Connect with us

IT News

เปิดตัว Lenovo 300e​ ใช้ดินสอธรรมดาเขียนหน้าจอได้เลย

Published

on

ความสามารถใหม่ที่ทาง Microsoft และพันธมิตรอย่าง Acer, Lenovo, Dell ได้ร ร่วมมือกันคิดค้นขึ้นนี้ ความสามารถใหม่นี้คือการใช้ดินสอธรรมดาเขียนบนหน้าจอได้แทนปาการสไตล์ลัสได้แล้ว

Microsoft และพันธมิตร ได้เปิดตัวโน้ตบุ๊กราคาประหยัดเพื่อเจาะตลาดนักเรียนนักศึกษา จำนวน 7 รุ่นด้วยกัน ที่มีราคาเริ่มต้นที่ 189 เหรียญสหรัฐ และ 300 เหรียญสหรัฐสำหรับโน้ตบุ๊คที่สามารถพับได้ 2-in-1 และสิ่งที่น่าสนใจที่สุดก็คือโน้ตบุ๊คที่สามารถพับได้อย่าง Lenovo 300e​ (2-in-1) ที่มีช่องสำหรับการเก็บปากกาสไตล์ลัสด้วย แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ในบ้างครั้งการดึงเข้าดึงออกปากกาสไตล์ลัสมันอาจจะเป็นเรื่องลำบาก เราสามารถใช้ดินสอธรรมดาเขียนหน้าจอแสดงผลแทนปากกาสไตล์ลัสได้เลย โดยที่หน้าจอจะไม่มีริ้วรอยเลยด้วย

Lenovo 300e​

ซึ่งตอนนี้ทาง Microsoft และพันธมิตร ยังไม่เปิดเผยสเปกเครื่องของโน้ตบุ๊คเหล่านี้เพียงบอกข้อมูลอย่างเดียวว่าจะรันบนระบบปฏิบัตการ Windows 10S โดยโน้ตบุ๊ตทั้ง 7 รุ่นมีดังนี้

  • Lenovo 100e
  • Lenovo 300e​ (2-in-1)
  • Lenovo 14w
  • Acer TravelMate B1​(B118-M)
  • Acer TravelMate Spin B1​ (B118-R/RN)
  • Acer TravelMate B1-141​
  • Dell Latitude 3300 for Education

ที่มา educationblog

IT News

ASUS ส่ง ZenBook Duo 14 (UX482) ล่าสุดจาก CES 2021 พร้อมวางจำหน่ายในไทย พร้อมเปิดตัว ZenBook 13 OLED (UX325) และ เครื่องคอมพิวเตอร์ AiO V241

Published

on

By

บริษัท เอซุส (ประเทศไทย) เปิดตัวสินค้าใหม่พร้อมกันสามรุ่น ได้แก่ ZenBook Duo 14 (UX482) โน้ตบุ๊กสองจอขนาด 14 นิ้วที่มาพร้อม ScreenPad Plus โฉมใหม่ ยกหน้าจอที่สองเพื่อให้ผู้ใช้อ่านได้ง่ายขึ้น ช่วยระบายความร้อน และทำงานร่วมกับหน้าจอหลักอย่างลื่นไหล เพื่อการสร้างสรรค์งานและการทำงานแบบมัลติทาสก์ โดยเปิดตัวล่าสุด ณ งาน CES 2021 พร้อมด้วย ZenBook 13 OLED (UX325) ขนาด 13 นิ้ว โดดเด่นด้วยหน้าจอความคมชัดระดับ OLED และเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะออล-อิน-วันขนาด 24 นิ้ว  AiO V241 ส่งมอบประสบการณ์ใช้งานที่ดีเยี่ยมแก่ลูกค้าเอซุสเช่นเคย โดย Asus Zenbook Duo 14 พร้อมวางจำหน่ายทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2564 เป็นต้นไป ส่วน AiO V241 พร้อมวางจำหน่ายวันที่ 25 มกราคม 2564 และ Zenbook 13 OLED (UX325) พร้อมวางจำหน่ายต้นเดือนกุมภาพันธ์ เป็นต้นไป

ZenBook Duo 14 (UX482)

