ติดตามพวกเรา

Featured

รีวิว Honor 10 Lite ดีไซน์สวย ฟีเจอร์จัดเต็ม ราคาย่อมเยา

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

Honor 10 Lite สมาร์ทโฟนน้องใหม่ที่มีดีไซน์สวยหรูระดับพรีเมียม มาพร้อมกับสโลแกน เซลฟี่สวย สไตล์คุณ ด้วยกล้องหน้าและกล้องหลังมี AI ให้การถ่ายภาพออกมาสวยทุกสถานการณ์ และครั้งแรกกับหน้าจอรอยบากทรงหยดน้ำในสมาร์ทโฟนราคาย่อมเยา

Honor 10 Lite Review

สรุปข้อมูลและสเปค Honor 10 Lite

  • ราคาเปิดตัว 6,490 บาท (มกราคม 2019)
  • ขนาดตัวเครื่อง 154.8 x 73.64 x 7.95 มม.
  • น้ำหนัก 162 กรัม
  • รองรับ 2 ซิมการ์ด
  • หน้าจอแสดงผขนาด 6.21 นิ้ว FullView Display FullHD+ ความละเอียด 2340 x 1080 พิกเซล อัตราส่วน 19.5:9
  • ระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie กับ EMUI 9
  • ชิพเซ็ต Hisilicon Kirin 710
  • แรม 3GB
  • ความจุตัวเครื่อง 32GB ใส่เมมเพิ่มได้ด้วย microSD สูงสุด 512GB
  • กล้องหลังคู่ 13 ล้านพิกเซล f/1.8 และ 2 ล้านพิกเซลสำหรับเก็บความลึกของภาพ f/2.4 พร้อมแฟลช LED
  • กล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล f/2.0
  • แบตเตอรี่ขนาด 3400mAh
  • รองรับ Bluetooth 4.2, Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, 2.4G
  • เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือด้านหลัง และปลดล็อคหน้าจอด้วยใบหน้า

 

ดีไซน์สวยหรูระดับพรีเมียม

Honor 10 Lite Review

การดีไซน์ Honor 10 Lite เลือกใช้วัสดุฝาหลังที่มีความโค้งเว้าแบบ 3D ในขณะที่ด้านหน้าครอบด้วยกระจกกันรอยขอบโค้งมน 2.5D ซึ่งจะให้ผิวสัมผัสที่ดูแน่นหนา จับกระชับมือ ไม่มีขอบคม และตัวเครื่องจะดูพรีเมียมมากขึ้น

 

Honor 10 Lite Review

หน้าจอมีการอัพเกรดอัตราส่วนให้กว้างแบบ 19.5:9 ทำให้ได้พื้นที่หน้าจอสำหรับแสดงผลที่ใหญ่ขึ้นถึง 6.3 นิ้ว ในขนาดตัวเครื่องที่ยังสามารถจับถนัดในมือเดียว และมีรอยบากทรงหยดย้ำบริเวณขอบด้านบนตัวเครื่องสำหรับติดตั้งเลนส์กล้องหน้า

 

Honor 10 Lite Review

Honor 10 Lite ถือเป็นสมาร์ทโฟนราคาย่อมเยารุ่นแรกๆ ที่มีการนำเทคโนโลยีรอยบากทรงหยดมาใช้งาน เมื่อเทียบกับรุ่นอื่นๆ ในระดับราคาเดียวกันส่วนใหญ่แล้วจะเป็นรอยบากเป็นแบบแถบยาว ทำให้สูญเสียพื้นที่หน้าจอแสดงผลมากกว่าทรงหยดน้ำ

 

Honor 10 Lite Review

ดีไซน์ของ Honor 10 Lite ที่ไม่เหมือนใครคือการไล่เฉดสีจากบนลงล่างของตัวเครื่องสี Sky Blue โดยบริเวณส่วนบนจะเป็นโทนสีขาวแล้วไล่เฉดสีลงมาเป็นสีน้ำเงิน ซึ่งทาง Honor ใช้เทคโนโลยีการเคลือบวัสดุไล่เฉดสีมากถึง 8 ชั้น ทำให้ตัวเครื่องมีความมันวาวและสะท้อนเฉดสีที่แตกต่างกันออกไปเมื่อมองจากมุมต่างๆ

 

Honor 10 Lite Review

Honor 10 Lite เรียกได้ว่าเป็นสมาร์ทโฟนราคาย่อมเยาที่มีดีไซน์สวยงาม เป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีและแฟชั่นได้อย่างลงตัว เพราะปัจจุบันสมาร์ทโฟนไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์สื่อสารเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องประดับชิ้นหนึ่งด้วย

 

Honor 10 Lite Review

ด้านการดีไซน์อื่นๆ ของ Honor 10 Lite มีพอร์ตเชื่อมต่อเป็น microUSB สำหรับชาร์จไฟและถ่ายโอนข้อมูลผ่านสายเคเบิล และมีลำโพง, ไมโครโฟนหลัก และช่องต่อหูฟัง 3.5mm อยู่บริเวณขอบด้านล่างตัวเครื่อง

 

Honor 10 Lite Review

ขอบด้านขวามีปุ่มปรับระดับเสียง และปุ่ม Power

 

Honor 10 Lite Review Honor 10 Lite Review

ขอบด้านบนมีไมโครโฟนตัดเสียงรบกวน และถาดใส่ซิมแบบไฮบริด รองรับซิมขนาด Nano SIM จำนวน 2 ช่อง หรือเลือกใส่ microSD card ความจุสูงสุด 512GB แทนในช่องซิม 2 เพื่อเพิ่มพื้นที่จัดเก็บให้มากขึ้น

 

Honor 10 Lite Review

ด้านหลังมีเลนส์กล้องคู่แนวตั้ง โดยกรอบเลนส์ถือว่านูนขึ้นมาเหนือฝาหลังเล็กน้อย และมีไฟแฟลช LED สำหรับช่วยถ่ายในที่มืดหรือแสงน้อย ซึ่งข้างๆ จะมีข้อความระบุว่าเป็น AI Camera และมีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่บริเวณกลางเครื่อง

 

กล้องถ่ายรูป

Honor 10 Lite Review

กล้องหน้าของ Honor 10 Lite มีขนาด 24 ล้านพิกเซล f/2.0 มีความสามารถในถ่ายภาพให้ออกมาโดดเด่นได้ด้วย Portrait Mode ที่เป็นการละลายฉากหลังให้ตัวคนมีความโดดเด่นขึ้นมานั่นเอง ซึ่งโหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถของเลนส์กล้องและ AI ที่ทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี

 

Honor 10 Lite Review Honor 10 Lite Review Honor 10 Lite Review Honor 10 Lite Review

กล้องหน้ามีเทคโนโลยี AI ที่จะช่วยปรับค่ากล้องให้การถ่ายเซลฟี่ออกมาสวยงามเป็นธรรมชาติมากที่สุดแบบอัตโนมัติตามสภาพแวดล้อมที่กำลังทำการถ่ายเซลฟี่ เช่น ถ่ายคู่กับต้นไม้หรือฉากหลังเป็นท้องฟ้า เป็นต้น ซึ่งระบบจะปรับค่ากล้องให้เหมะกับแต่ละฉากให้แตกต่างออกไป เพื่อให้ภาพเซลฟี่ออกมาสมบูรณ์และสวยเป็นธรรมชาติมากที่สุดนั่นเอง

 

Honor 10 Lite Review

ในโหมดของ AR Lens ได้เพิ่มความสนุกด้วยเอฟเฟ็กต์สติกเกอร์น่ารักๆ ให้เลือกใส่ระหว่างการถ่ายรูปเซลฟี่ได้ ช่วยการเซลฟี่มีความสดใส สวยงาม สนุกมากขึ้นด้วย และมีการอัพเกรดฟีเจอร์ของ AR Sticker ในรูปแบบวัตถุ 3 มิติ ซึ่งเป็นการร่วมกันพัฒนาโดย Huawei และ Pitu ในการนำสติกเกอร์แบบ 3 มิติเข้ามาเป็นส่วนของรูปภาพที่ดูสมจริงมากขึ้น

 

Honor 10 Lite Review

Honor 10 Lite เป็นสมาร์ทโฟนที่มีกล้องถ่ายรูปด้านหลังเป็นเลนส์คู่ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล f/1.8 และ 2 ล้านพิกเซล f/2.4 เพื่อการถ่าย Portrait Mode โดยมีกล้อง Depth Sensor ทำหน้าที่ในการเก็บระยะความลึกของภาพ จึงทำให้การละลายฉากหลังทำได้เนียนมากๆ ทำเอฟเฟ็กต์โบเก้ได้สวยงาม

 

Honor 10 Lite Review

เรื่องกล้องของ Honor 10 Lite ทำออกมาได้ดีเกินราคาจริงๆ จากภาพถ่ายที่ได้จากกล้องของรุ่นนี้ไม่ทำให้ผิดหวังเลย โดยมี AI ช่วยให้การถ่ายภาพทำได้ง่ายและสวยแบบอัตโนมัติ ไม่ต้องตั้งค่ากล้องให้ยุ่งยาก

 

Honor 10 Lite Camera Review Honor 10 Lite Camera Review Honor 10 Lite Camera Review

จะเห็นว่าภาพถ่ายที่เปิดใช้งาน AI จะได้สีสันที่มีเฉดสีดูสดใสมากขึ้น แต่ถ้าใครไม่ชอบหรือคิดว่าสีดูเข้มเกินไปก็สามารถปิดใช้งาน AI ได้ทั้งก่อนถ่ายและหลังถ่าย เรียกได้ว่าถ่ายช็อตเดียวก็มาเลือกทีหลังได้

 

Honor 10 Lite Review Honor 10 Lite Review Honor 10 Lite ReviewHonor 10 Lite Review Honor 10 Lite Review Honor 10 Lite Review Honor 10 Lite Review Honor 10 Lite Review Honor 10 Lite Review

สำหรับภาพบุคคลที่ถ่ายด้วย Portrait Mode จะเห็นว่าการตัดขอบตัวแบบแล้วทำเอฟเฟ็กต์ละลายฉากหลังเพื่อให้ตัวแบบมีความโดดเด่นนั้นทำออกมาได้เนียนมากๆ

 

Honor 10 Lite Camera Review Honor 10 Lite Camera Review

3D Portrait Lighting เป็นโหมดที่ใช้ความสามารถของ AI ในการตรวจจับใบหน้าแบบ 3 มิติ เพื่อปรับแสงในการถ่ายภาพใบหน้าบุคคลให้ออกมาสวยงามเป็นธรรมชาติในรูปแบบแสงต่างๆ ซึ่งรองรับการใช้งานทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง

 

Honor 10 Lite Night Mode 1 Honor 10 Lite Night Mode 1 Honor 10 Lite Night Mode 1Honor 10 Lite Camera Review Honor 10 Lite Camera Review

