ติดตามพวกเรา

Featured

รีวิว Vivo S1 Pro ดีไซน์สุดล้ำในสไตล์ที่เป็นคุณ ด้วยกล้องทรงเพชรสุดสวย 4 เลนส์อัจฉริยะ และแบตพันธ์อึด 4500mAh ชาร์จเร็ว 18W

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

Vivo S1 Pro สมาร์ตโฟนดีไซน์สุดละมุนที่ไม่เคยเห็นจากที่ไหนมาก่อนด้วยโมดูลกล้องทรงเพชรสุดสะดุดตา แถมเรื่องสีสันก็ทำออกมาให้ดูสวยงามจากการไล่เฉด ส่วนเรื่องสเปคก็หายห่วงเพราะมีจอ Super AMOLED กว้าง 6.38 นิ้ว คมชัดแบบ FHD+ มีกล้อง 4 เลนส์ และชูโรงด้วยแบตเตอรี่ความจุถึง 4500mAh ที่มี Dual-Engine Fast Charging 18W

 

สรุปสเปค Vivo S1 Pro

  • ขนาดรอบตัวเครื่อง 159.25 × 75.19 × 8.68 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก 186.7 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Super AMOLED ขนาด 6.38 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2340 x 1080 พิกเซล) พื้นที่หน้าจอสูง 90%, Always On Display และรองรับการสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 665 Octa Core
  • RAM 8GB
  • ROM 128GB รองรับ MicroSD Card สูงสุด 256GB
  • กล้องถ่ายรูปหลัง 4 เลนส์ พร้อมไฟแฟลช LED แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8
    • เลนส์ Super Wide Angle มุมกว้าง 120 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ Super Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
    • เลนส์ Bokeh ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 รองรับ AI Face Beauty
  • ระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ครอบทับด้วย Funtouch OS 9.2
  • ระบบการเชื่อมต่อ Wi-Fi 2.4GHz/5GHz, Bluetooth 5.0 และ OTG
  • พอร์ตเชื่อมต่อ USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 4500mAh รองรับ Dual-Engine Fast Charging 18W (9V/2A)

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

น่าจะสวยงามตั้งแต่ตัวกล่องของกันเลยครับสำหรับ Vivo S1 Pro ที่มีลวดลายตัว S อย่างเด่นชัดพร้อมกับชื่อรุ่น S1 Pro ที่มุมขวาล่าง ด้านหลังจะมีสเปคและจุดเด่นมาให้รับชมกันพอเรียกน้ำย่อยครับ ส่วนในกล่องก็จะมีอุปกรณ์ต่างๆ มาให้ ดังนี้

  • ตัวเครื่อง Vivo S1 Pro พร้อมฟิล์มกันรอยติดมาให้
  • หูฟัง
  • อะแดปเตอร์
  • สาย USB Type-C
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • เคสโทรศัพท์แบบใส
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น

 

มาดูกันที่สัมผัสแรกถึงความงามของดีไซน์ตัวเลยครับ เพราะไม่พูดถึงไม่ได้จริงๆ กับความแปลกใหม่ที่สวยงามใน Vivo S1 Pro ที่ตัวโมดูลกล้องจะมาในลวดลายคล้ายเพชรที่มีกล้อง 4 เลนส์อยู่ด้านใน โดยมีเส้นสีแดงตัดที่มุมฝั่งซ้ายเข้ามาที่เลนส์ตัวหลักเป็นตัวอักษร “48 MEGAPIXEL” ซึ่งตัวกล้องจะมีความนูนออกมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้นครับ ใครที่ใส่เคสที่แถมมาให้เวลาก็ไม่ต้องกลัวเลนส์กล้องกระแทกเลย

 

หากใครสังเกตดีๆ Vivo S1 Pro มีสีสันที่ไล่เฉดอย่างสวยงามมากๆ จากสีม่วงอ่อนๆ ไปจนถึงสีฟ้าและจบด้วยชมพูสุดละมุน แถมเมื่อสะท้อนกับแสงอาทิตย์ก็จะได้สีรุ้งสะท้อนกลับมาเช่นกันด้วย ซึ่งตรงนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องประดับที่มีความสะดุดตา ให้ดีไซน์ลายเพชร (Diamond) เพิ่มกลิ่นอายของการสัมผัสให้ดูหรูขึ้นไปอีกขั้น เรียกว่าการออกแบบของ Vivo S1 Pro ทำให้สมบูรณ์แบบมากๆ ใครถือไปไหนมาไหนต้องมีคนเหลียวมองบ้าง

 

ไม่ใช่แค่เรื่องดีไซน์สีเท่านั้น แต่ Vivo ยังใส่ใจเรื่องดีไซน์เครื่องที่มีความโค้งมนที่ขอบด้านข้างตัวเครื่อง ทำให้จับถือได้สะดวก รองรับกับฝ่ามือของทั้งผู้ชายและผู้หญิงได้ดีมากแม้ถือแค่มือเดียว หรือเวลาใส่กระเป๋ากางเกงก็ใส่ได้สบายๆ ไม่ใหญ่จนเกินไปด้วย

 

ด้านหน้าจอแสดงผลมาแบบทรงหยดน้ำที่มีขนาดเล็กพอสมควร โดยความสดใสของหน้าจอก็จัดเต็มด้วยชนิด Super AMOLED ขนาด 6.38 นิ้ว คมชัดระดับ FullHD+ (2340 x 1080 พิกเซล) ทั้งยังมีพื้นที่แสดงผลบนหน้าจอสูง 90% กันเลย

 

ด้วยหน้าจอที่ขึ้นชื่อว่าเป็น Super AMOLED ก็จะได้เรื่องสีสันที่สดใสมากๆ ใครที่ชอบดูภาพยนตร์, วิดีโอ หรือเล่นเกมต้องชอบเรื่องความสดของจอใน Vivo S1 Pro แน่นอน แถมจอที่ใหญ่ 6.38 นิ้ว ก็เห็นได้เต็มตาด้วย

 

บริเวณรอบเครื่อง ที่ด้านหน้ากันก่อนครับในส่วนของเหนือหน้าจอแสดงผลจะมีรอยบากทรงหยดน้ำที่ด้านบน พร้อมระบบเซ็นเซอร์ต่างๆ และมีลำโพงสำหรับสนทนาอยู่ด้วย

 

ทางซ้ายของตัวเครื่องมีเพียงช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM จำนวน 2 ช่อง แต่ช่องที่ 2 จะให้มาแบบ Hybrid ให้เลือกระหว่างซิมที่ 2 หรือ MicroSD Card ครับ

 

ส่วนทางขวาจพะมีปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง และถัดลงมาจะเป็นปุ่ม Power ที่เป็นสีแดงๆ

 

ที่ด้านบนของตัวเครื่องจะมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร ควบคู่กับไมโครโฟนตัวที่ 2 สำหรับตัดเสียงรบกวน

 

ส่วนด้านล่างจะมีทั้งไมโครโฟนสำหรับการสนทนา, พอร์ตชาร์จหรือเชื่อมต่อข้อมูลแบบ USB Type-C และลำโพงตัวหลักครับ

 

และสุดท้ายที่ด้านหลังจะมีกล้องหลัง 4 เลนส์อยู่ในโมดูลทรงเพชร และถัดลงมาด้านนอกกรอบเพชรก็จะมีไฟแฟลช LED อยู่ 1 ดวง

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฏิบัติการ

สำหรับ Vivo S1 Pro แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ที่ครอบทับด้วย UI รุ่นล่าสุดของแบรนด์อย่าง Funtouch OS 9.2 ที่ช่วยให้เราใช้งานได้สะดวกเพราะมีหน้าตาเรียบง่าย, ไอคอนขนาดที่กำลังพอดี ไม่กินพื้นที่มากเกินไป ควบคู่กับพื้นหลังสีขาวทำให้ดูสะอาดตามากๆ

 

การใช้งานทั่วไปหากปัดลงจะเป็นการแสดงการแจ้งเตือนแอปพลิเคชั่นต่างๆ

 

ส่วนปัดขึ้นจากหน้าจอส่วนล่างจะเป็นการใช้งานตั้งค่าด่วน โดยสามารถปรับแสงสว่างหน้าจอหรือเสียงมีเดียได้ที่เดียวกันเลย

 

Vivo S1 Pro ยังมีวอลเปเปอร์ให้เลือกอย่างอยากหลายได้ตามสไตล์ของเราเลยครับ ใครอยากเลือกพื้นหลังความสดใสแบบไหนก็มีให้เพียบ

 

ดูความเคลื่อนไหวง่ายๆ ไม่ต้องเปิดหน้าจอด้วย Always On Display

นอกจาก Vivo S1 Pro จะมีหน้าจอที่ใหญ่แล้วก็ยังมาพร้อมฟีเจอร์ Always On Display ที่เป็นการใช้ประโยชน์ของ Self-Illuminating ของจอ AMOLED ที่จะเป็นการบอกเวลา, วันที่, แบตเตอรี่ ไปจนถึงไอคอนแอปการแจ้งเตือนต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วโดยเราไม่จำเป็นต้องกดเปิดหน้าจอเพื่อมาเช็คเลย ถือว่าประหยัดเวลาไปได้ด้วยนะ

 

สำหรับรูปแบบของ Always On Display ก็มีให้เลือกใช้งานหลายลวดลายครับ โดยในตัวของ Vivo S1 Pro ก็มีให้เลือกเกือบ 10 แบบแล้ว แต่ใครอยากได้เพิ่มก็กดสไตล์เพิ่มเติมได้เลย

 

นอกจากนี้ เรายังสามารถเลือกเวลาในการแสดงผลได้เวลาจะให้เริ่มกี่โมงและสิ้นสุดกี่โมง ซึ่งตรงนี้แนะนำให้ปรับช่วงที่เวลาที่ใกล้ตื่นนอนและช่วงที่นอนเป็นประจำครับ เพราะจะได้ประหยัดแบตเตอรี่ไปในตัวระหว่างที่เรานอนด้วย