ZenBook Duo 14 UX482 ในปี 2021 นับเป็นรุ่นต่อยอดจาก ZenBook Duo UX481 โน้ตบุ๊กสองหน้าจอเจนเนอเรชั่นแรกที่ได้รับการตอบรับจากกลุ่มนักสร้างคอนเทนต์อย่างดีเยี่ยม โดยในครั้งนี้มาพร้อมโปรเซสเซอร์สูงสุด 11th Generation Intel Core i7 หน่วยความจำ (RAM) ขนาด 16 GB ที่ช่วยให้การทำงานระหว่างหน้าจอหลักและจอ ScreenPad Plus ขนาด 12.6 นิ้วเป็นไปได้อย่างราบรื่น โดยมาพร้อมหน่วยเก็บข้อมูลสูงสุด 1 TB PCIe 3.0 x4 SSD นอกจากนี้ ZenBook Duo ยังนำเสนอเทคโนโลยี ASUS Intelligent Performance Technology (AIPT) ที่ทำงานร่วมกับ 11th Gen Intel โปรเซสเซอร์ในการเร่งประสิทธิภาพการทำงานอย่างอัจฉริยะ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้กว่า 40% เมื่อเทียบกับโน้ตบุ๊กทั่วไป ZenBook Duo 14 มีการ์ดจอให้ผู้ใช้ได้เลือกใช้งานอย่าง Iris Xe graphics และ NVIDIA GeForce® MX450 ช่วยให้ผู้ใช้สามารถทำงานทางด้านภาพ และมัลติทาสก์ได้อย่างลื่นไหล เจาะกลุ่มนักออกแบบคอนเทนต์ระดับเริ่มต้นที่มองหาอุปกรณ์คู่ใจในการทำงาน

ScreenPad Plus จอยกแบบใหม่

ZenBook Duo 14 (UX482) นำเสนอจอ ScreenPad Plus ใหม่ที่ทำหน้าที่เป็นจอสัมผัสที่สอง ขนาด 12.6” มาพร้อมความละเอียด 3840 x 1100 พร้อมปรับความสว่างได้สูงถึง 400 nits โดยจอ ScreenPad Plus จะยกทำมุม 7 องศาโดยอัตโนมัติ ช่วยลดแสงสะท้อนเพื่อให้ผู้ใช้สามารถอ่านได้ดียิ่งขึ้น พร้อมทำงานคู่กับหน้าจอหลักที่นำเสนอขอบจอบางทั้งสี่ด้านได้อย่างไร้รอยต่อ ทั้งนี้ผู้ใช้ยังสามารถวางโน้ตบุ๊กบนแท่นวางที่ให้มาพร้อมกับเครื่อง เพื่อใช้งานปากกาสไตลัสได้อย่างสบายมือ โดยสามารถรับแรงกดได้มากถึง 4096 ระดับ เหมาะสำหรับการใช้งานวาดหรือเขียนได้อย่างอิสระ

ScreenPad Plus ยังแนะนำซอฟต์แวร์ ScreenXpert 2 ที่ได้รับการพัฒนา โดยช่วยให้การทำงานคล่องตัวยิ่งขึ้น ทั้งยังแนะนำแอพลิเคชันที่สามารถปรับแต่งการใช้งาน ช่วยให้ใช้โปรแกรมด้านครีเอทีฟได้อย่างสะดวกเช่นการปรับขนาดหัวแปรง, ปรับความคมชัด และอื่นๆ โดยทำงานร่วมกับโปรแกรม Adobe Photoshop, Lightroom Classic, Premiere Pro และ After Effects และยังจะรองรับโปรแกรมอื่นๆมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ZenBook Duo 14 มาพร้อมพอร์ตเชื่อมต่อครบครัน ทั้งพอร์ต Thunderbolt™ 4 USB-C ล่าสุด ซึ่งรองรับการจ่ายไฟ (Power Delivery) และเชื่อมจอแสดงผล (DisplayPort) พร้อมแบนด์วิดท์ 40 Gbps ช่วยให้ผู้ใช้เชื่อมต่อจอแสดงผลภายนอกความคมชัดระดับ 8K หรือจอแสดงผล 4K UHD สองจอ ZenBook Duo 14 ยังมี WiFi 6 (802.11ax) ที่พร้อมเทคโนโลยี ASUS WiFi Master Premium ที่ช่วยให้การเชื่อมต่อ WiFi มีความเสถียรมากยิ่งขึ้น

