ติดตามพวกเรา

News

dtac ผนึก TOT, CAT ลุยทดสอบ 5G อย่างยั่งยืนพร้อมหาแนวทางธุรกิจ

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

 

ดีแทคผนึก ทีโอที CAT ลุยทดสอบ 5G อย่างยั่งยืนพร้อมหาแนวทางธุรกิจ แนะรัฐวางแผนจัดสรรคลื่นชัดเจนก่อนประมูล

  • ดีแทคเตรียมลุยทดสอบโดรน 5G เรียลไทม์ครั้งแรกเพื่อเกษตรกรไทย 
  • ทีโอทีรุกสมาร์ทโพล ต้องตอบโจทย์สมาร์ทซิตี้โครงข่าย 5G เพื่ออุตสาหกรรม
  • CAT ร่วมทดสอบเซ็นเซอร์ PM 2.5 ฝ่าวิกฤตคุณภาพอากาศด้วย ผ่านโครงข่าย LoRa บนสมมุติฐานของ 5G

ดีแทคเปิดสนามทดสอบ 5G ทั้งพื้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและพื้นที่ EEC ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศรีราชา เพื่อทดสอบการใช้งานจริง (Use case) โดยร่วมมือกับพันธมิตร CAT และทีโอที สำหรับการทดสอบ 5G ดีแทคได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์จากอีริคสัน หัวเว่ย และโนเกีย พร้อมแนะภาครัฐควรจัดทำแผนจัดสรรคลื่นความถี่ทั้งย่านสูง-กลาง-ต่ำ และระบุช่วงเวลาจัดสรรชัดเจน และแผนปรับปรุงคลื่นความถี่ (Spectrum Refarming) เพื่อพัฒนาสู่ 5G อย่างยั่งยืน และหาความเป็นไปได้ในทางธุรกิจ

นางวรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า “บริการ 5G จะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืนในประเทศ ภาครัฐจะต้องเริ่มต้นตระหนักถึงภาระหน้าที่ในการส่งเสริมให้อุตสาหกรรมต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมทดสอบทดลอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง IoT (Internet of Things), ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) หุ่นยนต์ (Robotic) ระบบคลาวน์ (Cloud Computing) ผสานกับ 5G ให้เหมาะสมกับอุตสาหกรรมในประเทศ เพื่อนำไปสู่การสร้างการใช้งานจริง (Use case) ในอนาคต ทางกระทรวงฯ ยังได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อดูแลความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรมในการทดสอบ 5G ร่วมกัน และจัดทำแผนสู่ 5G (5G Road map) พร้อมทั้งประสานความร่วมมือกับ กสทช. เพื่อกำหนดอนาคต 5G และแผนการทดสอบร่วมกัน”

นางอเล็กซานดรา ไรช์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “ปัจจัยแห่งความสำเร็จของการนำ 5G มาใช้ปฏิวัติอุตสาหกรรมในประเทศไทยต้องเริ่มต้นที่การสร้างความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างภาครัฐบาล กลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มผู้ใช้งาน และการทดสอบโครงการธุรกิจตามการใช้งานจริง (Use case) ร่วมกัน เพื่อนำสู่การวิเคราะห์ภาพรวมทั้งเทคโนโลยี และข้อกฎหมายสู่บริการเพื่อผู้ใช้งาน และหาจุดสมดุลย์ของความเป็นไปได้ในทางธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อน 5G ทั้งระบบนิเวศ จึงร่วมกับ CAT และทีโอที เป็นพันธมิตรในการทดสอบ 5G ร่วมกัน”

ความร่วมมือในการทดสอบ 5G ของทั้ง 3 องค์กร ได้ทำการทดสอบรูปแบบใช้งาน (Use case) ที่เหมาะกับประเทศไทย และเพื่อพัฒนาสู่ 5G อย่างยั่งยืน และหาความเป็นไปได้ในทางธุรกิจ

