ติดตามพวกเรา

ข่าวประชาสัมพันธ์

Sony ไทย วางขายเลนส์ซูเปอร์เทเลโฟโต้ 2 รุ่นใหม่ พร้อมกล้องฟูลเฟรมมิเรอร์เลส Alpha 9 II

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โซนี่ตอบรับตลาดถ่ายภาพมืออาชีพโต ส่งสุดยอดเลนส์ซูเปอร์เทเลโฟโต้ 2 รุ่นใหม่เสริมทัพ พร้อมกล้องฟูลเฟรมมิเรอร์เลสระดับเรือธง Alpha 9 II กับฟังก์ชั่นใหม่ที่ตอบโจทย์ช่างภาพสายอาชีพในอีกระดับ

Sony Alpha 9 II and G Master Lens

บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด เดินหน้าขยายฐานกลุ่มคนรักการถ่ายภาพและช่างภาพมืออาชีพ พร้อมตอบรับความต้องการใช้งานได้อย่างตรงโจทย์ด้วยเทคโนยีอันทรงประสิทธิภาพ ด้วยการเปิดตัวกล้องอัลฟ่าฟูลเฟรมมิเรอร์เลสระดับเรือธง รุ่น Alpha 9 II (α9 II) ที่พัฒนาขึ้นใหม่ล่าสุด ที่ต่อยอดสมรรถนะจากกล้อง Alpha 9 ด้วยเทคโนโลยีการเชื่อมต่อใช้งาน ล้ำสมัยที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของช่างภาพข่าว และสายกีฬาโดยเฉพาะ เพื่อเพิ่มขีดประสิทธิภาพในการทำงานได้อย่างสะดวก แม่นยำ และฉับไวยิ่งขึ้น ควบคู่กับการเสริมทัพเลนส์ของโซนี่เพื่อตอบโจทย์ความต้องการใช้งานของช่างภาพได้อย่างครอบคลุม ด้วยการเปิดตัวเลนส์ระดับซูเปอร์เทเลโฟโต้พร้อมกันอีก 2 รุ่น ได้แก่ เลนส์ไพรม์ซูเปอร์เทเลโฟโต้ 600mm F4 G Master™ (รุ่น SEL600F4GM) ซึ่งเป็นเลนส์ที่มีทางยาวโฟกัสไกลที่สุดของโซนี่ และยังมีน้ำหนักเบาที่สุดในโลก ในกลุ่มเลนส์ระดับเดียวกัน ที่โดดเด่นด้วยระบบออโต้โฟกัสอันทรงประสิทธิภาพ รายละเอียดสุดคมชัด และโบเก้ที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ พร้อมด้วยเลนส์ซูมซูเปอร์เทเลโฟโต้ในกลุ่ม G ซีรี่ส์ FE 200-600mm F5.6-6.3 G OSS (รุ่น SEL200600G) มาพร้อมระบบออโต้โฟกัสที่รวดเร็ว แม่นยำ และระบบควบคุมที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้การถ่ายภาพวัตถุเคลื่อนไหวเร็วมีความคมชัดในทุกรายละเอียด ตอบโจทย์ช่างภาพมืออาชีพสายถ่ายภาพกีฬา ตลอดจนการถ่ายภาพนก และสัตว์ป่า เป็นต้น ซึ่งโซนี่มั่นใจว่าการเปิดตัวผลิตภัณฑ์กล้องอัลฟ่ามิเรอร์เลส และเลนส์ระดับซูเปอร์เทเลโฟโต้ออกสู่ตลาดในครั้งนี้ จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาด พร้อมทั้งเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มธุรกิจดิจิตอล อิมเมจจิ้งของโซนี่ยิ่งขึ้น

