Connect with us

ข่าวประชาสัมพันธ์

ใหม่ล่าสุด Surface Laptop 3 และ Surface Pro 7 วางจำหน่ายในไทยแล้ว

Published

on

Surface Laptop 3 และ Surface Pro 7 วางจำหน่ายในไทยแล้ว ใหม่ล่าสุดจากตระกูล Surface พร้อมด้วยความสามารถรอบด้าน ตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างเฉพาะตัว ด้วยศักยภาพที่เหนือชั้นกว่าเดิม

Surface Laptop 3 and Surface Pro 7

ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ประกาศวางจำหน่าย Surface Pro 7 และ Surface Laptop 3 อย่างเป็นทางการแล้ว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผ่านตัวแทนจำหน่ายของไมโครซอฟท์ ได้แก่ Banana IT, IT City, JIB Lazada-Microsoft flagship store และ Shopee-Microsoft Authorized Store พร้อมด้วยช่องทางจำหน่ายสำหรับลูกค้าภาคธุรกิจจาก Add in Business และ Ciphermed

Surface รุ่นใหม่นี้ได้รับการออกแบบที่เน้นประสิทธิภาพการทำงานที่คล่องตัวสำหรับยุคโมบายอย่างแท้จริง จึงเป็นไลน์ผลิตภัณฑ์ที่ทำงานได้รอบด้าน ยืดหยุ่น และเป็นตัวคุณมากยิ่งขึ้น

“เราได้เห็นกระแสตอบรับที่ดีตลอดช่วงการเปิดสั่งจองล่วงหน้าที่ผ่านมา ในนามของไมโครซอฟท์ประเทศไทยดิฉันต้องขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านเป็นอย่างสูง และในวันนี้ Surface รุ่นใหม่พร้อมให้เป็นเจ้าของแล้ว ซึ่งดีไวซ์ใหม่ล่าสุดในตระกูล Surface นี้ถูกออกแบบมาเพื่อคนทำงานยุคนี้ มีให้เลือกตามลักษณะการใช้งานเฉพาะตัว ทำงานได้หลายรูปแบบ พร้อมรูปลักษณ์ที่สวยงาม พรีเมี่ยมขึ้น และตอบสนองการทำงานได้อย่างรวดเร็ว และแน่นอนว่ามากับศักยภาพที่เหนือกว่าเดิม เน้นการทำงานแบบมัลติทาสก์ ช่วยให้คุณทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในทุกที่ ทุกเวลาได้อย่างปลอดภัยบนแพลตฟอร์มของไมโครซอฟท์” นางสาวชนิกานต์ โปรณานันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

นางสาวสุมล อนันตธนะสาร​ ผู้จัดการกลุ่มผลิตภัณฑ์ Surface ไมโครซอฟท์ เอเชีย แปซิฟิก​ กล่าวเสริมว่า“ปัจจุบัน องค์กรธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วให้พร้อมรับมือกับความท้าทายรูปแบบใหม่ในยุคดิจิทัล การเสริมให้พนักงานทำงานได้อย่างคล่องตัว ยืดหยุ่น เพื่อนำศักยภาพที่ดีที่สุดของพวกเขาออกมา จึงจำเป็นต้องมาพร้อมกับดีไวซ์ที่เหมาะสมกับวิถีการทำงานของแต่ละคนให้มากที่สุดและต้องมากับระบบความปลอดภัยที่ไว้วางใจได้ เราเชื่อว่าด้วยดีไวซ์ใหม่ล่าสุดในตระกูล Surface ที่ทำงานบนแพลตฟอร์มวินโดวส์ของเราเอง จะช่วยให้พนักงานทำงานได้อย่างคล่องตัวในทุกสถานการณ์ พร้อมด้วยสมรรถนะที่เหนือชั้นกว่าเดิม”

Surface Laptop 3

Surface Laptop 3: ความลงตัวที่สมบูรณ์แบบของขุมพลังและความสง่างาม

Surface Laptop 3 รุ่นล่าสุดนี้ ยังคงคอนเซปต์การออกแบบที่บางเฉียบ เรียบหรู และบางเบา แต่เร็วกว่าดีไวซ์รุ่นก่อนๆ ถึงสองเท่าตัว และมาพร้อมกับความสามารถในการทำงานแบบมัลติทาสก์ที่เร็วยิ่งขึ้นและกราฟิกที่ดียิ่งขึ้น

Surface Laptop 3 มีหน้าจอสองขนาด คือ 13.5 และ 15 นิ้ว โดยรุ่นหน้าจอ 13.5 นิ้วใช้โปรเซสเซอร์ Intel Core เจเนอเรชั่นที่ 10 รุ่นล่าสุด ทำให้ Surface Laptop 3 เร็วและมีประสิทธิภาพสูงกว่าทุกรุ่นในอดีต ขณะที่ Surface Laptop 3 รุ่นหน้าจอ 15 นิ้วมอบจอแสดงผลที่ใหญ่ขึ้นให้กับดีไวซ์ในตระกูล Surface Laptop พร้อมการออกแบบด้วยโลหะล้วนที่สง่างาม พร้อมศักยภาพการแสดงภาพกราฟิกระดับสูงจากโปรเซสเซอร์ของ AMD

