ติดตามพวกเรา

Smart Review

รีวิว Xiaomi Mi Smart Band 5 สายรัดข้อมืออัจฉริยะ ฟีเจอร์ครบ จอใหญ่ขึ้น พร้อมกันน้ำ 5ATM และมาในราคาสุดประหยัด

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

Xiaomi Mi Smart Band 5 สายรัดข้อมืออัจฉริยะ จอใหญ่ขึ้น, ฟีเจอร์เพียบ, กันน้ำในระดับ 5ATM ออกกำลังกายได้สบาย พร้อมแบตเตอรี่ที่ชาร์จได้ง่าย และอยู่ได้นานสุด 14 วัน ใครที่สนใจมาชมรีวิวกันครับ

 

สรุปสเปค Xiaomi Mi Smart Band 5

  • ขนาดตัวเครื่อง : 46.95 x 18.15 x 12.45 มม. (กว้าง x ยาว x สูง)
  • หน้าจอแสดงผล AMOLED ขนาด 1.1 นิ้ว ความละเอียด 126 x 294 พิกเซล, สว่างสูงสุด 450 นิต และใช้กระจก 2.5D พร้อมป้องกันรอยนิ้วมือ
  • ระบบเซ็นเซอร์
    • ระบบเซ็นเซอร์ตรวจวัดการเร่งความเร็ว 3-axis acceleration
    • ระบบเซ็นเซอร์ตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจ
    • ระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับการหมุน 3-axis gyroscope
  • ระบบการเชื่อมต่อ Bluetooth 5.0 BLE และรองรับการระบบปฏิบัติการ Android 5.0 หรือ iOS 10.0 ขึ้นไป
  • กันน้ำระดับ 5ATM
  • แบตเตอรี่ความจุ 125 mAh สแตนบายได้นาน 14 วัน

 

แกะกล่อง

ตัวกล่องของ Xiaomi Mi Smart Band 5 มาในรูปแบบคล้ายกับรุ่นเดิมครับ มีเลข “5” ตามชื่อรุ่นปรากฏชัดเจน โดยภายในกล่องมีดังนี้

  • ตัวเรือน Xiaomi Mi Smart Band 5 พร้อมสายรัด
  • สายชาร์จ
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น

 

ดีไซน์รอบตัวเรือน

ดีไซน์ของ Xiaomi Mi Smart Band 5 โดยรวมจะคล้ายกับรุ่นเดิมครับ แต่มีขนาดที่ใหญ่ขึ้นมาเล็กน้อย และมีความโค้งมนรอบตัวเรือน ทำให้ไม่บาดมือเวลาสวมใส่

 

ในการสวมใส่ถือว่าสะดวกและแน่นหนามากครับ ตัวเรือนมีน้ำหนักเบา ทำให้ไม่รู้สึกหนักเวลายกขึ้นมาเวลาหรือการเคลื่อนไหวต่างๆ

 

ที่สำคัญ Xiaomi Mi Smart Band 5 ยังมีมาตรฐานกันน้ำระดับ 5ATM ทำให้กันน้ำได้ลึกสุดถึง 50 เมตร ทำให้ใช้ออกกำลังกายได้แบบสบายๆ และใช้ว่ายน้ำได้ด้วย

 

ด้านหน้าจอแสดงผลรุ่นนี้มาพร้อมชนิด AMOLED ขนาด 1.1 นิ้ว ความละเอียด 126 x 294 พิกเซล ให้ความสว่างสูงสุด 450 นิต อยู่กลางแจ้งก็มองเห็นชัดเจน แล้วเรื่องสีสันถือว่าดีมากๆ กับราคาระดับนี้ครับ ทั้งยังใช้กระจกโค้งแบบ 2.5D ที่เคลือบสารป้องกันรอยนิ้วมือด้วย

 

รอบตัวเรือน Xiaomi Mi Smart Band 5 จะมีปุ่มสัมผัสที่ด้านล่างหน้าจอครับ ใช้ในการกดเพื่อย้อนกลับ

