ติดตามพวกเรา

Featured

รีวิว Vivo NEX 3 สมาร์ตโฟนสเปคเรือธง หน้าจอโค้งแบบ Waterfall FullView สเปคแน่น ไร้ปุ่มข้าง พร้อมฟีเจอร์กล้องที่จัดแบบเต็มๆ

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

Vivo NEX 3 สมาร์ตโฟนระดับเรือธงรุ่นแรกของ Vivo ที่เข้ามาในประเทศไทย โดยชูโรงที่ความพิเศษมากมายทั้งหน้าจอแสดงผลแบบโค้ง Waterfall FullView Display ขนาด 6.89 นิ้ว ใช้ขุมพลังตัวแรง Snapdragon 855+ มีกล้องหลัง 3 เลนส์สูงสุด 64MP อีกเทคโนโลยีที่ขนเข้ามาไว้ในรุ่นนี้กันเพียบ

สรุปสเปค Vivo NEX 3

  • ขนาดตัวเครื่อง : 167.44 × 76.14 × 9.4 มม.
  • น้ำหนัก : 217.3 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Waterfall FullView Display ชนิด POLED ขนาด 6.89 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2256 × 1080 พิกเซล) มีพื้นที่หน้าจอ 99.6% และรองรับ HDR10
  • หน่วยประมวลผล : Snapdragon 855+ Octa Core ความเร็ว 2.96 GHz
  • GPU : Adreno 640
  • ความจุ RAM 8GB + ROM 128GB (UFS 3.0)
  • กล้องถ่ายรูปหลัง 3 เลนส์ แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.7
    • เลนส์ Super Wide Angle 120 องศา ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ Telephoto 2x ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.48
  • กล้องหน้า Pop-Up ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.09 พร้อม Selfie lighting
  • ระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ครอบทับด้วย Funtouch OS 9.1
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.0, ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 4500mAh รองรับ Vivo FlashCharge 22.5W

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

ลักษณะกล่องของ Vivo NEX 3 จะมาในดีไซน์แบบสี่เหลี่ยมสีดำคลาสสิคสะดุดตา โดยมีสัญลักษณ์ NEX 3 อยู่ด้านหน้าและมีรูปโมดูลกล้องหลัง 3 เลนส์อยู่ด้วย เมื่อเปิดเข้ามาก็จะเจอกับฝาปิดสีดำที่ใต้นั้นจะมีอุปกรณ์แบบครบครัน ดังนี้

  • ตัวเครื่อง Vivo NEX 3 พร้อมติดฟิล์มกันรอยให้เรียบร้อย
  • สาย USB Type-C
  • หัวชาร์จแบตเตอรี่
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • เคสโทรศัพท์
  • หูฟัง
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น

 

อะแดปเตอร์ของ Vivo NEX 3 จะมาแบบชาร์จเร็วด้วยเทคโนโลยี Vivo FlashCharge กำลังไฟ 22.5W

 

ดีไซน์ตัวเครื่อง Vivo NEX 3 มาแบบในรูปแบบใหม่ด้วยนวัตกรรมที่เป็นเอกลักษณ์และเทคโนโลยีเข้าด้วยกันในสีเดียว คือ Glowing Night ที่มีความคลาสสิกและดูเรียบง่าย แต่ก็มีความหรูหราในตัวเหมือนกัน

 

แม้ว่าตัวเครื่องจะดูเหมือนใหญ่แต่เรื่องของการจับถือด้วยมือเดียวก็ยังทำได้สบายมือมากๆ ไม่มีลื่นไหลหลุดออกจากมือขณะใช้งานแน่นอนจากการดีไซน์คล้ายแบบไร้รอยต่อ หรือที่เรียกว่า Unibody นั่นเองครับ

 

หน้าจอแสดงผลรุ่นนี้มาแบบ Waterfall FullView Display ที่ให้ความกว้างถึง 6.89 นิ้ว และมีพื้นที่การใช้งานถึง 99.6% กันเลย แถมยังใช้งานได้อย่างคมชัดระดับ FHD+ (2256 × 1080 พิกเซล) โดยใครที่เป็นสายภาพยนตร์ต้องหลงรักแน่นอนด้วยการมีค่าสี sRGB 100% และขอบเขตสี DCI-P3 ได้ 100% และยังรองรับ HDR10 อีกด้วย

 

ในเรื่องของความโค้งของหน้าจอนั้นก็แทบไม่ต้องห่วงว่าจะกดลั่นหรือนิ้วไปโดนอะไรหรือไม่ เพราะ AI จะรู้ว่าเรากำลังจับถือในลักษณะไหน ทำให้ไม่มีการกดโดยไม่ได้ตั้งใจแน่นอนครับ หายหวงเรื่องนี้ได้เลย

 

เรื่องความโค้งหน้าจอยังไม่หมด เพราะที่ฝั่งขวาตัวเครื่องจะมีปุ่มสัมผัส Touch Sense ที่เวลากดจะมีการสั่นเล็กน้อยทำให้เหมือนกับกดปุ่มจริงๆ อยู่ซึ่งส่วนนี้จะทำงานควบคู่กับมอเตอร์สั่นสะเทือน X-Axis Haptic โดยเมื่อเราลองกดทั้งปุ่มล็อค, เพิ่มเสียง หรือลดเสียงมิเตอร์ก็จะสั่นให้เรารับรู้ได้

 

เหนือหน้าจอแสดงผลจะมีช่องสำหรับปล่อยเสียงออกมา (ยังไม่ใช่ตัวลำโพง)

 

ที่ด้านบนของตัวเครื่องจะมีกล้อง Pop-Up ที่เรียกใช้งานได้รวดเร็ว โดยมีตัวลำโพงอยู่ด้านบนสุด และถัดลงมาจะเป็นไฟแฟลช LED และกล้องหน้า ขณะที่ยังมีไมโครโฟนตัวที่ 2 และช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. มาให้เหมือนเดิม

 

ทางขวาของตัวเครื่องจะไม่มีปุ่มใดๆ ทั้งสิ้น แต่จะมีเพียง Touch Sense ที่ฝังมอเตอร์การสั่นตามที่อธิบายไว้ต้นต้นครับ

 

ทางด้านล่างของตัวเครื่องมีช่องใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM จำนวน 2 ช่อง, ไมโครโฟน, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวหลัก

 

และสุดท้ายที่ด้านหลังจะมีกล้องหลัง 3 เลนส์ ที่จัดเรียงอยู่ในทรงกลมแบบ Lunar Ring Camera System โดยถัดลงมาจะมีไฟแฟลช LED อยู่

