ติดตามพวกเรา

iOS Tips

วิธีดาวน์โหลดสติ๊กเกอร์ LINE ฟรีด้วยตนเอง สำหรับ iOS ด้วย Auto VPN จากต่างประเทศ (ไม่เจลเบรก)

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

หลังจากที่ LINE ได้บล็อกการส่งและดาวน์โหลด Sticker จากต่างประเทศไปแล้วเมื่อวานที่ผ่านมาและมีวิธีข้ามอีกวิธีซึ่งได้นำเสนอไปก่อนหน้านี้แล้ว วิธีข้ามของ iOS ด้วย VPN  แบบติดตั้งเองเฉพาะของประเทศญี่ปุ่น วันนี้มีอีกวิธีแนะนำจากแฟนเพจของเราครับ สามารถติดได้แบบ Auto จากหน้าเว็บของผู้บริการได้เลยซึ่งจะง่ายกว่าวิธีแรกที่นำเสนอไปครับผม เดี๋ยวเรามาดูวิธีทำกันครับ

 

เตรียมพร้อมก่อนลงมือทำ

– ต้องล็อคอินการใช้งาน LINE ด้วย Facebook เข้ามาใช้งานเท่านั้น ห้ามลงทะเบียนเบอร์เพราะจะทำให้ข้ามประเทศไปโหลดไม่ได้ ถ้าล็อคอินด้วยเบอร์โทรเข้ามาแล้ว อันดับแรกให้ลงทะเบียน email ก่อน เพื่อป้องกัน Sticker หาย หลังจากนั้นไปที่ LINE > More > Settings > Facebbok > Link หลังจากนั้น ให้ “ลบแอพ LINE” ออก หลังจากนั้น ล็อคอิน LINE ด้วย Facebook วิธีนี้จะต้องไม่ลงทะเบียนเบอร์โทร แล้วทำใหม่อีกครั้ง

– ปิดแอพ LINE ที่ Multitasking กด Home 2 ครั้งติดกันและปิดแอพไลน์

 

ขั้นตอนการติดตั้ง VPN เพื่อโหลด Sticker ฟรีต่างประเทศ

เปิดเว็บไซต์ m.flyvpn.com ด้วย safari หลังจากนั้นเลือก Register เพื่อลงทะเบียนการใช้งานกันก่อนครับ

 

กรอกข้อมูลต่าง ๆ ให้ครบถ้วน ก็จะได้ Account และ Password มาใช้งานกันครับ

vpn

 

หลังจากลงทะเบียนเรียบร้อยแล้วให้เอา Account และ password มาล็อกอินเพื่อเริ่มติดตั้งการใช้งานครับผม

 

การใช้งานนี้เป็นแบบฟรีและใช้งานได้ 20 นาทีเท่านั้น ให้เลือกไปที่ Free trial และหลังจากนั้นจะมีรายชื่อประเทศต่าง ๆ ให้เลือก เลือกประเทศที่ต้องการเช่นในตัวอย่างด้านล่างมีประเทศเวียดนาม สเปน และญี่ปุ่นเพื่อดาวน์โหลดสติกเกอร์ฟรีที่มีแจกอยู่ขณะนั้น

ตัวอย่างการติดตั้ง VPN  แต่ละประเทศ

เลือกที่ VPN Servers > เลือกประเทศ ที่ต้องการ > และเลือกที่ Setup ทำแบบนี้เหมือนกันทุกประเทศแบบด้านล่าง

flyvpn-side

เสร็จแล้ว install profile จะถูกเปิดขึ้นมาครับ เลือกที่ Install > Install now > Done

 

การติดตั้งเรียบร้อยแล้วให้มาเปิดใช้งาน VPN ที่ Settings > General > เลือก VPN ประเทศที่เราติดตั้ไว้ > แล้วเปิด ON

 

หลังจากที่เปิดได้และเชื่อมต่อได้แล้วมาเปิดที่แอพไลน์เข้าไปที่ Sticker Shop เพื่อดาวน์โหลด Sticker ฟรีจากต่างประเทศกันได้เลยครับ

 

