รวม 10 ฟีเจอร์ใหม่สุดเด็ดใน iPhone 11, iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max จะมีอะไรบ้าง มาดู

เปิดตัวไปอย่างยิ่งใหญ่สำหรับ iPhone 11, iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max ที่มาเป็นสมาร์ทโฟนที่มีทั้งหน่วยประมวลผลและกราฟิกที่แรงและเร็วที่สุดในโลก โดยเราได้คัด 10 ฟีเจอร์สุดเด็ดใน 3 รุ่นนี้มาให้ชมกันว่ามีอะไรที่น่าสนใจบ้าง

1. สีใหม่ไฉไลกว่าเดิม

มาถึงอย่างแรกกับตัวเครื่องสีใหม่ที่มีการพูดถึงเป็นอย่างแรกใน Keynote ของ iPhone 11 โดยมีการเพิ่มเฉดสีใหม่เข้ามาพอสมควร โดยจะมีให้เลือกทั้งหมดถึง 6 สี ได้แก่ ดำ, เขียว, เหลือง, ม่วง, ขาว และสีแดง (PRODUCT)RED

ส่วน iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max ก็มีสีใหม่อย่างสีเขียวมิดไนท์กรีน โดยจะมีอีก 3 สีให้เลือก คือ ทอง, เทาสเปซเกรย์ และเงิน

2. วัสดุกระจกสุดแกร่ง แถมกันน้ำได้มากที่สุด

สำหรับ iPhone 11, iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max มาพร้อมกับกระจกที่ Apple เคลมว่าแข็งแกร่งที่สุดในสมาร์ทโฟนทั้งด้านหน้าและด้านหลังด้วยกระบวนการแลกเปลี่ยนไอออนคู่

นอกจากนี้ iPhone รุ่นใหม่ทั้ง 3 รุ่นยังสามารถป้องกันน้ำได้ในระดับ IP68 แต่มีความสามารถอยู่ใต้น้ำได้นานกว่าเดิม โดย iPhone 11 ทนน้ำได้ลึกถึง 2 เมตร นานสูงสุด 30 นาที ขณะที่ iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max สามารถทนน้ำถึงระดับความลึก 4 เมตร ในระยะเวลาสูงสุด 30 นาทีอีกด้วย

3. หน้าจอคมชัดด้วย Super Retina XDR

หน้าจอระดับโปรอย่าง Super Retina XDR จะอยู่ใน iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max เท่านั้น โดยจะเป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟนที่หน้าจอสวยที่สุดในโลกด้วยการมีคอนทราสต์สูงถึง 2,000,000:1 รองรับภาพแบบ HDR10 ที่มีแสงหน้าจอถึงระดับ 1,200 นิต และเมื่ออยู่กลางแจ้งจะมีสูงสุด 800 นิต ทั้งนี้ Super Retina XDR ได้ใช้พาเนลชนิด OLED ที่มีสีสันงดงามและขอบเขตสีที่กว้างอีกด้วย

4. หน่วยประมวลผล (CPU) และ GPU ที่แรงสุดในโลกของสมาร์ทโฟน

หากพูดถึงหน่วยประมวลผลที่เร็วที่สุดในโลกคงไม่พ้นต้องเป็นของ Apple แน่นอน โดยล่าสุด A13 Bionic Hexa-Core ได้ถือกำเนิดขึ้นโดยมี Neural Engine หรือ AI ที่ช่วยให้ประพลังงานน้อยลงถึง 15% ขณะที่การประมวลผลหลักจะทำงานเร็วขึ้น 20% และใช้พลังงานเรื่องการประมวลผลน้อยลงสูงสุด 40%

นอกจากนี้ ไม่ใช่แค่ CPU ที่แรง แต่ GPU ก็ถือว่าแรงสุดที่เคยมีมาในสมาร์ทโฟนด้วยเช่นกัน โดยมีความเร็วกว่าเดิมถึง 20% และลดการใช้พลังงานลง 30%

5. แบตเตอรี่อึดขึ้น พร้อมใช้งานได้ทั้งวัน

เรื่องของแบตเตอรี่ Apple ได้พัฒนามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยส่วนนี้มีผลมาหน่วยประมวลผล A13 Bionic ที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น ซึ่ง iPhone 11 สามารถใช้งานได้นานกว่า iPhone XR ที่ปกติก็ใช้งานได้นานอยู่แล้ว อยู่ 1 ชั่วโมง ส่วน iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max ก็มีการรองรับการใช้งานได้ตลอดทั้งวันมากขึ้นโดยนานขึ้นถึง 4 ชั่วโมงสำหรับ iPhone 11 Pro (เทียบกับ iPhone XS) และนานขึ้น 5 ชั่วโมงสำหรับ iPhone 11 Pro Max (เทียบกับ iPhone XS Max) ที่สำคัญ Apple ได้แถมอะแดปเตอร์ชาร์จเร็ว 18W มาให้ในกล่องของ iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max อีกด้วย