Night Mode เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์เด่นของ Honor 10 Lite สำหรับการถ่ายภาพกลางคืนโดยไม่ต้องใช้ขากล้อง ซึ่งเป็นความสามารถของระบบกันสั่น AIS (AI Image Stabilization) โดยเลนส์คู่ของกล้องหลังจะช่วยป้องกันการเกิดการสั่นไหวของภาพในขณะการถ่ายภาพตอนกลางคืน

ภาพถ่ายจากกล้อง Honor 10 Lite

Honor 10 Lite Camera Review Honor 10 Lite Camera Review Honor 10 Lite Camera Review Honor 10 Lite Camera Review Honor 10 Lite Camera Review Honor 10 Lite Camera Review Honor 10 Lite Camera Review Honor 10 Lite Camera Review Honor 10 Lite Camera Review

 

ซอฟต์แวร์ EMUI 9.0 และ Kirin 710 พร้อม GPU Turbo

Honor 10 Lite Review

ด้านซอฟต์แวร์ Honor 10 Lite รันระบบปฏิบัติการ Android 9 Oreo และ EMUI 9 เวอร์ชั่นล่าสุดแล้วในขณะนี้ แกะกล่องออกมาได้ใช้งานของใหม่ทันที ไม่ต้องรออัพเดท เรียกได้ว่าเป็นสมาร์ทโฟนราคาย่อมเยาที่ให้มาครบจริงๆ ซึ่งในเวอร์ชั่นนี้ได้มีการพัฒนาให้มีระบบจัดการที่ช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าถึงเมนูต่างๆ ได้ง่ายขึ้น มีความเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน

 

Honor 10 Lite Review

การเชื่อมต่อไร้สายของ Honor 10 Lite รองรับการใช้งาน 4G พร้อมกันทั้ง 2 ซิมการ์ด (4G Dual-SIM) และรองรับ VoLTE โทรผ่านเครือข่าย 4G ได้เสียงที่คมชัดมากขึ้น อีกทั้งยังทำให้เล่นเน็ต 4G ขณะโทรได้ด้วย

 

Honor 10 Lite Review

หน้าจอแบบ FullView Display สัดส่วน 19.5:9 ทำให้มุมมองหน้าจอมีความกว้างใหญ่เต็มตามากขึ้น เป็นการใช้พื้นที่ด้านหน้าให้ได้มากที่สุด ทำให้ได้หน้าจอที่ยาวมากขึ้น เหมาะกับการดูคอนเทนท์ผ่านเว็บเบราว์เซอร์แล้วไม่ต้องเลื่อนหน้าจอบ่อยๆ หรือดูหนัง วิดีโอต่างๆ ก็จะเห็นมุมมองที่กว้างกว่าเดิม

 

Honor 10 Lite Review

สำหรับรอยบากทรงหยดน้ำที่มีขนาดเล็ก แม้จะลดพื้นที่แถบดำให้เล็กลงมากแล้วก็ตาม ซึ่งแทบไม่เกะกะสายตาระหว่างการใช้งาน แต่ทาง Honor ก็เอาใจผู้ใช้งานโดยสามารถเลือกซ่อนแถบสีดำได้ เพื่อให้แถบหน้าจอด้านบนกลายเป็นสีดำกลมกลืนไปกับขอบตัวเครื่องเหมือนกับหน้าจอสมาร์ทโฟนทั่วไป

 

Honor 10 Lite Review

หน้าจอที่กว้างขึ้นมาพร้อมกับฟีเจอร์การแบ่ง 2 หน้าจอเพื่อเปิดใช้งานแอพพลิเคชั่นได้พร้อมกัน 2 แอพ และสามารถลากที่เส้นแบ่งระหว่าง 2 หน้าจอเพื่อย่อหรือขยายขนาดหน้าจอได้ด้วย ซึ่งรองรับแอพยอดนิยมหลายตัว เช่น Facebook, WhatsApp, Twitter, YouTube และเกมบางเกม เป็นต้น

 

Honor 10 Lite Review

การแชร์ไฟล์ผ่าน Huawei Share สามารถแชร์ไฟล์กับคอมพิวเตอร์ Windows และ Mac ได้ทันที ไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติมหรือเชื่อมต่อด้วยสายให้ยุ่งยาก โดยเป็นการใช้ Wi-Fi วงเดียวกันในการเข้าถึงไฟล์สาธารณะบนเครื่อง Honor 10 Lite ซึ่งสามารถตั้งชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านสำหรับยืนยันบนคอมพิวเตอร์ก่อนการเข้าถึงไฟล์ได้

 

Honor 10 Lite Review

ฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยนอกจากการสแกนลายนิ้วมือแล้ว ยังมีระบบ Face Unlock การปลดล็อคหน้าจอได้ด้วยใบหน้า เพียงกดเปิดหน้าจอแล้วยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาส่องที่ใบหน้าก็จะปลดล็อคได้ทันที

 

Honor 10 Lite Review

ด้านประสิทธิภาพการทำงานของ Honor 10 Lite ใช้ชิพประมวลผล Kirin 710 ตัวเดียวกับที่ใช้ในรุ่นพรีเมียมระดับกลาง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกด้วยที่มีการนำชิพนี้มาใช้งานกับสมาร์ทโฟนระดับราคาที่ไม่แพง และเสริมด้วย GPU Turbo สำหรับช่วยดึงประสิทธิภาพตัวเครื่องให้ทำงานได้อย่างเต็มที่

 

Honor 10 Lite Review

ทดสอบเล่นเกม PUBG Mobile สุดยอดเกมแอ็คชั่นใหม่ล่าสุดที่พัฒนาด้วย Unreal Engine 4 เป็นเกมที่มีภาพและกราฟิกที่สวยงามมาก ต้องใช้การควบคุมทิศทาง และความแม่นยำในการระบุเป้ายิง สามารถเล่นได้อย่างไม่สะดุด

 

Honor 10 Lite Review

เกม ROV ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในตอนนี้ ตัวเครื่อง Honor 10 Lite รองรับโหมดภาพระดับ HD และแม้จะไม่รองรับโหมดเฟรมเรทสูง แต่จากการทดสอบใช้งานก็พบว่าเล่นเฟรมเรทได้แบบนิ่งๆ 30-31 fps ทำได้ภาพเกมมีความลื่นไหล นุ่มนวลตลอดการเล่น

สำหรับการเล่นเกมด้วยอัตราส่วนหน้าจอ 19.5:9 จะได้มุมมองภาพในเกมที่กว้างมากกว่าปกติ เมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟนทั่วไปที่มีอัตราส่วน 16:9 หรือ 18:9 ซึ่งถือเป็นข้อดีที่สำคัญสำหรับคนเล่นเกม เพราะการเห็นพื้นที่ที่กว้างขึ้นจะช่วยให้เห็นศัตรูที่อยู่รอบๆ มากขึ้น ทำให้สามารถเตรียมความพร้อมในการต่อสู้ได้ดีกว่า

 

Honor 10 Lite Review

เกมแข่งรถใหม่ล่าสุด Asphalt 9: Legends จากค่ายเกม Gameloft ถือเป็นเกมแข่งรถอาร์เคดที่มีกราฟิกภาพสวยงามมากๆ เล่นได้ลื่นไหล ไม่สะดุด

 

Honor 10 Lite Review

สำหรับแบตเตอรี่ 3400mAh ใช้งานทั่วไปได้ยาวนานตลอดทั้งวัน และเล่นเกมต่อเนื่องเป็นชั่วโมงก็พบว่าเครื่องแทบไม่ร้อนเลย รู้สึกเพียงอุ่นๆ เท่านั้น ถือว่าตอบโจทย์การใช้งานหนักๆ ได้ดีเลยทีเดียว เมื่อเทียบกับระดับราคาของรุ่นนี้

 

สรุปจุดเด่น

  • Honor 10 Lite เป็นสมาร์ทโฟนที่มีดีไซน์สวยงามไม่แพ้รุ่นแพงๆ และมาพร้อมกับหน้าจอที่กว้าง รอยบากขนาดเล็กทรงหยดน้ำ
  • สเปคตัวเครื่องเรียกได้ว่าจัดเต็มเกินราคา ไม่ว่าจะเป็นชิพเซ็ต Kirin 710 และแรม 3GB ใช้เล่นเกที่มีกราฟิกสวยๆ ได้ลื่นไหลด้วยฟีเจอร์ GPU Turbo
  • กล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล มี AI ถ่ายภาพเซลฟี่ได้สวยงาม โดยไม่ต้องตั้งค่ากล้องให้ยุ่งยาก
  • กล้องหลังคู่ 13 + 2 ล้านพิกเซล ถ่ายภาพหน้าชัดหลังลายได้สวยคม ระบบโฟกัสทำได้รวดเร็ว และ AI ทำงานรวดเร็วมากๆ ระบุฉากได้อย่างแม่นยำ
  • แบตเตอรี่ 3400 ใช้งานทั่วไปได้ยาวนานทั้งวัน

 

ช่องทางการวางจำหน่ายและโปรโมชั่น

Honor 10 LiteHonor 10 Lite

Honor 10 Lite เริ่มพรีออเดอร์วันที่ 26 มกราคมนี้ผ่าน Lazada, CSC, AIS shop, HONOR Brand shop โดยมาของแถมสุดพิเศษ ห้ามพลาด ของมีจำนวนจำกัด First Come, First Serve!! คลิกเลย https://bit.ly/2ThKsbw

Featured

รีวิว POCO X3 NFC สมาร์ทโฟนเพื่อคอเกม จอไหลลื่น 120Hz มาพร้อม Snapdragon 732G และระบบระบายความร้อนขั้นสูง

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

POCO X3 NFC สมาร์ทโฟนเพื่อเกมเมอร์ในระดับสูง ใช้งานได้ไหลลื่นด้วยจอ Refresh Rate 120Hz ควบคู่ขุมพลัง Snapdragon 732G, แบตเตอรี่สุดอึด 5160mAh และเทคโนโลยีระบายความร้อนแบบ LiquidCool Technology 1.0 Plus

 

สรุปสเปค POCO X3 NFC

  • ขนาดตัวเครื่อง : 165.3 × 76.8 × 9.4 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 215 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล DotDisplay ชนิด LCD ขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) อัตราส่วน 20:9 รองรับ Refresh Rate 120Hz, Touch Sampling Rate 240Hz, DCI-P3 87.4%, Contrast ratio: 1,500:1 พร้อมด้วยรับรองแสงสีฟ้าจาก TÜV Rheinland และ HDR10
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 732G Octa Core ความเร็ว 2.3GHz
  • GPU : Adreno 618
  • RAM 6 GB LPDDR4X
  • ROM 64/128 GB UFS 2.1 เพิ่ม MicroSD สูงสุด 256GB
  • ระบบปฎิบัติการ MIUI 12 for POCO บนพื้นฐาน Android 10
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 4 เลนส์แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.89 เซ็นเซอร์ Sony IMX682
    • เลนส์ Ultra Wide-Angle 119 องศา ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
    • เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้าความละเอียด 20 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • รองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ซิม
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi a/b/g/n/ac (Wi-Fi 5), Bluetooth 5.1, ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 5160mAh รองรับ 33W Fast Charge

