รีวิว Vivo V17 Pro สมาร์ตโฟนกล้อง Pop-Up 2 เลนส์รุ่นแรกของโลก ใช้งานเต็มจอ พร้อมเล่นได้ลื่นไหลด้วย Snapdragon 675 และ RAM 8GB

Vivo V17 Pro สมาร์ตโฟนกล้องเทพ 6 เลนส์ กล้องหลัง 4 เลนส์ความละเอียดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล ควบคู่กับกล้องหน้า Pop-Up เลนส์คู่รุ่นแรกของโลกความละเอียด 32 + 8 ล้านพิกเซล แถมสเปคและฟีเจอร์ต่างๆ ก็ให้มาแบบจัดเต็มเช่นเคย

สรุปสเปค Vivo V17 Pro

  • ขนาดรอบตัวเครื่อง : 159.0 × 74.70 × 9.80 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 201.8 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Ulta FullView Display แบบ Super AMOLED กว้าง 6.44 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) อัตราส่วน 20:9 และมีหน้าจอโค้งแบบ 2.5D
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 675 AIE Octa-core ความเร็ว 2.0 GHz
  • GPU : Adreno 612
  • RAM 8GB
  • ROM 128GB
  • กล้องถ่ายรูปหลัง 4 เลนส์ แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 เซ็นเซอร์ Sony IMX582
    • เลนส์ Super Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ถ่ายได้ใกล้ระยะ 4 ซม.
    • เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล
  • กล้องหน้าคู่ความละเอียด 32 + 8 (Wide) ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0
  • ระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ครอบทับด้วย Funtouch OS 9.1
  • พอร์ตเชื่อมต่อ USB Type-C
  • ระบบการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 2.4GHz/5GHz, Bluetooth 5.0 และช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม.
  • แบตเตอรี่ความจุ 4,100 mAh รองรับ Dual-Engine Fast Charging 18W

 

[แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล]

ตัวกล่องของ Vivo V17 Pro มาแบบเรียบๆ ผิวมันเล็กๆ โดยมีลูกเล่นด้วยการสะท้อนแสงเป็นเส้นเพิ่มความสวยงามอีกด้วย

 

ภายในจะประกอบด้วยอุปกรณ์ต่างๆ แบบครบครัน ตั้งแต่ชั้นแรกที่มีเคสแบบพลาสติกแข็งมาให้ ถือว่าดูดีเลยทีเดียว, มีสาย USB Type-C, คู่มือ Quick Guide ต่างๆ และอุปกรณ์เปิดถาดซิม เมื่อเปิดออกมาอีกชั้นก็จะเจอกับตัวเครื่อง Vivo V17 Pro พร้อมอะแดปเตอร์ และหูฟังที่ชั้นล่างสุด

 

ดีไซน์ของ Vivo V17 Pro ในสี Midnight Ocean หรือสีดำเครื่องนี้แม้จะไม่ใช่สีที่ฉูดฉาดอะไรแต่ดูมีความคลาสสิคและพรีเมียมเป็นอย่างมาก และสามารถจับถือได้อย่างสะดวกด้วยตัวเครื่องด้านหลังที่มีความโค้งรับตามอุ้งมือ ทั้งยังไม่ลื่นหลุดง่ายๆ อีกด้วย

 

นอกจากนี้ ฝาหลังของรุ่น Vivo V17 Pro ยังครอบทับด้วยกระจกที่มีความมันเงาด้วย

 

หน้าจอแสดงผลของรุ่นนี้ถือว่ามีความสดใสในเรื่องของเฉดสีมาก เพราะมาพร้อมกับหน้าจอแบบ Super AMOLED อัตราส่วน 20:9 และมีช่วงขอบเขตสีแบบ 100% DCI-P3 ใครชอบรับชมวิดีโอหรือในตอนที่เล่นเกมต่างๆ จะต้องถูกใจแน่นอน

 

