ติดตามพวกเรา

Featured

รีวิว Vivo S1 Pro ดีไซน์สุดล้ำในสไตล์ที่เป็นคุณ ด้วยกล้องทรงเพชรสุดสวย 4 เลนส์อัจฉริยะ และแบตพันธ์อึด 4500mAh ชาร์จเร็ว 18W

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

Vivo S1 Pro สมาร์ตโฟนดีไซน์สุดละมุนที่ไม่เคยเห็นจากที่ไหนมาก่อนด้วยโมดูลกล้องทรงเพชรสุดสะดุดตา แถมเรื่องสีสันก็ทำออกมาให้ดูสวยงามจากการไล่เฉด ส่วนเรื่องสเปคก็หายห่วงเพราะมีจอ Super AMOLED กว้าง 6.38 นิ้ว คมชัดแบบ FHD+ มีกล้อง 4 เลนส์ และชูโรงด้วยแบตเตอรี่ความจุถึง 4500mAh ที่มี Dual-Engine Fast Charging 18W

 

สรุปสเปค Vivo S1 Pro

  • ขนาดรอบตัวเครื่อง 159.25 × 75.19 × 8.68 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก 186.7 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Super AMOLED ขนาด 6.38 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2340 x 1080 พิกเซล) พื้นที่หน้าจอสูง 90%, Always On Display และรองรับการสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 665 Octa Core
  • RAM 8GB
  • ROM 128GB รองรับ MicroSD Card สูงสุด 256GB
  • กล้องถ่ายรูปหลัง 4 เลนส์ พร้อมไฟแฟลช LED แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8
    • เลนส์ Super Wide Angle มุมกว้าง 120 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ Super Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
    • เลนส์ Bokeh ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 รองรับ AI Face Beauty
  • ระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ครอบทับด้วย Funtouch OS 9.2
  • ระบบการเชื่อมต่อ Wi-Fi 2.4GHz/5GHz, Bluetooth 5.0 และ OTG
  • พอร์ตเชื่อมต่อ USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 4500mAh รองรับ Dual-Engine Fast Charging 18W (9V/2A)

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

น่าจะสวยงามตั้งแต่ตัวกล่องของกันเลยครับสำหรับ Vivo S1 Pro ที่มีลวดลายตัว S อย่างเด่นชัดพร้อมกับชื่อรุ่น S1 Pro ที่มุมขวาล่าง ด้านหลังจะมีสเปคและจุดเด่นมาให้รับชมกันพอเรียกน้ำย่อยครับ ส่วนในกล่องก็จะมีอุปกรณ์ต่างๆ มาให้ ดังนี้

  • ตัวเครื่อง Vivo S1 Pro พร้อมฟิล์มกันรอยติดมาให้
  • หูฟัง
  • อะแดปเตอร์
  • สาย USB Type-C
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • เคสโทรศัพท์แบบใส
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น

 

มาดูกันที่สัมผัสแรกถึงความงามของดีไซน์ตัวเลยครับ เพราะไม่พูดถึงไม่ได้จริงๆ กับความแปลกใหม่ที่สวยงามใน Vivo S1 Pro ที่ตัวโมดูลกล้องจะมาในลวดลายคล้ายเพชรที่มีกล้อง 4 เลนส์อยู่ด้านใน โดยมีเส้นสีแดงตัดที่มุมฝั่งซ้ายเข้ามาที่เลนส์ตัวหลักเป็นตัวอักษร “48 MEGAPIXEL” ซึ่งตัวกล้องจะมีความนูนออกมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้นครับ ใครที่ใส่เคสที่แถมมาให้เวลาก็ไม่ต้องกลัวเลนส์กล้องกระแทกเลย

 

หากใครสังเกตดีๆ Vivo S1 Pro มีสีสันที่ไล่เฉดอย่างสวยงามมากๆ จากสีม่วงอ่อนๆ ไปจนถึงสีฟ้าและจบด้วยชมพูสุดละมุน แถมเมื่อสะท้อนกับแสงอาทิตย์ก็จะได้สีรุ้งสะท้อนกลับมาเช่นกันด้วย ซึ่งตรงนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องประดับที่มีความสะดุดตา ให้ดีไซน์ลายเพชร (Diamond) เพิ่มกลิ่นอายของการสัมผัสให้ดูหรูขึ้นไปอีกขั้น เรียกว่าการออกแบบของ Vivo S1 Pro ทำให้สมบูรณ์แบบมากๆ ใครถือไปไหนมาไหนต้องมีคนเหลียวมองบ้าง

 

ไม่ใช่แค่เรื่องดีไซน์สีเท่านั้น แต่ Vivo ยังใส่ใจเรื่องดีไซน์เครื่องที่มีความโค้งมนที่ขอบด้านข้างตัวเครื่อง ทำให้จับถือได้สะดวก รองรับกับฝ่ามือของทั้งผู้ชายและผู้หญิงได้ดีมากแม้ถือแค่มือเดียว หรือเวลาใส่กระเป๋ากางเกงก็ใส่ได้สบายๆ ไม่ใหญ่จนเกินไปด้วย

 

ด้านหน้าจอแสดงผลมาแบบทรงหยดน้ำที่มีขนาดเล็กพอสมควร โดยความสดใสของหน้าจอก็จัดเต็มด้วยชนิด Super AMOLED ขนาด 6.38 นิ้ว คมชัดระดับ FullHD+ (2340 x 1080 พิกเซล) ทั้งยังมีพื้นที่แสดงผลบนหน้าจอสูง 90% กันเลย

 

ด้วยหน้าจอที่ขึ้นชื่อว่าเป็น Super AMOLED ก็จะได้เรื่องสีสันที่สดใสมากๆ ใครที่ชอบดูภาพยนตร์, วิดีโอ หรือเล่นเกมต้องชอบเรื่องความสดของจอใน Vivo S1 Pro แน่นอน แถมจอที่ใหญ่ 6.38 นิ้ว ก็เห็นได้เต็มตาด้วย

 

บริเวณรอบเครื่อง ที่ด้านหน้ากันก่อนครับในส่วนของเหนือหน้าจอแสดงผลจะมีรอยบากทรงหยดน้ำที่ด้านบน พร้อมระบบเซ็นเซอร์ต่างๆ และมีลำโพงสำหรับสนทนาอยู่ด้วย

 

ทางซ้ายของตัวเครื่องมีเพียงช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM จำนวน 2 ช่อง แต่ช่องที่ 2 จะให้มาแบบ Hybrid ให้เลือกระหว่างซิมที่ 2 หรือ MicroSD Card ครับ

 

ส่วนทางขวาจพะมีปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง และถัดลงมาจะเป็นปุ่ม Power ที่เป็นสีแดงๆ

 

ที่ด้านบนของตัวเครื่องจะมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร ควบคู่กับไมโครโฟนตัวที่ 2 สำหรับตัดเสียงรบกวน

 

ส่วนด้านล่างจะมีทั้งไมโครโฟนสำหรับการสนทนา, พอร์ตชาร์จหรือเชื่อมต่อข้อมูลแบบ USB Type-C และลำโพงตัวหลักครับ

 

และสุดท้ายที่ด้านหลังจะมีกล้องหลัง 4 เลนส์อยู่ในโมดูลทรงเพชร และถัดลงมาด้านนอกกรอบเพชรก็จะมีไฟแฟลช LED อยู่ 1 ดวง

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฏิบัติการ

สำหรับ Vivo S1 Pro แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ที่ครอบทับด้วย UI รุ่นล่าสุดของแบรนด์อย่าง Funtouch OS 9.2 ที่ช่วยให้เราใช้งานได้สะดวกเพราะมีหน้าตาเรียบง่าย, ไอคอนขนาดที่กำลังพอดี ไม่กินพื้นที่มากเกินไป ควบคู่กับพื้นหลังสีขาวทำให้ดูสะอาดตามากๆ

 

การใช้งานทั่วไปหากปัดลงจะเป็นการแสดงการแจ้งเตือนแอปพลิเคชั่นต่างๆ

 

ส่วนปัดขึ้นจากหน้าจอส่วนล่างจะเป็นการใช้งานตั้งค่าด่วน โดยสามารถปรับแสงสว่างหน้าจอหรือเสียงมีเดียได้ที่เดียวกันเลย

 

Vivo S1 Pro ยังมีวอลเปเปอร์ให้เลือกอย่างอยากหลายได้ตามสไตล์ของเราเลยครับ ใครอยากเลือกพื้นหลังความสดใสแบบไหนก็มีให้เพียบ

 

ดูความเคลื่อนไหวง่ายๆ ไม่ต้องเปิดหน้าจอด้วย Always On Display

นอกจาก Vivo S1 Pro จะมีหน้าจอที่ใหญ่แล้วก็ยังมาพร้อมฟีเจอร์ Always On Display ที่เป็นการใช้ประโยชน์ของ Self-Illuminating ของจอ AMOLED ที่จะเป็นการบอกเวลา, วันที่, แบตเตอรี่ ไปจนถึงไอคอนแอปการแจ้งเตือนต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วโดยเราไม่จำเป็นต้องกดเปิดหน้าจอเพื่อมาเช็คเลย ถือว่าประหยัดเวลาไปได้ด้วยนะ

 

สำหรับรูปแบบของ Always On Display ก็มีให้เลือกใช้งานหลายลวดลายครับ โดยในตัวของ Vivo S1 Pro ก็มีให้เลือกเกือบ 10 แบบแล้ว แต่ใครอยากได้เพิ่มก็กดสไตล์เพิ่มเติมได้เลย

 

นอกจากนี้ เรายังสามารถเลือกเวลาในการแสดงผลได้เวลาจะให้เริ่มกี่โมงและสิ้นสุดกี่โมง ซึ่งตรงนี้แนะนำให้ปรับช่วงที่เวลาที่ใกล้ตื่นนอนและช่วงที่นอนเป็นประจำครับ เพราะจะได้ประหยัดแบตเตอรี่ไปในตัวระหว่างที่เรานอนด้วย

 

โหมดมืด (Dark Mode) ใช้งานได้สบายตา

ใน Funtouch OS 9.2 ก็มาพร้อมกับโหมดมืดให้เราได้ใช้งานกันครับ ซึ่งหลักๆ ก็จะเป็นการเปลี่ยนพื้นขาวให้เป็นพื้นดำเพื่อความสบายตาของเราที่ใช้ในที่แสงน้อยหรือตอนกลางคืน แต่ที่สำคัญคือใน Vivo S1 Pro ไม่ใช่แค่การกลับสีเท่านั้น แต่ภาพรวมของทั้ง UI จะปรับให้ยังคงมีสันควบคู่กับความสบายตาครับ

 

ระบบความปลอดภัยมีให้ครบ

เรื่องของระบบความปลอดภัยก็หายห่วงได้เลย เพราะ Vivo S1 Pro มาพร้อมกับเทคโนโลยีสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอที่ทำงานได้รวดเร็วและเสถียรมากๆ สามารถจดจำได้สูงสุดถึง 5 ลายนิ้วมือ

 

ทั้งนี้ เมื่อสแกนบนหน้าจอไปแล้วก็จะมีแอนิเมชันเล็กๆ เพิ่มความสวยงามก่อนที่จะเข้าใช้งานอีกด้วย แต่ใครที่ไม่อยากได้แอนิเมชันเดิมๆ ก็สามารถเปลี่ยนได้หลายรูปแบบเลยครับ แต่ละแบบก็สวยงามไม่เหมือนกัน อยู่ที่ว่าเราจะชอบแบบไหนที่สุด

 

ไม่ใช่แค่การสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอเท่านั้น แต่การสแกนใบหน้าก็มีมาให้เช่นกัน แถมเรื่องความรวดเร็วและเสถียรก็ไม่แพ้กันเลย ซึ่งการสแกนใบหน้าก็ยังมีแอนิเมชันให้เลือกเพื่อความสวยงามตามใจชอบเหมือนกัน

 

ใช้งาน 2 แอปง่ายๆ ผ่านฟีเจอร์โคลนแอป

ระบบ Funtouch OS 9.2 ยังมีอะไรให้เราใช้งานอีกเพียบ โดยหนึ่งในนั้นคือฟีเจอร์โคลนแอปที่เป็นการเพิ่มแอปโซเชียลขึ้นมาอีก 1 แอป โดยจะแยกบัญชีกับแอปหลักที่เราติดตั้งอยู่ เช่น ใครที่มี 2 บัญชีของ Line ก็สามารถโคลนเพื่อใช้งานได้ 2 บัญชีแยกกันได้ทันที

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

เรื่องของประสิทธิภาพของ Vivo S1 Pro ก็หายห่วงเหมือนกันเพราะใช้หน่วยประมวลผล Snapdragon 665 Octa-Core ควบคู่กับ RAM ถึง 8GB ที่ทำให้การใช้งานนั้นลื่นไหลยิ่งขึ้น เรื่องการเปิดแอปพลิเคชั่นต่างๆ ก็แทบไม่ต้องรอนานเลย โดยเฉพาะกับแอปที่เปิดแล้วทำงานในเบื้องหลัง เมื่อเปิดกลับมาอีกรอบก็ไม่มีโหลดซ้ำ ทั้งยังมาพร้อมกับความจุ (ROM) ขนาด 128GB ที่จะโหลดแอป, เกม หรือถ่ายรูปก็ทำได้ไม่ต้องกลัวเต็มแน่นอน ซึ่งรองรับ MicroSD Card สูงสุดถึง 256GB อีกด้วยนะ

