ติดตามพวกเรา

Smart Review

รีวิว True SMART 4G Speedy 4.0″ สมาร์ทโฟน 4G ดีไซน์ล้ำ ราคาถูกสุดและคุ้มค่าสุดในขณะนี้

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

True SMART 4G Speedy Review-12

True SMART 4G Speedy 4.0” สมาร์ทโฟน 4G น้องใหม่ล่าสุดจากทรูมูฟ เอช มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Android Lollipop หน้าจอขนาด 4 นิ้ว และมีทั้งกล้องหน้า-กล้องหลัง ในราคาสุดคุ้มค่า

 

True SMART 4G Speedy Review-01

อุปกรณ์ที่มาในกล่อง ได้แก่ ตัวเครื่อง True SMART 4G Speedy 4.0”, แบตเตอรี่ขนาด 1500mAh, อะแดปเตอร์กับสาย microUSB, หูฟัง, ฟิล์มกันรอย, เคสใส, คู่มือการใช้งาน และใบรับประกันตัวเครื่องนาน 15 เดือน

 

ดีไซน์และหน้าจอแสดงผล

True SMART 4G Speedy Review-02True SMART 4G Speedy Review-03

True SMART 4G Speedy 4.0” เป็นสมาร์ทโฟนขนาดเล็ก พกพาสะดวก ตัวเครื่องมีน้ำหนักเบา มาพร้อมหน้าจอแสดงผลขนาด 4 นิ้ว ซึ่งขนาดกระทัดรัดแบบนี้ทำให้สามารถใช้งานมือเดียวได้สบาย บริเวณเหนือหน้าจอมีกล้องหน้าความละเอียด 2 ล้านพิกเซล สำหรับคอเซลฟี่ถ่ายแล้วแชร์ลงโซเชียลได้ทันที

 

True SMART 4G Speedy Review-04

ล่างหน้าจอมีปุ่มนำทางแบบสัมผัส 3 ปุ่ม เริ่มจากทางซ้าย ได้แก่ ปุ่มเรียกดูแอพที่ใช้งานล่าสุด (Recent App), ปุ่มโฮม และปุ่มย้อนกลับ

 

True SMART 4G Speedy Review-05

กรอบตัวเครื่องดีไซน์ให้สวยงาม มีความมันวาวดูคล้ายสแตนเลสตัดกับสีดำของตัวเครื่อง

 

True SMART 4G Speedy Review-07

ด้านขวาตัวเครื่องมีปุ่มปิด/เปิดเครื่อง และปุ่มปรับระดับเสียง

 

True SMART 4G Speedy Review-06

ด้านบนตัวเครื่องมีช่องเสียบหูฟังขนาดมาตรฐาน 3.5 มม.

 

True SMART 4G Speedy Review-08

ขอบด้านล่างตัวเครื่องมีไมโครโฟน, พอร์ตเชื่อมต่อ microUSB และลำโพง

 

True SMART 4G Speedy Review-09 True SMART 4G Speedy Review-10

ด้านหลังตัวเครื่องมีการดีไซน์ให้ดูคล้ายกับเป็นกระจก เพิ่มความหรูให้กับรุ่นนี้ได้เป็นอย่างดี และมีเลนส์กล้องความละเอียด 5 ล้านพิกเซล พร้อมแฟลช LED

 

True SMART 4G Speedy Review-11

ฝาหลังสามารถแกะเปิดได้ ภายในมีแบตเตอรี่ขนาด 1500mAh, ช่องใส่ซิมการ์ดจำนวน 2 ช่อง และช่องใส่ microSD card

 

อินเตอร์เฟซและฟังก์ชั่นการทำงาน

True SMART 4G Speedy-01

True SMART 4G Speedy 4.0” รันระบบปฏิบัติการ Android 5.1 Lollipop ตั้งแต่แกะออกจากกล่อง และมีหน่วยประมวลผลหรือซีพียู Quad-core 1.0GHz กับแรม 512MB และความจำตัวเครื่อง 4GB เพิ่มความจำได้ด้วย microSD card ใช้งานได้ทั้ง 4G บนคลื่นความถี่ 1800/2100MHz และ 3G บนคลื่นความถี่ 850/2100MHz

 

True SMART 4G Speedy-02

ในหน้าหลักหรือหน้าโฮม สามารถเลือกปรับแต่งโดยการเปลี่ยนภาพวอลเปเปอร์, เพิ่มวิดเจ็ต และจัดเรียงไอคอนแอพพลิเคชั่นใหม่ได้

เมื่อแตะค้างที่ไอคอนแอพพลิเคชั่นสามารถลากมารวมกันให้อยู่ในโฟลเดอร์เดียวกันได้ โดย True SMART 4G Speedy มาพร้อมกับแอพพลิเคชั่นดี ๆ ที่เพิ่มความสะดวกให้กับผู้ใช้งานได้เลือกใช้กันด้วย ได้แก่ TrueYou, TrueCloud, iService, H TV, H MUSIC, H Pack และ H BOOK เป็นต้น

 

True SMART 4G Speedy-03

เมนูการโทรและข้อความ รวมไปถึงแป้นพิมพ์ มีดีไซน์แบบเรียบ ๆ ตามการดีไซน์ที่เรียกว่า Material Design ของ Android Lollipop

 

True SMART 4G Speedy-04

การท่องอินเตอร์เน็ตบนเว็บเบราเซอร์ที่มากับตัวเครื่อง รองรับการบันทึกไว้อ่านแบบออฟไลน์ และเรียกดูหน้าเว็บแบบเดสก์ท็อปได้

 

True SMART 4G Speedy-05

True SMART 4G Speedy มีวิทยุ FM โดยต้องเสียบหูฟังเพื่อใช้เป็นเสาอากาศรับสัญญาณ และรองรับการบันทึกเสียงรายการวิทยุขณะกำลังฟังได้ด้วย

 

กล้องถ่ายรูป

True SMART 4G Speedy Camera UI-01

True SMART 4G Speedy 4.0” มีกล้องหลังความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ระบบออโต้โฟกัส พร้อมแฟลช LED โดยตัวแอพกล้องที่มากับตัวเครื่องจะเป็น Google Camera ซึ่งมีหน้าตาและการจัดวางเมนูให้เลือกใช้งานได้ง่ายไม่ซับซ้อน

 

True SMART 4G Speedy Camera UI-03 True SMART 4G Speedy Camera UI-02

โหมดกล้องก็มีให้เลือกใช้งานหลากหลาย ได้แก่ โหมดออโต้, โหมดติดตามการเคลื่อนไหว, โหมดหน้าสวย, โหมดพาโนรามา และโหมดหลายมุมมอง นอกจากนี้ยังสามารถเปิด HDR ถ่ายรูปได้อีกด้วย

