ติดตามพวกเรา

ข่าวประชาสัมพันธ์

Instagram แนะธุรกิจในไทยใช้แพลทฟอร์มที่มีผู้ใช้กว่า 1 พันล้านคน สร้างความชื่นชอบต่อแบรนด์และขยายการเติบโต ในงาน Instagrammable Business

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

 

วันนี้ Instagram ได้จัดงานเสวนา ‘Instagrammable Business’ ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ณ สำนักงาน Facebook ประเทศไทย ภายใต้คอนเซ็ปต์ของ Instagram ที่มีศักยภาพในการสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ แบรนด์และครีเอเตอร์ เพื่อเป็นการฉลองการเติบโตอย่างต่อเนื่องของชุมชนบนแพลทฟอร์ม Instagram ในประเทศไทย โดยร่วมกับครีเอเตอร์และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแบรนด์ไทยอย่าง CAMP, Nurseryus และBFF_BKK เพื่อพูดคุยและร่วมแลกเปลี่ยนเคล็ดลับและหลักปฏิบัติที่ดีในการใช้งานเครื่องมือต่างๆ รวมถึงการสร้างการมีส่วนร่วมบนแพลทฟอร์มระดับโลกของ Instagram เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ

Instagram เป็นแพลทฟอร์มที่ประสบความสำเร็จในฐานะที่เป็นพื้นที่ที่ผู้คนและธุรกิจใช้ในการแสดงตัวตนของพวกเขา และเติบโตขึ้นมาเป็นชุมชนออนไลน์ที่มีผู้ใช้งานถึงมากกว่า 1 พันล้านคนทั่วโลก ซึ่งร้อยละ 80 ของผู้คนบน Instagram มีการติดตามธุรกิจบนแพลทฟอร์ม อีกทั้งการใช้งานInstagram ในประเทศไทยก็มีอัตราที่เติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง

ภายในงาน คุณชวดี วงศ์พยัต หัวหน้าฝ่ายธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม Facebook ประเทศไทย กล่าวว่า “วิธีการสื่อสารของผู้คนกำลังเปลี่ยนแปลงไป การมีกล้องถ่ายรูปอยู่ในโทรศัพท์มือถือทำให้ภาพถ่ายกลายเป็นภาษาในรูปแบบใหม่ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เราใช้รูปภาพในการพูดคุยกัน เพื่อสื่อสารว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เรากำลังคิดอะไรอยู่ และเพื่อเล่าเรื่องราวต่างๆ Instagram จึงกลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของผู้คนที่ช่วยให้พวกเขาเชื่อมต่อกับคนอื่นๆ ความชื่นชอบ หรือแม้กระทั่งสินค้าได้”

ไม่ว่าจะเป็นการใช้แฮชแท็ก การโพสต์เนื้อหาที่สร้างแรงบันดาลใจผ่าน Stories หรือการนำเสนอเรื่องราวและภาพเบื้องหลังของธุรกิจ ครีเอเตอร์และแบรนด์จำนวนมากทั่วโลกได้ใช้ประโยชน์อย่างหลากหลายและประสบความสำเร็จในการต่อยอดทางธุรกิจ จากบัญชีผู้ใช้งานกว่า 200 ล้านบัญชีต่อวัน ที่เยี่ยมชมโปรไฟล์ของธุรกิจอย่างน้อย 1 โปรไฟล์ต่อวัน โดยเมื่อเดือนมกราคม 2562 ที่ผ่านมา Instagram ได้ประกาศตัวเลขผู้ใช้งานฟีเจอร์ Storiesบนแพลทฟอร์มว่ามีมากกว่า 500 ล้านคนต่อวัน โดย Stories เป็นฟีเจอร์ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานได้แชร์วิดีโอในสไตล์ที่เป็นกันเองและไม่ต้องอาศัยคุณภาพการบันทึกสูง นอกจากนี้ Instagram ยังได้ฉลองความสำเร็จของฟีเจอร์ IGTV ซึ่งทำให้ผู้ใช้งานสามารถโพสต์วิดีโอแบบแนวตั้งที่มีความยาวมากขึ้นบนแพลทฟอร์มได้