 

นอกจากนี้ ใน Vivo S1 Pro ยังมีเทคโนโลยี Vivo Multi-Turbo ที่เป็นการช่วยให้ระบบปฏิบัติการเพิ่มความเร็ว, ประสิทธิภาพการทำงาน, เร่งการตอบสนองของระบบ และเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายความร้อนขณะเล่นเกมหรือใช้งานทั่วไป ทำให้ความเร็วของ CPU ไม่ลดลงและทำงานได้ไหลลื่นต่อเนื่องครับ

 

สำหรับผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ทำคะแนนได้ไปได้ที่ 173,465

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 314 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,379

 

ทดสอบการเล่นเกม

เราได้ทดสอบเล่นเกม 3 เกมดังอย่าง Call of Duty: Mobile, ROV และ Asphalt 9: Legends ครับ โดยผลการทดสอบเป็นไปตามด้านล่างนี้เลย !

Call of Duty: Mobile

ขอเริ่มด้วยเกมแนว Shooting ก่อนแล้วกันอย่าง Call of Duty: Mobile โดยตอนเริ่มแรกตัวเกมจะปรับกราฟิกมาให้เราในระดับกลางๆ โดยภาพและเฟรมเรทจะอยู่ระดับ High แต่เราก็ขอปรับขึ้นไประดับหนึ่งแล้วกันเป็น Very High และทำการเล่นในโหมด Battle Royale 100 คน ซึ่งเริ่มเกมตั้งแต่โดดร่มไปจนจบแต่ละรอบถือว่าทำได้ดีมากๆ ไม่มีอาการกระตุกหรือเฟรมเรทดรอปให้เห็น แถมการกดปุ่มยิงหรือเดินก็ไม่ค่อยหน่วงสักเท่าไหร่ด้วย

 

ROV

ในเกม ROV เราปรับทุกอย่างสูงสุดทั้งหมด (ยกเว้นกราฟิกที่ต้องรออัปเดทในอนาคต) เมื่อเล่นในโหมด 5 VS 5 ตั้งแต่เริ่มเกมระดับเฟรมเรทจะอยู่ที่ 58-60fps แน่นอนว่าไม่มีต่ำกว่านี้ครับ แต่เห็นก็จะมีแต่สูงขึ้นไปอีกนิดหน่อยเป็น 61fps บ้าง โดยภาพรวมของการเล่นทั้งภาพและการกดหรือลากสกิลต่างๆ ทำได้ไหลลื่นสุดๆ ครับ ยิ่งตอนบวกกันเป็นกลุ่ม ปล่อยสกิลไม่ยั้งก็ไม่มีอาการดื้อให้เราเห็นครับ

 

Asphalt 9: Legends

และสุดท้ายในเกมรถแข่งภาพสุดสวยอย่าง Asphalt 9: Legends ก็ถือว่า Vivo S1 Pro ทำออกมาได้ดีพอสมควรเลยครับ โดยตอนแรกเราปรับกราฟิกอยู่ในค่าเริ่มต้นก็เล่นได้ไหลลื่นในทุกสถานการณ์ จะตอนชน ตอนเร่ง หรือช่วงคัทซีนครับ จากนั้นเราจึงลองปรับกราฟิกเป็นระดับสูงก็ถือว่ายังเล่นได้อยู่ครับ อาจมีเฟรมเรทดรอปบ้างช่วงคัทซีนแต่เมื่อถึงช่วงเล่นจริงๆ ก็แทบไม่ต่างจากระดับปกติเลย

 

ฟีเจอร์ในเกม

ในตัวเกมจะมีฟีเจอร์ Voice Changer ที่ให้เราเปลี่ยนเสียงของเราได้ตามใจชอบ โดยจะมีให้เลือกถึง 6 แบบ (รวมเสียงปกติ) ทั้งเสียงผู้ชายเข้มๆ, เด็กน้อยที่เหมือนจะเล่นเกมไม่เป็น หรือเสียงแบบ AI ก็ยังมีครับ เรียกว่าใครที่เป็นสายปั่นน่าจะชอบฟีเจอร์นี้แน่นอน ซึ่งการใช้งานก็เพียงปัดขวาจากขอบจอแล้วเลือก “เครื่องเปลี่ยนเสียง” ก็ใช้งานได้ทันทีครับ

 

Ultra Game Mode 7.0 ในส่วนนี้เราสามารถป้องกันข้อความและการแจ้งเตือนต่างๆ ที่เกิดขึ้นในขณะเล่นเกมได้เป็นอย่างดี ไม่มีอะไรมากวนใจแน่นอน ทั้งยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการเล่นเกมให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

 

แบตเตอรี่สุดอึดพร้อมใช้งานทั่วไปได้ทั้งวัน

Vivo S1 Pro จัดหนักเรื่องแบตเตอรี่มาให้ใช้งานแบบเต็มๆ ถึง 4500mAh โดยเราลองชาร์จแบตเตอรี่ 100% ในช่วงเช้าเพื่อออกไปใช้งานตั้งแต่ใช้งานกล้องเป็นหลัก, เล่นโซเชียล และเล่นเกมบ้างบางครั้ง โดยแบตเตอรี่ก็ลดลงมาบ้างอยู่ที่ราวๆ 70% กว่าๆ ในช่วงบ่าย แต่เมื่อถึงตอนค่ำๆ ก็จะเหลืออยู่ที่ประมาณ 20% ครับ เพียงพอให้เรากลับมาชาร์จที่บ้านได้สบายๆ

 

แต่เชื่อว่าใครที่เป็นนักเล่นเกม แบตเตอรี่ต้องมีหมดบ้างในระหว่างวัน แต่ไม่ต้องกังวลไปครับว่าจะรอเรื่องชาร์จนาน เพราะรุ่นนี้มีเทคโนโลยี Dual-Engine Fast Charging ที่ให้กำลังไฟ 18W (9V/2A) ทำให้ชาร์จได้เร็วมากๆ จากแบตเตอรี่น้อยๆ ไปถึง 100% จะอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆ เท่านั้นครับ แต่ขอบอกว่า จากช่วงที่แบตน้อยๆ ไปจนถึงช่วงปลายราว 80% จะอยู่แค่ประมาณ 50 นาทีครับ (หลังจาก 80% จะชาร์จช้าลงเพราะรักษาความร้อน)

