ติดตามพวกเรา

Smart Review

รีวิว Huawei nova 4 สเปคเรือธง และโดดเด่นไม่เหมือนใครด้วย Punch Display

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

Huawei nova 4 เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกในประเทศไทยที่มีดีไซน์หน้าจอไม่เหมือนใครที่เรียกว่า Punch Display ฝังเลนส์กล้องหน้าไว้ในหน้าจอแสดงผล และอัดแน่นด้วยสเปคระดับเรือธงในราคาหมื่นกว่าบาท

Huawei nova 4 review

สรุปสเปค Huawei nova 4

  • ราคาเปิดตัว 16,990 บาท (กุมภาพันธ์ 2019)
  • ขนาดตัวเครื่อง 157 x 75.5 x 7.77 มม.
  • น้ำหนัก 172 กรัม
  • รองรับ 2 ซิมการ์ด
  • หน้าจอแสดงผลขนาด 6.4 นิ้ว Punch Display FullHD+ ความละเอียด 2310 x 1080 พิกเซล
  • ระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie กับ EMUI 9
  • ชิพเซ็ต Kirin 970
  • แรม 8GB
  • ความจุตัวเครื่อง 128GB
  • กล้องหลัง 3 ตัว : 20MP f/1.8 + 2MP Bokeh camera f/2.4 และ 16MP Ultra wide-angle f/2.2
  • กล้องหน้า 25 ล้านพิกเซล f/2.0
  • แบตเตอรี่ขนาด 3750mAh
  • รองรับ Bluetooth 4.2, Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, USB Type-C
  • เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือด้านหลัง และปลดล็อคหน้าจอด้วยใบหน้า

 

ดีไซน์ตัวเครื่องและหน้าจอ Punch Display

ในปีที่แล้วเราได้เห็น nova 3 Series ซึ่งเป็นกลุ่มสมาร์ทโฟนระดับพรีเมียมของ Huawei และในต้นปีนี้ Huawei nova 4 เรียกได้ว่าเป็นการสานต่อความสำเร็จที่มีการกระโดดไปจากเดิมโดยการปรับดีไซน์ให้โดดเด่นไม่เหมือนใครด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า Punch Display มาให้แฟนๆ ชาวไทยได้สัมผัสเป็นครั้งแรกด้วย

Huawei nova 4 review

ด้านการดีไซน์ของ Huawei nova 4 เป็นการออกแบบแผงหน้าจอแสดงผลให้สามารถซ่อนกล้องหน้าไว้ใต้หน้าจอได้นั่นเอง ทำให้หน้าขนาด 6.4 นิ้วของรุ่นนี้มีสัดส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่องมากถึง 86.3% โดยขั้นตอนการออกแบบกล้องของรุ่นนี้ทาง Huawei ให้รายละเอียดว่าใช้เทคนิคการวางกระจกทับลงบนแผงควบคุมตัวเครื่อง ไม่ได้ใช้การเจาะรูที่หน้าจอแล้วค่อยใส่กล้องลงไป จึงทำให้หน้าจอของ nova 4 ดีกว่า เพราะจะมีช่องว่างจากการผลิตที่จะให้อากาศหรือฝุ่นผงเข้าไปในเครื่องจนอาจสร้างความเสียหายได้

 

Huawei nova 4 review

ไม่มีรอยบาก ก็ไม่เกะกะสายตาเวลาใช้งาน และด้วยอัตราส่วนของหน้าจอที่กว้าง และความละเอียดหน้าจอ 1080 x 2310 พิกเซล ทำให้การดูหนังเห็นรายละเอียดสีสันของภาพและมุมมองที่กว้างใหญ่แบบเต็มตาจริงๆ

 

Huawei nova 4 review

หน้าจอ Punch Display เป็นฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบการเล่นเกมได้เป็นอย่างดี เพราะจะเห็นสภาพแวดล้อมโดยรอบภายในเกมได้กว้างกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไปด้วย ทำให้เห็นศัตรูที่อยู่รอบๆ ขอบจอได้มากกว่าด้วย ซึ่งก็เป็นจุดได้เปรียบที่ดีอย่างหนึ่งในการเล่นเกม อีกทั้งตัวเครื่องยังมาพร้อมกับ Kirin 970 กับแรม 8GB เล่นเกมกราฟิกสวยๆ ภาพลื่นๆ ไม่มีสะดุดด้วย GPU Turbo และความจุ 128GB ใช้งานได้เแบบจุใจ หมดกังวลเรื่องเมมเต็ม

 

Huawei nova 4 review

นอกจากนี้แล้ว หลายคนอาจสงสัยหรือไม่ทันสังเกตว่าเซ็นเซอร์ต่างๆ และลำโพงสำหรับฟังเสียงการโทรของรุ่นนี้อยู่ตรงไหน ซึ่งการดีไซน์ของ Huawei nova 4 เน้นการดีไซน์ให้ด้านหน้าดูสะอาดสวยงาม โดยซ่อนเซ็นเซอร์ต่างๆ ไว้ในเครื่องนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นช่องลำโพงสนทนาที่มีขนาดเล็กเพียง 0.85 มม. ถูกซ่อนไว้ที่ขอบด้านบนสุดของตัวเครื่อง ในขณะที่ไฟ LED สำหรับแสดงสถานะต่างๆ ก็ถูกซ่อนอยู่ในช่องลำโพงสนทนาอีกทีหนึ่ง และเซ็นเซอร์วัดแสงถูกซ่อนเป็นส่วนหนึ่งของตัวเครื่อง

 

Huawei nova 4 review

มาต่อกันที่ดีไซน์ตัวเครื่องของ nova 4 กันบ้าง โดยด้านหลังก็เป็นหนึ่งฟีเจอร์ที่สร้างความโดดเด่นให้กับรุ่นนี้ด้วยการไล่โทนสีสันสวยงาม วัสดุเป็นกระจกแบบ 3 มิติ สะท้อนแสงเปล่งประกายแวววาวเมื่อแสงตกกระทบ และรูปทรงตัวเครื่องแบบนี้ยังทำให้การจับใช้งานกระชับมือมากยิ่งขึ้นด้วย

 

อินเตอร์เฟซและฟังก์ชั่นการใช้งาน

Huawei nova 4 review

ด้านซอฟต์แวร์ EMUI 9.0 เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดได้มีการพัฒนาให้มีความฉลาดมากขึ้นกว่าเดิม โดยทำงานร่วมกับ AI ทำให้ประมวลผลเร็วขึ้น ความเร็วในการตอบสนองและการเปิดใช้งานแอพต่างๆ ได้มีความรวดเร็วมากขึ้นด้วยเช่นกัน

 

Huawei nova 4 review

Huawei nova 4 หน้าจอ Punch Display ไม่มีรอยบากแล้ว ก็ต้องไม่มีปุ่มนำทางมาบดบังการแสดงผลบนหน้าจอด้วยฟีเจอร์การนำทางด้วยท่าทางการสัมผัส เช่น เลื่อนสลับซ้ายไปขวาแทนปุ่ม Back เลื่อนขึ้นแทนปุ่มโฮม แต่ถ้าชอบปุ่มควบคุมแบบเดิมก็ยังสามารถเรียกใช้งานปุ่มให้มาแสดงที่หน้าจอได้

 

Huawei nova 4 review

สิ่งหนึ่งที่ Huawei แสดงให้เห็นความถึงความฉลาดของ AI ที่ใช้งานได้จริงบนสมาร์ทโฟนคือ Hivision Technology ซึ่งก็มีให้ใช้งานด้วยใน nova 4 ที่เป็นการรวมความสามารถของกล้องถ่ายรูปกับระบบ AI ให้สามารถทำได้มากกว่าการถ่ายภาพทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาสิ่งของต่างๆ รวมไปถึงข้อมูลต่างๆ ทำได้ง่ายมากขึ้นจากการใช้กล้องของสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลสถานที่สำคัญ งานศิลปะ การแปลภาษา และด้านสุขภาพในการแสดงแคลลอรี่อาหาร

เมื่อเราส่องกล้องไปยังผลไม้หรืออาหาร กล้องก็จะทำการตรวจจับและค้นหาข้อมูลว่าสิ่งนั้นคืออะไร พร้อมกับแสดงปริมาณแคลลอรี่ของผลไม้ลูกนั้นๆ หรืออาหารจานนั้นๆ ซึ่งนอกจากจะระบุเป็นขนาดของลูกผลไม้ได้แล้ว ยังระบุเป็นประมาณแคลลอรี่ต่อขนาดน้ำหนักให้ด้วย เพราะผลไม้แต่ละลูกมีขนาดไม่เท่ากันนั่นเอง

 

Huawei nova 4 review

สำหรับการแปลภาษาด้วย Hivision Technology สามารถตรวจจับข้อความและแปลภาษาให้เห็นบนหน้าจอแบบเรียลไทม์ทันที แต่น่าเสียดายที่ขณะนี้ยังไม่รองรับการแปลเป็นภาษาไทย แต่คาดว่า Huawei จะพัฒนาให้ใช้งานได้ในอนาคตอันใกล้นี้

 

Huawei nova 4 review

สำหรับนักช้อปปิ้งทั้งหลายไม่ต้องค้นหาข้อมูลให้ยุ่งยากอีกต่อไปแล้ว เพราะว่า Hivision Technology ยังสามารถหาสินค้าแบบที่คล้ายกันได้ด้วย และเมื่อกดค้างบนรูปภาพสินค้าที่ต้องการ ก็จะเข้าไปยังหน้าช้อปปิ้งจากร้านต่างๆ ได้ทันที

 

Huawei nova 4 EMUI 9.0

ฟีเจอร์ที่มีเฉพาะบนเรือธงอย่าง PC Mode ก็เพิ่มมาให้สมาร์ทโฟนพรีเมียมนี้ด้วย ซึ่งได้รับการพัฒนาไปอีกขั้นโดยไม่ต้องใช้สายเชื่อมต่ออีกต่อไปแล้ว ซึ่งสะดวกมากๆ เพราะสามารถเชื่อมต่อกับหน้าจอต่างๆ หรือหน้าจอทีวีที่รองรับ Miracast แบบไร้สายได้เลย โดยเมื่อเชื่อมต่อกับหน้าจอภายนอกแล้ว หน้าจอของสมาร์ทโฟนยังสามารถเปลี่ยนเป็นแผง Touchpad สำหรับเลื่อนควบคุมเป็นเม้าส์ได้อีกด้วย

 

Huawei nova 4 review

ฟีเจอร์ Huawei Share เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ถ้าใช้งานแล้วต้องชื่นชอบกันแน่นอน เพราะทำงานได้อย่างรวดเร็วมากๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพที่ทำได้สูงสุด 500 รูปในแต่ละครั้ง หรือไฟล์เอกสาร 100 ฉบับในครั้งเดียว โดยไม่ต้องส่งผ่านแอพแชทต่างๆ ให้เสียเวลาและยังทำให้ไม่เสียคุณภาพของไฟล์อีกด้วย แต่ยังข้อจำกัดเพราะสามารถส่งหากันได้ระหว่างสมาร์ทโฟน Huawei ด้วยกันเท่านั้น

 