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

ตัวกล่อง POCO X3 NFC มาในสีดำเข้ม ตัดด้วยสีเหลืองประจำของแบรนด์ด้วยชื่อรุ่น X3 NFC ตรงกลางครับ

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • ตัวเครื่อง POCO X3 NFC พร้อมติดฟิล์มกันรอยเรียบร้อย
  • อะแดปเตอร์ 33W Fast Charge
  • สาย USB Type-C
  • เคส
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • คู่มือการใช้งาน
  • ใบรับประกันสินค้า

 

ดีไซน์ของ POCO X3 NFC ทำออกมาได้ดีเลยทีเดียวครับ ด้วยการใช้วัสดุด้านหลังเป็นพลาสติก Polycarbonate ที่มีความโค้งมนเพื่อให้รองรับกับอุ้มมือผู้ใช้งาน ช่วยให้ถือได้นาน ไม่รู้สึกเจ็บมือเวลาถือนานๆ ขณะที่ด้านหน้าได้ใช้เป็นวัสดุกระจก 2.5D ที่มีความโค้งเล็กน้อย

 

สีสันก็ทำออกมาได้อย่างโดดเด่น โดยสีที่เราได้มาเป็นสีน้ำเงิน Cobalt Blue ที่มีการเล่นแถบดำทึบพร้อมเส้นลวดลายตรงกลาง และมีโลโก้ POCO อยู่ตรงกลางด้วย ส่วนอีกสีที่มีให้เลือกจะเป็นสีเทา Shadow Gray

 

ทั้งนี้ POCO X3 NFC ยังออกมาแบบให้ป้องกันละอองน้ำได้ในมาตรฐาน IP53 ใครที่ใช้งานช่วงฝนตกปรอยๆ ก็ไม่ต้องกังวลอะไรครับ

 

ด้านหน้าจอแสดงผลจัดมาให้ใช้งานกันแบบเต็มตาที่เรียกว่า DotDisplay มีความกว้าง 6.67 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) พร้อมอัตราส่วน 20:9 แถมยังได้รับการรองรับแสงสีฟ้าต่ำจาก TÜV Rheinland อีกด้วย ที่สำคัญความแข็งแรงของหน้าจอก็มาแบบทนทานด้วยการครอบทับด้วยกระจก Corning Gorilla Glass 5

 

ความพิเศษด้านหน้าจอของ POCO X3 NFC อยู่ที่ตรงนี้ครับ เพราะรองรับ Refresh Rate 120Hz ควบคู่กับ 240Hz sampling rate ทำให้ใช้งานได้อย่างไหลลื่นทุการใช้งานแน่นอน ซึ่งปกติมักจะใช้อยู่ในสมาร์ทโฟนเรือธง ที่สำคัญยังมีฟีเจอร์ DynamicSwitch ที่ปรับ Refresh Rate ตามการใช้งานระหว่าง 50, 60, 90 และ 120Hz เพื่อประหยัดพลังงานด้วย

 

เหนือหน้าจอแสดงผลจะมีลำโพงสเตอริโอที่ใช้สำหรับสนทนาได้ด้วย ถัดลงมาจะเป็นกล้องหน้าที่ฝังในหน้าจอ

 

ฝั่งซ้ายตัวเครื่องจะมีเพียงช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ช่อง โดยช่องที่ 2 เป็นแบบ Hybrid ให้เลือกระหว่าง nano-SIM หรือ microSD

 

ด้านขวาจะมีทั้งปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง ถัดลงมาเป็นปุ่ม Power ที่สามารถใช้เป็นการสแกนลายนิ้วมือได้ด้วย

 

ด้านล่างของตัวเครื่องจะมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. มาให้, พอร์ต USB Type-C, ไมโครโฟนตัวที่ 1 และลำโพงตัวที่ 1

 

ขณะที่ด้านบนมีทั้งไมโครโฟนตัวที่ 2 และเซ็นเซอร์อินฟราเรดมาให้

 

และสุดท้ายที่ด้านหลังมีกล้องมีโมดูลแนวนอน มีเลนส์หลักอยู่ตรงกลางที่ถูกล้อมรอบด้วยกล้องอีก 3 เลนส์ใน 3 มุม และไฟแฟลชที่อยู่มุมซ้ายบน

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

POCO X3 NFC แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฎิบัติการ MIUI 12 for POCO บนพื้นฐาน Android 10 หรือเรียกแบบสั้นๆ ว่า POCO LAUNCHER 2.0 ครับ ซึ่งจะเป็นการปรับปรุงประสิทธิภาพต่างๆ ทั้งการทำงานพื้นหลังและความเร็วให้ดีขึ้นกว่าเดิมด้วย

 

หน้าตา UI : MIUI 12 for POCO

 

ระบบความปลอดภัย

POCO X3 NFC ให้เราสามารถสแกนลายนิ้วมือได้ทันทีที่ปุ่ม Power ครับ ซึ่งมีความสะดวกสบายอย่างมาก เพียงหยิบขึ้นมาแล้วนิ้วที่ลงทะเบียนไว้ลงล็อก ระบบก็ปลดล็อกให้ใช้งานทันทีอย่างรวดเร็วครับ

 

หรือใครอยากใช้งานแบบสแกนใบหน้าทั่วไปก็ทำได้เช่นกันครับ

 

ลำโพงคู่ ระบบเสียงกระหึ่ม เพื่ออรรถรสการใช้งาน

POCO X3 NFC ก็มาพร้อมกับลำโพงเสียงสเตอริโอแบบคู่ ทำให้ใช้งานได้ 2 ลำโพงแยกกันอย่างชัดเจนครับ จะเล่นเกมหรือรับชมภาพยนตร์ต่างๆ ก็เติมเต็มอรรถรสในการรับความบันเทิงแน่นอน

 

Dark Mode

Dark Mode ถือเป็นฟีเจอร์ที่หลายคนน่าจะชอบด้วยความที่สบายตาในการใช้งานครับ ซึ่งรุ่นนี้ก็มีมาให้ด้วยเช่นกัน สามารถปรับเองหรือให้เปิดอัตโนมัติตามเวลาที่ตั้งค่าไว้ก็ได้

 

พื้นที่ทับซ้อน

ฟีเจอร์นี้จะเป็นการใช้พื้นที่แยกออกจากพื้นหลักในเครื่อง โดยจะนับเป็นพื้นที่ที่ 2 ซึ่งเราอาจเปิดใช้งานและนำแอปพลิเคชั่นที่ต้องการความปลอดภัยสูงมาอยู่ในพื้นที่นี้ได้ ทั้งนี้ รหัสผ่านต่างๆ เพื่อเข้าถึงพื้นที่ทับซ้อนจะเป็นคนละชุดกับที่ใช้ในพื้นที่ปกติครับ

พื้นที่ทับซ้อน

พื้นที่ปกติ

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

POCO X3 NFC ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 732G เป็นรุ่นแรกของโลก โดยมีขนาดเล็กเพียง 8 นาโนเมตร ช่วยให้ประหยัดพลังงานมากขึ้น ทั้งยังมี GPU Adreno 618 เพิ่มประสิทธิภาพด้านกราฟิกให้สวยงามอีกด้วย

 

สำหรับผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ทำไปได้ 274,906 คะแนน

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 564 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,780

 

เพิ่มความแรงสายเกมด้วย Game Turbo 3.0

POCO X3 NFC ก็มาพร้อมเทคโนโลยี Game Turbo 3.0 ช่วยให้เฟรมเรทลื่นขึ้น 37.9% และมีประสิทธิภาพการสัมผัสและความแม่นยำเพิ่มขึ้นถึง 100% ใครที่เล่นเกมบ่อยๆ จะต้องชอบแน่นอนครับ และเมื่อเข้าเล่นเกมก็จะมีบอกว่า CPU และ GPU ใช้งานไปกี่ % และบอกถึงเฟรมเรทแบบเรียลไทม์ด้วย

 

ทดสอบการเล่นเกม

ROV

เริ่มกันด้วยเกมมหาชนอย่าง ROV ก็สามารถเปิดทุกอย่างได้สูงสุดทั้งหมด ยกเว้นการแสดงผลในระดับสูง รวมถึงเฟรมเรทระดับสูงด้วย ทดสอบการเล่นโหมด 5 VS 5 ตามปกติก็เล่นได้ไหลลื่นตามคาด เฟรมเรทคงที่ ไม่มีอาการเฟรมเรทดรอปให้เห็นครับ

 

PUBG Mobile

ต่อมาเป็นเกม Battle Royal อย่าง PUBG Mobile ก็เปิดกราฟิกได้ในระดับ HD ควบคู่เฟรมเรทระดับสูง ซึ่งเราลองเล่นในแผนที่ขนาดต่างๆ ของเกม ก็เล่นได้แบบไหลลื่น และเรื่องการสัมผัสหน้าจอก็ทำได้ดีแบบเห็นได้ชัดเลยด้วย

 

Asphalt 9: Legends

และสุดท้ายกับเกมแข่งรถกราฟิกสวยๆ ก็สามารถเปิดภาพในระดับสูงได้ครับ ทำให้ภาพและเอฟเฟ็กต์ต่างๆ ระหว่างแข่งรถทำได้ดียิ่งขึ้น และเฟรมเรทก็วิ่งแบบคงที่ด้วย

 

เล่นนานๆ เครื่องก็ไม่ร้อนเกินไปด้วย LiquidCool Technology 1.0 Plus

หนึ่งในสิ่งที่ช่วยไม่ให้เฟรมเรทระหว่างเล่นเกมดรอปลงไป คือ เทคโนโลยีระบายความร้อน LiquidCool Technology 1.0 Plus ครับ ซึ่งในตัว POCO X3 NFC ได้ใช้แผ่นทองแดง Copper heat pipe ควบคู่กับ Graphite เพื่อระบายความร้อนถึง 2 ชั้น พร้อมระบายความร้อนดีขึ้น 20% ทำให้เวลาเล่นเกมไปนานๆ ก็รู้สึกว่าเครื่องไม่ร้อนจนเกินไป

 

แบตเตอรี่สุดอึด เล่นเกมได้เกินครึ่งวันแบบไม่มีพัก

แบตเตอรี่ที่ให้มามีถึง 5160mAh มากกว่าเรือธงหลายๆ รุ่นเลยทีเดียว ซึ่งใช้งานได้นานแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานทั่วไปที่อยู่ได้ครบวัน หรือถ้าเล่นเกมก็จัดให้เต็มๆ ที่เกินครึ่งวันครับ นอกจากนี้ ใครที่เล่นจนแบตหมดก็ชาร์จได้ไวด้วย 33W Super Fast Charging โดยเราลองชาร์จจาก 25% ถึง 100% ได้ในเวลาประมาณ 70 นาทีเท่านั้น

 

