางการเงินในประเทศ พบความท้าทายที่ผลักดันสู่การเปลี่ยนแปลง

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

บริษัท เอบีม คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้เผยการศึกษาเรื่อง “Digital Transformation in Financial Services Industry (FSI) – Challenges Lie Ahead” หรือ “การปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลในธุรกิจบริการทางการเงิน – ความท้าทายที่รออยู่เบื้องหน้า” โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญในการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลของธุรกิจ คือความจำเป็นที่ต้องปรับตัวและพัฒนาตัวเองเพื่อรับมือกับการก้าวเข้ามาในตลาดของบรรดาคู่แข่ง หรือความจำเป็นที่ต้องนำหน้าผู้เล่นรายอื่น ๆ ในตลาด ซึ่งจากการศึกษาดังกล่าว เอบีมพบว่าสถาบันการเงินกว่า 90% มีการวางแผนที่จะลงทุนด้านดิจิทัลเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ผลจากการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลยังทำให้กลุ่มธุรกิจประกันภัยได้ผลกำไรเฉลี่ยสูงกว่าคู่แข่งถึง 63% โดยเอบีมแนะนำให้ธุรกิจบริการทางการเงินในไทยตัดสินใจดำเนินการโดยอิ้งจากโรดแมปที่ทางบริษัทควรจะมีและเริ่มต้นกระบวนการปรับเปลี่ยนเพื่อก้าวสู่ระบบดิจิทัล สำหรับแนวทางโรดแมปการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัล มี 3 แนวทาง คือ แนวทางที่ 1 เพื่อเป้าหมายให้ได้ส่วนที่เพิ่มขึ้นจากเดิม (Incremental Goal): การปรับเปลี่ยนกระบวนการให้เป็นดิจิทัล แนวทางที่ 2 เพื่อเป้าหมายสูงสุด (Ultimate Goal): การสร้างโมเดลธุรกิจใหม่โดยปรับปรุงห่วงโซ่คุณค่า หรือแนวทางที่ 3 เพื่อเป้าหมายสูงสุด: การพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ทั้งหมดให้เป็นรูปแบบดิจิทัล นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของพนักงาน ซึ่งจากการวิจัยยังพบว่าบริษัทที่ลงทุนกับการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับพนักงานจะมีผลกำไรเฉลี่ยเพิ่มมากกว่าถึง 4 เท่า

นายอิชิโร ฮาระ กรรมการผู้จัดการบริษัท เอบีม คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทที่ปรึกษา    ระดับโลก ผู้ให้บริการที่มีความเชี่ยวชาญด้านการปรับเปลี่ยนองค์กรธุรกิจในรูปแบบดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน    ในเครือบริษัท เอบีม คอนซัลติ้ง จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ได้เปิดเผยว่าสถาบันการเงินกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากการแข่งขันในปัจจุบันมากกว่าที่เคยเป็นมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฟินเทค บล็อกเชน บริษัทสตาร์ทอัพ สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ภาคธนาคาร และสถาบันอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ภาคการเงิน กำลังรุกตรงดิ่งเข้าสู่ธุรกิจต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว  ความเชี่ยวชาญด้านหนึ่งของเอบีม คือการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลในธุรกิจภาคการเงิน ดังนั้นบริษัทฯ จึงได้ศึกษาเรื่อง  “Digital Transformation in Financial Services Industry (FSI) –Challenges Lie Ahead” หรือ “การปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลในธุรกิจบริการทางการเงิน – ความท้าทายที่รออยู่เบื้องหน้า” ซึ่งจากการศึกษานี้พบว่าแรงขับเคลื่อนสำคัญในการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัล คือความจำเป็นที่ต้องปรับตัวและพัฒนาตัวเองเพื่อรับมือกับการก้าวเข้าสู่ตลาดของบรรดาคู่แข่ง หรือความจำเป็นที่ต้องนำหน้าผู้เล่นรายอื่น ๆ ในตลาดที่กำลังใช้กลยุทธ์ด้านดิจิทัลเช่นเดียวกัน