มาเจาะลึกดีไซน์กันทีละส่วนเลยดีกว่า เริ่มที่ด้านบนหน้าจอของ Vivo V17 Pro จะไม่มีทั้งหยดน้ำหรือรอยบากให้กวนใจอีกต่อไป โดยจะมีเพียงลำโพงสนทนาอยู่เพียงอย่างเดียว

 

ที่ด้านซ้ายจะมีเพียงปุ่มเรียกใช้งานผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง Jovi หรือ Google Assistant

 

ส่วนทางขวาจะมีทั้งปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง และปุ่มล็อคเครื่อง

 

ด้านล่างตัวเครื่องจะมีช่องใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM จำนวน 2 ช่อง, ไมโครโฟน, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวหลัก

 

ด้านบนจะมีไมโครโฟนตัวที่ 2, กล้องหน้า Pop-Up ที่ฝังอยู่ในเครื่อง และช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม.

 

และที่ด้านหลังจะมีกล้อง 4 เลนส์อยู่ตรงกลาง โดยจะมีไฟแฟลช LED ขั้นระหว่าง 2 เลนส์ล่างและบนอย่างสวยงาม

 

นอกจากนี้ ความสามารถของกล้องหน้า Pop-Up ยังมีการตรวจจับเมื่อทำเครื่องหล่นด้วย โดยระบบจะเก็บกล้องกลับเข้าไปในตัวเครื่องให้ทันที

 

[กล้องถ่ายรูป]

สำหรับกล้องถ่ายรูปที่จัดหนักจัดเต็มรวมถึง 6 เลนส์กันเลยใน Vivo V17 Pro โดยแบ่งเป็นกล้องหลัง 4 เลนส์ และกล้องหน้า Pop-Up อีก 2 เลนส์ไปเลย โดยฟีเจอร์ต่างๆ ก็ให้มาเยอะมากๆ มาดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

 

สำหรับกล้องหลังของ Vivo V17 Pro จะมีเลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 + เลนส์ Super Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล + เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล + เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล

 

ระบุฉากรวดเร็วด้วย AI

อย่างแรกที่ไม่มีไม่ได้เลยสำหรับสมาร์ตโฟนที่มี AI คือ การระบุฉากต่างๆ ที่สามารถจดจำวัตถุได้ว่าเรากำลังโฟกัสอะไร เช่น บุคคล, แมว, สุนัข หรือดอกไม้ เป็นต้น เพื่อให้ระบบรับรู้ว่าควรเพิ่มแสงหรือสีอะไรให้เหมาะสมกับแต่วัตถุนั่นเอง เช่น หากเป็นอาหารก็จะเพิ่มสีสดเข้าไปให้ดูน่าทาน หรือหากเป็นภาพคนก็จะเพิ่มแสงให้ใบหน้าสว่าง ไม่มืด เป็นต้น

 

ถ่ายมุมกว้างพิเศษ อยู่ตรงไหนก็เก็บได้ครบ

Vivo V17 Pro มาพร้อมกับเลนส์ Super Wide Angle ที่ถ่ายได้มุมกว้างสุดๆ ถึง 120 องศา โดยเก็บได้ครบทุกองค์ประกอบในภาพ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพ Landscape หรือบุคคลก็ทำได้ทุกแบบเลยครับ

 

ถ่าย Bokeh ทำหน้าชัดหลังเบลอได้อย่างธรรมชาติ

ใน Vivo V17 Pro จะมาพร้อมกับเลนส์ Depth ที่ช่วยตรวจจับพื้นหลังกับฉากในระยะที่แตกต่างกันเพื่อใช้ในการเบลอฉากหลังอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งยังตัดขอบรอบตัวบุคคลหรือวัตถุได้เป็นอย่างดี

 