เสริมสไตล์ของคุณด้วยสีสันที่สุดหรูอย่างสีดำด้านและสีแพลทตินัม นอกจากนี้ Surface Laptop 3 ยังบางเบา ด้วยน้ำหนักเพียง 1,288 และ 1,265 กรัมสำหรับรุ่นหน้าจอ 13.5 นิ้ว ในสีดำด้านและสีแพลทตินัมตามลำดับ ขณะที่รุ่นหน้าจอ 15 นิ้วมีน้ำหนักเพียง 1,542 กรัม นอกจากนี้ Surface Laptop 3 ยังมีคีย์บอร์ดที่ทนทานพร้อมให้เลือกถึง 2 แบบ ทั้งแบบ Alcantara ที่นุ่มสบาย และโลหะชนิดใหม่

ด้วยความเป็นผู้นำในด้านการพิมพ์ที่สะดวกสบายและแบตเตอรีที่ใช้งานได้ยาวนานตลอดวัน1 ทำให้ Surface Laptop 3 เป็นแล็ปท็อปคู่ใจที่ช่วยให้วันของคุณผ่านไปได้อย่างราบรื่น และด้วยฟีเจอร์ Fast Charging ทำให้สามารถชาร์จแบตเตอรีได้ถึง 80% ภายใน 1 ชั่วโมง2 นอกจากนี้ แทร็กแพดในดีไซน์ใหม่ยังมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นกว่า 20% เพื่อการใช้งานที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น

Surface Laptop 3 ถูกสร้างมาเพื่อคนทำงานยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นฟีเจอร์ Instant On, พอร์ต USB-C และ USB-A และชุดไมค์สตูดิโอสองตัวที่รับสัญญาณเสียงระยะไกลได้สำหรับโหมดการโทรใน Microsoft Teams และการแปลงเสียงเป็นตัวหนังสือใน Office ในขณะที่คุณสามารถควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลของคุณด้วยฮาร์ดไดร์ฟที่ถอดออกได้ เพื่อเก็บรักษาข้อมูลของคุณโดยเฉพาะ3

Surface Pro 7: รับมือได้รอบด้านดังเดิม เพิ่มเติมคือประสิทธิภาพที่สูงกว่า

Surface Pro 7 ด้วยการออกแบบใหม่ทั้งด้านในและนอก Surface Pro 7 ยังมีศักยภาพที่สูงกว่าที่เคยเป็นมาโปรเซสเซอร์ Intel Core เจเนอเรชั่นที่ 10 รุ่นล่าสุด ทำให้ดีไวซ์เร็วกว่ารุ่นก่อนๆ ถึง 2.3 เท่า ประสิทธิภาพการทำงานที่เหนือกว่านี้ทำให้ผู้ใช้สามารถทำงานและสนุกสนานในรูปแบบของพวกเขาจากที่ไหนก็ได้ Surface Pro 7 มีให้เลือกถึง 2 สี คือ
สีดำด้านและสีแพลทตินัม นอกจากนี้ Signature Type Cover, Arc Mouse และปากการุ่นใหม่ที่ใช้งานได้ดียิ่งขึ้น ยังพร้อมช่วยเติมเต็มประสบการณ์การใช้งาน Surface Pro 7 ของคุณให้มีสีสันยิ่งขึ้น

ฟีเจอร์ล่าสุดอย่าง Fast Charging แบตเตอรีที่อยู่ได้ทั้งวัน4 และ Instant On ทำให้ Surface Pro 7 สามารถมอบประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด ความคล่องตัวของการเป็นทั้งแล็ปท็อปและแท็บเล็ตในตัว พร้อมหน้าจอความละเอียดสูง PixelSense Display ขนาด 12.3 นิ้ว แม้ว่าตัวเครื่องจะบางเฉียบและมีน้ำหนักเพียง 775 กรัม

Surface Pro 7 ยังให้ทางเลือกในการเชื่อมต่อกับหน้าจอ ดอคกิ้ง สเตชั่น หรืออุปกรณ์ชาร์จต่างๆ ด้วยพอร์ตที่หลากหลาย อาทิ USB-A, USB-C และ Surface Connect

เอกลักษณ์เฉพาะของดีไวซ์ตระกูล Surface ที่เป็นทั้งแล็ปท็อปและแท็บเล็ตในตัวนี้มาพร้อมกับขาตั้ง (kickstand) ที่มาพร้อมกับเครื่องและ Surface Signature Type Cover5 ที่สามารถแยกจากเครื่องได้ ทำให้ผู้ใช้สามารถจดไอเดียต่างๆ ได้ในรูปแบบที่เป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับไอเดียให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

ไม่ว่าคุณจะใช้ Surface Pro 7 สำหรับการทำงานหรือพักผ่อน ดีไวซ์รุ่นนี้เป็นเพื่อนข้างกายที่สมบูรณ์แบบในชีวิตประจำวัน คุณสามารถพักผ่อนจากการทำงานด้วยการดูภาพยนตร์ที่มีความคมชัดระดับ HD หรือฟังเพลงโปรดของคุณบน Spotify6 ขณะดื่มด่ำไปกับประสบการณ์เสียงคมชัดจาก Dolby Audio Premium

สถานที่จัดจำหน่ายและราคา

Surface Pro, Surface Laptop 3 และอุปกรณ์เสริมของ Surface พร้อมวางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผ่านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของไมโครซอฟท์ ได้แก่ Banana IT, IT City, JIB Lazada-Microsoft flagship store, และ Shopee-Microsoft Authorized Store สำหรับลูกค้าทั่วไป และ Add in Business และ Ciphermed สำหรับลูกค้าภาคธุรกิจ