เทคนิคการเชื่อมต่อแบบง่าย ๆ 

ถ้าในกรณีที่เราติดตั้ง VPN ไว้นานแล้ว Username และ Password ที่เราได้ติดตั้งแต่ Auto มาจะหมดอายุไป วิธีแก้ไขง่าย ๆ ครับ ให้ไปที่ Settings > General > Profile > m.flyvpn.com แล้วเลือก > Remove  ออกครับ

photo 1-horz

 

หลังจากนั้นเข้าไปติดตั้งใหม่ แค่นี้ก็จะทำให้เชื่อมต่อได้ง่าย ๆ แล้ว จะสังเกตได้ว่าหลังจากที่เชื่อมต่อไม่สำเร็จ ลบและติดตั้งใหม่เพียงแค่ 1 นาทีเท่านั้นก็สามารถเชื่อมต่อ VPN ได้หลังจากที่ติดตั้งใหม่ครับผม

photo 3

 

วิธีข้างต้นเป็นวิธีที่สามารถโหลดได้เองเท่านั้น ไม่สามารถส่ง gift ตัวฟรีให้เพื่อนได้ เป็นอีกแนวทางที่จะทำให้สามารถโหลดตัวฟรีจากต่างประเทศได้ครับผม

 

ข้อแนะนำ

1. ถ้าคอนเนคครั้งแรกได้แล้ว และปิดการใช้งานถ้าเปิดใช้งานใหม่และเชื่อมต่อไม่ได้ให้ติดตั้ง profile ของ VPN อีกรอบตามวิธีข้างต้นครับ

2. วิธีข้างต้นใช้งาน VPN นี้ได้ฟรีเพียง 20 นาทีเท่านั้น หลังจากครบ 20 นาทีแล้วเข้าไปลบ VPN ที่ Settings > Profile > VPN > Remove แล้วติดตั้งใหม่

3. ถ้าเชื่อมต่อเป็นเวลานาน และไม่ติดให้เข้า Airplane Mode เพื่อปิดสัญญาณโทรศัพท์ และให้เปิดใหม่และหลังจากนั้นไปเปิด VPN อีกครั้งครับ

4. สำหรับประเทศอื่น ๆ ให้ทำวิธีเดียวกันครับ แต่อาจจะไม่ครบทุกประเทศยังไงแล้วลองเลือกประเทศเพื่อใช้งานดูครับ

5. อาจจะเชื่อมต่อยากหน่อยนะครับ ห้ามบ่น แต่มันก็เป็นอีกทางเลือกที่ทำให้สามารถดาวน์โหลดได้นะ ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่นครับ 😛

6. และถ้ามีการเชื่อมต่อ VPN ไม่แแนะนำให้ทำธุรกรรมทางการเงินใด ๆ ทั้งสิ้น เนื่องอาจถูกดักจับข้อมูลได้ใช้งานเสร็จแล้วให้ปิดทันที

 

คำถามที่พบบ่อยและวิธีการแก้ไข

1. เชื่อมต่อ VPN ได้แล้วทำไม Sticker ไม่เห็นฟรีเลย

ตอบ วิธีนี้สามารถโหลดได้เฉพาะตัวฟรีเท่านั้นครับ ไม่สามารถโหลดแบบเสียเงิน หรือทำให้แบบเสียเงินฟรีได้ ต้องซื้อเท่านั้น

2. เชื่อมต่อ VPN ได้แล้ว เข้าไปที่ Shop ทำไม Sticker แบบฟรีประเทศนั้น ๆ ไม่ขึ้น

ตอบ เป็นเพราะว่าล็อคอินเข้าใช้งาน LINE แบบ Verify เบอร์โทรเข้ามา วิธีแก้ ให้ล็อคอินด้วย Facebook เข้ามาใช้งานและห้าม Verify เบอร์โทรจะจะทำให้เห็น Sticker ฟรีจากประเทศได้ วิธีทำตามวิธีข้างต้นที่ได้แนะนำไว้แล้ว

 