กล้องถ่ายรูป

ไม่ใช่แค่เรื่องประสิทธิภาพด้านเกมเท่านั้น แต่รุ่นนี้ก็จัดให้เรื่องกล้องมาแบบจัดเต็มด้วยเหมือนกันถึง 4 เลนส์ที่ด้านหลัง และอีก 1 กล้องหน้า ซึ่งมีฟีเจอร์เยอะๆ และใหม่ๆ เยอะพอตัวครับ

 

คมชัดสูงสุด 64 ล้านพิกเซล

POCO X3 NFC จัดเลนส์หลักความที่ความละเอียดสูงสุดถึง 64 ล้านพิกเซลครับ ช่วยให้ภาพที่ถ่ายออกมามีรายละเอียดที่ชัดเจน เห็นสิ่งเล็กๆ ในภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อซูมเข้าไป

 

AI อัจฉริยะ

ส่วนใหญ่แล้วเราก็มักจะได้ใช้การถ่ายโหมดปกติครับ ซึ่งจะได้ AI เข้ามาประมวลผลแยกแยะหมวดหมู่ในภาพให้อย่างแม่นยำเลยทีเดียว จะมีการบ่งบอกหมวดหมู่เมื่อเราเปิด AI ให้เป็นสีส้ม จากนั้นระบบจะเปลี่ยนเป็นรูปลักษณ์ต่างๆ ทันที เช่น อาหาร หรือสุนัข เป็นต้น ส่วนเรื่องของสีสันก็ถือว่าสดกว่าปกติที่ตาเห็นครับ

 

Ultra-Wide Angle มุมมองกว้าง เก็บได้ครบทุกมุม

เลนส์ Ultra-Wide Angle ของรุ่นนี้ทำได้กว้างถึง 119 องศา ซึ่งเป็นมุมมองที่กว้างมากๆ สามารถเก็บบรรยากาศได้ครบแน่นอนครับ โดยเฉดสีต่างๆ แทบไม่ต่างจากเลนส์หลักเลยด้วย


เลนส์ Ultra-Wide Angle / เลนส์หลัก

 

เบลอหลังเนียนตาด้วย Portrait พร้อมปรับระดับได้ตามใจชอบ

ในการถ่าย Portrait ก็ทำออกมาได้ดีพอสมควรเลยทีเดียวครับ การตัดขอบรอบตัวบุคคลทำได้เนียน ซึ่งเราสามาถปรับระดับการเบลอได้ตั้งแต่ f/1.0 – f/16 (f ยิ่งน้อยยิ่งเบลอ) ทั้งนี้ก็ยังได้ความบิวตี้ที่สามารถปรับได้ตามความเหมาะสมครับ

กล้องหลัง

 

กล้องหน้า

 

นอกจากนี้ โหมด Portrait ยังมีลูกเล่นเพิ่มเติมอย่างแสงสตูดิโอที่เพิ่มความสนุกในถ่ายถ่ายยิ่งขึ้น มีให้เลือกหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ, ไฟเวที, ภาพยนตร์, รุ้ง, ผ้าม่าน, จุด และแสงใบไม้

 

ลูกเล่นใหม่ ถ่ายแบบแยกร่างได้ด้วยฟีเจอร์ ‘โคลน’

ฟีเจอร์นี้จะเป็นการถ่ายภาพนิ่งหรือวิดีโอ ที่สามารถแยกตัวบุคคล 1 คนออกมาได้ด้วยการถ่ายหลายช็อต โดยเราต้องถือกล้องให้นิ่งๆ (แนะนำใช้ขาตั้งกล้อง) และให้คนเดินหน้าไปแล้วทำท่าโพสต์เรื่อยๆ ซึ่งเราจะได้ภาพที่มีความคิดสร้างสรรค์ออกมาไปเพียบ!

 

ถ่ายกลางคืนก็สว่างพร้อมความคมชัดในโหมด Night

ในการถ่ายภาพกลางคืนเรียกว่าทำออกมาได้ดีมากๆ ครับ ให้ความคมชัดและความสว่างในตอนกลางคืนได้เป็นอย่างสวยงาม วัตถุในภาพแสดงผลได้ชัดเจน และสีสันต่างๆ ก็ดูธรรมชาติด้วย


Auto Mode / Night Mode

 

ถ่าย Macro ได้ใกล้สุด 4 เซนติเมตร

ในเลนส์ Macro เราสามารถถ่ายวัตถุได้ใกล้ถึง 4 เซนติเมตรเลยทีเดียว การโฟกัสก็ทำได้ไว และภาพถ่ายก็ดูคมชัดและเรื่องสีอาจจะดรอปลงเล็กน้อยแต่ยังคงสวยงาม

 

กล้องหน้า AI

ด้านกล้องหน้าของ POCO X3 NFC ถือว่าทำได้ธรรมชาติครับ ใบหน้าของผู้หญิงและผู้ชายจะมีความแตกต่างกันในเรื่องของการปรับบิวตี้ ซึ่งมีการทำให้เหมาะสมกับแต่ละเพศ

 

ถ่าย Vlog สั้นๆ ไม่ต้องตัดต่อเอง

นอกจากนี้ ในเรื่องถ่ายวิดีโอในยุคนี้ก็เน้นเรื่อง Vlog แน่นอน ซึ่ง POCO X3 NFC ก็จัดฟีเจอร์นี้มาให้โดยผู้ใช้งานไม่ต้องนำไปตัดต่อให้เสียเวลา ซึ่งเราต้องถ่ายออกมาเป็นซีนๆ จากนั้นระบบก็จะตัดต่อทั้งเสียงเพลงและการเปลี่ยนฉาก (Transition) ให้อัตโนมัติ

 

สรุปจุดเด่น

  • ตัวเครื่องสามารถป้องกันละอองน้ำได้ในมาตรฐาน IP53
  • ดีไซน์สวยงาม มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีน้ำเงิน Cobalt Blue และสีเทา Shadow Gray
  • ใช้หน่วยประมวลผล Snapdragon 732G ที่มีขนาดเล็ก ประหยัดพลังงาน และใช้งานได้ไหลลื่นทั้งเล่นเกมหรือทั่วไป
  • หน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ถึง 6.67 นิ้ว แบบ DotDisplay แถมใช้ได้ลื่นๆ ด้วยๅ Refresh Rate 120Hz
  • แบตเตอรี่ให้มาแบบอึดๆ ถึง 5160mAh และรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 33W Fast Charging
  • ตัวเครื่องร้อนน้อยลงด้วยเทคโนโลยี LiquidCool Technology 1.0 Plus
  • กล้องหลัง 4 เลนส์ใช้งานได้ครบทุกฟังก์ชัน พร้อมโหมดวิดีโอ Vlog ที่หลายคนต้องชอบ

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ไม่มีหูฟังภายในกล่อง

 

POCO X3 NFC มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สี Shadow Grey และสี Cobalt Blue สนนราคารุ่นความจุ 6GB + 64GB ที่ 6,999 บาท และความจุ 6GB + 128GB ในราคา 7,999 บาท โดยจะวางจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟบน JD CENTRAL ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 กันยายนนี้

อ่านต่อ...

Featured

รีวิว realme 7 Pro การชาร์จที่เหนือขั้นด้วย 65W SuperDart Charge, จอคมชัดแบบ Super AMOLED พร้อมกล้อง 4 เลนส์ 64MP

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

มาแล้วสำหรับรีวิวฉบับเต็มของ realme 7 Pro สมาร์ทโฟนพลังแรงสู่การชาร์จที่เหนือขั้นด้วย 65W SuperDart Charge ควบคู่ขุมพลัง Snapdragon 720G พร้อมชูโรงด้วยกล้อง 4 เลนส์ครบทุกฟีเจอร์ ในราคาที่เข้าถึงได้สบายๆ

 

สรุปสเปค realme 7 Pro

  • ขนาดตัวเครื่อง : 160.9 × 74.3 × 8.7 มม.
  • น้ำหนัก : 182 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Super AMOLED Fullscreen ขนาด 6.4 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) อัตราส่วน 20:9 มีพื้นที่การแสดงผล 90.8% และครอบทับด้วยกระจก Corning Gorilla Glass
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 720G ความเร็ว 2.3GHz
  • GPU : Adreno 618
  • RAM : 8GB
  • ROM : 128GB
  • กล้องถ่ายรูปหลัง 4 เลนส์ แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Sony IMX682 รูรับแสง f/1.8
    • เลนส์ Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล มุมมองกว้าง 119 องศา รูรับแสง f/2.3
    • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 ระยะโฟกัส 4 เซนติเมตร
    • เลนส์ B&W Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้า In-display Selfie ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.5
  • ระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย realme UI 1.0
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.1 และพอร์ต USB Type-C
  • รองรับลำโพงคู่ Dolby Atmos + Hi-Res
  • แบตเตอรี่ความจุ 4500mAh รองรับ 65W SuperDart Charge

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

ตัวกล่องของ realme 7 Pro มาในสีเหลืองสุดโดดเด่น มีชื่อของรุ่นอย่าง 7 Pro ที่ด้านหน้า ส่วนด้านหลังจะเป็นสเปคหลักๆ แทบทั้งหมดครับ

อุปกรณ์ภายในกล่องมีดังนี้

  • ตัวเครื่อง realme 7 Pro พร้อมติดฟิล์มกันรอย
  • อะแดปเตอร์ 65W SuperDart Charge
  • สาย USB Type-C
  • เคสใสซิลิโคน
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น
  • ใบรับประกันสินค้า

 

สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็นกันเลยทีเดียวสำหรับความสวยงามด้านดีไซน์ของ realme 7 Pro ที่เน้นเฉดสีได้สวยงามด้วยกระจะแบบผิวด้าน ไม่สะท้อน เพิ่มความพรีเมี่ยมได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญตัวเครื่องผ่านกระบวนการผลิต AG ช่วยให้พื้นผิวฝาหลังคล้ายกับแผ่นซีดีอีกด้วย ซึ่งสีที่เราได้มาเป็นสีน้ำเงิน Mirror Blue ที่มีการแบ่งเฉดเป้นเส้นตรงบริเวณเลนส์กลางของเลนส์กล้องทำให้ดูสวยงามหลากหลายมิติ

 

เรื่องการจับถือต้องบอกว่าสบายมากๆ ครับ ด้วยตัวเครื่องที่น้ำหนักเบาเพียง 182 กรัมเท่านั้น แถมตัวเครื่องยังมีความโค้งมนเล็กน้อยทำให้เวลาถือเล่นเกมหรือใช้งานได้สบายสุดๆ

 

realme 7Pro ยังเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก TÜV Rheinland Smartphone Reliability ซึ่งถูกทดสอบ 22 ส่วนสำคัญ และส่วนอื่นๆ อีกถึง 38 ส่วน ที่ครอบคลุมทุกการใช้งานในชีวิตประจำวันแน่นอน

 

หน้าจอแสดงผลของ realme 7 Pro จัดเต็มด้วยสีสันที่สดใสด้วยพาเนล Super AMOLED Fullscreen มีความสว่างสูงสุด 600nits และช่วงสี 98% NTSC ที่ให้สีที่เที่ยงตรงมากที่สุด เรียกว่าสายความบันเทิงต่างๆ จะต้องชอบแน่นอน