นางสาวลีลนา เพียรพิริยะ ผู้จัดการอาวุโสแผนกการตลาดผลิตภัณฑ์ดิจิตัล อิมเมจจิ้ง บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด กล่าวว่า “ความนิยมในการใช้กล้องดิจิตอล และเลนส์ในประเทศไทยยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงไลฟ์สไตล์การถ่ายภาพที่หลากหลายจึงจำเป็นต้องมีกล้อง เลนส์ และอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับการถ่ายภาพประเภทต่าง ๆ ปัจจุบันโซนี่ได้มีเลนส์ประเภทต่าง ๆ ครอบคลุมการใช้งานของช่างภาพตั้งแต่มือสมัครเล่น ไปจนถึงมืออาชีพ รองรับทั้งการถ่ายภาพนิ่ง และวิดีโอด้วยเลนส์ E-Mount จำนวนกว่า 54 รุ่น รวมถึงเลนส์ G Master อีก 10 รุ่น ครอบคลุมตั้งแต่เลนส์ไวด์ขนาด 12 ม.ม. ไปจนถึงเลนส์ซูเปอร์เทเล 1200 ม.ม. จะเห็นได้ว่าในปีนี้โซนี่ได้แนะนำกล้องใหม่ที่มาพร้อมเทคโนโลยีล่าสุดหลายรุ่นด้วยกัน อาทิ Alpha 7R IV ความละเอียด 61 ล้าน พร้อมฟังก์ชั่นครอปเซ็นเซอร์ที่ 24 ล้าน, กล้อง Alpha 6600 และ Alpha 6100 ที่จับโฟกัสได้อย่างรวดเร็ว จนถึงกล้องรุ่นล่าสุด Alpha 9 II ที่สุดของในระบบโฟกัสทั้งความรวดเร็ว และแม่นยำ พร้อมเทคโนโลยี Real Time Tracking ทั้งคน และสัตว์ และทำงานได้ทั้งระบบถ่ายภาพนิ่ง และวิดีโอ อีกทั้ง ยังได้เปิดตัวเลนส์อีกหลายรุ่นด้วยกัน ซึ่งรวมถึงเลนส์ในตระกูล G Master และ G Series รุ่นใหม่ล่าสุดพร้อมกันอีก 2 รุ่น ได้แก่เลนส์ซูเปอร์เทเล 600F4 G Master™ และ 200600G ที่เข้ามาเสริมทัพเลนส์ของโซนี่เพื่อตอบโจทย์ช่างภาพสายกีฬา ถ่ายภาพนก และสัตว์ป่าโดยเฉพาะ ทั้งนี้ โซนี่ได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีของเลนส์ทุกรุ่นร่วมกันกับกล้องโซนี่ เพื่อรีดประสิทธิภาพในการทำงาน และคุณภาพให้ออกมาดีที่สุดโดยเฉพาะเมื่อใช้งานร่วมกัน โซนี่มั่นใจว่าการเปิดตัวกล้องอัลฟ่า และเลนส์ใหม่ในครั้งนี้ จะสามารถขยายไลน์อัพให้ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าที่ชื่นชอบถ่ายภาพ ตลอดจนช่างภาพมือสมัครเล่น และมืออาชีพ และยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจดิจิตัล อิมเมจจิ้ง ของโซนี่อีกด้วย”

ผลิตภัณฑ์ดิจิตอล อิมเมจจิ้ง รุ่นใหม่จากโซนี่ประกอบด้วย

กล้องอัลฟ่ามิเรอร์เลส รุ่น α9 II (อัลฟ่า 9 มาร์ค ทู)

สุดยอดกล้องมิเรอร์เลสฟลูเฟรมระดับเรือธงรุ่นใหม่ล่าสุดในตระกูลอัลฟ่า ที่ได้รับการต่อยอดจากความสำเร็จของกล้องรุ่น α9 ให้มีประสิทธิภาพการทำงานที่รวดเร็วขึ้นกว่าเดิมทั้งการถ่ายภาพนิ่งและวิดีโอ

ทำให้เป็นกล้องประสิทธิภาพสูงที่รองรับการทำงานระดับมืออาชีพด้วย อีกทั้งยังตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพกีฬาและภาพสัตว์ในระยะไกลได้เต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ด้วยฟีเจอร์เด่นมากมายเช่น Image Quality 24.2Mps / Speed 20 Fps / 0 Blackout (Blackout-Free) / FTP Connectivity

ด้วยเซ็นเซอร์ Full Frame Stacked Exmor RS CMOS ที่มีความละเอียดสูง 24.2 เมกกะพิกเซล พร้อมกับระบบวัดแสงอัตโนมัติที่ความละเอียดและแม่นยำสูงสุดที่ 60fps. ทำให้สามารถประมวลผลข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและสามารถถ่ายภาพต่อเนื่องได้ 20 ภาพต่อวินาทีแม้อยู่ในสถานที่ที่มีแสงน้อย อีกทั้งโฟกัสไม่หลุดออกจากวัตถุ โดยได้ภาพที่โฟกัสเข้าเป้าทุกภาพอย่างคมชัด และแม่นยำ โดยไม่มีอาการแบล็คเอาท์หรือเฟรมดำในช่องมองภาพ (Blackout-free) นอกจากนี้ ยังรองรับการถ่ายภาพต่อเนื่องแบบ Mechanic shutter ได้เร็วขึ้นที่ 10 ภาพต่อวินาที และเมื่อบันทึกเป็นไฟล์ RAW สามารถถ่ายภาพต่อเนื่องได้มากถึง 239 ภาพ และ 361 ภาพเมื่อบันทึกเป็น JPEG รวมถึงสามารถถ่ายภาพต่อเนื่องด้วยชัตเตอร์แบบกลไกได้เร็วขึ้นเป็น 10 ภาพต่อวินาที