 

ขณะที่ด้านหลังตัวเรือนจะเป็นเซ็นเซอร์ต่างๆ ทั้งการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ และแถบแม่เหล็ก 2 จุดที่ใช้สำหรับชาร์จแบตเตอรี่

 

วิธีการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน (ระบบปฏิบัติการ Android 5.0 หรือ iOS 10.0 ขึ้นไป)

1. ดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น Mi Fit จาก Google Play Store (Android) หรือ App Store (iOS)
2. ลงทะเบียนและล็อกอินเข้าสู่ระบบของ Mi Fit พร้อมเปิดบลูทูธของสมาร์ทโฟนเอาไว้
3. ไปที่แท็บ “โปรไฟล์” เลือก “เพิ่มอุปกรณ์” และเลือก “แบนด์”
4. จากนั้นระบบจะทำการค้นหา Mi Smart Band 5 อัตโนมัติ เมื่อค้นหาแล้ว ให้เรากดยืนยันที่ตัว Mi Smart Band 5
5. เสร็จสิ้น

 

เปลี่ยนธีมได้มากกว่า 65 แบบ

ใครที่ต้องการเปลี่ยนรูปแบบหน้าปัดของ Mi Smart Band 5 ต้องบอกว่ามีให้เลือกแบบจุใจครับ มากกว่า 65 แบบด้วยกันผ่านแอปพลิเคชั่น Mi Fit มีทั้งแบบเท่ๆ, สดใสๆ และตัวการ์ตูนน่ารัก

 

การแจ้งเตือนแอปพลิเคชั่น

เมื่อเราเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนแล้ว แน่นอนว่าการแจ้งเตือนต่างๆ ในสมาร์ทโฟน ก็สามารถแจ้งให้เราทราบผ่านสายรัดนี้ได้เช่นกันครับ โดยเราสามารถเลือกเปิดได้ว่าจะให้แจ้งเตือนแอปพลิเคชั่นอะไรบ้าง

 

ฟีเจอร์ด้านสุขภาพ

วัดอัตราเต้นหัวใจแบบเรียลไทม์

มาถึงฟีเจอร์ด้านสุขภาพกันบ้างครับ เริ่มด้วยการวัดอัตราเต้นหัวใจแบบเรียลไทม์ ที่เราสามารถเลือกในแอป Mi Fit ได้ว่าจะให้มีความถี่นานกี่นาทีต่อการวัด เช่น 1 นาที, 5 นาที, 10 นาที หรือ 30 นาที โดยตัวสายรัดจะแจ้งเตือนการเต้นของหัวใจเมื่อมีการเต้นมากกว่า 150 ครั้งต่อนาที (150BPM) หรือตามที่เราตั้งค่าเอาไว้

 

วัดความเครียด

ต่อมาเป็นการวัดความเครียดครับ โดยเราสามารถวัดได้ผ่าน Mi Smart Band 5 ซึ่งจะเป็นการวัดตาม HRV หรือความแปรผันของหัวใจที่เป็นระยะเวลาระหว่างการเต้นของหัวใจในแต่ละจังหวะ ซึ่งจะแบ่งเป็น 4 ระดับ ได้แก่

  • 1-40 (สีฟ้า) : ผ่อนคลาย
  • 41-60 (สีเขียว) : อ่อน
  • 61-80 (สีเหลือง) : ปานกลาง
  • 81-100 (สีส้ม) : สูง

 

วัดคุณภาพการนอนได้ด้วย

แน่นอนว่า Mi Smart Band 5 ก็สามารถวัดคุณภาพการนอนของเราได้เช่นกันครับ โดยจะบอกว่าเราหลับลึกไปกี่นาที, หลับตื้นกี่นาที และตื่นกี่นาที ทั้งยังมีการวิเคราะห์การนอนของเราได้ เพื่อให้เราปรับเวลาหรือการนอนให้ได้สุขภาพดีขึ้น

 