ZenBook Duo 14 (UX482) วางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปในราคาเริ่มต้นที่ 39,990 บาท มาพร้อมการรับประกัน on-site service 3 ปีเต็ม พร้อมด้วย Microsoft Windows 10 และ Pre-installed Microsoft Office Home & Student 2019 ติดตั้งพร้อมใช้งาน

UX482EA-HY001TS ราคา 39,990 บาท (i5-1135G7/LPDDR4X 16G [ON BD.]/512G PCIEG3/4CELL 70WHr, SLEEVE, STYLUS, STAND/14” 100% sRGB Pantone Validated 1W Panel 400 nits/Screenpad +/Microsoft Windows 10/Microsoft Office Home & Student 2019)  (รุ่นนี้ผ่านมาตรฐาน Intel EVO platform)

UX482EG-HY002TS ราคา 49,990 บาท (i7-1165G7/LPDDR4X 16G [ON BD.]/1TB PCIEG3/MX450/4CELL 70WHr,SLEEVE,STYLUS,STAND/14” FHD 100% sRGB Pantone Validated 1W Panel 400 nits/Screenpad +/Microsoft Windows 10 Home/Microsoft Office Home & Student 2019)

นอกจากนี้ เอซุสยังเสนอส่วนลดพิเศษสำหรับ ZenBook Duo โน้ตบุ๊กสองหน้าจอเจนเนอเรชั่นแรก (UX481) ในราคาเริ่มต้นที่ 33,990 บาท เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกให้นักสร้างคอนเทนต์

Asus ZenBook 13 OLED (UX325)

เอซุส (ประเทศไทย) ยังเปิดตัว ZenBook 13 OLED (UX325) โน้ตบุ๊กที่มาพร้อมจอความคมชัดระดับ OLED ได้รับการรองรับค่าสี PANTONE® Validated, 100% DCI-P3 color gamut ให้ค่าสีที่ดำลึก พร้อมสัดส่วนจอภาพต่อเครื่องที่ 88%

ZenBook 13 OLED (UX325) มีน้ำหนัก 1.11 กก. บางเพียง 13.9 มม. แต่มาพร้อมพอร์ตเชื่อมต่อครบครัน รวมถึงพอร์ต HDMI, USB Type-A,  Thunderbolt™ 4 USB-C® และ microSD card reader ทั้งยังมาพร้อม ASUS NumberPad 2.0 ช่วยการใช้งานตัวเลข พร้อมแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้มากถึง 13 ชม, ดีไซน์คีย์บอร์ดแบบใหม่ตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ผู้ใช้พิมพ์งานได้สบายมือยิ่งขึ้น, กล้อง IR สำหรับการตรวจจับใบหน้า สำหรับการใช้งาน Windows Hello อย่างสะดวกสบาย

ZenBook 13 OLED (UX325) ส่งมอบความแรงแก่ผู้ใช้ด้วยโปรเซสเซอร์ 11th Generation Intel® Core™ i5 พร้อม Intel Iris Xe graphics และหน่วยความจำ (RAM) 8 GB, หน่วยเก็บข้อมูลขนาด 512 GB PCIE G3

ZenBook 13 OLED (UX325) พร้อมวางจำหน่ายตั้งแต่ ต้นเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไปในราคา 28,900 บาท มาพร้อมการรับประกัน on-site service 3 ปีเต็ม พร้อมด้วย Microsoft Windows 10 และ Pre-installed Microsoft Office Home & Student 2019 ติดตั้งพร้อมใช้งาน

UX325EA-KG001TS ราคา 28,900 บาท (i5-1135G7/LPDDR4X 8G [ON BD.]/512G PCIE G3/13” FHD OLED panel, 100% DCI-P3, Pantone Validated/Numpad/Sleeve/Microsoft Windows 10 Home/Microsoft Office Home & Student 2019)