นอกจากนี้ หลังจากที่ถ่ายในโหมดโบเก้แล้ว หากเราต้องการปรับให้เบลอน้อยลงก็ยังทำได้เหมือนกัน ด้วยการไปแก้ไขภาพในอัลบั้มได้เลย ซึ่งจะปรับค่า F น้อยลงหรือเพิ่มขึ้น หรือจะทำให้ภาพไปโฟกัสจุดอื่น เช่น พื้นหลัง ก็ทำได้ตามใจเลย

 

ถ่ายความละเอียดสูงด้วยเลนส์หลัก 48MP

เราสามารถถ่ายภาพด้วยความละเอียดของภาพได้มากถึง 48 ล้านพิกเซล (8000 x 6000 พิกเซล) โดยจะเหมาะอย่างมากกับใครที่ต้องใช้กับภาพโปสเตอร์หรือใช้สำหรับการป้ายที่มีขนาดใหญ่ เพราะภาพที่ได้ออกมามีความละเอียดสูงมาก

 

ถ่ายกลางคืนได้คมชัดขั้นสุด Super Night Mode

แน่นอนว่ากล้องระดับเทพขนาดนี้ก็ต้องมาพร้อมกับฟีเจอร์ถ่ายภาพกลางคืน หรือ Super Night Mode ที่จะเป็นการเพิ่มความสว่างในกับภาพในสภาวะกลางคืนหรือในที่แสงน้อย ซึ่งการประมวลผลในโหมดนี้ก็ทำได้รวดเร็วมากเพียงแค่ถือนิ่งๆ ไว้ประมาณ 2-3 วินาทีเท่านั้น ภาพที่ได้ออกมาก็จะคมชัด ยังคงเห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ได้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นตัวอักษรหรือเฉดสี ซึ่งการทำได้อย่างนี้เพราะ Vivo V17 Pro มีการอัปเกรดของภาพ HDR และเทคโนโลยีลดระยะเวลาในการรวมหลายเฟรมประกอบเป็นหนึ่งภาพนั่นเอง

 

ถ่ายได้ใกล้สุดด้วย Super Macro

ในเลนส์นี้ Vivo V17 Pro สามารถทำได้ใกล้สุดถึง 4 เซนติเมตร ถือว่าเห็นทุกรายละเอียดของภาพอย่างแท้จริง แถมสีสันที่ได้ออกมาก็ยังคงสดใสเหมือนเดิมอีกด้วย

 

มากันที่กล้องหน้าคู่ Dual Pop-up Selfie รุ่นแรกของโลกกันบ้าง โดยมีความละเอียดถึง 32 + 8 ล้านพิกเซล โดยมีลูกเล่นที่แสนน่ารักให้ลองเล่นกันด้วย

 

ตั้งแต่ลูกเล่นเซลฟี่สุดน่ารักด้วย AR ที่มีให้เลือกหลายสิบรูปแบบ ทั้งยังสามารถเล่นได้หลายคนด้วย

 

ที่สำคัญกล้องหน้าของ Vivo V17 Pro สามารถเบลอหลังบุคคล หรือ Portrait Bokeh ได้เหมือนกับกล้องหลังอีกด้วย แถมเรื่องความคมชัด, การเบลอ และการตัดขอบ ถือว่าทำออกมาได้เป็นธรรมชาติมากๆ

 

ไม่ใช่แค่เบลอหลัง แต่ปรับหน้าสวยก็ยังทำได้ตั้งแต่ 0 – 100 ระดับเลย

 

มีเลนส์คู่ 32 + 8 ล้านพิกเซล แบบนี้อยากบอกว่าเลนส์ที่ 2 ที่เพิ่มมาคือเลนส์ Wide-Angle นั่นเอง โดยเราสามารถถ่ายเซลฟี่แบบมุมกว้างได้ถึง 105 องศา ไม่ว่าจะถ่ายร่วมเฟรมกับเพื่อนหลายคนก็เก็บได้ครบ หรือจะถ่ายคนเดียวแต่อยากให้เห็นบรรยากาศรอบตัว ก็ทำได้เช่นกันครับ

 

[ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน]

