ติดตามพวกเรา

ข่าวประชาสัมพันธ์

Sony ไทย วางขายเลนส์ซูเปอร์เทเลโฟโต้ 2 รุ่นใหม่ พร้อมกล้องฟูลเฟรมมิเรอร์เลส Alpha 9 II

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โซนี่ตอบรับตลาดถ่ายภาพมืออาชีพโต ส่งสุดยอดเลนส์ซูเปอร์เทเลโฟโต้ 2 รุ่นใหม่เสริมทัพ พร้อมกล้องฟูลเฟรมมิเรอร์เลสระดับเรือธง Alpha 9 II กับฟังก์ชั่นใหม่ที่ตอบโจทย์ช่างภาพสายอาชีพในอีกระดับ

Sony Alpha 9 II and G Master Lens

บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด เดินหน้าขยายฐานกลุ่มคนรักการถ่ายภาพและช่างภาพมืออาชีพ พร้อมตอบรับความต้องการใช้งานได้อย่างตรงโจทย์ด้วยเทคโนยีอันทรงประสิทธิภาพ ด้วยการเปิดตัวกล้องอัลฟ่าฟูลเฟรมมิเรอร์เลสระดับเรือธง รุ่น Alpha 9 II (α9 II) ที่พัฒนาขึ้นใหม่ล่าสุด ที่ต่อยอดสมรรถนะจากกล้อง Alpha 9 ด้วยเทคโนโลยีการเชื่อมต่อใช้งาน ล้ำสมัยที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของช่างภาพข่าว และสายกีฬาโดยเฉพาะ เพื่อเพิ่มขีดประสิทธิภาพในการทำงานได้อย่างสะดวก แม่นยำ และฉับไวยิ่งขึ้น ควบคู่กับการเสริมทัพเลนส์ของโซนี่เพื่อตอบโจทย์ความต้องการใช้งานของช่างภาพได้อย่างครอบคลุม ด้วยการเปิดตัวเลนส์ระดับซูเปอร์เทเลโฟโต้พร้อมกันอีก 2 รุ่น ได้แก่ เลนส์ไพรม์ซูเปอร์เทเลโฟโต้ 600mm F4 G Master™ (รุ่น SEL600F4GM) ซึ่งเป็นเลนส์ที่มีทางยาวโฟกัสไกลที่สุดของโซนี่ และยังมีน้ำหนักเบาที่สุดในโลก ในกลุ่มเลนส์ระดับเดียวกัน ที่โดดเด่นด้วยระบบออโต้โฟกัสอันทรงประสิทธิภาพ รายละเอียดสุดคมชัด และโบเก้ที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ พร้อมด้วยเลนส์ซูมซูเปอร์เทเลโฟโต้ในกลุ่ม G ซีรี่ส์ FE 200-600mm F5.6-6.3 G OSS (รุ่น SEL200600G) มาพร้อมระบบออโต้โฟกัสที่รวดเร็ว แม่นยำ และระบบควบคุมที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้การถ่ายภาพวัตถุเคลื่อนไหวเร็วมีความคมชัดในทุกรายละเอียด ตอบโจทย์ช่างภาพมืออาชีพสายถ่ายภาพกีฬา ตลอดจนการถ่ายภาพนก และสัตว์ป่า เป็นต้น ซึ่งโซนี่มั่นใจว่าการเปิดตัวผลิตภัณฑ์กล้องอัลฟ่ามิเรอร์เลส และเลนส์ระดับซูเปอร์เทเลโฟโต้ออกสู่ตลาดในครั้งนี้ จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาด พร้อมทั้งเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มธุรกิจดิจิตอล อิมเมจจิ้งของโซนี่ยิ่งขึ้น

นางสาวลีลนา เพียรพิริยะ ผู้จัดการอาวุโสแผนกการตลาดผลิตภัณฑ์ดิจิตัล อิมเมจจิ้ง บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด กล่าวว่า “ความนิยมในการใช้กล้องดิจิตอล และเลนส์ในประเทศไทยยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงไลฟ์สไตล์การถ่ายภาพที่หลากหลายจึงจำเป็นต้องมีกล้อง เลนส์ และอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับการถ่ายภาพประเภทต่าง ๆ ปัจจุบันโซนี่ได้มีเลนส์ประเภทต่าง ๆ ครอบคลุมการใช้งานของช่างภาพตั้งแต่มือสมัครเล่น ไปจนถึงมืออาชีพ รองรับทั้งการถ่ายภาพนิ่ง และวิดีโอด้วยเลนส์ E-Mount จำนวนกว่า 54 รุ่น รวมถึงเลนส์ G Master อีก 10 รุ่น ครอบคลุมตั้งแต่เลนส์ไวด์ขนาด 12 ม.ม. ไปจนถึงเลนส์ซูเปอร์เทเล 1200 ม.ม. จะเห็นได้ว่าในปีนี้โซนี่ได้แนะนำกล้องใหม่ที่มาพร้อมเทคโนโลยีล่าสุดหลายรุ่นด้วยกัน อาทิ Alpha 7R IV ความละเอียด 61 ล้าน พร้อมฟังก์ชั่นครอปเซ็นเซอร์ที่ 24 ล้าน, กล้อง Alpha 6600 และ Alpha 6100 ที่จับโฟกัสได้อย่างรวดเร็ว จนถึงกล้องรุ่นล่าสุด Alpha 9 II ที่สุดของในระบบโฟกัสทั้งความรวดเร็ว และแม่นยำ พร้อมเทคโนโลยี Real Time Tracking ทั้งคน และสัตว์ และทำงานได้ทั้งระบบถ่ายภาพนิ่ง และวิดีโอ อีกทั้ง ยังได้เปิดตัวเลนส์อีกหลายรุ่นด้วยกัน ซึ่งรวมถึงเลนส์ในตระกูล G Master และ G Series รุ่นใหม่ล่าสุดพร้อมกันอีก 2 รุ่น ได้แก่เลนส์ซูเปอร์เทเล 600F4 G Master™ และ 200600G ที่เข้ามาเสริมทัพเลนส์ของโซนี่เพื่อตอบโจทย์ช่างภาพสายกีฬา ถ่ายภาพนก และสัตว์ป่าโดยเฉพาะ ทั้งนี้ โซนี่ได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีของเลนส์ทุกรุ่นร่วมกันกับกล้องโซนี่ เพื่อรีดประสิทธิภาพในการทำงาน และคุณภาพให้ออกมาดีที่สุดโดยเฉพาะเมื่อใช้งานร่วมกัน โซนี่มั่นใจว่าการเปิดตัวกล้องอัลฟ่า และเลนส์ใหม่ในครั้งนี้ จะสามารถขยายไลน์อัพให้ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าที่ชื่นชอบถ่ายภาพ ตลอดจนช่างภาพมือสมัครเล่น และมืออาชีพ และยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจดิจิตัล อิมเมจจิ้ง ของโซนี่อีกด้วย”