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฏิบัติการ

Vivo NEX 3 แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie โดยครอบทับด้วย UI ของตัวเองอย่าง FuntouchOS 9.1 ที่ให้ความลื่นไหลในการใช้งานเพิ่มมากขึ้นกว่าเวอร์ชันก่อน ทั้งยังทำให้ประสิทธิภาพของการทำงานพื้นหลังมีการจัดการที่ดีขึ้นด้วยครับ

 

การใช้งานคร่าวๆ แอปพลิเคชั่นที่โหลดจาก Google Play Store จะมาอยู่ที่หน้าจอหลักทั้งหมด โดยเมื่อเราปัดลงจากหน้าจอจะเป็นการดูการแจ้งเตือนต่างๆ ทั้งหมด และหากต้องการใช้งานการตั้งค่าด่วนก็ต้องปัดขึ้นจากหน้าจอครับ

 

เอฟเฟกต์แสงโดยรอบหน้าจอโค้ง

ด้วย UI อย่าง FuntouchOS 9.1 ได้มาพร้อมกับฟีเจอร์สุดพิเศษใน Vivo NEX 3 ที่ใช้หน้าจอโค้งให้เป็นประโยชน์ คือ เอฟเฟกต์แสงโดยรอบหน้าจอโค้ง ที่เมื่อมีสายเรียกเข้า แสงเอฟเฟกต์จะปรากฏขึ้นให้เห็นทันที รวมไปถึงขณะเล่นเพลงและล็อคหน้าจอก็จะมีโทนเสียงกระพริบตามให้เห็นอย่างสวยงามมากๆ ครับ ยิ่งปิดไฟนอนฟังเพลงตอนกลางคืนก็จะยิ่งเห็นเอฟเฟกต์แสงนี้ชัดเจนมากๆ โดยเราสามารถเข้าไปตั้งค่าได้ที่การตั้งค่า > การตั้งค่าเพิ่มเติม > เอฟเฟกต์แสงโดยรอบ

 

ธีมโหมดมืด Dark Mode

ด้วย FuntouchOS 9.1 รุ่นล่าสุดนี้ก็มาพร้อมกับการใช้งาน Dark Mode ที่ช่วยให้หน้าจอแสดงผลเกือบทั้งหมดเป็นสีดำเพื่อถนอมสายตาของเราเมื่อใช้ในที่แสงน้อยหรือในตอนกลางคืน ทั้งยังช่วยเรื่องการประหยัดแบตเตอรี่ที่กินจากหน้าจออีกด้วย

 

ส่วนใครที่ไม่ชอบใช้โหมดมืดก็ยังมีโหมดถนอมสายตาด้วยการตัดแสงสีฟ้ามาให้เหมือนกันครับ โดยเราสามารถปรับโทนสีได้ตามใจชอบเลย

 

ปรับความไวของปุ่มข้างเครื่อง

หน้าจอ Waterfall FullView Display ทำให้ปุ่มต่างๆ หายไปทั้งหมด ซึ่งจะใช้ปุ่มแบบซอฟต์แวร์แทน โดยเราก็สามารถปรับความไวต่อแรงกดบนหน้าจอได้เหมือนกัน เพื่อให้น้ำหนักเป็นไปตามความถนัดของมือเรา ทำให้ไม่มีการกดโดยไม่ตั้งใจแน่นอน ซึ่งจริงๆ จากที่ตั้งค่าเริ่มต้นในแบบมาตรฐานก็ถือว่าเป็นน้ำหนักมือของคนปกติแล้ว แถมใช้งานได้ดีอีกด้วย

 

ระบบความปลอดภัย

แน่นอนว่าเรื่องของระบบความปลอดภัย Vivo NEX 3 ก็จัดเต็มแน่นอนไม่ว่าจะเป็นการสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอที่ทำได้รวดเร็วและแม่นยำมากๆ เพียงแค่แตะปุ้บหน้าจอก็ติดปั้บ

ส่วนการสแกนใบหน้าก็สามารถทำงานได้รวดเร็วมากๆ จากกล้อง Pop-Up ที่เด้งขึ้นมาและสแกนทันทีอย่างรวดเร็ว แต่ระบบสแกนใบหน้าจะใช้งานได้ก็ต่อเมื่อเราสแกนลายนิ้วมือไม่ผ่าน 3 ครั้งครับ ไม่สามารถปัดขึ้นเองแล้วให้สแกนใบหน้าทันทีได้

 

ลูกบอลเพิ่มความสะดวก “Easy Touch”

สำหรับฟีเจอร์ Easy Touch จะเป็นการช่วยเหลือทั้งเรื่องการเข้าแอปพลิเคชั่นที่เราใช้งานบ่อยได้ง่ายๆ รวมไปถึงฟังก์ชันพื้นฐานใน Vivo NEX 3 เช่น การจดบันทึก, บันทึกวิดีโอหน้าจอ, บันทึกภาพหน้าจอ หรือการล็อคหน้าจอ เป็นต้น ซึ่งเราสามารถตั้งค่าทั้งหมดตามใจชอบจะปรับเปลี่ยนแอปหรือฟังก์ชันในเครื่องก็ทำได้ทั้งหมด ที่สำคัญเมื่อเราไม่ได้ใช้งาน Easy Touch เจ้าตัวลูกบอลที่บังบนหน้าจอก็จะเข้าไปแอบที่มุมหน้าจอ ทำให้ไม่มีการรบกวนสายตาหรือเนื้อหาต่างๆ ที่เรากำลังดูอยู่แน่นอน

 

การนำทางปรับเปลี่ยนได้ตามสไตล์

ด้วยหน้าจอที่มีพื้นที่การใช้งานมากถึง 99.6% แล้ว เรื่องของการนำทางก็เป็นส่วนสำคัญเหมือนกัน ซึ่งเราสามารถปรับจากปุ่มปกติเป็นการใช้ท่าทางได้ ซึ่งจะไม่มีปุ่ม 3 ปุ่มปกติมาปิดพื้นที่การใช้งานส่วนล่างแล้ว โดยการใช้งานท่าทางก็ทำได้ง่ายๆ ดังนี้

  • ปัดขึ้นจากทางซ้ายล่างหน้าจอเป็นการเข้าศูนย์ทางลัดหรือการตั้งค่าด่วน
  • ปัดขึ้นจากตรงกลางแล้วปล่อยทันทีเพื่อเข้าหน้าโฮม
  • ปัดขึ้นแล้วค้างไว้ที่กลางหน้าจอจะเป็นการเข้าหน้าแอปล่าสุด
  • ปัดขึ้นที่มุมขวาล่างหน้าจอ/ปัดซ้าย-ขวาที่ข้างหน้าจอจะเป็นการย้อนกลับ