ASUS V241

ASUS V241 เครื่อง all-in-one พีซีขนาด 23.8 นิ้ว สำหรับการใช้งานในทุกวัน มาพร้อมขอบจอบางความคมชัดระดับ Full HD ให้สัดส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่องที่ 88% ให้มุมมองการรับชมกว้างถึง 178 องศา เหมาะแก่การแสดงผลภาพและวีดีโอ พร้อมค่าสีที่ตรง 100% sRGB  นอกจากนี้ยังนำเสนอเทคโนโลยีเฉพาะอย่าง ASUS Splendid and ASUS Tru2Life Video เพื่อภาพสดใส คมชัดทุกรายละเอียด ทั้งยังมีระบบ ASUS SonicMaster เพื่อคุณภาพเสียงอันทรงพลังด้วยลำโพงสองตัว ให้เสียงเบสที่หนักแน่นและครบอรรถรส

ASUS V241 มาพร้อมโปรเซสเซอร์ล่าสุด 11th Generation Intel® สูงสุด Core™ i5, หน่วยประมวลผลกราฟิก Intel Iris Xe รุ่นใหม่ล่าสุด, หน่วยความจำ (RAM) ขนาด 8 GB พร้อมหน่วยเก็บข้อมูลสูงสุด 1 TB HDD + 256GB SSD เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เหมาะกับการใช้งานในทุกๆวัน ไม่ว่าจะเป็นการเล่นอินเทอร์เน็ต, ดูวิดีโอ หรือใช้งานอีเมล

สำหรับพอร์ตเชื่อมต่อก็มาพร้อมพอร์ต USB 3.2 Gen 1 Type-A ช่วยในการโอนย้ายข้อมูลได้เร็วกว่าปกติ 10 เท่า มาพร้อมพอร์ต USB 2.0, พอร์ต HDMI และพอร์ตเชื่อมต่อหูฟัง พร้อมด้วย WiFi 5 (802.11ac) สำหรับการเชื่อมต่อไร้สายที่รวดเร็ว

ASUS V241 รุ่นโปรเซสเซอร์ Core i5 ยังมาพร้อม Microsoft Windows 10 และ Pre-installed Microsoft Office Home & Student 2019 ติดตั้งพร้อมใช้งาน ASUS V241 พร้อมวางจำหน่ายตั้งแต่ 25 มกราคม 2564 เป็นต้นไปในราคาเริ่มต้น 17,990 บาท พร้อมการรับประกัน on-site service 3 ปีเต็ม ทุกรุ่น รายละเอียดเพิ่มเติมดังนี้

V241EAK-BA010TS ราคา 24,990 บาท (Intel i5-1135G7/Intel Iris Xe graphics/DDR4 8GB/1TB HDD + 256G PCIE G3 SSD/UMA/23.8” FHD LCD/8X S-M DL(EXTERNAL DVD)/WIFI5(802.11AC)2*2+BlueTooth /Microsoft Windows 10 + Microsoft Office Home & Student 2019)

V241EAK-BA060T ราคา 17,990 บาท (Intel i3-1115G4/DDR4 8GB/512G PCIE G3 SSD/UMA/23.8 FHD LCD/8X S-M DL(EXTERNAL DVD)/WIFI5+BlueTooth/Microsoft Windows10)

ติดตามข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่:

ZenBook Duo14 UX482 : https://bit.ly/3oU31SF

ZenBook 13 OLED UX325 : https://bit.ly/39GZxg3

Asus V241: https://bit.ly/2XOxJ3Z

ผลิตภัณฑ์ของ ASUS วางจำหน่ายผ่านตัวแทนชั้นนำทั่วประเทศ: https://bit.ly/3alNWSB

ASUS Official Store บน Shopee: https://bit.ly/2UEpBCb

ASUS Official Store บน Lazada: https://bit.ly/2UBBmcJ

Continue Reading

IT News

เก็บทุกโมเมนต์ เป็นคอนเทนต์น่าจดจำด้วย Samsung Galaxy S21 และ Galaxy S21+

Published

on

By

บริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด เปิดตัว Galaxy S21 5G และ Galaxy S21+ 5G สมาร์ทโฟนแฟลกชิปรุ่นล่าสุด ที่ได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงไลฟ์สไตล์คนในยุคปัจจุบัน เพื่อให้สามารถแชร์เรื่องราวของคุณได้ง่ายๆ โดย Galaxy S21 5G series มาพร้อมกับนวัตกรรมอันล้ำสมัยเพื่อรองรับการใช้งานอย่างเต็มที่ในทุกช่วงเวลา การพลิกโฉมงานดีไซน์เพื่อเพิ่มความโดดเด่น การพัฒนากล้องระดับโปรเพื่อผู้ใช้งานทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่น รวมถึงการนำเสนอระบบปฏิบัติการที่ทันสมัยที่สุดเท่าที่เคยมีมาในสมาร์ทโฟนตระกูลกาแลคซี่ โดยกาแลคซี่ดีไวซ์แต่ละชิ้นสามารถเชื่อมต่อถึงกันได้อย่างทรงพลังและมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีเพียงซัมซุงเท่านั้นที่สามารถมอบให้ได้

ดร. ทีเอ็ม โรห์ ประธานฝ่าย โมบายล์ คอมมูนิเคชั่น ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ กล่าวว่า “เมื่อพวกเราหลายคนต้องทำงานแบบ Remote Working และใช้เวลาอยู่ที่บ้านมากขึ้น ทำให้โลกในยุคปัจจุบันได้กลายมาเป็น
โลกแห่งสมาร์ทโฟนโดยสมบูรณ์แบบ ด้วยเหตุนี้ Galaxy S21 5G series สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่จากซัมซุงจึงได้รับการออกแบบมาเพื่อส่งมอบประสบการณ์การใช้งานด้านมัลติมีเดียที่หลากหลายและเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม พร้อมมอบอิสระให้ผู้ใช้ได้เลือกสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดและเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตนมากที่สุด”

นับเป็นเวลากว่าทศวรรษแล้วที่ Galaxy S series ได้ส่งมอบประสบการณ์ของสมาร์ทโฟนระดับแฟลกชิปที่โดดเด่นและแตกต่างเพื่อเป็นเครื่องมือในการบอกเล่าเรื่องราว เชื่อมต่อ และสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้ใช้ โดย Galaxy S21 5G ได้รับการพัฒนาเพื่อส่งต่อความพรีเมียมของสมาร์ทโฟนระดับแฟลกชิปที่จะมาทำให้ทุกวันของผู้ใช้กลายเป็นวันที่น่าจดจำ

ดีไซน์ใหม่สไตล์ คอนทัวร์ คัท’ อันโดดเด่น

Galaxy S21 5G มาพร้อมกับดีไซน์ที่สวยงาม บางเบา ขนาดพอดีมือด้วยจอแสดงผลขนาด 6.2 นิ้ว ในขณะที่ Galaxy S21+ 5G โดดเด่นด้วยจอขนาดใหญ่เต็มตาขนาด 6.7 นิ้ว[1] และความจุแบตเตอรี่ที่มากขึ้นเพื่อให้เหล่าเกมเมอร์และสายซีรีส์ได้เพลิดเพลินกับคอนเทนต์อย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุด[2] โดย Galaxy S21 5G series สร้างความแตกต่างด้วยการดีไซน์กล้องใหม่สไตล์ ‘คอนทัวร์ คัท (Contour cut)’ สุดไอคอนิกที่ผสานเข้ากับกรอบโลหะเพรียวบาง โฉบเฉี่ยวได้อย่างลงตัว โดย S21 และ S21+ มีหลายสีใหม่ให้เลือก รวมถึงสี Phantom Violet อันเป็นเอกลักษณ์ ที่มาบนวัสดุผิวด้านแบบ Haze Finish บริเวณด้านหลัง สะท้อนความเรียบหรู มีระดับได้เป็นอย่างดี 

Galaxy S21 5G series นำเสนอจอแสดงผลแบบ Dynamic AMOLED 2X Infinity-O 120Hz เพื่อการเลื่อนรับชมคอนเทนต์ที่ลื่นไหลสบายตา[3] พร้อมอัตราการปรับรีเฟรชเรทโดยอัตโนมัติตามประเภทของเนื้อหา ไม่ว่าจะเป็น
การดูฟีดในโซเชียลเน็ตเวิร์ก หรือคอนเทนต์วิดีโอต่างๆ รวมถึงอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ช่วยลดความเมื่อยล้าของสายตา อย่าง Eye Comfort Shield[4] ที่จะช่วยปรับตัวกรองแสงสีฟ้าโดยอัตโนมัติตามช่วงเวลาของวัน เนื้อหาที่กำลังรับชม รวมถึงให้สอดคล้องกับเวลานอนของผู้ใช้งาน