Huawei nova 4 review

ด้านความปลอดภัยบน EMUI 9.0 ได้เพิ่มความปลอดภัยในระดับฮาร์ดแวร์ทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์ ไม่ว่าจะเป็นระบบการจดจำด้วยใบหน้า ซึ่งถือเป็นฟีเจอร์มาตรฐานที่ต้องมีในสมาร์ทโฟนของ Huawei ทุกรุ่น ที่ช่วยให้การปลดล็อคหน้าจอมีความปลอดภัยและรวดเร็ว เพียงเปิดหน้าจอแล้วยกมือถือขึ้นมาที่ตำแหน่งของใบหน้า

 

สมาร์ทโฟน HUAWEI nova 4 ราคาถูกที่สุดพร้อมแพ็กเกจ dtac

สัมผัสกับ HUAWEI nova 4 สมาร์ทโฟนหน้าจอดีไซน์ใหม่ล่าสุดแบบ Punch Display ไร้ติ่งไร้ขอบขนาด 6.4 นิ้ว ผสาน AI ที่ฉลาดล้ำยิ่งขึ้นบน EMUI 9.0 มาพร้อม RAM ถึง 8 GB และหน่วยความจำภายในตัวเครื่อง 128 GB รวมทั้งกล้อง 3 ตัว ที่มีเลนส์ Ultra Wide ถ่ายรูปมุมกว้างได้ครบ เซลฟี่สวยจบด้วยกล้องหน้า AI Selfie Superstar ความละเอียด 25 MP

dtac online store นำเสนอโปรโมชั่นซื้อสมาร์ทโฟน HUAWEI nova 4 ราคาพิเศษถูกที่สุด พร้อมรับฟรี HUAWEI FreeBuds Wireless Earphones มูลค่า 3,990 บาท (เฉพาะช่วงสั่งซื้อล่วงหน้าบนออนไลน์เท่านั้น) และรับสิทธิ์ผ่อน 0% ได้พร้อมกันทั้งค่าเครื่องและค่าบริการล่วงหน้า สำหรับลูกค้าเก่า ลูกค้าเปิดเบอร์ใหม่ เครื่องพร้อมแพ็กเกจลดราคาถูกที่สุดเหลือเพียง 9,990 บาท จากราคาปกติ 16,990 บาท ลูกค้าย้ายค่ายเบอร์เดิมรับส่วนลดเพิ่มอีก 1,500 บาท

รายละเอียด สมาร์ทโฟน HUAWEI nova 4 ราคาถูกพร้อมแพ็กเกจ dtac 

ตรวจสอบรุ่นและราคาสมาร์ทโฟน เพิ่มเติมได้ที่ dtac online store

กล้องถ่ายรูป

Huawei nova 4 review

ปิดท้ายรีวิวด้วยฟีเจอร์กล้องถ่ายรูปของ nova 4 ที่มาพร้อมกับเลนส์ 3 ตัว ประกอบด้วยเลนส์หลัก 20 ล้านพิกเซล f/1.8, เลนส์เสริม 2 ล้านพิกเซลสำหรับถ่ายภาพโบเก้ และเลนส์ Ultra wide-angle ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล เก็บภาพมุมกว้างได้สูงสุดถึง 117 องศา

 

Huawei nova 4 reviewHuawei nova 4 review Huawei nova 4 review Huawei nova 4 review

การถ่ายภาพในมุมมองกว้างผ่านเลนส์ Ultra wide-angle ของ Huawei nova 4 สามารถถ่ายภาพมุมกว้างพิเศษได้กว้างสุดโดยการเลือกซูมไปที่ 0.6X ซึ่งนอกจากจะได้มุมมองที่กว้างกว่ากล้องสมาร์ทโฟนทั่วไปแล้ว ยังช่วยเพิ่มความง่ายในการถ่ายภาพวิว หรือถ่ายภาพหมู่ได้โดยไม่ต้องเดินถอยหลังไกลๆ หรือไม่ต้องยืนชิดกันจนแน่นเกินไป เป็นต้น

 

Huawei nova 4 review

การถ่ายภาพบุคคลด้วย Portrait Mode ต้องยอมรับว่า Huawei พัฒนาให้ทุกคนสามารถได้ภาพสวยงามระดับมือชีพ โดยไม่ต้องตั้งค่ากล้องใดๆ เลย ซึ่งการตัดขอบตัวแบบแล้วทำเอฟเฟ็กต์ละลายฉากหลังเพื่อให้ตัวแบบมีความโดดเด่นนั้นทำออกมาได้เนียนมากๆ

 

Huawei nova 4 review Huawei nova 4 review

กล้องหน้า 25 ล้านพิกเซล มี AI ช่วยปรับฉากหลังแล้วทำให้ภาพเซลฟี่มีความสวยโดดเด่น รวมไปถึงมีโหมด Portrait ละลายฉากหลังได้ด้วย

นอกจากภาพที่สวยงามแล้ว ระบบโฟกัส การตรวจจับใบหน้า และการประมวลผลภาพหลังจากกดชัตเตอร์ถ่ายภาพ ทำได้อย่างรวดเร็ว เรียกได้กดชัตเตอร์ปุ๊บได้ภาพทันที ไม่มีอาการหน่วงให้เห็น

ตัวอย่างภาพถ่าย

Huawei nova 4 review Huawei nova 4 review Huawei nova 4 review Huawei nova 4 review Huawei nova 4 review Huawei nova 4 review Huawei nova 4 review

สรุปจุดเด่น

  • สมาร์ทโฟนหน้าจอสวยเต็มขอบของจริงรุ่นแรกในไทยที่ดีไซน์แบบ Punch Display โดดเด่นไม่เหมือนใคร
  • ชิพประมวลผล Kirin 970 และแรม 8GB ซึ่งเป็นสเปคเรือธง แต่ราคาระดับกลาง จากการใช้งานพบกว่าทำงานได้ลื่นไหลดี สลับแอพไปมาได้ไว และเล่นเกมกราฟิกสวยๆ ได้ลื่นไหลดี
  • กล้องมีความฉลาดด้วยการทำงานของ AI ยกระดับการถ่ายภาพจากกล้องมือถือให้มีความง่ายและได้ภาพที่สวย โดยไม่ต้องตั้งค่ากล้องให้ยุ่งยาก
  • รองรับ 4G พร้อมกันทั้ง 2 ซิมการ์ด

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ไม่มีช่องใส่ microSD card และไม่รองรับชาร์จไร้สาย

Smart Review

รีวิว ASUS ROG Phone 3 สมาร์ทโฟนเกมมิ่งที่สมบูรณ์แบบสำหรับทุกคน

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

ASUS ROG Phone 3 สมาร์ทโฟนเกมมิ่งสำหรับทุกคน มาพร้อมประสิทธิภาพตัวเครื่องแบบจัดเต็ม Snapdragon 865 Plus จอภาพลื่นๆ 144Hz และแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 6000mAh ใช้งานจริงจะเป็นอย่างไร ไปดูรีวิวกันเลย

ASUS ROG Phone 3 Review

สรุปสเปค ASUS ROG Phone 3 (ZS661KS)

  • ขนาดตัวเครื่อง 171 x 78 x 9.85 มม.
  • น้ำหนัก 240 ก.
  • หน้าจอ 6.59 นิ้ว AMOLED (1080 x 2340 พิกเซล) อัตราส่วน 19.5:9 รองรับอัตรารีเฟรช 144Hz และ Touch Sampling 270Hz
  • ชิปเซ็ต Snapdragon 865 Plus และ Adreno 650
  • แรม 12GB
  • ความจุเครื่อง 512GB
  • ระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย ROG UI
  • กล้องหลัง 3 ตัว กล้องหลัก 64MP f/1.8, กล้อง Ultra Wide 13MP f/2.4 และกล้อง Macro 5MP f/2.0
  • กล้องหน้า 24MP f/2.0
  • รองรับ 5G, Wi-Fi 6, Bluetooth 5.1, NFC
  • สแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ
  • แบตเตอรี่ 6000mAh ชาร์จเร็ว 30W

 

แกะกล่อง

ASUS ROG Phone 3 Review

ROG Phone 3 มาในกล่องสีดำที่มีทรงกระบอกเรขาคณิตลวดลายและโลโก้ของ ROG ที่สื่อถึงความดุดัน โดยอุปกรณ์ที่มีให้ในกล่องประกอบด้วย

  • ตัวเครื่อง ROG Phone 3
  • อะแดปเตอร์ชาร์จเร็ว 30W
  • สายเคเบิล USB Type-C
  • ตัวแปลงพอร์ต USB Type-C to 3.5 mm.
  • AeroActive Cooler 3
  • เคส Aero
  • คู่มือใช้งาน
  • เข็มจิ้มถาดใส่ซิม
  • ยางสำหรับปิดพอร์ต Type-C เพื่อกันฝุ่น
  • ใบรับประกันสินค้า

 

ดีไซน์ตัวเครื่องและหน้าจอแสดงผล

ASUS ROG Phone 3 Review

ASUS ROG Phone 3 Review

ROG Phone 3 มาพร้อมดีไซน์ที่โดดเด่นและดูล้ำสมัย มีรูปลักษณ์ตามหลักอากาศพลศาสตร์ และดูโฉบเฉี่ยว โดยมีโลโก้ ROG ที่ส่องสว่างด้วยไฟออร่าหลากสี ซึ่งฝาหลังเป็นกระจก Gorilla Glass 3 ที่มีความโค้งแบบ 3D ทำให้ดีไซน์ดูสวยหรู และจับใช้งานกระชับมือมากขึ้น

 

ASUS ROG Phone 3 Review

กล้องหลังมี 3 ตัว จัดเรียงกันในแนวนอน โมดูลกล้องนูนขึ้นมาเหนือฝาหลัง ถัดไปข้างๆ มีไฟแฟลช LED และไมโครโฟน

 

ASUS ROG Phone 3 Review

ขอบด้านบนตัวเครื่องที่เห็นรูเล็กๆ คือไมโครโฟน

 

ASUS ROG Phone 3 Review

ขอบด้านล่างมีไมโครโฟน และพอร์ตเชื่อมต่อ USB Type-C

 

ASUS ROG Phone 3 Review

ASUS ROG Phone 3 Review

ASUS ROG Phone 3 Review

ขอบด้านซ้ายมีช่องถาดใส่ซิมการ์ด และขั้วต่อ Side Mount

 

ASUS ROG Phone 3 Review

สำหรับขั้วต่อ Side Mount ตรงนี้สามารถใช้งานร่วมกับ AeroActive Cooler 3 ที่แถมให้ในกล่องสำหรับระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น

 

ASUS ROG Phone 3 Review

ASUS ROG Phone 3 Review

ASUS ROG Phone 3 Review

AeroActive Cooler 3 มีพอร์ต USB Type-C และช่องเสียงหูฟัง 3.5 mm. ถ้าใครไม่อยากใช้ตัวแปลงหูฟังที่แถมมาในกล่อง ก็สามารถต่อหูฟังจากตรงนี้ได้เช่นกัน

 

ASUS ROG Phone 3 Review

ขอบด้านขวามีปุ่ม Power, ปุ่มปรับระดับเสียง, ไมโครโฟน และเซ็นเซอร์สัมผัส AirTrigger จำนวน 2 จุดบริเวณส่วนบนและส่วนล่างของขอบด้านขวา

 