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

เรื่องของสเปคภายในก็แทบไม่ต้องห่วงเลย เพราะตระกูล NEX นั้นเป็นตัวท็อปของ Vivo ซึ่ง Vivo NEX 3 มาพร้อมกับขุมพลัง Qualcomm Snapdragon 855+ ควบคู่กับ RAM 8GB และความจุ ROM 128GB แบบ UFS 3.0 ด้วย ซึ่งทั้งหน่วยประมวลผลที่เป็นตัวท็อปสุดขณะนี้, RAM ที่ให้มาเยอะ และความจุชนิดที่มีอัตราการอ่านและเขียนเร็วที่สุดในสมาร์ตโฟนตอนนี้ ก็ทำให้การใช้งานทั้งหมดนั้นไหลลื่นเป็นอย่างมาก เพียงพอและเกินพอต่อการใช้งานทั่วไปหรือเล่นเกม จะสลับแอปหรือสัมผัสบนหน้าจอก็จะรู้สึกถึงความลื่นได้เลยทันที ทั้งนี้ เทคโนโลยี Vivo VCAP ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของทั้ง CPU, GPU, DSP และ NPU ทำให้มีการประหยัดแบตเตอรี่และใช้งานได้เร็วขึ้นด้วย

 

สำหรับผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ทำคะได้ไปได้ที่คะแนน 397,199

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 777 และคะแนน Multi-Core ที่ 2,592

 

ฟีเจอร์และทดสอบด้านการเล่นเกม

ก่อนที่เราจะไปทดสอบเกมให้ดูความแรงของเครื่องนั้น เทคโนโลยีและฟีเจอร์คร่าวๆ ที่เราควรรู้ของการเล่นเกมในรุ่นนี้คือระบบบการสั่นแบบ 4 มิติอย่าง 4D Vibration ที่เมื่อเราเล่นเกมก็จะให้ความรู้สึกของการสั่นในเครื่องดูสมจริงและมีมิติมากขึ้น

 

นอกจากนี้ ก็ยังมี Ultra Game Mode ที่เป็นศูนย์รวมของการเพิ่มประสิทธิภาพของเกมต่างๆ ตั้งแต่การจำกัดการใช้งานพื้นหลังทำให้เล่นได้ลื่นไหล, การปิดกั้นการแจ้งเตือนต่างๆ ทำให้ไม่มีอะไรมาบังหน้าจอ และยังสามารถเรียกหน้าต่างลอย (Picture-in-Picture) เพื่อแชทกับเพื่อนหรือแฟนได้อย่างไม่มีปัญหา

 

โดยเทคโนโลยีทั้งหมดเราจะมาทดสอบให้ดูกันจริงๆ ข้างล่างนี้เลย

Call Of Duty: Mobile

สำหรับเกมใหม่มาแรงสุดๆ อย่าง Call Of Duty: Mobile เราเปิดภาพกราฟิกระดับสูงสุด (Very High) และเฟรมเรทระดับ Max โดยเราลองเล่นในโหมด FrontLine แบบ 5 VS 5 เพื่อเก็บจำนวนเป้าหมายให้ครบกำหนด ซึ่งภายในเกมเล่นได้ไหลลื่นมาก ระบบสัมผัสก็ทำได้ยอดเยี่ยมมากๆ จะเลื่อนหรือหันไปทางไหนก็สมูทสุดๆ ไม่มีกระตุกเลยแม้แต่น้อย หรือเฟรมเรทตกก็ยังไม่มีให้เห็นเหมือนกัน

 

ROV

ด้านเกมที่เปิดให้เห็นเฟรมเรทแบบชัดๆ อย่าง ROV เราปรับทุกอย่างสูงที่สุดทั้งหมด และทดสอบในโหมดปกติ 5 VS 5 พบว่าตั้งแต่ต้นเกมยันท้ายเกมเราจะเห็นความลื่นของเฟรมเรทและการสัมผัสมาก โดยเฟรมเรทส่วนใหญ่จะวิ่งทะลุไปถึง 61fps หรือน้อยที่สุดที่เห็นคือ 60fps เลยทีเดียว เรียกว่าเล่นได้แบบไม่ต้องกลัวเฟรมดรอปลงมาแม้แต่น้อย แถมยิ่งช่วงที่บวกใส่กันกลางอารีน่าก็ยิ่งให้ไม่มีอะไรขัด ทั้งการสัมผัสลื่น ไม่มีกระตุก และระบบเสียงที่ทำได้กระหึ่มมากๆ

 

Asphalt 9: Legends

และสุดท้ายสำหรับเกมแข่งรถภาพสวยสุดอย่าง Asphalt 9: Legends เราปรับภาพในค่าเริ่มต้น ซึ่งจริงๆ เราอยากลองปรับในคุณภาพสูงสุดแต่ตัวเกมไม่มีให้ปรับเสียอย่างนั้น ซึ่งในเกมก็แน่นอนว่าทุกฉาก ทุก Cut Scene ทำได้ลื่นสุดๆ กดเร่งไนโตร, กดดริฟ หรือกดหมุนรถก็ทำได้อย่างไม่มีปัญหาใดๆ เลยครับ

 

นอกจากนี้ เมื่อเราลองเล่นเกมไปสักพักใหญ่ถึง 3 เกมรวดข้างต้น ซึ่งกินเวลาไปราวชั่วโมงกว่าๆ ตัวเครื่องด้านหลังของ Vivo NEX 3 กลับไม่ร้อนอย่างที่คิด เพียงแค่อุ่นๆ ตามการใช้งานจริงเท่านั้น ซึ่งตรงนี้ต้องขอบคุณส่วนสำคัญอย่างระบบระบายความร้อนด้วยไอน้ำหรือ Vapor Chamber Cooling System ที่ติดมาให้ด้วยครับ

 

แบตอึด 4500mAh พร้อมชาร์จไวด้วย Vivo FlashCharge

Vivo NEX 3 ให้แบตเตอรี่เรามาถึง 4500mAh ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานทั่วไปแบบทั้งวันแน่นอน จะเล่นโซเชียล, Facebook, ดู YouTube หรือมีถ่ายรูปถ่ายวิดีโอบ้างก็ทำได้เต็มที่ครับ ส่วนใครที่เล่นเกม แบตเตอรี่ก็อาจจะลดไวหน่อย แต่ว่าไม่ต้องกลัวเพราะ Vivo NEX 3 นั้นรองรับการชาร์จเร็วผ่านเทคโนโลยี Vivo FlashCharge ที่ให้กำลังไฟถึง 22.5W จากแบตเตอรี่ที่อยู่ราวๆ 30% เราชาร์จเพียงประมาณ 1 ชั่วโมงแบตเตอรี่ 4500mAh ก็เกือบเต็มแล้วครับ พร้อมใช้งานต่อได้อีกทั้งวัน

