ติดตามพวกเรา

Featured

รีวิว Vivo V17 Pro สมาร์ตโฟนกล้อง Pop-Up 2 เลนส์รุ่นแรกของโลก ใช้งานเต็มจอ พร้อมเล่นได้ลื่นไหลด้วย Snapdragon 675 และ RAM 8GB

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

Vivo V17 Pro สมาร์ตโฟนกล้องเทพ 6 เลนส์ กล้องหลัง 4 เลนส์ความละเอียดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล ควบคู่กับกล้องหน้า Pop-Up เลนส์คู่รุ่นแรกของโลกความละเอียด 32 + 8 ล้านพิกเซล แถมสเปคและฟีเจอร์ต่างๆ ก็ให้มาแบบจัดเต็มเช่นเคย

สรุปสเปค Vivo V17 Pro

  • ขนาดรอบตัวเครื่อง : 159.0 × 74.70 × 9.80 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 201.8 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Ulta FullView Display แบบ Super AMOLED กว้าง 6.44 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) อัตราส่วน 20:9 และมีหน้าจอโค้งแบบ 2.5D
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 675 AIE Octa-core ความเร็ว 2.0 GHz
  • GPU : Adreno 612
  • RAM 8GB
  • ROM 128GB
  • กล้องถ่ายรูปหลัง 4 เลนส์ แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 เซ็นเซอร์ Sony IMX582
    • เลนส์ Super Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ถ่ายได้ใกล้ระยะ 4 ซม.
    • เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล
  • กล้องหน้าคู่ความละเอียด 32 + 8 (Wide) ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0
  • ระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ครอบทับด้วย Funtouch OS 9.1
  • พอร์ตเชื่อมต่อ USB Type-C
  • ระบบการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 2.4GHz/5GHz, Bluetooth 5.0 และช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม.
  • แบตเตอรี่ความจุ 4,100 mAh รองรับ Dual-Engine Fast Charging 18W

 

[แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล]

ตัวกล่องของ Vivo V17 Pro มาแบบเรียบๆ ผิวมันเล็กๆ โดยมีลูกเล่นด้วยการสะท้อนแสงเป็นเส้นเพิ่มความสวยงามอีกด้วย

 

ภายในจะประกอบด้วยอุปกรณ์ต่างๆ แบบครบครัน ตั้งแต่ชั้นแรกที่มีเคสแบบพลาสติกแข็งมาให้ ถือว่าดูดีเลยทีเดียว, มีสาย USB Type-C, คู่มือ Quick Guide ต่างๆ และอุปกรณ์เปิดถาดซิม เมื่อเปิดออกมาอีกชั้นก็จะเจอกับตัวเครื่อง Vivo V17 Pro พร้อมอะแดปเตอร์ และหูฟังที่ชั้นล่างสุด

 

ดีไซน์ของ Vivo V17 Pro ในสี Midnight Ocean หรือสีดำเครื่องนี้แม้จะไม่ใช่สีที่ฉูดฉาดอะไรแต่ดูมีความคลาสสิคและพรีเมียมเป็นอย่างมาก และสามารถจับถือได้อย่างสะดวกด้วยตัวเครื่องด้านหลังที่มีความโค้งรับตามอุ้งมือ ทั้งยังไม่ลื่นหลุดง่ายๆ อีกด้วย

 

นอกจากนี้ ฝาหลังของรุ่น Vivo V17 Pro ยังครอบทับด้วยกระจกที่มีความมันเงาด้วย

 

หน้าจอแสดงผลของรุ่นนี้ถือว่ามีความสดใสในเรื่องของเฉดสีมาก เพราะมาพร้อมกับหน้าจอแบบ Super AMOLED อัตราส่วน 20:9 และมีช่วงขอบเขตสีแบบ 100% DCI-P3 ใครชอบรับชมวิดีโอหรือในตอนที่เล่นเกมต่างๆ จะต้องถูกใจแน่นอน

 

มาเจาะลึกดีไซน์กันทีละส่วนเลยดีกว่า เริ่มที่ด้านบนหน้าจอของ Vivo V17 Pro จะไม่มีทั้งหยดน้ำหรือรอยบากให้กวนใจอีกต่อไป โดยจะมีเพียงลำโพงสนทนาอยู่เพียงอย่างเดียว

 

ที่ด้านซ้ายจะมีเพียงปุ่มเรียกใช้งานผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง Jovi หรือ Google Assistant

 

ส่วนทางขวาจะมีทั้งปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง และปุ่มล็อคเครื่อง

 

ด้านล่างตัวเครื่องจะมีช่องใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM จำนวน 2 ช่อง, ไมโครโฟน, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวหลัก

 

ด้านบนจะมีไมโครโฟนตัวที่ 2, กล้องหน้า Pop-Up ที่ฝังอยู่ในเครื่อง และช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม.

 

และที่ด้านหลังจะมีกล้อง 4 เลนส์อยู่ตรงกลาง โดยจะมีไฟแฟลช LED ขั้นระหว่าง 2 เลนส์ล่างและบนอย่างสวยงาม

 

นอกจากนี้ ความสามารถของกล้องหน้า Pop-Up ยังมีการตรวจจับเมื่อทำเครื่องหล่นด้วย โดยระบบจะเก็บกล้องกลับเข้าไปในตัวเครื่องให้ทันที

 

[กล้องถ่ายรูป]

สำหรับกล้องถ่ายรูปที่จัดหนักจัดเต็มรวมถึง 6 เลนส์กันเลยใน Vivo V17 Pro โดยแบ่งเป็นกล้องหลัง 4 เลนส์ และกล้องหน้า Pop-Up อีก 2 เลนส์ไปเลย โดยฟีเจอร์ต่างๆ ก็ให้มาเยอะมากๆ มาดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

 

สำหรับกล้องหลังของ Vivo V17 Pro จะมีเลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 + เลนส์ Super Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล + เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล + เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล

 

ระบุฉากรวดเร็วด้วย AI

อย่างแรกที่ไม่มีไม่ได้เลยสำหรับสมาร์ตโฟนที่มี AI คือ การระบุฉากต่างๆ ที่สามารถจดจำวัตถุได้ว่าเรากำลังโฟกัสอะไร เช่น บุคคล, แมว, สุนัข หรือดอกไม้ เป็นต้น เพื่อให้ระบบรับรู้ว่าควรเพิ่มแสงหรือสีอะไรให้เหมาะสมกับแต่วัตถุนั่นเอง เช่น หากเป็นอาหารก็จะเพิ่มสีสดเข้าไปให้ดูน่าทาน หรือหากเป็นภาพคนก็จะเพิ่มแสงให้ใบหน้าสว่าง ไม่มืด เป็นต้น

 

ถ่ายมุมกว้างพิเศษ อยู่ตรงไหนก็เก็บได้ครบ

Vivo V17 Pro มาพร้อมกับเลนส์ Super Wide Angle ที่ถ่ายได้มุมกว้างสุดๆ ถึง 120 องศา โดยเก็บได้ครบทุกองค์ประกอบในภาพ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพ Landscape หรือบุคคลก็ทำได้ทุกแบบเลยครับ

 

ถ่าย Bokeh ทำหน้าชัดหลังเบลอได้อย่างธรรมชาติ

ใน Vivo V17 Pro จะมาพร้อมกับเลนส์ Depth ที่ช่วยตรวจจับพื้นหลังกับฉากในระยะที่แตกต่างกันเพื่อใช้ในการเบลอฉากหลังอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งยังตัดขอบรอบตัวบุคคลหรือวัตถุได้เป็นอย่างดี

 

นอกจากนี้ หลังจากที่ถ่ายในโหมดโบเก้แล้ว หากเราต้องการปรับให้เบลอน้อยลงก็ยังทำได้เหมือนกัน ด้วยการไปแก้ไขภาพในอัลบั้มได้เลย ซึ่งจะปรับค่า F น้อยลงหรือเพิ่มขึ้น หรือจะทำให้ภาพไปโฟกัสจุดอื่น เช่น พื้นหลัง ก็ทำได้ตามใจเลย

 

ถ่ายความละเอียดสูงด้วยเลนส์หลัก 48MP

เราสามารถถ่ายภาพด้วยความละเอียดของภาพได้มากถึง 48 ล้านพิกเซล (8000 x 6000 พิกเซล) โดยจะเหมาะอย่างมากกับใครที่ต้องใช้กับภาพโปสเตอร์หรือใช้สำหรับการป้ายที่มีขนาดใหญ่ เพราะภาพที่ได้ออกมามีความละเอียดสูงมาก

 

ถ่ายกลางคืนได้คมชัดขั้นสุด Super Night Mode

แน่นอนว่ากล้องระดับเทพขนาดนี้ก็ต้องมาพร้อมกับฟีเจอร์ถ่ายภาพกลางคืน หรือ Super Night Mode ที่จะเป็นการเพิ่มความสว่างในกับภาพในสภาวะกลางคืนหรือในที่แสงน้อย ซึ่งการประมวลผลในโหมดนี้ก็ทำได้รวดเร็วมากเพียงแค่ถือนิ่งๆ ไว้ประมาณ 2-3 วินาทีเท่านั้น ภาพที่ได้ออกมาก็จะคมชัด ยังคงเห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ได้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นตัวอักษรหรือเฉดสี ซึ่งการทำได้อย่างนี้เพราะ Vivo V17 Pro มีการอัปเกรดของภาพ HDR และเทคโนโลยีลดระยะเวลาในการรวมหลายเฟรมประกอบเป็นหนึ่งภาพนั่นเอง

 