ประเทศไทยนับเป็นประเทศที่มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในการใช้งาน Instagram คนไทยเริ่มมีส่วนร่วมและสื่อสารกับศิลปิน นักร้อง และนักแสดงที่พวกเขาชื่นชอบเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น ญาญ่า อุรัสยา เสปอร์บันด์, ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่, ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต, และลิเดีย ศรัณย์รัชต์ ดีน คนไทยยังมีการค้นหาเทรนด์แฟชั่นที่เป็นแรงบันดาลใจของพวกเขาผ่านการใช้แฮชแท็ก เช่น #เสื้อผ้าเกาหลี #เสื้อผ้าแนวสตรีท #เสื้อผ้าแฟชั่น ในขณะที่แบรนด์ขนาดเล็กซึ่งมีราคาย่อมเยา มักจะใช้แฮชแท็กอย่าง #เสื้อผ้าราคาถูก และ #พร้อมส่ง

สำหรับคนไทย Instagram กลายเป็นหนึ่งในแพลทฟอร์มแรกๆ ที่พวกเขาได้เข้าถึงและมีประสบการณ์ร่วมกับคอนเทนท์เนื้อหาด้านความงามและแฟชั่น โดยในประเทศไทย ประเภทของธุรกิจที่คนไทยค้นหาบน Instagram มากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนตัว แฟชั่น และความงาม ยิ่งไปกว่านั้น ชุมชนวงการแฟชั่นได้ใช้ Instagram มาตั้งแต่เริ่มแรกในการแสดงออกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงเบื้องหลังการทำงาน การสื่อถึงการเดินทางและพัฒนาการของคอลเล็คชั่นเสื้อผ้า ไปจนถึงการเปิดตัวคอลเล็คชั่นใหม่ด้วยการใช้ฟีเจอร์ Live เพื่อถ่ายทอดสดบรรยากาศจากรันเวย์ และInstagram ยังคงพัฒนาเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดอย่างต่อเนื่อง ด้วยการบุกเบิกและทดลองสิ่งใหม่ๆ บนแพลทฟอร์ม ในขณะเดียวกัน ชุมชนผู้ใช้งานบนInstagram ก็ให้การตอบรับอย่างเต็มที่กับการทดลองสิ่งใหม่ๆ ของวงการแฟชั่นที่เกิดขึ้นบนแพลทฟอร์ม โดยในแต่ละเดือน มีจำนวนผู้ใช้กว่า 150ล้านคนทั่วโลกที่สร้างบทสนทนาและพูดคุยถึงธุรกิจ
ความงามและแฟชั่น

ในปี 2561 ตลาดผลิตภัณฑ์ความงามในไทยเติบโตขึ้นร้อยละ 7.3 เมื่อเทียบกับปี 2560 ด้วยมูลค่าตลาดซึ่งมีการประเมินไว้อยู่ที่ 1.918 แสนล้านบาท[1] โดยผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหรือสกินแคร์ยังคงเป็นหมวดสินค้าความงามที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ในขณะที่เครื่องสำอางมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการเติบโตของอุตสาหกรรม โดยตลาดแฟชั่นในประเทศไทยมีมูลค่า 1.67 หมื่นล้านบาท[2] ทั้งนี้ ตลาดแฟชั่นและความงามในประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน และแพลทฟอร์มอย่าง Instagram ก็มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มอัตราการเติบโตนั้น

งานเสวนา Instagrammable Business ครั้งนี้ Instagram ได้รับเกียรติจากเหล่ากูรูและแบรนด์ด้านความงามและแฟชั่นของไทยที่กำลังเติบโต ได้แก่ บล็อกเกอร์ Nurseryus ผู้เชี่ยวชาญด้านการแต่งหน้าและศิลปะที่สอนวิธีการแต่งหน้าและมอบแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่หรูหราอย่าง BFF_BKK และ CAMP ชุมชนมัลติแบรนด์ที่นำเสนอสินค้ากว่า 15,000 ชิ้นจากแบรนด์แฟชั่นออนไลน์ชื่อดังกว่า 250แบรนด์ โดยเหล่ากูรูและแบรนด์ด้านความงามและแฟชั่นได้ร่วมแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเคล็ดลับและหลักปฏิบัติที่ดีรวมถึงเรื่องราวการทำงานที่Instagram มีบทบาทในการช่วยพัฒนาและสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจของพวกเขา

คุณชวดีกล่าวย้ำว่า “กูรูด้านความงามและแฟชั่นที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนอย่าง Nurseryus ได้ใช้ประโยชน์จาก Instagram เพื่อสร้างการเติบโตให้กับแบรนด์ของพวกเขา ซึ่งถูกค้นพบผ่านแพลทฟอร์มและยังมีผู้คนอีกมากมายที่ใช้งาน Instagram เพื่อสร้างและเปลี่ยนแปลงอาชีพของพวกเขาอย่างมีนัยสำคัญ”

การเสวนาดังกล่าวยังได้เน้นถึงความสำคัญของการให้บริการ Instagram Stories ในการสร้างการเติบโตให้กับชุมชน บล็อกเกอร์ Nurseryus ได้พูดถึงศักยภาพในการเล่าเรื่องของแบรนด์ที่ทรงพลังจาก Instagram ที่นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงให้กับแบรนด์ของเธอ ทำให้เธอสามารถโพสต์รูปภาพที่เป็นกันเองของตัวเธอเองและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ผ่าน Stories เมื่อเธอไม่มีเวลาเตรียมภาพถ่ายที่สวยงามในการโพสต์ลงบนฟีด นอกจากนี้ เธอได้ย้ำว่าฟีเจอร์ดังกล่าวช่วยให้เธอได้รับฟีดแบ็คจากผู้ติดตามแบบเรียลไทม์ และการโพสต์เนื้อหาอย่างสม่ำเสมอบนแพลทฟอร์ม ช่วยให้เธอสามารถขยายชุมชนของเธอด้วยจำนวนผู้ติดตามที่เพิ่มขึ้นถึง 500-1,000 คนต่อครั้ง สำหรับแบรนด์ BFF พวกเขาพบว่าการโพสต์รีวิวของลูกค้าซ้ำลงบน Stories ช่วยให้พวกเขาได้รับฟีดแบ็คที่ดีเยี่ยมจากผู้ติดตาม และยังช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมของลูกค้าและการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้าอีกด้วย

คุณจิตพล ศิริวัฒนเมธางกูร ผู้ร่วมก่อตั้ง CAMP BKK กล่าวว่า “Instagram เปลี่ยนแปลงธุรกิจแฟชั่นไปอย่างมากโดยเฉพาะสำหรับอุตสาหกรรมแฟชั่นที่มาไวไปไว (fast fashion) ข้อมูลจากการสำรวจระบุว่า ในปัจจุบัน เกือบครึ่งหนึ่งของลูกค้าทั้งหมดมีสินค้าในใจอยู่แล้ว ก่อนที่จะมาเลือกซื้อที่หน้าร้านหรือบนเว็บไซต์ ทำให้ Instagram ทำหน้าที่เป็นทั้งแคตตาล็อกและด่านหน้าที่ลูกค้าจะผ่านเข้ามาก่อนเป็นอันดับแรก นอกจากนี้ การอัพเดทสินค้าบนInstagram จะต้องมีความสอดคล้องกับสินค้าหน้าร้านและบนเว็บไซต์ด้วย”

ด้วยจำนวนธุรกิจทั่วโลกมากกว่า 25 ล้านรายที่อยู่บน Instagram ทำให้แพลทฟอร์มมองหาวิธีการที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถเชื่อมต่อกับชุมชนอย่างมีความหมายอยู่เสมอ ในระยะเวลาสองปีที่ผ่านมา Instagram ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนแบรนด์ต่างๆ ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของพวกเขาได้ดียิ่งขึ้นนอกจากนี้ บัญชีที่ได้รับการอัพเกรดเป็นโปรไฟล์ธุรกิจจะได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับประสิทธิภาพการทำงานของบัญชีของพวกเขา การโปรโมทโพสต์ การสร้างวิธีการเพื่อให้ผู้คนติดต่อพวกเขา และใช้เครื่องมือต่างๆ ที่มีให้บริการเพื่อพัฒนาธุรกิจของพวกเขา

คุณชวดีกล่าวสรุปว่า “เราจะยังคงบุกเบิกวิธีการสร้างสรรค์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้คนมีส่วนร่วมและดำเนินการบางอย่างกับธุรกิจ เราสามารถช่วยธุรกิจในการเปลี่ยนจากการที่ลูกค้าค้นหาแบรนด์มาสู่การทำให้ลูกค้ามีการซื้อขายและทำธุรกิจกับแบรนด์ได้มากยิ่งขึ้น ด้วยการกำจัดอุปสรรค์ต่างๆ ในการช้อปปิ้งให้กับผู้บริโภค นั่นคือเหตุผลที่เราสร้างเครื่องมือต่างๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการช้อปปิ้งผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือการส่งข้อความพูดคุยกับธุรกิจ โดยทุกอย่างจะสามารถทำได้ในขั้นตอนเดียวบน Instagram”