ออกกำลังกายได้ถึง 11 ประเภท

ใครที่ชอบออกกำลังายก็มีการตรวจจับได้มากถึง 11 ชนิดกีฬา ได้แก่ วิ่งกลางแจ้ง, ลู่วิ่งไฟฟ้า, ขี่จักรยานกลางแจ้ง, ปั่นจักรยานในร่ม, เดิน, เครื่องเดินวงรี, เครื่องพาย, โยคะ, กระโดดเชือก, ว่ายน้ำในสระ และฟรีสไตล์ ซึ่งการแสดงผลจะมีการบอกเวลาที่ออกกำลังกาย, อัตราการเต้นของหัวใจ และรายละเอียดอื่นๆ ในแต่ละชนิดกีฬาครับ

 

ฟีเจอร์ทั่วไปสะดวกยิ่งขึ้น

ควบคุมกล้อง

ใน Mi Smart Band 5 นั้นสามารถควบคุมให้เป็นชัตเตอร์กล้องได้แบบง่ายๆ ครับ หากใครที่มีขาตั้งแล้วต้องการถ่ายภาพเป็นกลุ่ม ให้เข้าไปที่โหมดกล้องในตัว Mi Smart Band 5 จากนั้นก็กดปุ่มถ่ายได้ทันที

 

ชาร์จง่ายขึ้นด้วยแถบแม่เหล็ก

สิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ครับสำหรับการชาร์จแบตเตอรี่ที่ง่ายขึ้นจากรุ่นเดิมมากๆ เพียงแค่นำไปใส่กับตัวแม่เหล็กในสายชาร์จก็ได้ทันทีครับ ไม่จำเป็นต้องถอดสายออกชาร์จให้ยุ่งยากอีกต่อไป

 

Xiaomi Mi Smart Band 5 มีราคาอย่างเป็นทางการในประเทศไทยที่ 1,190 บาท สั่งซื้อได้แล้ววันนี้ที่ https://bit.ly/3hpSdYq

Smart Review

รีวิว Sony WH-1000XM4 หูฟังไร้สายครอบหู พร้อมระบบตัดเสียงรบกวนระดับพรีเมี่ยม พร้อมฟังก์ชันใหม่เพียบ

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

Sony WH-1000XM4 หูฟังไร้สายคุณภาพเสียงยอดเยี่ยม มีระบบการตัดเสียงรบกวนขั้นสูง เปิดอรรถรสการฟังเพลงได้เหมือนอยู่ในโลกของตัวเอง โดยมี AI ที่เพิ่มเข้ามาทำให้ใช้งานตามสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างดีเยี่ยม

 

สรุปสเปค Sony WH-1000XM4

  • น้ำหนักหูฟัง : 254 กรัม
  • การเชื่อมต่อ : Bluetooth 5.0
  • ระยะการเชื่อมต่อ : ไกลสุด 10 เมตร
  • ไดรเวอร์ขนาด : 40 มม.
  • ค่าความต้านทาน (โอห์ม)
    • 40 โอห์ม (1kHz) (เมื่อเชื่อมต่อผ่านสายเคเบิลหูฟังเข้ากับยูนิตที่เปิดอยู่)
    • 16 โอห์ม (1kHz) (เมื่อเชื่อมต่อผ่านสายเคเบิลหูฟังเข้ากับยูนิตที่ปิดอยู่)
  • การตอบสนองความถี่ 4Hz – 40,000Hz
  • ความไว (DB/MW)
    • 105dB / mW (1kHz) (เมื่อเชื่อมต่อผ่านสายเคเบิลหูฟังเข้ากับยูนิตที่เปิดอยู่)
    • 101dB / mW (1kHz) (เมื่อเชื่อมต่อผ่านสายเคเบิลหูฟังเข้ากับยูนิตที่ปิดอยู่)
  • รองรับ DSEE Extreme, การตัดเสียงรบกวน และสั่งการด้วยเสียง
  • แบตเตอรี่
    • การใช้งานเมื่อเปิดโหมดตัดเสียงรบกวนสูงสุด 30 ชั่วโมง
    • การใช้งานเมื่อปิดโหมดตัดเสียงรบกวนสูงสุด 38 ชั่วโมง
  • พอร์ตชาร์จ : USB Type-C