รุ่น ราคาขายปลีก
Surface Pro 7 (สีดำด้านและแพลทินัมเท่านั้น)
Surface Pro 7 Intel i5/8GB/128GB 29,990
Surface Pro 7 Intel i5/8GB RAM/256GB 40,990
Surface Pro 7 Intel i7/16GB RAM/256GB 49,990
Surface Pro 7 Intel i7/16GB RAM/512GB 64,990
Surface Laptop 3 13.5 นิ้ว (สีดำด้านและแพลทินัมเท่านั้น)
Surface Laptop 3 13.5 นิ้ว Intel i5/8GB RAM/128GB SSD 34,990
Surface Laptop 3 13.5 นิ้ว Intel i5/8GB RAM/256GB SSD 44,990
Surface Laptop 3 13.5 นิ้ว Intel i7/16GB RAM/256GB SSD 52,990
Surface Laptop 3 15 นิ้ว (สีดำด้านเท่านั้น)
Surface Laptop 3 15 นิ้ว AMD R5/8GB RAM/256GB SSD 49,990
อุปกรณ์เสริม
Surface Arc Mouse (สีฟ้า แดง ดำและแพลทินัม) 2,600
Surface Pen (สีฟ้า แดง ดำและแพลทินัม) 3,900
Signature Type Cover สำหรับ Surface Pro 7 (สีฟ้า แดง ดำและแพลทินัม) 5,790

Android News

เปิดตัว “OPPO Reno5 Series 5G” ที่สุดของวิดีโอ Portrait เริ่มต้น 4,490 บาท

Published

on

ออปโป้เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุด “OPPO Reno5 Series 5G” ที่สุดของวิดีโอ Portrait โดย OPPO Reno5 ราคา 10,990 บาท และ OPPO Reno5 5G ราคา 13,990 บาท หรือเริ่มต้นเพียง 4,490 บาท ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ

OPPO Reno5 Series 5G in Thailand

ออปโป้ ไทยแลนด์ เปิดตัว “OPPO Reno5 Series 5G” สมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดที่เป็นที่สุดของสมาร์ทโฟนถ่ายวิดีโอ Portrait ได้แก่ OPPO Reno5 และ OPPO Reno5 5G ภายใต้แนวคิด “Picture Life Together” ให้บันทึกทุกโมเมนต์สุดประทับใจได้ทุกที่ทุกเวลา ด้วยฟีเจอร์สุดล้ำมากมาย อาทิ Dual-view Video บันทึกวิดีโอพร้อมกันทั้งกล้องหน้า-หลัง, AI Mixed Portrait ครั้งแรกของโลกบน OPPO Reno5 ช่วยสร้างสรรค์วิดีโอที่เหนือกว่าโดยการนำวิดีโอ 2 ตัวมาซ้อนกัน, นำเทรนด์ด้วยดีไซน์ฝาหลังที่สวยประกาย บางเบาพร้อมทั้งสามารถสะท้อนเฉดสีถึงพันสี รวมถึงรองรับ 5G และชาร์จไว 65W SuperVOOC 2.0 บน OPPO Reno5 5G โดย OPPO Reno5 เปิดตัวที่ราคา 10,990 บาท และ OPPO Reno5 5G เปิดตัวที่ราคา 13,990 บาท จองได้แล้วตั้งแต่วันนี้ถึง 5 กุมภาพันธ์ รับโปรโมชั่นและของสมนาคุณมูลค่ากว่า 8,000 บาท และพร้อมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการวันที่ 6 กุมภาพันธ์นี้ ณ OPPO Brand Shop  ทุกสาขา และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

OPPO Reno5 Series 5G สมาร์ทโฟนที่ถ่ายวิดีโอ Portrait สวยที่สุด พร้อมให้คุณปลดล็อกพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ และบันทึกทุกโมเมนต์อันน่าประทับใจกับคนรอบข้างด้วยสุดยอดนวัตกรรมเพื่อการถ่ายวิดีโอมากมาย รวมที่สุดของดีไซน์อันโดดเด่นและประสิทธิภาพที่ช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้งานไปอีกขั้นด้วย 3 ไฮไลต์เด็ด ได้แก่

OPPO Reno5 Series 5G in Thailand

ที่สุดของวิดีโอ Portrait ด้วยฟีเจอร์ Dual-view Video และ AI Mixed Portrait

OPPO Reno5 Series 5G สมาร์ทโฟนเพื่อการสร้างสรรค์วิดีโอ Portrait ให้โดดเด่นที่สุดด้วยความสามารถในการสร้างสรรค์วิดีโอที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ด้วยฟีเจอร์ Dual-view Video ที่มีในทั้งสองรุ่น สามารถบันทึกวิดีโอพร้อมกันทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง เพื่อสร้างความทรงจำอันน่าจดจำร่วมกับคนรอบข้าง ปลดล็อกจินตนาการด้วยฟีเจอร์ AI Mixed Portrait ที่มีเฉพาะใน OPPO Reno5 ซึ่งเป็นครั้งแรกของโลกบนสมาร์ทโฟนที่นำเอา Double Exposure Effect มาใช้กับการถ่ายวิดีโอบนสมาร์ทโฟน       ซึ่งเป็นการนำวิดีโอ 2 ตัวมาซ้อนเข้าด้วยกันเกิดเป็นวิดีโอใหม่ที่สวยงามกว่าเดิม โดยทำงานร่วมกับอัลกอริทึม AI ขั้นสูงที่ช่วยตัดขอบตัวบุคคลได้อย่างแม่นยำเพื่อนำไปซ้อนเข้ากับอีกวิดีโอได้อย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ยังได้นำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อสนับสนุนการถ่ายวิดีโอให้สนุกและสวยงามมากยิ่งขึ้น ทั้งการควบคุมแสง ใส่ฟิลเตอร์ปรับสี หรือปรับแต่งใบหน้าสำหรับการถ่ายวิดีโอกล้องหน้าให้ประณีตและเป็นธรรมชาติมากขึ้น