ข่าวประชาสัมพันธ์

เอบีม คอนซัลติ้ง เปิดเผยการศึกษาเกี่ยวกับ ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันในธุรกิจบริการทางการเงินในประเทศ พบความท้าทายที่ผลักดันสู่การเปลี่ยนแปลง

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

บริษัท เอบีม คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้เผยการศึกษาเรื่อง “Digital Transformation in Financial Services Industry (FSI) – Challenges Lie Ahead” หรือ “การปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลในธุรกิจบริการทางการเงิน – ความท้าทายที่รออยู่เบื้องหน้า” โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญในการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลของธุรกิจ คือความจำเป็นที่ต้องปรับตัวและพัฒนาตัวเองเพื่อรับมือกับการก้าวเข้ามาในตลาดของบรรดาคู่แข่ง หรือความจำเป็นที่ต้องนำหน้าผู้เล่นรายอื่น ๆ ในตลาด ซึ่งจากการศึกษาดังกล่าว เอบีมพบว่าสถาบันการเงินกว่า 90% มีการวางแผนที่จะลงทุนด้านดิจิทัลเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ผลจากการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลยังทำให้กลุ่มธุรกิจประกันภัยได้ผลกำไรเฉลี่ยสูงกว่าคู่แข่งถึง 63% โดยเอบีมแนะนำให้ธุรกิจบริการทางการเงินในไทยตัดสินใจดำเนินการโดยอิ้งจากโรดแมปที่ทางบริษัทควรจะมีและเริ่มต้นกระบวนการปรับเปลี่ยนเพื่อก้าวสู่ระบบดิจิทัล สำหรับแนวทางโรดแมปการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัล มี 3 แนวทาง คือ แนวทางที่ 1 เพื่อเป้าหมายให้ได้ส่วนที่เพิ่มขึ้นจากเดิม (Incremental Goal): การปรับเปลี่ยนกระบวนการให้เป็นดิจิทัล แนวทางที่ 2 เพื่อเป้าหมายสูงสุด (Ultimate Goal): การสร้างโมเดลธุรกิจใหม่โดยปรับปรุงห่วงโซ่คุณค่า หรือแนวทางที่ 3 เพื่อเป้าหมายสูงสุด: การพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ทั้งหมดให้เป็นรูปแบบดิจิทัล นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของพนักงาน ซึ่งจากการวิจัยยังพบว่าบริษัทที่ลงทุนกับการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับพนักงานจะมีผลกำไรเฉลี่ยเพิ่มมากกว่าถึง 4 เท่า

นายอิชิโร ฮาระ กรรมการผู้จัดการบริษัท เอบีม คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทที่ปรึกษา    ระดับโลก ผู้ให้บริการที่มีความเชี่ยวชาญด้านการปรับเปลี่ยนองค์กรธุรกิจในรูปแบบดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน    ในเครือบริษัท เอบีม คอนซัลติ้ง จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ได้เปิดเผยว่าสถาบันการเงินกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากการแข่งขันในปัจจุบันมากกว่าที่เคยเป็นมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฟินเทค บล็อกเชน บริษัทสตาร์ทอัพ สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ภาคธนาคาร และสถาบันอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ภาคการเงิน กำลังรุกตรงดิ่งเข้าสู่ธุรกิจต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว  ความเชี่ยวชาญด้านหนึ่งของเอบีม คือการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลในธุรกิจภาคการเงิน ดังนั้นบริษัทฯ จึงได้ศึกษาเรื่อง  “Digital Transformation in Financial Services Industry (FSI) –Challenges Lie Ahead” หรือ “การปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลในธุรกิจบริการทางการเงิน – ความท้าทายที่รออยู่เบื้องหน้า” ซึ่งจากการศึกษานี้พบว่าแรงขับเคลื่อนสำคัญในการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัล คือความจำเป็นที่ต้องปรับตัวและพัฒนาตัวเองเพื่อรับมือกับการก้าวเข้าสู่ตลาดของบรรดาคู่แข่ง หรือความจำเป็นที่ต้องนำหน้าผู้เล่นรายอื่น ๆ ในตลาดที่กำลังใช้กลยุทธ์ด้านดิจิทัลเช่นเดียวกัน

