ซิลิงโก้ (Zilingo) ทุ่มงบ 7,000 ล้านบาท ขยายแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์โตเร็วระดับโลก

ซิลิงโก้ (Zilingo) แพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ ประกาศทุ่มงบ 226 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 7,000 ล้านบาท เดินหน้าบุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังพบว่าปี 2561 ที่ผ่านมาภาพรวมของตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขยายตัวรวดเร็วที่สุดในโลก ส่งผลให้ปีที่ผ่านมา ซิลิงโก้ (Zilingo)ได้ทำการขยายแพลตฟอร์ม B2B เพิ่มเติมในประเทศเวียดนาม บังคลาเทศ และกัมพูชา รวมไปถึงการก่อตั้งสำนักงานที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์

เนื่องจากอุตสาหกรรมแฟชั่นทั่วโลก มีมูลค่ามากถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์  ซิลิงโก้จึงมองเห็นโอกาสที่จะขึ้นมาเป็นธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่โตเร็วที่สุดในระดับโลก ด้วยการชูจุดเด่นการเป็นสื่อกลางของตลาดออนไลน์ในทุกๆด้านที่เกี่ยวกับแฟชั่น และไลฟ์สไตล์ อีกทั้ง แอนกิติ โบส ประธานกรรมการบริหาร และผู้ร่วมก่อตั้งของซิลิงโก้ (Zilingo) เปิดเผยว่า เนื่องด้วยการเติบโตที่รวดเร็วของ ซิลิงโก้ (Zilingo) ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งผลให้เรายังคงเดินหน้าขยายธุรกิจในภูมิภาคนี้ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 ที่ผ่านมา เพื่อให้ ซิลิงโก้ (Zilingo) เป็นธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่โตเร็วที่สุดในระดับโลก

เนื่องด้วยมูลค่าตลาดของธุรกิจที่มหาศาล ส่งผลให้อุตสาหกรรมนี้ต้องอาศัยผู้ขายและผู้ผลิตจํานวนมาก ซึ่งจากการแข่งขันที่รุนแรงทำให้ธุรกิจขนาดเล็กต้องเผชิญกับพ่อค้าคนกลาง ผนวกกับที่ผ่านมาเทคโนโลยีที่เข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยในการค้าขายที่ค่อนข้างล้าสมัย ด้วยเหตุนี้ซิลิงโก้ (Zilingo) จึงมองเห็นโอกาสในการเข้ามาทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซแฟชั่นและไลฟ์สไตล์  เพื่อปลดล็อคปัญหาต่างๆ เและลดขั้นตอนที่ซับซ้อนยุ่งยาก โดยเฉพาะระบบ Supply Chainด้วยการสร้างแพลตฟอร์มครบวงจรที่สมบูรณ์แบบให้กับร้านค้าขนาดเล็ก ซึ่งจะเป็นประโยชน์และเอื้อโอกาสให้กับผู้ขาย ในขณะเดียวกันผู้ซื้อก็จะได้รับข้อเสนอที่ดี ทั้งด้านราคา และคุณภาพของสินค้า อีกทั้งยังเพิ่มทางเลือกที่หลากหลายให้กับลูกค้าได้มากขึ้น

แอนกิติ กล่าวว่า “เราได้วาดภาพอนาคตไว้ว่า ซิลิงโก้ (Zilingo) จะเป็นจุดสูงสุดของวงการแฟชั่น ในฐานะผู้นําที่รวบรวมความแตกต่างไว้อย่างเท่าเทียม โดยให้ความสำคัญและช่วยเหลือลูกค้า B2C และ B2B ไปพร้อมกัน เพราะวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจของเรา คือ การช่วยเหลือลูกค้าทั้งสองกลุ่มให้เติบโตไปพร้อมกับเรา”

โดยในส่วนของกลุ่มลูกค้า B2C จะเป็นออนไลน์แพลตฟอร์มเพื่อผู้จัดจำหน่ายขนาดกลางและขนาดย่อม ที่ต้องการขายสินค้าในจำนวนไม่มากและอยากขายสินค้าไปยังต่างประเทศ อาจกล่าวได้ว่าเมื่อผู้ขายจำหน่ายสินค้าที่ตลาด หรือตามห้างสรรพสินค้า (Offline Market) ผู้ขายจะมีต้นทุนคงที่ และยังค่อนข้างจำกัดเรื่องของจำนวนผู้เยี่ยมชม แต่ถ้าขายกับ ซิลิงโก้ (Zilingo) จะมีผู้เยี่ยมชมจากทั่วทุกมุมโลกที่สามารถเห็นสินค้าของเขาได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเขาต้องการถ่ายภาพสินค้าต่างๆ เราสามารถที่จะจัดหาให้เขาได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด หรือ หากเขาต้องการการสนับสนุนทางการเงิน เราก็สามารถที่จะสนับสนุนได้เช่นกัน