 

กล้องถ่ายรูป

มาถึงเรื่องกล้องกันบ้างเป็นการปิดท้าย ที่นอกจากดีไซน์การจัดตำแหน่งกล้อง 4 เลนส์จะสวยแล้ว เรื่องของการถ่ายภาพก็สวยไม่แพ้กัน โดย Vivo S1 Pro มาพร้อมกับกล้องถ่ายรูปหลัง 4 เลนส์ AI Quad Camera พร้อมไฟแฟลช LED ได้แก่

  • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8
  • เลนส์ Super Wide Angle มุมกว้าง 120 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • เลนส์ Super Macro ใกล้สุด 4 ซม. ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • เลนส์ Bokeh ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

ส่วนกล้องหน้าก็มีความละเอียดถึง 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 ที่มีฟีเจอร์ต่างๆ ให้เราได้เลือกเล่นกันเพียบ จะมีอะไรบ้างมาดูกันเลย

คมชัดขั้นสุดด้วยการถ่ายความละเอียด 48 ล้านพิกเซล

Vivo S1 Pro มาพร้อมกับเลนส์หลักคาวมละเอียด 48 ล้านพิกเซล ที่สามารถถ่ายความละเอียดได้สูงถึง 8000 x 6000 พิกเซล ซึ่งในโหมดนี้เราจะได้ภาพที่มีความคมชัดสูงมากๆ เห็นรายละเอียดได้ชัดกว่าการใช้โหมดปกติ แล้วเมื่อถ่ายภาพเสร็จแล้ว เมื่อเรานำกลับมาดูภาพอีกรอบก็จะสามารถซูมไปดูจุดเล็กจุดน้อยที่อยู่ในระยะไกลได้โดยไม่เสียรายละเอียดด้วย

 

AI ตรวจจับฉากสุดอัจฉริยะ

แน่นอนว่าสมาร์ตโฟนสมัยนี้ต้องมี AI ในการปรับแสงและสีให้เข้ากับสถานการณ์โดยอัตโนมัติ และแน่นอนว่า Vivo S1 Pro ต้องมีมาให้แน่นอน เรียกว่าเราไม่ต้องไปทำอะไรมาก แค่โฟกัสกับวัตถุที่ต้องการถ่าย AI ก็จะรู้ทันทีเลยว่าเราจะถ่ายอะไรและบอกให้เรารู้ที่มุมล่างเหนือโหมดกล้อง เช่น อาหาร, แมว, จอ (สุนัข), ดอกไม้ หรือท้องฟ้า เป็นต้น

 

 

มุมกว้างขั้นสุดด้วยเลนส์ Super Wide Angle

สำหรับคนที่ชอบเที่ยวและอยากได้ภาพที่อยู่ตรงหน้าทั้งหมด ไม่เสียองค์ประกอบแบบง่ายๆ Vivo S1 Pro ควบคู่กับเลนส์ Ultra Wide Angle ที่ถ่ายได้มุมกว้างถึง 120 องศา คือสิ่งที่ห้ามพลาดใช้งานเด็ดขาด เพราะมุมที่ได้ออกมานั้นกว้างในเบอร์ต้นๆ ของสมาร์ตโฟนเลยทีเดียว แถมเรื่องของเฉดสีก็ยังสดใส ไม่ต่างจากเลนส์หลักสักเท่าไหร่ และสิ่งสำคัญคือในโหมดนี้ แค่เรายืนใกล้ๆ วัตถุก็สามารถเก็บได้ครบแล้ว ไม่ต้องถอยหรือหามุมดีๆ ในการถ่ายก็ได้ครับ สะดวกสบายมากๆ

เทียบปิด Super Wide Angle / เปิด Super Wide Angle


เทียบปิด Super Wide Angle / เปิด Super Wide Angle

 

 

Super Macro ถ่ายใกล้สุดเพียง 4 เซนติเมตร

ความสามารถของอีก 1 เลนส์ในรุ่นนี้ คือ Super Macro ที่ให้ถ่ายวัตถุต่างๆ ได้ใกล้สุดถึง 4 เซนติเมตร ให้เราเห็นรายละเอียดในสิ่งที่สายตาของมนุษย์แทบจะมองไม่เห็นได้คมชัดมากขึ้น ซึ่งเรื่องเฉดสีก็ยังทำได้ดีพอสมควรเลยครับ และโฟกัสและการถ่ายก็ไม่มีหลุดหรือเบลอง่ายๆ ถ้ามือไม่สั่นจริงๆ

 

เบลอได้อย่างธรรมชาติด้วยโหมด Bokeh

การถ่าย Bokeh หรือการเบลอฉากหลังใน Vivo S1 Pro ถือว่าทำออกมาได้ดีมากๆ สำหรับสมาร์ตโฟนราคาระดับนี้ เรื่องของขอบรอบตัวบุคคลตัดได้เนียนเลยทีเดียว ไม่มีการเบลอหลุดเข้าไปในคนเท่าไหร่ โดยเฉพาะเส้นผมที่แทบไม่ถูกกินเข้าไปเลยครับ

 

ทั้งนี้ เมื่อเราถ่ายในโหมด Bokeh เรายังสามารถนำภาพนั้นมาปรับการเบลอได้อีกรอบ ทั้งการปรับค่ารูรับแสงได้กว้างสุดถึง F0.95 และแคบสุดที่ F16 โดยค่ายิ่งน้อยจะยิ่งเบลอหลังมากขึ้น หรือจะเปลี่ยนโฟกัสไปเป็นฉากหลังแล้วให้ฉากหน้าเบลอก็ทำได้เหมือนกัน

 

ใบหน้าสวยด้วย AI Face Beauty

ในโหมดนี้จะมีให้ใช้งานทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังเลยครับ โดย AI จะทำการปรับแต่งใบหน้าของเราให้อัตโนมัติ แทบไม่ต้องมานั่งปรับเองที่หลังเลย หรือใครอยากเนียนสุดๆ ก็ปรับได้ทั้งผิวนวล, โทนสีผิว, ปรับรูปหน้า, ความขาว, หน้าบาง, ตาโต หรือกราม เป็นต้น

เทียบเปิด AI Face Beauty / ปิด AI Face Beauty

 

คิดท่าไม่ออกมาบอก Pose Master

ในหมวดข้างๆ กับ AI Face Beauty จะมี Pose Master เป็นฟีเจอร์ที่เป็นตัวอย่างของท่าถ่ายภาพสุดฮิตต่างๆ ให้เราได้มาเป็นแบบ ซึ่งการใช้งานก็ง่ายๆ มากๆ เพียงแค่เลือกท่าและขยับมือหรือหน้าตามเส้นประเท่านั้นเองครับ ใครคิดท่าไม่ออกเรียกใช้โหมดนี้ได้ทันที มีให้เลือกหลาย 10 แบบเลย