“ในหลายตลาดที่พัฒนาแล้ว ผู้เล่นหน้าใหม่ได้ก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้า และทิ้งบรรดาธุรกิจดั้งเดิมไว้เบื้องหลัง ซึ่งกลุ่มผู้เล่นเหล่านี้กำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้ตลาดเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง ภายใต้แนวทางที่ให้ความสำคัญกับดิจิทัลเป็นอันดับแรก ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีที่มีความล้ำสมัยมากกว่าเดิม ซึ่งเพิ่มระดับความคาดหวังของลูกค้าที่มีต่อระบบดิจิทัล และจากการศึกษายังระบุด้วยว่า 3 ใน 4 หรือ 75% ของธุรกิจประกันภัยที่ได้รับการสำรวจ ต่างหวาดกลัวกับคู่แข่งที่เข้าสู่ระบบดิจิทัลและขับเคลื่อนองค์กรด้วยข้อมูล” นายฮาระกล่าว

โดยนายฮาระกล่าวต่อว่า จากประสบการณ์ในการเป็นปรึกษาเรื่องการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลให้แก่องค์กรขนาดใหญ่ เอบีมได้ออกแบบแนวทางโรดแมปในการปฏิบัติการปรับเปลี่ยนสู่ระบบดิจิทัลไว้ 3 แนวทาง กล่าวคือ

แนวทางที่ 1 เพื่อเป้าหมายให้ได้ส่วนที่เพิ่มขึ้นจากเดิม (Incremental Goal): การปรับเปลี่ยนกระบวนการให้เป็นดิจิทัล แนวทางนี้คือการเปลี่ยนระบบการทำงานแบบ Manual ไปเป็นระบบดิจิทัล ซึ่งเรียกกันอย่างไม่เป็นทางการว่า “การเปลี่ยนกระดาษให้เป็นระบบดิจิทัล” แม้ว่าการปรับเปลี่ยนนี้จะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบริษัทในยุคดิจิทัล แต่กลับเป็นเรื่องที่ถูกมองข้ามหรือเห็นว่าเป็นการดำเนินการขั้นพื้นฐาน โดยองค์กรหลายแห่งที่คำนึงถึงข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เลือกที่จะนำแพลตฟอร์มยุคใหม่มาใช้เพื่อครอบระบบเดิมที่มีอยู่ ขณะที่บางองค์กรเลือกที่จะเปลี่ยนระบบหลักใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ธุรกิจมีความคล่องตัวยิ่งขึ้น ทั้งสองแนวทางต่างเป็นรากฐานของกลยุทธ์ในการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลเช่นเดียวกับการที่องค์กรต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเป็นผู้นำตลาดในวันข้างหน้า

แนวทางที่ 2 เพื่อเป้าหมายสูงสุด (Ultimate Goal): การสร้างโมเดลธุรกิจใหม่โดยปรับปรุงห่วงโซ่คุณค่า แนวทางนี้เป็นการพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ที่อาศัยการแปรรูปหรือการปรับเปลี่ยนกระบวนการของธุรกิจทั่วทั้งห่วงโซ่คุณค่าให้ก้าวสู่ระบบดิจิทัล โดยเครื่องมือและระบบใหม่ ๆ ที่เริ่มนำมาใช้ในการปรับเปลี่ยนนั้นจะช่วยปรับปรุงส่วนผสมของผลิตภัณฑ์และบริการที่มีอยู่ได้ในหลากหลายรูปแบบ

แนวทางที่ 3 เพื่อเป้าหมายสูงสุด: การพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ทั้งหมดให้เป็นรูปแบบดิจิทัล แนวทางนี้เป็นการพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ทั้งหมด เหมือนกับที่บริษัทสตาร์ทอัพด้านฟินเทคนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่พลิกโฉมหน้าของธุรกิจ จนทำให้สถาบันบริการทางการเงินต้องหันมาทบทวนธุรกิจของตนและปรับตัวให้เข้ากับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