กล้องถ่ายรูปรองรับการแนบตำแหน่งแผนที่ลงในภาพถ่าย, มีระบบตรวจจับใบหน้า และปรับค่า ISO ได้ตั้งแต่ 100 ถึง 1600

ตัวอย่างภาพถ่ายกล้องหลัง

True SMART 4G Speedy Camera-03 True SMART 4G Speedy Camera-05True SMART 4G Speedy Camera-02True SMART 4G Speedy Camera-04

 

ตัวอย่างภาพถ่ายกล้องหน้า

True SMART 4G Speedy Camera-01

True SMART 4G Speedy 4.0” มีกล้องหน้าความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมโหมดหน้าสวย สำหรับเซลฟี่แล้วแชร์ลงโซเชียลได้ทันที

ฟีเจอร์ครบครันแบบนี้ True SMART 4G Speedy 4.0” มาในราคาเพียง 1,990 บาทเท่านั้น และหากเทียบความคุ้มค่าโดยการเอาทุกเครื่องที่วางจำหน่ายในตลาดขณะนี้ที่มีราคาไม่เกิน 2,000 บาทมากองรวมกัน พบว่า True SMART 4G Speedy ซึ่งเป็นรุ่นที่ใช้งานได้ทั้ง 4G/3G ให้ราคาที่ถูกสุดและคุ้มค่าที่สุด เพราะเครื่องรุ่นอื่น ๆ จะเป็น 3G ทั้งหมด

พิเศษยิ่งกว่านั้น รับฟรี True SMART 4G Speedy 4.0” (มูลค่า 1,990 บาท) เพียงเปิดเบอร์ใหม่หรือย้ายค่ายมาเป็นทรูมูฟ เอช รายเดือน พร้อมสมัครแพ็กเกจ 4G iSmart Extra 399 ขึ้นไป และชำระค่าบริการรายเดือนล่วงหน้า 1,000 บาท (ระยะสัญญา 12 เดือน)

พร้อมฟรี เน็ต 4G สูงสุด 40 GB สำหรับลูกค้าที่สมัครแพ็กเกจ 4G iSmart Extra 699 ขึ้นไปที่ทรูช้อป วันนี้ถึง 31 ม.ค.นี้

รายละเอียดเพิ่มเติม True SMART 4G Speedy 4.0”

อ่านต่อ...
Advertisement
คลิกเพื่อแสดงความเห็น

Smart Review

รีวิว plantronics BackBeat FIT 3200 หูฟัง True Wireless เสียงดี ปรับ Equalizer และกันน้ำใช้ออกกำลังกายได้

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ Plantronics ได้ปล่อยหูฟังรุ่น BackBeat Fit 3200 ซึ่งเป็นหูฟัง True Wireless Sport สำหรับคนรักการออกกำลังกาย ซึ่งรับความนิยมสูงมากด้วยดีไซน์ เสียง ที่ใครที่ได้ลองแล้วจะต้องประทับใจ ล่าสุด plantronics ได้ปล่อย True Wireless รุ่นใหม่อย่าง BackBeat FIT 3200 ออกมาเอาใจคนรักเสียงเพลง และเล่นกีฬาแล้ว โดยรุ่นนี้หน้าอาจจะมองคล้ายๆ กับรุ่น BackBeat Fit 3100 แต่จะมีดีไซน์ที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดนั่นคือจะมี Noise-isolate Eartip ซึ่งใครที่ชอบใช้หูฟังแบบ in-ear พร้อมไปกับการออกกำลังกายคิดว่าต้องถูกใจกันแน่นอนครับ วันนี้มีรีวิวมาฝากกันถึงความเปลี่ยนแปลงของรุ่นนี้ว่าจะมีความน่าสนใจอย่างไรกันบ้างไปดูกันเลยครับ 

ข้อมูลด้านเทคนิค plantronics BackBeat FIT 3200

Listen timeUp to 8 hours
Charging case batteryUp to 16 hours
Roaming rangeUp to 98 ft/30 m
Battery capacity (earbuds)90 mAh
Battery capacity (charging type)740 mAh
Battery typeRechargeable, non-replaceable lithium ion polymer
Charge timeUp to 2 hours for full charge
Quick chargeUp to 1.5 hours of listening with a 15-minute quick charge
Bluetooth technologyBluetooth 5.0 Headset/Hands-Free Profile HSP 1.2 and HFP 1.7
Audio profilesAdvanced Audio Distribution Profile (A2DP) 1.3, AVRCP 1.6
Receive frequency response20-20,000 Hz
Microphone and technologyMEMS microphone with DSP
Speaker driver size13.5 mm
EQ presetsBass boost, balanced, and bright
Moisture protectionSweatproof and IP57-rated waterproof. Waterproof in fresh water up to 1 m (3.28ft) for 30 minutes. However, Bluetooth does not transmit under water.
Weight13 g (each earbud), 89 g (charging case without earbuds)
Call controlsCall answer/end, mute, volume +/-
Media controlsPlay, pause, track forward/back, activate virtual personal assistant
Voice and other alertsEnhanced voice alerts announce battery remaining and connection status.
Applications supportedBackBeat app on iOS and android

 

คุณสมบัติเด่น

  • สวมใส่สบาย ปลอดภัย 
  • ใช้งานได้นานต่อเนื่องได้สูงสุด 8 ชั่วโมงต่อการชาร์จเต็มเพียงครั้งเดียว
  • Charging case เพิ่มเวลาการใช้งานได้ยาวนานขึ้นถึง 16 ชม.
  • การออกแบบหูฟังโดยใช้วัสดุที่แข็งแรง ทนทาน กันน้ำกันเหงื่อได้ในระดับ IP57
  • ฟีเจอร์ My Tap ที่ให้คุณควบคุมการสั่งงาน Backbeat Fit 3200 ได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง 
  • DeepSleep mode โหมดประหยัดแบตเตอรี่เมื่อไม่ได้ใช้งาน แบตเตอรี่อยู่ได้นานสูงสุดถึง 6 เดือน
  • Fast Charge ที่สามารถชาร์จหูฟังเพียงแค่ 15 นาที ก็จะสามารถฟังเพลงเพิ่มได้นานถึง 1.5 ชั่วโมง

 

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • หูฟัง Plantronics 2100
  • Charging case
  • จุกหูฟังสำรอง 2 ชุด
  • สายชาร์จ USB
  • คู่มือการใช้งาน

 

ดีไซน์และการออกแบบ

หูฟัง BackBeat FIT 3200 สีที่เรานำมารีวิวในครั้งนี้เป็นสีน้ำเงิน ดูสวยงามมากๆ ซึ่งดีไซน์เป็นหูฟังแบบคล้องหู  เมื่อสวมไปกับหูแล้วรู้สึกได้เลยว่าน้ำหนักเบามากๆ ครับ นอกจากดีไซน์สวยแล้ว ตัวหูฟังยังถูกเคลือบผิวให้มีความเงาวาวสะท้อนแสง เพื่อให้เห็นได้ตอนกลางคืนได้อย่างชัดเจนด้วยครับ 