 

นอกจากนี้ เมื่อถ่ายภาพบุคคลเรียบร้อย ก็ยังปรับแต่งเองได้เพิ่มเติมด้วยฟีเจอร์ AI Make UP ที่จะให้เราได้แต่งเติมฟิลเตอร์, แต่งสวย, แต่งหน้า หรือปรับรูปร่าง ได้อีกรอบอย่างง่ายๆ เลย

 

เพิ่มความสนุกในการถ่ายด้วยเอฟเฟ็กต์แสงภาพถ่ายบุคคล

ในโหมดนี้ เราจะใช้ได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังเลยครับ โดยเอฟเฟ็กต์แสงภาพถ่ายบุคคลจะมีตัวเลือกเพิ่มฉากและสีสันเติมเข้ามาให้เราอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นแสงธรรมชาติ (มีเฉพาะกล้องหน้า), ไฟสตูดิโอ, ไฟสเตอริโอ, ลูปไลท์, แสงรุ้ง และภาพพื้นหลังแบบขาวดำ ใครชอบสไตล์ไหนก็เลือกเล่นเลือกถ่ายได้ตามใจชอบเลยครับ

กล้องหน้า

กล้องหลัง

 

ฟิลเตอร์ให้เลือกหลากหลาย

นอกจากเอฟเฟ็กต์แสงภาพถ่ายบุคคลแล้ว ยังมีฟิลเตอร์ให้เลือกอีกเพียบสูงสุดถึง 16 แบบด้วยกัน เช่น เกรปฟุต, เกาะ, ฟอง, ลมยามเย็น ป็นต้น โดยแต่ละแบบก็จะมีสีสันของตัวเองครับ เรียกว่าใครได้มาอยู่ในมือแล้ว ต้องลองถ่ายให้หมดทุกแบบเลยนะ

 

เพิ่มความน่ารักด้วยสติ๊กเกอร์ AR

ความสนุกสนานการถ่ายภาพใน Vivo S1 Pro มีมาให้เยอะจริงๆ และอีกอย่างที่เรานำเสนอ คือ สติ๊กเกอร์ AR ที่มีให้เลือกใช้งานเพียบเกือบ 100 แบบ เรียกว่าถ่ายกันได้ไม่รู้จักเบื่อแน่นอน

กล้องหน้า

กล้องหลัง

 

**นอกจากนี้ Vivo จะมีการอัปเดทฟีเจอร์ SuperNight Mode ที่ใช้ได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง ในวันที่ 22 ธันวาคม 2562 ด้วยครับ**

สรุปจุดเด่น

  • มีกล้องหลังถึง 4 เลนส์ความละเอียดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล มีทั้งเลนส์ Super Wide Angle, Bokeh และ Super Macro
  • กล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล ถ่ายสวยได้ AI Face Beauty
  • ดีไซน์และสีสันตัวเครื่องสวยงามและโดเด่นไม่เหมือนใคร
  • หน้าจอแสดงผลแบบ Super AMOLED มีสีสันสวยงาม และจอกว้างถึง 6.38 นิ้ว ใช้งานได้เต็มตา
  • ใช้งานได้ลื่นไหลด้วย RAM 8GB และใช้งานได้เต็มที่ด้วยความจุถึง 128GB
  • มีเทคโนโลยีสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ
  • แบตเตอรี่สุดอึด 4500mAh ใช้งานได้ทั้งวันไม่มีหมด พร้อมด้วยเทคโนโลยีชาร์จเร็ว Dual Engine Fast Charging กำลังไฟ 18W

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ตัวเครื่องไม่กันน้ำ

 

ใครที่สนใจ Vivo S1 Pro จะวางจำหน่ายในราคา 9,999 บาท โดยจะเริ่ม Pre-Order จองล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันที่ 20 – 28 พฤศจิกายน 2562 ณ Vivo Brand Shop ทุกสาขาและตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

Android News

รวมโปรเด็ด HUAWEI Mate30 Pro จาก AIS, dtac และ TrueMove H เริ่มต้นเพียง 12,490 บาท

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

HUAWEI Mate 30 Pro Promotions

วันนี้จะพาไปอัปเดทโปรโมชั่นเด็ด HUAWEI Mate30 Pro จากทุกค่าย AIS, dtac และ TrueMove H ในราคาสุดคุ้ม เริ่มต้นเพียง 12,490 บาทเท่านั้น สมาร์ทโฟนเรือธงที่เปิดตัวมาพร้อมฟีเจอร์และเทคโนโลยีใหม่ๆ มากมาย ซึ่งเป็นเป็นสมาร์ทโฟนที่ออกมาสร้างมาตรฐานใหม่ทั้งด้านการดีไซน์และประสิทธิภาพการทำงานทุกด้านไม่ว่าจะเป็นฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์

 

HUAWEI Mate 30 Pro Promotions

ก่อนจะไปดูโปรโมชั่น เรามาดูฟีเจอร์เด็ดของ HUAWEI Mate30 Pro กันก่อนว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง เริ่มจากกล้องหลัง 4 ตัว ความละเอียดกล้องหลัก 40 ล้านพิกเซล, เลนส์ Cine Camera (Ultra-Wide) ความละเอียด 40 ล้านพิกเซล, เลนส์ Telephoto ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล และกล้อง TOF สำหรับเก็บรายละเอียด ทำให้ถ่ายรูปได้ทุกสถานการณ์และได้ภาพสวยในทุกมุมมองทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ ถูกใจคนรักการถ่ายรูปแน่นอน

 

HUAWEI Mate 30 Pro Promotions

ความเร็วแรงของตัวเครื่องต้องยกให้กับรุ่นนี้เลย HUAWEI Mate30 Pro ใช้ชิปเซ็ต Kirin 990 รุ่นใหม่ล่าสุดซึ่งผลิตบนสถาปัตยกรรมแบบ 7 นาโนเมตร เร็ว แรง และใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ รวมไปถึงแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 4500mAh รองรับชาร์จเร็ว HUAWEI SuperCharge 40W อีกด้วย

 

HUAWEI Mate 30 Pro Promotions

หน้าจอแสดงผลของ HUAWEI Mate30 Pro เป็นการดีไซน์แบบ Horizon Display ขนาด 6.53 นิ้ว โค้งมนทำมุม 88 องศา และมาพร้อมฟีเจอร์ใหม่ Innovative Side-Touch Interaction ใช้แทนปุ่มเพิ่มลดเสียงบริเวณด้านข้างของตัวเครื่องแบบล้ำๆ ไม่เหมือนใคร