 

กล้องถ่ายรูป

Vivo NEX 3 จัดเต็มเรื่องกล้องมากๆ เหมือนกับสเปคทั้งหมดข้างต้น โดยมีกล้องหลัง 3 เลนส์ แบ่งเป็น

  • เลนส์หลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.7
  • เลนส์ Super Wide Angle 120 องศา ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • เลนส์ Telephoto 2x ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.48

พร้อมด้วยกล้องหน้า Pop-Up ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.09 ซึ่งฟีเจอร์ต่างๆ ก็ให้มาเพียบ ดังนี้

ถ่ายคมชัดระดับ Super HD ด้วยกล้องหลัง 64 ล้านพิกเซล

Vivo NEX 3 มาพร้อมกับกล้องหลังที่มีความละเอียดสูงสุดถึง 64 ล้านพิกเซล ทำให้เราได้ภาพที่คมชัดสุดๆ สามารถนำภาพมาซูมดูในระยะไกลๆ ได้โดยภาพไม่แตกเพราะขนาดพิกเซลที่สูงสุด ทั้งยังทำให้เราเห็นรายละเอียดส่วนเล็กส่วนน้อยของภาพได้อย่างชัดเจนด้วย

 

ความฉลาดแยกแยะหมวดหมู่ภาพอัตโนมัติด้วย AI

ฟีเจอร์นี้ถือเป็นการแสดงความฉลาดของ AI ที่อยู่ใน Vivo NEX 3 ที่สามารถระบุสิ่งต่างๆ ได้หลายหมวดหมู่แบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยทำการปรับแสงและสีให้เหมาะสมกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเรามากที่สุด

 

ใกล้สุดด้วยฟีเจอร์ Macro

สำหรับฟีเจอร์ Macro หรือการถ่ายใกล้วัตถุในรุ่นนี้สามารถทำได้ใกล้สุดถึง 2.5 เซนติเมตร เรียกว่าเห็นทุกรายละเอียดที่ตาปกติของเราแทบจะมองไม่เห็น ซึ่งความคมชัดและเฉดสีทั้งหมดก็ยังเก็บไว้ได้ดีมากๆ แทบไม่ต่างจากการถ่ายแบบปกติเลย

 

มุมกว้างสุดผ่านเลนส์ Super Wide Angle 120 องศา

ใครที่ชอบถ่ายภาพวิวหรือบรยากาศสวยๆ ที่ต้องเก็บให้ครบทั้งหมด เลนส์ Super Wide Angle ใน Vivo NEX 3 จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ได้ดีเพราะมีมุมกว้างถึง 120 องศา เก็บองค์ประกอบได้ครบ แถมเรื่องสีสันก็ยังจัดเต็มให้เราเหมือนเดิมครับ ได้ทั้งมุมกว้างได้ทั้งภาพสวยๆ กันไปเลย

นอกจากที่เลนส์ Super Wide Angle จะถ่ายบรรยากาศได้ครบแล้ว การใช้เลนส์นี้ถ่ายบุคคลก็ทำให้ดูสวยงามไปอีกแบบเช่นกัน

 

เปลี่ยนกลางคืนให้คมชัดผ่านฟีเจอร์ Super Night Mode 2.0

ใน Super Night Mode 2.0 ถือว่าทำออกมาได้ดีมากขึ้นกว่ารุ่นเดิมมาก เพราะเวลาที่ให้โหมดกลางคืนเราไม่ต้องถือให้นิ่งในระยะเวลาที่นาน แค่เพียง 2-3 วินาที ระบบก็ประมวลผลเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งภาพที่ได้ในตอนกลางคืนจะมีความสว่างมาก สว่างจนเห็นก้อนเมฆในฟ้าที่มืดๆ ได้ แถมรายละเอียดเล็กๆ น้อยก็เก็บมาให้ครบ เช่น ตัวอักษรหรือแสงสีในระยะไกลก็แทบไม่เบลอออกจากภาพเลย

 

ถ่ายบุคคลได้งามด้วย Portrait Master

เรื่องของการถ่ายภาพบุคคล Portrait ก็ทำได้อยากยอกเยี่ยมเช่นเคย โดยจะมีฟีเจอร์ให้เลือกใช้งานกันเพียบ ตั้งแต่การเบลอฉากหลังที่ทำได้อย่างเนียนตา มีการตัดขอบรอบตัวบุคคลที่ยอดเยี่ยมไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายเบลอหายไป

 

ทั้งนี้ ในโหมดบุคคลทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังยังมีการปรับใบหน้าสวยให้แบบอัตโนมัติด้วย AI ไม่ว่าจะเป็นผิวนวล, โทนสีผิว, ตาโต หรือความขาว ซึ่งเราไม่ต้องกลัวเลยว่า AI จะปรับให้ดูเกินจริง แต่สิ่งที่ได้คือความเป็นธรรมชาติและความสวยงามของใบหน้าครับ

กล้องหน้า

กล้องหลัง

 

นอกจากนี้ ก็ยังมีฟีเจอร์เอฟเฟ็กต์แสงถ่ายภาพบุคคลที่มีให้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง โดยจะเป็นเอฟเฟ็กต์ให้เลือกประมาณ 5-6 แบบ ทำให้การถ่ายภาพนั้นดูมีมิติมากขึ้น แถมยังช่วยให้ถ่ายได้เพลินๆ ไม่มีเบื่อเลยด้วยครับ

กล้องหน้า

กล้องหลัง

 

เซลฟี่สุดน่ารักด้วย AR

มีมาให้แน่นอนสำหรับสติ๊กเกอร์สุดน่ารักแบบ AR ที่ใน Vivo NEX 3 มีให้เลือกกันหลาย 10 แบบเลยทีเดียว จะหน้าแมว, หน้าหมี, ติดดาว, ใส่แว่น, โชว์รวย ก็จัดมาแบบเต็มๆ เลือกไม่ถูกกันเลยทีเดียวว่าจะถ่ายสติ๊กเกอร์ AR แบบไหนก่อน

 