ASUS ROG Phone 3 Review

เคส Aero ที่แถมมาในกล่อง มีการดีไซน์ให้เข้ากับตัวเครื่อง ROG Phone 3 โดยการมีช่องว่างไม่บดบังโลโก้ ROG ที่มีแสงไฟออร่า และยังคงระบายความร้อนได้ดีเหมือนเดิม

 

ASUS ROG Phone 3 Review

มาดูด้านหน้ากันบ้าง ROG Phone 3 มีหน้าจอขนาด 6.59 นิ้ว AMOLED รองรับอัตรารีเฟรชเรท 144Hz ภาพลื่นไหล ตอบสนองไว และ HDR10+ พร้อม 10 บิต ที่ให้สีสันแม่นยำ คมชัดในทุกมุมมอง

 

ASUS ROG Phone 3 Review

หน้าจอที่มีช่วงไดนามิกที่มีความละเอียดสูงแบบนี้น่าจะถูกใจคนที่ชอบดูหนังบนแพลตฟอร์มชื่อดัง เช่น Netflix เป็นต้น

 

ASUS ROG Phone 3 Review

ความประทับใจอย่างหนึ่งของหน้าจอ ROG Phone 3 คือเป็นหน้าจอที่ไม่มีรอยบากหรือเจาะรูหน้าจอ เพราะบางครั้งพื้นที่ดังกล่าวอาจบดบังช่วงเวลาสำคัญของการเล่นเกมได้

 

ASUS ROG Phone 3 Review

กล้องหน้าติดตั้งอยู่บริเวณมุมขวาบน เป็นกล้องขนาด 24 ล้านพิกเซล และจะมีลำโพงอยู่ที่ขอบด้านบนและด้านล่าง

 

ASUS ROG Phone 3 Review

มุมซ้ายบนจะมีไฟ LED สำหรับแจ้งเตือนสถานะต่างๆ

 

ASUS ROG Phone 3 Review

สำหรับเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือถูกฝังไว้ใต้หน้าจอ ทำให้แตะสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอได้ทันที

 

ASUS ROG Phone 3 Review

จะเห็นว่าดีไซน์ด้านหน้าดูสะอาดตามากๆ เห็นหน้าจอได้แบบเต็มตา และปกป้องด้วยกระจก Gorilla Glass 6 และ ASUS ROG Phone 3 สมาร์ทโฟนเรือธงที่แตกต่างไปจากเรือธง Android ทั่วไปที่จะดีไซน์ให้ดูสวยงามตามแฟชั่น แต่สำหรับรุ่นนี้มีดีไซน์ที่โดดเด่นสำหรับการเล่นเกม และมาพร้อมอุปกรณ์เสริมเพื่อการใช้งานที่ดียิ่งขึ้นไม่เหมือนใคร

 

ซอฟต์แวร์และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ASUS ROG Phone 3 Camera Review

ROG Phone 3 รันระบบปฏิบัติการ Android 10 มาพร้อมกับ ROG UI ซึ่งจะมีหน้าตาอินเตอร์เฟซที่มีความโดดเด่นสวยงาม ซึ่งธีมที่กำหนดมาให้ครั้งแรกให้ความรู้สึกที่ดุดันด้วยภาพพื้นหลังคล้ายเครื่องจักรกลรูปทรงเรขาคณิตและมีอนิเมชั่นการเคลื่อนไหวด้วย

 

ASUS ROG Phone 3 Camera Review

ถ้าใครอยากได้หน้าจอที่ดูสว่างสะอาดตาก็สามารถเลือกปลี่ยนธีมได้ จะได้ความรู้สึกไปอีกหนึ่งอารมณ์คล้ายๆ กับการพักผ่อนหลังจากเมื่อยล้าจากการเล่นเกมเลยก็ว่าได้

 

ASUS ROG Phone 3 Review

ภาพพื้นหลังบนหน้าจอยังเปลี่ยนอัตโนมัติด้วยเมื่อเปิดใช้งาน X Mode จะเปลี่ยนเป็นโทนสีที่ดูมีพลัง ซึ่งสร้างความตื่นเต้นด้วอนิเมชั่นการเคลื่อนไหวระหว่างเปลี่ยนภาพพื้นหลังด้วย

 

ASUS ROG Phone 3 Camera Review

เมื่อปัดหน้าจอขึ้นจะเป็นในส่วนของ App Drawer แสดงรายการแอปพลิเคชั่นทั้งหมดที่ติดตั้งบนเครื่องโทรศัพท์ และเมื่อปัดหน้าจอลงมาจากแถบด้านบนจะเป็นในส่วนของแผง Quick Settings สำหรับเปิด/ปิด เมนูการใช้งานต่างๆ รวมไปถึงดูรายการแจ้งเตือน

 

ASUS ROG Phone 3 Review

หน้าจอ ROG Phone 3 สามารถเลือกปรับอัตรารีเฟรชได้สูงสุด 144Hz หรือจะเลือกปรับอัตโนมัติตามการใช้งานแต่ละประเภทก็ได้เช่นกัน โดยอัตรารีเฟรชหน้าจอจะเปลี่ยนไปตามการตั้งค่าที่กำหนดไว้ในแต่ละเกมใน Armoury Crate ซึ่งอัตรารีเฟรชที่สูงก็จะส่งต่อการใช้พลังงานที่มากขึ้นตามไปด้วย และเลือกรูปแบบสีของระบบได้ระหว่างสว่างและมืด

 

ASUS ROG Phone 3 Review

ROG Phone 3 เป็นหน้าจอ AMOLED สามารถใช้งานฟีเจอร์ Always-on ได้ โดยแสดงเวลาและวันที่ขณะปิดหน้าจอ ทำให้ไม่ต้องกดหน้าจอเพื่อดูเวลาให้ยุ่งยาก และปรับแต่งรูปแบบนาฬิกาที่จะแสดงบนหน้าจอได้

 

ASUS ROG Phone 3 Review

ROG Phone 3 รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด และรองรับการใช้งานบนเครือข่าย 5G

 

ASUS ROG Phone 3 Review

นอกจากนี้แล้วก็สามารถเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi 6, Bluetooth 5.1, NFC และรองรับ Android Auto ใช้แอปพลิเคชั่นในหน้าจอในรถยนต์ที่รองรับได้ด้วย

 

ASUS ROG Phone 3 Review

ตัวการจัดโทรศัพท์ เครื่องมือสำหรับจัดการหน่วยความจำแรมของเครื่องให้พร้อมใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพียงแตะปุ่มสแกนเพื่อปรับค่าตามคำแนะนำของระบบได้ หรือจะเลือกตั้งค่าแต่ละส่วนก็ได้เช่นกัน

 

ASUS ROG Phone 3 Review

Game Genie ฟีเจอร์สำหรับเรียกใช้งานและกำหนดลำดับฟังก์ชั่นต่างๆ เพื่อเลือกใช้งานขณะเล่นเกมได้ เช่น แสดงข้อมูลต่างๆ ระบบขณะเล่นเกม การสตรีมสด เป็นต้น

 

ASUS ROG Phone 3 Review

AirTriggers เซ็นเซอร์แบบอัลตราโซนิคที่สามารถปรับแต่งเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ เช่น การทำท่าทางสัมผัสเฉพาะเกม และการเปิดแอปพลิเคชั่นเฉพาะ เป็นต้น

 

ASUS ROG Phone 3 Review

ฟีเจอร์ด้านการจัดการพลังงานแบตเตอรี่ PowerMaster ควบคุมและตั้งค่าการใช้พลังงานได้หรือจะแสกนแล้วปรับการตั้งค่าตามคำแนะนำของระบบก็ได้เช่นกัน เพื่อให้แบตเตอรีใช้งานได้ยาวนานที่สุด

 

ASUS ROG Phone 3 Review

ด้านความปลอดภัยมีทั้งระบบสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ และปลดล็อคหน้าจอได้ด้วยใบหน้า

 

ประสิทธิภาพตัวเครื่อง ฟีเจอร์การเล่นเกม และแบตเตอรี่

ASUS ROG Phone 3 Camera Review

ROG Phone 3 ใช้ชิปเซ็ต Snapdragon 865 Plus และ GPU Adreno 650 ในขณะที่แรม 12GB เป็นชนิด LPDDR5 และที่เก็บข้อมูลเครื่องขนาด 512GB ก็เป็นชนิด UFS 3.1 โดยผลการทดสอบด้วย AnTuTu 8 สามารถทำคะแนนรวมได้สูงถึง 632,579 คะแนน

 

ASUS ROG Phone 3 Camera Review

ผลการทดสอบด้วย Geekbench 5 เพื่อทดสอบประสิทธิภาพการทำงานและการประมวลผล การทดสอบนี้จะทำการประมวลออกมาเป็นตัวเลขแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ Single-Core และ Multi-Core หากได้คะแนนยิ่งสูงประสิทธิภาพการทำงานจะยิ่งดี โดยผลทดสอบของ ROG Phone 3 ทำคะแนน Single-Core ได้ 1,015 คะแนน และ ROG Phone 3 ทำได้ 3,375 คะแนน ถือว่าสูงมาก

 

ASUS ROG Phone 3 Review

ROG Phone 3 สามารถดึงประสิทธิภาพการทำงานเครื่องได้สูงสุดด้วย X Mode เป็นโหมดพิเศษสำหรับการเล่นเกมโดยเฉพาะ เมื่อเปิดโหมด X โหมดนี้ จะปรับปรุงประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์และปิดการทำงานแอปที่ทำงานอยู่เบื้องหลังเพื่อดึงหน่วยความจำมาใช้งาน เพื่อประสบการณ์การเล่นเกมที่ดีขึ้นอย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

ASUS ROG Phone 3 Review

อีกหนึ่งซอฟต์แวร์ที่จะทำให้การเล่นเกมทำได้เต็มประสิทธิมากย่ิงขึ้นคือ Armoury Crate ซึ่งเป็นศูนย์กลางของข้อมูลทั้งหมดและสามารถควบคุมการตั้งค่าในการเล่นเกมแต่ละเกมได้ โดยจะแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆ ได้แก่ Games Lobby และ Console

 

ASUS ROG Phone 3 Review

Games Lobby เป็นส่วนสำหรับแสดงรายเกมทั้งหมดที่มีอยู่ในเครื่องในรูปแบบการ์ด ตั้งค่าต่างๆ ให้เหมาะกับแต่ละเกมได้ด้วฟังก์ชั่น Scenario Profiles

 

ASUS ROG Phone 3 Review

Scenario Profiles 3.0 หน้าตาดูสวยงามน่าใช้งานมากขึ้น ใช้สำหรับตั้งค่าโปรไฟล์เพื่อใช้งานกับแต่ละเกมแบบเฉพาะไปเลย ไม่ว่านจะเป็นการสัมผัส การแสดงผล ประสิทธิภาพ เครือข่าย AirTriggers, การจับคู่กับแป้น (Keymapping) และ Macro ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากๆ เพราะแต่ละเกมจะใช้การทำงานของระบบไม่เหมือนกัน

 

ASUS ROG Phone 3 Review

Console เป็นศูนย์ควบคุมฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ของเกมที่มี เช่น CPU, GPU, Ram usage, Storage used , อุณหภูมิของโทรศัพท์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังสามารถเปิด/ปิด X Mode และเปลี่ยนการตั้งค่าสำหรับ Game Genie, AirTriggers ความเร็วของพัดลม และระบบไฟในคอนโซลที่โลโก้ RGB กับเคส Lighitng Armor Case ได้