 

BackBeat FIT 3200 มาพร้อมไดร์เวอร์ขนาดใหญ่ 13.5 mm และสามารถอดเปลี่ยนจุกหูฟังได้ซึ่งมีมาให้สำรองอีก 2 ชุดด้วยกันครับ 

 

ในส่วนของดีไซน์ และสีสันนอกจากจะสวยงามแล้ว ขาเกี่ยวหูฟังเมื่อจับหรือสัมผัสแล้วจะรู้สึกได้เลยครับว่ามีความยืดหยุ่นสูงมาก สัมผัสนิ่ม เมื่อสวมใส่ทำให้รู้สึกนุ่มสบาย ซึ่งในรุ่นนี้ตัวหูฟังด้านในจะเป็นแบบ In-ear แน่นอนว่าไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายประเภทไหน หูฟังที่เกี่ยวหูและเป็นแบบ In-ear ไม่หลุดง่ายๆ อย่างแน่นอน

 

BackBeat FIT 3200 มาพร้อมกับกล่องเก็บหูฟังสีดำดีไซน์สวยหรูเลยครับ  ซึ่งเป็น Charging case ในตัวด้วย โดยจะช่วยเพิ่มระยะเวลาในการใช้งานได้ยาวนานสูงสุด 24 ชั่วโมง (8 ชั่วโมงจากตัวหูฟัง + Charging case 16 ชั่วโมง) และยังมีระบบ Fast Charge ด้วยนะครับ สำหรับใครที่หูฟังแบตอาจจะหมดโดยที่ไม่ได้ชาร์จไว้ ใช้เวลาชาร์จเพียงแค่ 15 นาที ก็จะสามารถฟังเพลงเพิ่มได้นานถึง 1.5 ชั่วโมงเลยทีเดียว

 

ที่ตัว Charging case จะมีปุ่มกดอยู่ตรงกลางนะครับ เมื่อกดลงไปจะมีสถานะแบตเตอรี่ 4 ระดับ

 

 

นอกจากนี้ตัวเคสยังมีช่องเก็บสาย USB ให้ด้วย เผื่อว่าแบตหมดแล้วอยากจะชาร์จก็หยิบมาใช้งานกันได้เลย

 

 

Charging case หากแบตเตอรี่หมดสามารถชาร์จผ่านสาย USB ที่แถมมาให้ได้เลยทันทีครับ 

 

 

กันน้ำ กันฝุ่น มาตรฐานรับรองระดับ IP57

ตัวหูฟังมาพร้อมมาตรฐานรองรับระดับ  IP57 สามารถกันน้ำ กันฝุ่นได้ สำหรับใครที่ออกกำลังกาย มีเหงื่อ ก็ไม่ต้องกังวัลเลยครับว่าหูฟังจะได้รับความเสียหายจากการออกกำลังกาย ไม่พังง่ายๆ อย่างแน่นอน

 

 

My Tap กำหนดคำสั่งใช้หูฟังได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง 

หูฟัง BackBeat FIT 3200 มีฟีเจอร์เด่นๆ อย่าง My Tap ซึ่งเป็นแอปที่จะช่วยกำหนดคำสั่งในการใช้งานด้วยตัวเอง สามารถตั้งค่าต่างๆ ได้ผ่านแอปพลิเคชั่น BackBeat ซึ่งมีให้ดาวน์โหลดทั้งบน App Store และ Google Play

 

การควบคุมการทำงานของหูฟัง

การควบคุมการทำงานของหูฟังสามารถทำได้อย่างง่ายๆ ซึ่งหูฟังรุ่นนี้ การใช้งานมีทั้งการกด และการแตะเพื่อสั่งงาน การกำหนดคำสั่งต่างๆ ก็สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเองผ่านแอป

การตั้งค่าสามารถทำได้ที่ My Tap เลือกตั้งค่าต่างๆ กันได้เลยครับ ซึ่งจะมีการตั้งค่าให้เรียกใช้งาน Siri, Google Now, ฟังสถานะแบตเตอรี่ เป็นต้น ซึ่งการตั้งค่าต่างๆ ในส่วนนี้จะช่วยให้การใช้งานสะดวกมากๆ หากกำลังออกกำลังกายอยู่ก็ไม่จำเป็นต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา สามารถสั่งงานต่างๆ ผ่านหูฟังกันได้เลย สะดวกสุดๆ ไปเลยครับ 

 

ในส่วนของการควบคุมหูฟังด้ายซ้าย และขวาที่ถูกตั้งค่าพื้นฐานมาให้อยู่แล้วสามารถสั่งงานได้ตามนี้

หูฟังด้านซ้าย

  • แตะเพื่อเพิ่มเสียง
  • แตะค้างเพื่อลดเสียง
  • เปิดเครื่องกดค้าง 2 วินาที

 

หูฟังด้านขวา

  • เล่น / หยุดเพลง กด 1 ครั้ง
  • เล่นเพลงถัดไปกด 2 ครั้ง
  • เล่นเพลงก่อนหน้า / ย้อนกลับ กด 3 ครั้ง
  • Siri / Google Now กดค้าง 2 วินาที
  • ปิดเครื่อง กดค้าง 4 วินาที
  • เปิดเครื่องเพื่อ pair กดค้าง 6 วินาที

 

สุดยอดคุณภาพเสียงพร้อมปรับ Equalizer ได้ 

หูฟัง Plantronics BackBeat FIT 3200 จัดเต็มคุณภาพเสียงแบบ In-ear ซึ่งสามารถปรับ Equalizer ได้ 3 แบบด้วยกันครับ ประกอบไปด้วย PLT Signature Balance, Bass และ Bright ชอบแบบไหนเลือกกันได้ตามใจชอบเลย ในส่วนของเสียงที่ได้จากหูฟังรุ่นนี้ต้องบอกว่าใครที่ชอบทั้งดูหนัง ฟังเพลงจะต้องถูกใจ เพราะเสียงเบสมาเต็มมากๆ เสียงแหลมก็คมชัด มาครบทุกย่านเสียง ก็ต้องบอกเลยว่าอยากให้ทุกคนได้ลองฟังแล้วจะต้องประทับใจกับคุณภาพเสียงของรุ่นนี้อย่างแน่นอน

และในด้านการคุยโทรศัพท์คุณภาพเสียงคมชัดดีมากครับ อย่างที่รู้ๆ หูฟังจาก plantronics นั้นเด่นในเรื่องของการใช้คุยโทรศัพท์อยู่แล้ว  

 

 

 

