Connect with us

Featured

รีวิว Vivo S1 Pro ดีไซน์สุดล้ำในสไตล์ที่เป็นคุณ ด้วยกล้องทรงเพชรสุดสวย 4 เลนส์อัจฉริยะ และแบตพันธ์อึด 4500mAh ชาร์จเร็ว 18W

Published

on

Vivo S1 Pro สมาร์ตโฟนดีไซน์สุดละมุนที่ไม่เคยเห็นจากที่ไหนมาก่อนด้วยโมดูลกล้องทรงเพชรสุดสะดุดตา แถมเรื่องสีสันก็ทำออกมาให้ดูสวยงามจากการไล่เฉด ส่วนเรื่องสเปคก็หายห่วงเพราะมีจอ Super AMOLED กว้าง 6.38 นิ้ว คมชัดแบบ FHD+ มีกล้อง 4 เลนส์ และชูโรงด้วยแบตเตอรี่ความจุถึง 4500mAh ที่มี Dual-Engine Fast Charging 18W

 

สรุปสเปค Vivo S1 Pro

  • ขนาดรอบตัวเครื่อง 159.25 × 75.19 × 8.68 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก 186.7 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Super AMOLED ขนาด 6.38 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2340 x 1080 พิกเซล) พื้นที่หน้าจอสูง 90%, Always On Display และรองรับการสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 665 Octa Core
  • RAM 8GB
  • ROM 128GB รองรับ MicroSD Card สูงสุด 256GB
  • กล้องถ่ายรูปหลัง 4 เลนส์ พร้อมไฟแฟลช LED แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8
    • เลนส์ Super Wide Angle มุมกว้าง 120 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ Super Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
    • เลนส์ Bokeh ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 รองรับ AI Face Beauty
  • ระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ครอบทับด้วย Funtouch OS 9.2
  • ระบบการเชื่อมต่อ Wi-Fi 2.4GHz/5GHz, Bluetooth 5.0 และ OTG
  • พอร์ตเชื่อมต่อ USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 4500mAh รองรับ Dual-Engine Fast Charging 18W (9V/2A)

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

น่าจะสวยงามตั้งแต่ตัวกล่องของกันเลยครับสำหรับ Vivo S1 Pro ที่มีลวดลายตัว S อย่างเด่นชัดพร้อมกับชื่อรุ่น S1 Pro ที่มุมขวาล่าง ด้านหลังจะมีสเปคและจุดเด่นมาให้รับชมกันพอเรียกน้ำย่อยครับ ส่วนในกล่องก็จะมีอุปกรณ์ต่างๆ มาให้ ดังนี้

  • ตัวเครื่อง Vivo S1 Pro พร้อมฟิล์มกันรอยติดมาให้
  • หูฟัง
  • อะแดปเตอร์
  • สาย USB Type-C
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • เคสโทรศัพท์แบบใส
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น

 

มาดูกันที่สัมผัสแรกถึงความงามของดีไซน์ตัวเลยครับ เพราะไม่พูดถึงไม่ได้จริงๆ กับความแปลกใหม่ที่สวยงามใน Vivo S1 Pro ที่ตัวโมดูลกล้องจะมาในลวดลายคล้ายเพชรที่มีกล้อง 4 เลนส์อยู่ด้านใน โดยมีเส้นสีแดงตัดที่มุมฝั่งซ้ายเข้ามาที่เลนส์ตัวหลักเป็นตัวอักษร “48 MEGAPIXEL” ซึ่งตัวกล้องจะมีความนูนออกมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้นครับ ใครที่ใส่เคสที่แถมมาให้เวลาก็ไม่ต้องกลัวเลนส์กล้องกระแทกเลย

 

หากใครสังเกตดีๆ Vivo S1 Pro มีสีสันที่ไล่เฉดอย่างสวยงามมากๆ จากสีม่วงอ่อนๆ ไปจนถึงสีฟ้าและจบด้วยชมพูสุดละมุน แถมเมื่อสะท้อนกับแสงอาทิตย์ก็จะได้สีรุ้งสะท้อนกลับมาเช่นกันด้วย ซึ่งตรงนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องประดับที่มีความสะดุดตา ให้ดีไซน์ลายเพชร (Diamond) เพิ่มกลิ่นอายของการสัมผัสให้ดูหรูขึ้นไปอีกขั้น เรียกว่าการออกแบบของ Vivo S1 Pro ทำให้สมบูรณ์แบบมากๆ ใครถือไปไหนมาไหนต้องมีคนเหลียวมองบ้าง

 

ไม่ใช่แค่เรื่องดีไซน์สีเท่านั้น แต่ Vivo ยังใส่ใจเรื่องดีไซน์เครื่องที่มีความโค้งมนที่ขอบด้านข้างตัวเครื่อง ทำให้จับถือได้สะดวก รองรับกับฝ่ามือของทั้งผู้ชายและผู้หญิงได้ดีมากแม้ถือแค่มือเดียว หรือเวลาใส่กระเป๋ากางเกงก็ใส่ได้สบายๆ ไม่ใหญ่จนเกินไปด้วย

 

ด้านหน้าจอแสดงผลมาแบบทรงหยดน้ำที่มีขนาดเล็กพอสมควร โดยความสดใสของหน้าจอก็จัดเต็มด้วยชนิด Super AMOLED ขนาด 6.38 นิ้ว คมชัดระดับ FullHD+ (2340 x 1080 พิกเซล) ทั้งยังมีพื้นที่แสดงผลบนหน้าจอสูง 90% กันเลย

 

ด้วยหน้าจอที่ขึ้นชื่อว่าเป็น Super AMOLED ก็จะได้เรื่องสีสันที่สดใสมากๆ ใครที่ชอบดูภาพยนตร์, วิดีโอ หรือเล่นเกมต้องชอบเรื่องความสดของจอใน Vivo S1 Pro แน่นอน แถมจอที่ใหญ่ 6.38 นิ้ว ก็เห็นได้เต็มตาด้วย

 

บริเวณรอบเครื่อง ที่ด้านหน้ากันก่อนครับในส่วนของเหนือหน้าจอแสดงผลจะมีรอยบากทรงหยดน้ำที่ด้านบน พร้อมระบบเซ็นเซอร์ต่างๆ และมีลำโพงสำหรับสนทนาอยู่ด้วย

 

ทางซ้ายของตัวเครื่องมีเพียงช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM จำนวน 2 ช่อง แต่ช่องที่ 2 จะให้มาแบบ Hybrid ให้เลือกระหว่างซิมที่ 2 หรือ MicroSD Card ครับ

 

ส่วนทางขวาจพะมีปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง และถัดลงมาจะเป็นปุ่ม Power ที่เป็นสีแดงๆ

 

ที่ด้านบนของตัวเครื่องจะมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร ควบคู่กับไมโครโฟนตัวที่ 2 สำหรับตัดเสียงรบกวน

 

ส่วนด้านล่างจะมีทั้งไมโครโฟนสำหรับการสนทนา, พอร์ตชาร์จหรือเชื่อมต่อข้อมูลแบบ USB Type-C และลำโพงตัวหลักครับ

 

และสุดท้ายที่ด้านหลังจะมีกล้องหลัง 4 เลนส์อยู่ในโมดูลทรงเพชร และถัดลงมาด้านนอกกรอบเพชรก็จะมีไฟแฟลช LED อยู่ 1 ดวง

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฏิบัติการ

สำหรับ Vivo S1 Pro แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ที่ครอบทับด้วย UI รุ่นล่าสุดของแบรนด์อย่าง Funtouch OS 9.2 ที่ช่วยให้เราใช้งานได้สะดวกเพราะมีหน้าตาเรียบง่าย, ไอคอนขนาดที่กำลังพอดี ไม่กินพื้นที่มากเกินไป ควบคู่กับพื้นหลังสีขาวทำให้ดูสะอาดตามากๆ