ระบบปฏิบัติการ

Vivo V17 Pro มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie โดยหลังแกะกล่องจะมีการให้อัปเดทเป็น Funtouch OS 9.1 ด้วย โดยจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพกล้องและระบบภายในเครื่องให้เสถียรกว่าเดิม

 

สำหรับการใช้งานเบื้องต้น หากปัดลงที่หน้าจอจะเป็นการดูการแจ้งเตือนต่างๆ และเมื่อปัดขึ้นจากหน้าจอด้านล่างจะเป็นการเปิดการตั้งค่าด่วนขึ้นมา

 

ภายในเครื่องยังมีลูกเล่นให้แต่งเติมความชอบเพิ่มเติมด้วยการเปลี่ยนธีมหรือลายวอลเปเปอร์ที่ติดมากับเครื่องให้เลือกหลายแบบ ไม่ว่าจะผ่านแอปพลิเคชั่น i Theme หรือในส่วนของการตั้งค่าหน้าจอก็ได้ครับ แล้วแต่ความชอบเลย

 

ใครที่ชอบเล่นสมาร์ตโฟนตอนกลางคืน Vivo V17 Pro ยังมาพร้อมกับโหมดมืด หรือ Dark Mode ให้ใช้งานกันอย่างสะดวกอีกด้วย โดยหน้าจอในส่วนต่างๆ ที่รองรับจะเป็นพื้นดำและตัวอักษรสีขาว ทำให้มีความสบายตาในการใช้งานมากขึ้น

 

หากใครไม่ใช้ Dark Mode ก็ยังคงมีโหมดถนอมสายตาด้วยการตัดแสงสีฟ้าด้วยเหมือนกันครับ

 

ปุ่ม Smart Button เรียกใช้งานผู้ช่วยได้ทันที

Vivo V17 Pro จะมีปุ่ม Smart Button เพิ่มเข้ามาที่ฝั่งซ้าย โดยเป็นการเรียกใช้งานผู้ช่วยอัจฉริยะ 2 แบบ ได้แก่ กด 1 ครั้งจะเป็นการเรียก Google Assistant และกด 2 ครั้งจะเป็นการใช้งาน Jovi

 

ระบบความปลอดภัย

ในส่วนของระบบความปลอดภัยก็ยังคงมีถึง 2 แบบหลักๆ ได้แก่ การสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอที่ทำได้อย่างรวดเร็วมากเพียง 0.39 วินาที เพียงแค่แตะค้างไว้ครู่เดียวก็เริ่มใช้งานได้ทันที ส่วนการสแกนใบหน้าก็ทำได้รวดเร็วมากๆ จากกล้อง Pop-Up ที่จะเด้งขึ้นมาเมื่อสแกน

 

ทั้งนี้หากเราเพิ่มลายนิ้วมือไปแล้ว ระบบจะเริ่มการปลดล็อกด้วยลายนิ้วมือก่อน ซึ่งยังไม่สามารถใช้ใบหน้าปลดล็อกได้ ยกเว้นเพียงจะสแกนลายนิ้วมือผิดพลาด 3 ครั้ง ระบบก็จะเด้งกล้อง Pop-Up ขึ้นมาเพื่อสแกนใบหน้าให้ทันที

 

ใน Vivo V17 Pro ยังสามารถเปลี่ยนเอฟเฟกต์ลูกเล่นภาพเคลื่อนไหวของการสแกนนิ้วได้ด้วย โดยมีให้เลือกทั้งหมด 7 แบบ

 

ท่าทางการนำทางแบบใหม่ใช้งานง่ายกว่าเดิม

เมื่อมีหน้าจอแบบขอบบางสุดแล้ว การใช้งานปุ่มนำทางด้วยการเคลื่อนไหวก็ทำได้เช่นกัน โดยให้เราไปปรับในการตั้งค่าได้เลย ซึ่งเมื่อปัดขึ้นที่มุมซ้ายจะเป็นการเปิดการตั้งค่าด่วน, ปัดตรงกลางจะไปที่หน้าหลัก และปัดมุมขวาล่างหรือขอบข้างจอจะเป็นการย้อนกลับ