พร้อมกันนี้ยังมีโหมด Awareness Mode ที่สามารถปรับตั้งค่าให้รับฟังเสียงภายนอกเข้ามาได้ตามความต้องการ ทำให้ผู้ใช้งานได้รับความปลอดภัยจากพาหนะหรือสนทนากับคนรอบข้างได้อีกด้วย

 

ตัวแอพยังยังสามารถตั้งค่าการใช้งานต่างๆ ได้อีกเพียบเลยครับ รวมไปถึงการอัปเดทซอฟต์แวร์ใหม่ๆ ที่จะมีออกมาด้วย

 

ดูหนัง ฟังเพลง เสียงไม่ดีเลย์​

plantronics BackBeat FIT 3200 สำหรับการใช้ดูหนัง ฟังเพลง ไม่พบเสียงดีเลย์ให้เห็นเลยครับ ซึ่งทดสอบใช้ฟังเพลงจาก YouTube ดูหนังจาก Netflix, Apple Tv เป็นต้น

 

สรุปส่งท้าย

plantronics BackBeat FIT 3200 เป็นหูฟังที่เรียกได้ว่าครบเครื่องในทุกๆ ด้าน ทั้งในเรื่องคุณภาพเสียง ความทนทาน ดีไซน์ที่สวยงาม ไม่ว่าจะใช้ทำงาน เล่นกีฬาออกกำลังกายก็สามารถใช้ได้อย่างลงตัว มาพร้อมฟีเจอร์ต่างๆ ให้ใช้งานกันได้อย่างคุ้มค่า และยังมาพร้อมกับการรับประกันถึง 2 ปีอีกด้วยครับ

BackBeat FIT 3200: วางจำหน่ายแล้วนะครับ มีให้เลือก 2 สี คือ สีดำ และสีเงิน ราคา 5,990 บาท รับประกัน 2 ปี ลงทะเบียนการรับประกันที่หน้าเว็บไซค์ >> www.systems2000.co.th/warranty <<

ส่งซื้อผ่าน Plantronics Offcial Store ใน Lazada, Shopee, JD, WeMall หรือหาซื้อได้ที่ร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

อ่านต่อ...

Smart Review

รีวิว HUAWEI Y6s สมาร์ทโฟนน้องเล็กราคาประหยัด จอใหญ่ 6.09 นิ้ว, ความจุ 64GB พร้อมแบตที่ใช้งานได้ทั้งวัน

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

HUAWEI Y6s สมาร์ทโฟนน้องเล็กสเปคใช้งานทั่วไปได้สบายๆ จุได้เยอะ 64GB พร้อมหน้าจอกว้าง 6.09 นิ้ว พร้อมกล้องหน้าและกลังอย่างละ 1 เลนส์

 

สรุปสเปค HUAWEI Y6s

  • ขนาดตัวเครื่อง : 165.28 x 73.5 x 8.0 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 150 กรัม
  • หน้าจอแสดงผลแบบ TFT LCD(IPS)กว้าง 6.09 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1560 x 720 พิกเซล)
  • หน่วยประมวลผล : Mediatek Helio P35 Octa Core ความเร็ว 2.3 GHz
  • RAM 3 GB
  • ROM 64 GB รองรับการ์ดหน่วยความจำภายนอก MicroSD สูงสุด 512GB
  • ระบบปฎิบัติการ Android 9 Pie ครอบทับด้วย EMUI 9.1
  • กล้องถ่ายรูปหลังความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8
  • กล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0
  • รองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ซิม
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11b/g/n, Bluetooth 4.2, ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และพอร์ต Micro USB 2.0
  • แบตเตอรี่ความจุ 3,020 mAh

 

ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

ในเรื่องของดีไซน์ HUAWEI Y6s กับสีที่เราได้มา คือ สีดำ Starry Black จริงๆ จะไม่ใช่สีดำล้วนสะทีเดียวครับ เพราะยังมีความเทาอยู่บ้าง และเมื่อลองส่องดูใกล้ๆ จะมีการสะท้อนประกายเพชรระยิบระยับอีกด้วยคล้ายกับดวงดาวในตอนกลางคืน

 

 

โดยวัสดุที่ใช้กับฝาหลังรุ่นนี้ก็เป็นพลาสติกที่ดูแข็งแรงครับ ไม่ลื่นมือเท่าไหร่ โดยสามารถจับและถือในมือเดียวได้แบบสบายมากๆ คุณผู้หญิงมือเล็กสามารถใช้งานได้แน่นอนครับ

 

ด้านหน้าจอแสดงผลก็มาแบบทรงหยดน้ำที่มีความกว้าง 6.09 นิ้ว ในความละเอียด HD+ (1560 x 720 พิกเซล) มีพื้นที่การแสดงผลอยู่ที่ 87% และยังถนอมสายตาของเราด้วยจากการผ่านการรับรอง TÜV Rheinland

 

แม้ว่าเหมือนเครื่องและหน้าจอจะเล็ก แต่การดูวิดีโอหรือเล่นเกมต่างๆ ก็ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานแล้วครับ แถมจอก็ยังสวยอยู่พอสมควรเลย

 

สำหรับใครที่ไม่ชอบจอหยดน้ำก็สามารถตั้งค่าให้ปิดขอบดำได้เช่นกัน

 

บริเวณเหนือหน้าจอแสดงผลจะมีกล้องหน้าที่ฝังในหยดน้ำ, ระบบเซ็นเซอร์ต่างๆ พร้อมด้วยลำโพงสำหรับสนทนา และมีไฟ LED บอกสถานะการแจ้งเตือนหรือระหว่างชาร์จซ่อนไว้ใต้ลำโพงด้วย

 

ส่วนด้านล่างหน้าจอจะมีขอบดำที่มีโลโก้ HUAWEI อยู่อย่างชัดเจน

 

ทางซ้ายของตัวเครื่องจะมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ด 2 ช่อง และ MicroSD Card อีก 1 ช่องครับ

 

ทางขวาจะมีปุ่มการใช้งานตามปกปกติทั้งปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง และปุ่มล็อคเครื่อง

 

ด้านบนของตัวเครื่องมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. และไมโครโฟนตัวที่ 2 ตัดเสียงรบกวน

 

ขณะที่ด้านล่างตัวเครื่องจะมีไมโครโฟน, พอร์ต Micro USB 2.0 และลำโพงตัวหลัก

 

และที่ด้านหลังจะมีกล้องเพียง 1 เลนส์ที่มุมซ้ายบนครับ พร้อมด้วยไฟแฟลช LED และมีระบบเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือตรงกลางเครื่อง

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

HUAWEI Y6s แกะกล่องมาพร้อมระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ที่ครอบทับด้วย EMUI 9.1 ที่ช่วยให้ใช้งานได้ไหลลื่นและสมูทมากขึ้น

 

 