ผลิตภัณฑ์ดิจิตอล อิมเมจจิ้ง รุ่นใหม่จากโซนี่ประกอบด้วย

กล้องอัลฟ่ามิเรอร์เลส รุ่น α9 II (อัลฟ่า 9 มาร์ค ทู)

สุดยอดกล้องมิเรอร์เลสฟลูเฟรมระดับเรือธงรุ่นใหม่ล่าสุดในตระกูลอัลฟ่า ที่ได้รับการต่อยอดจากความสำเร็จของกล้องรุ่น α9 ให้มีประสิทธิภาพการทำงานที่รวดเร็วขึ้นกว่าเดิมทั้งการถ่ายภาพนิ่งและวิดีโอ

ทำให้เป็นกล้องประสิทธิภาพสูงที่รองรับการทำงานระดับมืออาชีพด้วย อีกทั้งยังตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพกีฬาและภาพสัตว์ในระยะไกลได้เต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ด้วยฟีเจอร์เด่นมากมายเช่น Image Quality 24.2Mps / Speed 20 Fps / 0 Blackout (Blackout-Free) / FTP Connectivity

ด้วยเซ็นเซอร์ Full Frame Stacked Exmor RS CMOS ที่มีความละเอียดสูง 24.2 เมกกะพิกเซล พร้อมกับระบบวัดแสงอัตโนมัติที่ความละเอียดและแม่นยำสูงสุดที่ 60fps. ทำให้สามารถประมวลผลข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและสามารถถ่ายภาพต่อเนื่องได้ 20 ภาพต่อวินาทีแม้อยู่ในสถานที่ที่มีแสงน้อย อีกทั้งโฟกัสไม่หลุดออกจากวัตถุ โดยได้ภาพที่โฟกัสเข้าเป้าทุกภาพอย่างคมชัด และแม่นยำ โดยไม่มีอาการแบล็คเอาท์หรือเฟรมดำในช่องมองภาพ (Blackout-free) นอกจากนี้ ยังรองรับการถ่ายภาพต่อเนื่องแบบ Mechanic shutter ได้เร็วขึ้นที่ 10 ภาพต่อวินาที และเมื่อบันทึกเป็นไฟล์ RAW สามารถถ่ายภาพต่อเนื่องได้มากถึง 239 ภาพ และ 361 ภาพเมื่อบันทึกเป็น JPEG รวมถึงสามารถถ่ายภาพต่อเนื่องด้วยชัตเตอร์แบบกลไกได้เร็วขึ้นเป็น 10 ภาพต่อวินาที