 

ไม่ต้องกดปุ่มเมื่อมี Easy Touch

Easy Touch เป็นฟีเจอร์ที่จะเป็นคล้ายลูกบอลที่รวมการควบคุมต่างๆ เอาไว้บนหน้าจอ โดยจะแบ่งได้ 2 ส่วน คือ การใช้งานเพื่อเปิดแอปพลิเคชั่นได้ทันที เลือกได้ทั้งหมด 9 แอป และส่วนที่ 2 จะเป็นการใช้งานระบบ เช่น การล็อคหน้าจอ, เพิ่ม-ลดเสียง, ไปหน้าหลัก, บันทึกหน้าจอ หรือจดบันทึก เป็นต้น ซึ่งเราสามารถปรับแต่งได้เองทั้งหมดเช่นกันครับ

 

 

เมื่อไม่ได้ใช้งาน Easy Touch ระบบก็จะซ่อนไว้ที่ขอบจอแบบอัตโนมัติเพื่อไม่ให้รบกวนสายตาเวลาใช้งานด้วย

 

การใช้งานอัจฉริยะ

การใช้งานส่วนนี้จะเป็นการลดเวลาในการทำงานส่วนต่างๆ ของระบบ ตั้งแต่ฟีเจอร์ Smart Wake หรือการวาดอักษรบนหน้าจอล็อกเพื่อเปิดแอปได้เลย เช่น วาดตัว ‘C’ เพื่อเปิดหน้าการโทร หรือวาดตัว ‘M’ เพื่อฟังเพลง เป็นต้น

 

[ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่]

Vivo V17 Pro มาพร้อมกับหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 675 AIE Octa-core ความเร็ว 2.0 GHz โดยใช้เป็นซีพียู Kryo 460 บนสถาปัตยกรรม 64 บิท ทั้งยังมีเทคโนโลยี DSP Hexagon 685 อีกด้วย โดยความพิเศษอีกอย่างของชิปเซ็ตรุ่นนี้คือขนาดเพียง 11 นาโนเมตร ช่วยให้ประหยัดพลังงานลงและใช้งานได้ยาวนานตลอดทั้งวัน

 

สำหรับผลการทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark เวอร์ชัน 7.2.3 ทาง Vivo V17 Pro ทำคะแนนไปได้ที่ 171,331 คะแนน

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 483 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,588

 

ทดสอบการเล่นเกม

ในส่วนการเล่นเกม Vivo V17 Pro จะมีโหมดอัลตร้าเกม (Ultra Game Mode) ที่เป็นตัวจัดการพื้นที่ต่างๆ ก่อนเข้าเล่นเกมให้หมด ตั้งแต่ปิดกั้นการแจ้งเตือน, ป้องกันการสัมผัสโดยบังเอิญ หรือปรับให้เน้นประสิทธิภาพเพื่อให้เล่นได้ไหลลื่นยิ่งขึ้น เป็นต้น

 

PUBG Mobile

เริ่มกันด้วยเกม PUBG Mobile สามารถปรับกราฟิกได้ในระดับ HD และเฟรมเรทสูงสุด โดยการปรับสูงกว่าต้องรอการอัปเดท ซึ่งเมื่อเข้าไปในเกมพร้อมกับการเล่นในแผนที่ใหญ่ที่สุดที่ต้องใช้พื้นที่ทรัพยากรในเครื่องเยอะพอสมควร Vivo V17 Pro ก็สามารถเล่นได้อย่างไม่มีปัญหา เคลื่อนไหวไปตามมือ เฟรมเรทก็แทบไม่มีดรอป โดยเฉพาะตอนที่เจอศัตรูที่ต้องใช้ความเร็วในการสัมผัสก็ถือว่าทำได้ดีมากๆ ด้วย

 