สรุปจุดเด่น

  • หน้าจอแบบใหม่ Waterfall FullView Display ให้ทั้งความกว้างถึง 6.89 นิ้ว และได้เฉดสีที่คมชัดสุดๆ ผ่านหน้าจอแบบ POLED
  • ใช้หน่วยประมวลผลระดับท็อปอย่าง Snapdragon 855+ ควบคู่กับ RAM 8GB และความจุ ROM 128GB ทำให้ใช้งานได้ลื่นและคล่องมากๆ
  • กล้องหลัง 3 เลนส์มีให้เลือกใช้งานหลายฟีเจอร์ทั้ง Macro, Super Night Mode 2.0, Super Wide Angle หรือ Portrait ที่ทำได้สวยงามมากๆ
  • กล้องหน้า Pop-Up ถ่ายเซลฟี่ได้อย่างสวยงาม
  • แบตเตอรี่ที่ให้มาถึง 4500mAh ทำให้ใช้งานได้นานตลอดทั้งวัน และยังชาร์จเร็วด้วย Vivo FlashCharge กำลังไฟ 22.5W

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ไม่สามารถเพิ่ม MicroSD ได้
  • การถ่ายวิดีโอยังไม่มีระบบกันสั่นไหว

 

สำหรับ Vivo NEX 3 มีให้เลือกเพียงสีเดียว คือ Glowing Night (สีดำ) ในราคา 24,999 บาท โดยสามารถซื้อได้แล้วตั้งแต่วันนี้ผ่านร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ หรือผ่านออนไลน์ที่ LAZADA

Android News

OPPO A9 2020 สเปคแรงสุด จัดเต็มทุกฟีเจอร์ The Best Super Spec Smartphone ของปี 2019

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

OPPO A9 2020 The Best Super Spec Smartphone

OPPO A9 2020 สมาร์ทโฟนสเปคแรงสุดในปี 2019 ราคาไม่ถึง 9,000 บาท อัดแน่นด้วยฟีเจอร์ใหม่เพียบจนได้ฉายา The Best of Super Spec Smartphone ซึ่งเป็นรุ่นที่น่าสนใจ คุ้มค่าคุ้มราคา

ดีไซน์ระดับพรีเมี่ยม

OPPO A9 2020 Marine GreenOPPO A9 2020 Marine Green

ด้านดีไซน์ต้องบอกว่า OPPO ได้สร้างเอกลักษณ์ให้มีความโดดเด่นในทุกรุ่นจริงๆ โดยรุ่น OPPO A9 2020 สี Marine Green และ Space Purple เราจะเห็นถึงการไล่เฉดจากสีเชียวอ่อนรอบนอกค่อยๆ เข้มขึ้นไปจบที่ตรงกลางเครื่อง และยังมี

 

OPPO A9 2020

อีกหนึ่งสีใหม่ OPPO A9 2020 Vanilla Mint ซึ่งเป็นสีที่กำลังมาในเทรนด์สีของปี 2020

 

OPPO A9 2020

OPPO A9 2020 มีหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ 6.5 นิ้ว New Waterdrop Screen ซึ่งเป็นการดีไซน์รอยบากทรงหยดน้ำให้มีขนาดเล็กลงกว่าเดิมถึง 31.4% และมีพื้นที่ในการใช้งานมากขึ้น เห็นหน้าจอได้เต็มตา ขณะที่ตัวเครื่องก็ไม่ใหญ่จนเกินไป ยังคงจับถือได้สะดวกเหมือนเดิม อีกทั้งยังมาพร้อมกับโหมดถนอมสายตาตัดแสงสีฟ้า (Blue Shield) ออกไปได้อย่างสมบูรณ์แบบมากขึ้นทำให้เราเสียสายตามากนักระหว่างการใช้งานช่วงกลางคืนหรือช่วงที่แสงน้อย รวมไปถึงหากใครที่ใช้งานกลางแจ้งก็ยังมีฟีเจอร์ Sunlight Screen ที่ทำให้เราเห็นหน้าจอแสดงผลได้ชัดเจนขึ้นอีกด้วย

 

สเปคแรงสุด ใช้งานลื่นไหล

OPPO A9 2020

OPPO A9 2020 มาพร้อมกับฉายา “Super Spec” ก็ได้จัดหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 665 AIE ควบคู่กับกับ RAM 8GB, ROM 128GB ช่วยให้ใช้งานได้อย่างลื่นไหล

 

OPPO A9 2020

ต้องบอกกันก่อนว่า OPPO A9 2020 ยังจัดเทคโนโลยี Game Boost 2.0 ที่จะมี 2 ความสามารถหลักๆ ได้แก่ Frame Boost ที่จะช่วยให้เฟรมเรทไม่เหวี่ยงพร้อมเล่นได้ไหลลื่นตลอดทั้งเกม และ Touch Boost ที่ทำให้การสัมผัสทุกอย่างภายในเกมมีการตอบสนองเร็วขึ้น แถมยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผลกราฟฟิก และสามารถคาดการณ์ความล่าช้า (Latency) ที่สามารถเกิดขึ้นและตอบสนองอย่างรวดเร็วเพื่อให้เกมไม่กระตุกหรือเฟรมเรทเหวี่ยง เป็นต้น

 

OPPO A9 2020

เล่นเกมยอดนิยมอย่าง ROV ปรับกราฟิกทุกอย่างเป็นระดับสูงสุดทั้งหมด เฟรมเรทสูงสุด และการแสดงผลระดับสูง ซึ่งภายในเกมตั้งแต่ช่วงต้นเกมไปถึงจบเกม เฟรมเรทแทบไม่มีเหวี่ยงให้เห็น จะอยู่ที่ 58-60fps ตลอด แถมในช่วงบวกกันแบบครบทีมที่ต่างคนต่างปล่อยสกิลก็ต้องยิ่งใช้กราฟิกมากแต่ความสมูทของเกมกลับไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อย ทั้งนี้ระบบสัมผัสก็ทำให้ไหลลื่นมากๆ

สำหรับแฟนๆ ROV แนะนำให้เปิดกราฟิกทุกอย่างให้สูงที่สุดเพื่อให้ได้ประสบการณ์แบบเต็มที่ แถมสเปคระดับนี้ก็ยังไม่ต้องกังวลด้วยว่าจะเล่นแล้วหัวร้อนเพราะกระตุกหรือแบตเตอรี่จะหมด เพราะสมาร์ทโฟนราคาเบาแต่สเปคแรงเครื่องนี้ทำได้อย่างยอดเยี่ยมมากๆ

 

เสียงกระหึ่ม แบตอึดทั้งวัน

OPPO A9 2020

นอกจากความเร็วแรงแล้ว OPPO A9 2020 ยังมีระบบเสียง Dolby Atmos และ Hi-res Audio โดยความพิเศษของ Dolby Atmos ในรุ่นนี้ไม่จำเป็นต้องเสียบหูฟังเหมือนสมาร์ทโฟนรุ่นกลางๆ รุ่นอื่น เพราะเสียงจะออกมาแบบกระหึ่มผ่านลำโพงด้านบนและด้านล่างทันที ทั้งยังมีการแบ่งแยกเสียงฝั่งซ้ายและฝั่งขวาได้อย่างชัดเจนอีกด้วย ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ประทับใจสมาร์ทโฟนราคาต่ำหมื่นรุ่นนี้