ถ่ายได้ใกล้สุดด้วย Super Macro

ในเลนส์นี้ Vivo V17 Pro สามารถทำได้ใกล้สุดถึง 4 เซนติเมตร ถือว่าเห็นทุกรายละเอียดของภาพอย่างแท้จริง แถมสีสันที่ได้ออกมาก็ยังคงสดใสเหมือนเดิมอีกด้วย

 

มากันที่กล้องหน้าคู่ Dual Pop-up Selfie รุ่นแรกของโลกกันบ้าง โดยมีความละเอียดถึง 32 + 8 ล้านพิกเซล โดยมีลูกเล่นที่แสนน่ารักให้ลองเล่นกันด้วย

 

ตั้งแต่ลูกเล่นเซลฟี่สุดน่ารักด้วย AR ที่มีให้เลือกหลายสิบรูปแบบ ทั้งยังสามารถเล่นได้หลายคนด้วย

 

ที่สำคัญกล้องหน้าของ Vivo V17 Pro สามารถเบลอหลังบุคคล หรือ Portrait Bokeh ได้เหมือนกับกล้องหลังอีกด้วย แถมเรื่องความคมชัด, การเบลอ และการตัดขอบ ถือว่าทำออกมาได้เป็นธรรมชาติมากๆ

 

ไม่ใช่แค่เบลอหลัง แต่ปรับหน้าสวยก็ยังทำได้ตั้งแต่ 0 – 100 ระดับเลย

 

มีเลนส์คู่ 32 + 8 ล้านพิกเซล แบบนี้อยากบอกว่าเลนส์ที่ 2 ที่เพิ่มมาคือเลนส์ Wide-Angle นั่นเอง โดยเราสามารถถ่ายเซลฟี่แบบมุมกว้างได้ถึง 105 องศา ไม่ว่าจะถ่ายร่วมเฟรมกับเพื่อนหลายคนก็เก็บได้ครบ หรือจะถ่ายคนเดียวแต่อยากให้เห็นบรรยากาศรอบตัว ก็ทำได้เช่นกันครับ

 

[ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน]

ระบบปฏิบัติการ

Vivo V17 Pro มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie โดยหลังแกะกล่องจะมีการให้อัปเดทเป็น Funtouch OS 9.1 ด้วย โดยจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพกล้องและระบบภายในเครื่องให้เสถียรกว่าเดิม

 

สำหรับการใช้งานเบื้องต้น หากปัดลงที่หน้าจอจะเป็นการดูการแจ้งเตือนต่างๆ และเมื่อปัดขึ้นจากหน้าจอด้านล่างจะเป็นการเปิดการตั้งค่าด่วนขึ้นมา

 

ภายในเครื่องยังมีลูกเล่นให้แต่งเติมความชอบเพิ่มเติมด้วยการเปลี่ยนธีมหรือลายวอลเปเปอร์ที่ติดมากับเครื่องให้เลือกหลายแบบ ไม่ว่าจะผ่านแอปพลิเคชั่น i Theme หรือในส่วนของการตั้งค่าหน้าจอก็ได้ครับ แล้วแต่ความชอบเลย

 

ใครที่ชอบเล่นสมาร์ตโฟนตอนกลางคืน Vivo V17 Pro ยังมาพร้อมกับโหมดมืด หรือ Dark Mode ให้ใช้งานกันอย่างสะดวกอีกด้วย โดยหน้าจอในส่วนต่างๆ ที่รองรับจะเป็นพื้นดำและตัวอักษรสีขาว ทำให้มีความสบายตาในการใช้งานมากขึ้น

 

หากใครไม่ใช้ Dark Mode ก็ยังคงมีโหมดถนอมสายตาด้วยการตัดแสงสีฟ้าด้วยเหมือนกันครับ

 

ปุ่ม Smart Button เรียกใช้งานผู้ช่วยได้ทันที

Vivo V17 Pro จะมีปุ่ม Smart Button เพิ่มเข้ามาที่ฝั่งซ้าย โดยเป็นการเรียกใช้งานผู้ช่วยอัจฉริยะ 2 แบบ ได้แก่ กด 1 ครั้งจะเป็นการเรียก Google Assistant และกด 2 ครั้งจะเป็นการใช้งาน Jovi

 

ระบบความปลอดภัย

ในส่วนของระบบความปลอดภัยก็ยังคงมีถึง 2 แบบหลักๆ ได้แก่ การสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอที่ทำได้อย่างรวดเร็วมากเพียง 0.39 วินาที เพียงแค่แตะค้างไว้ครู่เดียวก็เริ่มใช้งานได้ทันที ส่วนการสแกนใบหน้าก็ทำได้รวดเร็วมากๆ จากกล้อง Pop-Up ที่จะเด้งขึ้นมาเมื่อสแกน

 

ทั้งนี้หากเราเพิ่มลายนิ้วมือไปแล้ว ระบบจะเริ่มการปลดล็อกด้วยลายนิ้วมือก่อน ซึ่งยังไม่สามารถใช้ใบหน้าปลดล็อกได้ ยกเว้นเพียงจะสแกนลายนิ้วมือผิดพลาด 3 ครั้ง ระบบก็จะเด้งกล้อง Pop-Up ขึ้นมาเพื่อสแกนใบหน้าให้ทันที

 

ใน Vivo V17 Pro ยังสามารถเปลี่ยนเอฟเฟกต์ลูกเล่นภาพเคลื่อนไหวของการสแกนนิ้วได้ด้วย โดยมีให้เลือกทั้งหมด 7 แบบ

 

ท่าทางการนำทางแบบใหม่ใช้งานง่ายกว่าเดิม

เมื่อมีหน้าจอแบบขอบบางสุดแล้ว การใช้งานปุ่มนำทางด้วยการเคลื่อนไหวก็ทำได้เช่นกัน โดยให้เราไปปรับในการตั้งค่าได้เลย ซึ่งเมื่อปัดขึ้นที่มุมซ้ายจะเป็นการเปิดการตั้งค่าด่วน, ปัดตรงกลางจะไปที่หน้าหลัก และปัดมุมขวาล่างหรือขอบข้างจอจะเป็นการย้อนกลับ

 

ไม่ต้องกดปุ่มเมื่อมี Easy Touch

Easy Touch เป็นฟีเจอร์ที่จะเป็นคล้ายลูกบอลที่รวมการควบคุมต่างๆ เอาไว้บนหน้าจอ โดยจะแบ่งได้ 2 ส่วน คือ การใช้งานเพื่อเปิดแอปพลิเคชั่นได้ทันที เลือกได้ทั้งหมด 9 แอป และส่วนที่ 2 จะเป็นการใช้งานระบบ เช่น การล็อคหน้าจอ, เพิ่ม-ลดเสียง, ไปหน้าหลัก, บันทึกหน้าจอ หรือจดบันทึก เป็นต้น ซึ่งเราสามารถปรับแต่งได้เองทั้งหมดเช่นกันครับ

 

 

เมื่อไม่ได้ใช้งาน Easy Touch ระบบก็จะซ่อนไว้ที่ขอบจอแบบอัตโนมัติเพื่อไม่ให้รบกวนสายตาเวลาใช้งานด้วย

 

การใช้งานอัจฉริยะ

การใช้งานส่วนนี้จะเป็นการลดเวลาในการทำงานส่วนต่างๆ ของระบบ ตั้งแต่ฟีเจอร์ Smart Wake หรือการวาดอักษรบนหน้าจอล็อกเพื่อเปิดแอปได้เลย เช่น วาดตัว ‘C’ เพื่อเปิดหน้าการโทร หรือวาดตัว ‘M’ เพื่อฟังเพลง เป็นต้น

 

[ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่]

Vivo V17 Pro มาพร้อมกับหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 675 AIE Octa-core ความเร็ว 2.0 GHz โดยใช้เป็นซีพียู Kryo 460 บนสถาปัตยกรรม 64 บิท ทั้งยังมีเทคโนโลยี DSP Hexagon 685 อีกด้วย โดยความพิเศษอีกอย่างของชิปเซ็ตรุ่นนี้คือขนาดเพียง 11 นาโนเมตร ช่วยให้ประหยัดพลังงานลงและใช้งานได้ยาวนานตลอดทั้งวัน

 

สำหรับผลการทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark เวอร์ชัน 7.2.3 ทาง Vivo V17 Pro ทำคะแนนไปได้ที่ 171,331 คะแนน

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 483 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,588

 

ทดสอบการเล่นเกม

ในส่วนการเล่นเกม Vivo V17 Pro จะมีโหมดอัลตร้าเกม (Ultra Game Mode) ที่เป็นตัวจัดการพื้นที่ต่างๆ ก่อนเข้าเล่นเกมให้หมด ตั้งแต่ปิดกั้นการแจ้งเตือน, ป้องกันการสัมผัสโดยบังเอิญ หรือปรับให้เน้นประสิทธิภาพเพื่อให้เล่นได้ไหลลื่นยิ่งขึ้น เป็นต้น

 

PUBG Mobile

เริ่มกันด้วยเกม PUBG Mobile สามารถปรับกราฟิกได้ในระดับ HD และเฟรมเรทสูงสุด โดยการปรับสูงกว่าต้องรอการอัปเดท ซึ่งเมื่อเข้าไปในเกมพร้อมกับการเล่นในแผนที่ใหญ่ที่สุดที่ต้องใช้พื้นที่ทรัพยากรในเครื่องเยอะพอสมควร Vivo V17 Pro ก็สามารถเล่นได้อย่างไม่มีปัญหา เคลื่อนไหวไปตามมือ เฟรมเรทก็แทบไม่มีดรอป โดยเฉพาะตอนที่เจอศัตรูที่ต้องใช้ความเร็วในการสัมผัสก็ถือว่าทำได้ดีมากๆ ด้วย

 