 

แกะกล่อง

ตัวกล่องของ Sony WH-1000XM4 มีขนาดใหญ่ตามขนาดหูฟังครับ โดยเลื่อนออกมาจะเจอกับอุปกรณ์ต่างๆ

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • ตัวหูฟัง Sony WH-1000XM4
  • กระเป๋าเคสสำหรับพกพา
  • หัวแปลงสำหรับเสียบช่องหูฟังบนเครื่องบิน
  • สายต่อหูฟัง (AUX) ยาว 1.2 เมตร
  • สาย USB Type-C ยาวประมาณ 20 ซม.
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น

 

ดีไซน์หูฟัง

ดีไซน์ของตัวหูฟัง Sony WH-1000XM4 มาในทรงที่ครอบหูตามปกติครับ สามารถยืดได้อย่างง่ายๆ ทำให้ไม่แน่นจนเกินไป มียางและบุโฟมยูริเทนทั้งด้านบนและตัวครอบหูฟังเพื่อรองรับแรงกด

 

โดยตัวที่ครอบหูสามารถหมุนได้ 90 องศาเพื่อการจัดเก็บที่สะดวกสบายมากขึ้น

 

หรือใครที่ไม่ถนัดหรือใส่ไม่ลงล็อกกับหู สามารถดึงขึ้น-ลงเพื่อปรับให้เข้ากับเราได้ครับ

 

ปุ่มรอบๆ ตัวหูฟังฝั่งซ้าย Sony WH-1000XM4 จะมีปุ่มฟังก์ชันเพื่อปรับโหมดการฟังเพลงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการตัดเสียงรบกวนแบบสูงสุด (Noise Cancelling), เปิดเสียงภายนอก (Ambient Sound) ระดับกลาง , การเปิดเสียงภายนอกขั้นสูง

 

ถัดลงมาจะเป็นปุ่มเปิด-ปิด และช่องเสียบสาย AUX

 

โดยตรงกลางจะเป็นเทคโนโลยี NFC พร้อมสัญลักษณ์ที่บอกชัดเจนครับ

 

ส่วนทางขวาจะมีเพียงพอร์ต USB Type-C สำหรับชาร์จ พร้อมไฟ LED

 

วิธีการเชื่อมต่อ

1. โหลดแอปพลิเคชั่น Sony Headphones Connect ได้ทั้ง Android และ iOS
2. หากเชื่อมต่อผ่านบลูทูธให้กดค้างที่ปุ่ม Power ของหูฟัง 7 วินาทีจนกว่าไฟ LED จะกระพริบเป็นสีน้ำเงินอย่างเร็ว
3. ทำตามขั้นตอน
4. เสร็จสิ้น

 

การควบคุมต่างๆ (ใช้งานได้เฉพาะฝั่งขวา)

  • เลื่อนขึ้น : เพิ่มเสียง
  • เลื่อนลง : ลดเสียง
  • เลื่อนขวา : เล่นเพลงถัดไป
  • เลื่อนซ้าย : ย้อกลับเพลงที่ผ่านมา
  • กดค้างตรงกลาง : เรียกใช้งาน Voice Assistant
  • กด 1 ครั้งตรงกลาง : หยุด-เล่นเพลง หรือรับสายโทรศัพท์
  • ฝ่ามือทับหูฟัง : ฟังเสียงรอบข้างทันที

 