 

OPPO A9 2020

OPPO A9 2020 มาพร้อมกับแบตเตอรี่ที่มีความจุมากถึง 5,000 mAh ทำให้เราใช้งานดูหนังหรือเล่นโซเชียลต่างๆ ได้แบบเต็มวัน หรือหากชอบเล่นเกมไม่ว่าจะ PUBG Mobile หรือ ROV ก็เล่นได้นานติดต่อกันได้ถึง 5-6 ชั่วโมง แบบ Non-Stop และตัวเครื่องก็ยังร้อนไม่มากอีกด้วยเมื่อเทียบกับระยะเวลาของการเล่น

 

OPPO A9 2020

ไม่เพียงแต่แบตเตอรี่อึดใช้งานได้ยาวนาน เพราะ OPPO A9 2020 มีฟีเจอร์ Reverse Charging สำหรับชาร์จแบตให้กับเครื่องอื่นได้ด้วย ผ่านสาย OTG

 

กล้องถ่ายสวยทุกสถานการณ์

OPPO A9 2020

ด้านการถ่ายรูป OPPO A9 2020 มีกล้องหลัง 4 ตัว ทำให้ถ่ายได้ครบทุกสถานการณ์ โดยกล้องหลักสามารถถ่ายภาพได้ความละเอียดสูงสุดถึง 48 ล้านพิกเซล

 

OPPO A9 2020 OPPO A9 2020

กล้องหลัก 48 ล้านพิกเซล ทำให้เราได้ภาพที่มีขนาดใหญ่ มีรายละเอียดสูง และคมชัดมากกว่าการถ่ายด้วยกล้องมือถือทั่วไป

 

OPPO A9 2020 OPPO A9 2020

OPPO A9 2020 ยังมาพร้อมกับเลนส์ Ultra Wide-Angle ที่มีองศากว้างถึง 119 องศาอีกด้วย โดยจะเหมาะสำหรับการถ่ายภาพวิวหรือสถานที่ท่องเที่ยวที่มีตึกสูงๆ ช่วยให้ได้ภาพบรรยากาศรอบข้างได้แบบครบองค์ประกอบ หรือใครอยากได้ภาพเต็มตาแต่อยู่ใกล้วัตถุมาก เลนส์นี้จะช่วยเราได้มากเลยทีเดียว

 

OPPO A9 2020

OPPO A9 2020 มาพร้อมฟีเจอร์ Ultra Night mode 2.0 ที่สามารถเปิดหน้ากล้องได้นานมากขึ้น เก็บแสงได้ดีกว่าการถ่ายด้วยโหมดทั่วไป อีกทั้งยังช่วยลด Noise จึงทำให้การถ่ายภาพกลางคืนนั้นง่ายมากๆ และโหมดนี้ยังสามารถใช้ร่วมกับเลนส์ Ultra-Wide ได้ด้วย

 

OPPO A9 2020

สำหรับโหมดภาพถ่ายบุคคลแบบหน้าชัดหลังละลายจากกล้องของ OPPO A9 2020 จะเป็นการทำงานร่วมกันของกล้องหลักและกล้อง Portrait ทำให้การละลายฉากหลังทำได้เป็นธรรมชาติ

 

OPPO A9 2020

กล้องหน้าของ OPPO A9 2020 มาพร้อม AI Beautification ที่ปรับแต่งใบหน้าสวยให้อัตโนมัติโดยที่แทบไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม เพราะ AI จะคำนวณให้แล้วทั้งหมด ไม่ว่าจะเซลฟี่มุมไหนก็ออกมาสวยในทุกสภาพแสง

 

OPPO A9 2020 New Price 2020

ได้เห็นฟีเจอร์ที่อัดแน่นอยู่ใน OPPO A9 2020 กันแล้ว ต้องบอกว่าจัดเต็มทุกด้านจริงๆ สมกับเป็น The Best Super Spec Smartphone และล่าสุดได้มีการปรับราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 7,999 บาทเท่านั้น ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคมเป็นต้นไป เรียกได้คุ้มกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว!!

อ่านต่อ...

Android News

จับตา realme แบรนด์สมาร์ทโฟนที่เติบโตแบบก้าวกระโดด และก้าวสู่ความเป็นผู้นำที่เหนือกว่าในยุค 5G

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

realme-X50-5G

ปัจจุบันไม่มีใครไม่รู้จัก realme แบรนด์สมาร์ทโฟนที่ก่อตั้งได้เพียง 2 ปี แต่มีการเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราการเติบโตต่อปีกว่า 500% และประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในทุกรุ่นที่เข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทย

ความสำเร็จของ realme ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาจากความมุ่งมั่นในการพัฒนาสมาร์ทโฟนที่อัดแน่นด้วยสเปคที่เร็วแรงระดับพรีเมี่ยม แต่ราคาสุดคุ้มค่า ซึ่งก็ทำให้ในปัจจุบัน realme ได้ขยายตลาดครอบคลุมถึง 22 ประเทศ ใน 4 ทวีป และส่งผลให้ realme มีผู้ใช้งานมากกว่า 24 ล้านคนทั่วโลก และขึ้นมาเป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนที่มียอดขายเป็นอันดับ 7 ของโลกได้อย่างรวดเร็ว

สิ่งหนึ่งที่ต้องชื่นชม realme คือความมุ่งของแบรนด์ที่จะสร้างความแตกต่างเพื่อให้ลูกค้าประทับใจ ถึงแม้ว่าราคาเป็นสิ่งที่ลูกค้าคำนึงถึงมากที่สุด แต่ realme ก็ไม่ยอมละลายที่จะมองประสบการณ์การใช้งานสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไม realme เติบโตเร็วและมีแฟนๆ ทั่วโลกเป็นจำนวนมากภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี เท่านั้น

realme X2 Pro Master Edition Redbrick

ด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีที่เหนือชั้นทำให้สมาร์ทโฟน realme คว้ารางวัลกว่า 50 รางวัล จากหลากหลายสาขา อาทิ สมาร์ทโฟนที่ทรงพลังที่สุด สมาร์ทโฟนเรือธงคุณภาพเยี่ยม และสมาร์ทโฟนที่เป็นที่สุดแห่งความคุ้มค่า โดยล่าสุดได้ร่วมกับดีไซน์เนอร์ระดับโลก Naoto Fukasawa สร้างสรรค์สมาร์ทโฟนที่สุดแห่งสไตล์ realme X2 Pro Master Edition สี Redbrick เป็นการผลักดักแบรนด์ให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่เน้นดีไซน์มากขึ้น

