Connect with us

Featured

ขาช้อปออนไลน์ห้ามพลาด! ช้อปผ่าน Dealcha! พร้อมรับ Cashback สะสมทุกยอดซื้อเป็นเงินคืนได้ไม่จำกัด

Published

on

ในยุคนี้ใครๆ ก็ชอบช้อปออนไลน์ ด้วยความสะดวก และง่ายในการซื้อสินค้า สั่งอยู่ที่บ้านไม่ต้องฝ่าฟันกับรถติดไปซื้อจากร้านค้าต่างๆ และที่สำคัญมีโปรเด็ดๆ มาให้ล่อตาล่อใจอย่างต่อเนื่อง แต่จะดีไม่น้อยถ้าช้อปแล้วนอกจากจะได้ส่วนลดราคาพิเศษจากเว็บไซต์ต่างๆ ยังได้เงินคืนจากการช้อปมาเพิ่มเติมอีกด้วยครับ วันนี้จะมาแนะนำให้รู้จักเว็บไซต์ Dealcha.com (ดีลช่า) ซึ่งเป็น Cashback Website ที่แรกในไทย ของคนไทย เพื่อคนไทยช้อปและได้เงินคืนง่ายๆ ทุกการช้อปออนไลน์

 

ดีลช่า เป็นเว็บไซต์ช้อปออนไลน์ ที่สามารถช้อปและได้เงินคืนง่ายๆ เงื่อนไขก็ไม่ซับซ้อนอะไรเลยครับ เพียงแค่ สมัครสมาชิก > ช้อปตามปกติ > รอรับเงินคืน มีโปรโมชั่น ส่วนลดต่างๆ มากกว่า 100 ร้านค้า และเงินคืนสูงสุด 20% จึงทำให้ดีลช่า เป็นเว็บไซต์ที่มีสินค้าต่างๆ มาให้ช้อปออนไลน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็น มือถือ, แท็บเล็ต แก็ดเจ็ต, โปรโมชั่นตั๋วเครื่องบิน, โปรโมชั่น จองโรงแรม, เครื่องสำอาง, เสื้อผ้า และอื่นๆ อีกมากมาย

การช้อปผ่านดีลช่าเป็นการสั่งซื้อที่ปลอดภัย มั่นใจได้ในทุกๆ การสั่งซื้อครับ เพราะการมาเลือกซื้อสินค้าผ่านดีลช่าเมื่อมีการคลิกออกไปเพื่อสั่งซื้อจะลิงก์ไปยังหน้าเว็บผู้ขายโดยตรง เช่น สั่งซื้อสินค้าของ Apple เมื่อคลิกสั่งซื้อผ่านดีลช่า ก็จะไปซื้อโดยตรงจาก Apple ฉะนั้นมั่นใจในเรื่องของความปลอดภัยของการสั่งซื้อ รวมไปถึงบริการต่างๆ จากผู้ขายโดยตรงทั้งหมด

 

3 ขั้นตอนง่ายๆ ช้อปได้เงินคืน

1. สมัครสมาชิกฟรี! ที่ Dealcha.com 

การจะซื้อสินค้าและได้เงินคืนจากดีลช่าจะต้องสมัครสมาชิกกันก่อนครับ โดยสามารถสมัครได้อย่างง่ายๆ ได้ทั้งการกรอกอีเมล์ และรหัสผ่าน หรือจะสมัครด้วยการลงทะเบียนผ่าน Facebook ก็ได้เช่นกัน หลังจากที่สมัครสมาชิกเรียบร้อยเพียงแค่นี้ก็พร้อมช้อปได้แล้ว

 

2. ช้อปตามปกติที่เว็บร้านค้า 

ด้วยความง่ายอย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ เมื่อสมัครสมาชิกเสร็จเรียบร้อยก็เริ่มช้อปได้เลย มีร้านค้าให้เลือกช้อปมากมาย ตัวอย่างการช้อปสินค้าจากแอปเปิล เข้าไปที่ dealcha.com/apple จะมีสินค้าต่างๆ จากแอปเปิลให้เลือกช้อปที่หน้าเว็บดีลช่า หากต้องการดูสินค้าทั้งหมดจากแอปเปิลสามารถคลิกที่ ช้อปเลย! เพื่อไปช้อปที่หน้าเว็บแอปเปิลโดยตรงซึ่งจะได้เงินคืน 1.5% จากยอดซื้อทั้งหมด และจะได้เงินคืนก็ต่อเมื่อสั่งซื้อสำเร็จครับ

 

มาต่อกันที่ Shop@24 เป็นอีกร้านค้าออนไลน์ ที่มีสินค้ามากมายให้ช้อปอย่างจุใจ ทั้งสินค้าไอที เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ มีมากมายครับ หากสั่งซื้อกับทาง Shop@24 จะได้เงินคืนสูงสุดถึง 2% ทั้งเว็บเลยครับ แต่อย่าลืมว่าต้องมาเลือกสินค้าต่างๆ ที่หน้าเว็บดีลช่า และถ้าต้องการสั่งซื้อสามารถคลิกที่ ช้อปเลย! เพื่อเข้าไปสั่งซื้อกับหน้าเว็บ Shop@24 เมื่อสั่งซื้อสำเร็จก็รอเงินคืนกันได้เลย

 

AIS เป็นอีกเว็บไซต์ช้อปออนไลน์ที่มีสินค้าไอที มือถือ แก็ดเจ็ตต่างๆ มีให้เลือกสั่งซื้อมากมายเช่นกัน โดยจะได้เงินคืนสูงถึง 1% ไม่ใช่น้อยนะครับ อย่างที่รู้ๆ กันว่าสินค้าไอทีราคาค่อนข้างสูง ช้อปแล้วได้เงินคืนแบบนี้ถือว่าคุ้มค่ามากครับ ดีกว่าช้อปแล้วไม่ได้อะไรคืนแน่ๆ ยิ่งเป็นขาช้อปสะสมหลายๆ รายการยิ่งได้เงินคืนเยอะมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ปิดท้ายกันที่ Advice เว็บไซต์ช้อปออนไลน์ชื่อดังที่มีสินค้าให้เลือกซื้อมากมายครับ ทั้งมือถือ คอมพิวเตอร์ แก็ดเจ็ตต่างๆ โดยที่หน้าเว็บดีลช่าก็จะมีสินค้ายอดนิยมขึ้นมาแนะให้เลือกซื้อ หรือจะดูที่โปรโมชั่นก็ได้นะครับ แต่ละวันจะแตกต่างกันไป หากต้องการเลือกดูสินค้าทั้งหมดสามารถคลิกที่ ช้อปเลย! ด้านซ้ายมือใต้ Advice ก็สามารถเข้าไปเลือกซื้อสินค้าทั้งหมดจาก Advice และได้เงินคืนด้วยครับสูงสุด 1.52%

นี่เป็นตัวอย่างส่วนหนึ่งร้านค้าขายสินค้าไอทีที่น่าสนใจที่ขาช้อปออนไลน์ไม่ควรพลาด คิดว่าหลายๆ คนน่าจะเคยแวะไปช้อปกันมาบ้างแล้ว

 

อีกอย่างสำคัญมากที่ต้องบอกกัน หลังจากที่คลิกสั่งซื้อรายการสินค้าต่างๆ จากหน้าเว็บดีลช่าแล้ว อย่าปิดหน้าเว็บก่อนที่จะสั่งซื้อสำเร็จนะครับ เพราะจะทำให้ดีลช่าไม่ได้รับข้อมูลการสั่งซื้ออาจจะทำให้ไม่ได้รับแคชแบ็ค ดังนั้นหากเผลอปิดไปแล้วแนะนำให้เข้าไปคลิกสั่งซื้อใหม่จากหน้าเว็บดีลช่าอีกครั้ง ดูให้มั่นใจว่าได้คลิกออกไปจากหน้าเว็บดีลช่าจะได้ไม่พลาดเงินคืน