 

โหมดมืด (Dark Mode) ใช้งานได้สบายตา

ใน Funtouch OS 9.2 ก็มาพร้อมกับโหมดมืดให้เราได้ใช้งานกันครับ ซึ่งหลักๆ ก็จะเป็นการเปลี่ยนพื้นขาวให้เป็นพื้นดำเพื่อความสบายตาของเราที่ใช้ในที่แสงน้อยหรือตอนกลางคืน แต่ที่สำคัญคือใน Vivo S1 Pro ไม่ใช่แค่การกลับสีเท่านั้น แต่ภาพรวมของทั้ง UI จะปรับให้ยังคงมีสันควบคู่กับความสบายตาครับ

 

ระบบความปลอดภัยมีให้ครบ

เรื่องของระบบความปลอดภัยก็หายห่วงได้เลย เพราะ Vivo S1 Pro มาพร้อมกับเทคโนโลยีสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอที่ทำงานได้รวดเร็วและเสถียรมากๆ สามารถจดจำได้สูงสุดถึง 5 ลายนิ้วมือ

 

ทั้งนี้ เมื่อสแกนบนหน้าจอไปแล้วก็จะมีแอนิเมชันเล็กๆ เพิ่มความสวยงามก่อนที่จะเข้าใช้งานอีกด้วย แต่ใครที่ไม่อยากได้แอนิเมชันเดิมๆ ก็สามารถเปลี่ยนได้หลายรูปแบบเลยครับ แต่ละแบบก็สวยงามไม่เหมือนกัน อยู่ที่ว่าเราจะชอบแบบไหนที่สุด

 

ไม่ใช่แค่การสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอเท่านั้น แต่การสแกนใบหน้าก็มีมาให้เช่นกัน แถมเรื่องความรวดเร็วและเสถียรก็ไม่แพ้กันเลย ซึ่งการสแกนใบหน้าก็ยังมีแอนิเมชันให้เลือกเพื่อความสวยงามตามใจชอบเหมือนกัน

 

ใช้งาน 2 แอปง่ายๆ ผ่านฟีเจอร์โคลนแอป

ระบบ Funtouch OS 9.2 ยังมีอะไรให้เราใช้งานอีกเพียบ โดยหนึ่งในนั้นคือฟีเจอร์โคลนแอปที่เป็นการเพิ่มแอปโซเชียลขึ้นมาอีก 1 แอป โดยจะแยกบัญชีกับแอปหลักที่เราติดตั้งอยู่ เช่น ใครที่มี 2 บัญชีของ Line ก็สามารถโคลนเพื่อใช้งานได้ 2 บัญชีแยกกันได้ทันที

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

เรื่องของประสิทธิภาพของ Vivo S1 Pro ก็หายห่วงเหมือนกันเพราะใช้หน่วยประมวลผล Snapdragon 665 Octa-Core ควบคู่กับ RAM ถึง 8GB ที่ทำให้การใช้งานนั้นลื่นไหลยิ่งขึ้น เรื่องการเปิดแอปพลิเคชั่นต่างๆ ก็แทบไม่ต้องรอนานเลย โดยเฉพาะกับแอปที่เปิดแล้วทำงานในเบื้องหลัง เมื่อเปิดกลับมาอีกรอบก็ไม่มีโหลดซ้ำ ทั้งยังมาพร้อมกับความจุ (ROM) ขนาด 128GB ที่จะโหลดแอป, เกม หรือถ่ายรูปก็ทำได้ไม่ต้องกลัวเต็มแน่นอน ซึ่งรองรับ MicroSD Card สูงสุดถึง 256GB อีกด้วยนะ

 

นอกจากนี้ ใน Vivo S1 Pro ยังมีเทคโนโลยี Vivo Multi-Turbo ที่เป็นการช่วยให้ระบบปฏิบัติการเพิ่มความเร็ว, ประสิทธิภาพการทำงาน, เร่งการตอบสนองของระบบ และเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายความร้อนขณะเล่นเกมหรือใช้งานทั่วไป ทำให้ความเร็วของ CPU ไม่ลดลงและทำงานได้ไหลลื่นต่อเนื่องครับ

 

สำหรับผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ทำคะแนนได้ไปได้ที่ 173,465

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 314 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,379

 

ทดสอบการเล่นเกม

เราได้ทดสอบเล่นเกม 3 เกมดังอย่าง Call of Duty: Mobile, ROV และ Asphalt 9: Legends ครับ โดยผลการทดสอบเป็นไปตามด้านล่างนี้เลย !

Call of Duty: Mobile

ขอเริ่มด้วยเกมแนว Shooting ก่อนแล้วกันอย่าง Call of Duty: Mobile โดยตอนเริ่มแรกตัวเกมจะปรับกราฟิกมาให้เราในระดับกลางๆ โดยภาพและเฟรมเรทจะอยู่ระดับ High แต่เราก็ขอปรับขึ้นไประดับหนึ่งแล้วกันเป็น Very High และทำการเล่นในโหมด Battle Royale 100 คน ซึ่งเริ่มเกมตั้งแต่โดดร่มไปจนจบแต่ละรอบถือว่าทำได้ดีมากๆ ไม่มีอาการกระตุกหรือเฟรมเรทดรอปให้เห็น แถมการกดปุ่มยิงหรือเดินก็ไม่ค่อยหน่วงสักเท่าไหร่ด้วย

 

ROV

ในเกม ROV เราปรับทุกอย่างสูงสุดทั้งหมด (ยกเว้นกราฟิกที่ต้องรออัปเดทในอนาคต) เมื่อเล่นในโหมด 5 VS 5 ตั้งแต่เริ่มเกมระดับเฟรมเรทจะอยู่ที่ 58-60fps แน่นอนว่าไม่มีต่ำกว่านี้ครับ แต่เห็นก็จะมีแต่สูงขึ้นไปอีกนิดหน่อยเป็น 61fps บ้าง โดยภาพรวมของการเล่นทั้งภาพและการกดหรือลากสกิลต่างๆ ทำได้ไหลลื่นสุดๆ ครับ ยิ่งตอนบวกกันเป็นกลุ่ม ปล่อยสกิลไม่ยั้งก็ไม่มีอาการดื้อให้เราเห็นครับ

 

Asphalt 9: Legends

และสุดท้ายในเกมรถแข่งภาพสุดสวยอย่าง Asphalt 9: Legends ก็ถือว่า Vivo S1 Pro ทำออกมาได้ดีพอสมควรเลยครับ โดยตอนแรกเราปรับกราฟิกอยู่ในค่าเริ่มต้นก็เล่นได้ไหลลื่นในทุกสถานการณ์ จะตอนชน ตอนเร่ง หรือช่วงคัทซีนครับ จากนั้นเราจึงลองปรับกราฟิกเป็นระดับสูงก็ถือว่ายังเล่นได้อยู่ครับ อาจมีเฟรมเรทดรอปบ้างช่วงคัทซีนแต่เมื่อถึงช่วงเล่นจริงๆ ก็แทบไม่ต่างจากระดับปกติเลย

 

ฟีเจอร์ในเกม

ในตัวเกมจะมีฟีเจอร์ Voice Changer ที่ให้เราเปลี่ยนเสียงของเราได้ตามใจชอบ โดยจะมีให้เลือกถึง 6 แบบ (รวมเสียงปกติ) ทั้งเสียงผู้ชายเข้มๆ, เด็กน้อยที่เหมือนจะเล่นเกมไม่เป็น หรือเสียงแบบ AI ก็ยังมีครับ เรียกว่าใครที่เป็นสายปั่นน่าจะชอบฟีเจอร์นี้แน่นอน ซึ่งการใช้งานก็เพียงปัดขวาจากขอบจอแล้วเลือก “เครื่องเปลี่ยนเสียง” ก็ใช้งานได้ทันทีครับ

 

Ultra Game Mode 7.0 ในส่วนนี้เราสามารถป้องกันข้อความและการแจ้งเตือนต่างๆ ที่เกิดขึ้นในขณะเล่นเกมได้เป็นอย่างดี ไม่มีอะไรมากวนใจแน่นอน ทั้งยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการเล่นเกมให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

 

แบตเตอรี่สุดอึดพร้อมใช้งานทั่วไปได้ทั้งวัน

Vivo S1 Pro จัดหนักเรื่องแบตเตอรี่มาให้ใช้งานแบบเต็มๆ ถึง 4500mAh โดยเราลองชาร์จแบตเตอรี่ 100% ในช่วงเช้าเพื่อออกไปใช้งานตั้งแต่ใช้งานกล้องเป็นหลัก, เล่นโซเชียล และเล่นเกมบ้างบางครั้ง โดยแบตเตอรี่ก็ลดลงมาบ้างอยู่ที่ราวๆ 70% กว่าๆ ในช่วงบ่าย แต่เมื่อถึงตอนค่ำๆ ก็จะเหลืออยู่ที่ประมาณ 20% ครับ เพียงพอให้เรากลับมาชาร์จที่บ้านได้สบายๆ

 

แต่เชื่อว่าใครที่เป็นนักเล่นเกม แบตเตอรี่ต้องมีหมดบ้างในระหว่างวัน แต่ไม่ต้องกังวลไปครับว่าจะรอเรื่องชาร์จนาน เพราะรุ่นนี้มีเทคโนโลยี Dual-Engine Fast Charging ที่ให้กำลังไฟ 18W (9V/2A) ทำให้ชาร์จได้เร็วมากๆ จากแบตเตอรี่น้อยๆ ไปถึง 100% จะอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆ เท่านั้นครับ แต่ขอบอกว่า จากช่วงที่แบตน้อยๆ ไปจนถึงช่วงปลายราว 80% จะอยู่แค่ประมาณ 50 นาทีครับ (หลังจาก 80% จะชาร์จช้าลงเพราะรักษาความร้อน)

 