ยิ่งไปกว่านั้น กล้อง α9 II ยังโดดเด่นด้วยระบบประมวลผลภาพอันทรงพลังอย่าง BIONZ X ที่ได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพให้ดียิ่งกว่ารุ่นเดิม เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถจับภาพได้อย่างรวดเร็วชัดเจนมากขึ้น พร้อมระบบโฟกัสแบบ Phase Detection 693 จุด ที่ครอบคลุมพื้นที่ในภาพถ่ายกว่า 93% และ Contrast Detection 425 จุด รวมถึงมีระบบ Fast Hybrid Auto Focus และ Real-time Eye AF ที่ช่วยให้การโฟกัสติดตามทั้งในส่วนดวงตามนุษย์และดวงตาสัตว์ได้อย่างง่ายดายและแม่นยำเพิ่มขึ้น แม้วัตถุจะเคลื่อนไหวรวดเร็วมาก ทั้งยังมีการปรับปรุงการทำงานของระบบชัตเตอร์ใหม่ให้ไม่เห็นการเคลื่อนที่เล็ก ๆ ที่ทำให้เบลอได้ รวมถึงมีระบบป้องกันสั่นภายในตัวกล้อง 5 แกน และโหมด anti-flicker shooting ทำให้ทนต่อการสั่นไหว และสามารถจับภาพอย่างมีคุณภาพเมื่ออยู่ในพื้นที่ที่หลอดฟลูออเรสเซนต์มีแสงน้อย พร้อมรองรับการบันทึกวิดีโอที่มีความละเอียดของภาพสูงสุดระดับ 4K อีกด้วย ขณะเดียวกัน ยังมาพร้อมฟังก์ชั่นใหม่ Voice Memo ที่ใช้งานร่วมกับ Imaging Edge สำหรับบันทึกเสียงพูดลงไปในไฟล์ภาพถ่ายได้ เพื่อช่วยให้การนำภาพมาใช้งานได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้นโดยเฉพาะช่างภาพที่ต้องออกภาคสนามตลอดเวลาโดยสามารถแปลงเสียงเป็นข้อความได้ ขณะที่ตัวกล้องได้รับการปรับปรุงดีไซน์ใหม่ให้จับถนัดมือยิ่งขึ้น พร้อมคุณสมบัติกันฝุ่นและละอองน้ำได้ดีกว่าเดิม ทำให้มีความทนทานพร้อมลุยไปเก็บภาพได้ทุกที่ทุกสถานการณ์ ส่วนกล้องด้านหลังมีจอแสดงผลเป็น LCD ขนาด 3 นิ้วที่รองรับระบบสัมผัสแบบใหม่ พร้อมช่องมองภาพแบบ Quad OLED Tru-Finder ความละเอียด 3.69 ล้านพิกเซล ช่วยให้มองเห็นภาพได้คมชัดสมจริง ที่สำคัญ ยังรองรับพอร์ตเชื่อมต่อ 1000BASE-T Ethernet สำหรับการส่งไฟล์ภาพที่รวดเร็วขึ้นผ่านระบบ FTPS และมีช่องใส่การ์ด 2 ช่อง โดยมี 1 ช่องรองรับทั้ง UHS-I และ UHS-II พร้อมช่องเสียบ USB 3.2 Type-C รวมทั้งกริปใหม่ขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อรองรับการถ่ายภาพแนวตั้ง และปุ่ม Joystick เพื่อการควบคุมกล้องที่ใช้งานได้ง่ายขึ้น โดยกล้อง α9 II พร้อมวางจำหน่ายในวันที่ 15 พฤศจิกายน ศกนี้ ในราคา 149,990 บาท

เลนส์ G Master รุ่น FE 600mm F4 GM OSS (SEL600F40GM)

เป็นเลนส์ Super Telephoto ตัวใหม่ล่าสุดของตระกูล G Master โดยเป็นเลนส์ระยะไกลที่มีรูรับแสงขนาดใหญ่เพื่อตอบโจทย์การถ่ายภาพกีฬา ภาพสัตว์ และถ่ายระยะไกลระดับมืออาชีพโดยเฉพาะ ด้วยระยะยิงที่ไกลถึง 600 มม. พร้อมกับรูรับแสงกว้างสุดที่ F4 มีน้ำหนักเลนส์อยู่ที่ 3,040 กรัมเท่านั้น ซึ่งถือว่าเบาที่สุดในเลนส์ระยะเดียวกันในตลาด จึงทำให้สะดวกสบายในการพกพาและเพิ่มความคล่องตัวแบบที่ไม่เคยไม่มาก่อน โดยภายในประกอบด้วยชิ้นเลนส์พิเศษ XA 1 ชิ้น, ED 2 ชิ้น และ Fluorite 3 ชิ้น ช่วยให้ได้ภาพที่มีความละเอียดคมชัดและลดการเกิดความคลาดเคลื่อนของสีต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงมี Blade Circular Aperture 11 ใบ พร้อมเคลือบด้วยเทคโนโลยี Nano AR Coating ช่วยให้ได้ภาพที่มีความละเอียดคมชัดสูงและลดความคลาดเคลื่อนของสี นอกจากนี้ ตัวเลนส์ยังใช้มอเตอร์ที่พัฒนาขึ้นใหม่แบบ Extreme Dynamic Linear Motor ถึง 2 ตัว ทำให้สามารถโฟกัสภาพได้รวดเร็วแม่นยำและเงียบกริบยิ่งขึ้นกว่าเดิม โดยระยะโฟกัสใกล้สุดอยู่ที่ 4.5 เมตร ทั้งยังมีระบบกันภาพสั่นไหว OSS ในตัว รวมถึงปุ่มปรับโฟกัสที่ปรับแต่งได้ใน 4 จุดแตกต่างกัน และ Full Time DMF ซึ่งจะช่วยปรับโฟกัสแบบแมนนวลได้อย่างฉับไวตลอดเวลา ขณะที่ตัวเลนส์ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันด้วยแมกนีเซียมอัลลอยที่มาพร้อมกับ ช่องใส่ฟิลเตอร์ (Drop-In Filter Slot) ซึ่งช่วยให้การใช้งานสะดวกยิ่งขึ้น เลนส์ด้านหน้ายังเคลือบด้วยฟลูออรีน ทำให้มีความทนทาน รวมถึงกันฝุ่น รอยนิ้วมือ และละอองน้ำได้เป็นอย่างดีเพื่อให้ช่างภาพได้ลุยป่าเก็บภาพความประทับใจของฝูงสัตว์ได้อย่างสนุกสนานยิ่งขึ้น วางจำหน่ายแล้ววันนี้ ในราคา 459,990 บาท