มาถึงโปรโมชั่นโดนๆ จาก 3 ค่าย AIS, dtac และ TrueMove H เริ่มต้นเพียง 12,490 บาทเท่านั้น ใครใช้งานค่ายไหนอยู่ก็เลือกค่ายนั้นได้เลย

  • HUAWEI Mate30 Pro จาก AIS ราคาพิเศษ 12,490 บาท สำหรับลูกค้ารายเดือน เมื่อสมัครแพ็กเกจและชำระค่าบริการล่วงหน้าตามเงื่อนไขที่กำหนด คลิกดูรายละเอียดที่นี่
  • HUAWEI Mate30 Pro จาก dtac ราคาพิเศษ 15,490 บาท สำหรับลูกค้าปัจจุบันรายเดือน ย้ายค่ายเบอร์เดิม หรือเปิดเบอร์ใหม่ เมื่อสมัครแพ็กเกจและชำระค่าบริการล่วงหน้าตามเงื่อนไขที่กำหนด คลิกดูรายละเอียดที่นี่
  • HUAWEI Mate30 Pro จาก TrueMove H ราคาพิเศษ 13,490 บาท สำหรับลูกค้าปัจจุบันรายเดือน ย้ายค่ายเบอร์เดิม หรือเปิดเบอร์ใหม่ เมื่อสมัครแพ็กเกจและชำระค่าบริการล่วงหน้าตามเงื่อนไขที่กำหนด คลิกดูรายละเอียดที่นี่
อ่านต่อ...

Android News

OPPO A9 2020 สเปคแรงสุด จัดเต็มทุกฟีเจอร์ The Best Super Spec Smartphone ของปี 2019

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

OPPO A9 2020 The Best Super Spec Smartphone

OPPO A9 2020 สมาร์ทโฟนสเปคแรงสุดในปี 2019 ราคาไม่ถึง 9,000 บาท อัดแน่นด้วยฟีเจอร์ใหม่เพียบจนได้ฉายา The Best of Super Spec Smartphone ซึ่งเป็นรุ่นที่น่าสนใจ คุ้มค่าคุ้มราคา

ดีไซน์ระดับพรีเมี่ยม

OPPO A9 2020 Marine GreenOPPO A9 2020 Marine Green

ด้านดีไซน์ต้องบอกว่า OPPO ได้สร้างเอกลักษณ์ให้มีความโดดเด่นในทุกรุ่นจริงๆ โดยรุ่น OPPO A9 2020 สี Marine Green และ Space Purple เราจะเห็นถึงการไล่เฉดจากสีเชียวอ่อนรอบนอกค่อยๆ เข้มขึ้นไปจบที่ตรงกลางเครื่อง และยังมี

 

OPPO A9 2020

อีกหนึ่งสีใหม่ OPPO A9 2020 Vanilla Mint ซึ่งเป็นสีที่กำลังมาในเทรนด์สีของปี 2020

 

OPPO A9 2020

OPPO A9 2020 มีหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ 6.5 นิ้ว New Waterdrop Screen ซึ่งเป็นการดีไซน์รอยบากทรงหยดน้ำให้มีขนาดเล็กลงกว่าเดิมถึง 31.4% และมีพื้นที่ในการใช้งานมากขึ้น เห็นหน้าจอได้เต็มตา ขณะที่ตัวเครื่องก็ไม่ใหญ่จนเกินไป ยังคงจับถือได้สะดวกเหมือนเดิม อีกทั้งยังมาพร้อมกับโหมดถนอมสายตาตัดแสงสีฟ้า (Blue Shield) ออกไปได้อย่างสมบูรณ์แบบมากขึ้นทำให้เราเสียสายตามากนักระหว่างการใช้งานช่วงกลางคืนหรือช่วงที่แสงน้อย รวมไปถึงหากใครที่ใช้งานกลางแจ้งก็ยังมีฟีเจอร์ Sunlight Screen ที่ทำให้เราเห็นหน้าจอแสดงผลได้ชัดเจนขึ้นอีกด้วย

 

สเปคแรงสุด ใช้งานลื่นไหล

OPPO A9 2020

OPPO A9 2020 มาพร้อมกับฉายา “Super Spec” ก็ได้จัดหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 665 AIE ควบคู่กับกับ RAM 8GB, ROM 128GB ช่วยให้ใช้งานได้อย่างลื่นไหล

 

OPPO A9 2020

ต้องบอกกันก่อนว่า OPPO A9 2020 ยังจัดเทคโนโลยี Game Boost 2.0 ที่จะมี 2 ความสามารถหลักๆ ได้แก่ Frame Boost ที่จะช่วยให้เฟรมเรทไม่เหวี่ยงพร้อมเล่นได้ไหลลื่นตลอดทั้งเกม และ Touch Boost ที่ทำให้การสัมผัสทุกอย่างภายในเกมมีการตอบสนองเร็วขึ้น แถมยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผลกราฟฟิก และสามารถคาดการณ์ความล่าช้า (Latency) ที่สามารถเกิดขึ้นและตอบสนองอย่างรวดเร็วเพื่อให้เกมไม่กระตุกหรือเฟรมเรทเหวี่ยง เป็นต้น

 

OPPO A9 2020

เล่นเกมยอดนิยมอย่าง ROV ปรับกราฟิกทุกอย่างเป็นระดับสูงสุดทั้งหมด เฟรมเรทสูงสุด และการแสดงผลระดับสูง ซึ่งภายในเกมตั้งแต่ช่วงต้นเกมไปถึงจบเกม เฟรมเรทแทบไม่มีเหวี่ยงให้เห็น จะอยู่ที่ 58-60fps ตลอด แถมในช่วงบวกกันแบบครบทีมที่ต่างคนต่างปล่อยสกิลก็ต้องยิ่งใช้กราฟิกมากแต่ความสมูทของเกมกลับไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อย ทั้งนี้ระบบสัมผัสก็ทำให้ไหลลื่นมากๆ

สำหรับแฟนๆ ROV แนะนำให้เปิดกราฟิกทุกอย่างให้สูงที่สุดเพื่อให้ได้ประสบการณ์แบบเต็มที่ แถมสเปคระดับนี้ก็ยังไม่ต้องกังวลด้วยว่าจะเล่นแล้วหัวร้อนเพราะกระตุกหรือแบตเตอรี่จะหมด เพราะสมาร์ทโฟนราคาเบาแต่สเปคแรงเครื่องนี้ทำได้อย่างยอดเยี่ยมมากๆ

 