กล้องถ่ายรูป

มาถึงเรื่องกล้องกันบ้างเป็นการปิดท้าย ที่นอกจากดีไซน์การจัดตำแหน่งกล้อง 4 เลนส์จะสวยแล้ว เรื่องของการถ่ายภาพก็สวยไม่แพ้กัน โดย Vivo S1 Pro มาพร้อมกับกล้องถ่ายรูปหลัง 4 เลนส์ AI Quad Camera พร้อมไฟแฟลช LED ได้แก่

  • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8
  • เลนส์ Super Wide Angle มุมกว้าง 120 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • เลนส์ Super Macro ใกล้สุด 4 ซม. ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • เลนส์ Bokeh ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

ส่วนกล้องหน้าก็มีความละเอียดถึง 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 ที่มีฟีเจอร์ต่างๆ ให้เราได้เลือกเล่นกันเพียบ จะมีอะไรบ้างมาดูกันเลย

คมชัดขั้นสุดด้วยการถ่ายความละเอียด 48 ล้านพิกเซล

Vivo S1 Pro มาพร้อมกับเลนส์หลักคาวมละเอียด 48 ล้านพิกเซล ที่สามารถถ่ายความละเอียดได้สูงถึง 8000 x 6000 พิกเซล ซึ่งในโหมดนี้เราจะได้ภาพที่มีความคมชัดสูงมากๆ เห็นรายละเอียดได้ชัดกว่าการใช้โหมดปกติ แล้วเมื่อถ่ายภาพเสร็จแล้ว เมื่อเรานำกลับมาดูภาพอีกรอบก็จะสามารถซูมไปดูจุดเล็กจุดน้อยที่อยู่ในระยะไกลได้โดยไม่เสียรายละเอียดด้วย

 

AI ตรวจจับฉากสุดอัจฉริยะ

แน่นอนว่าสมาร์ตโฟนสมัยนี้ต้องมี AI ในการปรับแสงและสีให้เข้ากับสถานการณ์โดยอัตโนมัติ และแน่นอนว่า Vivo S1 Pro ต้องมีมาให้แน่นอน เรียกว่าเราไม่ต้องไปทำอะไรมาก แค่โฟกัสกับวัตถุที่ต้องการถ่าย AI ก็จะรู้ทันทีเลยว่าเราจะถ่ายอะไรและบอกให้เรารู้ที่มุมล่างเหนือโหมดกล้อง เช่น อาหาร, แมว, จอ (สุนัข), ดอกไม้ หรือท้องฟ้า เป็นต้น

 

 

มุมกว้างขั้นสุดด้วยเลนส์ Super Wide Angle

สำหรับคนที่ชอบเที่ยวและอยากได้ภาพที่อยู่ตรงหน้าทั้งหมด ไม่เสียองค์ประกอบแบบง่ายๆ Vivo S1 Pro ควบคู่กับเลนส์ Ultra Wide Angle ที่ถ่ายได้มุมกว้างถึง 120 องศา คือสิ่งที่ห้ามพลาดใช้งานเด็ดขาด เพราะมุมที่ได้ออกมานั้นกว้างในเบอร์ต้นๆ ของสมาร์ตโฟนเลยทีเดียว แถมเรื่องของเฉดสีก็ยังสดใส ไม่ต่างจากเลนส์หลักสักเท่าไหร่ และสิ่งสำคัญคือในโหมดนี้ แค่เรายืนใกล้ๆ วัตถุก็สามารถเก็บได้ครบแล้ว ไม่ต้องถอยหรือหามุมดีๆ ในการถ่ายก็ได้ครับ สะดวกสบายมากๆ

เทียบปิด Super Wide Angle / เปิด Super Wide Angle


เทียบปิด Super Wide Angle / เปิด Super Wide Angle

 

 

Super Macro ถ่ายใกล้สุดเพียง 4 เซนติเมตร

ความสามารถของอีก 1 เลนส์ในรุ่นนี้ คือ Super Macro ที่ให้ถ่ายวัตถุต่างๆ ได้ใกล้สุดถึง 4 เซนติเมตร ให้เราเห็นรายละเอียดในสิ่งที่สายตาของมนุษย์แทบจะมองไม่เห็นได้คมชัดมากขึ้น ซึ่งเรื่องเฉดสีก็ยังทำได้ดีพอสมควรเลยครับ และโฟกัสและการถ่ายก็ไม่มีหลุดหรือเบลอง่ายๆ ถ้ามือไม่สั่นจริงๆ

 

เบลอได้อย่างธรรมชาติด้วยโหมด Bokeh

การถ่าย Bokeh หรือการเบลอฉากหลังใน Vivo S1 Pro ถือว่าทำออกมาได้ดีมากๆ สำหรับสมาร์ตโฟนราคาระดับนี้ เรื่องของขอบรอบตัวบุคคลตัดได้เนียนเลยทีเดียว ไม่มีการเบลอหลุดเข้าไปในคนเท่าไหร่ โดยเฉพาะเส้นผมที่แทบไม่ถูกกินเข้าไปเลยครับ

 

ทั้งนี้ เมื่อเราถ่ายในโหมด Bokeh เรายังสามารถนำภาพนั้นมาปรับการเบลอได้อีกรอบ ทั้งการปรับค่ารูรับแสงได้กว้างสุดถึง F0.95 และแคบสุดที่ F16 โดยค่ายิ่งน้อยจะยิ่งเบลอหลังมากขึ้น หรือจะเปลี่ยนโฟกัสไปเป็นฉากหลังแล้วให้ฉากหน้าเบลอก็ทำได้เหมือนกัน

 

ใบหน้าสวยด้วย AI Face Beauty

ในโหมดนี้จะมีให้ใช้งานทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังเลยครับ โดย AI จะทำการปรับแต่งใบหน้าของเราให้อัตโนมัติ แทบไม่ต้องมานั่งปรับเองที่หลังเลย หรือใครอยากเนียนสุดๆ ก็ปรับได้ทั้งผิวนวล, โทนสีผิว, ปรับรูปหน้า, ความขาว, หน้าบาง, ตาโต หรือกราม เป็นต้น

เทียบเปิด AI Face Beauty / ปิด AI Face Beauty

 

คิดท่าไม่ออกมาบอก Pose Master

ในหมวดข้างๆ กับ AI Face Beauty จะมี Pose Master เป็นฟีเจอร์ที่เป็นตัวอย่างของท่าถ่ายภาพสุดฮิตต่างๆ ให้เราได้มาเป็นแบบ ซึ่งการใช้งานก็ง่ายๆ มากๆ เพียงแค่เลือกท่าและขยับมือหรือหน้าตามเส้นประเท่านั้นเองครับ ใครคิดท่าไม่ออกเรียกใช้โหมดนี้ได้ทันที มีให้เลือกหลาย 10 แบบเลย

 

นอกจากนี้ เมื่อถ่ายภาพบุคคลเรียบร้อย ก็ยังปรับแต่งเองได้เพิ่มเติมด้วยฟีเจอร์ AI Make UP ที่จะให้เราได้แต่งเติมฟิลเตอร์, แต่งสวย, แต่งหน้า หรือปรับรูปร่าง ได้อีกรอบอย่างง่ายๆ เลย

 

เพิ่มความสนุกในการถ่ายด้วยเอฟเฟ็กต์แสงภาพถ่ายบุคคล

ในโหมดนี้ เราจะใช้ได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังเลยครับ โดยเอฟเฟ็กต์แสงภาพถ่ายบุคคลจะมีตัวเลือกเพิ่มฉากและสีสันเติมเข้ามาให้เราอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นแสงธรรมชาติ (มีเฉพาะกล้องหน้า), ไฟสตูดิโอ, ไฟสเตอริโอ, ลูปไลท์, แสงรุ้ง และภาพพื้นหลังแบบขาวดำ ใครชอบสไตล์ไหนก็เลือกเล่นเลือกถ่ายได้ตามใจชอบเลยครับ

กล้องหน้า

กล้องหลัง

 

ฟิลเตอร์ให้เลือกหลากหลาย

นอกจากเอฟเฟ็กต์แสงภาพถ่ายบุคคลแล้ว ยังมีฟิลเตอร์ให้เลือกอีกเพียบสูงสุดถึง 16 แบบด้วยกัน เช่น เกรปฟุต, เกาะ, ฟอง, ลมยามเย็น ป็นต้น โดยแต่ละแบบก็จะมีสีสันของตัวเองครับ เรียกว่าใครได้มาอยู่ในมือแล้ว ต้องลองถ่ายให้หมดทุกแบบเลยนะ

 

เพิ่มความน่ารักด้วยสติ๊กเกอร์ AR

ความสนุกสนานการถ่ายภาพใน Vivo S1 Pro มีมาให้เยอะจริงๆ และอีกอย่างที่เรานำเสนอ คือ สติ๊กเกอร์ AR ที่มีให้เลือกใช้งานเพียบเกือบ 100 แบบ เรียกว่าถ่ายกันได้ไม่รู้จักเบื่อแน่นอน

กล้องหน้า

กล้องหลัง

 

**นอกจากนี้ Vivo จะมีการอัปเดทฟีเจอร์ SuperNight Mode ที่ใช้ได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง ในวันที่ 22 ธันวาคม 2562 ด้วยครับ**

สรุปจุดเด่น

  • มีกล้องหลังถึง 4 เลนส์ความละเอียดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล มีทั้งเลนส์ Super Wide Angle, Bokeh และ Super Macro
  • กล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล ถ่ายสวยได้ AI Face Beauty
  • ดีไซน์และสีสันตัวเครื่องสวยงามและโดเด่นไม่เหมือนใคร
  • หน้าจอแสดงผลแบบ Super AMOLED มีสีสันสวยงาม และจอกว้างถึง 6.38 นิ้ว ใช้งานได้เต็มตา
  • ใช้งานได้ลื่นไหลด้วย RAM 8GB และใช้งานได้เต็มที่ด้วยความจุถึง 128GB
  • มีเทคโนโลยีสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ
  • แบตเตอรี่สุดอึด 4500mAh ใช้งานได้ทั้งวันไม่มีหมด พร้อมด้วยเทคโนโลยีชาร์จเร็ว Dual Engine Fast Charging กำลังไฟ 18W