 

ทั้งยังมีขนาดที่กว้าง 6.4 นิ้ว คมชัด Full HD+ (2400 x 1080 พิกเซล) อัตราส่วน 20:9 ทำให้การใช้งานเต็มตาครับ

 

ที่รอบเครื่องเหนือหน้าจอแสดงผลจะมีกล้องหน้า In-display Selfie ฝังในหน้าจอ ตรงกลางจะมีลำโพงสำหรับสนทนา โดยเป็นลำโพงสเตอริโอหรือลำโพงที่ 2 อีกด้วย

 

ฝั่งซ้ายตัวเครื่องมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM ทั้งหมด 2 ช่อง และมีช่อง MicroSD Card เพิ่มให้อีก 1 ช่อง ถัดลงมาเป็นปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง

 

ฝั่งขวามีเพียงปุ่ม Power เท่านั้น

 

ส่วนทางด้านบนมีไมโครโฟนตัวที่ 2

 

ด้านล่างตัวเครื่องมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม., ไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวที่ 1

 

และที่ด้านหลังมีกล้อง 4 เลนส์ แบ่งเป็นเลนส์หลัก 64MP + เลนส์ Ultra Wide Angle 8 MP + เลนส์ Macro 2MP + เลนส์ B&W Portrait 2MP พร้อมไฟแฟลช LED ซึ่งจะมีความนูนออกจากตัวเครื่องเล็กน้อย

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฏิบัติการ

realme 7 Pro แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฎิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย realme UI 1.0 ทำให้เราได้ใช้งานฟีเจอร์ต่างๆ ได้เพียบ พร้อมด้วยระบบการจัดการที่ดีขึ้นด้วย

 

หน้าตา UI : realme UI 1.0

 

มี Always on Display แสดงผลสถานะตัวเครื่องบนจอล็อก

Always on Display หรือจอแสดงผลแบบเปิดตลอด จะช่วยให้ชีวิตประจำวันของเราสะดวกยิ่งขึ้น เพราะเราสามารถดูสถานะต่างๆ ของเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นเวลา, วันที่, แบตเตอรี่คงเหลือ และการแจ้งเตือนที่แสดงเป็นไอคอนได้เพียงแค่เหลือบมองเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเปิดหน้าจอขึ้นมาให้เสียเวลา

 

ระบบเสียงสเตอริโอ Dolby Atmos & Hi-Res คุณภาพเสียงดีเยี่ยม

ใครที่เป็นสายเน้นความบันเทิงต้องบอกว่า realme 7 Pro ตอบโจทย์สุดๆ ด้วยการมีลำโพงเสียงสเตอริโอ Dolby Atmos & Hi-Res ทำให้การรับชมภาพยนตร์หรือเล่นเกมนั้นได้อรรถรสมากกว่าเดิม ที่สำคัญการแบ่งช่องเสียบซ้ายและขวาก็ทำออกมาได้เสียงดังชัดเจนมากๆ ด้วย เรียกได้ว่ารุ่นนี้ใส่ฟีเจอร์ที่มีอยู่ในเรือธงมาให้เลยทีเดียว

 

ระบบความปลอดภัยขั้นสูง

realme 7 Pro ก็ยังมีระบบความปลอดภัยในการปลดล็อกเครื่องได้ดีและรวดเร็วครับ ประกอบด้วยการสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอได้ทันที ซึ่งจากที่ทดสอบก็มีความรวดเร็วและไม่เกิดการผิดพลาด

 

ทั้งนี้ก็ยังมีการสแกนใบหน้าที่ทำได้อย่างรวดเร็วไม่แพ้กันครับ

 

ปรับแต่งไอคอนได้เองตามใจชอบ

ความพิเศษของ realme UI ที่ขาดไม่ได้เลยคือการปรับแต่งไอคอนหรือลักษณะของไอคอน โดยเราสามารถปรับเป็นรูปแบบต่างๆ ได้เอง ทั้งลักษณะวัสดุ, กรวดหิน หรือกำหนดได้เอง

 

โหมดกลางคืนก็มีให้แน่นอน

การใช้งานโหมดกลางคืนก็มีมาให้เหมือนเดิมครับสำหรับ realme 7 Pro เมื่อเราเปิดใช้งาน ระบบจะปรับเปลี่ยนพื้นหลังเป็นสีดำทั้งหมด ช่วยให้ใช้งานในที่แสงน้อยได้สบายตากว่าเดิม ที่สำคัญโหมดนี้ช่วยให้แบตเตอรี่ประหยัดขึ้นเพราะหน้าจอ Super AMOLED นั้นชอบพื้นหลังที่เป็นสีดำมากๆ เพราะไม่ต้องใช้แสงให้เปลืองพลังงาน

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

realme 7 Pro ขับเคลื่อนด้วยพลังของ Qualcomm Snapdragon 720G ความเร็ว Clock สูงสุด 2.3GHz และเล็กเพียง 8 นาโนเมตร ควบคู่ GPU อย่าง Adreno 618 ที่ต้องบอกว่าการเล่นเกมนั้นทำได้แบบสบายๆ ครับ ทั้งนี้ยังมีให้ RAM มาที่ 8GB + ROM 128GB ทำให้เราใช้งานแอปพลิเคชั่นทั่วไปทำได้ไหลลื่น และเก็บสิ่งต่างๆ ได้เยอะโดยไม่ต้องกลัวเต็ม

 

สำหรับผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ทำคะแนนได้ไปได้ที่ 286,696

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 576 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,801

 

ฟีเจอร์การเล่นเกม

ในส่วนของการเล่นเกมก็มีฟีเจอร์ Game Space มาช่วยตอบโจทย์สายเกมครับ โดยจะรวบรวมเกมทั้งหมดไว้ในที่เดียว รวมถึงการเปิดเป็นโหมดแข่งขันเพื่อรีดประสิทธิภาพเครื่องออกมาให้ได้มากที่สุด และสามารถปิดกั้นการแจ้งเตือนของแอปพลิเคชั่นและการโทรเข้าต่างๆ ได้ ทำให้เล่นได้ต่อเนื่อง เล่นแบบไม่มีอะไรกั้น!!

 

ทดสอบการเล่นเกม

ROV

การตั้งค่าของเกม ROV สามารถเปิดได้สูงสุดทั้งหมดครับ ยกเว้นในส่วนกราฟิกที่เปิดได้ในระดับสูง ซึ่งในการเล่นโหมด 5 VS 5 แน่นอนว่าเล่นได้แบบไหลลื่น เฟรมเรทวิ่งนิ่งๆ 60-61fps ตลอดทั้งเกมครับ

 

PUBG Mobile

สำหรับเกม PUBG Mobile สามารถเปิดกราฟิกในระดับ HD และเฟรมเรทสูงครับ ซึ่งก็เล่นได้แบบลื่นๆ หน้าจอแสดงผลสัมผัสไปตามนิ้วในระดับที่ดีมาก

 

Call of Duty: Mobile

และสุดท้ายกับเกมแนว Battle Royale อีกเกมอย่าง Call of Duty: Mobile สามารถเลือกเปิดได้ 2 แบบ ได้แก่ กราฟิก Very High และเฟรมเรท Very High หรือ กราฟิก High และเฟรมเรท Max ซึ่งเราลองใช้แบบที่ 2 ครับเพื่อเน้นความลื่นเป็นหลัก ต้องบอกเลยว่าความไหลลื่นของภาพนั้นเพิ่มขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดมากๆ หรือถ้าใครอยากเน้นความสวยด้วยก็สามารถปรับแบบที่ 1 ได้เช่นกัน

 

ชาร์จเร็วเหนือขั้นของแท้ด้วยเทคโนโลยี 65W SuperDart Charge

จัดมาให้แบบไม่ต้องรอคอยระหว่างชาร์จเลยทีเดียวสำหรับ realme 7 Pro ที่ให้เทคโนโลยี 65W SuperDart Charge มาให้ ต้องบอกว่าชาร์จได้เร็วกว่าที่คิดครับ เราเริ่มชาร์จตอนแบตเตอรี่ราว 26% ผ่านไปประมาณ 10 นาที ได้มาแล้ว 60% จากนั้นก็เต็ม 100% ในเวลารวมทั้งหมดแค่ 34 นาทีครับ แต่ถ้าใครชาร์จตอนแบตเหลือ 0% น่าจะใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ชาร์จเร็วขนาดนี้ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องคาวมปลอดภัยครับ เพราะ 65W SuperDart Charge มีการควบคุมและระบายความร้อนป้องกันอุณหภูมิสูงเกินไป ทั้งยังใช้แบตเตอรี่แบบ Dual 3C Cells ที่แบ่งแบตเตอรี่เป็น 2250 mAh 2 ก้อน รวม 4500 mAh และชาร์จด้วยกระแสไฟ 6.5A

 

นอกจากนี้ ใครที่เล่นเกมบ่อยๆ ก็สามารถชาร์จไปด้วยเล่นไปด้วยได้เหมือนกัน เพราะรุ่นนี้มีระบบความปลอดภัยตั้งแต่ในตัวอะแดปเตอร์ถึงตัวแบตเตอรี่ พร้อมเซ็นเซอร์ตรวจจับความร้อนถึง 10 จุดในตัว ซึ่งความเร็วในการชาร์จจะอยู่ที่ชาร์จ 30 นาทีได้มา 43% เลยทีเดียว

 

กล้องถ่ายรูป

ไม่ใช่แค่เรื่องสเปคด้านขุมพลังและชาร์จเร็วเหนือขั้นเท่านั้น แต่ realme 7 Pro ยังจัดเต็มเรื่องกล้อง จัดให้เต็มๆ ครบทุกฟีเจอร์แน่นอน จะมีอะไรบ้างมาดูกันเลยครับ

คมชัดสูงสุด Ultra Clear 64 ล้านพิกเซล

realme 7 Pro ให้เลนส์หลักความละเอียดสูงถึง 64 ล้านพิกเซล ใครที่ต้องการความคมชัดเป็นพิเศษก็ใช้โหมดนี้ได้เลย ซึ่งจะให้รายละเอียดสูงกว่าโหมดปกติเยอะเลยทีเดียว เห็นสิ่งเล็กๆ ในรูปภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

 

AI ถ่ายได้อัจฉริยะ

นอกจากโหมด 64MP แล้ว ในโหมดปกติก็ถ่ายได้ที่ 12MP แต่เป็นการรวม 4 พิกเซล เป็น 1 พิกเซล ทำให้ได้รายละเอียดของแสงและเงาที่ดีขึ้น และภาพที่ที่แสงน้อยก็มีความสว่างเพิ่มขึ้นเล็กน้อยด้วย ที่สำคัญก็ยังมีการปรับแต่งสีสันตามวัตถุที่ตรวจจับได้

 

ถ่าย Portrait สวยงาม บิวตี้อย่างธรรมชาติทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง

ความสวยงามของการถ่าย Portrait ในรุ่นนี้ก็ยังทำได้อย่างสวยงามตามสไตล์ของ realme เช่นเคยครับ สามารถตัดขอบพร้อมเบลอฉากหลังได้เนียน ใบหน้าและผิวพรรณก็มีความบิวตี้อย่างเป็นธรรมชาติ

กล้องหลัง

 

กล้องหน้า

 

นอกจากนี้ ด้วยเลนส์อย่าง B&W Portrait ทำให้เราถ่ายฟิลเตอร์พิเศษได้ด้วย โดยจะอยู่ในตัวเลือก O6 ในหมวดรูปคนครับ

ฟิลเตอร์ O6 ด้วยเลนส์ B&W Portrait

 

ฟิลเตอร์อื่นๆ

 

มุมมองกว้างสุดด้วยเลนส์ Ultra Wide Angle 119 องศา

เลนส์ Ultra Wide Angle ก็มีมาให้แน่นอนครับ เราสามารถถ่ายมุมมองกว้างได้ถึง 119 องศา ได้บรรยากาศที่ครบครัน ใครที่ชอบถ่ายวิวทิวทัศน์ต่างๆ จะต้องชอบแน่นอน เพราะสีสันต่างๆ ยังสดใสอีกด้วย


เลนส์หลัก / เลนส์ Ultra Wide Angle

 

Macro ถ่ายใกล้สุดถึง 4 เซนติเมตร

เลนส์ Macro ช่วยให้เราถ่ายวัตถุได้ใกล้สูงสุดถึง 4 เซนติเมตร ซึ่งเป็นระยะที่ดวงตาของเรามองไม่เห็นแล้ว ส่วนเรื่องของการโฟกัสก็ทำได้รวดเร็วครับ

 

เปลี่ยนกลางคืนให้สว่างและคมชัดด้วย Nightscape

realme 7 Pro ช่วยให้ถ่ายภาพในที่แสงน้อยหรือในตอนกลางคืนได้อย่างสวยงามด้วย Nightscape ที่ให้ความคมชัด เพิ่มรายละเอียดในภาพดีขึ้น และ Noise ก็แทบไม่มีครับ ทั้งยังใช้งานได้ทั้งเลนส์หลักและเลนส์ Ultra-Wide Angle


Auto Mode / Nightscape Mode

 

ทั้งนี้ หากใครที่อยากปรับการตั้งค่าทั้ง ISO, ความเร็วชัตเตอร์, ไวท์บาลานซ์ และระยะโฟกัส ก็สามารถทำได้ด้วย Pro Nightscape Mode

 

ยังไม่หมดเท่านี้เพราะก็ยังมี Starry Mode เพื่อใช้ในการถ่ายดวงดาวบนท้องฟ้าได้อย่างสวยงาม แต่ก็ต้องใช้ขาตั้งเพื่อรอเวลาประมวลผลประมาณ 4 นาที และแนะนำให้ใช้งานในวันที่ฟ้าเปิดครับ

 

สุดท้ายในฟีเจอร์ของ Nightscape ก็มี Special Night Filters ที่เป็นฟิลเตอร์ที่เหมาะสำหรับการถ่ายตอนกลางคืน ได้แก่ สีทองทันสมัย, ไซเบอร์พังก์ และฟลามิงโก

 

กล้องหน้า AI Beauty ถ่ายสวยเป็นธรรมชาติ

ผ่านกล้องหลังไปแล้ว กล้องหน้าที่นอกจากจะถ่าย Portrait เบลอฉากหลังได้แล้ว การถ่ายโหมดปกติก็ทำได้อย่างสวยงามครับ เห็นบรรยากาศด้านหลังได้ชัดเจน แถมตั้งค่า AI Beauty ปรับผิวเนียนได้ตามใจชอบด้วย

 

เซลฟี่ที่แสงน้อยไม่ต้องกลัวด้วย Nightscape Selfie

ในโหมด Nightscape ก็สามารถใช้งานที่กล้องหน้าได้เช่นกันครับ จุดที่มีแสงน้อยหรือถ่ายในตอนกลางคืนก็เปิดโหมดนี้ช่วยได้เลยครับ


โหมดปกติ / โหมด Nightscape Selfie

 

มาถึงการถ่ายวิดีโอกันบ้างครับ รุ่นนี้มีฟีเจอร์ Ultra Nightscape Video เพื่อช่วยให้การถ่ายวิดีโอตอนกลางคืนได้คมชัดและมีสีสันที่สดใหม่พร้อมความสว่างมากขึ้นด้วย

 

ทั้งนี้ยังมี AI Color Portrait ถ่ายวิดีโอให้มีมิติยิ่งขึ้น ที่มีตัวเลือกให้ระบบตรวจจับเฉพาะสีแดง, น้ำเงิน, เขียว หรือจะแสดงสีเฉพาะตัวบุคคลก็ยังได้ โดยฉากหลังจะเป็นขาว-ดำทั้งหมด

 

สรุปจุดเด่น

  • เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก TÜV Rheinland ในด้านการใช้งานในชีวิตประจำวัน
  • มีเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 65W SuperDart Charge ชาร์จได้เต็ม 100% ใน 34 นาที
  • กล้องหลัง 4 เลนส์ มีให้ครบทุกฟีเจอร์ ถ่ายได้อย่างสนุกไม่มีเบื่อแน่นอน
  • กล้องหน้า In-display Selfie คมชัดสูงสุด 32 ล้านพิกเซล พร้อม AI Beauty
  • ขุมพลัง Qualcomm Snapdragon 720G ทำให้ใช้งานได้อย่างไหลลื่นในทุกจังหวะ
  • หน้าจอสวยงามด้วย Super AMOLED Fullscreen กว้างถึง 6.4 นิ้ว ใช้งานได้เต็มตา

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ตัวเครื่องไม่ป้องกันน้ำ
  • ไม่มีหูฟังในกล่อง

realme 7 Pro มีราคาราคาอยู่ที่ 10,990 บาท โดยวางจำหน่ายแล้วในวันนี้ครับ

อ่านต่อ...

Featured

รีวิว Vivo V20 Pro 5G สมาร์ตโฟน 5G บางสุดในโลก ดีไซน์โดดเด่น กล้องหน้าคมชัด 44MP โฟกัสไม่มีหลุด พร้อมฟีเจอร์แบบจัดเต็ม

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

รีวิว Vivo V20 Pro 5G กล้องสุดปัง! โฟกัสไม่มีหลุดด้วยกล้องหน้า 44MP Eye Autofocus จัดเต็มด้านดีไซน์ด้วยการเป็นสมาร์ทโฟน 5G ที่บางสุดในโลก พร้อมใช้งานได้เร็วแรงด้วยขุมพลัง Snapdragon 765G 5G

 

สรุปสเปค Vivo V20 Pro 5G

  • ขนาดตัวเครื่อง : 158.82 × 74.2 × 7.39 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 170 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Super AMOLED กว้าง 6.44 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) อัตราส่วน 20:9, NTSC 98.5% รองรับ HDR10
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 765G 5G Octa Core
  • RAM 8 GB
  • ROM 128/256 GB
  • ระบบปฎิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย Funtouch OS 11
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 3 เลนส์แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.89
    • เลนส์ Super Wide-Angle 120 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ Mono ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้าคู่ 2 เลนส์แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 44 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0
    • เลนส์ Super Wide-Angle 105 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.28
  • รองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ซิม
  • รอบรับเครือข่าย 5G ตั้งแต่แกะกล่อง
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 2.4G + 5G, Bluetooth 5.1 และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 4000mAh รองรับ 33W Vivo FlashCharge 2.0

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

เล่นเฉดตั้งแต่ตัวกล่องสำหรับ Vivo V20 Pro 5G ที่มีความวิบวับเป็นรูปตัว “V” สีฟ้าอย่างชัดเจนเมื่อกระทบแสงในมุมต่างๆ พร้อมด้วยชื่อรุ่น V20 Pro เด่นๆ ตรงกลาง ขณะที่ด้านหลังกล่องก็มีฟีเจอร์สำคัญต่างๆ ได้แก่ 44MP Eye Autofocus, Ultra Sleek Matte Glass, 64MP Night Camera และ Qualcomm Snapdragon 765G 5G

อุปกรณ์ต่างๆ ภายในกล่องมีดังนี้

  • ตัวเครื่อง Vivo V20 Pro 5G พร้อมฟิล์มกันรอย
  • อะแดปเตอร์
  • สาย USB Type-C
  • หูฟัง
  • เคสโทรศัพท์
  • อุปกรณ์แปลงพอร์ต USB Type-C เป็น 3.5 มม.
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้นและการรับประกันสินค้า

 

ดีไซน์สวยงาม บางสุดในโลกของสมาร์ตโฟน 5G

Vivo V20 Pro 5G ถูกขนานนามว่าเป็นสมาร์ตโฟนที่รองรับ 5G ที่บางที่สุดในโลก ณ ตอนนี้ เมื่อเทียบกับรุ่นอื่น ทำให้การจับถือมีความถนัดมือมากขึ้น น้ำหนักเบา และใช้งานได้แบบสบายตลอดวันโดยไม่รู้สึกเมื่อยเวลาใช้งานไปนานๆ

 

เท่านั้นไม่พอ Vivo V20 Pro 5G ยังมีสีสันที่โดดเด่นด้วยการใช้วัสดุกระจกแบบด้าน เล่นเฉดสีอย่างสวยงาม โดยสีที่เราได้มาเป็นสี Sunset Melody ที่ให้โทนเรื่องความสดใสแบบชัดเจน ไล่สีม่วงไปสีฟ้าได้เป็นระดับ และเล่นแสงกับมุมต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ใครที่ถือไปไหนจะต้องมีโดนเหลียวมองกันบ้าง

 

หน้าจอแสดงผลของ Vivo V20 Pro 5G มาแบบรอยบากขนาดเล็ก ชูโรงด้วยความสดใสด้วยชนิด Super AMOLED พร้อมการแสดงผลสี NTSC 98.5% ใครที่ชอบรับชมวิดีโอหรือภาพยนตร์ต่างๆ ต้องบอกว่าจะต้องหลงรักแน่นอน

 

นอกจากสีสันแบบจัดเต็มแล้ว ขนาดหน้าจอก็เป็นส่วนสำคัญในการรับชมความบันเทิงต่างๆ โดยรุ่นนี้มาพร้อมขนาด 6.44 นิ้ว ความคมชัดระดับ Full HD+ ทำให้ชมสิ่งต่างๆ หรือจะเล่นเกมก็ทำได้แบบเต็มตาแน่นอน

 

ส่วนบนของหน้าจอจะมีรอยบากที่ฝังกล้องหน้าไว้ 2 เลนส์ ความละเอียด 44 + 8 ล้านพิกเซล โดยมีลำโพงที่อยู่เหนือขึ้นไปเล็กน้อย

 

ฝั่งขวาตัวเครื่องจะมีทั้งปุ่มเพิ่มและลดเสียง ถัดลงมาจะเป็นปุ่ม Power

 