 

ASUS ROG Phone 3 Review

ภาพแสดงการเปิดใช้งานและตั้งแสงของระบบ สามารถกำหนดเองได้ทั้งหมด หรือจะปิดใช้งานก็ได้เช่นกัน

 

ASUS ROG Phone 3 Camera Review

นอกจากนี้แล้วก็มีส่วนสำหรับแนะนำเกมที่รองรับการเล่นในอัตรตรีเฟรช 144Hz, 120Hz, แอปที่เล่นกับ GamePad, TwinView และรองรับ AirTriggers ได้

 

ASUS ROG Phone 3 Review

ทดสอบเล่นเกม Real Racing 3 จากค่าย EA ซึ่งเป็นเกมแข่งรถสุดยอดกราฟฟิกสมจริง มีการจำลองสนามแข่งและรถจริงทำให้ตัวเกมส์มีความเสมือนจริงน่าเล่นมากยิ่งขึ้น ซึ่งตัวเกมรองรับ 144fps ด้วย

 

ASUS ROG Phone 3 Review

จากการทดสอบเล่นเกมพบกว่าภาพมีความลื่นไหลมากๆ ไม่มีสะดุดเลยแม้แต่น้อย กราฟิกและภาพสีสันสวยงาม คมชัดมากๆ โดยเฟรมเรตที่ได้จะวิ่งที่นิ่งๆ 144fps จะมีเพียงครั้งสองครั้งเท่านั้นที่วิ่ง 143fps เรียกได้ว่าเฟรมเรตไม่มีตกเลย

 

ASUS ROG Phone 3 Review

Shadowgun Legends เป็นเกม FPS ที่มีกราฟิกภาพสวยมากๆ และรองรับ 144fps ด้วย โดยระหว่างเล่นเกมเราสามารถปัดขอบหน้าจอจากทางด้านซ้ายเพื่อเรียกใช้งาน Game Genie ได้

 

ASUS ROG Phone 3 Review

เฟรมเรตในการเล่นเกม Shadowgun Legends เมื่อเข้าเกมในฉากทำภารกิจ ทำได้นิ่งมากๆ 144fps ไม่มีตกเลย โดยเมื่อไปสักพักประมาณ 30 นาที จะพบว่าเครื่องเริ่มร้อน ดังนั้นแนะนำให้ใช้ AeroActive Cooler 3 เพื่อช่วยระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น

 

ASUS ROG Phone 3 Review

ทดสอบเล่นเกม PUBG Mobile สุดยอดเกมแอ็คชั่นที่พัฒนาด้วย Unreal Engine 4 เป็นเกมที่มีภาพและกราฟิกที่สวยงามมาก ต้องใช้การควบคุมทิศทาง และความแม่นยำในการระบุเป้ายิง ตัวเครื่องรองรับการเล่นกราฟิกในระดับ Ultra HD และเฟรมเรตระดับสูงสุด แต่จะรองรับได้สูงสุดเพียง 40fps เล่นได้นิ่งๆ ไม่ตก

 

ASUS ROG Phone 3 Review

การเล่นบน ROG Phone 3 ก็สามารถเล่นได้อย่างไม่สะดุด ไม่เจออาการกระตุก เฟรมเรตนิ่งๆ ที่ 40fps แม้จะเป็นฉากขับรถก็ยังให้ภาพที่ลื่นไหลนุ่มนวล ซึ่งก็ต้องบอกว่าความลื่นไหลตลอดการเล่นเกมถือเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ช่วยให้โอกาสในการชนะเกมมีมากขึ้นด้วยนั่นเอง

 

ASUS ROG Phone 3 Review

ทดสอบเกม ROV ซึ่งตัวเกมรองรับได้สูงสุด 60fps เฟรมเรตนั้นนิ่งมากๆ ไม่มีอาการเฟรมเรตตกหรือเหวี่ยงเลย โดยจะวิ่งอยู่ที่ 60-61 fps ตลอดการเล่นเกม ซึ่งบางช่วงจังหวะก็วิ่งทะลุไปถึง 62 fps

 

ASUS ROG Phone 3 Review

แม้แต่ฉากเข้าร่วมทีมไฟต์ ซึ่งตัวเครื่องต้องใช้การประมวลผลค่อนข้างสูงเพื่อให้แสดงกราฟิกภาพต่างๆ อย่างครบถ้วน พบว่าเฟรมเรตก็ยังนิ่งไม่มีตกหรือสวิงเลยแม้แต่น้อย นิ่งๆ ที่ 60-61 fps ทำให้ภาพเกมดูลื่นไหล หมดปัญหาภาพกระโดดหรือกระตุกในช่วงเวลาสำคัญ

 

ASUS ROG Phone 3 Review

ASUS ROG Phone 3 Review

ASUS ROG Phone 3 Review

TwinView Dock 3 อุปกรณ์เสริมที่จะมาช่วยให้การเล่นเกมทำได้เต็มที่และถนัดมือมากขึ้น ซึ่งอุปกรณ์ชิ้นนี้ได้มีการอัปเกรดใหม่ให้ทำงานได้รวดเร็วมากขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นที่ 2 โดยมาพร้อมหน้าจอขนาด 6.6 นิ้ว อัตรารีเฟรช 144Hz เพื่อให้ทำงานร่วมกับกับ ROG Phone 3 ได้ดีที่สุดนั่นเอง

 

ASUS ROG Phone 3 Review

ASUS ROG Phone 3 Review

การเล่นเกมด้วย TwinView Dock 3 นอกจากความคล่องตัวและจับถนัดมือมากขึ้นแล้ว ยังช่วยให้การเล่นเกมทำได้นานอีกด้วย เพราะเจ้าอุปกรณ์ชิ้นนี้ช่วยกระจายน้ำหนักได้เป็นอย่างดี เล่นต่อเนื่องได้นานขึ้น รู้สึกเมื่อยมือน้อยลง และมีแบตเตอรี่ในตัว 5000mAh

 

ASUS ROG Phone 3 Review

ASUS ROG Phone 3 Review

ROG Clip ตัวยึดสมาร์ทโฟนแบบปรับได้ ซึ่งจริงๆ ตัวนี้รองรับสมาร์ทโฟนทุกรุ่นที่มีความกว้างระหว่าง 69 – 80 มม. และสามารถเชื่อมต่อกับคอนโทรลเลอร์ยอดนิยม เช่น XBOX, PlayStation DualShock และ Google Stadia โดยมีสายเคเบิลแบบ microUSB และ Type-C เพื่อใช้เชื่อมต่อระหว่างคอนโทรลเลอร์กับสมาร์ทโฟน

 

ASUS ROG Phone 3 Review

นอกจากนี้แล้วก็มีฟิล์มกระจก 9H ขอบโค้ง 2.5D สำหรับติดหน้าจอ ROG Phone 3

 

ASUS ROG Phone 3 Review

แบตเตอรี่ขนาด 6000mAh จากการทดสอบใช้งานทั่วไป และเล่นเกมราว 2-3 ชั่วโมง พบกว่าแบตเตอรี่อยู่ได้ประมาณครึ่งวัน แต่ถ้าไม่เล่นเกมเลยอยู่ได้ทั้งวัน ไม่หมดระหว่างวันแน่นอน

 

ASUS ROG Phone 3 Camera Review

นอกจากนี้แล้วยังรองรับชาร์จเร็ว 30W Hyper Charging ทดลองชาร์จเริ่มจาก 34% ผ่านไป 25 นาที ได้แบตเตอรี่ 66% ถือว่าเร็วดี หยิบไปใช้งานต่อได้ทันที ไม่ต้องรอนาน

 

กล้องถ่ายรูป

ASUS ROG Phone 3 Camera Review

ROG Phone 3 มี 3 กล้องหลัง โดยความละเอียดกล้องหลัก 64 ล้านพิกเซล ใช้เซ็นเซอร์ IMX686 รูรับแสงกว้าง f/1.8 ในขณะที่กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล มุมกว้าง 125 องศา f/2.4 และกล้อง Macro ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล f/2.0

Auto Mode

ASUS ROG Phone 3 Camera Review

ASUS ROG Phone 3 Camera Review

ASUS ROG Phone 3 Camera Review

ASUS ROG Phone 3 Camera Review

ASUS ROG Phone 3 Camera Review

ASUS ROG Phone 3 Camera Review

ASUS ROG Phone 3 Camera Review

ASUS ROG Phone 3 Camera Review

ASUS ROG Phone 3 Camera Review

ASUS ROG Phone 3 Camera Review

 

Ultra Wide Mode

ASUS ROG Phone 3 Camera Review ASUS ROG Phone 3 Camera Review

ASUS ROG Phone 3 Camera Review

ASUS ROG Phone 3 Camera Review

 

Night Mode

ASUS ROG Phone 3 Camera Review

ASUS ROG Phone 3 Camera Review

ASUS ROG Phone 3 Camera Review

ASUS ROG Phone 3 Camera Review

ASUS ROG Phone 3 Camera Review

 

Portrait Mode

ASUS ROG Phone 3 Camera Review

โหมดการถ่ายรูปให้มาครบ ไม่ว่าจะเป็นโหมดปกติ มุมกว้างพิเศษ ถ่ายภาพบุคคล ถ่ายกลางคืน และมาโคร ซึ่งระบบโฟกัสถือว่าทำได้รวดเร็วมากๆ โดยในโหมด 64MP จะต้องถือกล้องนิ่งๆ ไว้สักพักหลังกดชัตเตอร์ เพื่อให้ได้ภาพที่คมชัดมากยิ่งขึ้น

 

Pro Mode

ASUS ROG Phone 3 Camera Review

สำหรับโหมดโปร ซึ่งผู้ใช้งานสามารถกำหนดค่าต่างๆ ของกล้องได้เอง มาพร้อมเส้นที่ใช้เป็นมาตรวัดระดับให้ตรง ตั้งค่า ISO ได้ตั้งแต่ 25 ถึง 3200 และลากชัตเตอร์ได้ตั้งแต่ 1/60 ไปจนถึง 32 วินาที ซึ่งเท่าที่ลองถ่ายแสงไฟรถวิ่งโดยไม่ใช้ขาตั้งกล้อง ก็ถือว่าทำได้ดีทีเดียว ภาพสั่นน้อยมากๆ นอกจากนี้แล้วฟีเจอร์ด้านการถ่ายวิดีโอรองรับความละเอียดสูงสุด 8K และถ่ายวิดีโอ 4K HDR ได้

 

ASUS ROG Phone 3 Camera Review

สำหรับกล้องหน้าเซลฟี่ 24 ล้านพิกเซล จะเลือกเปิดโหมดบิวตี้ได้เฉพาะการถ่ายที่ความละเอียด 6 ล้านพิกเซล 4:3 และมีโหมดถ่ายภาพบุคคลแบบหน้าชัดหลังละลาย

 

สรุปจุดเด่น

  • ROG Phone 3 เป็นสมาร์ทโฟนเกมมิ่งเรือธงที่ออกแบบได้โดดเด่น
  • หน้าจอใหญ่ AMOLED สีสันคมชัด และใช้งานได้ลื่นไหลด้วยอัตรารีเฟรช 144Hz
  • สเปคจัดเต็ม Snapdragon 865+ มาพร้อมแรม LPDDR5 และที่เก็บตัวเครื่อง UFS 3.1
  • เซ็นเซอร์ตัวเครื่องและอุปกรณ์เสริมต่างๆ ตอบโจทย์การเล่นเกมได้เป็นอย่างดี
  • กล้องถ่ายรูปให้มาครบสำหรับการถ่ายรูปในสถานการณ์ต่างๆ และถ่ายวิดีโอได้สูงสุด 8K
  • แบตเตอรี่ 6000mAh ใช้งานทั่วไปได้ทั้งวัน และเล่นเกมต่อเนื่องได้หลายชั่วโมง อีกทั้งรองรับชาร์จเร็ว 30W

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ไม่กันน้ำ
  • ไม่มีช่องใส่ microSD Card

 

ราคา

ROG Phone 3 Series officially launched in Thailand

ROG Phone 3 Series officially launched in Thailand

  • ROG Phone 3 (12 GB/512 GB) วางจำหน่ายในราคา 32,990 บาท และ ROG Phone 3 Strix Edition (8 GB/256 GB) ราคา 24,990 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2563 เป็นต้นไป พร้อมอุปกรณ์เสริม TwinView Dock 3 (ราคา 7,990 บาท)
  • ROG Phone 3 Lighting Armor case (ราคา 1,990 บาท) และ ROG Clip (ราคา 1,990 บาท) ขณะที่ ROG Kunai 3 Gamepad (ราคา 3,990 บาท) จะพร้อมวางจำหน่ายในช่วงเดือน พ.ย. 2563

รายเอียดช่องทางวางจำหน่ายคลิก https://bit.ly/3mNBstS

อ่านต่อ...