Google มีให้ไม่ต้องกลัว

ใครที่กังวลว่าจะมีบริการ Google หรือ Google Mobile Services (GMS) ให้ใช้หรือไม่ก็หมดห่วงไปเลยครับ เพราะมีให้ครบทั้ง Play Store, Gmail, YouTube และอื่นๆ ทั้งหมด

 

พื้นที่คงเหลือหลังแกะกล่อง

HUAWEI Y6s มีพื้นที่หลังแกะกล่องอยู่ที่ประมาณ 56GB จากทั้งหมด 64GB ซึ่งถือว่าเยอะมากๆ สำหรับสมาร์ทโฟนรุ่นเล็ก พร้อมให้โหลดแอปพลิเคชั่นต่างๆ และถ่ายภาพได้โดยไม่ต้องกลัวเต็ม ทั้งนี้ HUAWEI Y6s ยังมีเทคโนโลยี EROFS ช่วยบีบอัดไฟล์ที่ติดตั้งในเครื่องให้ขนาดที่เล็กลงโดยอัตโนมัติเพื่อเพิ่มพื้นที่ได้มากกว่าเดิมถึง 2GB

 

ระบบความปลอดภัย

ด้านระบบความปลอดภัยก็ให้มาครบเหมือนกันตั้งแต่การสแกนลายนิ้วมือที่ด้านหลังตัวเครื่องที่ใช้งานได้สะดวกและเสถียรมากๆ รวมไปถึงการสแกนใบหน้าที่ทำได้รวดเร็ว เพียงกดปุ่มล็อคเครื่องครู่เดียวก็เลื่อนขึ้นเพื่อเข้าสู่หน้าหลักได้ทันที แทบไม่ต้องค้างไว้เพื่อรอให้สแกนเลย

 

ลำโพงดังกระหึ่มด้วย Huawei SuperSound

HUAWEI Y6s มาพร้อมกับเทคโนโลยีเสียง Super Linear Speaker ผ่านลำโพง และระบบ Smart PA ทำให้เรารับฟังเสียงได้อย่างเต็มอรรถรสและเบสค่อนข้างแน่น ใครที่ชอบพกสมาร์ทโฟนไปเปิดเพลง เครื่องนี้ก็เป็นอีกตัวเลือกแบบประหยัดๆ เลยครับ

 

ระบบนำทางด้วยท่าทางแบบเต็มหน้าจอ

ในรุ่นนี้ยังมาพร้อมฟีเจอร์ที่เปลี่ยนปุ่มนำทางแบบปุ่มปกติให้เป็นแบบเต็มจอได้ด้วยเหมือนกัน โดยปัดขึ้นจากจอส่วนล่างจะเป็นเข้าหน้าโฮม, ปัดขึ้นแล้วค้างไว้จะเข้าหน้าแอปพลิเคชั่นล่าสุด และปัดซ้าย-ขวาจากขอบจอจะเป็นการย้อนกลับ

 

โหมดถนอมสายตา

เมื่อผ่านการรองรับจากสถาบัน TÜV Rheinland ในรุ่นนี้ก็ยังมีโหมดถนอมสายตาที่ตัดแสงสีฟ้าได้เยอะขึ้นเหมือนกัน โดยเราสามารถปรับโทนความอุ่นได้เองเลย

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

HUAWEI Y6s มาพร้อมกับหน่วยประมวลผล Mediatek Helio P35 Octa Core ความเร็ว 2.3 GHz มีขนาดอยู่ที่ 12 นาโนเมตร โดยจะมีทั้งหมด 8 คอร์ แบ่งเป็น 4 คอร์ในการประมวลผลกราฟิกหรือการใช้งานหนักๆ และอีก 4 คอร์ในการประมวลผลแบบประหยัดพลังงาน

 

สำหรับผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ทำได้ไปได้ที่ 98,979 คะแนน

 

ทดสอบการเล่นเกม

ROV

สำหรับการทดสอบเกม ROV เราปรับภาพในการตั้งค่าเริ่มต้น แต่เราเพิ่มระดับกราฟิกเป็นสูง แต่ภาพ HD มาตรฐาน และเฟรมเรทระดับสูง โดยลองเล่นในโหมด 5 VS 5 ในช่วงแรกๆ เฟรมเรทจะวิ่งที่ 58-60fps ตลอด จนถึงช่วงที่บวกและใส่สกิลกันเยอะๆ จะมีเหวี่ยงบ้างอยู่ที่ 45-55fps แต่ก็ไม่ได้มีอาการกระตุกอะไรครับ ยังคงต่อสู้ได้ไหลลื่นเหมือนเดิม แต่ใครไม่อยากให้เหวี่ยงและวิ่งที่ 30fps ตลอดก็ไปปรับการตั้งค่าส่วนของเฟรมเรทได้เช่นกัน

 

Garena: Speed Drifters

ส่วนเกมแข่งรถแบบชิวๆ อย่าง Garena: Speed Drifters เราปรับภาพเป็นระดับสูงสุดทั้งหมดรวมไปถึงเฟรมเรทด้วยเหมือนกัน โดยการเล่นก็ถือว่าลื่นมากๆ เล่นได้สบายๆ ครับ

 

แบตเตอรี่ก็อึดใช่ย่อย

แม้ว่า HUAWEI Y6s จะให้แบตเตอรี่มาที่ 3020 mAh ซึ่งดูเหมือนจะน้อย แต่พอใช้งานจริงๆ ก็ถือว่าใช้งานได้นานเหมือนกันครับ เพราะจากที่ทดสอบเล่นโซเชียลปกติและเล่นเกมนิดหน่อยประมาณ 2-3 ชั่วโมง แบตเตอรี่ก็ลดเหลืออยู่ที่ประมาณ 74% เท่านั้น ยังพอเหลือให้ใช้งานได้ทั่วไปทั้งวันแน่นอนครับ

 

กล้องถ่ายรูป

สำหรับกล้องถ่ายรูป HUAWEI Y6s ก็ให้กล้องหน้า-หลังมาอย่างละเลนส์ครับ โดยกล้องหลังมีความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 และกล้องหน้ามีความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0

โหมดปกติ

ปรับแต่งใบหน้าสวยได้ 10 ระดับ

สำหรับกล้องหลังราสามารถปรับแต่งใบหน้าบุคคลได้สวยงามถึง 10 ระดับครับ ชอบระดับไหนก็ลองปรับใช้งานกันได้เลย โดยฟีเจอร์ใช้ได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังเลย

 

สรุปจุดเด่น

  • หน้าจอใหญ่ 6.09 นิ้ว คมชัดระดับ HD+ ใช้งานได้เต็มตาและสีสันก็ชัดเจน
  • ดีไวน์สวยงามและมีมิติมากสำหรับสมาร์ทโฟนราคาระดับเดียวกัน
  • ให้ความจุภายในมาถึง 64GB สามารถเก้บข้อมูลได้เยอะ ไม่ต้องกลัวเต็ม
  • มีถาดซิมแบบ 3 ช่อง ใส่ได้ 2 ซิม และอีก 1 MicroSD Card
  • มีระบบเสียง Huawei SuperSound ทำให้ฟังเพลงได้อย่างเต็มอรรถรส
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้อึด

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ใช้พอร์ต Micro USB 2.0

 

HUAWEI Y6s สนนราคาอยู่ที่ 3,999 บาทเท่านั้น โดยมีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีดำ Starry Black (รุ่นที่ใช้รีวิว) และสีน้ำเงินน้ำเงิน Orchid Blue โดยเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้วเรียบร้อย

อ่านต่อ...