 

การใช้งานทั่วไปหากปัดลงจะเป็นการแสดงการแจ้งเตือนแอปพลิเคชั่นต่างๆ

 

ส่วนปัดขึ้นจากหน้าจอส่วนล่างจะเป็นการใช้งานตั้งค่าด่วน โดยสามารถปรับแสงสว่างหน้าจอหรือเสียงมีเดียได้ที่เดียวกันเลย

 

Vivo S1 Pro ยังมีวอลเปเปอร์ให้เลือกอย่างอยากหลายได้ตามสไตล์ของเราเลยครับ ใครอยากเลือกพื้นหลังความสดใสแบบไหนก็มีให้เพียบ

 

ดูความเคลื่อนไหวง่ายๆ ไม่ต้องเปิดหน้าจอด้วย Always On Display

นอกจาก Vivo S1 Pro จะมีหน้าจอที่ใหญ่แล้วก็ยังมาพร้อมฟีเจอร์ Always On Display ที่เป็นการใช้ประโยชน์ของ Self-Illuminating ของจอ AMOLED ที่จะเป็นการบอกเวลา, วันที่, แบตเตอรี่ ไปจนถึงไอคอนแอปการแจ้งเตือนต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วโดยเราไม่จำเป็นต้องกดเปิดหน้าจอเพื่อมาเช็คเลย ถือว่าประหยัดเวลาไปได้ด้วยนะ

 

สำหรับรูปแบบของ Always On Display ก็มีให้เลือกใช้งานหลายลวดลายครับ โดยในตัวของ Vivo S1 Pro ก็มีให้เลือกเกือบ 10 แบบแล้ว แต่ใครอยากได้เพิ่มก็กดสไตล์เพิ่มเติมได้เลย

 

นอกจากนี้ เรายังสามารถเลือกเวลาในการแสดงผลได้เวลาจะให้เริ่มกี่โมงและสิ้นสุดกี่โมง ซึ่งตรงนี้แนะนำให้ปรับช่วงที่เวลาที่ใกล้ตื่นนอนและช่วงที่นอนเป็นประจำครับ เพราะจะได้ประหยัดแบตเตอรี่ไปในตัวระหว่างที่เรานอนด้วย

 

โหมดมืด (Dark Mode) ใช้งานได้สบายตา

ใน Funtouch OS 9.2 ก็มาพร้อมกับโหมดมืดให้เราได้ใช้งานกันครับ ซึ่งหลักๆ ก็จะเป็นการเปลี่ยนพื้นขาวให้เป็นพื้นดำเพื่อความสบายตาของเราที่ใช้ในที่แสงน้อยหรือตอนกลางคืน แต่ที่สำคัญคือใน Vivo S1 Pro ไม่ใช่แค่การกลับสีเท่านั้น แต่ภาพรวมของทั้ง UI จะปรับให้ยังคงมีสันควบคู่กับความสบายตาครับ

 

ระบบความปลอดภัยมีให้ครบ

เรื่องของระบบความปลอดภัยก็หายห่วงได้เลย เพราะ Vivo S1 Pro มาพร้อมกับเทคโนโลยีสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอที่ทำงานได้รวดเร็วและเสถียรมากๆ สามารถจดจำได้สูงสุดถึง 5 ลายนิ้วมือ

 

ทั้งนี้ เมื่อสแกนบนหน้าจอไปแล้วก็จะมีแอนิเมชันเล็กๆ เพิ่มความสวยงามก่อนที่จะเข้าใช้งานอีกด้วย แต่ใครที่ไม่อยากได้แอนิเมชันเดิมๆ ก็สามารถเปลี่ยนได้หลายรูปแบบเลยครับ แต่ละแบบก็สวยงามไม่เหมือนกัน อยู่ที่ว่าเราจะชอบแบบไหนที่สุด

 

ไม่ใช่แค่การสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอเท่านั้น แต่การสแกนใบหน้าก็มีมาให้เช่นกัน แถมเรื่องความรวดเร็วและเสถียรก็ไม่แพ้กันเลย ซึ่งการสแกนใบหน้าก็ยังมีแอนิเมชันให้เลือกเพื่อความสวยงามตามใจชอบเหมือนกัน

 

ใช้งาน 2 แอปง่ายๆ ผ่านฟีเจอร์โคลนแอป

ระบบ Funtouch OS 9.2 ยังมีอะไรให้เราใช้งานอีกเพียบ โดยหนึ่งในนั้นคือฟีเจอร์โคลนแอปที่เป็นการเพิ่มแอปโซเชียลขึ้นมาอีก 1 แอป โดยจะแยกบัญชีกับแอปหลักที่เราติดตั้งอยู่ เช่น ใครที่มี 2 บัญชีของ Line ก็สามารถโคลนเพื่อใช้งานได้ 2 บัญชีแยกกันได้ทันที

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

เรื่องของประสิทธิภาพของ Vivo S1 Pro ก็หายห่วงเหมือนกันเพราะใช้หน่วยประมวลผล Snapdragon 665 Octa-Core ควบคู่กับ RAM ถึง 8GB ที่ทำให้การใช้งานนั้นลื่นไหลยิ่งขึ้น เรื่องการเปิดแอปพลิเคชั่นต่างๆ ก็แทบไม่ต้องรอนานเลย โดยเฉพาะกับแอปที่เปิดแล้วทำงานในเบื้องหลัง เมื่อเปิดกลับมาอีกรอบก็ไม่มีโหลดซ้ำ ทั้งยังมาพร้อมกับความจุ (ROM) ขนาด 128GB ที่จะโหลดแอป, เกม หรือถ่ายรูปก็ทำได้ไม่ต้องกลัวเต็มแน่นอน ซึ่งรองรับ MicroSD Card สูงสุดถึง 256GB อีกด้วยนะ

 

นอกจากนี้ ใน Vivo S1 Pro ยังมีเทคโนโลยี Vivo Multi-Turbo ที่เป็นการช่วยให้ระบบปฏิบัติการเพิ่มความเร็ว, ประสิทธิภาพการทำงาน, เร่งการตอบสนองของระบบ และเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายความร้อนขณะเล่นเกมหรือใช้งานทั่วไป ทำให้ความเร็วของ CPU ไม่ลดลงและทำงานได้ไหลลื่นต่อเนื่องครับ

 

สำหรับผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ทำคะแนนได้ไปได้ที่ 173,465

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 314 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,379

 

ทดสอบการเล่นเกม

เราได้ทดสอบเล่นเกม 3 เกมดังอย่าง Call of Duty: Mobile, ROV และ Asphalt 9: Legends ครับ โดยผลการทดสอบเป็นไปตามด้านล่างนี้เลย !