กล้องที่ดีที่สุดใน Galaxy ที่จะเก็บทุกโมเมนต์เป็นคอนเทนต์น่าจดจำ

Galaxy S21 5G series ยังคงส่งต่อความสุดยอดด้านนวัตกรรมกล้องของซัมซุงมาได้เป็นอย่างดี ด้วยการพัฒนากล้องระดับโปร รวมถึงนวัตกรรมด้านวิดีโอเพื่อให้ผู้ใช้งานทุกคน ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือมืออาชีพ ที่ถ่ายภาพด้วย S21 5G หรือ S21+ 5G แล้วได้ภาพที่ดีที่สุดอยู่เสมอ

สมาร์ทโฟนรุ่นนี้ยังมาพร้อมกับหลากหลายฟีเจอร์ที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น 8K Snap เวอร์ชั่นใหม่ ที่จะช่วยให้ผู้ใช้แคปเจอร์ภาพจากวิดีโอ 8K ได้คมชัดยิ่งขึ้น ดังนั้นคุณจึงสามารถบันทึกภาพวิดีโอได้อย่างเต็มที่ ก่อนจะมาเลือกภาพนิ่งที่ประทับใจในภายหลังได้อย่างที่ต้องการ และไม่ว่าคุณจะอยู่ท่ามกลางความเร็วหรือสภาพแวดล้อมที่สั่นไหว คุณก็ยังจะได้ภาพวิดีโอที่ลื่นไหล ปราศจากอาการเบลอและสั่น ด้วย Super Steady ด้วยระดับการบันทึกแบบ 60fps ที่เวอร์ชั่นใหม่[5]

นอกจากนี้ อีกหนึ่งฟีเจอร์ใหม่ล่าสุด Director’s View กับการแสดงมุมมองได้หลากหลายเลนส์ก่อนถ่ายจริง เพื่อให้ผู้ใช้เลือกเปลี่ยนเลนส์ได้ง่ายๆ ว่าจะถ่ายซูม หรือมุมกว้าง เพื่อวิดีโอที่สมบูรณ์แบบโดยไม่ต้องตัดต่อ ทั้งนี้ สำหรับสาย Vlog สมาร์ทโฟนรุ่นนี้ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ Vlogger View ที่สามารถบันทึกภาพจากทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังได้พร้อมกัน รวมถึงการแสดงภาพตัวอย่าง ด้วย Live Thumbnails เพื่อนำเสนอมุมมองผ่านเลนส์อื่นๆ การซูมภาพ หรือการเปลี่ยนเป็นภาพมุมกว้างได้อย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุด ทั้งนี้ เมื่อจับคู่การใช้งาน Galaxy S21 5G series เข้ากับ Galaxy Buds Pro[6] หูฟังไร้สายรุ่นใหม่ล่าสุดของซัมซุง ผู้ใช้จะสามารถบันทึกทั้งเสียงรอบข้างและเสียงของตนเองได้ในเวลาเดียวกันจากการบันทึกเสียงผ่านไมโครโฟนหลายตัว (multiple mic recording)[7] รวมถึงใช้หูฟังรุ่นนี้แทนไมค์ลอย เมื่อต้องการบันทึกเสียงผู้พูดจากระยะไกลได้อีกด้วย นอกจากนี้ ด้วยความชาญฉลาดของ AI ทำให้ฟีเจอร์ Single Take[8] ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากหลังจากการเปิดตัวเมื่อปีที่ผ่านมา ได้รับการพัฒนาให้บันทึกทั้งภาพนิ่งและวิดีโอได้หลากหลายรูปแบบยิ่งขึ้นกว่าเดิม ผ่านการตั้งค่าวิดีโอแบบใหม่ เช่น ไฮไลท์วิดีโอ หรือ Dynamic Slo-mo 