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ตัวเครื่องไม่กันน้ำ

 

ใครที่สนใจ Vivo S1 Pro จะวางจำหน่ายในราคา 9,999 บาท โดยจะเริ่ม Pre-Order จองล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันที่ 20 – 28 พฤศจิกายน 2562 ณ Vivo Brand Shop ทุกสาขาและตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

Featured

รีวิว nuraphone หูฟัง Bluetooth ดีไซน์โดดเด่น สุดล้ำเรียนรู้และปรับเสียงให้เหมาะกับการได้ยินโดยอัตโนมัติ

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

มีหูฟังที่เรียกได้ว่าสุดล้ำมากๆ มาฝากกันครับ ซึ่งปกติแล้วการรับฟังเสียงของมนุษย์แต่ละคนมีความสามารถไม่เท่ากันครับ วันนี้เราได้รับหูฟัง nuraphone เป็นหูฟัง Bluetooth สุดล้ำที่สามารถเรียนรู้และปรับเสียงให้เหมาะกับการได้ยินของผู้ใช้งานแต่ละคนได้โดยอัตโนมัติด้วยครับ ซึ่ง nuraphone เป็นหูฟังที่ได้ออกแบบโดยวิศวะกรและผู้รักเสียงดนตรีจาก Australia ผสมผสานจุดเด่นของหูฟังแบบ Over-Ear และ In-Ear ไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัวและสวยงามมากๆ ครับ วันนี้เดี๋ยวจะพาไปดูกันว่าหูฟัง nuraphone จะมีความน่าสนใจอย่างไร และเสียงจะดีขนาดไหนเมื่อตัวหูฟังได้เรียนรู้การรับฟังและปรับเสียงให้เข้ากับการได้ยินของเราไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  1. หูฟัง nuraphone
  2. สายชาร์จแบบ USB-A
  3. กล่องหูฟังแบบ Magnetic locking protective case
  4. จุกหูฟังสำรองขนาดต่างๆ

 

ตัวกล่องหูฟัง Magnetic locking protective case ดูแข็งแรงทนทานมากๆ ครับ เอาไว้เผื่อว่าเดินทางอยากเก็บใส่ไว้ในกล่องเป็นการปกป้องความเสียหายที่อาจะเกิดขึ้นได้กับหูฟังได้อย่างดีเลยทีเดียว

 

ข้อมูลด้านเทคนิค

  • ขนาด 190 x 170 x 88 มม.
  • น้ำหนัก 329 กรัม
  • รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth aptX HD, *Universal Wired (Lightning, USB-C, micro-USB, analog)
  • Battery แบบ Lithium Ion Battery, ใช้งานต่อเนื่องได้รวม 20 ชั่วโมง
  • การตัดเสียงรบกวน Active Noise Cancellation (ANC) + Dual passive isolation
  • วัสดุ High grade stainless, คัพหูฟัง aluminium cups, แพดหูฟัง hypoallergenic silicon

nuraphone มาพร้อมกับไดร์เวอร์แบบ Dynamic คู่ แยกมิติเสียงแบบลำโพง Two way ทำงานโดยอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยีอันชาญฉลาด และแอปพลิเคชั่นสุดล้ำ ซึ่งจะทำงานร่วมกับสมาร์ทโฟนเพื่อให้ได้คุณภาพเสียงระดับ Hi-Fi รองรับ aptX HD ตัดเสียงรบกวน Active Noise Cancellation การันตีด้วยรางวัล best of the best จาก Red Dot Design และ Good Design Award อีกด้วยครับ 

 

FEATURE การใช้งาน

  • Offline Mode ควบคุมการงานผ่านแอปพลิเคชั่น โดยไม่จำเป็นต้องใช้อินเทอร์เน็ต
  • Bluetooth Quickswitch เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็น มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ โดยจะสามารถสลับอุปกรณ์ ได้อัตโนมัติโดยไม่ต้องยกเลิกการเชื่อมต่อจากอุปกรณ์ก่อนที่ใช้ก่อนหน้านี้
  • Voice Calls ใช้คุยโทรศัพท์ได้
  • Nura Sound หูฟังตัวแรกที่ปรับคุณภาพเสียงให้เหมาะผู้ใช้งานโดยอัตโนมัติ รางวัล CES Innovation 2018
  • CleanANC การผสมผสาน Active Noise Cancellation ระบบตัดเสียงรบกวน และ Double-
    Passive Isolation เพื่อคุณภาพเสียงที่คมชัด
  • หูฟังตัวแรกที่ออกแบบให้ In-Ear ทำงานร่วมกับ Over-Ear และ Haptic Bass Technology
  • Bluetooth Qualcomm atpX HD เพื่อเสียงที่คมชัดในระดับ Hi-Fi 24bit/48kHz
  • Smart Headphone ทำงานโดยอัตโนมัติเพียงสวมลงบนศีรษะ
  • ทำงานร่วมกับ Application บน iOS / Android
  • TeslaFlow วาล์วควบคุมการไหลเวียนของอากาศ สวมใส่สบายมากยิ่งขึ้น
  • ตัวหูฟังรองรับ Aptx HD ที่รองรับการฟังในแบบ Hi-Res 24Bit 48kHz (ขึ้นอยู่กับเครื่องเล่นที่รองรับ) หากต้องการต่อแบบ Analog หรือ สาย USB C, Lightning สามารถซิ้ออุปกรณ์เสริมเพิ่มได้

ดีไซน์และการออกแบบ

ตัวกล่องด้านใน nuraphone ดีไซน์ดูเรียบหรูซึ่งเมื่อเปิดออกมาจะมีกล่องเก็บหูฟังอยู่ด้านในอีกชั้นครับ

 

เมื่อเปิด Magnetic locking protective case ออกมาแล้วจะเห็นหูฟัง และกล่องเก็บสายชาร์จที่มีหูฟังสำรองมาให้ด้วยอีก 2 ชุด

 

ก้านหูฟังด้านในจะมีข้อความเขียนไว้ว่า nuraphone

 

หูฟังด้านซ้าย และขวา จะมี Touch Buttons สำหรับควบคุมการทำงานอยู่ทั้ง 2 ข้าง ด้วยการสัมผัสครับ

 

nuraphone ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษและเป็นหูฟังตัวแรกที่ออกแบบโดยการผสมผสานระหว่างหูฟัง แบบ In-Ear กับ Over-Ear เอาไว้ด้วยกันครับ ส่วนตัวแล้วใช้งานหูฟังมาก็เยอะ พอเจอ nuraphone เห็นครั้งแรกก็รู้สึกแปลกตาไม่เหมือนแบรนด์ไหน โดยเสียงย่านกลางและสูงจะขับผ่าน In-ear tips และ Over-Ear ขับพลังเบสที่สามารถสัมผัสได้ทันทีเมื่อได้รับฟังเพลงจากหูฟังนี้ครับ

 

ในการเริ่มใช้งานครั้งแรกก็แปลกใจหาปุ่มเปิดเครื่องไม่เจอ แต่เมื่อจะเชื่อมต่อกับแอป nura พบว่าตัวแอปแนะนำให้สวมหูฟังเข้าไปกับศีรษะ ซึ่งนั่นก็คือการเปิดเครื่องนั้นเองครับ การทำงานของหูฟังเมื่อสวมหูฟังเข้าไปกับศีรษะแล้ว จะเป็นการเปิด/ปิด เป็นไปแบบอัตโนมัติ โดยที่ไม่ต้องกดเปิดหรือปิดการทำงานแต่อย่างใด ตัวหูฟัง nuraphone จะจับ motion sensor และทำการเปิดใช้งานอัตโนมัติ แจ้งชื่อผู้ใช้ (Welcome back ชื่อผู้ใช้) พร้อมบอกแบตเตอรี่คงเหลืออีกด้วยครับ

 

หลังจากที่ทำความรู้จักที่มาที่ไปของหูฟัง nuraphone และฟีเจอร์ต่างๆ กันไปแล้ว ถึงเวลาแล้วที่จะมาลองใช้งานจริงกันเลยดีกว่า ก่อนที่จะเริ่มฟังเพลงผ่านหูฟัง nuraphone ให้ดาวน์โหลดแอป nura มาติดตั้งก่อนครับ ซึ่งมีให้โหลดได้ทั้ง iOS และ Android เพื่อที่จะสร้างโปรไฟล์และเรียนรู้การรับฟังของเราเพื่อปรับให้เหมาะกับการฟังของผู้ใช้งานแต่ละรายให้เหมาะสมที่สุดครับ ซึ่งสามารถเรียนรู้การฟังของผู้ใช้งานได้ภายใน 60 วินาที เท่านั้น และสามารถสร้างและบันทึกข้อมูลได้ถึง 3 โปรไฟล์ในเวลาเดียวกัน

มาถึงตรงนี้หลายคนที่อาจจะสงสัยว่า nuraphone เรียนรู้การได้ยินของเราได้ยังไง เหตุผลเพราะแบบนี้ครับ ภายในหูฟัง nuraphone เค้าจะมีไมโครโฟนแบบเดียวกับที่ nasa ใช้ในปฏิบัติการ Mars Mission 2020 ครับ ซึ่งจะเป็นตัวรับสัญญาณเสียงสะท้อนในช่องหูของเราฟังเรานั่นเอง ในส่วนนี้ทาง nura ได้มีการจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีนี้ไว้เป็นที่เรียบร้อยครับ

 

การทำงานของ Touch Buttons สามารถปรับเปลี่ยนได้ด้วยตัวเอง มากกว่า 4 ฟังก์ชั่น สามารถตั้งค่าผ่านแอป nura โดยตั้งค่าได้ทั้งหูฟังด้านซ้าย และขวา ด้านละ 2 ฟังก์ชั่น ประกอบไปด้วย