นายฮาระอธิบายว่า เป้าหมายสุดท้ายของโครงการปรับเปลี่ยนจะเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นกับการตัดสินใจขององค์กร โดยเป้าหมายสุดท้ายของการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลอาจเป็นเป้าหมายสูงสุด ซึ่งก็คือโมเดลธุรกิจใหม่ในรูปแบบดิจิทัล หรืออาจเป็นเป้าหมายในลักษณะให้ได้ส่วนที่เพิ่มขึ้นจากเดิม ซึ่งได้แก่การปรับปรุงธุรกิจปัจจุบันด้วยการขยายตลาดหรือปรับปรุงกระบวนการที่ทำอยู่ให้เป็นดิจิทัล จากการสำรวจบริษัทผู้ให้บริการทางการเงินส่วนใหญ่ยอมรับว่า มีความจำเป็นที่ต้องปรับปรุงระบบภายในให้ทันสมัย และมากกว่า 90% ระบุว่ามีแผนที่จะเพิ่มการลงทุนด้านดิจิทัลในที่ผ่านมาก จาก 1% ไปเป็นจำนวนมากกว่า 10%

บริษัทผู้ให้บริการทางการเงินที่เริ่มทำโครงการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลต่างเห็นการปรับปรุงที่ดีขึ้นในตัวชี้วัด    ต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงผลกำไรที่เพิ่มขึ้น การสนับสนุนที่เพิ่มขึ้นจากลูกค้า และอัตราการได้มาซึ่งลูกค้าใหม่ที่เร็วขึ้น  ตัวอย่างเช่น ผู้ให้บริการเงินกู้อย่าง แคปปิตอล วัน พบว่าอัตราการรักษาฐานลูกค้าเดิมดีขึ้นถึง 87% และต้นทุนต่อการได้มาซึ่งลูกค้าใหม่ลดลง 83% หลังจากที่ได้ลงทุนในระบบดิจิทัล ซึ่งบรรดาผู้ให้บริการประกันภัยที่ลงทุนกับการปรับปรุงระบบดิจิทัลให้ทันสมัยมีผลกำไรโดยเฉลี่ยมากกว่าคู่แข่งที่ไม่ได้ลงทุนในเรื่องดังกล่าวถึง  63%

“เราแนะนำให้บริษัทผู้ให้บริการทางการเงินตัดสินใจลงมือปรับเปลี่ยนและจัดทำโรดแมปของบริษัท รวมทั้งเริ่มดำเนินการปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ระบบดิจิทัล นอกจากนี้ จะต้องไม่ลืมว่าตลอดขั้นตอนการปรับเปลี่ยนทั้งหมดนั้น ระดับการมีส่วนร่วมของพนักงานเป็นสิ่งที่มีความสำคัญพอ ๆ กับระดับการมีส่วนร่วมของลูกค้า โดยพนักงานที่มีส่วนร่วมในระดับสูงจะสามารถใช้เครื่องมือดิจิทัลได้ดีกว่า และปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมได้เร็วยิ่งกว่า ทั้งนี้ สถาบันทางการเงินที่ปรับเปลี่ยนได้อย่างแท้จริง จะทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจควบคู่ไปกับการสร้างประสบการณ์ที่ดีในการทำงานให้กับพนักงาน ซึ่งถือเป็นเรื่องท้าทาย อย่างยิ่งโดยเฉพาะกับพนักงานที่คุ้นเคยกับระบบเดิม ๆ โดยบริษัทที่ลงทุนไปกับการสร้างประสบการณ์การทำงานให้กับพนักงานนั้นสามารถทำผลกำไรโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นได้มากกว่า 4 เท่า และมีรายได้เฉลี่ยต่อลูกค้าเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเทคโนโลยีจะมีบทบาทสำคัญ แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเทคโนโลยีนั้นสามารถช่วยสนับสนุนและตอบโจทย์ความต้องการของพนักงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่ต้องคล่องตัวขึ้นและสามารถทำงานได้แบบ “ทุกที่ ทุกเวลา” อีกทั้งในขณะเดียวกันจะต้องช่วยสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมของการเปลี่ยนแปลงและการสร้างสรรค์นวัตกรรมควบคู่กันไปด้วย” นายฮาระทิ้งท้าย

อ่านต่อ...