ROV

เกมฮิตอย่าง ROV ก็สามารถปรับภาพกราฟิกได้ในระดับสูงสุดเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นภาพ HD, เฟรมเรทสูง และกราฟิกสูงสุด โดยทดสอบการเล่นในโหมด 5 VS 5 ก็ต้องบอกเลยว่าเล่นได้ลื่นมากๆ เฟรมเรทวิ่งในระดับ 59-60fps หรือบางครั้งทะลุไป 61fps ก็ยังมี โดยเฉพาะตอนที่ร่วมทีมไฟต์ก็ยิ่งเห็นได้ชัดเลยว่า Vivo V17 Pro นั้นเอาอยู่แน่นอน

 

Asphalt 9: Legends

และสุดท้ายกับเกมแข่งรถกราฟิกสวยงามอย่าง Asphalt 9: Legends เราลองปรับภาพคุณภาพสูงดู ก็ถือว่าทำได้ดีเลย เพราะปกติหน่วยประมวลผลระดับกลางๆ มักจะเล่นเกมนี้ในคุณภาพสูงได้ค่อนข้างกระตุก แต่ Vivo V17 Pro กลับเล่นได้ไหลลื่น ไม่ว่าจะตอนเร่งไนโตร, ตอนชน หรือช่วงที่มีวัตถุในเกมเยอะก็ตาม

 

แบตเตอรี่อึดพร้อมใช้งานได้ทั้งวัน

จากที่เราทดสอบเล่นเกมไปสักพักใหญ่ แบตเตอรี่ความจุ 4,100mAh ของ Vivo V17 Pro กลับลดไปเล็กน้อยประมาณ 15% เท่านั้น ส่วนใครที่ไม่เล่นเกม เป็นสายโซเชียลล้วนๆ คาดว่าน่าจะอยู่ได้ทั้งวันโดยชาร์จแค่ตอนเช้าครั้งเดียวเท่านั้นครับ

เริ่มเล่น ROV ไป 2 รอบ ประมาณ 30 นาทีด้วยแบตเตอรี่ 91%

หลังจากจบ ROV ไป 2 รอบ แบตลดลงมาที่ 85% และเริ่มเล่น PUBG Mobile ทันที


หลังจบแมตช์ปกติ 100 คน ใช้เวลาประมาณ 30 นาที แบตลงมาเพียงเล็กน้อย เหลืออยู่ที่ 77%

 

แบตหมดก็ยังมีชาร์จเร็ว Dual-Engine Fast Charging

ใครที่ใช้งานจนแบตเตอรี่ใกล้หมด สมาร์ตโฟนรุ่นนี้ก็ยังรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว Dual-Engine Fast Charging กำลังไฟถึง 18W อีกด้วย โดยจากการทดสอบแบตเตอรี่ช่วงใกล้หมดประมาณ 30% สามารถชาร์จไปถึง 69% ในเวลาประมาณ 30 นาที

 

สรุปจุดเด่น

  • กล้องหลัง 4 เลนส์ ถ่ายได้ความละเอียดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล สามารถถ่าย Ultra-Wide, กลางคืน หรือกลางวันได้ดีทั้งหมด
  • กล้องหน้าคู่ 32 + 8 ล้านพิกเซล สามารถถ่ายเบลอหลัง หรือ Wide-Angle ได้สวยงาม
  • หน้าจอ Super AMOLED กว้างถึง 6.44 นิ้ว ทำให้เล่นเกม หรือดูวิดีโอก็เห็นได้เต็มๆ
  • มาพร้อมหน่วยประมวลผล Snapdragon 675 AIE และ RAM 8GB ก็ทำให้ใช้งานได้ไหลลื่น และโหลดแอปไม่นานเกินไป
  • แบตเตอรี่มีความอึดมากถึง 4,100 mAh ทั้งยังมี Dual-Engine Fast Charging 18W มาให้ด้วย

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ไม่สามารถเพิ่ม MicroSD ได้