6. กล้องหลังใหม่ในระดับ Pro

สำหรับกล้องของ iPhone 11 มาพร้อมกับ 2 เลนส์ ได้แก่ เลนส์ Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 มีเซ็นเซอร์ Focus Pixels 100% ช่วยให้โฟกัสได้ไวขึ้นถึง 3 เท่า + เลนส์ Ultra-Wide 120 องศา ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 ซึ่งสามารถรับภาพได้กว้างกว่าเดิมถึง 4 เท่าเมื่อเทียบกับเลนส์ปกติ

ขณะที่ iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max จะมาพร้อมกับ 3 เลนส์ โดย 2 เลนส์แรกจะเหมือนกับ iPhone 11 ส่วนเลนส์ที่ 3 จะเป็นเลนส์ Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 สามารถซูมเข้า-ออกแบบออฟติคอลได้ 2 เท่า และดิจิตอลได้ 10 เท่า

7. วิดีโอระดับ 4K@60fps พร้อมปรับแต่งได้ในเครื่อง

ด้วยกล้องระดับ Pro ของ iPhone 11, iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max เราสามารถถ่ายวิดีโอได้ความละเอียดสูงสุดถึง 4K 60fps ซึ่งเป็นการถ่ายวิดีโอที่คุณภาพสูงสุดที่สมาร์ทโฟน

ทั้งนี้ เรายังสามารถปรับแต่งวิดีโอได้ทันทีภายในเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นการหมุน, ครอบ, ตัด, ปรับแสง, ใส่ฟิลเตอร์ และอื่นๆ อีกเพียบ

8. โหมดกลางคืน พร้อมเอฟเฟ็กต์ภาพถ่ายบุคคลแบบใหม่

โหมดการถ่ายภาพก็เพิ่มขึ้นมามากพอสมควร เริ่มตั้งแต่โหมดกลางคืนที่ใช้ AI ควบคู่กับขุมพลัง A13 Bionic ในการถ่ายภาพกลางคืน โดยตัวกล้องที่มาพร้อมกับระบบกันสั่นไหว OIS จะช่วยให้ภาพทุกอย่างนิ่งขณะที่ถือ ทำให้ได้รายละเอียดที่คมชัดและมีนอยซ์น้อยกว่าเดิม

นอกจากนี้ในโหมดภาพถ่ายบุคคล (Portrait Mode) ได้เพิ่มการถ่ายเอฟเฟ็กต์แสงไฟขาว-ดำ และสามารถใช้งานกับสัตว์เลี้ยงได้ด้วย

9. QuickTake ถ่ายวิดีโอได้ทันทีไม่ต้องเปลี่ยนโหมด

ปกติแล้วสมาร์ทโฟนทั่วไปจะสามารถถ่ายภาพได้ขณะที่กำลังถ่ายวิดีโอ แต่ใน iPhone รุ่นใหม่ เราสามารถถ่ายวิดีโอได้ทันทีเหมือนกันขณะที่อยู่ในโหมดการถ่ายภาพ เพียงแค่เราแตะชัตเตอร์ค้างไว้แล้วปัดไปทางขวดก็เริ่มบันทึกวิดีโอได้ต่อเนื่องทันที ส่วนหากเราปัดไปทางซ้ายจะเป็นการถ่ายภาพแบบต่อเนื่อง เรียกว่าเมื่อเห็นอะไรน่าสนใจก็ไม่ต้องเสียเวลาในการเปลี่ยนโหมด

10. “Slofie” ถ่ายเซลฟี่แบบสโลว์โมชั่น 120fps

และฟีเจอร์สุดท้ายที่น่าสนใจมากๆ สำหรับ iPhone รุ่นใหม่ ที่มีในกล้องหน้าอย่าง “Slofie” ที่ใช้กล้องหน้า TrueDepth ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ให้เราถ่ายวิดีโอแบบ Slow-Motion ได้สูงสุดถึง 120fps ทั้งยังรองรับการถ่าย 4K 60fps ด้วย นอกจากนี้ เมื่อเราจะถ่ายเซลฟี่แบบกลุ่ม เพียงแค่เราหมุนเป็นแนวนอน ระบบก็จะปรับภาพให้กว้างขึ้นเพื่อให้เก็บภาพได้ครบทั้งกลุ่ม

เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับ iPhone 11, iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max โดยเราต้องบอกก่อนว่าวันวางจำหน่ายที่แน่ชัดในประเทศไทยยังต้องลุ้นว่าจะจำหน่ายในกลุ่มประเทศแรกหรือไม่ โดย Apple จะเปิดให้ Pre-Order สำหรับกลุ่มแรกในวันที่ 13 กันยายน 2019 และจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ (กลุ่มแรก) ในวันที่ 20 กันยายน 2019