ข่าวประชาสัมพันธ์

OnePlus มอบส่วนลดค่าเครื่อง 26% พร้อมส่วนลดอุปกรณ์เสริมแท้สูงสุดถึง 50% ตั้งแต่วันนี้ถึง 2 มี.ค. 63

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

ส่งท้ายปลายเดือน OnePlus ขอมอบข้อเสนอสุดเร้าใจ OnePlus Pay Day กับส่วนลดค่าเครื่อง OnePlus 7 Pro สมาร์ตโฟนที่ได้รางวัลการันตีในความยอดเยี่ยมของการใช้งานรอบด้าน โดยเฉพาะสายเอนเตอร์เทนเม้นท์ตัวจริงไม่ควรพลาดไม่ว่าจะเป็นการดูหนังฟังเพลง กับหน้าจอใหญ่เต็มตา ไม่มีติ่ง รู หรือรอยบากมากวนใจ ให้คุณสนุกกับเกมดังสุดมันส์ได้อย่างจุใจกับชิปเซ็ทประมวลผล Qualcomm Snapdragon 855  และเพลิดเพลินกับการถ่ายภาพได้อย่างมืออาชีพกับกล้องหลัง 3 เลนส์ คมชัดทุกระยะ พร้อมกันนี้ยังมีข้อเสนอส่วนลดอุปกรณ์เสริมแท้สูงสุดถึง 50%

แคมเปญ Pay Day เมื่อสั่งซื้อ OnePlus 7 Pro รับส่วนลดค่าเครื่องสูงสุด 26% เริ่มต้น 14,999 บาท ผ่านช่องทาง Lazada ตามลิงก์นี้ >>> http://bit.ly/2Sj74tP ตั้งแต่ 27 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2563

  • OnePlus 7 Pro รุ่น 6+128 GB  จากราคา 18,990 บาท เหลือเพียง 14,999 บาท
  • OnePlus 7 Pro รุ่น 8+256 GB   จากราคา 19,990 บาท เหลือเพียง 16,999 บาท
  • OnePlus 7 Pro รุ่น 12+256 GB จากราคา 23,990 บาท เหลือเพียง 19,999 บาท

เท่านั้นยังไม่พอยังพบกับส่วนลดอุปกรณ์เสริมแท้ของ OnePlus Official ลดสูงสุด 50%  อาทิเช่น OnePlus 7 Pro Protective Case, OnePlus 6 Silicone Protective Case Red หรือ OnePlus 7T 3D Tempered Glass Screen Protector ผ่านช่องทาง Shopee : OnePlus Official Store ตามลิงก์นี้ >>> http://bit.ly/2T6Ch2P ตั้งแต่ 24 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2563 นี้เท่านั้น

ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับ OnePlus Thailand ได้ที่ Facebook Fanpage ตามลิงก์นี้  https://www.facebook.com/oneplusthailand หรือติดต่อสอบถาม OnePlus Call Center ได้ที่เบอร์ 02-793-3818

อ่านต่อ...

ข่าวประชาสัมพันธ์

3 หน่วยงานภาครัฐ-เอกชน นำโดย กรมการขนส่งทางราง รถไฟฟ้าบีทีเอส และเอไอเอส ผนึกกำลังร่วมทดสอบคลื่น 5G มั่นใจไม่สร้างผลกระทบผู้โดยสาร ด้านบีทีเอสเผยพร้อมป้องกันเต็มที่

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

ที่สถานนีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม นายสรพงศ์ ไพทูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง กระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ รถไฟฟ้าบีทีเอส และนายวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ร่วมกันยืนยันความพร้อมในการร่วมทดสอบการใช้คลื่นความถี่โทรคมนาคม เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับผู้โดยสารรถไฟฟ้า หลังจากมีการประกาศเปิดให้บริการ 5G โดยผลการทดสอบที่ผ่านมายังไม่พบผลกระทบกับการเดินรถแต่อย่างใด

นายสรพงศ์ ไพทูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง กระทรวงคมนาคม กล่าวว่า “กรมการขนส่งทางราง (ขร.) ในฐานะหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบงานด้านระบบรางของประเทศ ได้ให้ความสำคัญกับประชาชนผู้ใช้บริการระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนและผู้ใช้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ระบบ 5G จึงกำหนดให้มีการประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งลงพื้นที่ทดสอบคลื่นความถี่ ที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม ซึ่งเป็นการดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือระหว่างบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (AIS) ผู้ให้บริการคลื่นความถี่ 5G และ บีทีเอส ผู้ให้บริการระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน (สายสีเขียว) เพื่อตรวจสอบปัญหาและอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้น พร้อมหาวิธีป้องกันการเกิดผลกระทบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจในเสถียรภาพของระบบการเดินรถไฟฟ้า ซึ่งผลการทดสอบในเบื้องต้น ยังไม่พบผลกระทบแต่อย่างใด  อย่างไรก็ตาม กรมการขนส่งทางรางได้ขอให้ทั้งสองหน่วยงานดำเนินการทดสอบผลกระทบอย่างต่อเนื่อง และให้บีทีเอสดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์กรองคลื่นรบกวนตลอดแนวเส้นทางรถไฟฟ้าให้ครบภายใน 5 เดือน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล”

นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ รถไฟฟ้าบีทีเอส ย้ำว่า “ที่ผ่านมา บีทีเอส ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาโดยตลอด โดยได้มีการศึกษาและป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดการรบกวนกันระหว่างคลื่นความถี่ที่ใช้ในระบบโทรคมนาคม กับคลื่นที่ใช้ในการเดินรถไฟฟ้า โดยได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อ กสทช. ประกาศแผนในการนำคลื่นความถี่ 2500-2600 MHz มาประมูลเพื่อใช้ในกิจการ 5G บีทีเอสจึงได้เข้าหารือรายละเอียดกับทาง กสทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร และกรมการขนส่งทางราง เพื่อเตรียมการป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบกับการเดินรถ รวมทั้งได้มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับทางผู้ผลิตและติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณการเดินรถของบีทีเอสเอง และทางเอไอเอส ผู้ให้บริการโทรคมนาคม ที่ชนะการประมูลคลื่น 2500-2600 MHz ซึ่งเป็นคลื่นที่อยู่ใกล้ชิดกับคลื่นวิทยุ 2400-2500 MHz ที่ระบบอาณัติสัญญาณของรถไฟฟ้าบีทีเอสใช้อยู่ ได้มีการทำงานร่วมกับเอไอเอสอย่างใกล้ชิด เพื่อทดสอบและป้องกันปัญหาเรื่องคลื่นรบกวน โดยได้มีมาตรการร่วมกัน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับการเดินรถ แม้ว่าการทดสอบเบื้องต้นจะไม่พบปัญหาใด ๆ แต่เราจะยังคงร่วมมือกันเดินหน้าทดสอบอย่างต่อเนื่อง ในทุกช่วงเวลา และทุกเส้นทางเพื่อให้เกิดความมั่นใจต่อผู้ใช้บริการของทั้ง 2 องค์กร ขณะที่บีทีเอสเองก็ได้ลงทุนติดตั้งระบบป้องกันตัวกรองคลื่น ในกรณีที่พบการรบกวนแฝงจากคลื่นความถี่ต่าง ๆ เพื่อให้การเดินรถไม่เกิดปัญหาในระยะยาว”

ขณะที่ นายวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า “เอไอเอสให้ความสำคัญกับการป้องกันผลกระทบจากคลื่นความถี่มาโดยตลอด และทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับบีทีเอสซึ่งเป็นระบบขนส่งมวลชนที่สำคัญของคนเมือง เอไอเอสได้ร่วมมือกันทดลอง ทดสอบมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2562ก่อนเปิดประมูลและเข้มข้นยิ่งขึ้นหลังจากประมูลเรียบร้อย ในทุกเส้นทางรถไฟฟ้า ซึ่งอยู่ในพื้นที่ขยายเครือข่ายทั้ง 4G / 5G โดยการทดสอบในเบื้องต้นยังไม่พบผลกระทบแต่อย่างไรก็ตามเราจะยังคงเดินหน้าทดสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความอุ่นใจให้ผู้โดยสารและสร้างความเชื่อมั่นว่า ประชาชนจะได้ใช้งานระบบสื่อสารและระบบโดยสารที่ดีที่สุด อย่างแน่นอน”

ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางราง ขอขอบคุณ กสทช. บีทีเอส และเอไอเอส ในการสนับสนุนและร่วมมือในการแก้ไขปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบการเดินรถไฟฟ้า เพื่อให้ประชาชนได้รับความปลอดภัย และใช้งานทั้งระบบการสื่อสารและระบบโดยสารรถไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

คลิปมาใหม่

ข่าวใหม่วันนี้

มือถือมาใหม่

กำลังมาแรง