OPPO Reno5 Series 5G ทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมกล้องหลัง 4 กล้อง ความละเอียด 64MP+8MP+2MP+2MP โดย OPPO Reno5 กล้องหน้ามีความละเอียดสูงถึง 44MP ขณะที่ OPPO Reno5 5G มาพร้อมกล้องหน้าความละเอียด 32MP โดยทั้งสองรุ่นสามารถถ่ายวิดีโอได้สูงสุดถึง 4K ที่ 30fps สำหรับกล้องหลัง และรองรับความละเอียด 1080P หรือ 720P ที่ 30fps ในกล้องหน้า

OPPO Reno5 Series 5G in Thailand

สวยงาม บางเบา นำเทรนด์ด้วยเทคโนโลยีดีไซน์ตัวเครื่องที่เรียกว่า Diamond Spectrum Process สร้างเฉดสีใหม่นับพันสีภายในเครื่องเดียว

OPPO Reno5 Series 5G เป็นอีกหนึ่งแฟชั่นไอเทมที่โดดเด่นทุกท่วงท่ากับดีไซน์สวยสะกดทุกสายตากับเทคโนโลยีล่าสุด Diamond Spectrum Process ทำให้ฝาหลังของตัวเครื่องสีเงิน Fantasy Silver ของ OPPO Reno5 และ สีเงิน Galactic Silver ของ OPPO Reno5 5G สามารถสะท้อนเฉดสีได้นับพันในเครื่องเดียวเมื่อมองจากมุมหรือในสภาพแสงที่ต่างกัน ลดการเกิดรอยนิ้วมือเพราะเคลือบผิวฝาหลังแบบด้านด้วยเทคนิค Reno Glow นอกจากนี้ ตัวเครื่องยังมีดีไซน์เบาบาง พกพาได้คล่องตัว

OPPO Reno5 Series 5G in Thailand

โดย OPPO Reno5 มีให้เลือกสองสี ได้แก่ สีเงิน Fantasy Silver และ สีดำ Starry Black ส่วน OPPO Reno5 5G มาในสองสี ได้แก่ สีเงิน Galactic Silver และสีดำ Starry Black

OPPO Reno5 Series 5G ทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมจอ AMOLED FHD+ ขนาด 6.43” แสดงผลความไวสูงถึง 90Hz มอบประสบการณ์ที่ไหลลื่น สมจริง และเต็มตาด้วย Edge-to-edge Display ที่มีอัตราส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่องถึง 91.7%

OPPO Reno5 Series 5G in Thailand

ใช้งานได้อย่างไหลลื่น ไม่มีสะดุด 

OPPO Reno5 ขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง Snapdragon 720G RAM 8GB และ ROM128GB ประสิทธิภาพลื่นไหลไม่แพ้กัน มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 4,310mAh และเทคโนโลยี 50W Flash Charge ชาร์จไวไม่ต้องรอนานเพียง 48 นาที ก็สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ 100%

ส่วน OPPO Reno5 5G รองรับการสื่อสารแห่งอนาคตด้วยเทคโนโลยี 5G และขุมพลัง Snapdragon 765G 5G RAM 8GB และ ROM 128GB มอบประสิทธิภาพการใช้งานได้อย่างรวดเร็วและลื่นไหล มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 4,300mAh และเทคโนโลยีอันเป็นเอกลักษณ์ของออปโป้ 65W SuperVOOC 2.0 ชาร์จไวขั้นสุดเพียง 35 นาที สามารถชาร์จได้ 100%

OPPO Reno5 Series 5G in Thailand

นับว่า OPPO Reno5 Series 5G นั้นเป็นสมาร์ทโฟนที่ถ่ายวิดีโอ Portrait ได้สวยที่สุดในยุคนี้เลยก็ว่าได้ โดยมาด้วยกันสองรุ่น ได้แก่ OPPO Reno5 ราคา 10,990 บาท มี 2 สี ได้แก่ สีเงิน Fantasy Silver และสีดำ Starry Black สำหรับ OPPO Reno5 5G ราคา 13,990 บาท มี 2 สีเช่นเดียวกัน คือ สีเงิน Galactic Silver และสีดำ Starry Black จองได้แล้วตั้งแต่วันนี้ถึง 5 กุมภาพันธ์ พร้อมรับโปรโมชั่นและของสมนาคุณจัดเต็ม

  • สำหรับผู้ที่จอง OPPO Reno5 รับฟรี Smart Scale และ OPPO E-VIP Card มูลค่ารวม 6,299 บาท 
  • สำหรับผู้ที่จอง OPPO Reno5 5G รับฟรี Smart Scale, Bluetooth Speaker และ OPPO E-VIP Card มูลค่ารวม 8,398 บาท
OPPO Reno5 Series 5G in Thailand

เป็นเจ้าของ OPPO Reno5 Series 5G ได้ง่ายขึ้นเมื่อจองผ่านผู้ให้บริการเครือข่าย โดยสามารถเป็นเจ้าของ OPPO Reno5 ในราคาเริ่มต้นเพียง 4,490 บาท และเป็นเจ้าของ OPPO Reno5 5G ในราคาเริ่มต้น 5,490 บาท ระหว่างวันนี้ถึง 5 กุมภาพันธ์นี้ เท่านั้น

โดย OPPO Reno5 Series 5G จะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 6 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป ณ OPPO Brand Shop ทุกสาขา และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/oppothai/