สำหรับทีโอทีได้ร่วมมือในการทดสอบโดยการนำโครงการเสาอัจฉริยะ หรือสมาร์ทโพล (Smart pole) ซึ่งเป็นเสาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยุค 5G ที่ออกแบบให้ใช้งานโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน (Infrastructure sharing) โดย เสาอัจฉริยะ Smart pole นี้จะถูกนำไปทดสอบ 5G Testbed  ในพื้นที่ตามที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงาน กสทช. มาร่วมทดสอบ 5G

ดร. มนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที (จำกัด) มหาชน กล่าวย้ำว่า “ความร่วมมือการทดสอบ 5G เป็นสิ่งสำคัญในอุตสาหกรรมเพื่อหาข้อสรุปและแนวทางก่อนจะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ สำหรับทีโอทีมองว่าปัจจัยที่สำคัญต้องมีหน่วยงานกลางที่ดูแลเสาอัจฉริยะ (Smart pole) ซึ่งจะทำให้การขยายสัญญาณ 5G และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทยเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เปิดโอกาสส่งเสริมผู้ให้บริการรายใหม่ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่สามารถเข้าสู่ตลาดได้อย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมได้มากขึ้น รวมถึงเป็นการลดต้นทุนและเวลาของประเทศในการติดตั้งซ้ำซ้อน ที่สำคัญสามารถทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและเทคโนโลยีขั้นพื้นฐานได้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ทีโอที มีศักยภาพความพร้อมที่จะเป็นหน่วยงานกลางในการพัฒนาโครงข่าย 5G ของประเทศ ทั้งด้านเงินทุน ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมที่ครอบคลุมทั่วประเทศ  และบุคลากรที่มีประสบการณ์ที่พร้อมจะร่วมเป็นกลไกหลักของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเทคโนโลยี 5G”

สำหรับ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)  หรือ CAT ได้เห็นความสำคัญกับความร่วมมือทดสอบ 5G ร่วมกันทั้งการใช้โครงสร้างพื้นฐาน ฐานข้อมูลความรู้ และประสบการณ์ร่วมกัน สำหรับการทดสอบ CAT นำเสนอโครงการ “PM 2.5 Sensor for All” วัดค่าคุณภาพอากาศ มาร่วมทดสอบ

พันเอก ดร. สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “สำหรับ CAT เราได้ร่วมมือทดสอบ 5G โดยนำโครงการ “PM2.5 Sensor for All” เข้าร่วม โดยข้อมูลของคุณภาพอากาศที่ได้ จะจัดเก็บไว้แบบเรียลไทม์ด้วยระบบคลาวด์ ผ่านเซ็นเซอร์ในพื้นที่แต่ละแห่ง ในอนาคตเมื่อใช้งานบนโครงข่าย 5G แล้ว จะสามารถยกระดับจาก IoT สู่ massive IoT โดยการติดตั้งเซ็นเซอร์จำนวนมากได้เพิ่มขึ้นและแม่นยำยิ่งขึ้น และยังสามารถนำมาออกแบบสู่แหล่งข้อมูลกลางที่นำเก็บค่าดัชนีคุณภาพอากาศจากทุกพื้นที่นำมาประมวลผลร่วมกัน (Calibrate) เป็นบิ๊กดาต้า (Big Data) บนคลาวด์ที่มีค่าดัชนีคุณภาพอากาศของไทยมาตรฐานกว่าที่เคยมีรายงานมาก่อน”

ความร่วมมือในการทดสอบ 5G ระหว่าง 3 องค์กร คือ ดีแทค ทีโอที และ CAT เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในส่วนของ 1. การใช้ทรัพยากรร่วมกัน (Resource sharing) ทั้งอุปกรณ์โครงข่ายและคลื่นความถี่ต่างๆ 2.การนำความรู้มาร่วมกัน (Knowledge sharing) โดยการนำความรู้ความเชี่ยวชาญโทรคมนาคมของแต่ละฝ่ายมาแบ่งปันและต่อยอดการทดสอบร่วมกัน และ 3. การแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกัน (Experience sharing) ทำให้แต่ละฝ่ายไม่ต้องเริ่มต้นใหม่แต่สามารถนำประสบการณ์ที่ได้มารวมกันเพื่อพัฒนาไปข้างหน้า รวมถึงศึกษาถึงข้อจำกัดและอุปสรรคทั้งในด้านเทคโนโลยีและระเบียบข้อกฎหมายต่างๆ