 

3. รับเงินคืนเมื่อสะสมยอดครบ 250 บาทขึ้นไป 

หลังจากที่สมัครสมาชิก ช้อป สุดท้ายก็เหลือขึ้นตอนสุดท้ายอย่างที่บอกไปแล้วว่าไม่มีเงื่อนไขอะไรยุ่งยาก เพียงแค่ช้อปและสะสมยอดเงินคืนครบ 250 บาท ก็สามารถรับเงินผ่านบัญชีได้ง่ายๆ ครับ ซึ่งตรงนี้สามารถตรวจสอบยอดแคชแบ็คได้ด้วยตัวเอง หน้าเว็บออกแบบไว้สวยงาม ดูเข้าใจง่าย ทุกๆ การช้อปปิ้งออนไลน์จะถูกสะสมเป็นยอดแคชแบ็คและที่สำคัญสามารถสะสมยอดได้ไม่จำกัด ยิ่งช้อปมาก ยิ่งได้คืนมาก 

 

หากต้องการรับเงินคืนให้ไปที่ “ไถ่ถอน Cashback” เลือกธนาคารที่ต้องการ ใส่เลขที่บัญชีธนาคาร ชื่อบัญชีให้เรียบร้อย เพียงแค่นี้ก็พร้อมที่จะรับเงินคืนจากการช้อปออนไลน์จากดีลช่าได้แล้วครับ

 

ช่องทางติดต่อ Dealcha! 

หากมีข้อสงสัย หรือข้อมูลการใช้งานต่างๆ สามารถติดต่อดีลช่าได้จากหลากหลายช่องทางติดต่อดังนี้

  1. Live Chat บน Dealcha.com โดยจะมีฟังก์ชั่นที่เป็นห้อง Chat ที่สามารถสอบถามข้อมูลต่างๆ ได้ทันทีในช่วงเวลาทำการปกติ
  2. Facebook แฟนเพจสามารถติดต่อเพื่อสอบถามข้อมูลต่างๆ หรือติดตามข่าว โปรโมชั่นได้ก่อนใคร หากไม่อยากพลาดดีลเด็ดๆ รีบคลิกเลย 
  3. Line เป็นอีกช่องทางที่หลายๆ คนน่าจะต้องใช้งานกันเป็นประจำอยู่แล้ว หากมีข้อมูลต่างๆ ที่อยากจะถามเพิ่มเติม สงสัยการใช้งาน สามารถแอด Line เข้าไปสอบถามได้ ที่ @dealcha มี @ ด้วยนะครับ
  4. อีเมล์ help@dealcha.com หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามไปยังอีเมล์ได้เช่นกัน

 

จากที่ได้ทดลองสั่งซื้อและสะสมยอดเงินคืนเรียกได้ว่าคุ้มค่ามากครับ ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ในเมื่อช้อปแล้วได้เงินคืนแบบนี้ บอกเลยว่าห้ามพลาด! คงไม่ต้องสรุปอะไรกันไปมากกว่านี้แล้ว เพราะว่ายังไม่เห็นข้อเสียใดๆ ที่ต้องพูดถึง มีแต่ได้กับได้ครับ ทุกครั้งที่ช้อป อย่าลืมนึกถึง Delcha ได้เงินคืนทุกครั้งที่ช้อปออนไลน์ Dealcha.com

Featured

รีวิว OPPO A94 “ใช้ชีวิตให้เต็มสปีด” ทั้งชาร์จไว 30W และถ่ายภาพในราคาเพียง 9,499 บาท

Published

on

By

OPPO A94 ตัวท็อปจาก​ OPPO A-Series มาพร้อมสโลแกน “ใช้ชีวิตให้เต็มสปีด” มีจุดเด่นที่น่าสนใจมากมาย ทั้งระบบชาร์จไว 30W VOOC Flash Charge 4.0 กล้องหลัง AI Quad Camera ลูกเล่นเพียบ AI Color Portrait Video, Dual-view Video, Dynamic Bokeh หน้าจอ AMOLED 6.43” ด้วย

วันนี้ทีมงาน iphone-droid.net ขอมารีวิวให้ชมกันสักหน่อย ว่าจะน่าใช้แค่ไหนเนาะ มาเริ่มกันเลย !

สรุปสเปค OPPO A94

  • ขนาดตัวเครื่อง : 160.1 x 73.2 x 7.8 มม.
  • น้ำหนัก : 172 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Single Punch-hole Display ชนิด AMOLED ขนาด 6.43 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) สัดส่วนพื้นที่หน้าจอ 90.8% และอัตราส่วน 20:9
  • หน่วยประมวลผลแบบ MediaTek Helio P95 ความเร็ว 2.2GHz (12nm)
  • RAM : 8GB
  • ROM : 128GB เพิ่ม MicroSD Card สูงสุด 256GB
  • แบตเตอรี่ : 4310mAh
  • ระบบชาร์จ : 30W VOOC Flash Charge 4.0
  • กล้องหลัง 4 ตัว AI Quad Camera
    • 48MP กล้องหลัก f/1.7
    • 8MP กล้อง Ultra wide angle มุมกว้าง 119 องศา f/2.2 
    • 2MP กล้อง macro f/2.4
    • 2MP กล้อง mono f/2.4
  • กล้องหน้า In-display Selfie ความละเอียด 32MP f/2.4
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.1 และพอร์ต USB Type-C
  • ระบบปฏิบัติการ Android 11 ครอบทับด้วย ColorOS 11.1

แกะกล่อง

OPPO A94 มาพร้อมกล่องขนาดมาตรฐานของ OPPO รอบนี้ใช้โทนสีฟ้ามีโลโก้ A และชื่อรุ่นเด่น ๆ ชัดเจนแต่ไม่มีภาพประกอบของตัวเครื่องอยู่ที่หน้ากล่อง ด้านหลังของตัวกล่องจะมีไฮไลท์เด่น 4 อย่างและรายละเอียดสีสันของเครื่องที่อยู่ในกล่องก็จะอยู่ที่ด้านหลังด้วยครับ

อุปกรณ์ภายในกล่องของ OPPO A94 ก็ให้มาครบพร้อมใช้เลยครับประกอบด้วย 6 อย่างดังนี้

  1. ตัวเครื่อง OPPO A94
  2. อะแดปเตอร์ชาร์จไว 30W VOOC Flash Charge 4.0
  3. สาย USB type-C
  4. เคสซิลิโคนใส
  5. เข็มจิ้มถาดซิม
  6. คู่มือการใช้งาน

ดีไซน์สวย ดูพรีเมี่ยม ไล่เฉดดึงดูทุกสายตา

ได้เวลายลโฉม OPPO A94 กันแล้วครับ รุ่นนี้มีให้เลือก 2 สีคือสีม่วง Fantastic Purple และสีดำ Fluid Black แน่นอนว่าเครื่องที่เราได้มารีวิวเป็นสีม่วง Fantastic Purple ไล่เฉดสวยงามมาก เป็นครั้งแรกของ OPPO ที่ใช้กระบวนการเคลือบสีแบบ Liquid Crystal ที่ช่วยให้การไล่เฉดสีดูมีมิติอย่างมาก

สีม่วงของรุ่นนี้ไม่ใช่สีม่วงทั้งฝาหลังเพราะจะมีการเล่นเฉดจากสีม่วงลงไปถึงสีเขียวที่ละเอียดอ่อนคล้ายแสงออโรร่าซึมผ่านสีม่วงอีกที ส่วนผิวสัมผัสของฝาหลังจะเป็นแบบมันวาวดูพรีเมี่ยมเอามาก ๆ แต่ก็แอบมีจุดสังเกตเล็ก ๆ คือฝาหลังแบบนี้เก็บรอยนิ้วมือค่อนข้างง่ายเลยแหละ แต่ในการใช้งานจริงเชื่อว่าหลายคนคงใส่เคสอยู่แล้ว เลยไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรเนาะ

บางเบาน่าสัมผัส

อีกเรื่องที่ OPPO A94 ทำได้ดีมากก็คือขนาดและน้ำหนักครับ รุ่นนี้มาพร้อมความบางเพียง 7.8 มม. เบาแค่ 172 กรัม จับถือแล้วรู้เลยว่าตัวเครื่องบางเฉียบจริง ๆ แต่ขอบเครื่องและความโค้งของฝาหลังก็ช่วยให้ตัวเครื่องจับได้ถนัดมือแม้จะบางและเบาขนาดนี้ก็ตาม ตัวเลนส์กล้องก็ไม่ได้นูนออกมาจากตัวเครื่องมากนัก รวม ๆ ในเรื่องขนาดก็เลยเป็นความเพรียวบางแบบที่จับต้องได้จริง ๆ 

หน้าจอ AMOLED Punch-hole Display

พลิกกลับมาดูที่ด้านหน้า OPPO A94 มาพร้อมหน้าจอ AMOLED ขนาด 6.43” พร้อมดีไซน์แบบ Single Punch-hole Display ขนาดเล็ก 5.69 มม. ไม่กวนสายตาเวลาใช้งาน ใข้พื้นที่หน้าจอเยอะถึง 90.8% เรียกว่าพื้นที่ด้านหน้าส่วนใหญ่นั้นเป็นหน้าจอแบบเต็ม ๆ เลยล่ะครับ

ในเรื่องการแสดงผล ด้วยความเป็นจอ AMOLED ความละเอียด FHD+ ก็ช่วยให้สีสันและความคมชัดบนหน้าจอนั้นสูงมาก เอามาดูหนังหรือเล่นเกมนี่ฟินแน่นอนครับ มิติภาพและการสู้แสงก็ดีจริง ๆ นอกจากนี้ OPPO A94 ยังมีฟีเจอร์ AI Eye Comfort ที่รวมเอาเทคโนโลยี Sunlight screen และ Moonlight screen มารวมกันทำให้ใช้งานได้อย่างสบายตาตลอดทั้งวันอีกด้วยครับ

และแน่นอนว่าการใช้หน้าจอ AMOLED แบบนี้ก็สามารถซ่อนเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือไว้บนหน้าจอได้ด้วย บน OPPO A94 เป็น In-Display Fingerprint 3.0 ด้วย เพิ่มความแม่นยำและความรวดเร็วในการแตะสแกนเข้าไปอีก

รอบ ๆ ตัวเครื่องยังคงวางปุ่มกดและพอร์ตการเชื่อมต่อไว้ที่มุมมาตรฐานของ OPPO เหมือนเดิม ที่ด้านขวามีปุ่ม Power วางตำแหน่งไว้ที่นิ้วโป้งพอดี ส่วนปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงจะอยู่ฝั่งซ้าย กดได้ง่ายเหมือนกัน

ช่องใส่ซิมของรุ่นนี้จะอยู่ที่มุมซ้ายเหนือปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงนี่แหละ ถาดซิมเป็นแบบ Triple Slot ใส่ได้ทั้ง 2 ซิมและ micro-SD การ์ดเลยครับ

ด้านบน-ล่างของตัวเครื่องก็จะมีความโค้งมนเล็ก ๆ ให้ตัวเครื่องดูน่าจับถือขึ้นมาอีก มีไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนอยู่ด้านบน ส่วนด้านล่างมีไมโครโฟนสนทนา พอร์ตการเชื่อมต่อหลัก USB type-C ช่องหูฟัง 3.5 มม. และลำโพงหลักของตัวเครื่องครับ

ใช้ ColorOS 11.1 บน Android 11

สำหรับซอฟต์แวร์ OPPO A94 ใช้ระบบปฏิบัติการ Android 11 ที่ครอบทับด้วย ColorOS 11.1 ในเรื่องความลื่นไหลต้องบอกว่าดีมาก พักหลัง OPPO มีการปรับพวก UI ให้คลีนและน่าใช้งานมากขึ้นเยอะ มีการจัดสรรสเปคให้เข้ากับแอปที่จะใช้งานด้วย System Performance Optimizer

การปรับแต่งก็หลากหลาย ทั้งการปรับรูปแบบไอคอน สีสันของระบบ ธีม อนิเมชั่นสแกนลายนิ้วมือ ฟอนต์ รวมถึง Dark mode ด้วย ซึ่งตัว Dark mode ของ ColorOS 11.1 เรายังสามารถปรับได้ 3 ระดับได้แก่ Enhanced, Medium หรือ Gentle

ประสิทธิภาพและการเล่นเกม

เข้าสู่เรื่องประสิทธิภาพกันบ้าง OPPO A94 มาพร้อมหน่วยประมวลผล MediaTek Helio P95 พร้อมความจุ 8GB + 128GB ถือว่าเป็นสเปคมาตรฐานที่ใช้งานได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานทั่วไปเล่นโซเชี่ยล เข้าเว็บ ดู YouTube ก็สบายใจได้ ผลทดสอบประสิทธิภาพคร่าว ๆ จาก GeekBench 5 ก็ออกมาที่ Single-core 396 คะแนนและ Multi-core 1481 คะแนนครับ

รู้คะแนนคร่าว ๆ ไปแล้ว ก็มาทดสอบเล่นเกมกันเลยดีกว่า OPPO A94 มาพร้อมฟีเจอร์ Game Space แอปที่ช่วยจัดการประสิทธิภาพการเล่นเกมให้ยอดเยี่ยมที่สุด โดยจะมีการเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องรวมถึงเครือข่าย ปิดการแจ้งเตือนที่ไม่สำคัญขณะเล่นเกมให้ด้วย นอกจากนี้ในแอปนี้เรายังสามารถเลือกโหมดได้ 3 แบบคือ Low Power mode (โหมดกำลังไฟฟ้าต่ำ) Banlanced mode (โหมดสมดุล) และ Competition mode (โหมดแข่งขัน)

ซึ่งฟีเจอร์ดังกล่าวเราสามารถตั้งค่าเพิ่มเติมได้จากในเกมได้เช่นกัน ขณะที่เราเล่นเกมอยู่เราสามารถเลื่อนแถบเล็ก ๆ สีเขียวที่มุมจอเพื่อเรียกเมนู Game Space ขึ้นมาแล้วดูรายละเอียดการใช้พลังงานของตัวเครื่อง fps ขณะที่เล่นอยู่ ปรับโหมดหรือปิดการแจ้งเตือนต่าง ๆ ได้ด้วยครับ

ทดสอบการเล่นเกม

แน่นอนว่าเราอยากเห็นประสิทธิภาพที่แท้จริงของ OPPO A94 ในการทดสอบเล่นเกมนี้เราจึงเปิดโหมด Competition หรือโหมดแข่งขันไปเลย และเกมที่เราจะใช้ทดสอบในรอบนี้คือ Asphalt 9, ROV, Call of Duty และ Crash Bandicoot On the Run ครับ

เล่น Asphalt 9 บน OPPO A94

เริ่มที่เกมแข่งรถสุดฮิตอย่าง Asphalt 9 เกมนี้เน้นไปที่ภาพกราฟิกสวยงามและการควบคุมด้วยการเอียงเครื่องเป็นหลัก กราฟิกในเกมสวยงาม แสดงผลได้อย่างคมชัดมีฉากเรนเดอร์ช้าบ้างแต่ไม่เป็นปัญหาในการเล่นครับ เฟรมเรตในเกมนิ่งใช้ได้เลย ไม่มีอาการหน่วงหนัก ๆ ให้เห็นครับ