ขอบคุณ คุณ Bbz Zolados แฟนเพจของเราที่นำเว็บไซต์ VPN มาแนะนำให้ด้วยครับ

Apple News

หา iPhone หาย และอุปกรณ์อื่นๆ ของแอปเปิลด้วยแอป Find My และ iCloud.com

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

สำหรับผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน และอุปกรณ์ต่างๆ อีกปัญหาหนึ่งที่หลายๆ คนพบคือการทำหายนั่นเองครับ ซึ่งวันนี้จะขอแนะนำสำหรับมือใหม่หรือผู้ใช้งานอุปกรณ์ของแอปเปิลซึ่งอาจจะยังไม่ทราบว่าสามารถระบุตำแหน่งของอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้อยู่ได้ด้วยครับ เมื่ออุปกรณ์ต่างๆ  เช่น iPhone, iPad, iPod, MacBook, Airpods หาย สามารถค้นหาได้จากตำแหน่งของเครื่องที่เปิดใช้งานล่าสุด ซึ่งการค้นหานั้นสามารถทำได้ผ่านเว็บ “iCloud.com“และแอป “Find My” นั่นเองครับ

 

วิธีล็อคอิน iCloud และเปิดใช้งาน Find My บน iPhone, iPod, iPad

การจะค้นหาอุปกรณ์อย่าง iPhone, iPod, iPad ได้นั้นจะต้องเข้าไปเปิดตั้งค่าเพื่อเปิดใช้งานก่อนครับ โดยเข้าไปที่่

  • Settings > Sign in to your iPhone > Email Apple ID & Password > Find My  > ON จากนั้นให้เปิดการค้นหา iPhone ตามภาพด้านล่างนี้นะครับ

หากยังไม่มี Apple ID คลิกดูวิธีการสมัครที่นี่ 

 

 

วิธีล็อคอิน iCloud และเปิดใช้งาน Find My Mac

คลิกท่ีรูปแอปเปิล > System Preferences > iCloud ล็อคอินด้วย Apple ID & Password > Sign in จากนั้นให้ติ๊กถูก “Find Muy Mac” เพื่อเปิดใช้งาน

 

คลิก “Allow”

 

หลังจากที่ล็อคอินเรียบร้อยแล้ว ทั้งบน iPhone, iPod, iPad และ Mac ก็พร้อมค้นหาโลเคชั่่นที่ใช้งานล่าสุดได้แล้วครับ

 

วิธีการค้นหา iPhone, iPod, iPad, AirPods  และ Mac ผ่านเว็บไซต์

ให้เข้าไปที่ www.icloud.com (การค้นหาจากเว็บสามารถใช้ได้ทั้ง Windows และ Mac ) จากนั้นให้ล็อคอินด้วย Apple ID ที่ใช้ล็อคอิน iCloud ไปแล้วก่อนหน้านี้ ถ้าในกรณีที่มีหลายอุปกรณ์ให้ล็อคอินด้วย Apple ID เดียวกันทุกอุปกรณ์เพราะในการค้นหานั้นจะรวมอยู่ในบัญชีเดียวกันทั้งหมด

เลือกไปที่ “ค้นหา iPhone” เพื่อค้นหาอุปกรณ์ต่างๆ

 

เข้ามาแล้วจะเห็นแผนที่ ซึ่งสามารถเลือกดูได้แบบ Standard, Sattlelite และ Hybrid ตัวอย่างค้นหาแบบ Satellite (ภาพถ่ายดาวเทียม)

 

อุปกรณ์ที่ล็อคอินด้วยบัญชีเดียวกันจะโชว์ขึ้นมาให้เห็นทั้งหมดครับ

 

ถ้าอุปกรณ์ต่างๆ ของเราเปิดเครื่องอยู่และเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ก็จะค้นหาเจอและถ้าในกรณีที่อาจจะหายภายในบ้านสามารถส่งเสียงโดยการเลือกไปที่ “ส่งเสียง”

 

ในกรณีเครื่องหายสามารถเลือกไปที่ “โหมดสูญหาย” เพื่อสั่งล็อคเครื่องได้ ให้ใส่เบอร์โทรที่ต้องการให้คนที่เจอติดต่อกลับ จากนั้นเลือก “ถัดไป”

 