ROV

เกมฮิตอย่าง ROV ก็สามารถปรับภาพกราฟิกได้ในระดับสูงสุดเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นภาพ HD, เฟรมเรทสูง และกราฟิกสูงสุด โดยทดสอบการเล่นในโหมด 5 VS 5 ก็ต้องบอกเลยว่าเล่นได้ลื่นมากๆ เฟรมเรทวิ่งในระดับ 59-60fps หรือบางครั้งทะลุไป 61fps ก็ยังมี โดยเฉพาะตอนที่ร่วมทีมไฟต์ก็ยิ่งเห็นได้ชัดเลยว่า Vivo V17 Pro นั้นเอาอยู่แน่นอน

 

Asphalt 9: Legends

และสุดท้ายกับเกมแข่งรถกราฟิกสวยงามอย่าง Asphalt 9: Legends เราลองปรับภาพคุณภาพสูงดู ก็ถือว่าทำได้ดีเลย เพราะปกติหน่วยประมวลผลระดับกลางๆ มักจะเล่นเกมนี้ในคุณภาพสูงได้ค่อนข้างกระตุก แต่ Vivo V17 Pro กลับเล่นได้ไหลลื่น ไม่ว่าจะตอนเร่งไนโตร, ตอนชน หรือช่วงที่มีวัตถุในเกมเยอะก็ตาม

 

แบตเตอรี่อึดพร้อมใช้งานได้ทั้งวัน

จากที่เราทดสอบเล่นเกมไปสักพักใหญ่ แบตเตอรี่ความจุ 4,100mAh ของ Vivo V17 Pro กลับลดไปเล็กน้อยประมาณ 15% เท่านั้น ส่วนใครที่ไม่เล่นเกม เป็นสายโซเชียลล้วนๆ คาดว่าน่าจะอยู่ได้ทั้งวันโดยชาร์จแค่ตอนเช้าครั้งเดียวเท่านั้นครับ

เริ่มเล่น ROV ไป 2 รอบ ประมาณ 30 นาทีด้วยแบตเตอรี่ 91%

หลังจากจบ ROV ไป 2 รอบ แบตลดลงมาที่ 85% และเริ่มเล่น PUBG Mobile ทันที


หลังจบแมตช์ปกติ 100 คน ใช้เวลาประมาณ 30 นาที แบตลงมาเพียงเล็กน้อย เหลืออยู่ที่ 77%

 

แบตหมดก็ยังมีชาร์จเร็ว Dual-Engine Fast Charging

ใครที่ใช้งานจนแบตเตอรี่ใกล้หมด สมาร์ตโฟนรุ่นนี้ก็ยังรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว Dual-Engine Fast Charging กำลังไฟถึง 18W อีกด้วย โดยจากการทดสอบแบตเตอรี่ช่วงใกล้หมดประมาณ 30% สามารถชาร์จไปถึง 69% ในเวลาประมาณ 30 นาที

 

สรุปจุดเด่น

  • กล้องหลัง 4 เลนส์ ถ่ายได้ความละเอียดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล สามารถถ่าย Ultra-Wide, กลางคืน หรือกลางวันได้ดีทั้งหมด
  • กล้องหน้าคู่ 32 + 8 ล้านพิกเซล สามารถถ่ายเบลอหลัง หรือ Wide-Angle ได้สวยงาม
  • หน้าจอ Super AMOLED กว้างถึง 6.44 นิ้ว ทำให้เล่นเกม หรือดูวิดีโอก็เห็นได้เต็มๆ
  • มาพร้อมหน่วยประมวลผล Snapdragon 675 AIE และ RAM 8GB ก็ทำให้ใช้งานได้ไหลลื่น และโหลดแอปไม่นานเกินไป
  • แบตเตอรี่มีความอึดมากถึง 4,100 mAh ทั้งยังมี Dual-Engine Fast Charging 18W มาให้ด้วย

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ไม่สามารถเพิ่ม MicroSD ได้

Featured

พาทัวร์งานโชว์นวัตกรรม 5G สุดล้ำ ใจกลางกรุง @ สามย่านมิตรทาวน์ ตอกย้ำ AIS 5G ที่ 1 ตัวจริงทดสอบแล้วทั่วไทย

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

 

AIS ตอกย้ำผู้นำนวัตกรรม 5G รายแรกรายเดียวของไทยที่ทดลองทดสอบ 5G ครบทุกภาคทั่วประเทศ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา ทั้งในพื้นที่ภาคกลาง, ภาคตะวันออก, ภาคใต้, ภาคอีสาน และภาคเหนือ ล่าสุด ประกาศความพร้อมพาคนไทยก้าวเข้าสู่ยุค 5G  จัดงานแสดงนวัตกรรม 5G สุดล้ำที่เกิดจากความร่วมมือของพันธมิตรทุกภาคส่วน ในงาน “AIS 5G ที่ 1 ตัวจริง ทดสอบแล้วทั่วไทย” ที่สามย่านมิตรทาวน์

 

สำหรับ AIS ได้เตรียมพร้อมเครือข่ายและองค์ความรู้พื้นฐานด้านเทคโนโลยีแบบครบวงจร ตั้งแต่โครงสร้างการทำงานของเทคโนโลยี 5G, อุปกรณ์โครงข่าย, อุปกรณ์รับ-ส่งสัญญาณ, ดีไวซ์, 5G SIM Card สำหรับเชื่อมต่อเพื่อทดสอบ Use Case ต่างๆ บนเครือข่าย 5G พร้อมทั้งทำ Workshop ผนึกกำลังกับมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วทุกภูมิภาคและเหล่าพันธมิตรชั้นนำด้านเทคโนโลยี ดำเนินการทดสอบ 5G ครบทุกภูมิภาคทั่วไทย

 

และเพื่อขยายการรับรู้และสร้างโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยี 5G ให้กับคนไทย เอไอเอส จึงได้ร่วมมือกับ สามย่านมิตรทาวน์ ศูนย์การค้าแห่งนวัตกรรม โดยซินเนอร์ยี่เทคโนโลยีเข้ากับเอไอเอส เปิดให้คนไทยได้สัมผัสกับเทคโนโลยี 5G ใจกลางกรุงเทพฯ

สถานที่จัดแสดงนวัตกรรม 5G จาก AIS จะอยู่ที่ลานกิจกรรม Semi outdoor ชั้น G สามย่านมิตรทาวน์ โดยในงานนี้ AIS ดึงแบมแบม หนึ่งในพรีเซนเตอร์จาก AIS มาร่วมงานในครั้งนี้ด้วย และทางทีมงานก็ไม่พลาดที่จะไปร่วมงาน เพื่อเก็บบรรยากาศภายในงาน ความน่าสนใจของเทคโนโลยี 5G จาก AIS ที่ขนมาจัดแสดงในงานนี้แบบจัดเต็ม เพื่อให้คนไทยได้สัมผัสกับประสบการณ์ ซึ่งลานจัดแสดงจะแบ่งเป็นโซนต่างๆ มี 5G Use Cases ที่น่าสนใจมากมาย  เดี๋ยวจะพาไปดูกันว่ามีอะไรที่น่าสนใจกันบ้าง ไปดูกันเลยครับ

 

1. 5G Hologram 3 มิติ

ครั้งแรกของไทยกับการนำเทคโนโลยี 3D Hologram การสื่อสารระยะไกลที่เหนือไปอีกขั้นในยุค 5G ที่สามารถถ่ายทอดภาพวิดีโอ 3 มิติ ได้แบบ 360 องศา มีความเสมือนจริงและเรียลไทม์ มาจัดแสดงให้ได้สัมผัสกันในงานนี้ ซึ่งมี 2 Use Cases ด้วยกัน ดังนี้

HoloPort

ตรงจุดนี้จะเป็นการสาธิตการสื่อสารระยะไกลระหว่างบุคคลต้นทางและปลายทางที่อยู่ต่างสถานที่กัน ให้สามารถโต้ตอบแบบตัวต่อตัวและมองเห็นภาพ 3 มิติ ได้รอบด้านแบบ 360 องศา โดยที่ฝ่ายต้นทางจะเป็นผู้สร้างภาพโฮโลแกรม 3 มิติของตัวเองผ่านหน้ากล้อง เพื่อให้ระบบทำการประมวลผลเปลี่ยนภาพ 2 มิติ ไปเป็นภาพเคลื่อนไหวแบบ 3 มิติ และส่งเป็นภาพเคลื่อนไหวแบบ 3 มิติออกมา

 

โดยวิดีโอแบบ 3 มิตินี้จะถูกส่งแบบสตรีมไปยังผู้รับผ่านเครือข่าย 5G ซึ่งปลายทางหรือผู้รับจะต้องสวมแว่นตา Hololens เพื่อแสดงผลเป็นภาพโฮโลแกรม 3 มิติ จากวัตถุในคอมพิวเตอร์ให้เป็นภาพเสมือนจริงขึ้นมา จึงทำให้ผู้รับรู้สึกว่าคู่สนทนาปรากฎอยู่ตรงหน้าในสถานที่เดียวกัน

 

Shared Mixed Reality

เป็นการสาธิตภาพโฮโลแกรม 3 มิติ ที่ผู้ใช้งานมากกว่า 1 คน สามารถมองเห็นภาพวิดีโอวัตถุ 3 มิติเดียวกันได้ ในสถานที่เดียวกัน ด้วยมุมมองแบบ 360 องศา ผ่านแว่นตา Hololens ซึ่งจะช่วยผู้ใช้งานให้สามารถแชร์ไอเดียและพัฒนาชิ้นงานร่วมกันได้พร้อมกันแบบเรียลไทม์

 

โดยเทคโนโลยีโฮโลแกรมนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานร่วมกันระหว่างทีมงานออกแบบ วิศวกร เจ้าของผลิตภัณฑ์ และลูกค้าการประชุมธุรกิจ การศึกษาทางไกล การแพทย์ การเกษตร และงานด้านแฟชั่นและบันเทิง ตลอดจนเป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้พัฒนาเกม, แอนิเมชั่น 3 มิติ, AR , VR และ MR ซึ่งจะช่วยสร้างความชัดเจนในการสื่อสารระหว่างกันได้เป็นอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