เล่น ROV บน OPPO A94

ต่อมากับเกม ROV อันนี้เราสามารถปรับค่ากราฟิกได้เยอะเลย เท่าที่เราลองปรับ HD Display ได้ระดับสูงสุด, Display Quality ได้ระดับ 4/5 รองรับเฟรมเรตสูงด้วย เท่าที่เล่นมาจริง ๆ ถือว่าทำได้ดีเลยครับ เฟรมเรตอยู่ระดับ 58 – 61fps เลย ไม่มีอาการเฟรมเรตตกให้เห็น หน้าจอขนาดใหญ่ของรุ่นนี้ช่วยให้การเล่นเต็มตาดีจริง ๆ

เล่น Call of Duty บน OPPO A94

และเกมยิงสุดฮิตอย่าง Call of Duty ก็ให้เราปรับกราฟิกกับเฟรมเรตได้ที่ระดับ High ทั้งคู่ เพียงพอต่อการเล่นแบบจริงจังแล้วล่ะครับ เท่าที่เราเช็กจาก Game Space เฟรมเรตจะอยู่ที่ 45fps ครับ ถือว่าเล่นได้อย่างลื่นไหลแล้ว ตัวหน้าจอ AMOLED นั้นตอบสนองต่อการสัมผัสได้ดี เรียกว่าเล่นได้ลื่นไหลไม่ขัดใจครับ OPPO A94

เล่น Crash Bandicoot On the Run บน OPPO A94

ปิดท้ายที่เกมวิ่งเกมใหม่อย่าง Crash On the Run ตัวเกมไม่มีการตั้งค่ากราฟิกให้เลือกปรับ แต่เท่าที่สังเกตกราฟิกในเกมจะอยู่ในระดับกลาง มีพวกเงาที่อาจจะไม่สวยงามมาก แต่โดยรวมถึงว่าภาพสวยใช้ได้เลย เท่าที่เล่นจริง ๆ ตัวเกมรันได้สูงสุดถึง 61fps เลย ความลื่นไหลทำได้ดีครับ มีจังหวะเฟรมตกบ้างตอนสลับกลับมาหน้าเมนูในเกม ซึ่งไม่ได้มีผลตอนเล่นครับ

โดยรวมในเรื่องการเล่นเกม OPPO A94 ถือว่าทำได้ดีกว่าที่คิดครับ แม้หน่วยประมวลผลจะเป็นซีรีส์ P ของ MediaTek ก็ตาม แต่ในเกมฮิต ๆ อย่าง ROV หรือ Call of Duty ก็สามารถปรับกราฟิกไปได้ระดับสูง เล่นได้อย่างลื่นไหล ไม่ติดขัดเลย ถ้าเคยมองว่าชิป MediaTek ไม่เหมาะกับการเล่นเกม เราว่าคุณต้องคิดดูใหม่แล้วล่ะครับ !

แบตเตอรี่เยอะใช้งานได้นาน

เห็นตัวเครื่องบางเฉียบแบบนี้แต่เรื่องแบตเตอรี่ OPPO A94 ก็ไม่ธรรมดานะครับ ให้ความจุมาที่ 4310mAh เยอะพอจะใช้งานได้ทั้งวันแบบไม่ต้องกังวล เท่าที่ลองใช้งานมาจริง ๆ จะเล่นเกมหรือถ่ายรูปจริงจังก็เอาอยู่ครับรุ่นนี้

รองรับชาร์จไว 30W VOOC Flash Charge 4.0

แต่ถ้าเล่นจนหมดจริง ๆ ก็ไม่ต้องห่วงเลยเพราะ OPPO A94 มีระบบชาร์จไว 30W VOOC Flash Charge 4.0 มาให้ ชาร์จได้อย่างรวดเร็ว OPPO เคลมว่าจาก 0 -100% ในเวลาเพียง 56 นาทีเท่านั้น

เท่าที่เราลองชาร์จจริง ๆ ก็เรียกว่าได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับที่ OPPO เคลมไว้จริง ๆ ครับ เริ่มชาร์จจาก 10% ตอน 15.30 น. จนถึง 16.20 น. แบตเตอรี่ก็เต็มแล้วเรียกว่าเร็วสุด ๆ 

หรือถ้ามีเวลาไม่มากแต่ต้องใช้งานแบบด่วน ๆ เพียงแค่เราชาร์จสัก 5 นาทีก็สามารถใช้งานต่อเนื่องได้เป็น ชั่วโมงแล้วครับ จะโทรศัพท์คุยก็ได้กว่า 3.2 ชม. ดู YouTube ได้ 2.9 ชม. หรือจะเล่น IG ก็ได้ 1 ชม. เลย ไม่พลากทุกการใช้งานจริง ๆ ใช่ไหมล่ะครับ

AI 4 กล้องหลังความละเอียดสูงสุด 48MP

มาปิดท้ายกันที่เรื่องกล้อง OPPO A94 มาพร้อมกล้องหลัง AI 4 กล้องหลัง จัดเต็มด้วยความละเอียดสูงสุด 48MP มีสเปคกล้องคร่าว ๆ ดังนี้ครับ

  • 48MP กล้องหลัก f/1.7
  • 8MP กล้อง Ultra wide angle มุมกว้าง 119 องศา f/2.2 
  • 2MP กล้อง macro f/2.4
  • 2MP กล้อง mono f/2.4 

ถ่ายภาพได้สนุกในทุกโหมด

เริ่มที่เรื่องไฮไลท์ที่ OPPO เก่งมาตลอดกับ Portrait ที่รอบนี้ขนฟีเจอร์มาเพียบบน OPPO A94 ทั้ง AI Color Portrait, AI Color Portrait Video, Night Flare Portrait, Dual-view Video จาก OPPO Reno5 แถมยังมีลูกเล่นใหม่อย่าง Dynamic Bokeh เพิ่มเข้ามาอีก ช่วยให้เราถ่าย Portrait ได้อย่างสนุกมากขึ้น

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Portrait ของ OPPO A94

โหมด Auto ใช้งานง่ายมี AI Scene Enhancement 2.0

OPPO A94 ได้กล้องหลังมาพร้อมใช้งานมาก ๆ ในเรื่องซอฟต์แวร์ก็ยังมี AI Scene Enhancement 2.0 มาคอยจัดการให้เราได้ภาพที่สวยคมชัดแบบไม่ต้องตกแต่งอะไรเพิ่มเติม แบบที่เรียกว่าถ่ายปุ๊บก็สวยปั๊บ จบหลังกล้องไปได้เลย ซึ่งในโหมด Auto หรือ Photo แบบค่าเริ่มต้นจะเป็นการประมวลผลภาพรวมพิกเซลแบบ 4 in 1 จากความละเอียดเต็ม 48MP มาเป็น 12MP ครับคุณภาพจากกล้องหลักก็ทำได้ดีครับ ความคมชัดและสีสันทำได้ดีตามที่ AI Scene Enhancement จัดให้ การจัดการซีนก็ถือว่าวิเคราะห์ได้เร็วเลย

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องของ OPPO A94

โหมด 48MP ก็มี

อย่างที่บอกไปว่าในโหมด Photo ปกติ กล้องของ OPPO A94 จะถ่ายมาเป็นความละเอียด 12MP ที่เพียงพอต่อการใช้งานทั่วไปแล้ว แต่ถ้าเราอยากได้ความละเอียดเต็ม 48MP เลยก็ทำได้ด้วย ให้เลือกจากมุมของหน้าจอลากลงมาแล้วเปิด 48MP เท่านี้เราก็จะได้ภาพความละเอียดเต็มแล้ว ซึ่งถามว่า 48MP นี่ชัดแค่ไหน ลองดูตัวอย่างจากภาพที่เราครอปมาให้ดูกันเลย คมมาก !