Continue Reading

IT News

นี่คือเหตุผล ทำไม TikTok จึงเป็นแพลตฟอร์มที่มาแรงแห่งปี

Published

on

ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา TikTok แพลตฟอร์มวิดีโอสั้นได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในไลฟ์สไตล์ของผู้คน และได้สร้างกระแสความนิยมและปรากฏการณ์ไปทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทย ซึ่งในวันนี้ TikTok ไม่ได้เป็นเพียงแพลตฟอร์มที่สนับสนุนให้เหล่าครีเอเตอร์ร่วมสร้างสรรค์ความบันเทิงและเสียงหัวเราะให้กับผู้ชมเท่านั้น แต่ TikTok ยังเป็นแหล่งรวมเนื้อหาที่หลากหลายที่ได้สร้างแรงบันดาลใจและเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากมาย จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ที่เราจะมาเจาะลึกกันว่าเพราะเหตุใดที่ทำให้ TikTok จึงได้ชื่อว่าเป็นแพลตฟอร์มที่ประสบความสำเร็จทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยในเวลาอันรวดเร็ว

Why TikTok is the hottest platform of the year

TikTok พื้นที่แห่งการแจ้งเกิดครีเอเตอร์หน้าใหม่ และเพลงดังฮิตติดชาร์ท

หนึ่งในความโดดเด่นของ TikTok คือการเป็นพื้นที่ที่สร้างปรากฏการณ์การแจ้งเกิดครีเอเตอร์จาก “คนธรรมดา” ที่ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นคนดังหรือเซเลบริตี้ ก็สามารถมาสร้างตัวตนและขยายผลคอนเทนท์สุดสร้างสรรค์บนแพลตฟอร์มได้อย่างไม่มีข้อจำกัด ด้วยความโดดเด่นของคอนเทนท์ที่นำเสนอในรูปแบบวิดีโอสั้นที่กำลังมาแรง อีกทั้งความพรั่งพร้อมของ Creative Tools เครื่องมือสร้างสรรค์ทั้งถ่าย ตัดต่อ ใส่สติกเกอร์และเอฟเฟกต์ รวมถึงเสียงเพลงประกอบที่ถูกลิขสิทธิ์มากมาย จึงทำให้การสร้างสรรค์วิดีโอสั้นไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป อีกทั้ง Machine Learning  ของ TikTok ที่ช่วยส่งต่อคอนเทนท์สู่กลุ่มเป้าหมาย จึงส่งผลให้คอนเทนท์มากมายสามารถสร้างกระแสได้ในชั่วข้ามคืน กระทั่งส่งผลให้ครีเอเตอร์มากมายแจ้งเกิดบนแพลตฟอร์ม TikTok และกลายเป็นดาวดังจนสามารถต่อยอดสู่การเป็นครีเอเตอร์อาชีพที่สร้างรายได้ที่มั่นคง

ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างของผู้ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วมากมายในต่างประเทศ เช่น สองพี่น้อง Charli และ Dixie D’Amelio วัยรุ่นชาวอเมริกันที่เป็นนักเต้นและนักสร้างสรรค์ผลงานที่โดดเด่น ซึ่งล่าสุดทั้งคู่เตรียมเป็นนักแสดงในซีรี่ย์ทางแพลตฟอร์ม Hulu หรือแม้แต่ครีเอเตอร์ดังในประเทศไทยอย่าง กิ๊ก TikTok ID : @kik0404 หนึ่งครีเอเตอร์ที่แจ้งเกิดจากการสร้างสรรค์คอนเทนท์สุดครีเอทโดยหยิบเรื่องราวในชีวิตประจำวันมาเล่าเรื่องแบบสะท้อนสังคมปนเรื่องราวที่เรียกรอยยิ้ม จนล่าสุดรับบทเป็นนางเอกเอ็มวีเพลง ไม่ได้เจ็บที่เธอมีใคร(แต่เจ็บที่ใจฉันยังมีเธอ) ศิลปิน May I feat. ฟิล์ม บงกช

และไม่เพียงเท่านั้น TikTok ยังมีส่วนกระตุ้นอุตสาหกรรมเพลงให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ซึ่งเป็นทั้งพื้นที่แจ้งเกิดนักร้อง นักแต่งเพลงรุ่นใหม่ เป็นพื้นที่แห่งการแบ่งปันและแสวงหาความร่วมมือในการสร้างสรรค์ผลงานเพลง รวมถึงเป็นช่องทางสำหรับการเปิดตัวซิงเกิลใหม่ของศิลปินจำนวนมาก จนกลายเป็นเพลงฮิตติดชาร์ทมาแล้วมากมาย ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างในต่างประเทศ เช่น เพลง “Old Town Road” ของ Lil Nas X ส่วนในประเทศไทย กับเพลงที่คุ้นหูกันเป็นอย่างดีกับเพลง “เลิกคุย ทั้งอำเภอเพื่อเธอคนเดียว” ของ ลิลลี่ ได้หมดถ้าสดชื่น ซึ่งนับเป็นซิงเกิลเพลงยอดนิยมที่เดบิวต์เพลงบน TikTok ก่อนจะเกิดกระแสกลายเป็นไวรัลโด่งดังไปทั่วประเทศ รวมถึงเพลง “วิบวับ” ของ ป๊อก Mindset ซึ่งเป็นแทรคสุดฮ็อตหลังจากการเปิดตัวเพลงพร้อมท่าเต้นบน TikTok ในปีที่ผ่านมา