Featured

รีวิว POCO X3 NFC สมาร์ทโฟนเพื่อคอเกม จอไหลลื่น 120Hz มาพร้อม Snapdragon 732G และระบบระบายความร้อนขั้นสูง

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

POCO X3 NFC สมาร์ทโฟนเพื่อเกมเมอร์ในระดับสูง ใช้งานได้ไหลลื่นด้วยจอ Refresh Rate 120Hz ควบคู่ขุมพลัง Snapdragon 732G, แบตเตอรี่สุดอึด 5160mAh และเทคโนโลยีระบายความร้อนแบบ LiquidCool Technology 1.0 Plus

 

สรุปสเปค POCO X3 NFC

  • ขนาดตัวเครื่อง : 165.3 × 76.8 × 9.4 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 215 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล DotDisplay ชนิด LCD ขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) อัตราส่วน 20:9 รองรับ Refresh Rate 120Hz, Touch Sampling Rate 240Hz, DCI-P3 87.4%, Contrast ratio: 1,500:1 พร้อมด้วยรับรองแสงสีฟ้าจาก TÜV Rheinland และ HDR10
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 732G Octa Core ความเร็ว 2.3GHz
  • GPU : Adreno 618
  • RAM 6 GB LPDDR4X
  • ROM 64/128 GB UFS 2.1 เพิ่ม MicroSD สูงสุด 256GB
  • ระบบปฎิบัติการ MIUI 12 for POCO บนพื้นฐาน Android 10
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 4 เลนส์แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.89 เซ็นเซอร์ Sony IMX682
    • เลนส์ Ultra Wide-Angle 119 องศา ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
    • เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้าความละเอียด 20 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • รองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ซิม
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi a/b/g/n/ac (Wi-Fi 5), Bluetooth 5.1, ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 5160mAh รองรับ 33W Fast Charge

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

ตัวกล่อง POCO X3 NFC มาในสีดำเข้ม ตัดด้วยสีเหลืองประจำของแบรนด์ด้วยชื่อรุ่น X3 NFC ตรงกลางครับ

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • ตัวเครื่อง POCO X3 NFC พร้อมติดฟิล์มกันรอยเรียบร้อย
  • อะแดปเตอร์ 33W Fast Charge
  • สาย USB Type-C
  • เคส
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • คู่มือการใช้งาน
  • ใบรับประกันสินค้า

 

ดีไซน์ของ POCO X3 NFC ทำออกมาได้ดีเลยทีเดียวครับ ด้วยการใช้วัสดุด้านหลังเป็นพลาสติก Polycarbonate ที่มีความโค้งมนเพื่อให้รองรับกับอุ้มมือผู้ใช้งาน ช่วยให้ถือได้นาน ไม่รู้สึกเจ็บมือเวลาถือนานๆ ขณะที่ด้านหน้าได้ใช้เป็นวัสดุกระจก 2.5D ที่มีความโค้งเล็กน้อย

 

สีสันก็ทำออกมาได้อย่างโดดเด่น โดยสีที่เราได้มาเป็นสีน้ำเงิน Cobalt Blue ที่มีการเล่นแถบดำทึบพร้อมเส้นลวดลายตรงกลาง และมีโลโก้ POCO อยู่ตรงกลางด้วย ส่วนอีกสีที่มีให้เลือกจะเป็นสีเทา Shadow Gray

 

ทั้งนี้ POCO X3 NFC ยังออกมาแบบให้ป้องกันละอองน้ำได้ในมาตรฐาน IP53 ใครที่ใช้งานช่วงฝนตกปรอยๆ ก็ไม่ต้องกังวลอะไรครับ

 

ด้านหน้าจอแสดงผลจัดมาให้ใช้งานกันแบบเต็มตาที่เรียกว่า DotDisplay มีความกว้าง 6.67 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) พร้อมอัตราส่วน 20:9 แถมยังได้รับการรองรับแสงสีฟ้าต่ำจาก TÜV Rheinland อีกด้วย ที่สำคัญความแข็งแรงของหน้าจอก็มาแบบทนทานด้วยการครอบทับด้วยกระจก Corning Gorilla Glass 5

 

ความพิเศษด้านหน้าจอของ POCO X3 NFC อยู่ที่ตรงนี้ครับ เพราะรองรับ Refresh Rate 120Hz ควบคู่กับ 240Hz sampling rate ทำให้ใช้งานได้อย่างไหลลื่นทุการใช้งานแน่นอน ซึ่งปกติมักจะใช้อยู่ในสมาร์ทโฟนเรือธง ที่สำคัญยังมีฟีเจอร์ DynamicSwitch ที่ปรับ Refresh Rate ตามการใช้งานระหว่าง 50, 60, 90 และ 120Hz เพื่อประหยัดพลังงานด้วย

 

เหนือหน้าจอแสดงผลจะมีลำโพงสเตอริโอที่ใช้สำหรับสนทนาได้ด้วย ถัดลงมาจะเป็นกล้องหน้าที่ฝังในหน้าจอ

 

ฝั่งซ้ายตัวเครื่องจะมีเพียงช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ช่อง โดยช่องที่ 2 เป็นแบบ Hybrid ให้เลือกระหว่าง nano-SIM หรือ microSD

 

ด้านขวาจะมีทั้งปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง ถัดลงมาเป็นปุ่ม Power ที่สามารถใช้เป็นการสแกนลายนิ้วมือได้ด้วย

 

ด้านล่างของตัวเครื่องจะมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. มาให้, พอร์ต USB Type-C, ไมโครโฟนตัวที่ 1 และลำโพงตัวที่ 1

 

ขณะที่ด้านบนมีทั้งไมโครโฟนตัวที่ 2 และเซ็นเซอร์อินฟราเรดมาให้

 

และสุดท้ายที่ด้านหลังมีกล้องมีโมดูลแนวนอน มีเลนส์หลักอยู่ตรงกลางที่ถูกล้อมรอบด้วยกล้องอีก 3 เลนส์ใน 3 มุม และไฟแฟลชที่อยู่มุมซ้ายบน

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

POCO X3 NFC แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฎิบัติการ MIUI 12 for POCO บนพื้นฐาน Android 10 หรือเรียกแบบสั้นๆ ว่า POCO LAUNCHER 2.0 ครับ ซึ่งจะเป็นการปรับปรุงประสิทธิภาพต่างๆ ทั้งการทำงานพื้นหลังและความเร็วให้ดีขึ้นกว่าเดิมด้วย

 

หน้าตา UI : MIUI 12 for POCO

 

ระบบความปลอดภัย

POCO X3 NFC ให้เราสามารถสแกนลายนิ้วมือได้ทันทีที่ปุ่ม Power ครับ ซึ่งมีความสะดวกสบายอย่างมาก เพียงหยิบขึ้นมาแล้วนิ้วที่ลงทะเบียนไว้ลงล็อก ระบบก็ปลดล็อกให้ใช้งานทันทีอย่างรวดเร็วครับ

 

หรือใครอยากใช้งานแบบสแกนใบหน้าทั่วไปก็ทำได้เช่นกันครับ

 

ลำโพงคู่ ระบบเสียงกระหึ่ม เพื่ออรรถรสการใช้งาน

POCO X3 NFC ก็มาพร้อมกับลำโพงเสียงสเตอริโอแบบคู่ ทำให้ใช้งานได้ 2 ลำโพงแยกกันอย่างชัดเจนครับ จะเล่นเกมหรือรับชมภาพยนตร์ต่างๆ ก็เติมเต็มอรรถรสในการรับความบันเทิงแน่นอน

 

Dark Mode

Dark Mode ถือเป็นฟีเจอร์ที่หลายคนน่าจะชอบด้วยความที่สบายตาในการใช้งานครับ ซึ่งรุ่นนี้ก็มีมาให้ด้วยเช่นกัน สามารถปรับเองหรือให้เปิดอัตโนมัติตามเวลาที่ตั้งค่าไว้ก็ได้

 

พื้นที่ทับซ้อน

ฟีเจอร์นี้จะเป็นการใช้พื้นที่แยกออกจากพื้นหลักในเครื่อง โดยจะนับเป็นพื้นที่ที่ 2 ซึ่งเราอาจเปิดใช้งานและนำแอปพลิเคชั่นที่ต้องการความปลอดภัยสูงมาอยู่ในพื้นที่นี้ได้ ทั้งนี้ รหัสผ่านต่างๆ เพื่อเข้าถึงพื้นที่ทับซ้อนจะเป็นคนละชุดกับที่ใช้ในพื้นที่ปกติครับ

พื้นที่ทับซ้อน

พื้นที่ปกติ

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

POCO X3 NFC ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 732G เป็นรุ่นแรกของโลก โดยมีขนาดเล็กเพียง 8 นาโนเมตร ช่วยให้ประหยัดพลังงานมากขึ้น ทั้งยังมี GPU Adreno 618 เพิ่มประสิทธิภาพด้านกราฟิกให้สวยงามอีกด้วย

 

สำหรับผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ทำไปได้ 274,906 คะแนน

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 564 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,780

 

เพิ่มความแรงสายเกมด้วย Game Turbo 3.0

POCO X3 NFC ก็มาพร้อมเทคโนโลยี Game Turbo 3.0 ช่วยให้เฟรมเรทลื่นขึ้น 37.9% และมีประสิทธิภาพการสัมผัสและความแม่นยำเพิ่มขึ้นถึง 100% ใครที่เล่นเกมบ่อยๆ จะต้องชอบแน่นอนครับ และเมื่อเข้าเล่นเกมก็จะมีบอกว่า CPU และ GPU ใช้งานไปกี่ % และบอกถึงเฟรมเรทแบบเรียลไทม์ด้วย

 