“ในหลายตลาดที่พัฒนาแล้ว ผู้เล่นหน้าใหม่ได้ก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้า และทิ้งบรรดาธุรกิจดั้งเดิมไว้เบื้องหลัง ซึ่งกลุ่มผู้เล่นเหล่านี้กำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้ตลาดเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง ภายใต้แนวทางที่ให้ความสำคัญกับดิจิทัลเป็นอันดับแรก ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีที่มีความล้ำสมัยมากกว่าเดิม ซึ่งเพิ่มระดับความคาดหวังของลูกค้าที่มีต่อระบบดิจิทัล และจากการศึกษายังระบุด้วยว่า 3 ใน 4 หรือ 75% ของธุรกิจประกันภัยที่ได้รับการสำรวจ ต่างหวาดกลัวกับคู่แข่งที่เข้าสู่ระบบดิจิทัลและขับเคลื่อนองค์กรด้วยข้อมูล” นายฮาระกล่าว

โดยนายฮาระกล่าวต่อว่า จากประสบการณ์ในการเป็นปรึกษาเรื่องการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลให้แก่องค์กรขนาดใหญ่ เอบีมได้ออกแบบแนวทางโรดแมปในการปฏิบัติการปรับเปลี่ยนสู่ระบบดิจิทัลไว้ 3 แนวทาง กล่าวคือ

แนวทางที่ 1 เพื่อเป้าหมายให้ได้ส่วนที่เพิ่มขึ้นจากเดิม (Incremental Goal): การปรับเปลี่ยนกระบวนการให้เป็นดิจิทัล แนวทางนี้คือการเปลี่ยนระบบการทำงานแบบ Manual ไปเป็นระบบดิจิทัล ซึ่งเรียกกันอย่างไม่เป็นทางการว่า “การเปลี่ยนกระดาษให้เป็นระบบดิจิทัล” แม้ว่าการปรับเปลี่ยนนี้จะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบริษัทในยุคดิจิทัล แต่กลับเป็นเรื่องที่ถูกมองข้ามหรือเห็นว่าเป็นการดำเนินการขั้นพื้นฐาน โดยองค์กรหลายแห่งที่คำนึงถึงข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เลือกที่จะนำแพลตฟอร์มยุคใหม่มาใช้เพื่อครอบระบบเดิมที่มีอยู่ ขณะที่บางองค์กรเลือกที่จะเปลี่ยนระบบหลักใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ธุรกิจมีความคล่องตัวยิ่งขึ้น ทั้งสองแนวทางต่างเป็นรากฐานของกลยุทธ์ในการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลเช่นเดียวกับการที่องค์กรต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเป็นผู้นำตลาดในวันข้างหน้า

แนวทางที่ 2 เพื่อเป้าหมายสูงสุด (Ultimate Goal): การสร้างโมเดลธุรกิจใหม่โดยปรับปรุงห่วงโซ่คุณค่า แนวทางนี้เป็นการพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ที่อาศัยการแปรรูปหรือการปรับเปลี่ยนกระบวนการของธุรกิจทั่วทั้งห่วงโซ่คุณค่าให้ก้าวสู่ระบบดิจิทัล โดยเครื่องมือและระบบใหม่ ๆ ที่เริ่มนำมาใช้ในการปรับเปลี่ยนนั้นจะช่วยปรับปรุงส่วนผสมของผลิตภัณฑ์และบริการที่มีอยู่ได้ในหลากหลายรูปแบบ

แนวทางที่ 3 เพื่อเป้าหมายสูงสุด: การพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ทั้งหมดให้เป็นรูปแบบดิจิทัล แนวทางนี้เป็นการพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ทั้งหมด เหมือนกับที่บริษัทสตาร์ทอัพด้านฟินเทคนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่พลิกโฉมหน้าของธุรกิจ จนทำให้สถาบันบริการทางการเงินต้องหันมาทบทวนธุรกิจของตนและปรับตัวให้เข้ากับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