  • Play/pause music & answer/ hang up calls
  • Play/pause music
  • Enable/ disable immersion
  • Enable/disable social mode
  • Previous track
  • Next track
  • Volume up
  • Volume down

 

นอกจากนี้ในส่วนของแอป nura ยังสามารถอัปเดทเฟิร์มแวร์ใหม่ๆ ดูแบตเตอรี่คงเหลือของหูฟังได้อีกด้วยครับ

 

ไร้เสียงรบกวนด้วย CleanANC 

nuraphone มาพร้อมกับ CleanANC ซึ่งเป็นการผสมผสาน Active Noise Cancellation ระบบตัดเสียงรบกวน และ Double-Passive Isolation เมื่อ 2 เทคโนโลยีนี้ทำงานร่วมกันทำให้ไร้เสียงรบกวนฟังเพลงให้คุณภาพเสียงคมชัดมากๆ

ตัวหูฟังยังมี Social Mode ด้วยครับ เพียงแค่แตะไปที่ Touch Buttons ก็จะสามารถรับฟังเสียงจากภายนอกสำหรับการฟังเสียงสนทนาหรือรับฟังเสียงจากภายนอกโดยที่ไม่ต้องถอดหูฟังออกเรียกได้ว่าสะดวกต่อการใช้งานมากๆ เลยทีเดียว

 

ใช้คุยโทรศัพท์ได้คุณภาพเสียงคมชัด 

nuraphone สามารถใช้คุยโทรศัพท์ได้ในตัวเลยครับ เนื่องจากตัวหูฟังมีไมโครโฟนอยู่ด้วย ดังนั้นเมื่อมีสายเรียกเข้าสามารถรับโทรศัพท์และคุยจากหูฟัง nuraphone ได้ทันที หลังจากที่ได้ทดลองใช้งานคุยโทรศัพท์พบว่าเสียงสนทนาคมชัดดีครับ ทั้งทางฝั่งผู้โทร และทางฝั่งผู้รับ

 

ดูหนัง ฟังเพลง เสียงไม่ดีเลย์ 

ทุกครั้งที่ต้องทดสอบหูฟัง หลายๆ มักจะถามถึงเรื่องการดูหนัง ฟังเพลงจาก YouTube ว่าเสียงดีเลย์มั้ย จากที่ใช้งานมาหลายสัปดาห์พบเสียงและภาพไม่ตรงกัน ไม่ต้องกังวลในส่วนนี้เลย โดยการทดสอบได้ลองใช้งานทั้ง YouTube, Netflix, Spotify, หนังจาก Apple TV

 

สุดยอดพลังเสียง เบสหนัก ฟังเพลงดี ดูหนังเด่น 

มาถึงไฮไลท์ของการใช้งานหูฟังแน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องของคุณภาพของเสียงเมื่อฟังเพลง ต้องบอกเลยว่าตอนแรกที่เห็นดีไซน์ยังเดาไม่ออกว่าเสียงจะออกมาเป็นแบบไหน จะใส่พอดีหูหรือไม่ในเมื่อเป็นลูกผสมระหว่าง Over-Ear และ In-Ear แต่เมื่อได้ลองใช้งานแล้วกลับพบว่าถึงเป็นลูกผสมการสวมใส่เรียกได้ว่าออกแบบมาได้อย่างดีมากครับ ซึ่งสามารถใส่พอดีหูและตัวก้านหูฟังก็ยังสามารถปรับให้เข้ากับขนาดของศรีษะได้ และด้วยการดีไซน์แบบนี้เองทำให้ได้สัมผัสของพลังเสียงอย่างแท้จริง บางคนอาจจะชอบฟังเสียงจากหูฟัง Over-Ear เพราะไดร์เวอร์ขนาดไหญ่ ให้พลังเสียงหนักแน่น แต่ถ้าใครที่ไม่ใช่ชอบฟังขนาดใหญ่ก็มักจะเลือกใช้ In-Ear ซึ่งพลังเสียงอาจจะไม่ได้หนักแน่นเหมือน Over-Ear แต่เมื่อทั้ง Over-Ear และ In-Ear มาอยู่ในหูฟังตัวเดียวกันเมื่อฟังเพลงแล้วพบว่าเสียงกลมกล่อมมากครับ เบสมาเต็ม ถ้าดูหนังความกระหึ่มเหมือนดูหนังจากโรงหนังประมาณนั้นเลยครับ เสียงแหลมก็มาครบ โดยรวมแล้วเสียงกระหึ่มมากๆ สะใจคนชอบดูหนังและฟังเพลง ผลก็มาจากการนำจุดเด่นของหูฟังทั้ง 2 ชนิดมารวมไว้ในหูฟังตัวเดียวกัน ต้องบอกเลยว่าไม่เคยได้รับประสบการณ์การฟังเพลง ดูหนัง ด้วยเสียงที่มาเต็มแบบนี้มาก่อน ประกอบกับตัวหูฟังสามารถเรียนรู้และปรับเสียงให้เหมาะกับผู้ฟังได้อย่างอัตโนมัติจึงทำให้เสียงเพลงที่ได้ยินเหมาะกับผู้ใช้งานคนนั้นๆ มากขึ้นอีกด้วยครับ

 

ในส่วนของแบตเตอรี่ nuraphone เมื่อชาร์จแบตเตอรี่เต็มจะใช้ฟังเพลงได้ราวๆ 20 ชั่วโมงครับ หากใช้งานไปแล้วแบตเหลือน้อยตัวหูฟังจะมีเสียงเตือนให้เราทราบด้วยครับ โดยการชาร์จแบตจนเต็มจะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง

 

 

นอกจากนี้ในส่วนของแอป nura ยังสามารถอัพเกรดเฟิร์มแวร์ใหม่ๆ รวมถึงดูแบตเตอรี่ของตัวหูฟังได้อีกด้วย

 

สรุปส่งท้าย

nuraphone เป็นหูฟังที่ต้องบอกเลยครับว่าใครที่ชอบดูหนังฟังเพลงผ่านหูฟังไม่ว่าจะเป็นตอนเดินทาง หรือพักผ่อน อยากให้ได้ลองฟังกันครับเพราะเชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะไม่เคยสัมผัสประสบการณ์เสียงที่จะได้จากหูฟัง nuraphone มาก่อน ซึ่งตอนนี้เปิดวางจำหน่ายแล้วนะครับ ในราคา 17,900 บาท ที่ central ชิดลม ในแผนก Central Men’s Gadget ชั้นเครื่องแต่งกายชาย

และ Central.co.th , Shop.mentagram.com สำหรับใครที่สนใจสามารถลองไปเสียงและสัมผัสของจริงได้ตามสถานที่จำหน่ายนะครับ

รายละเอียดเพิ่มเติม www.facebook.com/nurasoundthailand

อ่านต่อ...

Featured

รีวิว realme 5s สมาร์ทโฟนตัวกลาง สเปคสุดคุ้ม จอกว้าง 6.5 นิ้ว, แบต 5000mAh และกล้อง 48MP

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

realme 5s สมาร์ทโฟนระดับกลางรุ่นใหม่จาก realme ที่เป็นรุ่นสานต่อจาก realme 5 โดยเพิ่มทั้งสเปค, กล้อง และสีใหม่ในดีไซน์สุดจัดจ้าน โดยแต่ละส่วนจะเป็นอย่างไร เรามาดูไปพร้อมกันเลยครับ

 

สรุปสเปค realme 5s

  • ขนาดตัวเครื่อง : 164.4 × 75.6 × 9.3 มม.
  • น้ำหนัก : 198 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Mini-Drop Fullscreen ชนิด LCD ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1600 x 720 พิกเซล), มี 269PPI และครอบทับด้วย Corning Gorilla Glass 3+
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 665 AIE Octa Core ความเร็ว 2.0 GHz
  • ความจุ RAM 4GB + ROM 128GB เพิ่ม MicroSD Card สูงสุด 256GB
  • กล้องถ่ายรูปหลัง 4 เลนส์ แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 รองรับ AI, Super Nightscape และ HDR
    • เลนส์ Ultra Wide Angle กว้าง 119 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.25
    • เลนส์ Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
    • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้าความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0
  • ระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ครอบทับด้วย ColorOS 6.0.1
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.0 และพอร์ต Micro USB 2.0
  • แบตเตอรี่ความจุ 5000mAh (5V/2A)

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

ตัวกล่องของ realme 5s มาในทรงสี่เหลี่ยมเรียบง่ายตามแบบของ realme ครับ โดยมีชื่อรุ่น, สเปคหลักๆ และภาพอยู่ที่ด้านหน้าตัวกล่องอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งข้างในมีอุปกรณ์ดังนี้

  • ตัวเครื่อง realme 5s พร้อมติดฟิล์มกันรอย
  • อะแดปเตอร์
  • Micro USB 2.0
  • เคสใส
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม

ซึ่งกล่องที่เราได้มาไม่มีคู่มือการใช้งาน แต่ตัวกล่องที่ขายจริงจะมีมาให้แน่นอนครับ

 

ดีไซน์ของ realme 5s แน่นอนว่าต้องมีความพิเศษกว่ารุ่นเดิมอย่าง realme 5 คือสีสุดร้อนแรงอย่างสีแดง Crystal Red ที่เล่นลวดลายทรงเพชรตามชื่อสีอย่างโดดเด่น หากยิ่งมีการสะท้อนกับแสงมากเท่าไหร่ ความระยิบระยับก็จะมีมากตามไปด้วยครับ โดยกระบวนการผลิตกว่าที่จะออกมาเป็นลวดลายแบบนี้นั้นเป็นการลงสีแบบ Nano Holographic Color ที่ช่วยให้ตัวเครื่องดูมีมิติมากขึ้นนั่นเอง

 