กล้องสามเลนส์ระดับโปรที่ทำงานร่วมกับ AI ของ Galaxy S21 5G และ Galaxy S21+ 5G ได้รับการออกแบบมาให้สามารถประเมินและปรับภาพเพื่อบันทึกทุกช่วงเวลาและทุกสถานการณ์ได้อย่างครบถ้วนและสมบูรณ์แบบ
โดยในโหมดถ่ายภาพบุคคล (Portrait Mode) กล้องจะใช้ระบบการวิเคราะห์แบบ 3 มิติเพื่อแยกวัตถุออกจากพื้นหลังได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น รวมถึงยังมีตัวเลือกสำหรับการจัดแสงในสตูดิโอเสมือนจริง (Virtual studio) และเอฟเฟกต์
พื้นหลังจาก AI เพื่อให้วัตถุโดดเด่นขึ้นมา โดยโหมดนี้สามารถนำมาใช้กับการถ่ายภาพแบบเซลฟี่ได้อีกด้วย

สำหรับภาพระยะไกล ฟีเจอร์ Space Zoom ที่ได้รับการพัฒนาใหม่ จะให้ผลลัพธ์ของภาพที่คมชัดมากกว่าเดิมด้วย Zoom Lock ใหม่ที่ให้ AI กำหนดจุดโฟกัสให้อยู่ตรงกลางเฟรม เพื่อลดผลกระทบจากอาการมือสั่นเมื่อบันทึกภาพด้วยการซูม 30 เท่า พร้อมเพิ่มการประมวลผลภาพเพื่อมอบภาพที่สว่างสดใสขึ้น ไม่ว่าจะอยู่ในที่มืดแค่ไหนก็ตาม

Galaxy Ecosystem ที่สุดแห่งการเชื่อมต่อ พร้อมประสิทธิภาพอันทรงพลัง

Galaxy S21 5G มาพร้อมกับชิปเซ็ตรุ่นใหม่และทันสมัยที่สุดใน Galaxy ที่จะมอบความเร็ว ความสามารถด้านการจัดการพลังงาน[9] และระบบการประมวลผลขั้นสูง เพื่อรองรับการเชื่อมต่อแบบ 5G และการประมวลผล AI ผ่านเครื่องโดยตรง (On-device AI)[10] ซึ่งสมาร์ทโฟนรุ่นนี้อัดแน่นไปด้วยขุมพลังทั้งหมดที่ผู้ใช้งานต้องการ เพื่อประมวลผลภาพถ่ายวิดีโอด้วยความคมชัดระดับ 8K การเล่นเกมบนคลาวด์แบบมาราธอน หรือแม้กระทั่งการสร้างสรรค์คลิปวิดีโออันสมบูรณ์แบบ

ทั้งนี้ จากการที่เราพึ่งพาสมาร์ทโฟนของเรามากขึ้นกว่าเดิม ทำให้การปกป้องข้อมูลอันละเอียดอ่อนมีความสำคัญมากกว่าที่เคย ด้วยเหตุนี้ Galaxy S21 5G series จึงได้เพิ่มระบบความปลอดภัยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ด้วย Samsung Knox Vault แพลตฟอร์มความปลอดภัยระดับชิปเซ็ต (SoC) ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของซัมซุงโดยเฉพาะ รวมถึงการนำเสนอเครื่องมือใหม่เพื่อปกป้องและตรวจสอบความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน ด้วยการที่ให้ผู้ใช้สามารถลบข้อมูล Metadata ของตำแหน่งที่อยู่ออกจากรูปภาพก่อนทำการแชร์ได้ และด้วยฟังก์ชัน Private Share[11] ผู้ใช้ยังสามารถกำหนดรายชื่อบุคคลที่จะเข้าถึงเนื้อหา พร้อมทั้งระยะเวลาในการเข้าใช้งาน เพื่อการแบ่งปันเนื้อหาได้อย่างไร้กังวลอีกด้วย