TikTok พื้นที่สำหรับทุกคอนเทนท์

ในวันนี้ TikTok ได้ก้าวผ่านบทพิสูจน์ที่ว่าเป็นเพียงแค่แพลตฟอร์มความบันเทิงเท่านั้น แต่ก้าวสู่การเป็นพื้นที่แห่งการสร้างสรรค์ที่ไร้ขีดจำกัด ที่นอกจากจะมอบความบันเทิงให้กับผู้คนแล้วยังเต็มไปด้วยคอนเทนท์และเรื่องราวที่สามารถส่งต่อแรงบันดาลใจและจุดประกายความสร้างสรรค์ที่ไร้ขีดจำกัด เห็นได้จากการเป็นแพลตฟอร์มที่องค์กรชั้นนำระดับโลกเลือกใช้ในการเป็นพื้นที่ในการนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์และการรณรงค์สร้างสรรค์แคมเปญเพื่อโลกและสังคมมากมาย อาทิ  องค์การอนามัยโลก (WHO – World Health Organization) และกระทรวงสาธารณสุขในประเทศไทย ที่ได้เปิดแอคเคาน์ทางการบน TikTok เพื่อใช้เป็นช่องทางในการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 รวมถึงความร่วมมือกับกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข และ TikTok ในการเผยแพร่คอนเทนท์ที่เป็นประโยชน์และแก้ปัญหาสุขภาพจิตในคนไทยผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล

TikTok แพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อทุกคนในสังคม

เมื่อทุกการเรียนรู้ รวมถึงการเรียนการสอนยุคใหม่ถูกปรับเปลี่ยนไปอยู่ในรูปแบบออนไลน์มากขึ้น TikTok จึงถูกใช้ประโยชน์อย่างมากในการเป็นช่องทางแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเรียนการสอนออนไลน์ รวมถึงการให้ความรู้จากผู้ประกอบอาชีพต่างๆ ซึ่งเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา TikTok ได้เปิดตัวแคมเปญ #TikTokUni ซึ่งเป็นแคมเปญที่เปิดโอกาสให้ครู อาจารย์ นักการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญในแขนงความรู้ต่างๆ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนอคอนเทนท์สาระความรู้ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้คน จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ความสำเร็จมากมาย ทั้งการแจ้งเกิดครีเอเตอร์สายการศึกษาดาวรุ่ง แฮชแท็กยอดนิยมด้านการศึกษาที่แปลกใหม่ อาทิ #เก่งภาษากับTikTok #วิทย์ที่คุณไม่รู้ #TikTokแนะแนว #สังคมต้องรู้ #ถ่ายไงให้ได้งี้ เป็นต้น จนส่งผลให้ยอดวิวรวม #TikTokUni สูงถึง 13.1 พันล้าน

อีกทั้งล่าสุด TikTok ยังได้มีการประกาศความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ โดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการสร้างสรรค์คอนเทนท์ทางการศึกษาในรูปแบบวิดีโอสั้น เพื่อเป็นสื่อการเรียนการสอนยุคใหม่ที่ช่วยสร้างการจดจำ การมีส่วนร่วม และเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

TikTok เป็นสังคมแห่งการแบ่งปันพลังด้านบวก

ตลอดเวลาที่ผ่านมา TikTok ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงมากมายในการเป็นแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสในการส่งต่อเรื่องราวที่เป็นแรงบันดาลใจและสร้างความสุขให้กับผู้คน ซึ่งสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์ม TikTok มักจะเริ่มต้นจากประสบการณ์ส่วนตัวของผู้คนที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการหัวเราะกับตัวเองในขณะที่กำลังดูวิดีโอ หรือการบันทึกสิ่งที่ชื่นชอบไว้เพื่อแชร์กับคนในครอบครัวหรือคนรอบข้าง และการบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งทำให้หลายๆ ครั้งได้กลายเป็นแรงบันดาลใจและถูกส่งต่อไปยังผู้คนอีกนับล้านคนทั่วโลก

เช่น การทำอาหารที่มีการสอนวิธีทำเมนูที่หลากหลายและสามารถทำตามได้อย่างง่ายดาย อย่างคอนเทนท์ ยำเส้นแก้ว เมนูที่เกิดจากการนำวัตถุดิบที่มีอยู่ในตู้เย็นมาสร้างสรรค์เป็นเมนูใหม่จากครีเอเตอร์ @tswar ที่สร้างยอดไลค์ได้มากถึง 498 K, คอนเทนท์การออกกำลังกายเพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆ แต่สามารถนำไปทำตามได้, การเต้น การลิปซิงค์ อย่างคอนเทนท์ โมโหแล้วนะ !! กับความน่ารักของน้องแมวที่โดนเจ้าของดุโดยใช้เสียงลิปซิงค์น่ารักแสดงความโมโหจากครีเอเตอร์ @cielmeowmu ที่มียอดวิวสูงถึง 10 ล้าน รวมไปถึงคอนเทนท์การแบ่งปันข้อมูลความรู้ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้คน และสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน อย่างคอนเทนท์ ฝึกพูดภาษาจีน ที่แนะนำการพูดภาษาจีนผ่านสำเนียงการพูดระหว่างภาษาไทยกับภาษาจีน จากครีเอเตอร์ @attentionchinese ที่มียอดไลค์ 120 K 

TikTok เป็นพื้นที่สำหรับการทำตลาดดิจิทัลที่มาแรงตอบโจทย์ธุรกิจตั้งแต่สร้างการรับรู้สู่การสร้างยอดขาย