Ultra wide angle มุมกว้าง 119 องศา

ส่วนกล้อง Ultra wide angle ของ OPPO A94 จะมีมุมกว้าง 119 องศา ช่วยให้เราถ่ายภาพวิวได้กว้างมากขึ้น หรือจะประยุกต์ใช้กับการถ่ายคนให้ขายาวก็ได้ คุณภาพของกล้องตัวนี้ก็ทำได้ดีครับ เก็บแสงและรายละเอียดของภาพมาใช้ได้เลย

macro เข้าใกล้ได้อีก

กล้อง macro ก็ใส่มาให้ด้วย เราสามารถถ่ายภาพวัตถุใกล้ ๆ ได้มากกว่าจากกล้องปกติ ช่วยให้ได้รายละเอียดของวัตถุในระยะประชิดได้ดีขึ้นไปอีกครับ

Ultra Night mode พร้อม Night Plus

โหมดกลางคืน OPPO A94 ยังได้ Ultra Night mode เทพ ๆ ที่ช่วยให้เราถ่ายภาพกลางคืนออกมาสวย ๆ เหมือนเคย แต่รอบนี้เพิ่มลูกเล่นฟิลเตอร์ Night Plus ช่วยให้เราได้ถ่ายภาพกลางคืนได้แตกต่างจากเดิม โดยมีให้เลือก 3 แบบประกอบด้วย

  • Cosmopolitan เพิ่มโทนสีทองอันอบอุ่นและสบายตาโดยใช้ถ่ายภาพเมือง ยามค่ำคืน
  • Astral การสาดสีเขียวฟ้า ส้ม และเหลืองเพื่อเพิ่มความโดดเด่นให้กับ ท้องฟ้ายามค่ำคืนและทิวทัศน์ของเมืองยามเย็น
  • Dazzle เพิ่มแสงไฟระยิบระยับจากอาคารและทิวทัศน์ยามค่าคืนให้โดดเด่น มากยิ่งขึ้น
Normal
Cosmopolitan
Astral

เซลฟี่สวยด้วยกล้องหน้า 32MP และ AI Beautification 2.0

ปิดท้ายเรื่องกล้องด้วยกล้องหน้า OPPO A94 มาพร้อมกล้องหน้า 32MP ถ่ายภาพออกมาสวยคมชัดแน่นอน แถมยังมี AI Beautification 2.0 เข้ามาจัดการเรื่องความสวยเนียนของใบหน้า ปรับแต่งสีสันของริมฝีปากได้อย่างชาญฉลาด รวมถึงยังตกแต่งเอฟเฟกต์การตกแต่งใบหน้าให้เหมาะสมกับเพศและอายุของแต่ละคนได้ด้วย

สรุป “นี่คือสมาร์ทโฟนต่ำหมื่นที่ให้คุณใช้ชีวิตได้เต็มสปีดจริง ๆ”

สรุปแล้ว OPPO A94 ก็เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นต่ำหมื่นที่ช่วยเติมเต็มในเรื่องสปีดได้อย่างครบถ้วนจริง ๆ เพราะได้ระบบชาร์จไว 30W VOOC Flash Charge 4.0 ที่เร็วและปลอดภัย ใช้งานมาหนักแค่ไหนขอแค่เวลาไม่นานก็ชาร์จกลับขึ้นมาแล้ว หน่วยประมวลผล Helio P95 ก็เร็วตอบโจทย์การใช้งานไม่น้อย จะเล่นเกม เล่นโซเชี่ยลไม่ติดขัด ใช้หน้าจอ AMOLED 6.43” สวยคมชัดแถมยังได้ซอฟต์แวร์ ColorOS 11.1 ที่ทำงานได้อย่างลื่นไหลอีกต่างหาก เรื่องกล้องก็ขนฟีเจอร์เด่น ๆ ของรุ่นพี่มาครบทั้ง AI Color Portrait, Dual-view Video และอีกเพียบ มีดีไซน์ตัวเครื่องที่สวยงามและสะดุดตาเครื่องสี Fantastic Purple ที่เราได้มารีวิวต้องบอกเลยว่าเป็นสีม่วงที่สวยมาก ๆ สีหนึ่งที่เราเคยเห็นเลยล่ะ ส่วนจุดสังเกตของรุ่นนี้ก็พอมีบ้างคือเรื่องฝาหลังที่ติดรอยนิ้วมือค่อนข้างง่ายกับ refresh rate หน้าจอที่ยังเป็นแค่ 60Hz นี่แหละเนาะ ถ้ารับ 2 เรื่องนี้ได้ ก็จัดเลยรุ่นนี้คุ้มจริง ๆ ครับ !

OPPO A94 ราคา 9,499 บาท

OPPO A94 วางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ OPPO Brand Shop ในราคา 9,499 บาท พร้อมโปรโมชั่นแพ็คคู่สุดคุ้มเมื่อซื้อคู่กับ OPPO Band จากปกติ 1,199 บาทเหลือเพียง 999 บาท และพิเศษเมื่อซื้อกับโอเปอเรเตอร์ทั้ง 3 ค่ายเริ่มต้นเพียง 4,989 บาท

จุดเด่น

  • หน้าจอ AMOLED 6.43” สีสันสวยคมชัด
  • บอดี้งานประกอบดี ฝาหลังสีสวยมาก
  • ตัวเครื่องบางเบาน่าใช้งาน
  • รองรับระบบชาร์จไว 30W VOOC Flash Charge 4.0
  • ฟีเจอร์กล้องให้มาเพียบ ไม่มีกั๊ก

จุดสังเกต

  • ฝาหลังเก็บรอยนิ้วมือค่อนข้างง่าย
  • refresh rate หน้าจอยังเป็นแค่ 60Hz

Continue Reading

Featured

5 เรื่องลับที่คุณอาจยังไม่เคยรู้ของ “HUAWEI FreeBuds 4i” ทำไมจึงได้ชื่อว่าเป็นหูฟัง TWS คุณภาพจัดเต็มในราคาโดนใจที่ใครก็เป็นเจ้าของได้

Published

on

HUAWEI FreeBuds 4i

ระยะหลังมานี้เทรนด์การใช้หูฟังแบบ “TWS” หรือ “True Wireless Stereo” เริ่มฮิตติดตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะความเบาสบาย สวมใส่ง่าย และพกพาสะดวก ซึ่งหูฟังมีสายแบบเดิมๆ ทำไม่ได้นั่นเอง นอกจากนี้เทคโนโลยีที่พ่วงมากับหูฟัง TWS ยังได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านคุณภาพเสียง ฟีเจอร์การใช้คุยโทรศัพท์ รวมไปถึงเทคโนโลยีการตัดเสียงรบกวนที่มีผลอย่างมากต่อประสบการณ์การฟังเพลงที่ลื่นไหลสบายอารมณ์ จึงเป็นไปได้ว่าหูฟังที่เพิ่งซื้อมาใช้เมื่อปีสองปีที่แล้วก็อาจเริ่มตกรุ่นจนโดนทิ้งห่างในด้านเทคโนโลยีและคุณภาพเสียงแบบต่างกันชนิดหน้ามือเป็นหลังมือซะแล้ว