Call of Duty: Mobile

ขอเริ่มด้วยเกมแนว Shooting ก่อนแล้วกันอย่าง Call of Duty: Mobile โดยตอนเริ่มแรกตัวเกมจะปรับกราฟิกมาให้เราในระดับกลางๆ โดยภาพและเฟรมเรทจะอยู่ระดับ High แต่เราก็ขอปรับขึ้นไประดับหนึ่งแล้วกันเป็น Very High และทำการเล่นในโหมด Battle Royale 100 คน ซึ่งเริ่มเกมตั้งแต่โดดร่มไปจนจบแต่ละรอบถือว่าทำได้ดีมากๆ ไม่มีอาการกระตุกหรือเฟรมเรทดรอปให้เห็น แถมการกดปุ่มยิงหรือเดินก็ไม่ค่อยหน่วงสักเท่าไหร่ด้วย

 

ROV

ในเกม ROV เราปรับทุกอย่างสูงสุดทั้งหมด (ยกเว้นกราฟิกที่ต้องรออัปเดทในอนาคต) เมื่อเล่นในโหมด 5 VS 5 ตั้งแต่เริ่มเกมระดับเฟรมเรทจะอยู่ที่ 58-60fps แน่นอนว่าไม่มีต่ำกว่านี้ครับ แต่เห็นก็จะมีแต่สูงขึ้นไปอีกนิดหน่อยเป็น 61fps บ้าง โดยภาพรวมของการเล่นทั้งภาพและการกดหรือลากสกิลต่างๆ ทำได้ไหลลื่นสุดๆ ครับ ยิ่งตอนบวกกันเป็นกลุ่ม ปล่อยสกิลไม่ยั้งก็ไม่มีอาการดื้อให้เราเห็นครับ

 

Asphalt 9: Legends

และสุดท้ายในเกมรถแข่งภาพสุดสวยอย่าง Asphalt 9: Legends ก็ถือว่า Vivo S1 Pro ทำออกมาได้ดีพอสมควรเลยครับ โดยตอนแรกเราปรับกราฟิกอยู่ในค่าเริ่มต้นก็เล่นได้ไหลลื่นในทุกสถานการณ์ จะตอนชน ตอนเร่ง หรือช่วงคัทซีนครับ จากนั้นเราจึงลองปรับกราฟิกเป็นระดับสูงก็ถือว่ายังเล่นได้อยู่ครับ อาจมีเฟรมเรทดรอปบ้างช่วงคัทซีนแต่เมื่อถึงช่วงเล่นจริงๆ ก็แทบไม่ต่างจากระดับปกติเลย

 

ฟีเจอร์ในเกม

ในตัวเกมจะมีฟีเจอร์ Voice Changer ที่ให้เราเปลี่ยนเสียงของเราได้ตามใจชอบ โดยจะมีให้เลือกถึง 6 แบบ (รวมเสียงปกติ) ทั้งเสียงผู้ชายเข้มๆ, เด็กน้อยที่เหมือนจะเล่นเกมไม่เป็น หรือเสียงแบบ AI ก็ยังมีครับ เรียกว่าใครที่เป็นสายปั่นน่าจะชอบฟีเจอร์นี้แน่นอน ซึ่งการใช้งานก็เพียงปัดขวาจากขอบจอแล้วเลือก “เครื่องเปลี่ยนเสียง” ก็ใช้งานได้ทันทีครับ

 

Ultra Game Mode 7.0 ในส่วนนี้เราสามารถป้องกันข้อความและการแจ้งเตือนต่างๆ ที่เกิดขึ้นในขณะเล่นเกมได้เป็นอย่างดี ไม่มีอะไรมากวนใจแน่นอน ทั้งยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการเล่นเกมให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

 

แบตเตอรี่สุดอึดพร้อมใช้งานทั่วไปได้ทั้งวัน

Vivo S1 Pro จัดหนักเรื่องแบตเตอรี่มาให้ใช้งานแบบเต็มๆ ถึง 4500mAh โดยเราลองชาร์จแบตเตอรี่ 100% ในช่วงเช้าเพื่อออกไปใช้งานตั้งแต่ใช้งานกล้องเป็นหลัก, เล่นโซเชียล และเล่นเกมบ้างบางครั้ง โดยแบตเตอรี่ก็ลดลงมาบ้างอยู่ที่ราวๆ 70% กว่าๆ ในช่วงบ่าย แต่เมื่อถึงตอนค่ำๆ ก็จะเหลืออยู่ที่ประมาณ 20% ครับ เพียงพอให้เรากลับมาชาร์จที่บ้านได้สบายๆ

 

แต่เชื่อว่าใครที่เป็นนักเล่นเกม แบตเตอรี่ต้องมีหมดบ้างในระหว่างวัน แต่ไม่ต้องกังวลไปครับว่าจะรอเรื่องชาร์จนาน เพราะรุ่นนี้มีเทคโนโลยี Dual-Engine Fast Charging ที่ให้กำลังไฟ 18W (9V/2A) ทำให้ชาร์จได้เร็วมากๆ จากแบตเตอรี่น้อยๆ ไปถึง 100% จะอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆ เท่านั้นครับ แต่ขอบอกว่า จากช่วงที่แบตน้อยๆ ไปจนถึงช่วงปลายราว 80% จะอยู่แค่ประมาณ 50 นาทีครับ (หลังจาก 80% จะชาร์จช้าลงเพราะรักษาความร้อน)

 

กล้องถ่ายรูป

มาถึงเรื่องกล้องกันบ้างเป็นการปิดท้าย ที่นอกจากดีไซน์การจัดตำแหน่งกล้อง 4 เลนส์จะสวยแล้ว เรื่องของการถ่ายภาพก็สวยไม่แพ้กัน โดย Vivo S1 Pro มาพร้อมกับกล้องถ่ายรูปหลัง 4 เลนส์ AI Quad Camera พร้อมไฟแฟลช LED ได้แก่

  • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8
  • เลนส์ Super Wide Angle มุมกว้าง 120 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • เลนส์ Super Macro ใกล้สุด 4 ซม. ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • เลนส์ Bokeh ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

ส่วนกล้องหน้าก็มีความละเอียดถึง 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 ที่มีฟีเจอร์ต่างๆ ให้เราได้เลือกเล่นกันเพียบ จะมีอะไรบ้างมาดูกันเลย

คมชัดขั้นสุดด้วยการถ่ายความละเอียด 48 ล้านพิกเซล

Vivo S1 Pro มาพร้อมกับเลนส์หลักคาวมละเอียด 48 ล้านพิกเซล ที่สามารถถ่ายความละเอียดได้สูงถึง 8000 x 6000 พิกเซล ซึ่งในโหมดนี้เราจะได้ภาพที่มีความคมชัดสูงมากๆ เห็นรายละเอียดได้ชัดกว่าการใช้โหมดปกติ แล้วเมื่อถ่ายภาพเสร็จแล้ว เมื่อเรานำกลับมาดูภาพอีกรอบก็จะสามารถซูมไปดูจุดเล็กจุดน้อยที่อยู่ในระยะไกลได้โดยไม่เสียรายละเอียดด้วย

 

AI ตรวจจับฉากสุดอัจฉริยะ

แน่นอนว่าสมาร์ตโฟนสมัยนี้ต้องมี AI ในการปรับแสงและสีให้เข้ากับสถานการณ์โดยอัตโนมัติ และแน่นอนว่า Vivo S1 Pro ต้องมีมาให้แน่นอน เรียกว่าเราไม่ต้องไปทำอะไรมาก แค่โฟกัสกับวัตถุที่ต้องการถ่าย AI ก็จะรู้ทันทีเลยว่าเราจะถ่ายอะไรและบอกให้เรารู้ที่มุมล่างเหนือโหมดกล้อง เช่น อาหาร, แมว, จอ (สุนัข), ดอกไม้ หรือท้องฟ้า เป็นต้น

 

 

มุมกว้างขั้นสุดด้วยเลนส์ Super Wide Angle

สำหรับคนที่ชอบเที่ยวและอยากได้ภาพที่อยู่ตรงหน้าทั้งหมด ไม่เสียองค์ประกอบแบบง่ายๆ Vivo S1 Pro ควบคู่กับเลนส์ Ultra Wide Angle ที่ถ่ายได้มุมกว้างถึง 120 องศา คือสิ่งที่ห้ามพลาดใช้งานเด็ดขาด เพราะมุมที่ได้ออกมานั้นกว้างในเบอร์ต้นๆ ของสมาร์ตโฟนเลยทีเดียว แถมเรื่องของเฉดสีก็ยังสดใส ไม่ต่างจากเลนส์หลักสักเท่าไหร่ และสิ่งสำคัญคือในโหมดนี้ แค่เรายืนใกล้ๆ วัตถุก็สามารถเก็บได้ครบแล้ว ไม่ต้องถอยหรือหามุมดีๆ ในการถ่ายก็ได้ครับ สะดวกสบายมากๆ