Featured

รีวิว nuraphone หูฟัง Bluetooth ดีไซน์โดดเด่น สุดล้ำเรียนรู้และปรับเสียงให้เหมาะกับการได้ยินโดยอัตโนมัติ

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

มีหูฟังที่เรียกได้ว่าสุดล้ำมากๆ มาฝากกันครับ ซึ่งปกติแล้วการรับฟังเสียงของมนุษย์แต่ละคนมีความสามารถไม่เท่ากันครับ วันนี้เราได้รับหูฟัง nuraphone เป็นหูฟัง Bluetooth สุดล้ำที่สามารถเรียนรู้และปรับเสียงให้เหมาะกับการได้ยินของผู้ใช้งานแต่ละคนได้โดยอัตโนมัติด้วยครับ ซึ่ง nuraphone เป็นหูฟังที่ได้ออกแบบโดยวิศวะกรและผู้รักเสียงดนตรีจาก Australia ผสมผสานจุดเด่นของหูฟังแบบ Over-Ear และ In-Ear ไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัวและสวยงามมากๆ ครับ วันนี้เดี๋ยวจะพาไปดูกันว่าหูฟัง nuraphone จะมีความน่าสนใจอย่างไร และเสียงจะดีขนาดไหนเมื่อตัวหูฟังได้เรียนรู้การรับฟังและปรับเสียงให้เข้ากับการได้ยินของเราไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  1. หูฟัง nuraphone
  2. สายชาร์จแบบ USB-A
  3. กล่องหูฟังแบบ Magnetic locking protective case
  4. จุกหูฟังสำรองขนาดต่างๆ

 

ตัวกล่องหูฟัง Magnetic locking protective case ดูแข็งแรงทนทานมากๆ ครับ เอาไว้เผื่อว่าเดินทางอยากเก็บใส่ไว้ในกล่องเป็นการปกป้องความเสียหายที่อาจะเกิดขึ้นได้กับหูฟังได้อย่างดีเลยทีเดียว

 

ข้อมูลด้านเทคนิค

  • ขนาด 190 x 170 x 88 มม.
  • น้ำหนัก 329 กรัม
  • รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth aptX HD, *Universal Wired (Lightning, USB-C, micro-USB, analog)
  • Battery แบบ Lithium Ion Battery, ใช้งานต่อเนื่องได้รวม 20 ชั่วโมง
  • การตัดเสียงรบกวน Active Noise Cancellation (ANC) + Dual passive isolation
  • วัสดุ High grade stainless, คัพหูฟัง aluminium cups, แพดหูฟัง hypoallergenic silicon

nuraphone มาพร้อมกับไดร์เวอร์แบบ Dynamic คู่ แยกมิติเสียงแบบลำโพง Two way ทำงานโดยอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยีอันชาญฉลาด และแอปพลิเคชั่นสุดล้ำ ซึ่งจะทำงานร่วมกับสมาร์ทโฟนเพื่อให้ได้คุณภาพเสียงระดับ Hi-Fi รองรับ aptX HD ตัดเสียงรบกวน Active Noise Cancellation การันตีด้วยรางวัล best of the best จาก Red Dot Design และ Good Design Award อีกด้วยครับ 

 

FEATURE การใช้งาน

  • Offline Mode ควบคุมการงานผ่านแอปพลิเคชั่น โดยไม่จำเป็นต้องใช้อินเทอร์เน็ต
  • Bluetooth Quickswitch เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็น มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ โดยจะสามารถสลับอุปกรณ์ ได้อัตโนมัติโดยไม่ต้องยกเลิกการเชื่อมต่อจากอุปกรณ์ก่อนที่ใช้ก่อนหน้านี้
  • Voice Calls ใช้คุยโทรศัพท์ได้
  • Nura Sound หูฟังตัวแรกที่ปรับคุณภาพเสียงให้เหมาะผู้ใช้งานโดยอัตโนมัติ รางวัล CES Innovation 2018
  • CleanANC การผสมผสาน Active Noise Cancellation ระบบตัดเสียงรบกวน และ Double-
    Passive Isolation เพื่อคุณภาพเสียงที่คมชัด
  • หูฟังตัวแรกที่ออกแบบให้ In-Ear ทำงานร่วมกับ Over-Ear และ Haptic Bass Technology
  • Bluetooth Qualcomm atpX HD เพื่อเสียงที่คมชัดในระดับ Hi-Fi 24bit/48kHz
  • Smart Headphone ทำงานโดยอัตโนมัติเพียงสวมลงบนศีรษะ
  • ทำงานร่วมกับ Application บน iOS / Android
  • TeslaFlow วาล์วควบคุมการไหลเวียนของอากาศ สวมใส่สบายมากยิ่งขึ้น
  • ตัวหูฟังรองรับ Aptx HD ที่รองรับการฟังในแบบ Hi-Res 24Bit 48kHz (ขึ้นอยู่กับเครื่องเล่นที่รองรับ) หากต้องการต่อแบบ Analog หรือ สาย USB C, Lightning สามารถซิ้ออุปกรณ์เสริมเพิ่มได้

ดีไซน์และการออกแบบ

ตัวกล่องด้านใน nuraphone ดีไซน์ดูเรียบหรูซึ่งเมื่อเปิดออกมาจะมีกล่องเก็บหูฟังอยู่ด้านในอีกชั้นครับ

 

เมื่อเปิด Magnetic locking protective case ออกมาแล้วจะเห็นหูฟัง และกล่องเก็บสายชาร์จที่มีหูฟังสำรองมาให้ด้วยอีก 2 ชุด

 

ก้านหูฟังด้านในจะมีข้อความเขียนไว้ว่า nuraphone

 

หูฟังด้านซ้าย และขวา จะมี Touch Buttons สำหรับควบคุมการทำงานอยู่ทั้ง 2 ข้าง ด้วยการสัมผัสครับ