ทดสอบการเล่นเกม

ROV

เริ่มกันด้วยเกมมหาชนอย่าง ROV ก็สามารถเปิดทุกอย่างได้สูงสุดทั้งหมด ยกเว้นการแสดงผลในระดับสูง รวมถึงเฟรมเรทระดับสูงด้วย ทดสอบการเล่นโหมด 5 VS 5 ตามปกติก็เล่นได้ไหลลื่นตามคาด เฟรมเรทคงที่ ไม่มีอาการเฟรมเรทดรอปให้เห็นครับ

 

PUBG Mobile

ต่อมาเป็นเกม Battle Royal อย่าง PUBG Mobile ก็เปิดกราฟิกได้ในระดับ HD ควบคู่เฟรมเรทระดับสูง ซึ่งเราลองเล่นในแผนที่ขนาดต่างๆ ของเกม ก็เล่นได้แบบไหลลื่น และเรื่องการสัมผัสหน้าจอก็ทำได้ดีแบบเห็นได้ชัดเลยด้วย

 

Asphalt 9: Legends

และสุดท้ายกับเกมแข่งรถกราฟิกสวยๆ ก็สามารถเปิดภาพในระดับสูงได้ครับ ทำให้ภาพและเอฟเฟ็กต์ต่างๆ ระหว่างแข่งรถทำได้ดียิ่งขึ้น และเฟรมเรทก็วิ่งแบบคงที่ด้วย

 

เล่นนานๆ เครื่องก็ไม่ร้อนเกินไปด้วย LiquidCool Technology 1.0 Plus

หนึ่งในสิ่งที่ช่วยไม่ให้เฟรมเรทระหว่างเล่นเกมดรอปลงไป คือ เทคโนโลยีระบายความร้อน LiquidCool Technology 1.0 Plus ครับ ซึ่งในตัว POCO X3 NFC ได้ใช้แผ่นทองแดง Copper heat pipe ควบคู่กับ Graphite เพื่อระบายความร้อนถึง 2 ชั้น พร้อมระบายความร้อนดีขึ้น 20% ทำให้เวลาเล่นเกมไปนานๆ ก็รู้สึกว่าเครื่องไม่ร้อนจนเกินไป

 

แบตเตอรี่สุดอึด เล่นเกมได้เกินครึ่งวันแบบไม่มีพัก

แบตเตอรี่ที่ให้มามีถึง 5160mAh มากกว่าเรือธงหลายๆ รุ่นเลยทีเดียว ซึ่งใช้งานได้นานแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานทั่วไปที่อยู่ได้ครบวัน หรือถ้าเล่นเกมก็จัดให้เต็มๆ ที่เกินครึ่งวันครับ นอกจากนี้ ใครที่เล่นจนแบตหมดก็ชาร์จได้ไวด้วย 33W Super Fast Charging โดยเราลองชาร์จจาก 25% ถึง 100% ได้ในเวลาประมาณ 70 นาทีเท่านั้น

 

กล้องถ่ายรูป

ไม่ใช่แค่เรื่องประสิทธิภาพด้านเกมเท่านั้น แต่รุ่นนี้ก็จัดให้เรื่องกล้องมาแบบจัดเต็มด้วยเหมือนกันถึง 4 เลนส์ที่ด้านหลัง และอีก 1 กล้องหน้า ซึ่งมีฟีเจอร์เยอะๆ และใหม่ๆ เยอะพอตัวครับ

 

คมชัดสูงสุด 64 ล้านพิกเซล

POCO X3 NFC จัดเลนส์หลักความที่ความละเอียดสูงสุดถึง 64 ล้านพิกเซลครับ ช่วยให้ภาพที่ถ่ายออกมามีรายละเอียดที่ชัดเจน เห็นสิ่งเล็กๆ ในภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อซูมเข้าไป

 

AI อัจฉริยะ

ส่วนใหญ่แล้วเราก็มักจะได้ใช้การถ่ายโหมดปกติครับ ซึ่งจะได้ AI เข้ามาประมวลผลแยกแยะหมวดหมู่ในภาพให้อย่างแม่นยำเลยทีเดียว จะมีการบ่งบอกหมวดหมู่เมื่อเราเปิด AI ให้เป็นสีส้ม จากนั้นระบบจะเปลี่ยนเป็นรูปลักษณ์ต่างๆ ทันที เช่น อาหาร หรือสุนัข เป็นต้น ส่วนเรื่องของสีสันก็ถือว่าสดกว่าปกติที่ตาเห็นครับ

 

Ultra-Wide Angle มุมมองกว้าง เก็บได้ครบทุกมุม

เลนส์ Ultra-Wide Angle ของรุ่นนี้ทำได้กว้างถึง 119 องศา ซึ่งเป็นมุมมองที่กว้างมากๆ สามารถเก็บบรรยากาศได้ครบแน่นอนครับ โดยเฉดสีต่างๆ แทบไม่ต่างจากเลนส์หลักเลยด้วย


เลนส์ Ultra-Wide Angle / เลนส์หลัก

 

เบลอหลังเนียนตาด้วย Portrait พร้อมปรับระดับได้ตามใจชอบ

ในการถ่าย Portrait ก็ทำออกมาได้ดีพอสมควรเลยทีเดียวครับ การตัดขอบรอบตัวบุคคลทำได้เนียน ซึ่งเราสามาถปรับระดับการเบลอได้ตั้งแต่ f/1.0 – f/16 (f ยิ่งน้อยยิ่งเบลอ) ทั้งนี้ก็ยังได้ความบิวตี้ที่สามารถปรับได้ตามความเหมาะสมครับ

กล้องหลัง

 

กล้องหน้า

 

นอกจากนี้ โหมด Portrait ยังมีลูกเล่นเพิ่มเติมอย่างแสงสตูดิโอที่เพิ่มความสนุกในถ่ายถ่ายยิ่งขึ้น มีให้เลือกหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ, ไฟเวที, ภาพยนตร์, รุ้ง, ผ้าม่าน, จุด และแสงใบไม้

 

ลูกเล่นใหม่ ถ่ายแบบแยกร่างได้ด้วยฟีเจอร์ ‘โคลน’

ฟีเจอร์นี้จะเป็นการถ่ายภาพนิ่งหรือวิดีโอ ที่สามารถแยกตัวบุคคล 1 คนออกมาได้ด้วยการถ่ายหลายช็อต โดยเราต้องถือกล้องให้นิ่งๆ (แนะนำใช้ขาตั้งกล้อง) และให้คนเดินหน้าไปแล้วทำท่าโพสต์เรื่อยๆ ซึ่งเราจะได้ภาพที่มีความคิดสร้างสรรค์ออกมาไปเพียบ!

 

ถ่ายกลางคืนก็สว่างพร้อมความคมชัดในโหมด Night

ในการถ่ายภาพกลางคืนเรียกว่าทำออกมาได้ดีมากๆ ครับ ให้ความคมชัดและความสว่างในตอนกลางคืนได้เป็นอย่างสวยงาม วัตถุในภาพแสดงผลได้ชัดเจน และสีสันต่างๆ ก็ดูธรรมชาติด้วย


Auto Mode / Night Mode

 

ถ่าย Macro ได้ใกล้สุด 4 เซนติเมตร

ในเลนส์ Macro เราสามารถถ่ายวัตถุได้ใกล้ถึง 4 เซนติเมตรเลยทีเดียว การโฟกัสก็ทำได้ไว และภาพถ่ายก็ดูคมชัดและเรื่องสีอาจจะดรอปลงเล็กน้อยแต่ยังคงสวยงาม

 

กล้องหน้า AI

ด้านกล้องหน้าของ POCO X3 NFC ถือว่าทำได้ธรรมชาติครับ ใบหน้าของผู้หญิงและผู้ชายจะมีความแตกต่างกันในเรื่องของการปรับบิวตี้ ซึ่งมีการทำให้เหมาะสมกับแต่ละเพศ

 

ถ่าย Vlog สั้นๆ ไม่ต้องตัดต่อเอง

นอกจากนี้ ในเรื่องถ่ายวิดีโอในยุคนี้ก็เน้นเรื่อง Vlog แน่นอน ซึ่ง POCO X3 NFC ก็จัดฟีเจอร์นี้มาให้โดยผู้ใช้งานไม่ต้องนำไปตัดต่อให้เสียเวลา ซึ่งเราต้องถ่ายออกมาเป็นซีนๆ จากนั้นระบบก็จะตัดต่อทั้งเสียงเพลงและการเปลี่ยนฉาก (Transition) ให้อัตโนมัติ

 

สรุปจุดเด่น

  • ตัวเครื่องสามารถป้องกันละอองน้ำได้ในมาตรฐาน IP53
  • ดีไซน์สวยงาม มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีน้ำเงิน Cobalt Blue และสีเทา Shadow Gray
  • ใช้หน่วยประมวลผล Snapdragon 732G ที่มีขนาดเล็ก ประหยัดพลังงาน และใช้งานได้ไหลลื่นทั้งเล่นเกมหรือทั่วไป
  • หน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ถึง 6.67 นิ้ว แบบ DotDisplay แถมใช้ได้ลื่นๆ ด้วยๅ Refresh Rate 120Hz
  • แบตเตอรี่ให้มาแบบอึดๆ ถึง 5160mAh และรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 33W Fast Charging
  • ตัวเครื่องร้อนน้อยลงด้วยเทคโนโลยี LiquidCool Technology 1.0 Plus
  • กล้องหลัง 4 เลนส์ใช้งานได้ครบทุกฟังก์ชัน พร้อมโหมดวิดีโอ Vlog ที่หลายคนต้องชอบ

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ไม่มีหูฟังภายในกล่อง

 

POCO X3 NFC มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สี Shadow Grey และสี Cobalt Blue สนนราคารุ่นความจุ 6GB + 64GB ที่ 6,999 บาท และความจุ 6GB + 128GB ในราคา 7,999 บาท โดยจะวางจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟบน JD CENTRAL ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 กันยายนนี้

อ่านต่อ...