ด้านล่างของตัวเครื่องจะมีช่องใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ช่องแบบพลิกหน้า-หลัง ถัดไปทางขวาจะเป็นไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวหลัก

 

ส่วนด้านบนจะมีเพียงไมโครโฟนตัวที่ 2 สำหรับตัดเสียงรบกวนเท่านั้น

 

และสุดท้ายที่ด้านหลังจะมีกล้องหลัง 3 เลนส์ โดยมีเลนส์หลัก 64MP โดเด่นด้านบนสุด ส่วนอีก 2 เลนส์ด้านล่างจะเป็นเลนส์ Super Wide Angle และเลนส์ Mono ถัดลงมานอกโมดูลกล้องจะมีไฟแฟลช LED มาให้

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

Vivo V20 Pro 5G แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 10 ที่ครอบทับด้วย Funtouch OS 11 ซึ่งแน่นอนว่าจะมีฟีเจอร์มาให้ลองเล่นเพียบ

 

หน้าตา UI : Funtouch OS 11

 

รองรับ 5G ตั้งแต่แกะกล่อง

ความพิเศษของ Vivo V20 Pro 5G นั้นเริ่มตั้งแต่การใช้สัญญาณบนเครือข่าย 5G กันเลยครับ ทำให้เราสัมผัสถึงความเร็วแรงจากการใช้งานได้แน่นอน แถมไม่ต้องรออัปเดทเฟิร์มแวร์ให้ยุ่งยากด้วย

 

ธีมและวอลเปเปอร์ให้เลือกเพียบ

นอกจากที่ตัวเครื่องยังมีสีสันที่โดดเด่นแล้ว วอลเปเปอร์และธีมภายในเครื่องก็มีให้เราเลือกมากมายเช่นกัน ซึ่งแต่ละแบบต้องบอกเลยว่าสวยงามทั้งหมด

 

แสดงสถานะด้วย Always-on-Display

เป็นฟีเจอร์เฉพาะในรุ่นที่มีหน้าจอ AMOLED เท่านั้นครับ เมื่อเราล็อกหน้าจอและเปิดฟีเจอร์นี้เอาไว้ ทำให้เราไม่จำเป็นต้องสัมผัสเครื่องเพื่อดูเวลาหรือการแจ้งเตือนต่างๆ เลย เพราะทั้งหมดจะปรากฏขึ้นทันทีที่ล็อกหน้าจอครับ

ทั้งนี้ เรายังสามารถปรับแต่งความสาวยงามของฟีเจอร์ Always-on Display ได้ด้วยตามความชอบ

 

ระบบความปลอดภัยก็มีให้ครบ

Vivo V20 Pro 5G มาพร้อมระบบความปลอดภัยขั้นสูงด้วยการสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ มีความเสถียรและความเร็วเร็วอย่างมาก

นอกจากนี้ ก็ยังมีเทคโนโลยีสแกนใบหน้ามาให้ใช้งานกันเช่นเคย

 

โหมดมืดใช้งานง่าย ครอบคลุมหลายแอปพลิเคชั่น

ใครที่ชอบเล่นสมาร์ตโฟนในตอนกลางคืน ก็สามารถเปิดโหมดมืดเพื่อใช้งานได้สบายตามากขึ้น ที่สำคัญโหมดมืดยังช่วยให้ Vivo V20 Pro 5G กินพลังงานน้อยลง ทำให้แบตเตอรี่หมดช้าลงอีกด้วย

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

จัดมาให้ด้วยความแรงดั่งเรือธงสำหรับ Vivo V20 Pro 5G ผ่านขุมพลัง Qualcomm Snapdragon 765G 5G ที่ถือเป็นเรือธงของชิปเซ็ตระดับกลางกันเลยทีเดียว ในเรื่องของการใช้งานทั่วไปหรือจะเล่นเกมทำได้แบบไหลลื่นแน่นอน

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 627 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,930

 

Ultra Game Mode ผู้ช่วยในการเล่นเกม

Ultra Game Mode ผู้ช่วยในการเล่นเกมเเพื่อให้ทำงานได้แบบไม่มีสะดุดก็สามารถปรับให้ระบบเล่นเกมได้แบบต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการปิดแจ้งเตือนแอปต่างๆ หรือการโทรเข้า ซึ่งในโหมดนี้ยังรองรับโหมด E-Sport ที่ช่วยความไหลลื่น เอฟเฟ็กต์ และอัตราเฟรมเรทให้คงที่มากขึ้น

 

ทดสอบการเล่นเกม

ROV

Vivo V20 Pro 5G สามารถเปิด ROV ได้สูงสุดทั้งหมด ยกเว้นเพียงการแสดงผลในระดับสูงเท่านั้น โดยทดสอบในโหมด 5 VS 5 ก็เล่นได้แบบไหลลื่นขึ้นสุด เฟรมเรทวิ่งคงที่มาก ประมาณ 59-61fps ตลอดทั้งเกมครับ

 

PUBG Mobile

มาถึงเกม PUBG Mobile ยอดฮิตก็สามารถเปิดกราฟิกได้ใน HDR HD พร้อมเฟรมเรทระดับ Ultra ซึ่งเราก็เล่นในโหมด Battle Royal 100 คน ได้แบบสบายๆ จอสัมผัสไหลลื่นและการกดก็ตอบสนองได้ดีครับ

 

V4

สำหรับเกมแนว MMORPG อย่าง V4 เครื่องนี้ก็เล่นได้อย่างไหลลื่นครับ แถมเปิดภาพระดับสูงสุดได้ทั้งหมด หน้าจอสัมผัสได้ไหลลื่นเป็นอย่างดี และกราฟิกในเกมก็สวยงามและคมชัดมากๆ

 

แบตเตอรี่อึดพร้อมชาร์จไว 33W Vivo FlashCharge 2.0

Vivo V20 Pro 5G จัดแบตเตอรี่ความจุมาให้ 4000mAh ซึ่งการใช้งานทั่วไป เช่น เล่นโซเชียลทั่วไปหรือดูวิดีโอระหว่างวันก็ใช้งานได้ตลอดวันครับ แต่ถ้าใครเน้นเล่นเกมก็อาจได้ชาร์จกันสักรอบครับ อย่างไรก็ตาม Vivo V20 Pro 5G ยังมาพร้อมเทคโนโลยี 33W Vivo FlashCharge 2.0 ซึ่งเราลองชาร์จจาก 23% ไปถึง 100% ในเวลาเพียงประมาณ 1 ชั่วโมง 10 นาทีเท่านั้น

 

กล้องถ่ายรูป

ฟีเจอร์ต่างๆ มีมาให้มากมายแล้วสำหรับ Vivo V20 Pro 5G รุ่นนี้ เรื่องของกล้องก็มีฟีเจอร์ให้มาเพียบเช่นกัน ต้องบอกเลยว่าความสามารถพิเศษรุ่นนี้มีระบบ Eye Autofocus ที่โฟกัสใบหน้าของเราได้แบบไม่มีหลุดแน่นอน ทั้งยังมีฟีเจอร์ต่างๆ ให้เพียบตามด้านล่างนี้เลยครับ

 

AI ฉลาดล้ำ ระบุฉากได้อย่างแม่นยำ

ความฉลาดของ Vivo V20 Pro 5G ยังคงมาในระดับสูง ด้วยการระบุฉากของวัตถุได้อย่างแม่นยำ พร้อมกับปรับเฉดสีให้เหมาะสมกับวัตถุนั้นๆ อย่างธรรมชาติโดยที่เราไม่ต้องทำอะไรยกเว้นแค่การกดชัตเตอร์

 

AI ตัดแต่งรูปภาพเปลี่ยนฉากได้ชาญฉลาด

หนึ่งในฟีเจอร์ที่ถือว่าจัดเต็มสุดๆ คือฟีเจอร์นี้ที่ไม่ว่ารูปไหนก็ที่เราถ่ายมา เมื่อเข้ามาแก้ไขในอัลบั้มภาพ ระบบจะเรียนรู้และแยกแยะวัตถุต่างๆ ให้เราทันที เช่น ท้องฟ้า, รถยนต์, บุคคล หรือสิ่งปลูกสร้าง เป็นต้น ซึ่งถ้าเราเลือกท้องฟ้า เราก็สามารถเปลี่ยนภาพท้องฟ้าได้แบบอิสระ โดยไม่กระทบกับส่วนประกอบอื่นในภาพนั้น เรียกว่าสามารถเปลี่ยนคนให้ไปอยู่ในไหนในโลกก็ได้ หรือเปลี่ยนท้องฟ้ามืดๆ ให้กลับมาสว่างได้แบบเนียนเลยทีเดียว

 

คมชัดสูงถึง 64 ล้านพิกเซล

ในเลนส์หลักของ Vivo V20 Pro 5G ก็ยังมาพร้อมความละเอียดสูงสุดถึง 64 ล้านพิกเซล ทำให้เราได้ภาพที่มีความคมชัดสูง เห็นรายละเอียดภายในภาพได้ดีกว่าเดิม ทั้งยังทำไปใช้งานด้านอื่นต่อได้อีกด้วย

 

ถ่ายได้กว้างสะใจถึง 120 องศาด้วยเลนส์ Super Wide-Angle

หนึ่งใน 3 เลนส์ของกล้องหลังรุ่นนี้เป็นเลนส์ Super Wide-Angle มุมมองกว้างสุดถึง 120 องศา ช่วยให้เก็บภาพบรรยากาศรอบตัวได้ครบทุกมุม สีสันมีเฉดสดใส เห็นได้กว้างกว่าเลนส์หลักอย่างชัดเจนครับ อะไรที่เก็บไม่ครบก็เก็บได้ประโยชน์จากเลนส์นี้แน่นอน


เลนส์หลัก / เลนส์ Super Wide-Angle

 

เบลอเป็นธรรมชาติด้วย Portrait Mode พร้อมฟีเจอร์ Eye Autofocus

Vivo V20 Pro 5G จัดเต็มด้วยฟีเจอร์ของการถ่ายบุคคลหรือ Portrait ช่วยให้การถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยเราสามารถปรับความเบลอของพื้นหลังได้ตั้งแต่ F0.95 – F16 (ยิ่งน้อยยิ่งเบลอ)

กล้องหลัง

 

กล้องหน้า

 

รวมถึงการเปลี่ยนลักษณะโบเก้ฉากหลังเป็นในลักษณะต่างๆ ได้ด้วย ได้แก่ แวดวง, หัวใจ, สามเหลี่ยม, ดาว และห้าเหลี่ยม

 

ถ่ายรูปอย่างมีสไตล์ด้วย Multi-style 3.0

ฟีเจอร์ดังกล่าวจะเป็นคล้ายกับฟิลเตอร์ แต่จะเป็นการเล่นเฉดสให้เหมาะสมกับสภาวะต่างๆ ของการถ่ายรูป โดยจะมีให้เลือกหลายแบบ เช่น ธรรมชาติ, วินเทจ, แฟชั่น, สไตล์ญี่ปุ่น, ขาวดำ, เปียก และเหลือเงิน เป็นต้น