สำหรับดีแทคได้ยื่นดำเนินการขอนุญาตทดสอบ 5G ต่อ กสทช เป็นที่เรียบร้อย ทั้งข้อเสนอในการใช้คลื่นความถี่ และการทดสอบทั้งแบบ Standalone (SA) ซึ่งเป็นการทดสอบโดยใช้เฉพาะคลื่น 5G และ Non-Standalone (NSA) หรือการทดสอบการทำงานของเทคโนโลยี 5G ร่วมกับ 4G โดยดีแทคจะทดสอบทั้ง การทดสอบในห้องปฎิบัติการ (Lab Testing) ก่อนนำสู่การทดสอบในสภาพแวดล้อมจริง และการทดสอบในสภาพแวดล้อมจริง (Live Environment Testing เช่น พื้นที่บริเวณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สยามสแควร์ เป็นต้น และรวมถึง การทดสอบทางไกล (Remote Testing) เป็นการทดสอบโดยเชื่อมต่อสถานีฐาน 5G จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไปยังโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่หลัก (Core Network) ต่างพื้นที่ ในโครงการทดสอบ 5G EEC ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศรีราชา เพื่อใช้ทดสอบกรณีใช้คลื่น 5G ต่างพื้นที่ร่วมกัน ตัวอย่างเช่นการรักษาผ่านทางไกล หรือสมาร์ทเฮลธ์แคร์(Smart Healthcare) เป็นต้น

ดีแทคได้จัดทำโซลูชั่น “ฟาร์มแม่นยำ” เพื่อเตรียมพร้อมสู่ 5G ที่สามารถปลดล็อกมูลค่ามหาศาลให้แก่เกษตรกรของประเทศไทยได้ ซึ่งทำให้เห็นได้ว่าการทำเกษตรกรรมยุคใหม่จะต้องใช้ประโยชน์ของดิจิทัลและความสามารถของ 5G มาต่อยอดเพื่อทำรายได้เพิ่มมากขึ้น และยังเตรียมยกระดับสู่โซลูชั่นฟาร์แม่นยำ (Precision Farming) แบบเรียลไทม์ด้วยการใช้โดรน 5G ต่อไป

 เรียกร้องให้ทำแผนจัดสรรคลื่นความถี่ (Spectrum roadmap) ก่อนการจัดสรรคลื่นความถี่ในครั้งต่อไป

นางอเล็กซานดรา กล่าวเพิ่มเติมว่า “คลื่นความถี่คือสิ่งสำคัญยิ่งในการปูพื้นฐานสู่ 5G เพราะการใช้งานและการทดสอบบริการ (Use case) ต่างๆ จะทำให้พิสูจน์ถึงความต้องการใช้คลื่นความถี่ที่กว้างและ 5G ต้องการใช้ทั้งคลื่นย่านความถี่สูง-กลาง-ต่ำ ดังนั้น จึงตอกย้ำว่าประเทศไทยควรทำแผนจัดสรรคลื่นความถี่ (Spectrum roadmap) ก่อนการจัดสรรคลื่นครั้งต่อไป รวมทั้งรูปแบบการจัดสรรคลื่นความถี่ในปัจจุบัน การออกแบบการประมูลที่ดีจะทำให้กำหนดราคาคลื่นความถี่ที่ยุติธรรมในการทำตลาด และป้องกันราคาประมูลที่สูงเกินจริง”

ดีแทคเชื่อว่ารากฐานที่สำคัญของการพัฒนาสู่ 5G จะต้องมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งก่อนที่จะพัฒนาสู่เทคโนโลยี 5G และนำมาเปิดให้บริการแก่สาธารณะได้ โดยต้องให้ความสำคัญ ดังนี้