Galaxy S21 5G series ได้รับการออกแบบมาเพื่อใช้งานร่วมกับกาแลคซี่ดีไวซ์อื่นๆ ด้วยเช่นกัน ซึ่งด้วย SmartThings Find ผู้ใช้จะสามารถค้นหาอุปกรณ์ในกาแลคซี่ อีโคซิสเต็มได้แม้ในขณะที่ออฟไลน์ ดังนั้น ไม่ว่าผู้ใช้จะลืมอุปกรณ์ไว้ในห้อง ใต้เบาะรถยนต์ หรือแม้กระทั่งลืมไว้ในสถานที่อื่น ฟีเจอร์นี้จะช่วยบอกตำแหน่งและทิศทางของอุปกรณ์ดังกล่าวได้อย่างถูกต้อง และล่าสุดตอนนี้เรายังสามารถค้นหาสิ่งของทั่วไปได้อีกด้วย ผ่าน Galaxy SmartTag[12] อุปกรณ์ติดตามอัจฉริยะชิ้นใหม่ของซัมซุงที่ช่วยในการระบุตำแหน่งของบลูทูธ เพียงแค่นำไปติดไว้กับกุญแจ กระเป๋า หรือแม้แต่ปลอกคอของสัตว์เลี้ยง เราก็จะทราบตำแหน่งสิ่งนั้น ผ่าน SmartThings Find ได้ด้วยเช่นกัน

บริการ Samsung CARE+

Galaxy S21 series มาพร้อมกับบริการเพิ่มความมั่นใจแก่ผู้ใช้งานอย่าง Samsung Care+ (ซัมซุง แคร์ พลัส) ซึ่งให้บริการส่งช่างเทคนิคจากศูนย์บริการซ่อมถึงบ้านในพื้นที่ให้บริการที่กำหนดโดยซัมซุง หรือบริการรับ-ส่ง เครื่องซ่อมในกรณีอยู่นอกพื้นที่ให้บริการหรือมีการเปลี่ยนอะไหล่[13] รวมถึงครอบคลุมความเสียหายที่เกิดจากอุบัติเหตุ หน้าจอแตก และความเสียหายที่เกิดจากของเหลวเป็นระยะเวลา 1 ปี[14] สามารถติดตามรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการ Samsung Care+ ได้ที่ https://www.samsung.com/th/offer/samsung-care-plus/

สำหรับในประเทศไทย Galaxy S21 5G จะมาในสี Phantom Pink, Phantom Gray และ Phantom Violet ในขณะที่ Galaxy S21+ 5G จะมาในสี Phantom Violet, Phantom Black และ Phantom Silver

Continue Reading

IT News

Xiaomi 1More Omthing AirFree หูฟังไร้สายสุดฮิต เพียง 599 บาท

Published

on

1More Omthing AirFree เป็นหูฟังไร้สายที่ได้รับความนิยมมากบน Xiaomi Youpin ด้วยดีไซน์ที่ดูเท่และฟีเจอร์ด้านเสียงที่ครบ ในราคาสุดคุ้มเพียง 599 บาท ไปดูกันว่าเจ้าหูฟังตัวนี้น่าสนใจอย่างไร

Xiaomi 1More Omthing AirFree

ตัวหูฟังมาพร้อมดีไซน์และผิวสัมผัสแบบด้านทำให้เวลาหยิบใช้งานถนัดมือ ไม่ลื่น และมาพร้อมไมโครโฟนที่ยื่นออกมาที่ก้านหูฟัง ลดเสียงรบกวนได้ ช่วยให้เสียงคุยชัดขึ้น

หลังจากเชื่อมต่อหูฟังกับสมาร์ทโฟนครั้งแรกแล้ว ต่อไปแค่เปิดฝาเคสก็จะเชื่อมต่อเองอัตโนมัติ หยิบขึ้นมาใส่หูเพื่อฟังเพลงหรือคุยโทรศัพท์ได้เลย และเป็นหูฟังแบบอินเอียร์ ใส่สบายหู และไม่หล่นหายง่าย

Xiaomi 1More Omthing AirFree

สเปคตัวหูฟัง น้ำหนักรวมทั้งหมดเพียง 43 กร้ม ทำให้พกพาได้สบายๆ รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth 5.0 และพอร์ตชาร์จก็เป็นสมัยใหม่ด้วย USB Type-C

เรียกได้ว่า Xiaomi 1More Omthing AirFree เป็นหูฟังไร้สายที่น่าจะถูกใจทุกคนอย่างแน่นอน ด้วยฟีเจอร์และราคาที่จับต้องกันได้ง่าย ใครสนใจก็ตามไปช้อปกันได้เว็บไซต์ JD Central คลิก

Continue Reading

กำลังฮอต

มือถือใหม่

คลิปล่าสุด

ข่าวใหม่วันนี้

กินเที่ยวกัน

กำลังมาแรง