ตัวเครื่องของ realme 5s ยังมีขนาดที่ไม่ใหญ่จนเกินไปกับการมือเพียงมือเดียวครับ แถมตัวเครื่องของ realme 5s ยังสามารถป้องกันน้ำ เช่น การสาดหรือกระเด็นได้ด้วยเช่นกัน

 

ด้านหน้าจอแสดงผล realme 5s มาพร้อมกับจอ LCD กว้างถึง 6.5 นิ้ว ในความคมชัดระดับ HD+ (1600 x 720 พิกเซล) ควบคู่กับการครอบทับด้วยกระจก Corning Gorilla Glass 3+ เพิ่มความแข็งแกร่งไปในตัวด้วย โดยหน้าจอ Mini-Drop Fullscreen ของ realme 5s ทำให้มีพื้นที่การใช้งานมากถึง 89% ใครที่ชอบรับชมภาพยนตร์ ดูวิดีโอ หรือเล่นเกมบ่อยๆ จะต้องชอบในเรื่องของความเต็มตาแน่นอนครับ

 

มาต่อที่รอบเครื่องเช่นเดิมครับ เริ่มด้วยที่เหนือหน้าจอแสดงผลจะมีหยดน้ำขนาดเล็กที่ฝังกล้องหน้าความละเอียด 13 ล้านพิกเซลเข้าไป โดยมีลำโพงสำหรับสนทนาอยู่ด้านบน พร้อมด้วยระบบเซ็นเซอร์วัดแสงต่างๆ

 

ทางซ้ายของตัวเครื่องจะมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ด NanoSIM 2 ช่อง และ MicroSD Card อีก 1 ช่อง รวมเป็น 3 ช่องกันไปเลย ไม่ต้องเลือกอย่างในอย่างหนึ่งครับ ถัดลงมาจะมีปุ่มเพิ่มและลดเสียง

 

ฝั่งขวาจะมีเพียงปุ่มล็อคเครื่องเท่านั้น

 

ส่วนด้านล่างตัวเครื่องจะมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร, ไมโครโฟน, พอร์ต Micro USB 2.0 และลำโพงตัวหลัก

 

สุดท้ายที่ด้านหลังจะมีกล้อง 4 เลนส์อยู่ในกรอบที่มุมซ้ายบนทั้งหมด พร้อมด้วยอักษร “48MP” มีไฟแฟลช LED ทางด้านขวาของเลนส์ และระบบเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่อยู่ตรงกลางเครื่อง

 

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

realme 5s แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ที่ครอบทับด้วย ColorOS 6.0.1 โดยมีระบบการทำงานที่ไหลลื่นและหน้าตา UI ที่เรียบง่ายในส่วนของไอคอนต่างๆ ทั้งยังมีฟีเจอร์มาให้ลองเล่นกันเยอะพอสมควรครับ

 

สำหรับใครที่อยากเปลี่ยนวอลเปเปอร์ก็มีให้เลือกใช้กันประมาณ 10 แบบครับ จะลองเลือกสีสันที่เหมาะกับตัวเครื่อง Crystal Red ก็ได้ครับ

 

ถนอมสายตาตอนกลางคืน

เชื่อว่าหลายคนต้องชอบเล่นสมาร์ทโฟนที่ในกลางคืนแน่นอน โดย realme 5s ก็มีให้เราได้เลือกปรับแสงของหน้าจอเพื่อให้ถนอมสายตายิ่งขึ้นด้วย ซึ่งการปรับจะมีให้เลือก 3 แบบ ดังนี้

  • แสดงเป็นสี : เป็นการตัดแสงสีฟ้าตามปกติ โดยสามารถเลือกระดับการตัดแสงได้ตามใจชอบ

  • การแสดงผลแบบขาวดำ : หน้าจอทั้งหมดจะกลายเป็นสีขาว-ดำ รวมไปถึงในแอปพลิเคชั่นต่างๆ ด้วยครับ
  • การอ่านอย่างสบายตาในตอนกลางคืน : ส่วนนี้ทุกอย่างจะดูมืดไปหมด เน้นสีดำเป็นหลัก ซึ่งเหมาะกับการเล่นเมื่อปิดไฟทั้งหมดหรือในที่แสงน้อยจริงๆ

 

ระบบความปลอดภัย

ด้านระบบความปลอดภัยก็มีมาให้ครบครันเช่นเดิมตั้งแต่การสแกนลายนิ้วมือด้านหลังตัวเครื่อง สามารถจดจำได้ทั้งหมด 5 ลายนิ้วมือ โดยการสแกนถือว่าทำได้รวดเร็วและเสถียรมากๆ ครับ แค่แตะแล้วปล่อยก็ปลดล็อคให้ทันที

ส่วนการสแกนใบหน้าถือว่ารวดเร็วพอๆ กันครับ โดยต้องกดปุ่มล็อคเครื่องเพื่อเปิดการสแกนใบหน้า ซึ่งก็ปลดให้ทันทีแทบไม่ต้องรอสแกนนานเลย

 

เรื่องความสะดวกสบายก็มีครบเหมือนกัน

  • ลูกบอลช่วยเหลือ : คงคุ้นเคยกันดีหากใครที่ใช้ ColorOS บ่อยๆ โดยจะเป็นการกดเพื่อใช้งานแทนปุ่มนำทางได้ หรือจะใช้เป็นเมนูเพื่อทำงานต่างๆ ได้เร็วขึ้นครับ

  • แถบข้างอัจฉริยะ : เป็นการเข้าแอปพลิเคชั่นที่เราใช้บ่อยได้ทันทีครับ โดยเราสามารถปรับแต่งได้ตามใจชอบเลย ใช้แอปไหนบ่อยก็ลากมาใส่ เท่านี้ก็ไม่ต้องมานั่งหาให้เสียเวลาแล้ว

  • โคลนแอป : ใครมีแอปโซเชียล 2 บัญชีก็สามารถโคลนเพื่อให้ใช้งานได้แยกกันได้แบบอิสระเลยครับ

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

realme 5s นั้นขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผลระดับกลางอย่าง Qualcomm Snapdragon 665 AIE Octa Core ที่มีสถาปัตยกรรมขนาด 11 นาโนเมตร ที่ช่วยให้ประหยัดพลังงานกว่าหน่วยประมวลผลตัวกลางในระดับเดียวกัน 20% ทั้งยังมี AI Engine ที่ช่วยเรื่องของความไหลลื่นของการใช้งานและการจัดสรรทรัพยากรให้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังทำงานคู่กับ GPU Adreno 610 ที่ช่วยให้การเล่นเกมนั้นไหลลื่นและเฟรมเรทคงที่ตลอดทั้งเกม

 

สำหรับผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ทำคะแนนได้ไปได้ที่ 169,168

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 315 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,394

 

ในส่วนของการเล่นเกม เริ่มต้นจะมีฟีเจอร์ Game Space ที่เป็นการรวบรวมเกมทั้งหมดไว้ในที่เดียวกัน ทั้งยังสามารถเปิดตั้งค่าปิดกั้นการแจ้งเตือนเพื่อไม่ให้รบกวนการเล่น รวมไปถึงโหมดแบ่งขันที่จะใช้ทรัพยากรของเครื่องไปกับการเล่นเกมโดยเฉพาะครับ ทำให้ไม่มีสะดุดแน่นอน

 

ทดสอบเล่นเกม

ROV

สำหรับ ROV เราปรับภาพกราฟิกระดับสูงที่สุดทั้งหมดเท่าที่จะปรับได้ครับ รวมไปถึงเฟรมเรทสูงเช่นกัน โดยลองทดสอบในโหมดปกติ 5 VS 5 ถือว่า realme 5s ทำได้ดีมากๆ ตั้งแต่ต้นเกมที่เฟรมเรทจะวิ่ง 58-61fps สลับกันไปครับ จนมาถึงกลางเกมและท้ายเกมในช่วงที่บวกกับฝั่งตรงข้ามบ่อยๆ ก็อาจลดลงมาเล็กน้อยอาจมี 57fps บ้างแต่ก็ไม่บ่อยครับ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 58 – 59fps เสียมากกว่า เรียกว่าทำได้ดีมากๆ และไม่มีอาการกระตุกเลยแม้แต่ครั้งเดียว

 

Call of Duty: Mobile

ส่วนเกม Call of Duty: Mobile เราปรับทั้งคุณภาพกราฟิกและเฟรมเรทเป็นระดับ Very High โดยเล่นในโหมด Battle Royale จำนวน 100 คนก็ทำได้ดีมากๆ เหมือนกันครับ ไม่มีอาการกระตุก, เฟรมเรทเหวี่ยงหรือค้างเลย แถมระบบสัมผัสก็ถือว่าดีพอสมควรเลยครับ ไหลไปตามนิ้วตามมือได้ลื่นๆ

 

แบตเตอรี่อึดใช้งานทั่วไปได้ทั้งวันแน่นอน!