2. 5G VDO Call

การทดลองใช้งานโทร 5G VDO Call ผ่านเครือข่าย 5G ด้วยสมาร์ทโฟนที่รองรับ 5G ซึ่งคุณสมบัติเฉพาะของเทคโนโลยี 5G ที่มีค่าความหน่วงต่ำ ทำให้มีการตอบสนองแบบเรียลไทม์ คมชัดและไม่สะดุด ซึ่งภาพจะมีความละเอียดสูงระดับ Full HD – 4K และสัญญาณเสียงที่คมชัดระดับ Ultra HD voice

 

การโทร 5G VDO Call ในงานนี้ได้ทดสอบโทร ข้ามภูมิภาคแบบครบทุก 5 ภาค ทั้งภาคกลาง ภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคตะวันออก โดยในทุกๆ ภาคที่ทำการทดสอบโทรกันสดๆ ซึ่งโชว์ให้เห็นประสิทธิภาพของสัญญาณ 5G เมื่อ VDO Call จะเห็นภาพที่คมชัด เสียงไม่ขาดหาย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตามเมื่อใช้งานผ่านสัญญาณ 5G

 

ซึ่งในการทดสอบ VDO Call 5 ภาค ในตอนท้ายได้มีการร่วมพูดคุยทั้ง 5 ภาค ไปพร้อมๆ กันอีกด้วย ซึ่งการ VDO Call ทำได้ลื่นไหลไม่มีสะดุดด้วย 5G VDO Call จาก AIS นั่นเองครับ

 

3. 5G Remote Control Vehicle

สาธิตเทคโนโลยีการบังคับรถยนต์ไร้คนขับทางไกล ผ่านเครือข่าย 5G บริเวณลานหน้าสามย่านมิตรทาวน์ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยและนวัตกรรมดิจิทัล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ AIS โดยเป็นการแสดงศักยภาพของเครือข่าย 5G ที่มีความเร็วสูง, ความหน่วงต่ำ และตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว

 

เมื่อนำ 5G มาใช้ มีความหน่วงต่ำ และตอบสนองได้อย่างรวดเร็วก็จะทำให้ผู้ควบคุมรถไม่จำเป็นต้องอยู่ในตัวรถ แต่จะสามารถบังคับรถให้เคลื่อนที่ไปยังพื้นที่ต่างๆ  ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในรถแต่ยังสามารถมองเห็นมุมมองต่างๆ ได้เสมือนอยู่ในรถ และขับขี่ได้อย่างปลอดภัย สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในด้านการขนส่งสินค้าในภาคอุตสาหกรรม และการสัญจรในอนาคตได้ ตรงจุดนี้ก็เป็นอะไรที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมชมงานเป็นอย่างมาก

 

4. 5G Connected Drones

การสาธิตบังคับโดรนระยะไกล ระหว่างกรุงเทพฯ และเมืองโคราช จ.นครราชสีมา ในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตผ่านเครือข่าย 5G บน Live Network แสดงแนวคิดการใช้งานโดรนในยุค 5G ที่ความเร็วสูงและความหน่วงต่ำซึ่งคนควบคุมไม่จำเป็นต้องอยู่ที่เดียวกับโดรน แต่สามารถควบคุมโดรนระยะทางไกลได้ผ่านเครือข่ายมือถือ และสามารถ Streaming Video ที่มีความละเอียดสูงกลับมาหาผู้ใช้งานได้ทันที

 

ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์การใช้งานได้หลากหลาย ทั้งด้านการขนส่งและโลจิสติกส์, การเกษตร, ความปลอดภัยสาธารณะ, การตรวจงานในโรงงาน, การกู้ภัย รวมถึงการนำไปใช้ควบคุมโดรนภายในเมืองอัจฉริยะ เพื่อใช้ในการเข้าไปสำรวจพื้นที่ต่างๆ ได้อีกด้วย

 

5. 5G The Robotics

ตรงนี้จะจัดแสดงแนวคิดหุ่นยนต์ ผ่านเทคโนโลยี 5G ที่มีความเร็วสูงและความหน่วงต่ำ โดยมี 2 Use Cases ด้วยกัน คือ

5G The Robotic, the future of store เป็นการแสดงแนวคิด ซูเปอร์มาร์เก็ตในอนาคต ที่ทำงานโดยหุ่นยนต์ ผ่านเทคโนโลยี 5G ทำให้หุ่นยนต์ประมวลผลได้แบบเรียลไทม์และมีความแม่นยำสูง

 

หลังจากที่มีการสั่งให้หุ่นยนต์ทำงาน หุ่นยนต์จะรับคำสั่งทันทีแบบเรียลไทม์ ทำให้มีความแม่นยำสูง จึงทำให้หุ่นยนต์หยิบสินค้าได้ตรงตามออเดอร์ที่ลูกค้าต้องการสั่งซื้อ จากตัวอย่างจะเห็นว่าถึงแม้ผลไม้จะมีลักษณะหรือสีคล้ายคลึงกัน หุ่นยนต์ก็สามารถหยิบของผลไม้ได้ถูกต้อง และนำมาใส่ในจุดที่เตรียมไว้ได้ถูกต้องตามต้องการ

 

5G Smart Little Robot Companion หุ่นยนต์อัจฉริยะ ที่เห็นแล้วจะต้องหลงรักกับความน่ารักและสุดฉลาด ที่ทำงานผ่าน 5G ซึ่งสามารถพูดคุยและตอบคำถามแก่ผู้มาใช้งานได้ผ่านเทคโนโลยี 5G ช่วยให้จดจำการสั่งการ Smart Connected Devices และการตอบสนองของหุ่นยนต์เป็นไปได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องแม่นยำมากยิ่งขึ้น โดย Bannee และ Bookky เป็นหุ่นยนต์บรรณารักษ์ (Librarian-Bot) ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อปฏิบัติงานที่สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยขอนแก่น สามารถสื่อสารกันเองและสื่อสารกับคนได้

 

ทั้งหมดนี้ คือนวัตกรรมเทคโนโลยี 5G ที่น่าสนใจจาก AIS ที่นำมาจัดแสดง ซึ่งจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม และภาคอุตสาหกรรมของประเทศไปอีกขั้น ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยี AIS 5G เพื่อยกระดับประเทศสู่ Thailand 4.0

สำหรับผู้ที่สนใจร่วมทดลอง ทดสอบ และอยากสัมผัสนวัตกรรม 5G ด้วยตัวเอง สามารถไปได้ที่สามย่านมิตรทาวน์ ลานกิจกรรม Semi outdoor ชั้น G ซึ่งจะมีการจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2562 – 3 มกราคม 2563 เวลา 10.00น. – 22.00น. (วันที่ 24-31 ธันวาคม 2562 เวลา 10.00 น. – 24.00 น.) ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย โดยจะมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเครือข่าย คอยสาธิตและให้คำแนะนำตลอดทั้งงาน

อ่านต่อ...

Featured

รีวิว nuraphone หูฟัง Bluetooth ดีไซน์โดดเด่น สุดล้ำเรียนรู้และปรับเสียงให้เหมาะกับการได้ยินโดยอัตโนมัติ

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

มีหูฟังที่เรียกได้ว่าสุดล้ำมากๆ มาฝากกันครับ ซึ่งปกติแล้วการรับฟังเสียงของมนุษย์แต่ละคนมีความสามารถไม่เท่ากันครับ วันนี้เราได้รับหูฟัง nuraphone เป็นหูฟัง Bluetooth สุดล้ำที่สามารถเรียนรู้และปรับเสียงให้เหมาะกับการได้ยินของผู้ใช้งานแต่ละคนได้โดยอัตโนมัติด้วยครับ ซึ่ง nuraphone เป็นหูฟังที่ได้ออกแบบโดยวิศวะกรและผู้รักเสียงดนตรีจาก Australia ผสมผสานจุดเด่นของหูฟังแบบ Over-Ear และ In-Ear ไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัวและสวยงามมากๆ ครับ วันนี้เดี๋ยวจะพาไปดูกันว่าหูฟัง nuraphone จะมีความน่าสนใจอย่างไร และเสียงจะดีขนาดไหนเมื่อตัวหูฟังได้เรียนรู้การรับฟังและปรับเสียงให้เข้ากับการได้ยินของเราไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  1. หูฟัง nuraphone
  2. สายชาร์จแบบ USB-A
  3. กล่องหูฟังแบบ Magnetic locking protective case
  4. จุกหูฟังสำรองขนาดต่างๆ

 

ตัวกล่องหูฟัง Magnetic locking protective case ดูแข็งแรงทนทานมากๆ ครับ เอาไว้เผื่อว่าเดินทางอยากเก็บใส่ไว้ในกล่องเป็นการปกป้องความเสียหายที่อาจะเกิดขึ้นได้กับหูฟังได้อย่างดีเลยทีเดียว

 

ข้อมูลด้านเทคนิค

  • ขนาด 190 x 170 x 88 มม.
  • น้ำหนัก 329 กรัม
  • รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth aptX HD, *Universal Wired (Lightning, USB-C, micro-USB, analog)
  • Battery แบบ Lithium Ion Battery, ใช้งานต่อเนื่องได้รวม 20 ชั่วโมง
  • การตัดเสียงรบกวน Active Noise Cancellation (ANC) + Dual passive isolation
  • วัสดุ High grade stainless, คัพหูฟัง aluminium cups, แพดหูฟัง hypoallergenic silicon

nuraphone มาพร้อมกับไดร์เวอร์แบบ Dynamic คู่ แยกมิติเสียงแบบลำโพง Two way ทำงานโดยอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยีอันชาญฉลาด และแอปพลิเคชั่นสุดล้ำ ซึ่งจะทำงานร่วมกับสมาร์ทโฟนเพื่อให้ได้คุณภาพเสียงระดับ Hi-Fi รองรับ aptX HD ตัดเสียงรบกวน Active Noise Cancellation การันตีด้วยรางวัล best of the best จาก Red Dot Design และ Good Design Award อีกด้วยครับ 