การฟังเพลงและการตัดเสียงรบกวน

สำหรับการฟังเพลงต้องบอกว่าฟูฟังตัวเทพอย่าง Sony WH-1000XM4 ทำออกมาได้ดีมากในทุกย่านเสียงครับ เสียงเบสแน่นและหนักได้ยินชัดเจนเพราะมีไดรเวอร์ขนาดใหญ่ถึง 40 มม. เสียงพูดหรือเสียงร้องจัดว่าคมชัด มีความแหลมสูงเล็กน้อย ทั้งยังรองรับเสียงแบบ Hi-Res Audio รวมถึง DSEE Extreme ฟีเจอร์ใหม่ที่เป็นการใช้ AI เข้ามาช่วยในเรื่องของไฟล์เพลงที่อาจถูกบีบอัด ทำให้เสียงเครื่องดนตรีแต่ละชนิดรวมถึงเสียงร้องนั้นชัดเจนมากขึ้น

และฟีเจอร์ที่ขาดไปไม่ได้สำหรับหูฟังรุ่นนี้ คือ 360 Reality Audio ที่จะเล่นเสียงเพลงให้แบบ 360 รอบตัวเราทั้งหน้า-หลัง-ซ้าย-ขวา-บน-ล่าง แบบครบทุกทิศครับ ใครที่ชอบฟังเพลงแบบสมจริง ต้องบอกว่านี่คือตัวชูโรงของ Sony WH-1000XM4 เลยก็ว่าได้

 

ที่สำคัญยังมีการปรับเสียงตามสถานการณ์ (Adaptive Sound Control) ซึ่งตรงนี้ต้องเปิดตำแหน่งบนสมาร์ทโฟนครับ ซึ่งจะแบ่งได้ 3 สถานการณ์ ดังนี้

  • นั่งอยู่กับที่ : ปิดการตัดเสียงรบกวน พร้อมเปิดเสียงภายนอกระดับสูง
  • กำลังเดิน : ปิดการตัดเสียงรบกวน พร้อมเปิดเสียงภายนอกแบบปกติ
  • นั่งรถยนต์ : เปิดการตัดเสียงรบกวน พร้อมปิดเสียงภายนอก

นอกจากนี้ เรายังสามารถปรับการตัดเสียงได้ตามใจชอบผ่านผ่านแอปพลิเคชั่น Sony Headphones Connect ที่มีให้เลือกตั้งแต่ 0 – 20 ระดับ ซึ่งในเรื่องของการตัดเสียงรบกวนขณะฟังเพลง ต้องบอกว่าทำได้ดีมาก เสียงภายนอกแทบไม่ได้ยินถ้าไม่ได้ตะโกนหรือมีเสียงที่ดังเกินครับ

 

สำหรับ Sony WH-1000XM4 จะมีเซ็นเซอร์ตรวจจับการใส่ เมื่อถอดหูฟังออก ระบบจะหยุดเล่นเพลงอัตโนมัติ และเมื่อใส่กลับเข้าไปใหม่ ก็จะเล่นต่อทันที

 

อย่างไรก็ตาม Sony ก็ยังให้เราได้สื่อสารกับผู้คนรอบข้างได้ง่ายๆ เมื่อเราเริ่มพูดคุยกับคนรอบข้าง ระบบจะหยุดเล่นเพลงทันที พร้อมให้เราสนทนากับคนอื่นๆ ได้ทันทีแบบอัตโนมัติโดยไม่ต้องถอดหูฟังออกมา หรือเพียงวางมือด้านบนกรอบหูฟังฝั่งขวา ระบบจะลดเสียงเพลงลงทันที

 

การคุยโทรศัพท์

ในการคุยโทรศัพท์ต้องบอกว่าปลายสายได้ยินเราชัดเจนครับ เพราะมีไมโครโฟนถึง 5 ตัวบนหูฟัง ที่สำคัญเสียงที่เราได้ยินจากปลายสายก็ได้ยินชัดเจนด้วยรนะบบตัดเสียงรบกวนภายนอก

 

แบตเตอรี่ใช้งานได้เต็มที่ทั้งวัน

ในเรื่องของแบตเตอรี่ต้องบอกว่าสามารถใช้งานได้เต็มวันแน่นอนครับ เพราะจากที่ลองให้งานฟังเพลงประมาณ 1 ชั่วโมง แบตเตอรี่จาก 80% ลดลงมาเล็กน้อยเหลือแค่ 75% ซึ่งตามที่ Sony ระบุไว้สามารถใช้งานขณะเปิดโหมดตัดเสียงได้สูวสุดถึง 30 ชั่วโมง และเมื่อปิดโหมดจะใช้ได้ถึง 38 ชั่วโมง