เสียงกระหึ่ม แบตอึดทั้งวัน

OPPO A9 2020

นอกจากความเร็วแรงแล้ว OPPO A9 2020 ยังมีระบบเสียง Dolby Atmos และ Hi-res Audio โดยความพิเศษของ Dolby Atmos ในรุ่นนี้ไม่จำเป็นต้องเสียบหูฟังเหมือนสมาร์ทโฟนรุ่นกลางๆ รุ่นอื่น เพราะเสียงจะออกมาแบบกระหึ่มผ่านลำโพงด้านบนและด้านล่างทันที ทั้งยังมีการแบ่งแยกเสียงฝั่งซ้ายและฝั่งขวาได้อย่างชัดเจนอีกด้วย ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ประทับใจสมาร์ทโฟนราคาต่ำหมื่นรุ่นนี้

 

OPPO A9 2020

OPPO A9 2020 มาพร้อมกับแบตเตอรี่ที่มีความจุมากถึง 5,000 mAh ทำให้เราใช้งานดูหนังหรือเล่นโซเชียลต่างๆ ได้แบบเต็มวัน หรือหากชอบเล่นเกมไม่ว่าจะ PUBG Mobile หรือ ROV ก็เล่นได้นานติดต่อกันได้ถึง 5-6 ชั่วโมง แบบ Non-Stop และตัวเครื่องก็ยังร้อนไม่มากอีกด้วยเมื่อเทียบกับระยะเวลาของการเล่น

 

OPPO A9 2020

ไม่เพียงแต่แบตเตอรี่อึดใช้งานได้ยาวนาน เพราะ OPPO A9 2020 มีฟีเจอร์ Reverse Charging สำหรับชาร์จแบตให้กับเครื่องอื่นได้ด้วย ผ่านสาย OTG

 

กล้องถ่ายสวยทุกสถานการณ์

OPPO A9 2020

ด้านการถ่ายรูป OPPO A9 2020 มีกล้องหลัง 4 ตัว ทำให้ถ่ายได้ครบทุกสถานการณ์ โดยกล้องหลักสามารถถ่ายภาพได้ความละเอียดสูงสุดถึง 48 ล้านพิกเซล

 

OPPO A9 2020 OPPO A9 2020

กล้องหลัก 48 ล้านพิกเซล ทำให้เราได้ภาพที่มีขนาดใหญ่ มีรายละเอียดสูง และคมชัดมากกว่าการถ่ายด้วยกล้องมือถือทั่วไป

 

OPPO A9 2020 OPPO A9 2020

OPPO A9 2020 ยังมาพร้อมกับเลนส์ Ultra Wide-Angle ที่มีองศากว้างถึง 119 องศาอีกด้วย โดยจะเหมาะสำหรับการถ่ายภาพวิวหรือสถานที่ท่องเที่ยวที่มีตึกสูงๆ ช่วยให้ได้ภาพบรรยากาศรอบข้างได้แบบครบองค์ประกอบ หรือใครอยากได้ภาพเต็มตาแต่อยู่ใกล้วัตถุมาก เลนส์นี้จะช่วยเราได้มากเลยทีเดียว

 

OPPO A9 2020

OPPO A9 2020 มาพร้อมฟีเจอร์ Ultra Night mode 2.0 ที่สามารถเปิดหน้ากล้องได้นานมากขึ้น เก็บแสงได้ดีกว่าการถ่ายด้วยโหมดทั่วไป อีกทั้งยังช่วยลด Noise จึงทำให้การถ่ายภาพกลางคืนนั้นง่ายมากๆ และโหมดนี้ยังสามารถใช้ร่วมกับเลนส์ Ultra-Wide ได้ด้วย

 

OPPO A9 2020

สำหรับโหมดภาพถ่ายบุคคลแบบหน้าชัดหลังละลายจากกล้องของ OPPO A9 2020 จะเป็นการทำงานร่วมกันของกล้องหลักและกล้อง Portrait ทำให้การละลายฉากหลังทำได้เป็นธรรมชาติ

 

OPPO A9 2020

กล้องหน้าของ OPPO A9 2020 มาพร้อม AI Beautification ที่ปรับแต่งใบหน้าสวยให้อัตโนมัติโดยที่แทบไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม เพราะ AI จะคำนวณให้แล้วทั้งหมด ไม่ว่าจะเซลฟี่มุมไหนก็ออกมาสวยในทุกสภาพแสง

 

OPPO A9 2020 New Price 2020

ได้เห็นฟีเจอร์ที่อัดแน่นอยู่ใน OPPO A9 2020 กันแล้ว ต้องบอกว่าจัดเต็มทุกด้านจริงๆ สมกับเป็น The Best Super Spec Smartphone และล่าสุดได้มีการปรับราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 7,999 บาทเท่านั้น ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคมเป็นต้นไป เรียกได้คุ้มกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว!!

อ่านต่อ...

Android News

จับตา realme แบรนด์สมาร์ทโฟนที่เติบโตแบบก้าวกระโดด และก้าวสู่ความเป็นผู้นำที่เหนือกว่าในยุค 5G

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

realme-X50-5G

ปัจจุบันไม่มีใครไม่รู้จัก realme แบรนด์สมาร์ทโฟนที่ก่อตั้งได้เพียง 2 ปี แต่มีการเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราการเติบโตต่อปีกว่า 500% และประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในทุกรุ่นที่เข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทย

ความสำเร็จของ realme ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาจากความมุ่งมั่นในการพัฒนาสมาร์ทโฟนที่อัดแน่นด้วยสเปคที่เร็วแรงระดับพรีเมี่ยม แต่ราคาสุดคุ้มค่า ซึ่งก็ทำให้ในปัจจุบัน realme ได้ขยายตลาดครอบคลุมถึง 22 ประเทศ ใน 4 ทวีป และส่งผลให้ realme มีผู้ใช้งานมากกว่า 24 ล้านคนทั่วโลก และขึ้นมาเป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนที่มียอดขายเป็นอันดับ 7 ของโลกได้อย่างรวดเร็ว