สำหรับประสิทธิภาพตัวเครื่องสมาร์ทโฟน realme จะมาพร้อมกับชิปแพลตฟอร์มในรูปแบบ SoC (System On a Chip) ซึ่งเป็นชิปเซ็ตที่รวมทุกระบบอยู่ภายในชิปเพียงตัวเดียว เพื่อเน้นย้าถึงประสิทธิภาพการทำงานและกานพัฒนาแพลตฟอร์มที่ก้าวหน้าเหนือคู่แข่ง

realme-X50-5G-in-China

การเติบโตแบบก้าวกระโดดไม่ได้ทำให้ realme หยุดพัฒนา เพราะล่าสุด realme ได้พัฒนาไปอีกขั้นจากการร่วมมือกับผู้ผลิตชิปเซ็ตและซัพพลายเออร์ชั้นนำระดับโลกในการอัปเกรดประสิทธิภาพการทำงานสำหรับสมาร์ทโฟน realme ทุกระดับราคา และเตรียมนำเสนอสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมชิปเซ็ตรุ่นล่าสุด ซึ่งรองรับการใช้งานสัญญาณ 5G เป็นครั้งแรก และมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยอีกมากมายด้วย

การพัฒนาสมาร์ทโฟนให้รองรับ 5G ของ realme จะทำให้ลูกค้าได้รับประโยชน์และสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี 5G ได้ง่ายมากขึ้น เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า realme เป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนเน้นความคุ้มค่า และ realme ก็มุ่งมั่นที่จะนำเสนอเทคโนโลยี 5G ในผลิตภัณฑ์ทุกช่วงระดับราคา ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ และมีดีไซน์ที่ยอดเยี่ยม

สมาร์ทโฟนที่เปิดตัวในประเทศจีนในปีนี้จะเป็นรุ่นที่รองรับการใช้งาน 5G ทั้งหมด เพื่อการก้าวสู่ความเป็นผู้นำที่เหนือกว่าในยุค 5G ซึ่งปัจจุบันในประเทศจีนพร้อมใช้งาน 5G แล้ว ในขณะเดียวกัน realme ก็เดินหน้าลุยตลาดผลิตภัณฑ์ 4G สำหรับทั่วโลก โดยชูจุดเด่นความได้เปรียบคู่แข่งในเรื่องของสเปคแรงราคาไม่แพง และเตรียมพร้อมสำหรับ 5G อีกด้วย อีกทั้งถ้ามองในเรื่องของระยะเวลาจะเห็นว่า realme มีความรวดเร็วในการพัฒนาและใช้ระยะเวลาการผลิตน้อย ทำให้ realme เป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนที่มีความกดดันน้อยที่สุด

ตามรายงานล่าสุด realme X50 จะประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศจีนวันที่ 7 มกราคมนี้ ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของ realme ที่รองรับการใช้งาน 5G โดยสเปคที่หหลุดออกมาตามรายงานก่อนหน้านี้บอกว่าจะมาพร้อมกับหน้าจอแสดงขนาด 6.67 นิ้ว Refresh Rate 120Hz ใช้หน่วยประมวลผล Snapdragon 765G Octa-Core

ยังไม่หมดแค่นั้น realme ยังได้จับมือกับพันธมิตรอุตสาหกรรมเพื่อสร้างอีโคซิสเต็มเทคโนโลยีบนรากฐาน 5G เพราะในยุคของ 5G ไม่มีบทสำคัญเฉพาะบนสมาร์ทโฟนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงผู้ให้บริการเครือข่าย นักพัฒนาแอปพลิเคชั่น บริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต และพันธมิตรอุตสาหกรรมอื่นๆ

การเตรียมความพร้อมสำหรับ 5G เป็นสิ่งที่ตอกย้ำว่า realme พร้อมแล้วที่จะเสนอเทคโนโลยีใหม่สุดล้ำบนสมาร์ทโฟนที่มีประสิทธิภาพและมุ่งมั่นก้าวสู่ความเป็นผู้นำที่เหนือกว่าในยุค 5G รอติดตามงานเปิดตัว realme X50 5G ไปพร้อมๆ กันได้ในวันที่ 7 มกราคมนี้

อ่านต่อ...

Android App

รีวิว Goodnight App แชทสนุกด้วยเสียง พบปะเพื่อนใหม่ หาคนพิเศษเพื่อบอกฝันดี!

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

Goodnight App Review

วันนี้มีแอปพลิเคชั่นแชทสนุกๆ ด้วยเสียงที่มีชื่อว่า Goodnight ซึ่งเป็นแอปที่จะทำให้ใครที่กำลังเหงาๆ ได้หาคนพิเศษเพื่อบอกฝันดีผ่านการแชทโทรด้วยเสียง เพราะการหาเพื่อนคุยไม่ได้ดูแค่รูปร่างหน้าตาอีกต่อไป

Goodnight เป็นแอปพลิเคชั่นหาเพื่อน หาคู่ ที่แตกต่างจากแอปหาคู่ทั่วไปที่ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่รูปร่างหน้าตาและเร่งรัดในการจับคู่ให้ได้เร็วที่สุด แต่เจ้าแอปตัวนี้จะเริ่มจากการโทรด้วยเสียง แล้วสามารถเลือกได้ว่าต้องการแชทต่อหรือเป็นเพื่อนต่อไปหรือไม่โดยการกดหัวใจ ซึ่งดูแล้วน่าสนใจมากๆ ก็เลยจะมารีวิวการใช้งานให้ทุกคนได้ดูกัน

 

Goodnight App Review

ก่อนอื่นเลยต้องไปดาวน์โหลดแอป Goodnight มาติดตั้งบนสมาร์ทโฟนของเราก่อน iOS และ Android หลังจากติดตั้งแอปพลิเคชั่นเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถสมัครใช้งานได้ง่ายๆ ด้วยบัญชี Google หรือสมัครด้วยอีเมล

 

Goodnight App Review

จากนั้นก็ใส่ชื่อเล่น เลือกเพศ และวันเกิดให้เรียบร้อย เพียงเท่านี้ก็เป็นการสมัครใช้งานเรียบร้อยแล้ว

 

Goodnight App Review

เมื่อเข้ามาในแอป Goodnight เราจะเห็นรายชื่อผู้ใช้งานที่กำลังออนไลน์อยู่ สังเกตได้จากจุดสีเขียวที่รูปโปรไฟล์ และมีปุ่มสำหรับโทรหาได้ทันที

 