หากคุณอยู่ในอารมณ์ที่กำลังอยากถอยหูฟัง TWS ตัวใหม่ เพื่อประสบการณ์การฟังเพลงที่ดีขึ้น (หรืออาจเพราะหูฟังที่ใช้อยู่กำลังจะพังมิพังแหล่) แต่ในขณะเดียวกันก็อยากได้หูฟังที่ดีในงบประมาณที่คุ้มค่า ลองมาทำความรู้จักกับหูฟัง “HUAWEI FreeBuds 4i” ที่เพิ่งเปิดตัวไปสดๆ ร้อนๆ กันดูหน่อยไหม เพราะนอกจากเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนแบบ Active Noise Cancellation คุณภาพเสียงที่ชัดใส และแบตเตอรี่สุดอึดแล้ว หูฟังน้องใหม่ตัวนี้ยังอัดแน่นด้วยคุณสมบัติลับๆ ที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้ แถมวางจำหน่ายในราคาไม่ถึงสามพันด้วยซ้ำ

HUAWEI FreeBuds 4i

1. แค่เปิดฝาเคส ก็ปรากฎหน้าต่าง Pop-up ตรวจจับการเชื่อมต่ออัตโนมัติ

เอ็กซ์คลูซีฟสำหรับผู้ใช้อีโคซิสเต็มของหัวเว่ย ใครที่ใช้สมาร์ทโฟนหรือสมาร์ทดีไวซ์ของหัวเว่ยที่มี EMUI 10.0 ขึ้นไป จะได้รับความสะดวกสบายเป็นพิเศษ เพราะแค่เปิดฝาเคส HUAWEI FreeBuds 4i สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตของคุณก็จะตรวจจับได้อัตโนมัติว่ามีเจ้าหูฟังในอีโคซิสเต็มเดียวกันนี้อยู่ใกล้ๆ พร้อมปรากฎหน้าจอ Pop-up ขึ้นมาแจ้งเตือนในทันใดว่าจะเชื่อมต่อหูฟังนี้หรือไม่ และหลังจากการเชื่อมต่อครั้งแรกแล้ว ต่อไปเมื่อหยิบหูฟัง HUAWEI FreeBuds 4i มาสวม หูฟังก็จะเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตเครื่องที่เคยจับคู่กันไว้ได้แบบอัตโนมัติ

HUAWEI FreeBuds 4i

2. อิสระที่ควบคุมได้เพียงปลายนิ้ว

HUAWEI FreeBuds 4i ควบคุมผ่านระบบสัมผัสด้วยปลายนิ้วสัมผัส โดยหูฟังทั้งสองข้างมาพร้อมเซ็นเซอร์ที่ตอบสนองอย่างแม่นยำผ่านอัลกอริธึมอัจฉริยะ ซึ่งค่ามาตรฐานที่มาพร้อมกับตัวหูฟังคือ (1) แตะสองครั้งเพื่อเล่นเพลง / หยุดเพลงชั่วคราว (2) แตะสองครั้งเพื่อรับสาย / วางสาย (3) แตะค้างเพื่อเปิด / ปิดโหมด ANC หรือ Awareness แต่สำหรับใครที่ใช้สมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการ Android จะสามารถตั้งค่าการควบคุมระบบสัมผัสเหล่านี้ได้ใหม่ผ่านแอปพลิเคชัน HUAWEI AI Life โดยสามารถเลือกตั้งค่าให้ Personalized ได้อย่างอิสระตามความเคยชินและความต้องการของผู้ใช้

3. ความหน่วงต่ำ เติมเต็มอรรถรสในการเล่นเกมหรือชมคอนเทนต์วิดีโอแบบเรียลไทม์

HUAWEI FreeBuds 4i รองรับการเชื่อมต่อผ่านเทคโนโลยีบลูทูธ 5.2 และใช้อัลกอริทึมที่ล้ำสมัย ค่าความหน่วงต่ำ ซึ่งจะทำให้ให้ภาพและเสียงสอดคล้องกันโดยเกิดความคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด เพื่อให้ได้อรรถรสเต็มอิ่มไม่ว่าจะเล่นเกมออนไลน์ ชมภาพยนตร์หรือซีรีส์สดๆ ผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งต่างๆ หรือชมกีฬา โดยผู้ใช้จะสามารถสัมผัสประสบการณ์ความหน่วงต่ำได้ดีที่สุดเมื่อเชื่อมต่อกับ
สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตของหัวเว่ยที่ใช้ EMUI 11.0 ขึ้นไป

HUAWEI FreeBuds 4i

4. ปรับจูนเสียงมาให้เหมาะกับการฟังเพลงป๊อปเมนสตรีมโดยเฉพาะ

นอกจากจะมีไดนามิกไดรเวอร์ขนาด 10 มิลลิเมตรมาการันตีคุณภาพเสียงแล้ว HUAWEI FreeBuds 4i ยังได้รับการปรับจูนเสียงให้เกิดความสมดุลกันอย่างลงตัวในทุกย่านความถี่ ทั้งสูง กลาง และต่ำ มอบประสบการณ์เสียงคมชัดไม่ว่าจะใช้ฟัง
คอนเทนต์เสียงแบบใด และยังเอาใจคอเพลงป๊อปทั่วทุกมุมโลก ด้วยการปรับจูนให้ความถี่ของเสียงดนตรีและเสียงร้องสมดุลกันอย่างลงตัว เหมาะกับการฟังเพลงป๊อปใสๆ โดยเฉพาะ

HUAWEI FreeBuds 4i

5. สวมใส่สบายหู เพราะมาพร้อมปลอกซิลิโคน 3 ขนาดในกล่อง

HUAWEI FreeBuds 4i มีขนาดเล็กกะทัดรัดและน้ำหนักเบา (หูฟังหนักเพียง 11 กรัม เคสชาร์จหนักแค่ 36.5 กรัม) หยิบจับถนัดมือ แถมยังสวมใส่สบายตามหลักสรีรศาสตร์ เพราะมีปลอกซิลิโคนมาให้เลือกใส่ได้ถึง 3 ขนาด เพื่อให้เหมาะกับลักษณะใบหูของแต่ละคนมากที่สุด และสามารถสวมใส่ได้ตลอดทั้งวันโดยไม่รู้สึกอึดอัด เสมือนว่าเป็นเครื่องประดับอีกชิ้นก็ยังได้ สรุปสั้นๆ ได้ว่า HUAWEI FreeBuds 4i สามารถมอบทั้งคุณภาพเสียงเพลงที่ใสชัดและประสบการณ์การฟังเพลงที่กระชับสบายหูไปพร้อมกัน

นอกจากคุณสมบัติลับๆ ที่กล่าวมาข้างต้น HUAWEI FreeBuds 4i ยังรองรับ Fast Charging ที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถชาร์จหูฟังเพียง 10 นาที เพื่อการใช้งานต่อเนื่องยาวนานถึง 4 ชั่วโมง แบตเตอรี่ในหูฟังความจุ 55 mAh และแบตเตอรี่ในเคสชาร์จความจุ 215 mAh ทำให้สามารถใช้งานได้นานสูงสุด 22 ชั่วโมงเมื่อใช้ร่วมกับเคสชาร์จ เห็นคุณสมบัติเพียบพร้อมขนาดนี้ แต่ HUAWEI FreeBuds 4i กลับมาในราคาค่าตัวแค่ 2,799 บาทเท่านั้น บอกไปใครจะเชื่อ!