  1. แผนจัดสรรคลื่นความถี่ (Spectrum Roadmap)ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดแผนและการนำคลื่นย่านความถี่ต่างๆ ที่ชัดเจนมาใช้งาน เพราะการจะให้บริการ 5Gได้นั้นต้องมีคลื่นความถี่ที่เพียงพออย่างน้อย 100 MHz ต่อราย และจะต้องมีการกำหนดราคามูลค่าคลื่นความถี่ที่เหมาะสมและยืดหยุ่นในการลงทุน
  2. ภาครัฐต้องสนับสนุนแนวทางกำกับดูแลในการขยายโครงข่าย5G ในเรื่องการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน (Infrastructure Sharing) หรือจัดทำหน่วยงานกลางรับผิดชอบในรูปแบบ Infrastructure Company โดยจะต้องสนับสนุนให้ใช้ภาคเอกชนลงทุนได้มีประสิทธิภาพสูงสุดและขยายโครงข่ายได้รวดเร็ว ซึ่งดีแทคพร้อมที่จะประสานงานและสนับสนุนภาครัฐทุกหน่วยงาน
  3. ความร่วมมือคือหลักการสำคัญที่จะพัฒนา5G รวมทั้งการทดลองและทดสอบจะต้องร่วมประสานกันระหว่างภาครัฐและอุตสาหกรรม และการที่ภาครัฐจะต้องเข้ามาร่วมส่งเสริมการใช้ 5G ให้ขยายออกไป และรวมถึงการเริ่มต้องสมาร์ทซิตี้ และการใช้ 5G สำหรับสาธารณะ สิ่งนี้สามารถเกิดขึ้น และสามารถพัฒนาร่วมกันอย่างยั่งยืน
Advertisement
คลิกเพื่อแสดงความเห็น

News

พรีวิวสัมผัสแรก OPPO Watch สมาร์ทวอทช์ Wear OS ตัวแรกจาก OPPO

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

OPPO Watch Preview

เปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทยแล้วสำหรับ OPPO Watch ซึ่งวันนนี้จะพาทุกคนไปสัมผัสสมาร์ทวอชรุ่นแรกของ OPPO ที่มาพร้อม Wear OS และชิปเซ็ต Snapdragon 3100 จาก Qualcomm

 

OPPO Watch Preview

OPPO Watch มาพร้อมดีไซน์หน้าจอแบบ 3D Flexible AMOLED สีสันบนหน้าจอดูสดใสและคมชัดมากๆ โดยมีให้เลือก 2 ขนาด คือ รุ่น 41 มม. และ 46 มม. ซึ่งมีหน้าจอขนาด 1.6 นิ้ว และ 1.91 นิ้ว ตามลำดับ

 

OPPO Watch Preview

จะเห็นหน้าจอแสดงผลนั้นมีความโค้งลงลงมาที่ขอบทั้ง 2 ด้าน หรือ Flexible Dual-Curved Display ซึ่งข้อดีของหน้าจอโค้งแบบนี้จะทำให้ใช้งานฟีเจอร์การแตะสัมผัสหน้าจอสั่งงานด้วยการปัดทำได้ง่ายมากขึ้น

 

OPPO Watch PreviewOPPO Watch Preview

กรอบของตัวเรือนเป็นอะลูมิเนียมซีรีส์ 6000 และด้านหลังมีเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจที่ทำมาจากเซรามิกและพลาสติกสำหรับในรุ่น 46 มม. แต่ถ้าเป็นรุ่นเล็ก 41 มม. ด้านหลังจะเป็นพลาสติกทั้งหมด

 

OPPO Watch Preview

ขอบด้านข้างมีปุ่มกด 2 ปุ่ม โดยปุ่มที่มีสีเขียวนั้นจะเป็ฯปุ่มทางลัดเพื่อเปิดใช้งานตามที่เราตั้งค่าเอาไว้ หรือกดค้างเป็นปุ่ม Power ได้ และอีกปุ่มเป็นปุ่มโฮมสำหรับกลับหน้าแรกหรือปุ่มเรียกดูแอปพลิเคชั่น ในขณะที่ตรงกลางระหว่างปุ่มกดนี้จะมีไมโครโฟนด้วย

 

OPPO Watch Preview

อีกด้านที่เห็นเป็น 2 ช่องนั้น คือ ช่องลำโพง

 