 

FEATURE การใช้งาน

  • Offline Mode ควบคุมการงานผ่านแอปพลิเคชั่น โดยไม่จำเป็นต้องใช้อินเทอร์เน็ต
  • Bluetooth Quickswitch เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็น มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ โดยจะสามารถสลับอุปกรณ์ ได้อัตโนมัติโดยไม่ต้องยกเลิกการเชื่อมต่อจากอุปกรณ์ก่อนที่ใช้ก่อนหน้านี้
  • Voice Calls ใช้คุยโทรศัพท์ได้
  • Nura Sound หูฟังตัวแรกที่ปรับคุณภาพเสียงให้เหมาะผู้ใช้งานโดยอัตโนมัติ รางวัล CES Innovation 2018
  • CleanANC การผสมผสาน Active Noise Cancellation ระบบตัดเสียงรบกวน และ Double-
    Passive Isolation เพื่อคุณภาพเสียงที่คมชัด
  • หูฟังตัวแรกที่ออกแบบให้ In-Ear ทำงานร่วมกับ Over-Ear และ Haptic Bass Technology
  • Bluetooth Qualcomm atpX HD เพื่อเสียงที่คมชัดในระดับ Hi-Fi 24bit/48kHz
  • Smart Headphone ทำงานโดยอัตโนมัติเพียงสวมลงบนศีรษะ
  • ทำงานร่วมกับ Application บน iOS / Android
  • TeslaFlow วาล์วควบคุมการไหลเวียนของอากาศ สวมใส่สบายมากยิ่งขึ้น
  • ตัวหูฟังรองรับ Aptx HD ที่รองรับการฟังในแบบ Hi-Res 24Bit 48kHz (ขึ้นอยู่กับเครื่องเล่นที่รองรับ) หากต้องการต่อแบบ Analog หรือ สาย USB C, Lightning สามารถซิ้ออุปกรณ์เสริมเพิ่มได้

ดีไซน์และการออกแบบ

ตัวกล่องด้านใน nuraphone ดีไซน์ดูเรียบหรูซึ่งเมื่อเปิดออกมาจะมีกล่องเก็บหูฟังอยู่ด้านในอีกชั้นครับ

 

เมื่อเปิด Magnetic locking protective case ออกมาแล้วจะเห็นหูฟัง และกล่องเก็บสายชาร์จที่มีหูฟังสำรองมาให้ด้วยอีก 2 ชุด

 

ก้านหูฟังด้านในจะมีข้อความเขียนไว้ว่า nuraphone

 

หูฟังด้านซ้าย และขวา จะมี Touch Buttons สำหรับควบคุมการทำงานอยู่ทั้ง 2 ข้าง ด้วยการสัมผัสครับ

 

nuraphone ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษและเป็นหูฟังตัวแรกที่ออกแบบโดยการผสมผสานระหว่างหูฟัง แบบ In-Ear กับ Over-Ear เอาไว้ด้วยกันครับ ส่วนตัวแล้วใช้งานหูฟังมาก็เยอะ พอเจอ nuraphone เห็นครั้งแรกก็รู้สึกแปลกตาไม่เหมือนแบรนด์ไหน โดยเสียงย่านกลางและสูงจะขับผ่าน In-ear tips และ Over-Ear ขับพลังเบสที่สามารถสัมผัสได้ทันทีเมื่อได้รับฟังเพลงจากหูฟังนี้ครับ

 

ในการเริ่มใช้งานครั้งแรกก็แปลกใจหาปุ่มเปิดเครื่องไม่เจอ แต่เมื่อจะเชื่อมต่อกับแอป nura พบว่าตัวแอปแนะนำให้สวมหูฟังเข้าไปกับศีรษะ ซึ่งนั่นก็คือการเปิดเครื่องนั้นเองครับ การทำงานของหูฟังเมื่อสวมหูฟังเข้าไปกับศีรษะแล้ว จะเป็นการเปิด/ปิด เป็นไปแบบอัตโนมัติ โดยที่ไม่ต้องกดเปิดหรือปิดการทำงานแต่อย่างใด ตัวหูฟัง nuraphone จะจับ motion sensor และทำการเปิดใช้งานอัตโนมัติ แจ้งชื่อผู้ใช้ (Welcome back ชื่อผู้ใช้) พร้อมบอกแบตเตอรี่คงเหลืออีกด้วยครับ

 

หลังจากที่ทำความรู้จักที่มาที่ไปของหูฟัง nuraphone และฟีเจอร์ต่างๆ กันไปแล้ว ถึงเวลาแล้วที่จะมาลองใช้งานจริงกันเลยดีกว่า ก่อนที่จะเริ่มฟังเพลงผ่านหูฟัง nuraphone ให้ดาวน์โหลดแอป nura มาติดตั้งก่อนครับ ซึ่งมีให้โหลดได้ทั้ง iOS และ Android เพื่อที่จะสร้างโปรไฟล์และเรียนรู้การรับฟังของเราเพื่อปรับให้เหมาะกับการฟังของผู้ใช้งานแต่ละรายให้เหมาะสมที่สุดครับ ซึ่งสามารถเรียนรู้การฟังของผู้ใช้งานได้ภายใน 60 วินาที เท่านั้น และสามารถสร้างและบันทึกข้อมูลได้ถึง 3 โปรไฟล์ในเวลาเดียวกัน

มาถึงตรงนี้หลายคนที่อาจจะสงสัยว่า nuraphone เรียนรู้การได้ยินของเราได้ยังไง เหตุผลเพราะแบบนี้ครับ ภายในหูฟัง nuraphone เค้าจะมีไมโครโฟนแบบเดียวกับที่ nasa ใช้ในปฏิบัติการ Mars Mission 2020 ครับ ซึ่งจะเป็นตัวรับสัญญาณเสียงสะท้อนในช่องหูของเราฟังเรานั่นเอง ในส่วนนี้ทาง nura ได้มีการจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีนี้ไว้เป็นที่เรียบร้อยครับ

 

การทำงานของ Touch Buttons สามารถปรับเปลี่ยนได้ด้วยตัวเอง มากกว่า 4 ฟังก์ชั่น สามารถตั้งค่าผ่านแอป nura โดยตั้งค่าได้ทั้งหูฟังด้านซ้าย และขวา ด้านละ 2 ฟังก์ชั่น ประกอบไปด้วย

  • Play/pause music & answer/ hang up calls
  • Play/pause music
  • Enable/ disable immersion
  • Enable/disable social mode
  • Previous track
  • Next track
  • Volume up
  • Volume down

 

นอกจากนี้ในส่วนของแอป nura ยังสามารถอัปเดทเฟิร์มแวร์ใหม่ๆ ดูแบตเตอรี่คงเหลือของหูฟังได้อีกด้วยครับ

 

ไร้เสียงรบกวนด้วย CleanANC 

nuraphone มาพร้อมกับ CleanANC ซึ่งเป็นการผสมผสาน Active Noise Cancellation ระบบตัดเสียงรบกวน และ Double-Passive Isolation เมื่อ 2 เทคโนโลยีนี้ทำงานร่วมกันทำให้ไร้เสียงรบกวนฟังเพลงให้คุณภาพเสียงคมชัดมากๆ

ตัวหูฟังยังมี Social Mode ด้วยครับ เพียงแค่แตะไปที่ Touch Buttons ก็จะสามารถรับฟังเสียงจากภายนอกสำหรับการฟังเสียงสนทนาหรือรับฟังเสียงจากภายนอกโดยที่ไม่ต้องถอดหูฟังออกเรียกได้ว่าสะดวกต่อการใช้งานมากๆ เลยทีเดียว

 

ใช้คุยโทรศัพท์ได้คุณภาพเสียงคมชัด 

nuraphone สามารถใช้คุยโทรศัพท์ได้ในตัวเลยครับ เนื่องจากตัวหูฟังมีไมโครโฟนอยู่ด้วย ดังนั้นเมื่อมีสายเรียกเข้าสามารถรับโทรศัพท์และคุยจากหูฟัง nuraphone ได้ทันที หลังจากที่ได้ทดลองใช้งานคุยโทรศัพท์พบว่าเสียงสนทนาคมชัดดีครับ ทั้งทางฝั่งผู้โทร และทางฝั่งผู้รับ

 

ดูหนัง ฟังเพลง เสียงไม่ดีเลย์ 

ทุกครั้งที่ต้องทดสอบหูฟัง หลายๆ มักจะถามถึงเรื่องการดูหนัง ฟังเพลงจาก YouTube ว่าเสียงดีเลย์มั้ย จากที่ใช้งานมาหลายสัปดาห์พบเสียงและภาพไม่ตรงกัน ไม่ต้องกังวลในส่วนนี้เลย โดยการทดสอบได้ลองใช้งานทั้ง YouTube, Netflix, Spotify, หนังจาก Apple TV

 