จากที่ทดสอบเล่นเกมไปประมาณ 2 ชั่วโมง แบตเตอรี่ของ realme 5s กลับลดไปประมาณ 10% เท่านั้น ซึ่งเป็นเพราะความจุที่ให้มาถึง 5000mAh ทำให้เล่นเกมได้ต่อเนื่องครับ โดยใครที่เล่นหนักๆ อาจเล่นได้เกินครึ่งวัน ส่วนใครที่เน้นโซเชียลรับรองว่ายังมีแบตเตอรี่เหลือเพียงพอให้ชาร์จในช่วงค่ำๆ ครับ นอกจากนี้ ไม่ใช่แค่แบตเตอรี่อึดเท่านั้น แต่เรื่องของความปลอดภัยก็มีถึง 3 ชั้น ตั้งแต่การป้องกันแบตเตอรี่ร้อน, แบตละลาย และแบตระเบิดตั้งแต่หัวชาร์จไปยังแบตเตอรี่ รวมไปถึงเทคโนโลยี AI Cooling ที่ทำให้เครื่องนั้นไม่ร้อนจนเกินไป ซึ่งตรงนี้จะได้ประโยชน์ในการไม่ลดความเร็ว Clock ของหน่วยประมวลผลด้วย

 

กล้องถ่ายรูป

แม้จะเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นกลางแต่เรื่องต้องก็เล่นใหญ่เหมือนกันเพราะมีให้ถึง 4 เลนส์ที่กล้องหลัง และกล้องหน้าอีก 1 เลนส์ ดังนี้

  • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 รองรับ AI และ Super Nightscape
  • เลนส์ Ultra Wide Angle กว้าง 119 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.25
  • เลนส์ Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

กล้องหน้าความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 รองรับ AI Beautification

48 ล้านพิกเซล ถ่ายยังไงก็คมชัด พร้อมความฉลาดของ AI ขั้นสูง

realme 5s มาพร้อมกับเซ็นเซอร์ ISOCELL GM1 ที่มีความละเอียดสูงถึง 48 ล้านพิกเซล โดยมีเทคโนโลยี Tetracell ที่ผสานรวม 4 พิกเซลเข้าเป็นพิกเซลใหญ่ 1 พิกเซลเท่านั้น ทำให้ได้ความคมของภาพมากขึ้น แต่ก็สามารถถ่ายในความละเอียด 48 ล้านพิกเซลได้เหมือนกัน ซึ่งให้รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ นั้นชัดเจน ไม่มีแตก ทั้งยังสามารถซูมไปดูใกล้ๆ ได้อีกด้วยครับ

ภาพปกติ / ครอป

 

นอกจากนี้ realme 5s ก็ยังมีความอัจฉริยะของ AI ตรวจจับหมวดหมู่ต่างๆ เช่น คน, อาหาร, พืช หรือสัตว์ เป็นต้น เพื่อปรับแต่งภาพให้เหมาะสมกับแต่ละวัตถุที่เรากำลังโฟกัสครับ หากเป็นอาหาร สีสันจะดูฉุดฉาดขึ้นมาให้ดูน่าทานยิ่งขึ้น หรือหากเป็นท้องฟ้าหรือธรรมชาติก็จะทำให้ดูเนียนตาและเฉดสีที่มีความนุ่มนวลครับ

 

ถ่ายมุมกว้างด้วย Ultra-Wide 119 องศา

realme 5s ยังมาพร้อมกับเลนส์ Ultra Wide Angle ที่ให้ความกว้างถึง 119 องศา สามารถเก็บองค์ประกอบต่างๆ ได้ครบแน่นอน และยิ่งช่วงนี้เข้าใกล้คริสมาสต์และเทศกาลปีใหม่ ก็จะมีของประดับเพียบ เช่น ต้นไม้สูงๆ ซึ่งแน่นอนว่าเลนส์นี้เก็บได้ครบถึงยอดแน่นอน แถมความสวยงามก็ได้สีสันแบบจัดเต็ม จัดจ้าน และคมชัดเช่นเคย


เปิด Ultra-Wide / ปิด Ultra-Wide

 

หรือยิ่งถ่ายภาพบุคคลด้วยเลนส์ Ultra-Wide ยิ่งทำให้คุณผู้หญิงดูสง่าและสูงขึ้นมาทันตาเลยล่ะครับ ไม่ต้องโดนใช้ไปถ่ายใหม่แน่นอน

 

Super Nightscape 2.0 ถ่ายกลางคืนให้สว่างได้ง่ายๆ

ฟีเจอร์ Super Nightscape 2.0 คือการใช้งานเพื่อถ่ายในตอนกลางคืนตามชื่อเลยครับ โดยสามารถเก็บแสงกลางคืนได้ดีมากๆ มีการเพิ่มแสงและเฉดสีตามแบบฉบับของ realme ให้ภาพตรงหน้าที่มืดๆ กลับมาสว่างได้ทันที แถมเรื่อง Noise ก็ยังมีน้อยมากอีกด้วย ซึ่งจุดนี้จะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง Night Scene Algorithm และเทคโนโลยี AI เพื่อลดการเกิด Noise ในภาพ

 

นอกจากนี้ เรายังใช้เลนส์ Ultra-Wide ในโหมด Super Nightscape 2.0 ได้อีกด้วย ได้ทั้งมุมกว้างๆ และความสว่างในตอนกลางคืนไปแบบเต็มๆ ครับ

 

 

ใกล้สุดด้วยเลนส์ Macro

ในเลนส์ Macro ของ realme 5s สามารถให้เราเห็นวัตถุในระยะใกล้ๆ ที่ดวงตาเราแทบมองไม่ออกได้ใกล้ถึง 4 เซนติเมตร โดยที่ความคมชัดและความสดใสของสีที่ได้ออกมาก็ยังถือว่าครบและสวยงามอยู่ครับ

 

เพิ่มความสดของสียิ่งขึ้นด้วย Chroma Boost

เรียกว่ามีใน realme แทบทุกรุ่นอย่างฟีเจอร์ Choma Boost ที่ช่วยเรื่องการเพิ่มเฉดสีให้มีความสดกว่าเดิม แต่ก็ไม่ใช่แค่เรื่องสีเท่านั้น เพราะยังมีการเพิ่มแสงในภาพให้บริเวณมืดๆ มองเห็นได้ดีขึ้น แถมยังดูเป็นธรรมชาติ ไม่ได้เพิ่มสีจนเกินไป

เปิด Chroma Boost / ปิด Chroma Boost


เปิด Chroma Boost / ปิด Chroma Boost


เปิด Chroma Boost


ปิด Chroma Boost


เปิด Chroma Boost


ปิด Chroma Boost

 

Portrait เบลอเนียนตา

realme 5s ยังมีฟีเจอร์ที่หลายคนต้องชอบเหมือนกันอย่างการเบลอหลังหรือ Portrait โดยเฉพาะการถ่ายบุคคลนั้นทำได้ยอดเยี่ยมมาก มีการเบลอฉากหลังได้เนียนๆ ตัดขอบได้คม และยังได้ความสวยงามของใบหน้าเพิ่มเข้ามาแบบอัตโนมัติอีกด้วย โดยฟีเจอร์นี้จะใช้ประโยชน์จากเลนส์ Portrait เพื่อตรวจจับฉากหลังและรู้ว่าจุดไหนควรเบลอหรือไม่เบลอ

โหมด Portrait / โหมดปกติ

 

กล้องหน้าสวยใสด้วย AI Beautification

ผ่านกล้องหลังไปจนหมดเรามาดูกันที่กล้องหน้าความละเอียด 13 ล้านพิกเซลกันบ้างครับ โดยจะมีฟีเจอร์หลักๆ ที่ผู้หญิงทุกคนต้องชอบแน่นอน คือ การปรับใบหน้าสวยงาม หรือ AI Beautification นั่นเอง

สำหรับกล้องหน้าของ realme 5s สามารถแยกลักษณะบุคคลได้อัตโนมัติไม่ว่าจะเป็นเพศ, อายุ หรือสีผิวเพื่อปรับภาพให้สวยแบบธรรมชาติ ทั้งยังจดจำจุดบนในหน้าถึง 296 จุด ซึ่งช่วยปรับภาพให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลครับ

 

เบลอหลังเนียนๆ ได้ดั่งใจ

ทั้งนี้ ใครที่อยากให้เบลอฉากหลังก็ทำได้ยอดเยี่ยมไม่ต่างจากกล้องหลังเลยด้วย ซึ่งตรงนี้ AI จะข้ามาช่วยในเรื่องการเบลอหลังและความสวยงามของใบหน้า ซึ่ง AI ก็ตัดขอบให้เราได้เนียน ใรใบหน้าสวยงาม แถมยังสามารถปรับแต่งรูปทรงใบหน้าได้ทั้งหมดถึง 8 แบบ และแบบละ 100 ระดับไปเลยครับ

 

สรุปจุดเด่น

  • ดีไซน์สวยงามแบบ Diamond Cut พร้อมด้วยสีแดงใหม่อย่าง Crystal Red
  • มีกล้องหลัง 4 เลนส์ความละเอียดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล พร้อมด้วยเลนส์ Ultra-Wide Angle, Portrait และ Macro ทำให้สนุกกับการถ่ายภาพหลายรูปแบบ
  • หน้าจอใหญ่ 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ ใช้งานได้เต็มตาทั้งเล่นเกมหรือดูวิดีโอต่างๆ
  • ใช้หน่วยประมวลผล Snapdragon 665 ควบคู่กับ RAM 4GB + ROM 128GB ทำให้ใช้งานได้ไหลลื่นและพร้อมเก็บไฟล์ต่างๆ ได้เยอะ
  • แบตเตอรี่ 5000mAh สามารถใช้งานได้ทั้งวันแทบไม่ต้องกลัวหมด

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ไม่มีหูฟังแถมมาในกล่อง
  • ยังใช้พอร์ต Micro USB 2.0 อยู่

 

realme 5s เตรียมวางจำหน่ายในราคาแบบ Flash sale ผ่านทาง Lazada (http://bit.ly/2Y3cxqf) ในวันที่ 4 ธันวาคม 2562 และจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในทุกช่องทางวันที่ 7 ธันวาคม 2562 ด้วยราคาเพียง 5,999 บาท

อ่านต่อ...