 

ส่วนการชาร์จสามารถชาร์จเพียง 10 นาที ก็ใช้งานต่อได้อีก 5 ชั่วโมง แต่ถ้าจะชาร์จให้แบตเตอรี่เต็ม 100% จาก 0% จะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครับ

 

ใครที่สนใจ Sony WH-1000XM4 นั้นเปิดราคาอย่างเป็นทางการในประเทศไทยที่ 13,990 บาท โดยสามารถหาซื้อได้ที่ โชว์รูมโซนี่ สโตร์ ทุกสาขา ร้านโซนี่ เซ็นเตอร์ และร้านค้าไอทีชั้นนำทั่วประเทศ รายละเอียดเพิ่มเติม www.sony.co.th

อ่านต่อ...

Smart Review

รีวิว Samsung Galaxy A01 Core สมาร์ทโฟนรุ่นเล็ก รันบน Android 10 (Go Edtion) พร้อมใช้งานทั่วไปได้ไหลลื่น ราคาเพียง 2,499 บาท

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

Samsung Galaxy A01 Core สมาร์ทโฟนน้องเล็กสุดในราคาแบบสบายกระเป๋า สามารถให้เด็กๆ หรือผู้ใหญ่ใช้งานดี เล่นโซเชียลได้สบาย พร้อมระบบปฏิบัติการ Android 10 Go Edition ช่วยให้ทำงานได้ไหลลื่นยิ่งขึ้น

 

สรุปสเปค Samsung Galaxy A01 Core

  • ขนาดตัวเครื่อง : 141.7 x 67.5 x 8.6 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 150 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล PLS TFT กว้าง 5.3 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1480 x 720 พิกเซล)
  • หน่วยประมวลผล : Mediatek MT6739 Quad-core
  • GPU : PowerVR GE8100
  • RAM 1 GB
  • ROM 16 GB รองรับการ์ดหน่วยความจำภายนอก MicroSD
  • ระบบปฎิบัติการ Android 10 (Go Edition)
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 1 เลนส์ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • รองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ซิม
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 b/g/n 2.4G, Bluetooth 5.0, ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และพอร์ต microUSB 2.0
  • แบตเตอรี่ความจุ 3000 mAh

 

ดีไซน์ หน้าจอแสดงผล และรอบตัวเครื่อง

ดีไซน์ของ Samsung Galaxy A01 Core นั้นมาในลวดลายที่สวยงามพอสมควรแม้ว่าจะเป็นรุ่นเล็กก็ตาม มีการเล่นเส้นลายมีความขรุขระที่ส่วนบน ทำให้จับถือได้มั่นคงกว่าเดิมครับ ขณะที่ด้านล่างจะเป็นแบบเรียบๆ

 

ที่สำคัญด้วยขนาดเครื่องที่เล็ก ทำให้จับถือและใช้งาน 1 มือได้แบบสบายๆ แถมมีน้ำหนักเบาอีกด้วย

 

หน้าจอแสดงผลของ Samsung Galaxy A01 Core มาแบบ PLS TFT แต่ก็ยังให้สีสันที่สดใสอยู่ครับ โดยมีขนาดใหญ่ 5.3 นิ้ว ความละเอียด HD+ ทำให้ยังรับชมวิดีโอต่างๆ ผ่าน YouTube ได้แบบไม่ขัดตา

 

เหนือหน้าจอแสดงผลรุ่นนี้ยังมีขอบดำเป็นแถบครับ โดยมีกล้องหน้า 1 เลนส์ พร้อมลำโพงสำหรับสนทนา ขณะที่ด้านล่างก็มีขอบที่หนาพอสมควรครับ แต่ปุ่มต่างๆ จะใช้ซอฟต์แวร์เหมือนกับรุ่นอื่นๆ