พิมพ์ข้อความที่ต้องการแจ้งให้กับผู้ที่พบติดต่อกลับ

 

หลังจากที่เสร็จขั้นตอนแจ้งสูญหายแล้ว เมื่อ iPhone หรืออุปกรณ์อื่นๆ “เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต” ระบบจะล็อคเครื่องให้ และขึ้นข้อความที่ได้พิมพ์ไว้ก่อนหน้านี้บนหน้าจอทันที

 

 

และฟังก์ชั่นสุดท้ายคือ “ลบ iPhone” ซึ่งเป็นคำสั่งลบข้อมูลของตัวเครื่องทั้งหมด ในกรณีที่มีข้อมูลที่สำคัญหรือคิดว่าไม่ได้คืนแล้วสามารถสั่งลบข้อมูลได้จากฟังก์ชั่นนี้

 

วิธีค้นหา iPhone, iPod, iPad, AirPods, Mac ด้วยแอป Find My

หากต้องการค้นหาอุปกรณ์ที่หายไปให้เปิดแอป Find My ขึ้นมาครับ ซึ่งแอปนี้จะเป็นการรวมทั้งแอป Find My iPhone และ Find My Friend เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งจะทำให้ค้นหาได้ทั้งอุปกรณ์ต่างๆ และเพื่อน ในแอปเดียวกัน

 

หลังจากที่เข้ามาในแอป “Find My” จะเห็นตำแหน่งของอุปกรณ์ต่าง ๆ ของเราครับ เลือกที่ All Devices เพื่อโชว์อุปกรณ์ทั้งหมดของเราที่มีอยู่และล็อคอินภายใต้ Apple ID เดียวกันทั้งหมด ซึ่งสามารถเลือกอุปกรณ์ต่างๆ ที่ต้องการค้นหาเพื่อส่งเสียง และนำทางไปยังอุปกรณ์นั้นๆ ได้

 

“Mark As Lost” (โหมดสูญหาย) สามารถใช้งานบนแอป “Find My”  ได้เช่นกัน เลือกที่ “Mark As Lost” เพื่อล็อคเครื่องพร้อมส่งข้อความเพื่อติดต่อไปยังเครื่องที่หาย

 

หลังจากที่สั่งล็อคแล้วจะมีข้อความขึ้นมาที่หน้าเพื่อแจ้งให้คนที่เจอติดต่อกลับได้ครับ

 

หรือหากต้องการสั่งลบข้อมูลก็สามารถเลือก “Erase This Device” ข้อมูลต่างๆ จะถูกลบเมื่อ iPad ได้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต หลังจากที่ลบข้อมูลแล้วก็จะไม่สามารถค้นหาหรือติดตามได้แล้วนะครับ เพราะข้อมูลต่างๆ ได้ถูกลบออกไปหมดแล้ว

 

 

สำหรับมือใหม่ หรือผู้ที่ยังไม่ทราบสิ่งที่จำเป็นเมื่อซื้อ iPhone, iPod, iPad, Mac มาแล้ว ก็ควรที่จะเปิดใช้งาน “Find My” ทุกอุปกรณ์ทันทีไว้เลยนะครับ ถึงแม้ว่าอุปกรณ์ต่างๆ ที่หายอาจจะไม่สามารถค้นหากลับคืนมาได้ 100% แต่การเปิดใช้งาน รวมไปถึงการค้นหาก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้สามารถค้นหาเจอ และตามของกลับคืนมาได้ ซึ่งในหลายๆ เคสที่ผ่านมาก็สามารถค้นหากลับคืนมาได้ครับ ขอเพียงแค่เมื่อทำหายให้ตั้งสติแล้วลองค้นหาดูก่อน เพราะหลายๆ ครั้งที่หายถ้ารู้ตัวและค้นหาทันทีก็ยังทำให้รู้โลเคชั่นและค้นหากลับคืนมาได้ สุดท้ายถ้าเป็นไปได้ไม่ทำหายก็จะดีที่สุดครับ

อ่านต่อ...