หูฟัง HUAWEI FreeBuds 4i สุดคุ้มตัวนี้มีให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีขาว Ceramic White, สีดำ Carbon Black และสีแดง Red Edition สำหรับใครที่คิดว่านี่คือหูฟังที่ใช่ในราคาที่โดน สามารถตามหาหูฟังตัวนี้ได้ไม่ยาก ทั้งที่หน้าร้าน HUAWEI Experience Store และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ รวมถึงในช่องทางออนไลน์อย่าง HUAWEI Online Store, Shopee, Lazada และ JD Central ใครอยากอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมก่อนตัดสินใจซื้อสามารถเข้าไปดูกันได้ที่นี่ หรือเลือกชมผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของหัวเว่ยที่ HUAWEI Online Store เพื่อเอาไว้ใช้คู่กันกับหูฟังตัวใหม่ก็ได้นะ

Continue Reading

Android News

OPPO Reno5 Series 5G ที่สุดของสมาร์ทโฟนการถ่ายวิดีโอและภาพนิ่งในทุกโมเมนต์ทุกเวลา

Published

on

By

ในยุคนี้การถ่ายภาพนิ่งและวิดีโอเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในทุกวันของการใช้ชีวิตไปแล้ว โดยการถ่ายจะต้องพร้อมในทุกโมเมนต์ทุกเวลา และสิ่งที่เร็วที่สุดในการถ่ายก็คงไม่พ้นการหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาแน่นอนครับ และหนึ่งในตระกูลที่ถ่ายได้ดีทั้งภาพนิ่งและวิดีโอที่สุดตอนนี้คงยกให้เป็น OPPO Reno5 Series 5G ที่มีให้เลือกถึง 3 รุ่น ได้แก่ OPPO Reno5, OPPO Reno5 5G และ OPPO Reno5 Pro 5G ที่ชูโรงด้วยการเป็น “สมาร์ทโฟน 5G ที่ถ่ายวิดีโอ Portrait สวยที่สุด” แถมพร้อมไปด้วยฟีเจอร์เด็ดๆ มากมายที่ไม่เหมือนใครอีกด้วย

ฟีเจอร์ที่เรากำลังจะพูดถึงไม่ว่าจะเป็นโหมดภาพนิ่งทั้ง Ultra Wide-angle หรือ Night Flare Portrait และโหมดวิดีโอต่างๆ ได้แก่ Ultra Steady Video, AI Color Portrait, Monochrome Video, Dual-view Video, Live HDR และ Ultra Night Video ต้องบอกว่ามีครบทุกรุ่นใน OPPO Reno5 Series 5G ทำให้เราสนุกไปกับการถ่ายได้ทุกโมเมนต์ ทุกเวลา และทุกราคาเราที่เข้าถึงได้

Dual-view Video ไม่พลาดทุกโมเมนต์ด้วยการถ่ายกล้องหน้าและกล้องหลังพร้อมกัน

มาเริ่มกันที่ฟีเจอร์ที่สายคอนเทนต์ต้องห้ามพลาดเด็ดขาด นั่นคือ Dual-view Video ที่สามารถถ่ายวิดีโอกล้องหลังคู่กับกล้องหน้าได้พร้อมกัน และที่บอกว่าห้ามพลาดเป็นเพราะว่าเราสามารถแสดงอารมณ์พร้อมกับสิ่งที่เห็นตรงหน้าได้ตรงกันเป๊ะๆ โดยจะปรากฏบนหน้าจอเดียวกันได้ทันที ไม่จำเป็นต้องสลับหรือพลิกกล้องไปมาให้วุ่นวายครับ ถือว่าเป็นหนึ่งในฟีเจอร์ที่ให้มาลองแล้วมีความสะดวกสบายเลยทีเดียว

สำหรับ Dual-view Video นั้นเหมาะมากๆ เมื่อเราต้องการให้ผู้ชมเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเราได้อย่างชัดเจนและเห็นความรู้สึกเราไปด้วย เช่น การไปเที่ยวในสถานที่สวยๆ หรือทานอาหารที่มีความอร่อย เป็นต้น ผู้ชมจะได้เห็นทั้งความรู้สึกของเราและสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหลังไปได้พร้อมกันนั่นเองครับ

และเกือบลืมบอกไปว่า Dual-view Video จะมีให้เลือกการแสดงผลได้ 3 แบบตามใจชอบ ได้แก่ Split (แบ่งครึ่งหน้าจอเท่ากัน), Round (กลม) และ Rectangle (สี่เหลี่ยม) ชอบแบบไหนก็เลือกได้ตามใจชอบเลย

Rectangle (สี่เหลี่ยม)
Round (กลม)
Split (แบ่งครึ่งหน้าจอเท่ากัน)

AI Highlight Video ถ่ายวิดีโอได้สวยคมชัดทุกโมเมนต์ทั้งกลางวันและกลางคืน

อีกหนึ่งในฟีเจอร์ชูโรงของ OPPO Reno5 Series 5G คือ AI Highlight Video ที่ช่วยให้ถ่ายวิดีโอได้คมชัดทั้งกลางวันและกลางคืนด้วยการใช้ความฉลาดล้ำของ AI เข้ามาช่วย โดยจะแบ่งความสามารถได้ 2 อย่าง ได้แก่ Live HDR ในช่วงกลางวัน และ Ultra Night Video ในตอนกลางคืนหรือที่แสงน้อยครับ โดย AI ระบุได้เลยว่าวิดีโอที่เราถ่ายเหมาะจะเป็นแบบ Live HDR หรือ Ultra Night Video กันแน่

Live HDR ถ่ายย้อนแสงก็ไม่มีหวั่น!

เราขอพูดถึง Live HDR กันก่อนเลยดีกว่า หลักๆ จะเหมาะกับการถ่ายวิดีโอในช่วงกลางวันหรือช่วงที่มีสภาพย้อนแสงครับ ทำให้เราเห็นใบหน้าที่มีความคมชัดและสว่าง แถมฉากหลังก็ยังคมชัดตามไปด้วย ไม่มีอาการฟุ้งให้เห็นแน่นอน และสีสันของวิดีโอก็จะดูสดใสกว่าการที่เราปิด AI Highlight Video อย่างเห็นได้ชัด โดย OPPO Reno5 Series 5G ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมมากและประมวลผลได้ไวแบบเรียลไทม์

Ultra Night Video ถ่ายกลางคืนได้สนุกเก็บทุกแสงสว่าง

นอกเหนือจะถ่ายสวยในตอนกลางวันแล้ว Ultra Night Video ก็เข้ามาช่วยให้การถ่ายวิดีโอตอนกลางคืนทำได้สวยงามไม่แพ้กันครับ ซึ่งโหมดนี้เหมาะกับการถ่ายในตอนกลางคืนหรือที่แสงน้อยมากๆ ครับ โดยจากที่เราลองใช้แล้วทำออกมาได้สวยงามเกินคาด เพราะแม้ว่าแสงจะมืดและมีความสว่างจากตึกเท่านั้น แต่ AI ก็จะปรับใบหน้าบุคคลและฉากหลังให้มีความสว่าง คมชัด และสวยงาม เห็นบรรยากาศได้ครบถ้วน สมกับการถ่ายได้ทุกโมเมนต์ทุกเวลาจริงๆ สำหรับ OPPO Reno5 Series 5G

AI Color Portrait ถ่ายวิดิโอได้โดดเด่น เปลี่ยนพื้นหลังเป็นขาว-ดำ

ความพิเศษที่ไม่เหมือนใครใน OPPO Reno5 Series 5G อีกอย่างก็คือ AI Color Portrait Video โดยจะเป็นการถ่ายวิดีโอ Portrait ที่ทำให้พื้นหลังทุกอย่างยกเว้นตัวบุคคลกลายเป็นสีขาว-ดำทั้งหมด เพิ่มมิติและความแปลกตาได้เป็นอย่างดี ทั้งยังเป็นการโฟกัสตัวบุคคลให้ดูโดดเด่นขึ้นเป็นเท่าตัวอีกด้วย