เทียบปิด Super Wide Angle / เปิด Super Wide Angle


เทียบปิด Super Wide Angle / เปิด Super Wide Angle

 

 

Super Macro ถ่ายใกล้สุดเพียง 4 เซนติเมตร

ความสามารถของอีก 1 เลนส์ในรุ่นนี้ คือ Super Macro ที่ให้ถ่ายวัตถุต่างๆ ได้ใกล้สุดถึง 4 เซนติเมตร ให้เราเห็นรายละเอียดในสิ่งที่สายตาของมนุษย์แทบจะมองไม่เห็นได้คมชัดมากขึ้น ซึ่งเรื่องเฉดสีก็ยังทำได้ดีพอสมควรเลยครับ และโฟกัสและการถ่ายก็ไม่มีหลุดหรือเบลอง่ายๆ ถ้ามือไม่สั่นจริงๆ

 

เบลอได้อย่างธรรมชาติด้วยโหมด Bokeh

การถ่าย Bokeh หรือการเบลอฉากหลังใน Vivo S1 Pro ถือว่าทำออกมาได้ดีมากๆ สำหรับสมาร์ตโฟนราคาระดับนี้ เรื่องของขอบรอบตัวบุคคลตัดได้เนียนเลยทีเดียว ไม่มีการเบลอหลุดเข้าไปในคนเท่าไหร่ โดยเฉพาะเส้นผมที่แทบไม่ถูกกินเข้าไปเลยครับ

 

ทั้งนี้ เมื่อเราถ่ายในโหมด Bokeh เรายังสามารถนำภาพนั้นมาปรับการเบลอได้อีกรอบ ทั้งการปรับค่ารูรับแสงได้กว้างสุดถึง F0.95 และแคบสุดที่ F16 โดยค่ายิ่งน้อยจะยิ่งเบลอหลังมากขึ้น หรือจะเปลี่ยนโฟกัสไปเป็นฉากหลังแล้วให้ฉากหน้าเบลอก็ทำได้เหมือนกัน

 

ใบหน้าสวยด้วย AI Face Beauty

ในโหมดนี้จะมีให้ใช้งานทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังเลยครับ โดย AI จะทำการปรับแต่งใบหน้าของเราให้อัตโนมัติ แทบไม่ต้องมานั่งปรับเองที่หลังเลย หรือใครอยากเนียนสุดๆ ก็ปรับได้ทั้งผิวนวล, โทนสีผิว, ปรับรูปหน้า, ความขาว, หน้าบาง, ตาโต หรือกราม เป็นต้น

เทียบเปิด AI Face Beauty / ปิด AI Face Beauty

 

คิดท่าไม่ออกมาบอก Pose Master

ในหมวดข้างๆ กับ AI Face Beauty จะมี Pose Master เป็นฟีเจอร์ที่เป็นตัวอย่างของท่าถ่ายภาพสุดฮิตต่างๆ ให้เราได้มาเป็นแบบ ซึ่งการใช้งานก็ง่ายๆ มากๆ เพียงแค่เลือกท่าและขยับมือหรือหน้าตามเส้นประเท่านั้นเองครับ ใครคิดท่าไม่ออกเรียกใช้โหมดนี้ได้ทันที มีให้เลือกหลาย 10 แบบเลย

 

นอกจากนี้ เมื่อถ่ายภาพบุคคลเรียบร้อย ก็ยังปรับแต่งเองได้เพิ่มเติมด้วยฟีเจอร์ AI Make UP ที่จะให้เราได้แต่งเติมฟิลเตอร์, แต่งสวย, แต่งหน้า หรือปรับรูปร่าง ได้อีกรอบอย่างง่ายๆ เลย

 

เพิ่มความสนุกในการถ่ายด้วยเอฟเฟ็กต์แสงภาพถ่ายบุคคล

ในโหมดนี้ เราจะใช้ได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังเลยครับ โดยเอฟเฟ็กต์แสงภาพถ่ายบุคคลจะมีตัวเลือกเพิ่มฉากและสีสันเติมเข้ามาให้เราอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นแสงธรรมชาติ (มีเฉพาะกล้องหน้า), ไฟสตูดิโอ, ไฟสเตอริโอ, ลูปไลท์, แสงรุ้ง และภาพพื้นหลังแบบขาวดำ ใครชอบสไตล์ไหนก็เลือกเล่นเลือกถ่ายได้ตามใจชอบเลยครับ

กล้องหน้า

กล้องหลัง

 

ฟิลเตอร์ให้เลือกหลากหลาย

นอกจากเอฟเฟ็กต์แสงภาพถ่ายบุคคลแล้ว ยังมีฟิลเตอร์ให้เลือกอีกเพียบสูงสุดถึง 16 แบบด้วยกัน เช่น เกรปฟุต, เกาะ, ฟอง, ลมยามเย็น ป็นต้น โดยแต่ละแบบก็จะมีสีสันของตัวเองครับ เรียกว่าใครได้มาอยู่ในมือแล้ว ต้องลองถ่ายให้หมดทุกแบบเลยนะ

 

เพิ่มความน่ารักด้วยสติ๊กเกอร์ AR

ความสนุกสนานการถ่ายภาพใน Vivo S1 Pro มีมาให้เยอะจริงๆ และอีกอย่างที่เรานำเสนอ คือ สติ๊กเกอร์ AR ที่มีให้เลือกใช้งานเพียบเกือบ 100 แบบ เรียกว่าถ่ายกันได้ไม่รู้จักเบื่อแน่นอน

กล้องหน้า

กล้องหลัง

 

**นอกจากนี้ Vivo จะมีการอัปเดทฟีเจอร์ SuperNight Mode ที่ใช้ได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง ในวันที่ 22 ธันวาคม 2562 ด้วยครับ**

สรุปจุดเด่น

  • มีกล้องหลังถึง 4 เลนส์ความละเอียดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล มีทั้งเลนส์ Super Wide Angle, Bokeh และ Super Macro
  • กล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล ถ่ายสวยได้ AI Face Beauty
  • ดีไซน์และสีสันตัวเครื่องสวยงามและโดเด่นไม่เหมือนใคร
  • หน้าจอแสดงผลแบบ Super AMOLED มีสีสันสวยงาม และจอกว้างถึง 6.38 นิ้ว ใช้งานได้เต็มตา
  • ใช้งานได้ลื่นไหลด้วย RAM 8GB และใช้งานได้เต็มที่ด้วยความจุถึง 128GB
  • มีเทคโนโลยีสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ
  • แบตเตอรี่สุดอึด 4500mAh ใช้งานได้ทั้งวันไม่มีหมด พร้อมด้วยเทคโนโลยีชาร์จเร็ว Dual Engine Fast Charging กำลังไฟ 18W

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ตัวเครื่องไม่กันน้ำ

 

ใครที่สนใจ Vivo S1 Pro จะวางจำหน่ายในราคา 9,999 บาท โดยจะเริ่ม Pre-Order จองล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันที่ 20 – 28 พฤศจิกายน 2562 ณ Vivo Brand Shop ทุกสาขาและตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