OPPO Watch Preview OPPO Watch Preview

สายข้อมือทำมาจากยางฟลูออโรคาร์บอน (Fluororubber) ซึ่งผิวสัมผัสจะให้ความรู้สึกเหมือนสายซิลิโคน แต่วัสดุนี้มีความแข็งแรงทนทานมากกว่า อีกทั้งยังให้ความรู้สึกสบายและนุ่มที่ข้อมืออีกด้วย

 

OPPO Watch Preview

สำหรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านแอปพลิเคชั่น HeyTap Health จาก OPPO เพื่อซิงค์ข้อมูลก้าวเดิน อัตราการเต้นของหัวใจ กิจกรรมการออกกำลังกาย ข้อมูลการนอนหลับ เป็นต้น รวมไปถึงส่งการแจ้งเตือนจากตัวสมาร์ทโฟนไปยังนาฬิกา

 

OPPO Watch Preview

ในแอปพลิเคชั่น HeyTap Health ยังสามารถจัดการและตั้งค่าหน้าปัดนาฬิกาให้กับ OPPO Watch ได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเลือกรูปภาพจากแกลเลอรี่หรือสร้างหน้าปัดใหม่ก็ได้เช่นกัน

 

OPPO Watch Preview

สรุปข้อมูลและสเปค OPPO Watch

  • ตัวนาฬิกา 46 มม. หน้าจอ 1.91 นิ้ว (402 x 476 พิกเซล)
  • ตัวนาฬิกา 41 มม. หน้าจอ 1.6 นิ้ว (326 x 301 พิกเซล)
  • ชิปเซ็ต Snapdragon Wear 3100 Platform
  • แรม 1GB
  • ความจุ 8GB
  • แบตเตอรี่ 430mAh (46 มม.) หรือ 300mAh (41 มม.)
  • รองรับชาร์จเร็ว Watch VOOC Flash Charging
  • ระบบบปฏิบัติการ Wear OS
  • การเชื่อมต่อ Bluetooth 4.2 + BLE, NFC, Wi-Fi b/g/n
  • OPPO Watch 41 มม. (Wi-Fi) สีดำ (Black) และ Pink Gold : 5,999 บาท
  • OPPO Watch 46 มม. (Wi-Fi) สีดำ (Black) : 7,999 บาท (สี Glossy Gold จะวางจำหน่ายเดือนตุลาคม 63)

โดยสามารถหาซื้อได้แล้วตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2563 ที่ OPPO Brand Shop และตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการทั่วประเทศ

 

โปรโมชั่น OPPO Watch Series

สำหรับโปรโมชั่นของ OPPO Watch Series ผู้ที่สนใจสามารถสั่งซื้อผ่านทางออนไลน์ได้ตั้งแต่วันนี้แบบ Online Early Bird เวลา 20.00 – 24.00 น. พิเศษ รับส่วนลดไปเลย 50% (จำนวนจำกัด) พร้อมรับฟรีสายข้อมือ OPPO Watch Strap

 

ทั้งนี้ OPPO Watch Series ยังสามารถผ่อนได้สบาย 0% นานสูงสุดถึง 6 เดือน กับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ

อ่านต่อ...

Wearable

เปิดราคาไทยพร้อมโปรโมชัน OPPO Watch Series สมาร์ทวอทช์รุ่นแรกของแบรนด์ เชื่อมต่อทุกไลฟ์สไตล์ที่เป็นคุณ เริ่มต้น 5,999 บาท

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

OPPO ประกาศเปิดตัว OPPO Watch Series ผลิตภัณฑ์ Smartwatch ครั้งแรกจาก OPPO ภายใต้สโลแกน “เชื่อมต่อทุกไลฟ์สไตล์ที่เป็นคุณ” โดย OPPO Watch Series ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผสมผสานระหว่างดีไซน์แฟชั่นและเทคโนโลยีได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ที่บางเบา สวมใส่ถนัดมือ มาพร้อมหน้าจอ 3D Dual-Curved ครั้งแรกของโลก ขับเคลื่อนด้วย Wear OS by Google พร้อมทั้งฟีเจอร์ AI Outfit แมทซ์ทุกลุคทุกสไตล์ และ Watch VOOC Flash Charging ระบบชาร์จไวที่จะทําให้คุณสนุกไป กับการใช้งานได้ทั้งวัน โดย OPPO Watch Series มีทั้งหมด 2 รุ่นด้วยกัน คือ OPPO Watch 41mm และ OPPO Watch 46mm พร้อมมอบความสะดวกสบายและประสบการณ์การเชื่อมต่ออัจฉริยะแล้ววันนี้