เลนส์ G รุ่น FE 200-600mm F5.6-6.3 G OSS (รุ่น SEL200600G)

เป็นสุดยอดนวัตกรรมเลนส์สำหรับกล้องมิเรอร์เลส E-Mount รุ่นเรือธงที่ออกมาเสริมทัพเลนส์ตระกูล G ของโซนี่ โดยจุดเด่นอยู่ตรงที่นอกจากจะเป็นเลนส์ซูเปอร์เทเลซูมคุณภาพที่ให้ทางยาวโฟกัส 200-600 มม.แล้ว ยังได้รับการออกแบบมาให้สามารถต่อกับ Teleconverter 1.4x และ 2x ได้ ทำให้สามารถขยายความยาวโฟกัสได้ถึง 1200 มม. F13 โดยภาพยังมีคงคุณภาพสวยงาม จึงเป็นเลนส์ที่เหมาะสำหรับช่างภาพที่ชื่นชอบการถ่ายภาพกีฬา สัตว์ป่า และภาพระยะไกลอย่างสมบูรณ์แบบ โดยให้ค่ารูรับแสงกว้าง F5.6-6.3 ตลอดช่วงซูม พร้อมชิ้นเลนส์ 24 ชิ้น 17 กลุ่ม โดยมีชิ้นเลนส์แก้ว ED (Extra-low Dispersion) จำนวน 5 ชิ้น และเลนส์ Aspherical อีก 1 ชิ้น รวมถึงมี Blade Circular Aperture 11 ใบ เพื่อให้ได้โบเก้ที่สวยงาม พร้อมเคลือบด้วยเทคโนโลยี Nano AR Coating ช่วยให้ได้ภาพที่มีความละเอียดคมชัดสูงและลดความคลาดเคลื่อนของสี ยิ่งไปกว่านั้น ยังใช้ระบบมอเตอร์ความเร็วสูง Direct Drive Super Sonic Wave (DDSSM) ซึ่งนอกจากจะให้ความละเอียดสูงในการถ่ายภาพกีฬาและสัตว์จากระยะไกลได้อย่างรวดเร็ว เที่ยงตรง และแม่นยำแล้ว ยังทำงานได้เงียบปราศจากเสียงรบกวนด้วย โดยจับภาพได้ใกล้สุดที่ 2.4 เมตร ทั้งยังมีระบบกันสั่นในตัว รวมถึงมีวงแหวนโฟกัส มี Linear Response MF สำหรับการปรับโฟกัสแบบแมนนวล ทำให้ผู้ใช้สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวด้วยมือได้อย่างฉับไวเหมาะกับสถานการณ์ในการถ่ายภาพต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ทั้งยังกันละอองน้ำและฝุ่นได้เป็นอย่างดี โดยเลนส์ G รุ่น FE 200-600mm F5.6-6.3 G OSS เริ่มวางจำหน่ายแล้ว ในราคา 69,990 บาท

ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ข้อมูลโซนี่ โทร. 0-2715-6100 หรือเยี่ยมชม www.sony.co.th และทดลองสัมผัสประสบการณ์ถ่ายภาพด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำจากผลิตภัณฑ์ดิจิตัล อิมเมจจิ้ง ได้ที่โชว์รูมโซนี่ สโตร์ ทุกสาขา ร้านโซนี่ เซ็นเตอร์ และร้านผู้แทนจำหน่ายกล้องชั้นนำ

ข่าวประชาสัมพันธ์

รู้จัก “1+8+N” กลยุทธ์ในสนามแห่งเทคโนโลยีอัจฉริยะและอีโคซิสเต็มของหัวเว่ย

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ในฐานะผู้นำด้านการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีสำหรับผู้บริโภคทั่วไป มุ่งมั่นสร้างวิถีชีวิตอัจฉริยะอย่างแท้จริงให้แก่ผู้ใช้ ด้วยแนวคิด “ชีวิตเอไอ ไร้รอยต่อ” หรือ “Seamless AI Life” ต่อยอดจากการเป็นผู้ส่งมอบสมาร์ทโฟนแถวหน้าของตลาด ด้วยการเพิ่มเติมสมาร์ทดีไวซ์และอุปกรณ์เทคโนโลยีอัจฉริยะต่างๆ เข้าสู่ตลาด เพื่อบูรณาการการใช้งาน ผ่านการเชื่อมต่อ แบ่งปันคอนเทนต์และเสริมศักยภาพของแต่ละอุปกรณ์ให้ดียิ่งขึ้น พร้อมนำร่องด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำที่ตอบสนองเทรนด์ความต้องการแห่งอนาคต