นายฮาระอธิบายว่า เป้าหมายสุดท้ายของโครงการปรับเปลี่ยนจะเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นกับการตัดสินใจขององค์กร โดยเป้าหมายสุดท้ายของการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลอาจเป็นเป้าหมายสูงสุด ซึ่งก็คือโมเดลธุรกิจใหม่ในรูปแบบดิจิทัล หรืออาจเป็นเป้าหมายในลักษณะให้ได้ส่วนที่เพิ่มขึ้นจากเดิม ซึ่งได้แก่การปรับปรุงธุรกิจปัจจุบันด้วยการขยายตลาดหรือปรับปรุงกระบวนการที่ทำอยู่ให้เป็นดิจิทัล จากการสำรวจบริษัทผู้ให้บริการทางการเงินส่วนใหญ่ยอมรับว่า มีความจำเป็นที่ต้องปรับปรุงระบบภายในให้ทันสมัย และมากกว่า 90% ระบุว่ามีแผนที่จะเพิ่มการลงทุนด้านดิจิทัลในที่ผ่านมาก จาก 1% ไปเป็นจำนวนมากกว่า 10%

บริษัทผู้ให้บริการทางการเงินที่เริ่มทำโครงการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลต่างเห็นการปรับปรุงที่ดีขึ้นในตัวชี้วัด    ต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงผลกำไรที่เพิ่มขึ้น การสนับสนุนที่เพิ่มขึ้นจากลูกค้า และอัตราการได้มาซึ่งลูกค้าใหม่ที่เร็วขึ้น  ตัวอย่างเช่น ผู้ให้บริการเงินกู้อย่าง แคปปิตอล วัน พบว่าอัตราการรักษาฐานลูกค้าเดิมดีขึ้นถึง 87% และต้นทุนต่อการได้มาซึ่งลูกค้าใหม่ลดลง 83% หลังจากที่ได้ลงทุนในระบบดิจิทัล ซึ่งบรรดาผู้ให้บริการประกันภัยที่ลงทุนกับการปรับปรุงระบบดิจิทัลให้ทันสมัยมีผลกำไรโดยเฉลี่ยมากกว่าคู่แข่งที่ไม่ได้ลงทุนในเรื่องดังกล่าวถึง  63%

“เราแนะนำให้บริษัทผู้ให้บริการทางการเงินตัดสินใจลงมือปรับเปลี่ยนและจัดทำโรดแมปของบริษัท รวมทั้งเริ่มดำเนินการปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ระบบดิจิทัล นอกจากนี้ จะต้องไม่ลืมว่าตลอดขั้นตอนการปรับเปลี่ยนทั้งหมดนั้น ระดับการมีส่วนร่วมของพนักงานเป็นสิ่งที่มีความสำคัญพอ ๆ กับระดับการมีส่วนร่วมของลูกค้า โดยพนักงานที่มีส่วนร่วมในระดับสูงจะสามารถใช้เครื่องมือดิจิทัลได้ดีกว่า และปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมได้เร็วยิ่งกว่า ทั้งนี้ สถาบันทางการเงินที่ปรับเปลี่ยนได้อย่างแท้จริง จะทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจควบคู่ไปกับการสร้างประสบการณ์ที่ดีในการทำงานให้กับพนักงาน ซึ่งถือเป็นเรื่องท้าทาย อย่างยิ่งโดยเฉพาะกับพนักงานที่คุ้นเคยกับระบบเดิม ๆ โดยบริษัทที่ลงทุนไปกับการสร้างประสบการณ์การทำงานให้กับพนักงานนั้นสามารถทำผลกำไรโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นได้มากกว่า 4 เท่า และมีรายได้เฉลี่ยต่อลูกค้าเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเทคโนโลยีจะมีบทบาทสำคัญ แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเทคโนโลยีนั้นสามารถช่วยสนับสนุนและตอบโจทย์ความต้องการของพนักงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่ต้องคล่องตัวขึ้นและสามารถทำงานได้แบบ “ทุกที่ ทุกเวลา” อีกทั้งในขณะเดียวกันจะต้องช่วยสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมของการเปลี่ยนแปลงและการสร้างสรรค์นวัตกรรมควบคู่กันไปด้วย” นายฮาระทิ้งท้าย

อ่านต่อ...