 

nuraphone ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษและเป็นหูฟังตัวแรกที่ออกแบบโดยการผสมผสานระหว่างหูฟัง แบบ In-Ear กับ Over-Ear เอาไว้ด้วยกันครับ ส่วนตัวแล้วใช้งานหูฟังมาก็เยอะ พอเจอ nuraphone เห็นครั้งแรกก็รู้สึกแปลกตาไม่เหมือนแบรนด์ไหน โดยเสียงย่านกลางและสูงจะขับผ่าน In-ear tips และ Over-Ear ขับพลังเบสที่สามารถสัมผัสได้ทันทีเมื่อได้รับฟังเพลงจากหูฟังนี้ครับ

 

ในการเริ่มใช้งานครั้งแรกก็แปลกใจหาปุ่มเปิดเครื่องไม่เจอ แต่เมื่อจะเชื่อมต่อกับแอป nura พบว่าตัวแอปแนะนำให้สวมหูฟังเข้าไปกับศีรษะ ซึ่งนั่นก็คือการเปิดเครื่องนั้นเองครับ การทำงานของหูฟังเมื่อสวมหูฟังเข้าไปกับศีรษะแล้ว จะเป็นการเปิด/ปิด เป็นไปแบบอัตโนมัติ โดยที่ไม่ต้องกดเปิดหรือปิดการทำงานแต่อย่างใด ตัวหูฟัง nuraphone จะจับ motion sensor และทำการเปิดใช้งานอัตโนมัติ แจ้งชื่อผู้ใช้ (Welcome back ชื่อผู้ใช้) พร้อมบอกแบตเตอรี่คงเหลืออีกด้วยครับ

 

หลังจากที่ทำความรู้จักที่มาที่ไปของหูฟัง nuraphone และฟีเจอร์ต่างๆ กันไปแล้ว ถึงเวลาแล้วที่จะมาลองใช้งานจริงกันเลยดีกว่า ก่อนที่จะเริ่มฟังเพลงผ่านหูฟัง nuraphone ให้ดาวน์โหลดแอป nura มาติดตั้งก่อนครับ ซึ่งมีให้โหลดได้ทั้ง iOS และ Android เพื่อที่จะสร้างโปรไฟล์และเรียนรู้การรับฟังของเราเพื่อปรับให้เหมาะกับการฟังของผู้ใช้งานแต่ละรายให้เหมาะสมที่สุดครับ ซึ่งสามารถเรียนรู้การฟังของผู้ใช้งานได้ภายใน 60 วินาที เท่านั้น และสามารถสร้างและบันทึกข้อมูลได้ถึง 3 โปรไฟล์ในเวลาเดียวกัน

มาถึงตรงนี้หลายคนที่อาจจะสงสัยว่า nuraphone เรียนรู้การได้ยินของเราได้ยังไง เหตุผลเพราะแบบนี้ครับ ภายในหูฟัง nuraphone เค้าจะมีไมโครโฟนแบบเดียวกับที่ nasa ใช้ในปฏิบัติการ Mars Mission 2020 ครับ ซึ่งจะเป็นตัวรับสัญญาณเสียงสะท้อนในช่องหูของเราฟังเรานั่นเอง ในส่วนนี้ทาง nura ได้มีการจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีนี้ไว้เป็นที่เรียบร้อยครับ

 

การทำงานของ Touch Buttons สามารถปรับเปลี่ยนได้ด้วยตัวเอง มากกว่า 4 ฟังก์ชั่น สามารถตั้งค่าผ่านแอป nura โดยตั้งค่าได้ทั้งหูฟังด้านซ้าย และขวา ด้านละ 2 ฟังก์ชั่น ประกอบไปด้วย

  • Play/pause music & answer/ hang up calls
  • Play/pause music
  • Enable/ disable immersion
  • Enable/disable social mode
  • Previous track
  • Next track
  • Volume up
  • Volume down

 

นอกจากนี้ในส่วนของแอป nura ยังสามารถอัปเดทเฟิร์มแวร์ใหม่ๆ ดูแบตเตอรี่คงเหลือของหูฟังได้อีกด้วยครับ

 

ไร้เสียงรบกวนด้วย CleanANC 

nuraphone มาพร้อมกับ CleanANC ซึ่งเป็นการผสมผสาน Active Noise Cancellation ระบบตัดเสียงรบกวน และ Double-Passive Isolation เมื่อ 2 เทคโนโลยีนี้ทำงานร่วมกันทำให้ไร้เสียงรบกวนฟังเพลงให้คุณภาพเสียงคมชัดมากๆ

ตัวหูฟังยังมี Social Mode ด้วยครับ เพียงแค่แตะไปที่ Touch Buttons ก็จะสามารถรับฟังเสียงจากภายนอกสำหรับการฟังเสียงสนทนาหรือรับฟังเสียงจากภายนอกโดยที่ไม่ต้องถอดหูฟังออกเรียกได้ว่าสะดวกต่อการใช้งานมากๆ เลยทีเดียว

 

ใช้คุยโทรศัพท์ได้คุณภาพเสียงคมชัด 

nuraphone สามารถใช้คุยโทรศัพท์ได้ในตัวเลยครับ เนื่องจากตัวหูฟังมีไมโครโฟนอยู่ด้วย ดังนั้นเมื่อมีสายเรียกเข้าสามารถรับโทรศัพท์และคุยจากหูฟัง nuraphone ได้ทันที หลังจากที่ได้ทดลองใช้งานคุยโทรศัพท์พบว่าเสียงสนทนาคมชัดดีครับ ทั้งทางฝั่งผู้โทร และทางฝั่งผู้รับ

 

ดูหนัง ฟังเพลง เสียงไม่ดีเลย์ 

ทุกครั้งที่ต้องทดสอบหูฟัง หลายๆ มักจะถามถึงเรื่องการดูหนัง ฟังเพลงจาก YouTube ว่าเสียงดีเลย์มั้ย จากที่ใช้งานมาหลายสัปดาห์พบเสียงและภาพไม่ตรงกัน ไม่ต้องกังวลในส่วนนี้เลย โดยการทดสอบได้ลองใช้งานทั้ง YouTube, Netflix, Spotify, หนังจาก Apple TV

 