 

เอฟเฟ็กต์แสงภาพบุคคล Portrait Light Effect

Vivo V20 Pro 5G มีลูกเล่นในการถ่ายภาพบุคคลด้วยเอฟเฟ็กที่มีให้เลือกเพิ่มความโดดเด่นได้ถึง 5 แบบ ได้แก่ ไฟสตูดิโอ, ไฟสเตอริโอ, ลูปไลท์, แสงรุ้ง และภาพพื้นหลังสีขาวดำ

 

ลูกเล่นใหม่ไฉไลกว่าเดิมด้วยการรับแสงสองเท่า

ฟีเจอร์การรับแสงสองเท่าน่าจะเป็นฟีเจอร์ที่ช่างภาพน่าจะชอบมากที่สุดครับ เพราะเป็นลูกเล่นคล้ายกับการถ่ายแบบ Double Exposure ด้วยกล้องโปรเลยทีเดียว โดยจะมี 2 แบบด้วยกัน ได้แก่ การรับแสงด้านหน้า/ด้านหลัง ที่จะรับแสงจากกล้องหน้า-หลังไปพร้อมกัน (ไม่สามารถสลับกล้องหน้า-หลังได้) ทำให้ภาพออกมาซ้อนกันอย่างสวยงามเพียงแค่ชัตเตอร์ครั้งเดียว

 

ส่วนอีกแบบจะเป็นการรับแสงสองครั้ง ที่ให้เราถ่ายภาพ 2 ภาพแบบซ้อนกันอย่างสวยงาม ซึ่งตรงนี้จะต้องกดชัตเตอร์ 2 ครั้ง จะใช้กล้องหน้า + กล้องหน้า, กล้องหน้า + กล้องหลัง หรือกล้องหลัง + กล้องหลัง ก็ได้ทั้งหมดครับ อยู่กับมุมมองของแต่ละคนเลย

 

Super Night Mode ถ่ายกลางคืนได้สวยงาม ไร้ Noise

โหมดถ่ายภาพกลางคืนของ Vivo V20 Pro 5G ให้ความสว่างมากขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับโหมดปกติครับ ซึ่งให้ความคมชัดและสีสันที่ดี ไม่มีภาพแตกแน่นอนครับ ที่สำคัญเรื่องของจุดรบกวนหรือ Noise ก็แทบไม่มี และใช้งานโหมดนี้ได้ทั้งเลนส์ปกติและเลนส์ Super Wide Angle ด้วย


Auto Mode / Super Night Mode


Auto Mode / Super Night Mode

 

นอกจากนี้ ก็ยังมี Night Filter ที่เพิ่มความหลากหลายให้หารถ่ายกลางคืนดูมีสีสันขึ้นครับ โดยจะมีให้เลือก 4 สไตล์ ได้แก่ ดำและทอง, น้ำแข็งสีฟ้า, ส้มเขียว และไซเบอร์พังก์


ดำและทอง


ไซเบอร์พังก์

น้ำแข็งสีฟ้า


ส้มเขียว

 

ถ่ายได้ใกล้ๆ คมชัดด้วยโหมด Macro

ในโหมดนี้ได้ใช้ประโยชน์จากเลนส์ Super Wide Angle ครับ โดยจะมีความคมชัดกว่าเลนส์ Macro ที่แยกออกมาเดี่ยวๆ โดยเราถ่ายภาพระยะใกล้ได้ถึง 4 ซม.เลยทีเดียว

 

ถ่ายหน้าสวยคมชัด 44MP

กล้องผ่านไป เรื่องกล้องหน้าก็จัดเต็มไม่แพ้กันครับ ด้วยความละเอียดสูงถึง 44 ล้านพิกเซล (ต้องใช้โหมดความละเอียดสูง) ช่วยให้เซลฟี่ได้อย่างคมชัด ทั้งยังปรับความสวยงามบนใบหน้าได้หลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็นผิวนวล, โทนสีผิว, ปรับขาว, หน้าบาง, รูปหน้า, ตาโต, จมูก และมีอีกเพียบ

 

กล้องหน้า Super Wide-Angle กว้างแค่ก็ไหนเก็บได้ครบ

ไม่ได้มาแค่เลนส์หลักเลนส์เดียวเท่านั้น แต่กล้องหน้ายังมีเลนส์ Super Wide-Angle มาให้เหมือนกัน ทำให้เราเซลฟี่ได้มุมมองที่ครบ อยากถ่ายบรรยากาศแบบไหนก็เก็บได้เต็มๆ


เลนส์หลัก / เลนส์ Super Wide-Angle

 

Super Night Selfie ควบคู่ Selfie Softlight Band เซลฟี่ยามที่แสงน้อยก็ไม่ต้องกลัว

เรื่องของการเซลฟี่ตอนกลางคืนไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวแล้วครับ เพราะรุ่นนี้มาพร้อม Super Night Selfie ช่วยให้เราใช้โหมดกลางคืนถ่ายเซลฟี่ได้แบบงามและไม่เบลอ ภาพที่ได้ให้ทั้งใบหน้าสวยงามและฉากหลังที่เห็นได้ชัดเจนเลยทีเดียว ทั้งยังมี Selfie Softlight Band ที่เปิดแสงอ่อนๆ เพื่อให้ได้ภาพที่ออกมาได้ธรรมชาติ


โหมดปกติ / Selfie Softlight Band

 

นอกจากนี้ ในการถ่ายวิดีโอ Vivo V20 Pro 5G ก็มีอีกหลายฟีเจอร์ให้ลองใช้งานกัน ดังนี้

  • ติดตามการโฟกัสขณะบันทึก : ฟีเจอร์ช่วยให้ใบหน้าของเราคมชัดและไม่เบลอจากการถ่ายวิดีโอต่างๆ ไม่ว่าจะขยับไปทางไหนก็ไม่มีหลุดเฟรมแน่นอน

 

  • Dual View : ฟีเจอร์นี้จะเป็นการถ่ายวิดีโอกล้องหลังพร้อมกับกล้องหน้า ซึ่งจะได้เป็นวิดีโอออกมา 1 คลิปตามที่เราถ่ายเลย

 

  • Art Portrait Video (อวตารภาพยนตร์) : เป็นการใช้เอฟเฟ็กต์ร่วมกับวิดีโอครับ โดยจะมี 2 แบบ ได้แก่ โมโนที่จะเปลี่ยนฉากหลังเป็นสีขาวดำ และโบเก้ที่จะเบลอฉากหลังให้เราตอนถ่ายคลิปครับ

 

สรุปจุดเด่น

  • ดีไซน์โดดเด่น สีสันจัดเต็ม และเป็นสมาร์ทโฟน 5G บางสุดในโลก
  • กล้องหน้าคามชัดสูง 44MP พร้อมโหมดติดตามโฟกัสดวงตา ถ่ายภาพนิ่งหรือวิดีโอก็ไม่มีเบลอ
  • กล้องหลัง 4 เลนส์ 64MP ครบทุกฟังก์ชัน พร้อมความฟีเจอร์แปลกใหม่ที่มีแค่ใน Vivo V20 Pro 5G
  • หน่วยประมวลผล Snapdragon 765G 5G ใช้งานทั่วไปหรือเล่นเกมก็ไม่มีสะดุดแน่นอน
  • รองรับเครือข่าย 5G ตั้งแต่แกะกล่อง
  • แบตเตอรี่ 4000mAh พร้อมรองรับ 33W vivo FlashCharge 2.0 ชาร์จได้อย่างรวดเร็ว

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ตัวเครื่องไม่กันน้ำ
อ่านต่อ...

กำลังฮอต

Featured4 วัน ที่แล้ว

รีวิว POCO X3 NFC สมาร์ทโฟนเพื่อคอเกม จอไหลลื่น 120Hz มาพร้อม Snapdragon 732G และระบบระบายความร้อนขั้นสูง

POCO X3 NFC สมาร์ทโฟ...

Featured7 วัน ที่แล้ว

รีวิว realme 7 Pro การชาร์จที่เหนือขั้นด้วย 65W SuperDart Charge, จอคมชัดแบบ Super AMOLED พร้อมกล้อง 4 เลนส์ 64MP

มาแล้วสำหรับรีวิวฉบั...

Featured1 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว Vivo V20 Pro 5G สมาร์ตโฟน 5G บางสุดในโลก ดีไซน์โดดเด่น กล้องหน้าคมชัด 44MP โฟกัสไม่มีหลุด พร้อมฟีเจอร์แบบจัดเต็ม

รีวิว Vivo V20 Pro 5...

Featured3 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว Vivo X50 Pro 5G กล้องหลังจัดเต็ม ระบบกันสั่น Gimbal รุ่นแรกของโลก, ฟีเจอร์ครบ พร้อมหน้าจอโค้ง Ultra O Screen และชิปตัวแรง Snapdragon 765G

Vivo X50 Pro 5G สมาร...

Featured4 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว Vivo Y20 สมาร์ตโฟนกล้อง AI Triple Macro Camera สแกนลายนิ้วมือด้านข้างเครื่อง และแบตอึด 5000mAh

Vivo Y20 สมาร์ตโฟนน้...

Advertisement

คลิปมาใหม่

ข่าวใหม่วันนี้

ข่าวประชาสัมพันธ์2 ชั่วโมง ที่แล้ว

แคนนอน เผยโฉม กล้อง EOS C70 กล้องถ่ายภาพยนตร์ที่มาพร้อมเมาท์ RF รุ่นแรกในตระกูล Cinema EOS

แคนนอน เสริมความแข็ง...

ข่าวประชาสัมพันธ์2 ชั่วโมง ที่แล้ว

ดีแทค Safe Internet พัฒนาหลักสูตร ‘การเคารพในความหลากหลายทางเพศเพื่อลดการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ (Cyber-bullying)

หลักสูตร ‘การเคารพใน...

ข่าวประชาสัมพันธ์2 ชั่วโมง ที่แล้ว

จำหน่ายแล้ววันนี้ พร้อมกันทั่วประเทศ! Vivo V20 Pro 5G สมาร์ตโฟนกล้องหน้าคู่สุดล้ำรองรับ 5G บางสุดในโลก

Vivo V20 Pro 5G สมาร...

Android News5 ชั่วโมง ที่แล้ว

เปิดตัว Xiaomi Mi 10T Lite สมาร์ทโฟน CPU Snapdragon 750G รุ่นแรกของโลก พร้อมหน้าจอ 120Hz ในราคาเริ่มต้นราว 10,000 บาท

นอกจากที่ Xiaomi จะเ...

Android News5 ชั่วโมง ที่แล้ว

Xiaomi เปิดตัว Mi 10T Series เรือธงหน้าจอ 144Hz พร้อมขุมพลัง Snapdragon 865 และกล้องสูงสุด 108MP

Xiaomi เปิดตัว Mi 10...

มือถือมาใหม่

ติดตาม กินเที่ยวกัน

กำลังมาแรง