ข่าวประชาสัมพันธ์

OnePlus มอบส่วนลดค่าเครื่อง 26% พร้อมส่วนลดอุปกรณ์เสริมแท้สูงสุดถึง 50% ตั้งแต่วันนี้ถึง 2 มี.ค. 63

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

ส่งท้ายปลายเดือน OnePlus ขอมอบข้อเสนอสุดเร้าใจ OnePlus Pay Day กับส่วนลดค่าเครื่อง OnePlus 7 Pro สมาร์ตโฟนที่ได้รางวัลการันตีในความยอดเยี่ยมของการใช้งานรอบด้าน โดยเฉพาะสายเอนเตอร์เทนเม้นท์ตัวจริงไม่ควรพลาดไม่ว่าจะเป็นการดูหนังฟังเพลง กับหน้าจอใหญ่เต็มตา ไม่มีติ่ง รู หรือรอยบากมากวนใจ ให้คุณสนุกกับเกมดังสุดมันส์ได้อย่างจุใจกับชิปเซ็ทประมวลผล Qualcomm Snapdragon 855  และเพลิดเพลินกับการถ่ายภาพได้อย่างมืออาชีพกับกล้องหลัง 3 เลนส์ คมชัดทุกระยะ พร้อมกันนี้ยังมีข้อเสนอส่วนลดอุปกรณ์เสริมแท้สูงสุดถึง 50%

แคมเปญ Pay Day เมื่อสั่งซื้อ OnePlus 7 Pro รับส่วนลดค่าเครื่องสูงสุด 26% เริ่มต้น 14,999 บาท ผ่านช่องทาง Lazada ตามลิงก์นี้ >>> http://bit.ly/2Sj74tP ตั้งแต่ 27 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2563

  • OnePlus 7 Pro รุ่น 6+128 GB  จากราคา 18,990 บาท เหลือเพียง 14,999 บาท
  • OnePlus 7 Pro รุ่น 8+256 GB   จากราคา 19,990 บาท เหลือเพียง 16,999 บาท
  • OnePlus 7 Pro รุ่น 12+256 GB จากราคา 23,990 บาท เหลือเพียง 19,999 บาท

เท่านั้นยังไม่พอยังพบกับส่วนลดอุปกรณ์เสริมแท้ของ OnePlus Official ลดสูงสุด 50%  อาทิเช่น OnePlus 7 Pro Protective Case, OnePlus 6 Silicone Protective Case Red หรือ OnePlus 7T 3D Tempered Glass Screen Protector ผ่านช่องทาง Shopee : OnePlus Official Store ตามลิงก์นี้ >>> http://bit.ly/2T6Ch2P ตั้งแต่ 24 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2563 นี้เท่านั้น

ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับ OnePlus Thailand ได้ที่ Facebook Fanpage ตามลิงก์นี้  https://www.facebook.com/oneplusthailand หรือติดต่อสอบถาม OnePlus Call Center ได้ที่เบอร์ 02-793-3818

อ่านต่อ...

ข่าวประชาสัมพันธ์

3 หน่วยงานภาครัฐ-เอกชน นำโดย กรมการขนส่งทางราง รถไฟฟ้าบีทีเอส และเอไอเอส ผนึกกำลังร่วมทดสอบคลื่น 5G มั่นใจไม่สร้างผลกระทบผู้โดยสาร ด้านบีทีเอสเผยพร้อมป้องกันเต็มที่

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

ที่สถานนีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม นายสรพงศ์ ไพทูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง กระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ รถไฟฟ้าบีทีเอส และนายวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ร่วมกันยืนยันความพร้อมในการร่วมทดสอบการใช้คลื่นความถี่โทรคมนาคม เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับผู้โดยสารรถไฟฟ้า หลังจากมีการประกาศเปิดให้บริการ 5G โดยผลการทดสอบที่ผ่านมายังไม่พบผลกระทบกับการเดินรถแต่อย่างใด