มอบประสบการณ์ดั่งสมาร์ทโฟนเรือธง

OPPO Watch Series มีดีไซน์ที่บางเบา สวมใส่ง่าย โดย OPPO Watch 46mm มาพร้อมกับหน้าจอ 3D Dual-Curved ครั้งแรกของโลก หรือที่เรียกว่า Flexible Dual-Curved Display ด้วยหน้าจอ AMOLED แบบโค้งมน ขนาด 1.91 นิ้ว ให้ความละเอียดและความคมชัดสูง พร้อมเห็นได้อย่างชัดเจนแม้อยู่ กลางแจ้ง ในขณะที่รุ่นเล็กอย่าง OPPO Watch 41mm มาพร้อมหน้าจอรูปทรงสี่เหลี่ยมมุมฉาก ขนาด 1.6 นิ้ว ให้ความกะทัดรัดเมื่อสวมใส่

แมทซ์ทุกลุค พร้อมทุกเทรนด์แฟชั่นด้วยฟังก์ชัน AI Watch Face

ให้คุณสนุกไปกับการแต่งกายได้มากขึ้นด้วย AI Outfit บน OPPO Watch Series เพียงแค่ถ่ายภาพการแต่งกายของคุณ หน้าปัดของนาฬิกาก็จะสร้างสไตล์หน้าปัดให้เหมาะกับสไตล์ของคุณได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังสามารถเปลี่ยนภาพถ่ายในอัลบั้มเป็นวอลเปเปอร์ของนาฬิกาได้ด้วย Customizable Watch Face อีกด้วย

เชื่อมต่อแบบเต็มรูปแบบด้วย Wear OS by Google พร้อมกับ Watch VOOC Flash Charging ให้คุณสนุกไปกับการใช้งานได้ตลอดทั้งวัน

OPPO Watch Series ทํางานบน Wear OS by Google ทําให้เข้าถึงฟังก์ชันและแอปพลิเคชั่นจาก Google ได้อย่างเต็มรูปแบบ โดย OPPO Watch Series มีระยะเวลาการใช้งานสูงสุด 21 วัน ใน OPPO Watch 46mm พร้อมระบบชาร์จไวที่จะทําให้คุณใช้ชีวิตได้มากขึ้นด้วย Watch VOOC Flash Charging ชาร์จแบตเตอรี่เต็มในเวลา 75 นาที และชาร์จเพียง 15 นาที ก็สามารถใช้งานได้ตลอดทั้งวัน

ผู้ช่วยดูแลสุขภาพและการออกกําลังกาย ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ที่เป็นคุณ

ไม่ว่าคุณจะใช้ชีวิตหรือออกกําลังกายในรูปแบบไหน OPPO Watch Series ก็สามารถรองรับได้ทุกไลฟ์ สไตล์ด้วยฟังก์ชั่นการออกกําลังกายถึง 5 โหมด ได้แก่ Fitness Run, Fat Burn Run, Outdoor Walk, Outdoor Cycling และ Swimming พร้อมเซ็นเซอร์สําหรับการออกกําลังกายถึง 5 เซ็นเซอร์ เพื่อการ ตรวจจับและวิเคราะห์ได้อย่างแม่นยํา ไม่ว่าจะเป็น การติดตามการเต้นของหัวใจ การนอนหลับ และการหายใจของคุณ อีกทั้งยังสามารถป้องกันน้ำได้สูงสุดถึง 50 เมตร ใน OPPO Watch 46mm และ 30 เมตร ใน OPPO Watch 41mm ให้คุณพร้อมลุยในทุกสถานการณ์

OPPO Watch มีรุ่น, สี และราคาอย่างเป็นทางการในไทย ดังนี้

  • OPPO Watch 41 มม. (Wi-Fi) สีดำ (Black) และ Pink Gold : 5,999 บาท
  • OPPO Watch 46 มม. (Wi-Fi) สีดำ (Black) : 7,999 บาท (สี Glossy Gold จะวางจำหน่ายเดือนตุลาคม 63)