ในปีที่ผ่านมา TikTok ได้สร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการตลาดดิจิทัลด้วยการเปิดตัว TikTok For Business แพลตฟอร์มการตลาดดิจิทัลที่เข้ามาเติมเต็มความต้องการของนักการตลาดและผู้ประกอบการธุรกิจด้วยโซลูชั่นการตลาดที่ครบวงจร ตั้งแต่การสร้างการรับรู้ (Awareness) การมีส่วนร่วมระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค (Engagement) พร้อมต่อยอดไปถึงการพิจารณาเลือกซื้อ (Consideration) สู่การตัดสินใจซื้อ (Conversion) แบบที่เรียกว่า Full-Funnel Marketing Solution อีกทั้งยังมาพร้อมกับ Self-Serve Solution หรือ โซลูชั่นแบบบริการตนเอง เพื่อให้ผู้ลงโฆษณาสามารถบริหารจัดการโฆษณาได้ด้วยตนเองอย่างง่ายดาย ซึ่งจากการเปิดตัวก็ได้สร้างปรากฏการณ์มากมายทั้งการเพิ่มขึ้นของคอนเทนท์โฆษณาในรูปแบบวิดีโอสั้นสุดสร้างสรรค์รวมถึง Challenge Marketing, Hashtag Marketing ที่น่าสนใจจากแบรนด์ดังมากมาย

โดยเฉพาะวงการแฟชั่นในปีที่ผ่านมา แบรนด์แฟชั่นชั้นนำระดับโลกอย่าง Louis Vuitton, Prada และ Gucci และอื่นๆ อีกมากมาย ต่างตบเท้าเข้ามาเปิดแอคเคาน์บนแพลตฟอร์ม TikTok และได้สร้างสรรค์คอนเทนท์ที่ฉีกกฏแบรนด์ได้อย่างน่าจดจำ รวมถึงการเข้าร่วมแคมเปญสุดยิ่งใหญ่อย่าง TikTok Fashion Month กับการเปิดตัวคอลเล็กชั่นใหม่ในรูปแบบ Live Streaming ผ่าน TikTok LIVE จากรันเวย์ดังทั่วโลก รวมถึงแบรนด์แฟชั่นชื่อดังในประเทศไทย อย่าง Pomelo ก็ได้สร้างสรรค์แคมเปญสุดฮ็อต #walkwithpomelo ที่สร้างสถิติกระแสตอบรับและการมีส่วนร่วมกับผู้คนได้อย่างล้นหลามในช่วงระยะเวลาเพียงไม่ถึง 1 อาทิตย์ ต่อยอดสู่ยอดขายเทียบเท่ากับเมกะเซลล์ 11.11 อย่างถล่มถลาย

นอกจากนี้ในช่วงที่ผ่านมายังพบว่าแบรนด์ขนาดใหญ่และธุรกิจขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ รวมถึงผู้ประกอบการและร้านค้าในประเทศไทย ต่างใช้ TikTok เป็นช่องทางในการกระตุ้นยอดขายสินค้าทางออนไลน์และสร้างการรับรู้ไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่

และทั้งหมดนี้คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นอย่าง TikTok ในปี 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนความนิยมที่เกิดขึ้นและกระแสตอบรับจากผู้คนให้เห็นว่า TikTok ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในไลฟ์สไตล์ชีวิตประจำวันของผู้คน เพื่อสร้างความบันเทิงควบคู่ไปกับสาระความรู้ที่สร้างแรงบันดาลใจและมอบความสุขให้กับผู้คน

อย่าลืมกดติดตามแฟนเพจ @iPhoneDroid.net และทวิตเตอร์ @iPhone_Droid จะได้ไม่พลาดข่าวสารดีๆ ด้วยนะครับ

Continue Reading

ข่าวประชาสัมพันธ์

realme ประกาศเป็นหนึ่งในแบรนด์สมาร์ทโฟนรายแรกที่เตรียมเปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงพร้อมชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 1200 เพื่อมอบประสบการณ์ 5G แบบก้าวกระโดดเหนือระดับ

Published

on

เมื่อเร็วๆ นี้ MediaTek ได้เปิดตัวชิปเซ็ต Dimensity 1200 ชิปเซ็ต 5G ระดับเรือธงรุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่ง realme
แบรนด์สมาร์ทโฟนเพื่อคนรุ่นใหม่ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกได้ประกาศเป็นหนึ่งในแบรนด์สมาร์ทโฟนรายแรกที่เตรียมเปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงพร้อมชิปเซ็ต Dimensity 1200 ในกลุ่มสมาร์ทโฟนเรือของปี 2021 ด้วยความสามารถของชิปเซ็ต Dimensity 1200  ที่ได้มีการพัฒนาการทำงานให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นทั้งในด้าน 5G, ระบบ AI ,การถ่ายภาพ, การถ่ายวีดีโอ รวมทั้งการเล่นเกม ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลให้สมาร์ทโฟนเรือธงของ realme มาพร้อมประสบการณ์ 5G ที่ครอบคลุมเหนือกว่ารอบด้าน

คุณ Sky Li ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ realme กล่าวว่า “ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน realme ยังคงร่วมมือกับ MediaTek อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ในฐานะแบรนด์ผู้นำด้าน 5G realme มุ่งมั่นที่จะมอบสมาร์ทโฟน 5G ที่มาพร้อมการออกแบบที่ล้ำสมัยและประสิทธิภาพที่ก้าวกระโดดเหนือระดับให้กับผู้ใช้งานทั่วโลก โดยเมื่อปีที่มา realme ได้ประสบความสำเร็จสร้างผลลัพธ์ทางการตลาดที่น่าทึ่งและมีชื่อเสียงโด่งดัง และในปี 2021 นี้ realme จะเป็นหนึ่งในแบรนด์แรก ๆ ที่เปิดตัวสมาร์ทโฟนพร้อมชิปเซ็ตเรือธงรุ่นล่าสุดอย่าง Dimensity 1200 และยังเดินหน้าทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับ MediaTek เพื่อส่งเสริมการพัฒนา 5G อย่างกว้างขวางทั่วโลก”