จุดแข็งของหัวเว่ยคือเป็นการเป็นบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยี ที่มีระบบเครือข่าย ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์เป็นของตนเอง ซึ่งนับเป็นความได้เปรียบอย่างยิ่งในการสร้างอีโคซิสเต็มที่ไร้รอยต่อภายในอาณาจักรของหัวเว่ย ภายใต้กลยุทธ์ธุรกิจที่ชื่อว่า 1+8+N”  ซึ่งจะกำหนดแนวทางการรุกตลาดผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีอัจฉริยะของหัวเว่ยตลอดระยะเวลาอีก 10 ปีข้างหน้า โดยเลข 1 หมายถึง สมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์หลักที่จะเป็นหัวใจในการเชื่อมต่อและควบคุมการทำงานของดีไวซ์อื่นๆ ขณะที่ 8 หมายถึง สมาร์ทดีไวซ์อื่นๆ อีก 8 อย่างที่จะเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ได้แก่ แล็ปท็อป แท็บเล็ต สมาร์ทวอทช์ หูฟังไร้สาย แว่นตา ทีวีหรือหน้าจออัจฉริยะ ลำโพง และรถยนต์ ส่วน N หมายถึง อินเทอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่ง (IoT) และเครื่องหมาย “+” หมายถึง เครือข่ายการเชื่อมต่อในบริเวณกว้าง (WAN) และเทคโนโลยีการเชื่อมต่อระยะใกล้ เช่น Huawei Share และ HiLink ที่จะผสานเครือข่ายอีโคซิสเต็มของหัวเว่ยให้สมบูรณ์ เพื่อมอบประสบการณ์การทำงานที่ลื่นไหล เต็มประสิทธิภาพ และให้ชีวิตเอไอ ไร้รอยต่อเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม

สืบเนื่องจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของเครือข่าย 5G ในประเทศไทย และเทรนด์การใช้งานของผู้บริโภคปัจจุบันที่นิยมมีอุปกรณ์สมาร์ทดีไวซ์และสมาร์ทแก็ดเจ็ตมากกว่า 1 ชิ้น ส่งผลให้ความต้องการใช้สมาร์ทดีไวซ์และอุปกรณ์ IoT ภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น  หัวเว่ยคอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป จึงผลักดันผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภทเข้าสู่ตลาด ในหลากหลายระดับราคา เพื่อให้คนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคตได้อย่างเท่าเทียม โดยมีสมาร์ทโฟนสำหรับทุกกลุ่มผู้ใช้ ไล่เรียงตั้งแต่รุ่นระดับเรือธง P Series และ Mate Series รุ่นกลางอย่าง nova Series และรุ่นเล็กราคาสบายกระเป๋า อย่าง Y Series นอกจากนี้ยังมีแล็ปท็อป แท็บเล็ต ไปจนถึงกลุ่มอุปกรณ์สวมใส่ (wearable) อย่างสมาร์ทวอทช์ สมาร์ทกลาส (แว่นตาอัจฉริยะ) และอุปกรณ์เสริม (gadget) เช่น หูฟังไร้สาย เป็นต้น โดยอุปกรณ์เทคโนโลยีทั้งหมดจะมาพร้อมความสามารถในการเชื่อมต่อ เพื่อแบ่งปันข้อมูล คอนเทนต์ และยกระดับศักยภาพ ด้วยการแชร์ความสามารถระหว่างอุปกรณ์ตามกลยุทธ์ที่ได้วางไว้

สมาร์ทโฟนและสมาร์ทดีไวซ์ต่างๆ เหล่านี้ของหัวเว่ยจะมาพร้อมกับ HUAWEI Mobile Service ซึ่งอนุญาตให้ผู้ใช้เชื่อมต่อและใช้งานหลายอุปกรณ์พร้อมกันได้อย่างสะดวกสบายและรวดเร็วผ่านเครือข่าย 5G, ระบบปฏิบัติการ EMUI และการต่อยอดไปถึงบริการ HUAWEI Assistant ทั้งนี้ การเชื่อมต่ออุปกรณ์มีหลากหลายฟีเจอร์ อาทิ HUAWEI Share ซึ่งสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ แบ่งปันข้อมูล แชร์ศักยภาพการทำงานระหว่างอุปกรณ์ ผ่านการแตะอุปกรณ์เข้าด้วยกันเพียงสัมผัสเดียว (One Tap) หมดปัญหาความยุ่งยากของการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์และแก้ปัญหาความไม่เสถียรไปโดยปริยาย

กลยุทธ์ 1+8+N เป็นจุดเริ่มต้นของหัวเว่ยในการสร้างอีโคซิสเต็มอันสมบูรณ์แบบให้กับการใช้ชีวิตไร้รอยต่อในโลกแห่งอนาคตและเทคโนโลยีอัจฉริยะ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าและคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์สมาร์ทดีไวซ์ในปัจจุบันไปจนถึงในอีก 10 ปีข้างหน้า ช่วยสร้างการติดต่อสื่อสารและการเชื่อมต่อที่มีคุณภาพสูง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ประสิทธิภาพการทำงาน และความสัมพันธ์ให้โลกของเรายิ่งใกล้กันมากขึ้น ตามคำกล่าวที่ว่า “Together in Just One Tap”

โดยขณะนี้หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป มีแคมเปญ Together 2020 ที่ต้องการสนับสนุนให้ผู้บริโภคทั่วไปและแฟนๆ ของแบรนด์ได้มีโอกาสใช้งานหลากหลายอุปกรณ์ รวมถึงเชื่อมต่อการทำงานระหว่างอุปกรณ์มากยิ่งขึ้น จึงจัดโปรโมชั่นผลิตภัณฑ์ครบชุดทั้งสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตในทุกระดับ ตอบโจทย์การใช้งานทุกเพศทุกวัย พร้อมของสมนาคุณและส่วนลดสูงสุดถึง 20% สําหรับซื้ออุปกรณ์เสริมของหัวเว่ยหรือแก็ดเจ็ต รวมถึงสิทธิพิเศษมากมาย เช่น ผ่อนชำระ 0% นานสูงสุดถึง 24 เดือนสำหรับบัตรเครดิตและผลิตภัณฑ์ที่ร่วมรายการ ณ Huawei Experience Store ที่ร่วมรายการ โดยโปรโมชั่นสุดคุ้มนี้จะสิ้นสุดในวันที่ 31 ก.ค.นี้

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลยุทธ์ 1+8+N และแคมเปญ “Together in Just One Tap” สามารถคลิกดูได้จากลิงค์นี้: https://consumer.huawei.com/th/campaign/together-2020/1-8-n/

อ่านต่อ...