Featured

รีวิว realme 7 Pro การชาร์จที่เหนือขั้นด้วย 65W SuperDart Charge, จอคมชัดแบบ Super AMOLED พร้อมกล้อง 4 เลนส์ 64MP

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

มาแล้วสำหรับรีวิวฉบับเต็มของ realme 7 Pro สมาร์ทโฟนพลังแรงสู่การชาร์จที่เหนือขั้นด้วย 65W SuperDart Charge ควบคู่ขุมพลัง Snapdragon 720G พร้อมชูโรงด้วยกล้อง 4 เลนส์ครบทุกฟีเจอร์ ในราคาที่เข้าถึงได้สบายๆ

 

สรุปสเปค realme 7 Pro

  • ขนาดตัวเครื่อง : 160.9 × 74.3 × 8.7 มม.
  • น้ำหนัก : 182 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Super AMOLED Fullscreen ขนาด 6.4 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) อัตราส่วน 20:9 มีพื้นที่การแสดงผล 90.8% และครอบทับด้วยกระจก Corning Gorilla Glass
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 720G ความเร็ว 2.3GHz
  • GPU : Adreno 618
  • RAM : 8GB
  • ROM : 128GB
  • กล้องถ่ายรูปหลัง 4 เลนส์ แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Sony IMX682 รูรับแสง f/1.8
    • เลนส์ Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล มุมมองกว้าง 119 องศา รูรับแสง f/2.3
    • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 ระยะโฟกัส 4 เซนติเมตร
    • เลนส์ B&W Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้า In-display Selfie ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.5
  • ระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย realme UI 1.0
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.1 และพอร์ต USB Type-C
  • รองรับลำโพงคู่ Dolby Atmos + Hi-Res
  • แบตเตอรี่ความจุ 4500mAh รองรับ 65W SuperDart Charge

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

ตัวกล่องของ realme 7 Pro มาในสีเหลืองสุดโดดเด่น มีชื่อของรุ่นอย่าง 7 Pro ที่ด้านหน้า ส่วนด้านหลังจะเป็นสเปคหลักๆ แทบทั้งหมดครับ

อุปกรณ์ภายในกล่องมีดังนี้

  • ตัวเครื่อง realme 7 Pro พร้อมติดฟิล์มกันรอย
  • อะแดปเตอร์ 65W SuperDart Charge
  • สาย USB Type-C
  • เคสใสซิลิโคน
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น
  • ใบรับประกันสินค้า

 

สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็นกันเลยทีเดียวสำหรับความสวยงามด้านดีไซน์ของ realme 7 Pro ที่เน้นเฉดสีได้สวยงามด้วยกระจะแบบผิวด้าน ไม่สะท้อน เพิ่มความพรีเมี่ยมได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญตัวเครื่องผ่านกระบวนการผลิต AG ช่วยให้พื้นผิวฝาหลังคล้ายกับแผ่นซีดีอีกด้วย ซึ่งสีที่เราได้มาเป็นสีน้ำเงิน Mirror Blue ที่มีการแบ่งเฉดเป้นเส้นตรงบริเวณเลนส์กลางของเลนส์กล้องทำให้ดูสวยงามหลากหลายมิติ

 

เรื่องการจับถือต้องบอกว่าสบายมากๆ ครับ ด้วยตัวเครื่องที่น้ำหนักเบาเพียง 182 กรัมเท่านั้น แถมตัวเครื่องยังมีความโค้งมนเล็กน้อยทำให้เวลาถือเล่นเกมหรือใช้งานได้สบายสุดๆ

 

realme 7Pro ยังเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก TÜV Rheinland Smartphone Reliability ซึ่งถูกทดสอบ 22 ส่วนสำคัญ และส่วนอื่นๆ อีกถึง 38 ส่วน ที่ครอบคลุมทุกการใช้งานในชีวิตประจำวันแน่นอน

 

หน้าจอแสดงผลของ realme 7 Pro จัดเต็มด้วยสีสันที่สดใสด้วยพาเนล Super AMOLED Fullscreen มีความสว่างสูงสุด 600nits และช่วงสี 98% NTSC ที่ให้สีที่เที่ยงตรงมากที่สุด เรียกว่าสายความบันเทิงต่างๆ จะต้องชอบแน่นอน

 

ทั้งยังมีขนาดที่กว้าง 6.4 นิ้ว คมชัด Full HD+ (2400 x 1080 พิกเซล) อัตราส่วน 20:9 ทำให้การใช้งานเต็มตาครับ

 

ที่รอบเครื่องเหนือหน้าจอแสดงผลจะมีกล้องหน้า In-display Selfie ฝังในหน้าจอ ตรงกลางจะมีลำโพงสำหรับสนทนา โดยเป็นลำโพงสเตอริโอหรือลำโพงที่ 2 อีกด้วย

 

ฝั่งซ้ายตัวเครื่องมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM ทั้งหมด 2 ช่อง และมีช่อง MicroSD Card เพิ่มให้อีก 1 ช่อง ถัดลงมาเป็นปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง

 

ฝั่งขวามีเพียงปุ่ม Power เท่านั้น

 

ส่วนทางด้านบนมีไมโครโฟนตัวที่ 2

 

ด้านล่างตัวเครื่องมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม., ไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวที่ 1

 

และที่ด้านหลังมีกล้อง 4 เลนส์ แบ่งเป็นเลนส์หลัก 64MP + เลนส์ Ultra Wide Angle 8 MP + เลนส์ Macro 2MP + เลนส์ B&W Portrait 2MP พร้อมไฟแฟลช LED ซึ่งจะมีความนูนออกจากตัวเครื่องเล็กน้อย

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฏิบัติการ

realme 7 Pro แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฎิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย realme UI 1.0 ทำให้เราได้ใช้งานฟีเจอร์ต่างๆ ได้เพียบ พร้อมด้วยระบบการจัดการที่ดีขึ้นด้วย

 

หน้าตา UI : realme UI 1.0

 

มี Always on Display แสดงผลสถานะตัวเครื่องบนจอล็อก

Always on Display หรือจอแสดงผลแบบเปิดตลอด จะช่วยให้ชีวิตประจำวันของเราสะดวกยิ่งขึ้น เพราะเราสามารถดูสถานะต่างๆ ของเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นเวลา, วันที่, แบตเตอรี่คงเหลือ และการแจ้งเตือนที่แสดงเป็นไอคอนได้เพียงแค่เหลือบมองเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเปิดหน้าจอขึ้นมาให้เสียเวลา

 

ระบบเสียงสเตอริโอ Dolby Atmos & Hi-Res คุณภาพเสียงดีเยี่ยม

ใครที่เป็นสายเน้นความบันเทิงต้องบอกว่า realme 7 Pro ตอบโจทย์สุดๆ ด้วยการมีลำโพงเสียงสเตอริโอ Dolby Atmos & Hi-Res ทำให้การรับชมภาพยนตร์หรือเล่นเกมนั้นได้อรรถรสมากกว่าเดิม ที่สำคัญการแบ่งช่องเสียบซ้ายและขวาก็ทำออกมาได้เสียงดังชัดเจนมากๆ ด้วย เรียกได้ว่ารุ่นนี้ใส่ฟีเจอร์ที่มีอยู่ในเรือธงมาให้เลยทีเดียว

 

ระบบความปลอดภัยขั้นสูง

realme 7 Pro ก็ยังมีระบบความปลอดภัยในการปลดล็อกเครื่องได้ดีและรวดเร็วครับ ประกอบด้วยการสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอได้ทันที ซึ่งจากที่ทดสอบก็มีความรวดเร็วและไม่เกิดการผิดพลาด

 

ทั้งนี้ก็ยังมีการสแกนใบหน้าที่ทำได้อย่างรวดเร็วไม่แพ้กันครับ

 

ปรับแต่งไอคอนได้เองตามใจชอบ

ความพิเศษของ realme UI ที่ขาดไม่ได้เลยคือการปรับแต่งไอคอนหรือลักษณะของไอคอน โดยเราสามารถปรับเป็นรูปแบบต่างๆ ได้เอง ทั้งลักษณะวัสดุ, กรวดหิน หรือกำหนดได้เอง

 

โหมดกลางคืนก็มีให้แน่นอน

การใช้งานโหมดกลางคืนก็มีมาให้เหมือนเดิมครับสำหรับ realme 7 Pro เมื่อเราเปิดใช้งาน ระบบจะปรับเปลี่ยนพื้นหลังเป็นสีดำทั้งหมด ช่วยให้ใช้งานในที่แสงน้อยได้สบายตากว่าเดิม ที่สำคัญโหมดนี้ช่วยให้แบตเตอรี่ประหยัดขึ้นเพราะหน้าจอ Super AMOLED นั้นชอบพื้นหลังที่เป็นสีดำมากๆ เพราะไม่ต้องใช้แสงให้เปลืองพลังงาน

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

realme 7 Pro ขับเคลื่อนด้วยพลังของ Qualcomm Snapdragon 720G ความเร็ว Clock สูงสุด 2.3GHz และเล็กเพียง 8 นาโนเมตร ควบคู่ GPU อย่าง Adreno 618 ที่ต้องบอกว่าการเล่นเกมนั้นทำได้แบบสบายๆ ครับ ทั้งนี้ยังมีให้ RAM มาที่ 8GB + ROM 128GB ทำให้เราใช้งานแอปพลิเคชั่นทั่วไปทำได้ไหลลื่น และเก็บสิ่งต่างๆ ได้เยอะโดยไม่ต้องกลัวเต็ม

 

สำหรับผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ทำคะแนนได้ไปได้ที่ 286,696

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 576 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,801

 

ฟีเจอร์การเล่นเกม

ในส่วนของการเล่นเกมก็มีฟีเจอร์ Game Space มาช่วยตอบโจทย์สายเกมครับ โดยจะรวบรวมเกมทั้งหมดไว้ในที่เดียว รวมถึงการเปิดเป็นโหมดแข่งขันเพื่อรีดประสิทธิภาพเครื่องออกมาให้ได้มากที่สุด และสามารถปิดกั้นการแจ้งเตือนของแอปพลิเคชั่นและการโทรเข้าต่างๆ ได้ ทำให้เล่นได้ต่อเนื่อง เล่นแบบไม่มีอะไรกั้น!!

 

ทดสอบการเล่นเกม

ROV

การตั้งค่าของเกม ROV สามารถเปิดได้สูงสุดทั้งหมดครับ ยกเว้นในส่วนกราฟิกที่เปิดได้ในระดับสูง ซึ่งในการเล่นโหมด 5 VS 5 แน่นอนว่าเล่นได้แบบไหลลื่น เฟรมเรทวิ่งนิ่งๆ 60-61fps ตลอดทั้งเกมครับ

 

PUBG Mobile

สำหรับเกม PUBG Mobile สามารถเปิดกราฟิกในระดับ HD และเฟรมเรทสูงครับ ซึ่งก็เล่นได้แบบลื่นๆ หน้าจอแสดงผลสัมผัสไปตามนิ้วในระดับที่ดีมาก

 

Call of Duty: Mobile

และสุดท้ายกับเกมแนว Battle Royale อีกเกมอย่าง Call of Duty: Mobile สามารถเลือกเปิดได้ 2 แบบ ได้แก่ กราฟิก Very High และเฟรมเรท Very High หรือ กราฟิก High และเฟรมเรท Max ซึ่งเราลองใช้แบบที่ 2 ครับเพื่อเน้นความลื่นเป็นหลัก ต้องบอกเลยว่าความไหลลื่นของภาพนั้นเพิ่มขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดมากๆ หรือถ้าใครอยากเน้นความสวยด้วยก็สามารถปรับแบบที่ 1 ได้เช่นกัน

 

ชาร์จเร็วเหนือขั้นของแท้ด้วยเทคโนโลยี 65W SuperDart Charge

จัดมาให้แบบไม่ต้องรอคอยระหว่างชาร์จเลยทีเดียวสำหรับ realme 7 Pro ที่ให้เทคโนโลยี 65W SuperDart Charge มาให้ ต้องบอกว่าชาร์จได้เร็วกว่าที่คิดครับ เราเริ่มชาร์จตอนแบตเตอรี่ราว 26% ผ่านไปประมาณ 10 นาที ได้มาแล้ว 60% จากนั้นก็เต็ม 100% ในเวลารวมทั้งหมดแค่ 34 นาทีครับ แต่ถ้าใครชาร์จตอนแบตเหลือ 0% น่าจะใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ชาร์จเร็วขนาดนี้ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องคาวมปลอดภัยครับ เพราะ 65W SuperDart Charge มีการควบคุมและระบายความร้อนป้องกันอุณหภูมิสูงเกินไป ทั้งยังใช้แบตเตอรี่แบบ Dual 3C Cells ที่แบ่งแบตเตอรี่เป็น 2250 mAh 2 ก้อน รวม 4500 mAh และชาร์จด้วยกระแสไฟ 6.5A