Android News

จะดีกว่าไหม ถ้าสมาร์ทโฟนรองรับ 5G และมีทุกระดับราคาที่ทุกคนจับต้องได้

Published

on

ทำไมต้องมีสมาร์ทโฟน 5G คำถามที่หลายคนอาจสงสัยว่าในปัจจุบันจำเป็นหรือไม่ และ 5G จะเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างไรในการใช้งานบนสมาร์ทโฟนของเรา ไปไขข้อข้องใจกันเลย

reasons to get 5G smartphone

5G เปิดให้บริการแล้วทั้งจาก AIS และ TrueMove H รวมไปถึง dtac เองก็มีแผนขยายการเปิดให้บริการเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นการให้บริการเครือข่ายไร้สายที่มีความเร็วในการดาวน์โหลดถึงระดับกิกะบิต ทำให้เราสามารถดาวน์โหลดไฟล์หรือเกมใหญ่ๆ ทำได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น เพราะเกมที่ภาพสวยๆ ขนาดไฟล์ก็ไม่น้อยกว่า 1GB แล้ว หรือดูหนังออนไลน์ที่มีภาพคมชัดสูงก็ไม่มีสะดุด อีกทั้งมีอัตราการตอบสนอง หรือ Latency ที่ต่ำมากๆ ทำให้ประสบการณ์การใช้งานทำได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง

หลายคนอาจนึกภาพไม่ออกว่าการตอบสนองหรือ Latency ที่ต่ำนั้น แต่ถ้าบอกว่าปัจจุบันการเล่นเกมออนไลน์บนสมาร์ทโฟนได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ซึ่ง 5G จะทำให้เราสามารถควบคุมการเล่นได้แบบทัน การตอบกลับระหว่างเซิร์ฟเวอร์ทำได้อย่างทันท่วงที เช่น กดยิงปืนออกไปก็โดนคู่ต่อสู้ทันที หรือกดเดิน วิ่งหนีศัตรูก็ไม่มีหน่วง เป็นต้น โอกาสชนะในเกมก็มากขึ้นตามไปด้วย

realme X50 Pro 5G

อีกหนึ่งข้อดีของ 5G คือการรองรับการใช้งานที่มากกว่าเมื่อเทียบกับ 5G เพราะสามารถรองรับจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น 10 เท่า เมื่อก่อนถ้าเป็นงานเคาท์ดาวน์ปีใหม่ คอนเสิร์ต งานที่รวมคนเยอะๆ เราก็จะพบโพสต์โซเชียลไม่ค่อยได้ เน็ตค้าง แต่ถ้าบนเครือข่าย 5G จะสามารถแก้ปัญหาในการรองรับจำนวนที่มากแบบนี้ได้

จะดีกว่าหรือไม่ ถ้ามีสมาร์ทโฟนที่รองรับทั้ง 4G และ 5G ซึ่งทาง realme ก็เป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนแรกๆ ที่ได้เปิดตัวรุ่นที่รองรับ 5G ในระดับราคาที่ทุกคนจับต้องกันได้ง่ายมากขึ้น ไปดูกันว่ามีรุ่นใดน่าสนใจบ้าง

realme X50 Pro 5G ราคา 28,990 บาท

ในช่วงกลางเปี 2020 ที่ผ่านมา ก็ได้เปิดตัว realme X50 Pro 5G สมาร์ทโฟนเรือธง “ความเร็วแห่งอนาคต” รุ่นแรกของค่ายที่รองรับเครือข่าย 5G ซึ่งเรื่องของความแรงก็จัดมาให้เต็มๆ ทั้ง Snapdragon 865 5G, RAM 12GB พร้อมรองรับเทคโนโลยี 65W SuperDart Charge ที่ชาร์จไม่กี่นาทีก็เต็ม (ดูรีวิวที่นี่)

realme X50 Pro 5G

realme X50 Pro 5G มีหน้าจอแสดงผล 90Hz Ultra Smooth Display สีสันสวยสดใส Super AMOLED ขนาด 6.44 นิ้ว ความละเอียด FHD+ อัตราส่วน 20:9 คือเป็นหน้าจอที่กว้างใกล้เคียงกับโรงภาพยนตร์ อีกทั้งรองรับ HDR10+, ช่วงสี DCI-P3 100% ต้องบอกว่ารุ่นนี้จอสวยมากๆ โดนใจคนชอบเล่นเกมและดูหนังแน่นอน

realme X50 Pro 5G

สำหรับกล้องถ่ายรูปก็ให้มาครบ ด้านหลังมี 4 เลนส์ ชัดสุด 64 ล้านพิกเซล และมีกล้องซูม Teletphoto ที่สามารถซูมได้ 5x แบบออปติคอล ซึ่งเป็นการใช้เลนส์กล้องในการซูม ภาพก็จะมีความคมชัด ไม่แตก แถมยังซูมต่อแบบดิจิตอลได้ถึง 20x

realme X50 Pro 5G

realme X50 5G ราคา 12,990 บาท

ในขณะนั้น realme ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นน้องอย่าง realme X50 5G ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟน 5G ในระดับราคาหมื่นต้นๆ เป็นแบรนด์แรกๆ เรียกเสียงฮือฮาจากแฟนๆ ชาวไทยได้เป็นอย่างดี จัดเต็มด้วยชิปเซ็ต Snapdragon 765G 5G เร็วแรง พร้อมหน้าจอสุดลื่น Ultra Smooth 120Hz และรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 30W Dart Charge (ดูรีวิวที่นี่)

นอกจากหน้าจอลื่นๆ 120Hz แล้ว ยังมีหน้าจอที่ใหญ่เต็มตา 6.57 นิ้ว ความละเอียดระดับ FHD+ อัตราส่วน 20:9 ใครที่ชอบเล่นเกมหรือชม Netflix ก็ทำได้เต็มตา เห็นได้กว้างกว่าคนอื่นแน่นอน

realme X50 5G

ด้านการถ่ายรูปมาพร้อมกล้องหลัง 4 เลนส์ ครบทุกระยะ ไม่ว่าจะถ่ายภาพมุมกว้าง ถ่ายภาพบุคคลแบบหน้าชัดหลังละลาย หรือถ่ายระยะใกล้แบบ Macro อีกทั้งยังมีกล้องหน้าคู่ เซลฟี่สวยเป็นธรรมชาติ พร้อมแชร์โซเชียลได้ทันที ไม่ต้องแต่งบนแอปอื่นได้ยุ่งยาก

realme X50 5G

realme 7 5G ราคา 9,999 บาท

ถัดมาช่วงปลายปี ก็ได้เปิดตัว realme 7 5G สมาร์ทโฟนที่มาพร้อมชิปเซ็ต Dimensity 800U 5G รองรับ 5G + 5G Dual Standby รุ่นแรกในราคาต่ำกว่าหมื่น เพื่อให้ทุกคนจับต้องได้ง่ายมากขึ้น อีกทั้งยังมีหน้าจอลื่นไหล 120Hz และแบตเตอรี่ใหญ่ 5000mAh รองรับชาร์จเร็ว 30W Dart Charge (ดูรีวิวที่นี่)

realme 7 5G

realme 7 5G ยังเป็นครั้งแรกที่มีการนำโลโก้ realme มาดีไซน์อยู่บนฝาหลัง โดยมีพื้นผิวที่ให้เอฟเฟกต์แบบ Glasses-free 3D เมื่อขยับฝาหลังและมองในมุมต่างๆ จะเห็นโลโก้เป็นแบบ 3 มิติ มีความตื่นลึกของตัวอักษร และตัวเครื่องรองรับระบบเสียง Dolby Atmos ให้เสียงที่มีมิติ และคุณภาพเสียง Hi-Res สำหรับการฟังเพลง ซึ่งในรุ่นนี้มีฟีเจอร์ Dual Mode Music Share สามารถเชื่อมต่อหูฟ้งไร้สายได้พร้อมกัน 2 เครื่อง ฟังเพลงร่วมกันผ่านหูฟังบลูทูธได้ 2 คน ไม่ต้องแบ่งหูฟังคนละข้างแล้ว

realme 7 5G

ด้านการถ่ายรูปก็มีกล้องหลัง AI 4 เลนส์ ความละเอียดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล ระบบโฟกัสทำได้รวดเร็ว ถ่ายกลางคืนสวย ในขณะที่กล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล มาพร้อม Bokeh Effect และ AI Beauty

realme X7 Pro 5G ราคา 16,990 บาท

realme X7 Pro 5G เป็นสมาร์ทโฟน 5G รุ่นล่าสุดจาก realme มาพร้อมหน้าจอ Refresh Rate 120Hz สแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอได้ ชิปเซ็ต Dimensity 1000+ และใช้งานได้เต็มที่ด้วยแบตเตอรี่ 4500mAh ชาร์จเร็ว 65W SuperDart Charge (ดูรีวิวที่นี่)