นายสรพงศ์ ไพทูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง กระทรวงคมนาคม กล่าวว่า “กรมการขนส่งทางราง (ขร.) ในฐานะหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบงานด้านระบบรางของประเทศ ได้ให้ความสำคัญกับประชาชนผู้ใช้บริการระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนและผู้ใช้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ระบบ 5G จึงกำหนดให้มีการประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งลงพื้นที่ทดสอบคลื่นความถี่ ที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม ซึ่งเป็นการดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือระหว่างบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (AIS) ผู้ให้บริการคลื่นความถี่ 5G และ บีทีเอส ผู้ให้บริการระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน (สายสีเขียว) เพื่อตรวจสอบปัญหาและอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้น พร้อมหาวิธีป้องกันการเกิดผลกระทบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจในเสถียรภาพของระบบการเดินรถไฟฟ้า ซึ่งผลการทดสอบในเบื้องต้น ยังไม่พบผลกระทบแต่อย่างใด  อย่างไรก็ตาม กรมการขนส่งทางรางได้ขอให้ทั้งสองหน่วยงานดำเนินการทดสอบผลกระทบอย่างต่อเนื่อง และให้บีทีเอสดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์กรองคลื่นรบกวนตลอดแนวเส้นทางรถไฟฟ้าให้ครบภายใน 5 เดือน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล”

นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ รถไฟฟ้าบีทีเอส ย้ำว่า “ที่ผ่านมา บีทีเอส ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาโดยตลอด โดยได้มีการศึกษาและป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดการรบกวนกันระหว่างคลื่นความถี่ที่ใช้ในระบบโทรคมนาคม กับคลื่นที่ใช้ในการเดินรถไฟฟ้า โดยได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อ กสทช. ประกาศแผนในการนำคลื่นความถี่ 2500-2600 MHz มาประมูลเพื่อใช้ในกิจการ 5G บีทีเอสจึงได้เข้าหารือรายละเอียดกับทาง กสทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร และกรมการขนส่งทางราง เพื่อเตรียมการป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบกับการเดินรถ รวมทั้งได้มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับทางผู้ผลิตและติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณการเดินรถของบีทีเอสเอง และทางเอไอเอส ผู้ให้บริการโทรคมนาคม ที่ชนะการประมูลคลื่น 2500-2600 MHz ซึ่งเป็นคลื่นที่อยู่ใกล้ชิดกับคลื่นวิทยุ 2400-2500 MHz ที่ระบบอาณัติสัญญาณของรถไฟฟ้าบีทีเอสใช้อยู่ ได้มีการทำงานร่วมกับเอไอเอสอย่างใกล้ชิด เพื่อทดสอบและป้องกันปัญหาเรื่องคลื่นรบกวน โดยได้มีมาตรการร่วมกัน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับการเดินรถ แม้ว่าการทดสอบเบื้องต้นจะไม่พบปัญหาใด ๆ แต่เราจะยังคงร่วมมือกันเดินหน้าทดสอบอย่างต่อเนื่อง ในทุกช่วงเวลา และทุกเส้นทางเพื่อให้เกิดความมั่นใจต่อผู้ใช้บริการของทั้ง 2 องค์กร ขณะที่บีทีเอสเองก็ได้ลงทุนติดตั้งระบบป้องกันตัวกรองคลื่น ในกรณีที่พบการรบกวนแฝงจากคลื่นความถี่ต่าง ๆ เพื่อให้การเดินรถไม่เกิดปัญหาในระยะยาว”

ขณะที่ นายวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า “เอไอเอสให้ความสำคัญกับการป้องกันผลกระทบจากคลื่นความถี่มาโดยตลอด และทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับบีทีเอสซึ่งเป็นระบบขนส่งมวลชนที่สำคัญของคนเมือง เอไอเอสได้ร่วมมือกันทดลอง ทดสอบมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2562ก่อนเปิดประมูลและเข้มข้นยิ่งขึ้นหลังจากประมูลเรียบร้อย ในทุกเส้นทางรถไฟฟ้า ซึ่งอยู่ในพื้นที่ขยายเครือข่ายทั้ง 4G / 5G โดยการทดสอบในเบื้องต้นยังไม่พบผลกระทบแต่อย่างไรก็ตามเราจะยังคงเดินหน้าทดสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความอุ่นใจให้ผู้โดยสารและสร้างความเชื่อมั่นว่า ประชาชนจะได้ใช้งานระบบสื่อสารและระบบโดยสารที่ดีที่สุด อย่างแน่นอน”

ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางราง ขอขอบคุณ กสทช. บีทีเอส และเอไอเอส ในการสนับสนุนและร่วมมือในการแก้ไขปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบการเดินรถไฟฟ้า เพื่อให้ประชาชนได้รับความปลอดภัย และใช้งานทั้งระบบการสื่อสารและระบบโดยสารรถไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

คลิปมาใหม่

ข่าวใหม่วันนี้

มือถือมาใหม่

กำลังมาแรง