ข่าวประชาสัมพันธ์

HUAWEI เผยรายงานความยั่งยืนประจำปี 2019 ผลักดันด้านความเสถียรของเครือข่าย พร้อมความร่วมมือเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าและยั่งยืน

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

หัวเว่ยเผยรายงานความยั่งยืนประจำปี 2019 โดยระบุถึงความคืบหน้าของบริษัทในการสนับสนุนด้านความเสถียรและความปลอดภัยของเครือข่าย การลดการก่อมลพิษ การรับมือกับปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิอากาศ (climate change) การนำเทคโนโลยี “TECH4ALL” มาปรับใช้จริง และสนับสนุนเป้าหมายด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ การสนับสนุนด้านความเสถียรของเครือข่ายยังคงเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่มีต่อความรับผิดชอบทางสังคมและภารกิจของหัวเว่ย โดยในช่วงที่เกิดเหตุการณ์วิกฤติ อาทิ แผ่นดินไหว พายไต้ฝุ่น สึนามิ หรือความขัดแย้งที่ทำให้เกิดการปะทะของกองกำลังติดอาวุธ พนักงานของหัวเว่ยถือเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยดูแลให้เครือข่ายการสื่อสารเป็นปกติและคอยช่วยเหลือให้การปฏิบัติงานบนเครือข่ายต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่นท่ามกลางวิกฤติการณ์เหล่านั้น ในปี 2019 หัวเว่ยได้คอยดูแลให้เครือข่ายต่างๆ สามารถใช้งานได้ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ครั้งใหญ่และภัยพิบัติทางธรรมชาติมากกว่า 200 เหตุการณ์

นายเหลียง หัว ประธานคณะกรรมการของหัวเว่ยกล่าวว่า “ในช่วงเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา เราได้เผชิญกับความท้าทายมากมายที่ไม่เคยประสบมาก่อน แต่เราก็ยังยืนหยัดอยู่ได้อย่างแข็งแกร่ง เราทำงานอย่างข้ามวันข้ามคืนเพื่ออุดช่องโหว่ต่างๆ ในธุรกิจที่เต็มไปด้วยความท้าทายมากมาย เพื่อให้แน่ใจว่าธุรกิจยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ รวมทั้งยังสามารถส่งมอบสินค้าและบริการให้ถึงมือผู้บริโภคได้ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม โดยเราได้ช่วยติดตั้งเครือข่ายในกว่า 170 ประเทศ คิดเป็นมูลค่าหลายแสนล้านเหรียญสหรัฐ การทำให้เครือข่ายต่างๆ เหล่านี้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างน่าเชื่อถือ รวมทั้งทำให้ผู้คนมีเทคโนโลยีที่ดีที่สุดเพื่อใช้งาน ไม่เพียงเป็นแค่วัตถุประสงค์ของเรา แต่ยังเป็นเป้าหมายหลักในด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของเราอีกด้วย”

หัวเว่ยยังได้เปิดเผยเป้าหมายในระยะกลางและระยะยาว ในด้านการลดการปล่อยมลพิษก๊าซเรือนกระจก ระบบเศรษฐกิจแบบหมุนเวียน และพลังงานหมุนเวียน รวมถึงความคืบหน้าต่างๆ ในปี 2019 ด้วยเช่นกัน

ด้านภารกิจการลดมลพิษจากก๊าซเรือนกระจก ประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานของผลิตภัณฑ์หลักจากหัวเว่ยเพิ่มขึ้นถึง 22% โดยในปีที่ผ่านมา หัวเว่ยใช้พลังงานสะอาดกว่า 1,250 ล้านกิโลวัตต์ เทียบเท่ากับการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 570,000 ตัน

เพื่อร่วมมีส่วนช่วยเศรษฐกิจแบบหมุนเวียน หัวเว่ยมุ่งมั่นที่จะใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดตลอดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ เช่น 86% ของผลิตภัณฑ์ที่ถูกส่งคืนมายังบริษัท ถูกนำกลับมาใช้ใหม่ และมีขยะอิเล็กทรอนิกส์ของหัวเว่ยเพียง 1.24% ที่ถูกนำไปกำจัดในหลุมฝังกลบ

หัวเว่ยยังใช้ทรัพยากรหมุนเวียนมากขึ้น โดยโรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์ที่สร้างขึ้นในแคมปัสของหัวเว่ยมีกำลังการผลิตรวม 19.35 เมกะวัตต์ และผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึง 13.57 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงในปี 2019 ทั้งนี้ หัวเว่ยยังได้ประยุกต์ใช้โซลูชัน Smart PV ในขอบข่ายที่ใหญ่ขึ้น เช่น โรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์กำลังการผลิต 300 เมกะวัตต์ ในจังหวัดคูคุย ประเทศอาร์เจนตินา โดยโรงไฟฟ้าแห่งนี้ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ปีละ 660 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานสำหรับ 160,000 ครัวเรือน