สุดยอดพลังเสียง เบสหนัก ฟังเพลงดี ดูหนังเด่น 

มาถึงไฮไลท์ของการใช้งานหูฟังแน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องของคุณภาพของเสียงเมื่อฟังเพลง ต้องบอกเลยว่าตอนแรกที่เห็นดีไซน์ยังเดาไม่ออกว่าเสียงจะออกมาเป็นแบบไหน จะใส่พอดีหูหรือไม่ในเมื่อเป็นลูกผสมระหว่าง Over-Ear และ In-Ear แต่เมื่อได้ลองใช้งานแล้วกลับพบว่าถึงเป็นลูกผสมการสวมใส่เรียกได้ว่าออกแบบมาได้อย่างดีมากครับ ซึ่งสามารถใส่พอดีหูและตัวก้านหูฟังก็ยังสามารถปรับให้เข้ากับขนาดของศรีษะได้ และด้วยการดีไซน์แบบนี้เองทำให้ได้สัมผัสของพลังเสียงอย่างแท้จริง บางคนอาจจะชอบฟังเสียงจากหูฟัง Over-Ear เพราะไดร์เวอร์ขนาดไหญ่ ให้พลังเสียงหนักแน่น แต่ถ้าใครที่ไม่ใช่ชอบฟังขนาดใหญ่ก็มักจะเลือกใช้ In-Ear ซึ่งพลังเสียงอาจจะไม่ได้หนักแน่นเหมือน Over-Ear แต่เมื่อทั้ง Over-Ear และ In-Ear มาอยู่ในหูฟังตัวเดียวกันเมื่อฟังเพลงแล้วพบว่าเสียงกลมกล่อมมากครับ เบสมาเต็ม ถ้าดูหนังความกระหึ่มเหมือนดูหนังจากโรงหนังประมาณนั้นเลยครับ เสียงแหลมก็มาครบ โดยรวมแล้วเสียงกระหึ่มมากๆ สะใจคนชอบดูหนังและฟังเพลง ผลก็มาจากการนำจุดเด่นของหูฟังทั้ง 2 ชนิดมารวมไว้ในหูฟังตัวเดียวกัน ต้องบอกเลยว่าไม่เคยได้รับประสบการณ์การฟังเพลง ดูหนัง ด้วยเสียงที่มาเต็มแบบนี้มาก่อน ประกอบกับตัวหูฟังสามารถเรียนรู้และปรับเสียงให้เหมาะกับผู้ฟังได้อย่างอัตโนมัติจึงทำให้เสียงเพลงที่ได้ยินเหมาะกับผู้ใช้งานคนนั้นๆ มากขึ้นอีกด้วยครับ

 

ในส่วนของแบตเตอรี่ nuraphone เมื่อชาร์จแบตเตอรี่เต็มจะใช้ฟังเพลงได้ราวๆ 20 ชั่วโมงครับ หากใช้งานไปแล้วแบตเหลือน้อยตัวหูฟังจะมีเสียงเตือนให้เราทราบด้วยครับ โดยการชาร์จแบตจนเต็มจะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง

 

 

นอกจากนี้ในส่วนของแอป nura ยังสามารถอัพเกรดเฟิร์มแวร์ใหม่ๆ รวมถึงดูแบตเตอรี่ของตัวหูฟังได้อีกด้วย

 

สรุปส่งท้าย

nuraphone เป็นหูฟังที่ต้องบอกเลยครับว่าใครที่ชอบดูหนังฟังเพลงผ่านหูฟังไม่ว่าจะเป็นตอนเดินทาง หรือพักผ่อน อยากให้ได้ลองฟังกันครับเพราะเชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะไม่เคยสัมผัสประสบการณ์เสียงที่จะได้จากหูฟัง nuraphone มาก่อน ซึ่งตอนนี้เปิดวางจำหน่ายแล้วนะครับ ในราคา 17,900 บาท ที่ central ชิดลม ในแผนก Central Men’s Gadget ชั้นเครื่องแต่งกายชาย

และ Central.co.th , Shop.mentagram.com สำหรับใครที่สนใจสามารถลองไปเสียงและสัมผัสของจริงได้ตามสถานที่จำหน่ายนะครับ

รายละเอียดเพิ่มเติม www.facebook.com/nurasoundthailand

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

Featured4 วัน ที่แล้ว

รีวิว nuraphone หูฟัง Bluetooth ดีไซน์โดดเด่น สุดล้ำเรียนรู้และปรับเสียงให้เหมาะกับการได้ยินโดยอัตโนมัติ

มีหูฟังที่เรียกได้ว่...

Featured1 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว realme 5s สมาร์ทโฟนตัวกลาง สเปคสุดคุ้ม จอกว้าง 6.5 นิ้ว, แบต 5000mAh และกล้อง 48MP

realme 5s สมาร์ทโฟนร...

OPPO A9 2020 New Vanilla Mint OPPO A9 2020 New Vanilla Mint
Android News2 สัปดาห์ ที่แล้ว

OPPO A9 2020 สีใหม่ Vanilla Mint แรงบันดาลใจสีสันจากธรรมชาติ พร้อมให้ทุกคนได้สัมผัสแล้ววันนี้

OPPO A9 2020 สีใหม่ ...

Featured2 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว realme X2 Pro แรงเต็มขั้น พลังเรือธงรุ่นแรกของแบรนด์ จัดเต็มด้วยหน้าจอ Refresh Rate 90Hz, CPU S855+, ลำโพงคู่ และรองรับ SuperVOOC 50W

รีวิว realme X2 Pro ...

Featured3 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว Vivo S1 Pro ดีไซน์สุดล้ำในสไตล์ที่เป็นคุณ ด้วยกล้องทรงเพชรสุดสวย 4 เลนส์อัจฉริยะ และแบตพันธ์อึด 4500mAh ชาร์จเร็ว 18W

Vivo S1 Pro สมาร์ตโฟ...

Advertisement

ข่าวใหม่วันนี้

ข่าวประชาสัมพันธ์6 ชั่วโมง ที่แล้ว

ดีแทคตรวจสอบความพร้อมสัญญาณรองรับประชาชนรวมใจร่วมชมพระราชพิธีฯ ‘ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค’ วันที่ 12 ธันวาคม นี้

ดีแทคตรวจสอบความพร้อ...

IT News6 ชั่วโมง ที่แล้ว

OPPO จัดงาน OPPO INNO DAY 2019 เผยวางแผนลงทุนในการวิจัยและพัฒนามูลค่า 7 พันล้านเหรียญสหรัฐ และจัดแสดงอุปกรณ์ นาฬิกาอัจฉริยะ, หูฟังอัจฉริยะ, 5G CPE, แว่นตา AR ภายในงาน

 OPPO วางแผนลงทุน 5 ...

Android News7 ชั่วโมง ที่แล้ว

เผยความจุแบตเตอรี่ Samsung Galaxy S11 (ตัวกลาง) มีให้ถึง 4500mAh

นอกจากที่จะหลุดความจ...

New Smartphone December 2019 New Smartphone December 2019
Android News7 ชั่วโมง ที่แล้ว

แนะนำมือถือใหม่น่าซื้อน่าใช้ วางจำหน่ายแล้ววันนี้ ประจำเดือนธันวาคม 2019

มือถือใหม่เปิดตัวและ...

Wearable8 ชั่วโมง ที่แล้ว

หลุดราคา realme Buds Air หูฟัง True Wireless บน Flipkart ก่อนเปิดตัว 17 ธันวาคมนี้

realme เตรียมเปิดตัว...

กำลังมาแรง