 

ทางซ้ายมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดแบบ Nano-SIM 2 ช่อง พร้อมด้วยช่องใส่ MicroSD อีก 1 ช่อง รวมเป็น 3 Slot เลยทีเดียว

 

ส่วนทางขวามีปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง และปุ่ม Power

 

ด้านล่างตัวเครื่องมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม., ไมโครโฟน, พอร์ต microUSB 2.0 และลำโพงตัวหลัก

 

และที่ด้านหลังมีกล้อง 1 เลนส์พร้อมไฟแฟลช LED

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

Samsung Galaxy A01 Core มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 10 (Go Edition) ที่เป็นระบบที่ใช้งานสำหรับสมาร์ทโฟนที่มีความจุน้อย แต่ช่วยให้ทำงานทั่วไปได้ไหลลื่นมากๆ ครับ

 

หน้าตา UI

 

แอปพลิเคชั่นแบบ Go Edition

สำหรับแอปพลิเคชั่นต่างๆ ที่ติดตั้งมาให้จะเป็นแบบ Lite หรือ Go เป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นแกลเลอรี่, Gmail Go, YouTube Go, Google Go และอื่นๆ ซึ่งการทำงานจะใช้ได้ตามปกติครับ แต่หน้าตา UI อาจตัดบางส่วนออกไปจากเวอร์ชันเต็มเท่านั้นเพื่อให้ใช้งานได้ราบลื่น

 

ใช้งาน Dark Mode ได้

แม้จะเป็นรุ่นเล็ก แต่ก็ยังถนอมสายตาเราในการใช้งานตอนกลางคืนด้วยโหมดมืดครับ ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนพื้นหลังเป็นสีดำทั้งหมด ทำให้เหมาะในการใช้งานที่ที่แสงน้อย

 

ระบบความปลอดภัย

สำหรับระบบความปลอดภัย รุ่นนี้มีเพียงการใช้งานรหัสผ่านหรือ PIN เท่านั้นครับ แต่ก็มีความปลอดภัยขั้นสูงเช่นกัน

 

เคลียร์ไฟล์ขยะและ RAM ได้ง่ายๆ ผ่าน Smart Manager

สำหรับ Samsung Galaxy A01 Core นั้นมีแอปพลิเคชั่น Smart Manager มาให้เพื่อให้เรากดเพียงคลิกเดียวก็สามารถลบไฟล์ขยะต่างๆ ไม่ให้เปลืองพื้นที่การใช้งาน

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

ในเรื่องหน่วยประมวลผลนั้นมาพร้อมกับ Mediatek MT6739 ที่ก็เน้นเรื่องการประหยัดพลังงานเป็นส่วนใหญ่ครับ ส่วนการเล่นเกม เราได้ทดสอบการเล่นเกมเล็กๆ อย่าง Candy Crush Jelly Saga ซึ่งก็เล่นได้ลื่นพอสมควร ซึ่งเกมเบาๆ สามารถเล่นได้ด้วยเครื่องนี้แบบสบายๆ ครับ

 

แบตเตอรี่เพียงพอต่อ 1 วัน

Samsung Galaxy A01 Core แม้ว่าจะมีแบตเตอรี่ 3000mAh แต่ในการเป็นสมาร์ทโฟนตัวเล็กนั้นสามารถใช้งานได้แบบตลอดวันแน่นอนครับ

 

กล้องถ่ายรูป

Samsung Galaxy A01 Core นั้นมีกล้องหน้าและหลังอย่างละ 1 เลนส์ครับ โดยแต่ละเลนส์มีดังนี้

  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 1 เลนส์ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

 

โหมดปกติ (Auto)

ในโหมดปกติก็ถือว่า Samsung Galaxy A01 Core ทำออกมาในเกณฑ์ที่ดีครับ สามารถถ่ายออกมาให้มีความคมชัดและสีสันสดใสเมื่ออยู่ในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอครับ ซึ่งการถ่ายภาพไม่สามารถปรับโหมดอื่นๆ ได้ครับ