สุดยอดพลังเสียง เบสหนัก ฟังเพลงดี ดูหนังเด่น 

มาถึงไฮไลท์ของการใช้งานหูฟังแน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องของคุณภาพของเสียงเมื่อฟังเพลง ต้องบอกเลยว่าตอนแรกที่เห็นดีไซน์ยังเดาไม่ออกว่าเสียงจะออกมาเป็นแบบไหน จะใส่พอดีหูหรือไม่ในเมื่อเป็นลูกผสมระหว่าง Over-Ear และ In-Ear แต่เมื่อได้ลองใช้งานแล้วกลับพบว่าถึงเป็นลูกผสมการสวมใส่เรียกได้ว่าออกแบบมาได้อย่างดีมากครับ ซึ่งสามารถใส่พอดีหูและตัวก้านหูฟังก็ยังสามารถปรับให้เข้ากับขนาดของศรีษะได้ และด้วยการดีไซน์แบบนี้เองทำให้ได้สัมผัสของพลังเสียงอย่างแท้จริง บางคนอาจจะชอบฟังเสียงจากหูฟัง Over-Ear เพราะไดร์เวอร์ขนาดไหญ่ ให้พลังเสียงหนักแน่น แต่ถ้าใครที่ไม่ใช่ชอบฟังขนาดใหญ่ก็มักจะเลือกใช้ In-Ear ซึ่งพลังเสียงอาจจะไม่ได้หนักแน่นเหมือน Over-Ear แต่เมื่อทั้ง Over-Ear และ In-Ear มาอยู่ในหูฟังตัวเดียวกันเมื่อฟังเพลงแล้วพบว่าเสียงกลมกล่อมมากครับ เบสมาเต็ม ถ้าดูหนังความกระหึ่มเหมือนดูหนังจากโรงหนังประมาณนั้นเลยครับ เสียงแหลมก็มาครบ โดยรวมแล้วเสียงกระหึ่มมากๆ สะใจคนชอบดูหนังและฟังเพลง ผลก็มาจากการนำจุดเด่นของหูฟังทั้ง 2 ชนิดมารวมไว้ในหูฟังตัวเดียวกัน ต้องบอกเลยว่าไม่เคยได้รับประสบการณ์การฟังเพลง ดูหนัง ด้วยเสียงที่มาเต็มแบบนี้มาก่อน ประกอบกับตัวหูฟังสามารถเรียนรู้และปรับเสียงให้เหมาะกับผู้ฟังได้อย่างอัตโนมัติจึงทำให้เสียงเพลงที่ได้ยินเหมาะกับผู้ใช้งานคนนั้นๆ มากขึ้นอีกด้วยครับ

 

ในส่วนของแบตเตอรี่ nuraphone เมื่อชาร์จแบตเตอรี่เต็มจะใช้ฟังเพลงได้ราวๆ 20 ชั่วโมงครับ หากใช้งานไปแล้วแบตเหลือน้อยตัวหูฟังจะมีเสียงเตือนให้เราทราบด้วยครับ โดยการชาร์จแบตจนเต็มจะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง

 

 

นอกจากนี้ในส่วนของแอป nura ยังสามารถอัพเกรดเฟิร์มแวร์ใหม่ๆ รวมถึงดูแบตเตอรี่ของตัวหูฟังได้อีกด้วย

 

สรุปส่งท้าย

nuraphone เป็นหูฟังที่ต้องบอกเลยครับว่าใครที่ชอบดูหนังฟังเพลงผ่านหูฟังไม่ว่าจะเป็นตอนเดินทาง หรือพักผ่อน อยากให้ได้ลองฟังกันครับเพราะเชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะไม่เคยสัมผัสประสบการณ์เสียงที่จะได้จากหูฟัง nuraphone มาก่อน ซึ่งตอนนี้เปิดวางจำหน่ายแล้วนะครับ ในราคา 17,900 บาท ที่ central ชิดลม ในแผนก Central Men’s Gadget ชั้นเครื่องแต่งกายชาย

และ Central.co.th , Shop.mentagram.com สำหรับใครที่สนใจสามารถลองไปเสียงและสัมผัสของจริงได้ตามสถานที่จำหน่ายนะครับ

รายละเอียดเพิ่มเติม www.facebook.com/nurasoundthailand

อ่านต่อ...

Featured

รีวิว realme 5s สมาร์ทโฟนตัวกลาง สเปคสุดคุ้ม จอกว้าง 6.5 นิ้ว, แบต 5000mAh และกล้อง 48MP

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

realme 5s สมาร์ทโฟนระดับกลางรุ่นใหม่จาก realme ที่เป็นรุ่นสานต่อจาก realme 5 โดยเพิ่มทั้งสเปค, กล้อง และสีใหม่ในดีไซน์สุดจัดจ้าน โดยแต่ละส่วนจะเป็นอย่างไร เรามาดูไปพร้อมกันเลยครับ

 

สรุปสเปค realme 5s

  • ขนาดตัวเครื่อง : 164.4 × 75.6 × 9.3 มม.
  • น้ำหนัก : 198 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Mini-Drop Fullscreen ชนิด LCD ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1600 x 720 พิกเซล), มี 269PPI และครอบทับด้วย Corning Gorilla Glass 3+
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 665 AIE Octa Core ความเร็ว 2.0 GHz
  • ความจุ RAM 4GB + ROM 128GB เพิ่ม MicroSD Card สูงสุด 256GB
  • กล้องถ่ายรูปหลัง 4 เลนส์ แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 รองรับ AI, Super Nightscape และ HDR
    • เลนส์ Ultra Wide Angle กว้าง 119 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.25
    • เลนส์ Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
    • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้าความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0
  • ระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ครอบทับด้วย ColorOS 6.0.1
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.0 และพอร์ต Micro USB 2.0
  • แบตเตอรี่ความจุ 5000mAh (5V/2A)

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

ตัวกล่องของ realme 5s มาในทรงสี่เหลี่ยมเรียบง่ายตามแบบของ realme ครับ โดยมีชื่อรุ่น, สเปคหลักๆ และภาพอยู่ที่ด้านหน้าตัวกล่องอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งข้างในมีอุปกรณ์ดังนี้

  • ตัวเครื่อง realme 5s พร้อมติดฟิล์มกันรอย
  • อะแดปเตอร์
  • Micro USB 2.0
  • เคสใส
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม

ซึ่งกล่องที่เราได้มาไม่มีคู่มือการใช้งาน แต่ตัวกล่องที่ขายจริงจะมีมาให้แน่นอนครับ

 

ดีไซน์ของ realme 5s แน่นอนว่าต้องมีความพิเศษกว่ารุ่นเดิมอย่าง realme 5 คือสีสุดร้อนแรงอย่างสีแดง Crystal Red ที่เล่นลวดลายทรงเพชรตามชื่อสีอย่างโดดเด่น หากยิ่งมีการสะท้อนกับแสงมากเท่าไหร่ ความระยิบระยับก็จะมีมากตามไปด้วยครับ โดยกระบวนการผลิตกว่าที่จะออกมาเป็นลวดลายแบบนี้นั้นเป็นการลงสีแบบ Nano Holographic Color ที่ช่วยให้ตัวเครื่องดูมีมิติมากขึ้นนั่นเอง

 

ตัวเครื่องของ realme 5s ยังมีขนาดที่ไม่ใหญ่จนเกินไปกับการมือเพียงมือเดียวครับ แถมตัวเครื่องของ realme 5s ยังสามารถป้องกันน้ำ เช่น การสาดหรือกระเด็นได้ด้วยเช่นกัน

 

ด้านหน้าจอแสดงผล realme 5s มาพร้อมกับจอ LCD กว้างถึง 6.5 นิ้ว ในความคมชัดระดับ HD+ (1600 x 720 พิกเซล) ควบคู่กับการครอบทับด้วยกระจก Corning Gorilla Glass 3+ เพิ่มความแข็งแกร่งไปในตัวด้วย โดยหน้าจอ Mini-Drop Fullscreen ของ realme 5s ทำให้มีพื้นที่การใช้งานมากถึง 89% ใครที่ชอบรับชมภาพยนตร์ ดูวิดีโอ หรือเล่นเกมบ่อยๆ จะต้องชอบในเรื่องของความเต็มตาแน่นอนครับ

 

มาต่อที่รอบเครื่องเช่นเดิมครับ เริ่มด้วยที่เหนือหน้าจอแสดงผลจะมีหยดน้ำขนาดเล็กที่ฝังกล้องหน้าความละเอียด 13 ล้านพิกเซลเข้าไป โดยมีลำโพงสำหรับสนทนาอยู่ด้านบน พร้อมด้วยระบบเซ็นเซอร์วัดแสงต่างๆ

 

ทางซ้ายของตัวเครื่องจะมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ด NanoSIM 2 ช่อง และ MicroSD Card อีก 1 ช่อง รวมเป็น 3 ช่องกันไปเลย ไม่ต้องเลือกอย่างในอย่างหนึ่งครับ ถัดลงมาจะมีปุ่มเพิ่มและลดเสียง

 

ฝั่งขวาจะมีเพียงปุ่มล็อคเครื่องเท่านั้น

 

ส่วนด้านล่างตัวเครื่องจะมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร, ไมโครโฟน, พอร์ต Micro USB 2.0 และลำโพงตัวหลัก

 

สุดท้ายที่ด้านหลังจะมีกล้อง 4 เลนส์อยู่ในกรอบที่มุมซ้ายบนทั้งหมด พร้อมด้วยอักษร “48MP” มีไฟแฟลช LED ทางด้านขวาของเลนส์ และระบบเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่อยู่ตรงกลางเครื่อง

 

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

realme 5s แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ที่ครอบทับด้วย ColorOS 6.0.1 โดยมีระบบการทำงานที่ไหลลื่นและหน้าตา UI ที่เรียบง่ายในส่วนของไอคอนต่างๆ ทั้งยังมีฟีเจอร์มาให้ลองเล่นกันเยอะพอสมควรครับ

 

สำหรับใครที่อยากเปลี่ยนวอลเปเปอร์ก็มีให้เลือกใช้กันประมาณ 10 แบบครับ จะลองเลือกสีสันที่เหมาะกับตัวเครื่อง Crystal Red ก็ได้ครับ