Monochrome Video วิดีโอไฮไลท์สีสามสีที่ไม่เหมือนใคร

OPPO Reno5 Series 5G ไม่ได้มาแค่การถ่ายพื้นหลังให้เป็นแค่สีขาว-ดำได้เท่านั้น แต่ยังมี Monochrome Video ที่แยกแยะไฮไลท์สีสันได้อีก 3 สี ได้แก่ สีแดง, สีเขียว และสีน้ำเงิน ซึ่งความพิเศษนี้จะเป็นการแยกสีตามที่เราเลือกข้างต้นสีใดสีหนึ่ง เช่น ถ้าเราเลือกสีแดง ทุกอย่างในวิดีโอที่ไม่ใช่สีแดงจะเป็นสีขาว-ดำทั้งหมดครับ (รวมถึงตัวบุคคลด้วยนะ) ทำให้เราถ่ายวิดีโอทำได้หลากหลายอารณ์และดูไม่ซ้ำกับวิดีโอแบบอื่นๆ อีกด้วย

Ultra Steady Video ระบบกันสั่นถ่ายวิดีโอได้นิ่งทุกโมเมนต์

มาลองดูกันที่โหมดถ่ายวิดีโอโหมดแรกกันเลยครับ โดย OPPO Reno5 Series 5G มาพร้อมกับ Ultra Steady Video ที่ทำให้เราถ่ายวิดีโอได้นิ่งในทุกสถานการณ์ จะเดินช้าหรือเดินเร็วๆ เราก็จะเห็นถึงความแตกต่างระหว่างการปิดและเปิดโหมด Ultra Steady Video ได้ชัดเจนมากๆ เรียกได้ว่าใครที่เป็นสาย Vlog น่าจะชอบแน่นอนเพราะต้องเดินและเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา

ถ่ายฉากหลังได้ครบด้วยเลนส์ Ultra Wide-angle

ในโหมดนี้ไม่ต้องพูดอะไรมากมายครับ เพราะตามชื่ออยู่แล้วกับการเก็บพื้นหลังหรือฉากหลังได้อย่างครบถ้วน ซึ่งเหมาะมากๆ กับการถ่ายภาพที่เราต้องการให้เห็นครบทุกองค์ประกอบในภาพเพียงแค่คลิกเดียว โดยไม่จำเป็นต้องถอยออกไปไกลๆ ให้เสียเวลา แถมสีสันที่ได้ก็ถือว่าจัดจ้านและสวยงามแน่นอนครับ ไม่ว่าจะในช่วงกลางวันหรือกลางคืน

Night Flare Portrait ลูกเล่นละลายดวงไฟแบบโบเก้เพิ่มมิติถ่ายภาพกลางคืน

สุดท้ายกับฟีเจอร์ที่ขาดไปไม่ได้เลยคือ Night Flare Portrait ที่เป็นการถ่ายภาพนิ่งที่จะเน้นแสง Flare แบบจัดหนักคล้ายกับกล้องโปรเลยทีเดียว เมื่อลองใช้โหมดนี้ใน OPPO Reno5 Series 5G เราจะเห็นความแตกต่างจากโหมด Portrait ได้ชัดเจนมาก โดย Night Flare Portrait จะละลายแสง Flare ได้เป็นอย่างดี ทำให้ภาพดูมีมิติกว่าเดิม ส่วนโหมด Portrait ทั่วไปจะเป็นแค่การเบลอฉากหลังปกติ และแสง Flare ก็ยังไม่ได้เห็นชัดเจนเท่าไหร่

โดยโหมดนี้เหมาะมากๆ กับการถ่ายในสถานที่ที่มีดวงไฟหรือที่ที่มีการจัดแสงไฟเยอะๆ ครับ และยิ่งถ้าเป็นตอนกลางคืนด้วยแล้ว ก็จะทำให้ Night Flare Portrait กลายเป็นหนึ่งในความพิเศษของกล้องในสมาร์ทโฟนเลยทีเดียว

สิ่งที่เราจะพูดถึง OPPO Reno5 Series 5G บอกเลยว่าไม่ได้มีดีแค่ฟีเจอร์ที่เราพูดถึงข้างต้นเท่านั้น เพราะยังมีฟีเจอร์อื่นๆ ให้ลองเล่นกันอีกเพียบครับ ที่สำคัญ OPPO Reno5 Series 5G ยังโดดเด่นในเรื่องสเปคที่ให้มาเพียบ ไม่ว่าจะเป็นตัวเครื่องที่มีความเบาและบางสูงสุดที่ 7.7 มม. เท่านั้น มีการรองรับ 5G สุดเร็วแรง, หน้าจอแสดงผลสีสันสดใสแบบ AMOLED และยังรองรับชาร์จเร็วสูงสุดด้วยเทคโนโลยี 65W SuperVOOC 2.0

อย่างที่เราบอกไปในช่วงแรกครับว่า OPPO Reno5 Series 5G มีทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ OPPO Reno5, OPPO Reno5 5G และ OPPO Reno5 Pro 5G ซึ่งแต่ละรุ่นก็เหมาะกับผู้ใช้งานที่ต่างกันไป โดย OPPO Reno5 ถือเป็นรุ่นเริ่มต้นที่ตอบโจทย์การใช้งานทั้งหมด ฟีเจอร์กล้องครบครัน และสเปคเร็วแรง พร้อมราคาเพียง 10,900 บาทเท่านั้น ส่วน OPPO Reno5 5G จะขยับขึ้นมาหากใครที่ต้องการประสบการณ์ 5G ที่เข้าถึงสิ่งต่างๆ ได้รวดเร็วยิ่งขึ้นกับราคาที่เข้าถึงได้สบายๆ เพียง 13,990 บาทเท่านั้น และสุดท้ายในรุ่นท็อปสุดของตระกูลนี้อย่าง OPPO Reno5 Pro 5G ที่นอกจากจะมีฟีเจอร์ที่ครบทั้งหมดแล้ว ยังมีความพรีเมี่ยมในการใช้งานมากขึ้น และสเปคที่จัดเต็มกว่าเดิม ด้วยราคา 19,990 บาท โดยสามารถหาซื้อได้ที่ OPPO Brand Shop และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

Continue Reading

กำลังฮอต

Featured22 ชั่วโมง ago

รีวิว OPPO A94 “ใช้ชีวิตให้เต็มสปีด” ทั้งชาร์จไว 30W และถ่ายภาพในราคาเพียง 9,499 บาท

OPPO A94 ตัวท็อปจาก​...

HUAWEI FreeBuds 4i HUAWEI FreeBuds 4i
Featured1 วัน ago

5 เรื่องลับที่คุณอาจยังไม่เคยรู้ของ “HUAWEI FreeBuds 4i” ทำไมจึงได้ชื่อว่าเป็นหูฟัง TWS คุณภาพจัดเต็มในราคาโดนใจที่ใครก็เป็นเจ้าของได้

ระยะหลังมานี้เทรนด์ก...

Android News2 วัน ago

OPPO Reno5 Series 5G ที่สุดของสมาร์ทโฟนการถ่ายวิดีโอและภาพนิ่งในทุกโมเมนต์ทุกเวลา

ในยุคนี้การถ่ายภาพนิ...

Huawei laptops with continued development until today Huawei laptops with continued development until today
Featured2 วัน ago

การเดินทางกว่า 5 ปีของหัวเว่ย จากจุดเริ่มต้นสู่ความล้ำหน้าทุกเทคโนโลยีของแล็ปท็อป พัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนถึง HUAWEI MateBook 14 ในวันนี้

แม้จะเพิ่งก้าวเข้าสู...

Android News2 สัปดาห์ ago

แกะกล่องพรีวิว OPPO Reno5 Marvel Edition รุ่นพิเศษสุดเท่ ที่แฟน ๆ ต้องมี !

OPPO Reno5 Marvel Ed...

Advertisement

มือถือใหม่

คลิปล่าสุด

ข่าวใหม่วันนี้

มือถือใหม่ ลดราคา!

กินเที่ยวกัน

กำลังมาแรง