Android News

OPPO A9 2020 สีใหม่ Vanilla Mint แรงบันดาลใจสีสันจากธรรมชาติ พร้อมให้ทุกคนได้สัมผัสแล้ววันนี้

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

OPPO A9 2020 New Vanilla Mint

OPPO A9 2020 สีใหม่ Vanilla Mint สีสันจากธรรมชาติที่ได้รับการออกแบบไล่เฉดสีได้อย่างลงตัว พร้อมให้ทุกคนได้สัมผัสแล้ววันนี้

 

OPPO A9 2020 Vanilla Mint

OPPO A9 2020 สีใหม่ Vanilla Mint เป็นเฉดสีใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากแสงแดดในยามบ่ายอันเงียบสงบ ในห้องนอนที่มองเห็นทะเล และเกลียวคลื่นกระทบฝั่งอยู่ด้านนอก พร้อมอากาศอันแสนสดชื่นพัดผ่านม่านสีขาวนวล

 

OPPO A9 2020 New Vanilla Mint

จะเห็นว่าการไล่เฉดสีนั้นมีหลายสีในเครื่องเดียว โดยเริ่มจากโทนสีที่เหมือนกับแสงแดดสาดส่องกระทบกับพื้นทรายผสานกับโทนสีของน้ำทะเลที่มีคลื่นมากระทบกับทรายบนหาด ซึ่งการดีไซน์ในครั้งนี้ใช้เทคโนโลยีสีในระดับนาโนคลื่นความถี่สูง 650-700 nm ในการหักเหของแสง โดยผลลัพท์ที่ได้คือการหักเหของสีอย่างสวยงามจนเป็นสีฟ้าอมเขียวราวกับน้ำทะเล ซึ่งเป็นสีที่กำลังมาในเทรนด์สีของปี 2020

 

OPPO A9 2020 New Vanilla Mint

สีตัวเครื่องของ OPPO A9 2020 ไม่ได้ไล่เฉดสีเฉพาะด้านหลังเท่าน้ัน แต่ยังไล่เฉดสีมาถึงกรอบตัวเครื่องด้านข้างทั้งหมด ทำให้เห็นความสวยงามในมุมมอง

 

OPPO A9 2020 New Vanilla Mint

โลโก้ OPPO และข้อความ Designed for A-series จัดวางในแนวตั้งและอยู่บริเวณกลางเครื่องพอดี ซึ่งเป็นการดีไซน์ข้อความด้านหลังตัวเครื่องให้ดูสมมาตร

 

OPPO A9 2020 New Vanilla Mint

OPPO A9 2020 มีกล้องหลังทั้งหมด 4 เลนส์ โดย 3 เลนส์จัดเรียงในแนวตั้งอยู่ในกรอบตรงกลางเครื่อง และอีกเลนส์จะอยู่ทางขวาคู่กับไฟแฟลช LED และมีระบบเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่ด้านหลัง

 

กล้องของ OPPO A9 2020 สามารถถ่ายภาพความละเอียดสูงสุดถึง 48 ล้านพิกเซล ซึ่งภาพที่ได้ไม่เพียงแต่มีขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังช่วยให้เก็บรายละเอียดต่างๆ ของภาพได้คมชัดมากขึ้น

 

เลนส์ Ultra Wide-Angle ที่มีองศากว้างถึง 119 องศาอีก เหมาะสำหรับการถ่ายภาพวิวหรือสถานที่ท่องเที่ยวที่มีตึกสูงๆ ช่วยให้ได้ภาพบรรยากาศรอบข้างได้แบบครบองค์ประกอบ หรือใครอยากได้ภาพเต็มตาแต่อยู่ใกล้วัตถุมาก เลนส์นี้จะช่วยเราได้มากเลยทีเดียว

 

การถ่ายภาพตอนกลางคืนก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน โดย OPPO A9 2020 มาพร้อมฟีเจอร์ Ultra Night mode 2.0 ช่วยลด Noise และใช้โหมดนี้ร่วมกับเลนส์ Ultra-Wide ได้ด้วย

 

สำหรับโหมดภาพถ่ายบุคคลแบบหน้าชัดหลังละลายจากกล้องของ OPPO A9 2020 จะเป็นการทำงานร่วมกันของกล้องหลักและกล้อง Portrait ทำให้การละลายฉากหลังทำได้เป็นธรรมชาติ

 

กล้องหน้าของ OPPO A9 2020 มาพร้อม AI Beautification ที่ปรับแต่งใบหน้าสวยให้อัตโนมัติโดยที่แทบไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม เพราะ AI จะคำนวณให้แล้วทั้งหมด

 

OPPO A9 2020 Vanilla Mint

OPPO A9 2020 มาพร้อมกับความจุภายในตัวเครื่องมากถึง 128GB ใครจะโหลดหนังหรือโหลดเกมที่มีขนาดใหญ่ๆ ภาพสวยๆ ก็ไม่ต้องกังวลว่าพื้นที่เครื่องเต็มอีกต่อไปแล้ว เล่นกันได้เต็มที่ อีกทั้งยังมีความจำแรมถึง 8GB ช่วยให้ใช้งานได้อย่างลื่นไหล สลับแอปไปมาได้รวดเร็วไม่มีสะดุด

 

OPPO A9 2020 Vanilla MintOPPO A9 2020 Vanilla Mint

OPPO A9 2020 ใช้ชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 665 และมีเทคโนโลยี Hyper Boost ที่จะช่วยให้ CPU และ GPU ประมวลผลได้เต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งฟีเจอร์นี้ยังมี Game Boost 2.0 ที่มี Frame Boost ที่จะช่วยให้เฟรมเรทบนหน้าจอมีความนิ่งไม่สะดุด และ Touch Boost ที่ทำให้การสัมผัสหน้าจอเพื่อควบคุมการเล่นเกมมีการตอบสนองเร็วขึ้น

 

OPPO A9 2020 Vanilla Mint

นอกจากนี้แล้ว OPPO A9 2020 สามารถเล่นเกมได้อย่างเต็มตา ด้วยหน้าจอแบบ Panoramic Screen กว้าง 6.5 นิ้ว ซึ่งหน้าจอที่กว้างแบบนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสในการมองเห็นศัตรูที่อยู่รอบๆ ขอบจอได้ด้วย และมี Dolby Atmos และลำโพงสเตอริโอแบบคู่ มอบประสบการณ์เสียงที่มีมิติซ้ายขวา เล่นเกมได้สนุกมากขึ้น

 

OPPO A9 2020 Vanilla Mint

ฟีเจอร์อัดแน่นขนาดนี้ แน่นอนว่าต้องมีแบตเตอรี่ที่ต้องเยอะเพื่อให้เพียงพอต่อการใช้งาน ซึ่ง OPPO A9 2020 ก็มีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 5,000 mAh ใช้งานได้อย่างยาวนานตลอดทั้งวัน และสามารถใช้เทคโนโลยี Reverse Charging ผ่านสาย OTG เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ให้กับเครื่องอื่นได้อีกด้วย

 

OPPO A9 2020 New Vanilla Mint

ต้องบอกว่า OPPO A9 2020 เป็นสมาร์ทโฟนอัดแน่นด้วยฟีเจอร์เยอะมากๆ และทุกฟีเจอร์ก็ตอบโจทย์การใช้งานของทุกคนจริงๆ สเปคแรงๆ ราคาสุดคุ้มแบบนี้ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่จะซื้อเป็นของขวัญได้เลย ถูกใจทั้งคนให้และคนซื้อแน่นอน

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

Featured5 วัน ที่แล้ว

รีวิว nuraphone หูฟัง Bluetooth ดีไซน์โดดเด่น สุดล้ำเรียนรู้และปรับเสียงให้เหมาะกับการได้ยินโดยอัตโนมัติ

มีหูฟังที่เรียกได้ว่...

Featured1 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว realme 5s สมาร์ทโฟนตัวกลาง สเปคสุดคุ้ม จอกว้าง 6.5 นิ้ว, แบต 5000mAh และกล้อง 48MP

realme 5s สมาร์ทโฟนร...

OPPO A9 2020 New Vanilla Mint OPPO A9 2020 New Vanilla Mint
Android News2 สัปดาห์ ที่แล้ว

OPPO A9 2020 สีใหม่ Vanilla Mint แรงบันดาลใจสีสันจากธรรมชาติ พร้อมให้ทุกคนได้สัมผัสแล้ววันนี้

OPPO A9 2020 สีใหม่ ...

Featured3 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว realme X2 Pro แรงเต็มขั้น พลังเรือธงรุ่นแรกของแบรนด์ จัดเต็มด้วยหน้าจอ Refresh Rate 90Hz, CPU S855+, ลำโพงคู่ และรองรับ SuperVOOC 50W

รีวิว realme X2 Pro ...

Featured3 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว Vivo S1 Pro ดีไซน์สุดล้ำในสไตล์ที่เป็นคุณ ด้วยกล้องทรงเพชรสุดสวย 4 เลนส์อัจฉริยะ และแบตพันธ์อึด 4500mAh ชาร์จเร็ว 18W

Vivo S1 Pro สมาร์ตโฟ...

Advertisement

ข่าวใหม่วันนี้

Android News13 ชั่วโมง ที่แล้ว

พรีวิว HONOR 9X สมาร์ทโฟนตัวกลางพลังแรง จอใหญ่ไร้ติ่ง 6.59 นิ้ว มีกล้องหลัง 3 เลนส์ คู่กล้องหน้า Pop-Up ในราคาที่เอื้อมถึง

เปิดตัวอย่างเป็นทางก...

Android News19 ชั่วโมง ที่แล้ว

HMD Global ปล่อยอัปเดท Android 10 ให้ Nokia 7.1 ส่วน 7.2 กำลังตามมาในเร็วๆ นี้

HMD Global ได้ปล่อยอ...

IT News19 ชั่วโมง ที่แล้ว

เปิดตัว RedmiBook 13 มาพร้อมขอบสุดบาง, น้ำหนักเบา 1.23 กิโลกรัม, SSD 512GB และ CPU Intel Gen 10 เริ่มต้นราว 18,000 บาท

เปิดตัวเคียงข้างกับ ...

Apple News19 ชั่วโมง ที่แล้ว

ดาวน์โหลด iOS 13.3 และ iPadOS 13.3 ไฟล์ ipsw ลิงก์ตรงโหลดแรงจากแอปเปิล

แอปเปิลออกอัปเดท iOS...

Apple News20 ชั่วโมง ที่แล้ว

เปิดราคาไทยอย่างเป็นทางการของ Mac Pro และ Pro Display XDR จาก Apple เตรียมเปิดอย่างน้อยๆ 150,000 บาท

เปิดราคาไทยออกมาเป็น...

กำลังมาแรง