 

ถนอมสายตาตอนกลางคืน

เชื่อว่าหลายคนต้องชอบเล่นสมาร์ทโฟนที่ในกลางคืนแน่นอน โดย realme 5s ก็มีให้เราได้เลือกปรับแสงของหน้าจอเพื่อให้ถนอมสายตายิ่งขึ้นด้วย ซึ่งการปรับจะมีให้เลือก 3 แบบ ดังนี้

  • แสดงเป็นสี : เป็นการตัดแสงสีฟ้าตามปกติ โดยสามารถเลือกระดับการตัดแสงได้ตามใจชอบ

  • การแสดงผลแบบขาวดำ : หน้าจอทั้งหมดจะกลายเป็นสีขาว-ดำ รวมไปถึงในแอปพลิเคชั่นต่างๆ ด้วยครับ
  • การอ่านอย่างสบายตาในตอนกลางคืน : ส่วนนี้ทุกอย่างจะดูมืดไปหมด เน้นสีดำเป็นหลัก ซึ่งเหมาะกับการเล่นเมื่อปิดไฟทั้งหมดหรือในที่แสงน้อยจริงๆ

 

ระบบความปลอดภัย

ด้านระบบความปลอดภัยก็มีมาให้ครบครันเช่นเดิมตั้งแต่การสแกนลายนิ้วมือด้านหลังตัวเครื่อง สามารถจดจำได้ทั้งหมด 5 ลายนิ้วมือ โดยการสแกนถือว่าทำได้รวดเร็วและเสถียรมากๆ ครับ แค่แตะแล้วปล่อยก็ปลดล็อคให้ทันที

ส่วนการสแกนใบหน้าถือว่ารวดเร็วพอๆ กันครับ โดยต้องกดปุ่มล็อคเครื่องเพื่อเปิดการสแกนใบหน้า ซึ่งก็ปลดให้ทันทีแทบไม่ต้องรอสแกนนานเลย

 

เรื่องความสะดวกสบายก็มีครบเหมือนกัน

  • ลูกบอลช่วยเหลือ : คงคุ้นเคยกันดีหากใครที่ใช้ ColorOS บ่อยๆ โดยจะเป็นการกดเพื่อใช้งานแทนปุ่มนำทางได้ หรือจะใช้เป็นเมนูเพื่อทำงานต่างๆ ได้เร็วขึ้นครับ

  • แถบข้างอัจฉริยะ : เป็นการเข้าแอปพลิเคชั่นที่เราใช้บ่อยได้ทันทีครับ โดยเราสามารถปรับแต่งได้ตามใจชอบเลย ใช้แอปไหนบ่อยก็ลากมาใส่ เท่านี้ก็ไม่ต้องมานั่งหาให้เสียเวลาแล้ว

  • โคลนแอป : ใครมีแอปโซเชียล 2 บัญชีก็สามารถโคลนเพื่อให้ใช้งานได้แยกกันได้แบบอิสระเลยครับ

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

realme 5s นั้นขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผลระดับกลางอย่าง Qualcomm Snapdragon 665 AIE Octa Core ที่มีสถาปัตยกรรมขนาด 11 นาโนเมตร ที่ช่วยให้ประหยัดพลังงานกว่าหน่วยประมวลผลตัวกลางในระดับเดียวกัน 20% ทั้งยังมี AI Engine ที่ช่วยเรื่องของความไหลลื่นของการใช้งานและการจัดสรรทรัพยากรให้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังทำงานคู่กับ GPU Adreno 610 ที่ช่วยให้การเล่นเกมนั้นไหลลื่นและเฟรมเรทคงที่ตลอดทั้งเกม

 

สำหรับผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ทำคะแนนได้ไปได้ที่ 169,168

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 315 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,394

 

ในส่วนของการเล่นเกม เริ่มต้นจะมีฟีเจอร์ Game Space ที่เป็นการรวบรวมเกมทั้งหมดไว้ในที่เดียวกัน ทั้งยังสามารถเปิดตั้งค่าปิดกั้นการแจ้งเตือนเพื่อไม่ให้รบกวนการเล่น รวมไปถึงโหมดแบ่งขันที่จะใช้ทรัพยากรของเครื่องไปกับการเล่นเกมโดยเฉพาะครับ ทำให้ไม่มีสะดุดแน่นอน

 

ทดสอบเล่นเกม

ROV

สำหรับ ROV เราปรับภาพกราฟิกระดับสูงที่สุดทั้งหมดเท่าที่จะปรับได้ครับ รวมไปถึงเฟรมเรทสูงเช่นกัน โดยลองทดสอบในโหมดปกติ 5 VS 5 ถือว่า realme 5s ทำได้ดีมากๆ ตั้งแต่ต้นเกมที่เฟรมเรทจะวิ่ง 58-61fps สลับกันไปครับ จนมาถึงกลางเกมและท้ายเกมในช่วงที่บวกกับฝั่งตรงข้ามบ่อยๆ ก็อาจลดลงมาเล็กน้อยอาจมี 57fps บ้างแต่ก็ไม่บ่อยครับ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 58 – 59fps เสียมากกว่า เรียกว่าทำได้ดีมากๆ และไม่มีอาการกระตุกเลยแม้แต่ครั้งเดียว

 

Call of Duty: Mobile

ส่วนเกม Call of Duty: Mobile เราปรับทั้งคุณภาพกราฟิกและเฟรมเรทเป็นระดับ Very High โดยเล่นในโหมด Battle Royale จำนวน 100 คนก็ทำได้ดีมากๆ เหมือนกันครับ ไม่มีอาการกระตุก, เฟรมเรทเหวี่ยงหรือค้างเลย แถมระบบสัมผัสก็ถือว่าดีพอสมควรเลยครับ ไหลไปตามนิ้วตามมือได้ลื่นๆ

 

แบตเตอรี่อึดใช้งานทั่วไปได้ทั้งวันแน่นอน!

จากที่ทดสอบเล่นเกมไปประมาณ 2 ชั่วโมง แบตเตอรี่ของ realme 5s กลับลดไปประมาณ 10% เท่านั้น ซึ่งเป็นเพราะความจุที่ให้มาถึง 5000mAh ทำให้เล่นเกมได้ต่อเนื่องครับ โดยใครที่เล่นหนักๆ อาจเล่นได้เกินครึ่งวัน ส่วนใครที่เน้นโซเชียลรับรองว่ายังมีแบตเตอรี่เหลือเพียงพอให้ชาร์จในช่วงค่ำๆ ครับ นอกจากนี้ ไม่ใช่แค่แบตเตอรี่อึดเท่านั้น แต่เรื่องของความปลอดภัยก็มีถึง 3 ชั้น ตั้งแต่การป้องกันแบตเตอรี่ร้อน, แบตละลาย และแบตระเบิดตั้งแต่หัวชาร์จไปยังแบตเตอรี่ รวมไปถึงเทคโนโลยี AI Cooling ที่ทำให้เครื่องนั้นไม่ร้อนจนเกินไป ซึ่งตรงนี้จะได้ประโยชน์ในการไม่ลดความเร็ว Clock ของหน่วยประมวลผลด้วย

 

กล้องถ่ายรูป

แม้จะเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นกลางแต่เรื่องต้องก็เล่นใหญ่เหมือนกันเพราะมีให้ถึง 4 เลนส์ที่กล้องหลัง และกล้องหน้าอีก 1 เลนส์ ดังนี้

  • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 รองรับ AI และ Super Nightscape
  • เลนส์ Ultra Wide Angle กว้าง 119 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.25
  • เลนส์ Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

กล้องหน้าความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 รองรับ AI Beautification

48 ล้านพิกเซล ถ่ายยังไงก็คมชัด พร้อมความฉลาดของ AI ขั้นสูง

realme 5s มาพร้อมกับเซ็นเซอร์ ISOCELL GM1 ที่มีความละเอียดสูงถึง 48 ล้านพิกเซล โดยมีเทคโนโลยี Tetracell ที่ผสานรวม 4 พิกเซลเข้าเป็นพิกเซลใหญ่ 1 พิกเซลเท่านั้น ทำให้ได้ความคมของภาพมากขึ้น แต่ก็สามารถถ่ายในความละเอียด 48 ล้านพิกเซลได้เหมือนกัน ซึ่งให้รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ นั้นชัดเจน ไม่มีแตก ทั้งยังสามารถซูมไปดูใกล้ๆ ได้อีกด้วยครับ

ภาพปกติ / ครอป

 

นอกจากนี้ realme 5s ก็ยังมีความอัจฉริยะของ AI ตรวจจับหมวดหมู่ต่างๆ เช่น คน, อาหาร, พืช หรือสัตว์ เป็นต้น เพื่อปรับแต่งภาพให้เหมาะสมกับแต่ละวัตถุที่เรากำลังโฟกัสครับ หากเป็นอาหาร สีสันจะดูฉุดฉาดขึ้นมาให้ดูน่าทานยิ่งขึ้น หรือหากเป็นท้องฟ้าหรือธรรมชาติก็จะทำให้ดูเนียนตาและเฉดสีที่มีความนุ่มนวลครับ

 

ถ่ายมุมกว้างด้วย Ultra-Wide 119 องศา

realme 5s ยังมาพร้อมกับเลนส์ Ultra Wide Angle ที่ให้ความกว้างถึง 119 องศา สามารถเก็บองค์ประกอบต่างๆ ได้ครบแน่นอน และยิ่งช่วงนี้เข้าใกล้คริสมาสต์และเทศกาลปีใหม่ ก็จะมีของประดับเพียบ เช่น ต้นไม้สูงๆ ซึ่งแน่นอนว่าเลนส์นี้เก็บได้ครบถึงยอดแน่นอน แถมความสวยงามก็ได้สีสันแบบจัดเต็ม จัดจ้าน และคมชัดเช่นเคย