หัวเว่ยมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมการมีส่วนร่วมในสังคมดิจิทัล และทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลได้ ในปีที่ผ่านมา หัวเว่ยได้เปิดตัวโซลูชัน RuralStar Lite (the RuralStar Lite solution) ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างไซต์สัญญาณได้อย่างมหาศาล และสามารถเชื่อมต่อประชากรมากกว่า 40 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลเข้าด้วยกัน โซลูชันดังกล่าวสร้างการเชื่อมต่อผ่านสภาพภูมิประเทศทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นที่ราบ เนินเขา ทะเลทราย หรือหมู่เกาะ หัวเว่ยยังร่วมมือกับพาร์ทเนอร์สร้าง DigiTruck ห้องเรียนดิจิทัลเคลื่อนที่ ซึ่งฝึกอบรมความรู้ความสามารถด้านดิจิทัลให้กับชาวเคนยาเกือบ 800 รายที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล และในเดือนกันยายน 2019 หัวเว่ยได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับสำนักงานระดับภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกของยูเนสโก ในการทำงานร่วมกันเพื่อนำ DigiTruck เข้าไปในอีกหลายประเทศ และทำให้ชาวแอฟริกาทุกคนสามารถเข้าถึงความรู้ความสามารถด้านดิจิทัลได้อย่างเท่าเทียมกัน

หัวเว่ยระบุในรายงานว่า เทคโนโลยีไอซีทีจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ และขอให้ทั้งแวดวงอุตสาหกรรมร่วมมือกันเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษยชาติ

นายเทา จิงเหวิน (Tao Jingwen) คณะกรรมการและประธานกรรมการ CSD ของหัวเว่ย กล่าวว่า “หัวเว่ยเชื่อในการเปิดกว้างและความร่วมมือเพื่อความสำเร็จร่วมกัน เรากำลังทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ร่วมแวดวงอุตสาหกรรม เช่น บริษัทซัพพลายเออร์ของเรา เพื่อสร้างอีโคซิสเต็มของภาคอุตสาหกรรม เรามั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถเอาชนะอุปสรรคและความท้าทายเหล่านี้ได้ เราจะมุ่งมั่นต่อไปจนถึงที่สุด และจะเดินหน้าสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าของเราและสังคมโลกในวงกว้างต่อไป”

อ่านรายงานด้านความยั่งยืนปี 2019 ฉบับเต็มของหัวเว่ยได้ที่ http://www.huawei.com/en/sustainability/sustainability-report

อ่านต่อ...

ข่าวประชาสัมพันธ์

เปิดเมกะดีล AIS ผนึก สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง ร่วมทุนตั้งบริษัท สห แอดวานซ์ เน็ทเวอร์ค นำ AIS 5G ปูพรมเต็มพื้นที่ EEC

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

 

เอไอเอส ผู้นำเครือข่าย 5G อันดับ 1 ที่มีคลื่นมากที่สุด ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญ กับบริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPI บริษัทในเครือสหพัฒน์ ที่มีความแข็งแกร่งด้านการดำเนินธุรกิจพัฒนาที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรม ลงนามจัดตั้งบริษัทร่วมทุน ภายใต้ชื่อบริษัท สห แอดวานซ์ เน็ทเวอร์ค จำกัด หรือ SAN” สานต่อแผนความร่วมมือพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ นำพลานุภาพ AIS 5G และ Network Infrastructure เสริมแกร่งอุตสาหกรรมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ยกระดับสู่ Smart Industrial ตอกย้ำความมุ่งมั่นของเอไอเอสในการนำเทคโนโลยี 5G ร่วมฟื้นฟูประเทศไทย พร้อมผลักดันภาคอุตสาหกรรมไทยทัดเทียมเวทีโลก

 

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่าเทคโนโลยี 5G เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ดิจิทัลเส้นใหม่ของประเทศ ที่จะช่วยให้ภาคส่วนต่างๆ พลิกสถานการณ์จาก Fall สู่ Fight กลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ที่ผ่านมา เราจึงให้ความสำคัญกับการลงทุนขยายเครือข่าย 5G ให้ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมร่วมทดลอง ทดสอบ กับพันธมิตรในแต่ละอุตสาหกรรม ทั้ง อุตสาหกรรมการขนส่ง, อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว, อุตสาหกรรมค้าปลีก, ด้านระบบรักษาความปลอดภัย, สมาร์ทซิตี้ ตลอดจนการนำไปใช้งานทางด้านสาธารณสุขในช่วงโควิด-19 เพื่อแสดงให้คนไทยและทุกภาคส่วนได้เห็นศักยภาพที่แท้จริงของการนำ 5G ไปใช้ประโยชน์

วันนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่เราได้สานต่อแผนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ 5G กับพันธมิตรไปอีกขั้น โดยร่วมมือกับบริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPI จัดตั้ง บริษัท สห แอดวานซ์ เน็ทเวอร์ค หรือ SAN ให้บริการโครงข่ายใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) และ ICT Infrastructure ภายในสวนอุตสาหกรรมของ SPI ทั้ง 4 แห่ง คือ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี, .กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี, .เมือง จ.ลำพูน และ อ.แม่สอด จ.ตาก รวมพื้นที่ประมาณ 7,255 ไร่ ซึ่งมีโรงงานตั้งอยู่กว่า 112 แห่ง พร้อมเตรียมนำ ICT Infrastructure และเทคโนโลยี 5G ทั้ง  5G Stand Alone (5G SA) เครือข่าย 5 โดยเฉพาะ ที่มีความเร็วสูงและความหน่วงต่ำ และ 5G Network Slicing  ที่เอไอเอส เป็นรายแรกรายเดียวในไทย ที่สามารถออกแบบเครือข่ายได้อย่างสอดคล้องและยืดหยุ่น ตอบโจทย์ลักษณะของอุตสาหกรรมแต่ละรูปแบบ แต่ละพื้นที่ได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพไปให้บริการในนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มผลผลิตให้กับโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC ทั้งยังเป็นต้นแบบของการนำเอาเทคโนโลยี 5G ไปใช้ในนิคมอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม

นายวิชัย กุลสมภพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าสหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง มีความตั้งใจที่จะพัฒนาสวนอุตสาหกรรมไปสู่มาตรฐานสากล โดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามายกระดับการบริหารและพัฒนาพื้นที่ภายในสวนอุตสาหกรรม เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ยกระดับกระบวนการผลิตสู่การเป็นโรงงานอัจฉริยะ และนำไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 วันนี้ เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมกับเอไอเอส นำโครงข่าย Fiber Optic มาให้บริการภายในสวนอุตสาหกรรมของ SPI ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการต่อยอดบริการที่หลากหลาย ตั้งแต่บริการวงจรสื่อสารความเร็วสูง และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสำหรับองค์กร อีกทั้งยังเป็นการรองรับการเติบโตของบริการ 5G สำหรับกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมในอนาคต

ทั้งนี้ เราเชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพของ สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง ที่เป็นผู้นำด้านสินค้าอุปโภคและบริโภค และมีความแข็งแกร่งด้านการดำเนินธุรกิจพัฒนาที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรมมาอย่างยาวนาน เมื่อผนวกกับจุดแข็งของเอไอเอส ในด้านโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมที่แข็งแกร่งด้วยเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และครอบคลุมทั่วประเทศ จะช่วยให้ผู้ประกอบการภายในนิคมอุตสาหกรรมพื้นที่ EEC สามารถผลิตสินค้าและดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน ช่วยดึงดูดให้นักลงทุนจากทั่วทุกมุมโลกสนใจมาลงทุนตั้งฐานการผลิตที่ในพื้นที่ EEC มากยิ่งขึ้น อันจะเป็นการช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้กลับมาแข็งแกร่ง และยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับคนไทยได้อย่างยั่งยืนนายวิชัย กล่าวปิดท้าย

สำหรับ บริษัท สห แอดวานซ์ เน็ทเวอร์ค หรือ SAN จัดตั้งขึ้นด้วยทุนจดทะเบียน 300,000 หุ้น เป็นเงิน 30,000,000 บาท โดย บริษัท แอดวานซ์ บรอดแบรนด์ เน็ทเวอร์ค จำกัด (ABN) ถือหุ้น 70% คิดเป็นเงินลงทุน 21 ล้านบาท และ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (SPI) ถือหุ้น 30% คิดเป็นเงินลงทุน 9 ล้านบาท

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

Featured2 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว realme X50 Pro 5G ขุมพลังความเร็วแห่งอนาคต Snapdragon 865 5G, รองรับ 5G, 65W SuperDart Charge พร้อมจัดเต็มเรื่องกล้องรวม 6 เลนส์

Experience the perfect 5G today On the flagship smartphone HUAWEI P40 Series. Experience the perfect 5G today On the flagship smartphone HUAWEI P40 Series.
Android News2 สัปดาห์ ที่แล้ว

สัมผัสประสบการณ์ 5G ที่สมบูรณ์แบบได้แล้ววันนี้ บนสมาร์ทโฟนเรือธง HUAWEI P40 Series

ปีนี้หัวเว่ยรุกความเ...

SanDisk Extreme microSDXC A2 New Review 01 SanDisk Extreme microSDXC A2 New Review 01
Featured2 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว SanDisk Extreme microSDXC A2 โฉมใหม่! ติดตั้งเกมได้ลื่นไหล เปิดแอปไม่สะดุด และรองรับวิดีโอ 4K

โฉมใหม่ SanDisk Extr...

HUAWEI Y6p 4GB+64GB HUAWEI Y6p 4GB+64GB
Android News2 สัปดาห์ ที่แล้ว

HUAWEI Y6p 4GB+64GB เมมใหญ่ เก็บรูปได้เยอะ ราคาเล็ก ไม่เกิน 4,000 บาท!

รูปเยอะ ไฟล์แยะแค่ไห...

Android News2 สัปดาห์ ที่แล้ว

ส่องโปรพิเศษ HUAWEI ของแถมและสิทธิพิเศษมากมาย วันนี้ – 31 ก.ค.นี้ เท่านั้น

หัวเว่ยมอบส่วนลดพิเศ...

Advertisement

คลิปมาใหม่

ข่าวใหม่วันนี้

มือถือมาใหม่

ติดตาม กินเที่ยวกัน

กำลังมาแรง