Android Tips

วิธีเปิดใช้งาน Dark Mode โหมดกลางคืนสำหรับเว็บไซต์ Facebook

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

How to Enable Dark Mode on Facebook

เมื่อสัปดาห์ก่อนมีรายงานว่า Facebook กำลังทดสอบฟีเจอร์การเปิดใช้งาน Dark Mode หรือโหมดกลางคืนสำหรับเว็บเบราว์เซอร์หรือบนเดสก์ท็อปนั่นเอง และสำหรับใครที่ต้องใช้งานโหมดนี้ก็สามารถตั้งค่าด้วยตนเองได้ง่ายๆ ตามนี้เลย

 

How to Enable Dark Mode on Facebook

วิธีเปิดใช้งาน Dark Mode เว็บไซต์ Facebook บน Google Chrome

  1. เปิด Google Chrome แล้วพิมพ์ chrome://flags/#enable-force-dark ในช่อง URL
  2. เลือก Enable เพื่อเปิดใช้งาน Dark Mode
  3. คลิกที่ปุ่ม Relaunch เพื่อเริ่มต้นใช้งาน Google Chrome ใหม่ในโหมดกลางคืน

 

How to Enable Dark Mode on Facebook

เพียงเท่านี้เมื่อเราเข้าเว็บไซต์ Facebook ก็จะเห็นว่าพื้นหลังของหน้าเว็บไซต์นั้นมีพื้นหลังสีดำที่ดูสบายตามากขึ้น ซึ่งเป็นการเปิดใช้งาน Dark Mode ให้กับ Google Chrome นั่นเอง ส่วนทางด้าน Facebook จะเปิดให้ใช้งานได้จริงผ่านฟีเจอร์ของตนเองเมื่อไหร่นั้น หากมีความคืบหน้าจะรีบมาอัปเดทให้ทราบต่อไปครับ

ที่มา : osxdaily

อ่านต่อ...

Android Tips

Bestnine วิธีทำ 9 รูปสุดฮอตของเราใน Instagram ปี 2019 มีภาพไหนบ้าง มาดูกันเลย

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

หลายอาจได้เห็นเพื่อนๆ แชร์รูปภาพ Instagram ปี 2019 ที่เป็นการรวมรูปภาพ 9 รูปสุดฮอตของแต่ละคนหรือ Bestnine ซึ่งเป็นภาพที่มีคนกดถูกใจมากที่สุดและจำนวนยอดไลค์ทั้งปี มาดูกันว่าเขาทำกันอย่างไร พร้อมแชร์ลงโชเชียลได้ด้วย

2019 Bestnine

สำหรับไอจีคนไทยที่มียอดยอดคนถูกใจมากที่สุดไม่มีใครไม่รู้จักเธอคนนี้ ลิซ่า (lalalalisa_m) นักร้องชาวไทย รู้จักกันในฐานะสมาชิกเกิร์ลกรุปเกาหลีใต้ แบล็กพิงก์ โดยในปี 2019 มีคนกดไลค์มากถึง 981,441,097 และโพสต์ทั้งหมด 309 โพสต์

วิธีการทำง่าย ๆ

1. ให้เข้าไปที่เว็บ https://bestnine.net/th จากนั้นให้กรอก “ไอดี” ของ Instagram ของเราลงไปครับ เลือกไปที่ “GET” สามารถทำได้ทั้งบนคอมฯและสมาร์ทโฟน

2. จากนั้นให้รอสักครู่ เพื่อให้ระบบค้นหาและดึงรูปภาพยอดฮิตที่สุดทั้งหมด 9 รูปของเราในปี 2019 และเมื่อได้รูปภาพยอดฮิตแล้วก็สามารถแชร์ไปยัง Facebook, Twitter ได้ด้วย

ลองเช็คดูกันครับว่าภาพไหนของเราที่ได้ฮอตสุด ๆ ใน Instagram แล้วอย่าลืมแชร์มาให้เพื่อนๆ ดูกันด้วยครับ และฝากกด Follow IG ของเพจด้วยนะ @iPhone_Droid ฮา ๆ

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

คลิปมาใหม่

ข่าวใหม่วันนี้

มือถือมาใหม่

กำลังมาแรง