ขณะที่กลุ่มลูกค้า B2B รูปแบบองธุรกิจค่อนข้างมีความคล้ายกับ B2C แต่เราไม่ได้สนใจเพียงผู้จัดจำหน่ายรายย่อยเท่านั้น แต่เรายังสนใจผู้จัดจำหน่ายสเกลที่ใหญ่กว่าด้วย อย่างเช่น โรงงานผลิต และโรงงานเสื้อผ้า หรือแม้แต่ศูนย์จัดจำหน่าย ซึ่งจะถูกแสดงออกไปใน ซิลิงโก้ (Zilingo) ทุกๆประเทศ เพื่อที่จะเปิดโอกาสทางธุรกิจ และทำให้บริการของเรามีความครบวงจรมากขึ้น

สำหรับการทำตลาดในประเทศไทย ซิลิงโก้ (Zilingo) มีสินค้ามากกว่า 1 แสน SKUs ที่คัดสรรมาเพื่อคนไทย นอกจากนี้ผู้จัดจำหน่ายส่วนใหญ่เป็นคนท้องถิ่น  จึงทำให้สินค้าที่จำหน่ายใน ซิลิงโก้ (Zilingo) ตรงกับความต้องการลูกค้าคนไทย เพราะผู้ประกอบการท้องถิ่นรู้ดีว่าคนไทยมีความต้องการอย่างไร อย่างไรก็ตามแม้ว่าผู้จัดจำหน่ายของ ซิลิงโก้ (Zilingo) ในแต่ละประเทศจะมีความแตกต่างกัน  แต่ในด้านวิสัยทัศน์การดำเนินธุรกิจยังคงอยู่ภายใต้กรอบเดียวกัน  คือ ต้องการที่จะสนับสนุนผู้คนให้เป็นตัวของตนเอง เชื่อในความเท่าเทียม และสิทธิมนุษยชน เราทุกๆคนสมควรที่จะได้รับไม่ว่าคุณจะเป็นใคร

แอนกิติ กล่าวต่อว่า “ทุกๆคนมีความพิเศษเฉพาะตัว และเราเองก็เช่นกัน เอกลักษณ์และความพิเศษของเรา คือ แฟชั่น และไลฟ์สไตล์ ด้วยฐานลูกค้าของเราใน 4 ประเทศ (ไทย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และ ฟิลิปปินส์) เราจะอัพเดทเทรนแฟชั่นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้กับลูกค้าของเรา และเราต้องการที่จะเสนอสินค้าที่เราคัดสรรมาอย่างดีที่สุดให้กับลูกค้าของเราด้วย อย่างไรก็ดี เพื่อให้ลูกค้าไว้ใจในบริการของ zilingo มากขึ้น ในอนาคตเรามีแผนที่จะพัฒนาเครื่องมือใหม่ๆ เพื่อช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น เช่น ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง  เป็นต้น หลังจากตอนนี้เรามีนโนบายเกี่ยวกับคืนสินค้า ซึ่งจะสามารถคืนได้ภายใน 15 วัน”

ปัจจุบัน ซิลิงโก้ (Zilingo) ให้บริการผู้ซื้อและผู้ขายทั้งทาง B2B และ B2C กว่า 15 ประเทศทั่วโลก ประกอบด้วย  ไทยสหรัฐอเมริกา  บราซิล  อินเดีย  บังคลาเทศ  เกาหลีใต้  ฮ่องกง  จีน  กัมพูชา เวียดนาม  อินเดีย สิงคโปร์  มาเลเซีย ออสเตรเลีย และฟิลิปปินส์  มีคู่ค้าทางธุรกิจรวมกันกว่า  25,000 ราย มีพนักงานกว่า 400 คน มีลูกจ้างทางอ้อม 1 แสนคน และมีโรงงานที่เข้าร่วมธุรกิจกว่า 1,200 แห่งทั่วโลก