 

เซลฟี่สวยงาม

สำหรับการเซลฟี่ แม้ว่าจะไม่สามารถปรับความบิวตี้ได้ แต่ก็ถ่ายออกได้ดีพอสมควรในสภาวะที่มีแสงครับ

 

สรุปจุดเด่น

  • ได้ระบบปฏิบัติการ Android 10 (Go Edtion)
  • น้ำหนักเบา จับถือได้ง่าย
  • เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มใช้งานสมาร์ทโฟน
  • แบตเตอรี่อยู่ได้ทั้งวัน

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ยังใช้พอร์ต microUSB 2.0

Samsung Galaxy A01 Core สนนในราคาเบาๆ เพียง 2,499 บาทเท่านั้นครับ

อ่านต่อ...

IT News

รีวิว Choetech Solar Charger 19W ชาร์จมือถือด้วยแสงอาทิตย์ [ชมคลิป]

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

วันนี้จะพาทุกคนไปดูวิธีชาร์จมือถือด้วยแสงอาทิตย์กับอุปกรณ์ช้ินนี้ Choetech Solar Charger 19W เปลี่ยนพลังงานธรรมชาติเป็นไฟฟ้า และของดีที่สามารถพกติดตัวไปได้ทุกที่

ชมคลิป ชาร์จมือถือด้วยแสงอาทิตย์

Choetech Solar Charger 19W เป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับพกติดตัวไปได้ทุกที่ โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบการเดินทาง กิจกรรมกลางแจ้ง เดินป่า ปีนเขา ปั่นจักรยานระยะทางไกลๆ ก็สามารถใช้เจ้าสิ่งนี้แปลงกระแสไฟชาร์จอุปกรณ์มือถือหรืออื่นๆ ได้ตลอดการเดินทาง

ใครสนใจตัวนี้ เข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/310sboa

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

Featured1 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว realme X50 5G สมาร์ทโฟนบุกเบิกพลังแห่ง 5G ที่เร็วและแรง พร้อมชิปเซ็ต Snapdragon 765G, จอ Ultra Smooth 120Hz และกล้อง AI หลัง 4 ตัว

realme X50 5G สมาร์ท...

Featured1 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว OPPO Reno4 สมาร์ทโฟนดีไซน์โดดเด่นในแบบที่ไม่เหมือนใคร ฟีเจอร์จัดเต็ม พร้อมถ่ายรูปสวยแบบครบทุกมุมมอง

รีวิว OPPO Reno4 สมา...

Featured2 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว Vivo TWS Neo หูฟังดีไซน์สวย เสียงระดับสตูดิโอ ความหน่วงต่ำ ควบคุมง่าย กันน้ำ และราคาสบายกระเป๋า

Vivo TWS Neo หูฟังคุ...

HUAWEI 3BB Router Wi-Fi 6 HUAWEI 3BB Router Wi-Fi 6
Featured2 สัปดาห์ ที่แล้ว

แกะกล่อง 3BB เราเตอร์รุ่นใหม่ Wi-Fi 6 เร็วแรง เต็มประสิทธิภาพ ให้ลูกค้าฟรีทุกแพ็กเกจ!

เชื่อว่าหลายคนเคยได้...

Huawei 1+8+N strategy for the 5G era and Promotion 01 Huawei 1+8+N strategy for the 5G era and Promotion 01
Android News3 สัปดาห์ ที่แล้ว

ทำความรู้จัก 1+8+N กลยุทธ์เด็ดของ HUAWEI เมื่อฮาร์ดแวร์ทั้งหมดเชื่อมต่อกัน เกิดเป็นชีวิตเอไอ ไร้รอยต่อ

อย่างที่ทราบกันว่า H...

Advertisement

คลิปมาใหม่

ข่าวใหม่วันนี้

มือถือมาใหม่

ติดตาม กินเที่ยวกัน

กำลังมาแรง