ในครั้งนี้ MediaTek ได้เปิดตัวชิปเซ็ตสมาร์ทโฟน 5G รุ่นเรือธงอย่าง Dimensity 1200 ด้วยกระบวนการผลิตบนสถาปัตยกรรม 6 นาโนเมตร ซึ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น และใช้พลังงานน้อยลง เพื่อรักษาความเป็นผู้นำด้าน 5G และสร้างสรรค์ประสบการณ์ 5G ที่ราบรื่นในทุกสถานการณ์และทุกช่วงเวลา ในขณะเดียวกันชิปเซ็ต Dimensity 1200 ยังได้รับการพัฒนาระบบ AI สำหรับมัลติมีเดียโดยเฉพาะด้านการถ่ายภาพและการเล่นเกม เปิดประสบการณ์และเพิ่มขีดความสามารถให้กับสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นใหม่ของ realme

realme X7 Pro “Iridescent”

ก่อนหน้านี้ realme ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนหลายรุ่นที่มาพร้อมกับชิปเซ็ต Dimensity Series ซึ่งทำให้ realme มีประสบการณ์มากมายในการเพิ่มประสิทธิภาพและการปรับใช้งานชิปเซ็ตให้เหมาะสมกับสมาร์ทโฟน  โดย realme X7 Pro เป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟนเรือธงที่มาพร้อมชิปเช็ต Dimensity 1000+ ที่ให้ประสิทธิภาพการงานเหนือชั้นทรงพลัง และด้วยการออกแบบที่ทันสมัย หน้าจอคุณภาพสูง และเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 65W ทำให้ realme X7 Pro กลายเป็นสมาร์ทโฟนเรือธงที่มีสเปคครบครันรอบด้านและเป็นที่ต้องการของคนรุ่นใหม่

realme 7 5G “Flash Silver”

ตลอดเวลาที่ผ่านมา realme ได้ร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับ MediaTek ในการเปิดตัวสมาร์ทโฟน 5G มากมายหลายรุ่น โดย realme เป็นแบรนด์แรกที่เปิดตัวสมาร์ทโฟน 5G ที่มาพร้อมกับชิปเซ็ต Dimensity 800U  ซึ่งในเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา realme ได้เปิดตัว realme 7 5G พร้อมกับชิปเซ็ต Dimensity 800U ในหลายๆ ประเทศทั่วโลก ซึ่งประสิทธิภาพของชิปเซ็ตมีส่วนช่วยอย่างมากที่ทำให้สมาร์ทโฟน 5G ของ realme ได้รับความนิยม

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟนของ realme ได้ครอบคลุม 61 ตลาดทั่วโลก ครองตำแหน่งแบรนด์สมาร์ทโฟนที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกด้วยยอดขาย 50 ล้านเครื่องทั่วโลก และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ทั่วโลกได้สัมผัสประสบการณ์ของผลิตภัณฑ์ 5G ที่เหนือกว่า

คุณ Chase Xu ประธานฝ่ายการตลาดระดับโลกและรองประธานของ realme กล่าวว่า “ในปี 2021 realme จะสร้าง dual-platform และใช้กลยุทธ์ผลิตภัณฑ์แบบ dual-flagship high-end เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น โดย realme ตั้งเป้าเปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงในเดือนต่อไป และจะยังคงคิดค้นพัฒนาศักยภาพเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เหนือความคาดหมายให้กับผู้ใช้งาน”

Continue Reading

กำลังฮอต

Featured17 ชั่วโมง ago

รีวิว OPPO Reno5 Series 5G สุดยอดการถ่ายวิดีโอ Portrait พร้อมฟีเจอร์สุดล้ำ, สเปกแรง และดีไซน์เด่น ในราคาหมื่นต้น

เรียกว่าประเดิมได้อย...

Samsung Galaxy S21 Series 5G AIS Samsung Galaxy S21 Series 5G AIS
Android News23 ชั่วโมง ago

Samsung Galaxy S21 Series 5G สั่งซื้อล่วงหน้าที่ AIS ลดสูงสุด 22,000 บาท พร้อมรับสิทธิ์ รับฟรี! Galaxy S21 Ultra 5G 128GB อีก 1 เครื่อง

Samsung Galaxy S21 S...

Featured2 วัน ago

5G เทคโนโลยีช่วยพัฒนา AIoT ให้ทำงานร่วมกันได้แบบไร้รอยต่อ

5G เทคโนโลยีที่มีควา...

Android News2 วัน ago

Vivo V20 Pro 5G สมาร์ตโฟน 5G ที่สุดของความแรง พร้อมสเปคระดับเกมมิ่ง กล้องสวย กับราคาสุดพิเศษ เพียง 12,999 บาท

ในยุคนี้เมื่อพูดถึงส...

reasons to get 5G smartphone reasons to get 5G smartphone
Android News4 วัน ago

จะดีกว่าไหม ถ้าสมาร์ทโฟนรองรับ 5G และมีทุกระดับราคาที่ทุกคนจับต้องได้

ทำไมต้องมีสมาร์ทโฟน ...

Advertisement

มือถือใหม่

คลิปล่าสุด

ข่าวใหม่วันนี้

กินเที่ยวกัน

กำลังมาแรง