โดยสามารถหาซื้อได้แล้วตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2563 ที่ OPPO Brand Shop และตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการทั่วประเทศ

โปรโมชั่น OPPO Watch Series

สำหรับโปรโมชั่นของ OPPO Watch Series ผู้ที่สนใจสามารถสั่งซื้อผ่านทางออนไลน์ได้ตั้งแต่วันนี้แบบ Online Early Bird เวลา 20.00 – 24.00 น. พิเศษ รับส่วนลดไปเลย 50% (จำนวนจำกัด) พร้อมรับฟรีสายข้อมือ OPPO Watch Strap

ทั้งนี้ OPPO Watch Series ยังสามารถผ่อนได้สบาย 0% นานสูงสุดถึง 6 เดือน กับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ

อ่านต่อ...

Android News

เปิดตัว realme C12 สมาร์ทโฟนน้องเล็ก แบตอึก 6000mAh และใช้ชิป Helio G35

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

หลังจากเปิดตัว realme C15 ไปได้ไม่นาน ทาง realme ก็เปิดตัว realme C12 ที่เป็นรุ่นเล็กอีกรุ่นที่อินโดนีเซียครับ

realme C12 มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผล Mini-drop Fullscreen ชนิด IPS LCD ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1600 x 720 พิกเซล)

ภายในขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล MediaTek Helio G35, RAM 3GB + ROM 32GB โดยมีแบตเตอรี่ความจุ 6000mAh และรันบนระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย realme UI

กล้องหลังมี 3 เลนส์ความละเอียด 13 + 2 (B&W) + 2 (Macro) ล้านพิกเซล ส่วนกล้องหน้ามีความละเอียด 5 ล้านพิกเซล

realme C12 มีให้เลือกทั้งหมด 2 สี ได้แก่ Marine Blue และ Coral Red โดยมีราคา 1,899,000 รูเปียห์ หรือประมาณ 4,000 บาท และเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 สิงหาคมนี้

ที่มา : realme, GSMArena

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

AIS 5G x Samsung Galaxy A71 5G AIS 5G x Samsung Galaxy A71 5G
Android News6 วัน ที่แล้ว

พาไปสัมผัส Samsung Galaxy A71 5G สเปคเทพ ใช้งานลื่นๆ บน AIS 5G ในราคาเอื้อมถึง เริ่มเพียง 10,490 บาท

พาไปสัมผัสประสบการณ์...

Featured2 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว realme X50 5G สมาร์ทโฟนบุกเบิกพลังแห่ง 5G ที่เร็วและแรง พร้อมชิปเซ็ต Snapdragon 765G, จอ Ultra Smooth 120Hz และกล้อง AI หลัง 4 ตัว

realme X50 5G สมาร์ท...

Featured2 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว OPPO Reno4 สมาร์ทโฟนดีไซน์โดดเด่นในแบบที่ไม่เหมือนใคร ฟีเจอร์จัดเต็ม พร้อมถ่ายรูปสวยแบบครบทุกมุมมอง

รีวิว OPPO Reno4 สมา...

Featured3 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว Vivo TWS Neo หูฟังดีไซน์สวย เสียงระดับสตูดิโอ ความหน่วงต่ำ ควบคุมง่าย กันน้ำ และราคาสบายกระเป๋า

Vivo TWS Neo หูฟังคุ...

HUAWEI 3BB Router Wi-Fi 6 HUAWEI 3BB Router Wi-Fi 6
Featured3 สัปดาห์ ที่แล้ว

แกะกล่อง 3BB เราเตอร์รุ่นใหม่ Wi-Fi 6 เร็วแรง เต็มประสิทธิภาพ ให้ลูกค้าฟรีทุกแพ็กเกจ!

เชื่อว่าหลายคนเคยได้...

Advertisement

คลิปมาใหม่

ข่าวใหม่วันนี้

มือถือมาใหม่

ติดตาม กินเที่ยวกัน

กำลังมาแรง