หน้าจอที่ลื่นๆ สเปคแรงๆ และรองรับเครือข่าย 5G คือประสบการณ์การใช้งานที่เรียกว่าทำได้เต็มประสิทธิภาพตัวเครื่องอย่างแท้จริง อีกทั้งตัวชิปเซ็ต Dimensity 1000+ ยังเป็นชิปเซ็ตระดับเดียวกันกับ Snapdragon 865 อีกด้วย

realme X7 Pro 5G

สำหรับฟีเจอร์กล้องต้องบอกว่า realme X7 Pro 5G ทำออกมาได้ดีมากๆ สมกับการเป็นเรือธงรุ่นล่าสุด คมชัดสูงสุด 64 ล้านพิกเซล ใช้งานได้ครบทุกระยะทั้งปกติ, Ultra-Wide, Macro รวมถึงการถ่าย Portrait โดดเด่นและสวยเป็นธรรมชาติ

realme X7 Pro 5G

จะเห็นว่า realme เป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนกลุ่มแรกที่เปิดตัวสมาร์ทโฟนแล้วมาพร้อมกับชิปเซ็ตรุ่นใหม่ และสมาร์ทโฟนรุ่น 5G ก็มีให้เลือกทุกระดับราคา ตอกย้ำความตั้งใจของ realme ที่จะนำเสนอประสบการณ์ใหม่อย่าง 5G ให้ทุกคนจับต้องกันได้ง่ายมากขึ้น

นอกจากนี้ realme ยังนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ผสานรวมกับดีไซน์ตัวเครื่องที่มีความสวยหรูและโดดเด่นได้อย่างลงตัวในทุกๆ รุ่น เรียกได้ว่าสมาร์ทโฟน 5G จาก realme เป็นตัวเลือกแรกๆ ที่พร้อมตอบโจทย์สำหรับทุกคน

สามารถติดตามและดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/realmeTH

Continue Reading

Android News

เส้นทางความสำเร็จ realme 2020 ยอดขาย 50 ล้านเครื่อง โตเร็วสุดในโลก และจับตามองก้าวกระโดดในปี 2021

Published

on

เส้นทางความสำเร็จ realme ในปี 2020 เป็นปีที่เติบโตเร็วที่สุดแบบก้าวกระโดดด้วยยอดขาย 50 ล้านเครื่องทั่วโลก ครองอันดับ 7 ของโลก และอันดับ 4 ในประเทศไทย แบรนด์สมาร์ทโฟนที่น่าจับตามองในปี 2021

realme Worlds Fastest Brand to reach 50 Mil Smartphone Sales 1

Leap Year, Year to Leap ไม่มีความบังเอิญ เหนือความตั้งใจ! ในปี 2020 เป็นปี Leap Year หรือปีปีอธิกสุรทิน ซึ่งเป็นปีที่เดือนกุมภาพันธ์มี 29 วัน แต่สำหรับ realme คือปีที่มีการเติบโตเร็วแบบก้าวกระโดด ครองอันดับ  7 ของอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนทั่วโลก เป็นเวลา 3 ไตรมาสติดต่อกันในปี 2020 โดยติดอันดับหนึ่งในแบรนด์สมาร์ทโฟนหลัก เขย่าวงการและท้าทายแบรนด์สมาร์ทโฟนยักษ์ใหญ่

realme ก่อตั้งขึ้นในปี 2018 เป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การเริ่มต้นธุรกิจใหม่ท่ามกลางตลาดสมาร์ทโฟนที่แข่งขันกันอย่างดุเดือดในปัจจุบัน ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ ด้วยวิสัยทัศน์ในการกล้าที่เริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ และเชื่อมั่นในกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นวัยรุ่นหรือคนรุ่นใหม่ที่ต้องการสมาร์ทโฟนสเปคจัดเต็มในราคาจับต้องได้

50 ล้านเครื่องใน 2 ปี

50 ล้านเครื่องใน 2 ปี! แม้จะอยู่ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ กลายเป็น “แบรนด์สมาร์ทโฟนที่มียอดขายถึง 50 ล้านเครื่องเร็วที่สุดในโลก” โดยใช้เวลาเพียง 9 ไตรมาสเท่านั้น พร้อมต่อยอดกลยุทธ์ “Smartphone + AIoT” ในการที่จะทำให้ฮาร์ดแวร์ทั้งหมดเชื่อมต่อกันแบบไร้รอยต่อ

realme 2020
realme Worlds Fastest Brand to reach 50 Mil Smartphone Sales

realme ไม่ได้หยุดอยู่ที่การทำตลาดสมาร์ทโฟนเพียงอย่างเดียว แต่ได้ก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรม AIoT เพียง 1 ปี realme ได้สร้าง AIoT ecosystem ที่สมบูรณ์แบบซึ่งครอบคลุมการใช้งานหลัก 3 สถานการณ์ ได้แก่ การใช้งานส่วนตัวบุคคล (individual) การใช้งานภายในครับครัว (family) และการเดินทาง (travel)

ในประเทศอินเดีย หลังจากที่ realme เข้าสู่ตลาดหูฟัง TWS เพียง 1 เดือน สามารถครองอันดับ 5 ของตลาดหูฟัง TWS โดยมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 7% และครองอันดับ 3 หลังจากเข้าสู่ตลาดเพียง 3 เดือน ทำให้ realme เป็นแบรนด์แรกของอุตสาหกรรมที่มีส่วนแบ่งการตลาด 22% ภายในระยะเวลาครึ่งปีที่เข้าสู่ตลาดเท่านั้น

กลยุทธ์ 1+4+N

กลยุทธ์ 1+4+N เป็นสิ่งที่ realme จะทำให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นจากการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ การแบ่งปันข้อมูล และการทำงานระหว่างอุปกรณ์ คอนเทนต์ ในระบบอีโคซิสเต็มของ realme นั่นเอง

realme 2020
  • ตัวเลข 1 ในกลยุทธ์นี้คือ สมาร์ทโฟน ตัวกลางสำคัญที่สุดในปัจจุบัน เพราะทุกคนจะมีสมาร์ทโฟนพกติดตัวตลอดเวลามากกว่าอุปกรณ์อื่นๆ เป็นอุปกรณ์ศูนย์กลางที่จะใช้เชื่อมต่อไปยังสมาร์ทดีไวซ์ต่างๆ
  • ตัวเลข 4 หมายถึง สมาร์ทดีไวซ์อื่นๆ อีก 4 อย่าง ที่ทาง realme ต้องการให้เชื่อมต่อกันเพื่อยกระดับการใช้งานสมาร์ทโฟนและการทำงานบนดีไวซ์ต่างๆ ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายในชีวิตประจำวัน ได้แก่ Smart Earphone, Smart Watch, Smart TV และ Smart Speaker
  • ตัว N หมายถึง รูปแบบการใช้งานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นด้านความบันเทิง และ IoT ที่เกิดจาการเชื่อมต่อกันและสร้างเป็นเครือข่าย ทำให้ระบบอีโคซิสเต็มสมบูรณ์ ใช้งานได้แบบไร้รอยต่อ

ภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี realme ได้เข้าสู่ 61 ตลาดทั่วโลก พร้อมเป็นตัวเลือกแรกที่จะตอบสนองความต้องการในทุกตลาดทั่วโลก เรียกได้ว่าเป็นการเพิ่มขึ้นประมาณ 250% เมื่อเทียบกับจำนวนเมื่อต้นปี ครอบคลุม 5 ทวีปและเข้าสู่ตลาดหลักเช่น ละตินอเมริกา ยุโรปตะวันออก และตะวันตก จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไม realme จึงกลายเป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนที่ติดอันดับ Top 5 ใน 12 ตลาดทั่วโลก และประเทศไทยครองอันดับ 4 ได้รับการขนานนาม “ตำแหน่งผู้นำตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย” จาก Financial Times และมีหน้ากว่า 68,000 แห่งทั่วโลก

realme 2020

Dare to Leap สโลแกนที่ทำให้ทุกคนได้เห็นกันชัดเจนว่า realme กล้าที่ก้าวกระโดดด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่โดนใจคนรุ่นใหม่ทั่วโลก ทั้งดีไซน์ คุณภาพ ประสิทธิภาพ และราคาจับต้องได้ อีกทั้งยังนำเทรนด์วัฒนธรรมมาผสานรวมกับเทคโนโลยีได้อย่างลงตัว เช่น realme X7 Pro สี Iridescent, realme 7 Pro Limited Edition มาในสี Horizon Orange กับครั้งแรกที่ realme ใช้วัสดุหนัง Vegan และ realme X50 Pro Gaming Edition

realme Worlds Fastest Brand to reach 50 Mil Smartphone Sales

ล่าสุดเมื่อเมื่อธันวาคมปีที่แล้ว ทุกคนได้พบกับ realmeow ดีไซน์เนอร์-ทอย ที่ได้รับการออกแบบจาก Mark A. Walsh (มาร์ก เอ. วาลช์) ผู้กำกับภาพยนตร์แอนิเมชั่นชื่อดังระดับโลกอย่าง Pixar ซึ่งเป็นการส่งท้ายปีเก่าได้อย่างน่าประทับใจ

realme Worlds Fastest Brand to reach 50 Mil Smartphone Sales

realme ได้ร่วมมือกับดีไซน์เนอร์ชั้นนำระดับโลกมากมายในการออกแบบสมาร์ทโฟนและผลิตภัณฑ์ AIoT ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า realme ยึดมั่นในดีไซน์ที่นำเสนอจะต้องสร้างสรรค์และนำสมัย

realme Worlds Fastest Brand to reach 50 Mil Smartphone Sales
  • ในปี 2020 คุณ Jose Levy ดีไซน์เนอร์จากแบรนด์ดังระโลกอย่าง Hermès และ ศิลปินเทรนด์เกาหลี Grafflex ได้เข้าร่วม realme Design Studio สร้างผลิตภัณฑ์ AIoT ที่หลากหลายพร้อมทัศนคติที่ทันสมัยสำหรับ realme และสร้างไลฟ์สไตล์ที่ชาญฉลาดและทันสมัยโดยทุกสิ่งที่เชื่อมต่อสำหรับคนรุ่นใหม่
  • ได้รับรางวัลการออกแบบระดับนานาชาติ 5 รางวัล ในปี 2020 realme X50 Pro 5G, X50 5G, X2 Pro, X และ Buds Q ออกแบบโดย realme Design Studio ได้รับรางวัลจากเวทีชั้นนำระดับนานาชาติ ได้แก่ Red Dot Design Award, Good Design Award, Golden Pin Design Award เป็นต้น

อีกหนึ่งจุดเด่นของ realme คือ การมอบประสบการณ์ 5G สำหรับทุกคน ด้วยการเปิดต้ว realme 7 5G ที่เรียกฮือฮาเป็นอย่างมากในปีที่ผ่านมา เพราะเป็นสมาร์ทโฟน 5G ที่มีราคาต่ำกว่าหมื่นบาทเป็นรุ่นแรกในตลาด ตอกย้ำความตั้งใจที่จะนำเสนอประสบการณ์ใหม่อย่าง 5G ให้ทุกคนจับต้องกันได้ง่ายมากขึ้น

realme ยังเป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนกลุ่มแรกที่เปิดตัวสมาร์ทโฟนแล้วมาพร้อมกับชิปเซ็ตรุ่นใหม่ Qualcomm Snapdragon 865, 765G และยืนยันเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่มาพร้อม Snapdragon 888 ภายใต้นามแฝงว่า “Race” ซึ่งแสดงถึงความเร็วแรงและประสิทธิภาพการทำงานสูง รวมไปถึงเป็นสมาร์ทโฟนกลุ่มแรกที่เปิดตัวเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 125W UltraDart Charge และ Starry Mode ซึ่งเป็นโหมดถ่ายดาว

ก้าวกระโดดสู่ปี 2021

ขึ้นสู่ Top 3 ของตลาดหรือแม้แต่ Top 1 คือเป้าหมายที่ realme จะก้าวกระโดดขึ้นไปในปี 2021 โดยสมาร์ทโฟนยังคงเป็นผลิตภัณฑ์หลักในการสร้างมูลค่าและการเติบโตบริษัท ซึ่งน่าสนใจมากๆ เพราะในปีนี้จะมีเปิดตัวเรือธงที่จะนำเสนอประสบการณ์ครบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นความลื่นไหลของการเล่นเกม ถ่ายวีดีโอ และการเชื่อมต่อ เพื่อเปิดประสบการณ์ผู้ใช้งานไปอีกขั้นไปกับความทรงพลังของสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นใหม่จาก realme

realme Worlds Fastest Brand to reach 50 Mil Smartphone Sales

AIoT ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น! ก้าวสำคัญของการพัฒนา AIoT ในเฟสใหม่ของ realme เพื่อขยายการทำงานร่วมกันของอุปกรณ์ทั้งหมดให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ตอบโจทย์ในทุกสถานการณ์ ตามกลยุทธ์ 1+4+N และจะเปิดแพลตฟอร์มระบบนิเวศ “realme TechLife” เพื่อค้นหาพาร์ทเนอร์ที่มีนวัตกรรมล้ำสมัยทั่วโลกเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีประสบการณ์ทางเทคโนโลยีใหม่สำหรับผู้ใช้ทั่วโลก

  • realme ตั้งเป้าเป็น Top 3 ในด้านอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ (Smart Wearable) ของตลาดโลก และตั้งเป้าเป็นอันดับ 1 ในตลาดหูฟัง TWS ของตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • realme พร้อมเดินหน้าตอกย้ำความกล้าที่จะทำเสนอผลิตภัณฑ์และอีเวนต์ที่เป็นเทรนด์ให้กับคนรุ่นใหม่ทั่วโลกและก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านไลฟ์สไตล์ของกลุ่มคน Generation Z เช่น ดนตรี กีฬา วีดีโอ และ E-sports

ในปี 2021 realme วางแผนที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมที่หลากหลายและเทคโนโลยีล้ำสมัยจำนวนมากเพื่อรักษายืนหยัดความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยี เดินหน้านำเสนอเทคโนโลยีล้ำสมัยในช่วงราคาที่ต่ำกว่าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดได้ยิ่งขึ้น