เปิด Ultra-Wide / ปิด Ultra-Wide

 

หรือยิ่งถ่ายภาพบุคคลด้วยเลนส์ Ultra-Wide ยิ่งทำให้คุณผู้หญิงดูสง่าและสูงขึ้นมาทันตาเลยล่ะครับ ไม่ต้องโดนใช้ไปถ่ายใหม่แน่นอน

 

Super Nightscape 2.0 ถ่ายกลางคืนให้สว่างได้ง่ายๆ

ฟีเจอร์ Super Nightscape 2.0 คือการใช้งานเพื่อถ่ายในตอนกลางคืนตามชื่อเลยครับ โดยสามารถเก็บแสงกลางคืนได้ดีมากๆ มีการเพิ่มแสงและเฉดสีตามแบบฉบับของ realme ให้ภาพตรงหน้าที่มืดๆ กลับมาสว่างได้ทันที แถมเรื่อง Noise ก็ยังมีน้อยมากอีกด้วย ซึ่งจุดนี้จะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง Night Scene Algorithm และเทคโนโลยี AI เพื่อลดการเกิด Noise ในภาพ

 

นอกจากนี้ เรายังใช้เลนส์ Ultra-Wide ในโหมด Super Nightscape 2.0 ได้อีกด้วย ได้ทั้งมุมกว้างๆ และความสว่างในตอนกลางคืนไปแบบเต็มๆ ครับ

 

 

ใกล้สุดด้วยเลนส์ Macro

ในเลนส์ Macro ของ realme 5s สามารถให้เราเห็นวัตถุในระยะใกล้ๆ ที่ดวงตาเราแทบมองไม่ออกได้ใกล้ถึง 4 เซนติเมตร โดยที่ความคมชัดและความสดใสของสีที่ได้ออกมาก็ยังถือว่าครบและสวยงามอยู่ครับ

 

เพิ่มความสดของสียิ่งขึ้นด้วย Chroma Boost

เรียกว่ามีใน realme แทบทุกรุ่นอย่างฟีเจอร์ Choma Boost ที่ช่วยเรื่องการเพิ่มเฉดสีให้มีความสดกว่าเดิม แต่ก็ไม่ใช่แค่เรื่องสีเท่านั้น เพราะยังมีการเพิ่มแสงในภาพให้บริเวณมืดๆ มองเห็นได้ดีขึ้น แถมยังดูเป็นธรรมชาติ ไม่ได้เพิ่มสีจนเกินไป

เปิด Chroma Boost / ปิด Chroma Boost


เปิด Chroma Boost / ปิด Chroma Boost


เปิด Chroma Boost


ปิด Chroma Boost


เปิด Chroma Boost


ปิด Chroma Boost

 

Portrait เบลอเนียนตา

realme 5s ยังมีฟีเจอร์ที่หลายคนต้องชอบเหมือนกันอย่างการเบลอหลังหรือ Portrait โดยเฉพาะการถ่ายบุคคลนั้นทำได้ยอดเยี่ยมมาก มีการเบลอฉากหลังได้เนียนๆ ตัดขอบได้คม และยังได้ความสวยงามของใบหน้าเพิ่มเข้ามาแบบอัตโนมัติอีกด้วย โดยฟีเจอร์นี้จะใช้ประโยชน์จากเลนส์ Portrait เพื่อตรวจจับฉากหลังและรู้ว่าจุดไหนควรเบลอหรือไม่เบลอ

โหมด Portrait / โหมดปกติ

 

กล้องหน้าสวยใสด้วย AI Beautification

ผ่านกล้องหลังไปจนหมดเรามาดูกันที่กล้องหน้าความละเอียด 13 ล้านพิกเซลกันบ้างครับ โดยจะมีฟีเจอร์หลักๆ ที่ผู้หญิงทุกคนต้องชอบแน่นอน คือ การปรับใบหน้าสวยงาม หรือ AI Beautification นั่นเอง

สำหรับกล้องหน้าของ realme 5s สามารถแยกลักษณะบุคคลได้อัตโนมัติไม่ว่าจะเป็นเพศ, อายุ หรือสีผิวเพื่อปรับภาพให้สวยแบบธรรมชาติ ทั้งยังจดจำจุดบนในหน้าถึง 296 จุด ซึ่งช่วยปรับภาพให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลครับ

 

เบลอหลังเนียนๆ ได้ดั่งใจ

ทั้งนี้ ใครที่อยากให้เบลอฉากหลังก็ทำได้ยอดเยี่ยมไม่ต่างจากกล้องหลังเลยด้วย ซึ่งตรงนี้ AI จะข้ามาช่วยในเรื่องการเบลอหลังและความสวยงามของใบหน้า ซึ่ง AI ก็ตัดขอบให้เราได้เนียน ใรใบหน้าสวยงาม แถมยังสามารถปรับแต่งรูปทรงใบหน้าได้ทั้งหมดถึง 8 แบบ และแบบละ 100 ระดับไปเลยครับ

 

สรุปจุดเด่น

  • ดีไซน์สวยงามแบบ Diamond Cut พร้อมด้วยสีแดงใหม่อย่าง Crystal Red
  • มีกล้องหลัง 4 เลนส์ความละเอียดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล พร้อมด้วยเลนส์ Ultra-Wide Angle, Portrait และ Macro ทำให้สนุกกับการถ่ายภาพหลายรูปแบบ
  • หน้าจอใหญ่ 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ ใช้งานได้เต็มตาทั้งเล่นเกมหรือดูวิดีโอต่างๆ
  • ใช้หน่วยประมวลผล Snapdragon 665 ควบคู่กับ RAM 4GB + ROM 128GB ทำให้ใช้งานได้ไหลลื่นและพร้อมเก็บไฟล์ต่างๆ ได้เยอะ
  • แบตเตอรี่ 5000mAh สามารถใช้งานได้ทั้งวันแทบไม่ต้องกลัวหมด

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ไม่มีหูฟังแถมมาในกล่อง
  • ยังใช้พอร์ต Micro USB 2.0 อยู่

 

realme 5s เตรียมวางจำหน่ายในราคาแบบ Flash sale ผ่านทาง Lazada (http://bit.ly/2Y3cxqf) ในวันที่ 4 ธันวาคม 2562 และจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในทุกช่องทางวันที่ 7 ธันวาคม 2562 ด้วยราคาเพียง 5,999 บาท

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

Featured2 ชั่วโมง ที่แล้ว

พาทัวร์งานโชว์นวัตกรรม 5G สุดล้ำ ใจกลางกรุง @ สามย่านมิตรทาวน์ ตอกย้ำ AIS 5G ที่ 1 ตัวจริงทดสอบแล้วทั่วไทย

  AIS ตอกย้ำผู้...

Featured1 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว nuraphone หูฟัง Bluetooth ดีไซน์โดดเด่น สุดล้ำเรียนรู้และปรับเสียงให้เหมาะกับการได้ยินโดยอัตโนมัติ

มีหูฟังที่เรียกได้ว่...

Featured2 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว realme 5s สมาร์ทโฟนตัวกลาง สเปคสุดคุ้ม จอกว้าง 6.5 นิ้ว, แบต 5000mAh และกล้อง 48MP

realme 5s สมาร์ทโฟนร...

OPPO A9 2020 New Vanilla Mint OPPO A9 2020 New Vanilla Mint
Android News2 สัปดาห์ ที่แล้ว

OPPO A9 2020 สีใหม่ Vanilla Mint แรงบันดาลใจสีสันจากธรรมชาติ พร้อมให้ทุกคนได้สัมผัสแล้ววันนี้

OPPO A9 2020 สีใหม่ ...

Featured3 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว realme X2 Pro แรงเต็มขั้น พลังเรือธงรุ่นแรกของแบรนด์ จัดเต็มด้วยหน้าจอ Refresh Rate 90Hz, CPU S855+, ลำโพงคู่ และรองรับ SuperVOOC 50W

รีวิว realme X2 Pro ...

Advertisement

ข่าวใหม่วันนี้

realme Buds Air company teases seamless connectivity realme Buds Air company teases seamless connectivity
IT News1 ชั่วโมง ที่แล้ว

ยืนยันแล้ว realme Buds Air หูฟัง True Wireless เชื่อมต่อมือถืออัตโนมัติ และแตะสั่งงานได้ [มีคลิป]

คลิปทีเซอร์ realme B...

AirPods with Wireless Charging Case AirPods with Wireless Charging Case
Apple News12 ชั่วโมง ที่แล้ว

ด่วน! AirPods with Wireless Charging Case แฟลชเซล ลดเหลือ 5,480 บาท (ปกติ 7,790 บาท)

สำหรับใครที่กำลังการ...

IT News15 ชั่วโมง ที่แล้ว

ท่องดินแดนแห่งความสนุกไปกับ HUAWEI Mate 30 Pro เก็บภาพและวิดีโอทุกโมเม้นต์กับกิจกรรมความมันส์แบบครบรส

หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ ...

ข่าวประชาสัมพันธ์15 ชั่วโมง ที่แล้ว

ฉลองครบรอบ 15 ปี AIS Serenade พบกับแคมเปญพิเศษ สมาร์ทโฟน OPPO Reno 10x Zoom 12GB RAM ราคาเริ่มต้นเพียง 12,490 บาท!

ลูกค้า AIS Serenade ...

ข่าวประชาสัมพันธ์20 ชั่วโมง ที่แล้ว

Vivo Y15 2020 กลับมาอีกครั้ง จิ๋วแต่แจ๋วกว่าเดิม เพียง 4,999 เท่านั้น

Vivo Y15 2020 มาพร้อ...

กำลังมาแรง