Goodnight App Review

ก่อนที่เราจะไปโทรหาใครสักคน มาตั้งค่าโปรไฟล์ของเราก่อนดีกว่าเพื่อให้ระบบสามารถแนะนำเพื่อนใหม่และเลือกจับคู่ได้ตรงใจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนรูปไปรไฟล์ ตำแหน่งที่ตั้ง ระยะทาง เพศ อายุ และภาษาที่ต้องการคุย

 

Goodnight App ReviewGoodnight App Review

จากนั้นก็กลับมาที่แท็บออนไลน์เพื่อเริ่มหาเพื่อนใหม่ ถ้าอยากคุยกับคนไหนก็กดปุ่มโทรได้เลย หรือถ้าไม่รู้จะโทรหาใครก็สามารถใช้ปุ่มสุ่มโทรก็ได้เช่นกัน โดยระบบจะทำการจับคู่ที่เหมาะสมให้อัตโนมัติตามการตั้งค่าของเรา ซึ่งในครั้งแรกเราจะได้เวลาสำหรับคุยกัน 7 นาที ถ้าเกิดถูกใจและอยากคุยต่อ สามารถกดหัวใจเพื่อสานต่อความสัมพันธ์กันได้เลย

 

Goodnight App Review

ถ้าได้คนถูกใจแล้ว ก็สามารถเริ่มแชทคุยกันต่อได้เลยที่ช่องแชท ซึ่งในส่วนนี้ก็แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ในส่วนของ “เพื่อน” จะรวมประวัติแชทกับคนที่เรากดหัวใจเป็นเพื่อนเพื่อคุยต่อ และ “ผู้ใช้อื่น” จะเป็นประวัติแชทที่เราไม่ได้กดคุยเป็นเพื่อนแล้ว

 

Goodnight App Review

อีกหนึ่งความพิเศษของ Goodnight คือการเลือกภาษาและประเทศที่ต้องการหาเพื่อนคุย ซึ่งตรงนี้จะช่วยให้เราได้พบเจอเพื่อนใหม่ๆ ที่ไม่ใช่คนไทยได้ด้วย และได้โอกาสที่เราจะฝึกใช้ภาษาต่างประเทศกันได้แบบไม่ต้องเขินอาย

 

Goodnight App Review

เห็นความสนุกของแอป Goodnight กันไปแล้ว ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งแอปที่ช่วยให้เราได้พบเจอเพื่อนใหม่จากการโทรด้วยเสียงแทนที่จะมองแค่รูปโปรไฟล์เพียงอย่างเดียว และถ้าใครกำลังเหงาๆ อยากพบปะเพื่อนใหม่ ก็เข้ามากันได้เลยในแอป Goodnight ดาวน์โหลดฟรีคลิกเลย iOS และ Android

นอกจากนี้แล้วถ้าใช้งานแล้วถูกใจ Goodnight ก็สามารถสมัครสมาชิกแบบ VIP เพื่อแชทหากันได้ไม่อั้น รวมไปถึงปลดล็อคฟีเจอร์คนที่อยู่ใกล้เคียงเราได้ด้วย ทำให้หาเพื่อนใหม่ได้รวดเร็วมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งแอปตัวนี้ในเกาหลีใต้และไต้หวันฮิตกันมากๆ รู้แบบนี้ก็รีบไปโหลดแอปพลิเคชั่น Goodnight มาเล่นกันได้เลย

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

OPPO A9 2020 The Best Super Spec Smartphone OPPO A9 2020 The Best Super Spec Smartphone
Android News1 สัปดาห์ ที่แล้ว

OPPO A9 2020 สเปคแรงสุด จัดเต็มทุกฟีเจอร์ The Best Super Spec Smartphone ของปี 2019

OPPO A9 2020 สมาร์ทโ...

realme-X50-5G realme-X50-5G
Android News3 สัปดาห์ ที่แล้ว

จับตา realme แบรนด์สมาร์ทโฟนที่เติบโตแบบก้าวกระโดด และก้าวสู่ความเป็นผู้นำที่เหนือกว่าในยุค 5G

ปัจจุบันไม่มีใครไม่ร...

Goodnight App Review Goodnight App Review
Android App4 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว Goodnight App แชทสนุกด้วยเสียง พบปะเพื่อนใหม่ หาคนพิเศษเพื่อบอกฝันดี!

วันนี้มีแอปพลิเคชั่น...

รีวิว Vivo V17 รีวิว Vivo V17
Featured1 เดือน ที่แล้ว

รีวิว Vivo V17 สมาร์ตโฟน “ฉีกทุกกฏในทุกช็อต” หน้าจอ Ultra O Screen, แบตอึด 4500mAh ชาร์จเร็ว 18W และกล้อง AI 4 เลนส์

Vivo V17 สมาร์ตโฟนที...

AIS Ultimate Surprizes 5 Point AIS Ultimate Surprizes 5 Point
Featured1 เดือน ที่แล้ว

เซอร์ไพรส์ส่งท้ายปี “5 พอยท์ลุ้น GADGETS สุดคูล” ยิ่งกดมากยิ่งมีสิทธิ์มาก

เซอร์ไพรส์ส่งท้ายปีเ...

Advertisement

ข่าวใหม่วันนี้

ข่าวประชาสัมพันธ์19 นาที ที่แล้ว

AIS Serenade ส่ง Serenade Great Deal เอาใจสาวกสมาร์ทโฟน ใช้ AIS Points แลกรับส่วนลดค่าเครื่องสูงสุด 18,000 บาท

เอไอเอส เซเรเนด ตอกย...

Android News54 นาที ที่แล้ว

Samsung Quick Share อาจเป็นฟีเจอร์ใหม่ใน Galaxy S20 Series ส่งไฟล์ได้เร็วเหมือน AirDrop

นอกจากในเรื่องของฮาร...

ข่าวประชาสัมพันธ์6 ชั่วโมง ที่แล้ว

ตอกย้ำความสำเร็จ realme แบรนด์สมาร์ทโฟนน้องใหม่กับการเติบโตอย่างรวดเร็ว การันตีด้วยรางวัลชั้นนำจากหลายประเทศในปี 2562

ในปี 2562 realme (เร...

Android News6 ชั่วโมง ที่แล้ว

หลุดสเปค Samsung Galaxy A11 ผ่าน FCC มีกล้อง 3 เลนส์, แบต 4000mAh และอาจใช้ Snapdragon 625 หรือ 626

หลังจากที่ Samsung เ...

Wearable7 ชั่วโมง ที่แล้ว

รีวิว HONOR FlyPods Lite หูฟัง True Wireless น้ำหนักเบา ดีไซน์สวย ฟังเพลงได้ชิวๆ และการควบคุมที่แสนง่าย

HONOR FlyPods Lite ห...

กำลังมาแรง