สมาร์ทโฟน 5G 25 ล้านเครื่องในปี 2021 คือยอดขายสมาร์ทโฟน 5G ที่ตั้งเป้าไว้สำหรับ realme โดยการเปิดตัวสมาร์ทโฟน 5G ก่อนแบรนด์หลักในตลาด เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สัมผัสประสบการณ์ 5G และต้องมีทุกกลุ่มราคา เพื่อให้ทุกคนจับต้องได้

realme ตั้งเป้าเปิด Flagship Store แห่งแรกของโลก วางแผนเปิด “100 ร้านค้า” ในอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ “1,000 ร้านทั่วโลก” เพื่อครอบคลุมทุกช่องทางและเข้าถึงผู้บริโภคในทุกทิศทาง อีกทั้งเตรียมเพิ่มหมวดผลิตภัณฑ์ AIoT และช่องทางออฟไลน์เพื่อให้ลูกค้าได้มีโอกาสทดลองสินค้าสัมผัสประสบการณ์การใช้งานอย่างเต็มรูป

เรียกได้ว่าน่าจับตามองมากๆ สำหรับ realme ในปีที่มาได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความทุ่มเท ความกล้า และความสำเร็จแบบก้าวกระโดดกันไปแล้ว ในปีนี้ก็พร้อมจะกระโดดขึ้นไปอีกขั้นด้วยจิตวิญญาณ “Dare to Leap”

Continue Reading

Android News

ของมันต้องมี realme narzo 20 Pro สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง ราคาต่ำกว่าหมื่น

Published

on

หากพูดถึงสมาร์ทโฟนเกมมิ่ง หลายคนอาจนึกถึงสมาร์ทโฟนราคาแพงๆ แต่สำหรับ realme narzo 20 Pro ต้องบอกเลยว่าโดนใจสายเกมเมอร์กันอย่างแน่นอน ด้วยสเปคที่ออกแบบมาเพื่อการเล่นเกมโดยเฉพาะ และราคาไม่ถึงหมื่นบาท

realme Narzo 20 Pro Smartphone for Gaming

realme Narzo 20 Pro เป็นสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกับชิปเช็ต MediaTek Helio G95 ซึ่งเป็นชิปเซ็ตที่ออกแบบมาเพื่อการเล่นเกมบนสมาร์ทโฟน ใช้กระบวนการผลิต 12nm และซีพียูแบ่งการทำงานออกเป็น Dual-core Cortex-A76 ความเร็ว 2.05GHz เวลาเล่นเกมภาพสวยๆ กราฟิกเยอะๆ จะทำได้เต็มประสิทธิภาพ และซีพียู Hexa-core Cortex-A55 ความเร็ว 2GHz เน้นการประมวลผลทั่วไป ประหยัดพลังงานได้ดี อีกทั้งยังมาพร้อมกราฟิก GPU Mali-G76 กับ RAM 8GB ที่มี AI ช่วยการจัดประสิทธิภาพการทำงานให้ทำงานได้เต็มที่

realme Narzo 20 Pro Gaming Smartphone 1jpg

ไม่เพียงแต่มีชิปเซ็ตที่เร็วแรงเท่านั้น ด้านการเล่นเกมก็มีฟีเจอร์ Game Space ที่ช่วยให้การเล่นเกมสะดวกมากขึ้น เป็นฟีเจอร์ที่รวมเกมไว้ในที่เดียวกัน การเลือกความสำคัญในการเล่นเกมได้ เช่น โหมดแข่งขัน และการปิดกั้นการแจ้งเตือนต่างๆ ไม่ให้รบกวนในขณะเล่นเกม

realme Narzo 20 Pro Gaming Smartphone

ใครที่ชื่นชอบการเล่นเกม ต้องบอกเลยว่าเจ้า Narzo 20 Pro แสดงผลภาพได้อย่างลื่นไหล เพราะหน้าจอของรุ่นนี้รองรับอัตรารีเฟรช 90Hz ดังนั้นถ้าเกมอย่าง PUBG Mobile คือลื่นไหลแน่นอน เพราะรองรับได้เต็มประสิทธิภาพ การควบคุมทิศทาง และความแม่นยำในการระบุเป้ายิง สามารถเล่นได้อย่างไม่สะดุด ไม่เจออาการกระตุกทั้งการเล่นในโหมดกราฟิกในระดับสูง และภาพความละเอียดสูง

realme Narzo 20 Pro Gaming Smartphone

เกม ROV เกมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในตอนนี้ สำหรับการเล่นบน realme Narzo 20 Pro รองรับโหมดเฟรมเรตสูง ภาพระดับ HD สามารถได้ลื่นไหล ไม่มีปัญหา เฟรมเรตนิ่งมากๆ วิ่งระหว่าง 60-61fps ตลอดการเล่น และบางฉากวิ่งทะลุ 62fps แม้จะเป็นช่วงการร่วมทีมไฟต์ก็ไม่ตก

realme Narzo 20 Pro Gaming Smartphone

เท่าที่ลองเล่นเกมบน Narzo 20 Pro ไปชั่วโมงกว่าๆ ตัวเครื่องแทบไม่ร้อนเลย รู้สึกอุ่นๆ เท่านั้น ซึ่งรุ่นนี้มีระบบระบายความร้อนทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ที่ถ่ายเทความร้อนได้ดีมากยิ่งขึ้น เพราะถ้าเครื่องไม่ร้อนก็จะทำให้มีประสิทธิภาพการทำงานทำได้สูงสุดตลอดการใช้งาน

realme Narzo 20 Pro Gaming Smartphone

กรอบตัวเครื่องที่โค้งยังทำให้ถือได้กระชับมือ และถือเล่นนานๆ ไม่ลื่นหลุดมือ อีกทั้งน้ำหนักตัวเครื่อง 191 กรัม ถือว่าไม่ได้หนักมาก เมื่อเทียบกับหน้าจอใหญ่ถึง 6.5 นิ้ว ถือได้นานโดยไม่เมื่อยมือ

realme Narzo 20 Pro

นอกจากนี้ แบตเตอรี่ที่ใช้งานต่อเนื่องได้ยาวนานก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยเจ้า Narzo 20 Pro มีแบตเตอรี่ขนาด 4500mAh เล่นเกมต่อเนื่องได้หลายชั่วโมง สนุกกันได้ยาวๆ และเป็นแบตเตอรี่แบบ Dual 3C Cells แบ่งอัตราส่วนของแบตเตอรี่เป็น 2250mAh 2 ก้อน รองรับการชาร์จเร็ว 65W SuperDart Charge ชาร์จเต็ม 100% ในเวลา 38 นาที ชาร์จแป๊บเดียวก็หยิบไปสนุกต่อได้ทันที ไม่ต้องรอนาน

realme Narzo 20 Pro Gaming Smartphone

ปัจจุบันเกมออนไลน์บนมือถือได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก การมีสมาร์ทโฟนสเปคแรงๆ ที่รองรับการเล่นเกมได้เต็มที่ในราคาไม่ถึงหมื่นบาท ถือว่าตอบโจทย์ทุกคนได้ดีมากๆ โดย realme narzo 20 Pro จัดโปรโมชั่นพิเศษ เพียง 7,499 บาท จากปกติ 8,499 บาท พร้อมโปรโมชั่นผ่อน 0% นาน 10 เดือน โดนสามารถเป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ – 31 มกราคมนี้ ทาง realme Official Store บน Lazada, Shopee และ Thisshop เท่านั้น

realme Narzo 20 Pro Gaming Smartphone

สามารถเป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ ผ่านช่องทางการสั่งซื้อ ดังนี้     

ติดตามเพิ่มเติมได้ทางเพจ realme TH : https://www.facebook.com/realmeTH/

Continue Reading

กำลังฮอต

มือถือใหม่

คลิปล่าสุด

ข่าวใหม่วันนี้

กินเที่ยวกัน

กำลังมาแรง