สิ่งหนึ่งที่ต้องชื่นชม realme คือความมุ่งของแบรนด์ที่จะสร้างความแตกต่างเพื่อให้ลูกค้าประทับใจ ถึงแม้ว่าราคาเป็นสิ่งที่ลูกค้าคำนึงถึงมากที่สุด แต่ realme ก็ไม่ยอมละลายที่จะมองประสบการณ์การใช้งานสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไม realme เติบโตเร็วและมีแฟนๆ ทั่วโลกเป็นจำนวนมากภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี เท่านั้น

realme X2 Pro Master Edition Redbrick

ด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีที่เหนือชั้นทำให้สมาร์ทโฟน realme คว้ารางวัลกว่า 50 รางวัล จากหลากหลายสาขา อาทิ สมาร์ทโฟนที่ทรงพลังที่สุด สมาร์ทโฟนเรือธงคุณภาพเยี่ยม และสมาร์ทโฟนที่เป็นที่สุดแห่งความคุ้มค่า โดยล่าสุดได้ร่วมกับดีไซน์เนอร์ระดับโลก Naoto Fukasawa สร้างสรรค์สมาร์ทโฟนที่สุดแห่งสไตล์ realme X2 Pro Master Edition สี Redbrick เป็นการผลักดักแบรนด์ให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่เน้นดีไซน์มากขึ้น

สำหรับประสิทธิภาพตัวเครื่องสมาร์ทโฟน realme จะมาพร้อมกับชิปแพลตฟอร์มในรูปแบบ SoC (System On a Chip) ซึ่งเป็นชิปเซ็ตที่รวมทุกระบบอยู่ภายในชิปเพียงตัวเดียว เพื่อเน้นย้าถึงประสิทธิภาพการทำงานและกานพัฒนาแพลตฟอร์มที่ก้าวหน้าเหนือคู่แข่ง

realme-X50-5G-in-China

การเติบโตแบบก้าวกระโดดไม่ได้ทำให้ realme หยุดพัฒนา เพราะล่าสุด realme ได้พัฒนาไปอีกขั้นจากการร่วมมือกับผู้ผลิตชิปเซ็ตและซัพพลายเออร์ชั้นนำระดับโลกในการอัปเกรดประสิทธิภาพการทำงานสำหรับสมาร์ทโฟน realme ทุกระดับราคา และเตรียมนำเสนอสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมชิปเซ็ตรุ่นล่าสุด ซึ่งรองรับการใช้งานสัญญาณ 5G เป็นครั้งแรก และมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยอีกมากมายด้วย

การพัฒนาสมาร์ทโฟนให้รองรับ 5G ของ realme จะทำให้ลูกค้าได้รับประโยชน์และสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี 5G ได้ง่ายมากขึ้น เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า realme เป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนเน้นความคุ้มค่า และ realme ก็มุ่งมั่นที่จะนำเสนอเทคโนโลยี 5G ในผลิตภัณฑ์ทุกช่วงระดับราคา ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ และมีดีไซน์ที่ยอดเยี่ยม

สมาร์ทโฟนที่เปิดตัวในประเทศจีนในปีนี้จะเป็นรุ่นที่รองรับการใช้งาน 5G ทั้งหมด เพื่อการก้าวสู่ความเป็นผู้นำที่เหนือกว่าในยุค 5G ซึ่งปัจจุบันในประเทศจีนพร้อมใช้งาน 5G แล้ว ในขณะเดียวกัน realme ก็เดินหน้าลุยตลาดผลิตภัณฑ์ 4G สำหรับทั่วโลก โดยชูจุดเด่นความได้เปรียบคู่แข่งในเรื่องของสเปคแรงราคาไม่แพง และเตรียมพร้อมสำหรับ 5G อีกด้วย อีกทั้งถ้ามองในเรื่องของระยะเวลาจะเห็นว่า realme มีความรวดเร็วในการพัฒนาและใช้ระยะเวลาการผลิตน้อย ทำให้ realme เป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนที่มีความกดดันน้อยที่สุด

ตามรายงานล่าสุด realme X50 จะประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศจีนวันที่ 7 มกราคมนี้ ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของ realme ที่รองรับการใช้งาน 5G โดยสเปคที่หหลุดออกมาตามรายงานก่อนหน้านี้บอกว่าจะมาพร้อมกับหน้าจอแสดงขนาด 6.67 นิ้ว Refresh Rate 120Hz ใช้หน่วยประมวลผล Snapdragon 765G Octa-Core

ยังไม่หมดแค่นั้น realme ยังได้จับมือกับพันธมิตรอุตสาหกรรมเพื่อสร้างอีโคซิสเต็มเทคโนโลยีบนรากฐาน 5G เพราะในยุคของ 5G ไม่มีบทสำคัญเฉพาะบนสมาร์ทโฟนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงผู้ให้บริการเครือข่าย นักพัฒนาแอปพลิเคชั่น บริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต และพันธมิตรอุตสาหกรรมอื่นๆ

การเตรียมความพร้อมสำหรับ 5G เป็นสิ่งที่ตอกย้ำว่า realme พร้อมแล้วที่จะเสนอเทคโนโลยีใหม่สุดล้ำบนสมาร์ทโฟนที่มีประสิทธิภาพและมุ่งมั่นก้าวสู่ความเป็นผู้นำที่เหนือกว่าในยุค 5G รอติดตามงานเปิดตัว realme X50 5G ไปพร้อมๆ กันได้ในวันที่ 7 มกราคมนี้

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

Android News24 ชั่วโมง ที่แล้ว

รวมโปรเด็ด HUAWEI Mate30 Pro จาก AIS, dtac และ TrueMove H เริ่มต้นเพียง 12,490 บาท

วันนี้จะพาไปอัปเดทโป...

OPPO A9 2020 The Best Super Spec Smartphone OPPO A9 2020 The Best Super Spec Smartphone
Android News2 สัปดาห์ ที่แล้ว

OPPO A9 2020 สเปคแรงสุด จัดเต็มทุกฟีเจอร์ The Best Super Spec Smartphone ของปี 2019

OPPO A9 2020 สมาร์ทโ...

realme-X50-5G realme-X50-5G
Android News3 สัปดาห์ ที่แล้ว

จับตา realme แบรนด์สมาร์ทโฟนที่เติบโตแบบก้าวกระโดด และก้าวสู่ความเป็นผู้นำที่เหนือกว่าในยุค 5G

ปัจจุบันไม่มีใครไม่ร...

Goodnight App Review Goodnight App Review
Android App4 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว Goodnight App แชทสนุกด้วยเสียง พบปะเพื่อนใหม่ หาคนพิเศษเพื่อบอกฝันดี!

วันนี้มีแอปพลิเคชั่น...

รีวิว Vivo V17 รีวิว Vivo V17
Featured1 เดือน ที่แล้ว

รีวิว Vivo V17 สมาร์ตโฟน “ฉีกทุกกฏในทุกช็อต” หน้าจอ Ultra O Screen, แบตอึด 4500mAh ชาร์จเร็ว 18W และกล้อง AI 4 เลนส์

Vivo V17 สมาร์ตโฟนที...

Advertisement

ข่าวใหม่วันนี้

กำลังมาแรง