 

นอกจากนี้ ใครที่เล่นเกมบ่อยๆ ก็สามารถชาร์จไปด้วยเล่นไปด้วยได้เหมือนกัน เพราะรุ่นนี้มีระบบความปลอดภัยตั้งแต่ในตัวอะแดปเตอร์ถึงตัวแบตเตอรี่ พร้อมเซ็นเซอร์ตรวจจับความร้อนถึง 10 จุดในตัว ซึ่งความเร็วในการชาร์จจะอยู่ที่ชาร์จ 30 นาทีได้มา 43% เลยทีเดียว

 

กล้องถ่ายรูป

ไม่ใช่แค่เรื่องสเปคด้านขุมพลังและชาร์จเร็วเหนือขั้นเท่านั้น แต่ realme 7 Pro ยังจัดเต็มเรื่องกล้อง จัดให้เต็มๆ ครบทุกฟีเจอร์แน่นอน จะมีอะไรบ้างมาดูกันเลยครับ

คมชัดสูงสุด Ultra Clear 64 ล้านพิกเซล

realme 7 Pro ให้เลนส์หลักความละเอียดสูงถึง 64 ล้านพิกเซล ใครที่ต้องการความคมชัดเป็นพิเศษก็ใช้โหมดนี้ได้เลย ซึ่งจะให้รายละเอียดสูงกว่าโหมดปกติเยอะเลยทีเดียว เห็นสิ่งเล็กๆ ในรูปภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

 

AI ถ่ายได้อัจฉริยะ

นอกจากโหมด 64MP แล้ว ในโหมดปกติก็ถ่ายได้ที่ 12MP แต่เป็นการรวม 4 พิกเซล เป็น 1 พิกเซล ทำให้ได้รายละเอียดของแสงและเงาที่ดีขึ้น และภาพที่ที่แสงน้อยก็มีความสว่างเพิ่มขึ้นเล็กน้อยด้วย ที่สำคัญก็ยังมีการปรับแต่งสีสันตามวัตถุที่ตรวจจับได้

 

ถ่าย Portrait สวยงาม บิวตี้อย่างธรรมชาติทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง

ความสวยงามของการถ่าย Portrait ในรุ่นนี้ก็ยังทำได้อย่างสวยงามตามสไตล์ของ realme เช่นเคยครับ สามารถตัดขอบพร้อมเบลอฉากหลังได้เนียน ใบหน้าและผิวพรรณก็มีความบิวตี้อย่างเป็นธรรมชาติ

กล้องหลัง

 

กล้องหน้า

 

นอกจากนี้ ด้วยเลนส์อย่าง B&W Portrait ทำให้เราถ่ายฟิลเตอร์พิเศษได้ด้วย โดยจะอยู่ในตัวเลือก O6 ในหมวดรูปคนครับ

ฟิลเตอร์ O6 ด้วยเลนส์ B&W Portrait

 

ฟิลเตอร์อื่นๆ

 

มุมมองกว้างสุดด้วยเลนส์ Ultra Wide Angle 119 องศา

เลนส์ Ultra Wide Angle ก็มีมาให้แน่นอนครับ เราสามารถถ่ายมุมมองกว้างได้ถึง 119 องศา ได้บรรยากาศที่ครบครัน ใครที่ชอบถ่ายวิวทิวทัศน์ต่างๆ จะต้องชอบแน่นอน เพราะสีสันต่างๆ ยังสดใสอีกด้วย


เลนส์หลัก / เลนส์ Ultra Wide Angle

 

Macro ถ่ายใกล้สุดถึง 4 เซนติเมตร

เลนส์ Macro ช่วยให้เราถ่ายวัตถุได้ใกล้สูงสุดถึง 4 เซนติเมตร ซึ่งเป็นระยะที่ดวงตาของเรามองไม่เห็นแล้ว ส่วนเรื่องของการโฟกัสก็ทำได้รวดเร็วครับ

 

เปลี่ยนกลางคืนให้สว่างและคมชัดด้วย Nightscape

realme 7 Pro ช่วยให้ถ่ายภาพในที่แสงน้อยหรือในตอนกลางคืนได้อย่างสวยงามด้วย Nightscape ที่ให้ความคมชัด เพิ่มรายละเอียดในภาพดีขึ้น และ Noise ก็แทบไม่มีครับ ทั้งยังใช้งานได้ทั้งเลนส์หลักและเลนส์ Ultra-Wide Angle


Auto Mode / Nightscape Mode

 

ทั้งนี้ หากใครที่อยากปรับการตั้งค่าทั้ง ISO, ความเร็วชัตเตอร์, ไวท์บาลานซ์ และระยะโฟกัส ก็สามารถทำได้ด้วย Pro Nightscape Mode

 

ยังไม่หมดเท่านี้เพราะก็ยังมี Starry Mode เพื่อใช้ในการถ่ายดวงดาวบนท้องฟ้าได้อย่างสวยงาม แต่ก็ต้องใช้ขาตั้งเพื่อรอเวลาประมวลผลประมาณ 4 นาที และแนะนำให้ใช้งานในวันที่ฟ้าเปิดครับ

 

สุดท้ายในฟีเจอร์ของ Nightscape ก็มี Special Night Filters ที่เป็นฟิลเตอร์ที่เหมาะสำหรับการถ่ายตอนกลางคืน ได้แก่ สีทองทันสมัย, ไซเบอร์พังก์ และฟลามิงโก

 

กล้องหน้า AI Beauty ถ่ายสวยเป็นธรรมชาติ

ผ่านกล้องหลังไปแล้ว กล้องหน้าที่นอกจากจะถ่าย Portrait เบลอฉากหลังได้แล้ว การถ่ายโหมดปกติก็ทำได้อย่างสวยงามครับ เห็นบรรยากาศด้านหลังได้ชัดเจน แถมตั้งค่า AI Beauty ปรับผิวเนียนได้ตามใจชอบด้วย

 

เซลฟี่ที่แสงน้อยไม่ต้องกลัวด้วย Nightscape Selfie

ในโหมด Nightscape ก็สามารถใช้งานที่กล้องหน้าได้เช่นกันครับ จุดที่มีแสงน้อยหรือถ่ายในตอนกลางคืนก็เปิดโหมดนี้ช่วยได้เลยครับ


โหมดปกติ / โหมด Nightscape Selfie

 

มาถึงการถ่ายวิดีโอกันบ้างครับ รุ่นนี้มีฟีเจอร์ Ultra Nightscape Video เพื่อช่วยให้การถ่ายวิดีโอตอนกลางคืนได้คมชัดและมีสีสันที่สดใหม่พร้อมความสว่างมากขึ้นด้วย

 

ทั้งนี้ยังมี AI Color Portrait ถ่ายวิดีโอให้มีมิติยิ่งขึ้น ที่มีตัวเลือกให้ระบบตรวจจับเฉพาะสีแดง, น้ำเงิน, เขียว หรือจะแสดงสีเฉพาะตัวบุคคลก็ยังได้ โดยฉากหลังจะเป็นขาว-ดำทั้งหมด

 

สรุปจุดเด่น

  • เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก TÜV Rheinland ในด้านการใช้งานในชีวิตประจำวัน
  • มีเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 65W SuperDart Charge ชาร์จได้เต็ม 100% ใน 34 นาที
  • กล้องหลัง 4 เลนส์ มีให้ครบทุกฟีเจอร์ ถ่ายได้อย่างสนุกไม่มีเบื่อแน่นอน
  • กล้องหน้า In-display Selfie คมชัดสูงสุด 32 ล้านพิกเซล พร้อม AI Beauty
  • ขุมพลัง Qualcomm Snapdragon 720G ทำให้ใช้งานได้อย่างไหลลื่นในทุกจังหวะ
  • หน้าจอสวยงามด้วย Super AMOLED Fullscreen กว้างถึง 6.4 นิ้ว ใช้งานได้เต็มตา

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ตัวเครื่องไม่ป้องกันน้ำ
  • ไม่มีหูฟังในกล่อง

realme 7 Pro มีราคาราคาอยู่ที่ 10,990 บาท โดยวางจำหน่ายแล้วในวันนี้ครับ

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

Featured3 วัน ที่แล้ว

รีวิว POCO X3 NFC สมาร์ทโฟนเพื่อคอเกม จอไหลลื่น 120Hz มาพร้อม Snapdragon 732G และระบบระบายความร้อนขั้นสูง

POCO X3 NFC สมาร์ทโฟ...

Featured6 วัน ที่แล้ว

รีวิว realme 7 Pro การชาร์จที่เหนือขั้นด้วย 65W SuperDart Charge, จอคมชัดแบบ Super AMOLED พร้อมกล้อง 4 เลนส์ 64MP

มาแล้วสำหรับรีวิวฉบั...

Featured1 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว Vivo V20 Pro 5G สมาร์ตโฟน 5G บางสุดในโลก ดีไซน์โดดเด่น กล้องหน้าคมชัด 44MP โฟกัสไม่มีหลุด พร้อมฟีเจอร์แบบจัดเต็ม

รีวิว Vivo V20 Pro 5...

Featured3 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว Vivo X50 Pro 5G กล้องหลังจัดเต็ม ระบบกันสั่น Gimbal รุ่นแรกของโลก, ฟีเจอร์ครบ พร้อมหน้าจอโค้ง Ultra O Screen และชิปตัวแรง Snapdragon 765G

Vivo X50 Pro 5G สมาร...

Featured4 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว Vivo Y20 สมาร์ตโฟนกล้อง AI Triple Macro Camera สแกนลายนิ้วมือด้านข้างเครื่อง และแบตอึด 5000mAh

Vivo Y20 สมาร์ตโฟนน้...

Advertisement

คลิปมาใหม่

ข่าวใหม่วันนี้

ข่าวประชาสัมพันธ์21 นาที ที่แล้ว

realme เตรียมบุก Thailand Mobile Expo 2020 ยกขบวนสมาร์ทโฟนและผลิตภัณฑ์ AIoT สุดคุ้มด้วยโปรโมชั่นและของแถมจัดเต็ม

กลับมาอีกครั้งสำหรับ...

IT News32 นาที ที่แล้ว

OnePlus 8 Series ราคาใหม่ ถูกใจกว่าเดิมเริ่มต้นเพียง 25,990 บาท เริ่ม 1 ตุลาคมนี้

OnePlus แบรนด์สมาร์ท...

Android News2 ชั่วโมง ที่แล้ว

Vivo เปิดตัว X50e 5G ขุมพลัง Snapdragon 765G พร้อมกล้อง 48MP และเป็นรุ่น 5G ถูกสุดใน X50 Series

Vivo เปิดตัว Vivo X5...

Android News4 ชั่วโมง ที่แล้ว

เดือนเดือด! รวมสมาร์ทโฟนที่ยืนยันและอาจจะเปิดตัวในเดือนตุลาคมนี้!

เตรียมที่จะสิ้นสุดเด...

Android News4 ชั่วโมง ที่แล้ว

OnePlus 8T เผยบน Geekbench มาพร้อม RAM 12GB, รันบน Android 11 และใช้ชิป Snapdragon 865

OnePlus 8T เตรียมที่...

มือถือมาใหม่

ติดตาม กินเที่ยวกัน

กำลังมาแรง