ยิ่งไปกว่านั้น กล้อง α9 II ยังโดดเด่นด้วยระบบประมวลผลภาพอันทรงพลังอย่าง BIONZ X ที่ได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพให้ดียิ่งกว่ารุ่นเดิม เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถจับภาพได้อย่างรวดเร็วชัดเจนมากขึ้น พร้อมระบบโฟกัสแบบ Phase Detection 693 จุด ที่ครอบคลุมพื้นที่ในภาพถ่ายกว่า 93% และ Contrast Detection 425 จุด รวมถึงมีระบบ Fast Hybrid Auto Focus และ Real-time Eye AF ที่ช่วยให้การโฟกัสติดตามทั้งในส่วนดวงตามนุษย์และดวงตาสัตว์ได้อย่างง่ายดายและแม่นยำเพิ่มขึ้น แม้วัตถุจะเคลื่อนไหวรวดเร็วมาก ทั้งยังมีการปรับปรุงการทำงานของระบบชัตเตอร์ใหม่ให้ไม่เห็นการเคลื่อนที่เล็ก ๆ ที่ทำให้เบลอได้ รวมถึงมีระบบป้องกันสั่นภายในตัวกล้อง 5 แกน และโหมด anti-flicker shooting ทำให้ทนต่อการสั่นไหว และสามารถจับภาพอย่างมีคุณภาพเมื่ออยู่ในพื้นที่ที่หลอดฟลูออเรสเซนต์มีแสงน้อย พร้อมรองรับการบันทึกวิดีโอที่มีความละเอียดของภาพสูงสุดระดับ 4K อีกด้วย ขณะเดียวกัน ยังมาพร้อมฟังก์ชั่นใหม่ Voice Memo ที่ใช้งานร่วมกับ Imaging Edge สำหรับบันทึกเสียงพูดลงไปในไฟล์ภาพถ่ายได้ เพื่อช่วยให้การนำภาพมาใช้งานได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้นโดยเฉพาะช่างภาพที่ต้องออกภาคสนามตลอดเวลาโดยสามารถแปลงเสียงเป็นข้อความได้ ขณะที่ตัวกล้องได้รับการปรับปรุงดีไซน์ใหม่ให้จับถนัดมือยิ่งขึ้น พร้อมคุณสมบัติกันฝุ่นและละอองน้ำได้ดีกว่าเดิม ทำให้มีความทนทานพร้อมลุยไปเก็บภาพได้ทุกที่ทุกสถานการณ์ ส่วนกล้องด้านหลังมีจอแสดงผลเป็น LCD ขนาด 3 นิ้วที่รองรับระบบสัมผัสแบบใหม่ พร้อมช่องมองภาพแบบ Quad OLED Tru-Finder ความละเอียด 3.69 ล้านพิกเซล ช่วยให้มองเห็นภาพได้คมชัดสมจริง ที่สำคัญ ยังรองรับพอร์ตเชื่อมต่อ 1000BASE-T Ethernet สำหรับการส่งไฟล์ภาพที่รวดเร็วขึ้นผ่านระบบ FTPS และมีช่องใส่การ์ด 2 ช่อง โดยมี 1 ช่องรองรับทั้ง UHS-I และ UHS-II พร้อมช่องเสียบ USB 3.2 Type-C รวมทั้งกริปใหม่ขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อรองรับการถ่ายภาพแนวตั้ง และปุ่ม Joystick เพื่อการควบคุมกล้องที่ใช้งานได้ง่ายขึ้น โดยกล้อง α9 II พร้อมวางจำหน่ายในวันที่ 15 พฤศจิกายน ศกนี้ ในราคา 149,990 บาท

เลนส์ G Master รุ่น FE 600mm F4 GM OSS (SEL600F40GM)

เป็นเลนส์ Super Telephoto ตัวใหม่ล่าสุดของตระกูล G Master โดยเป็นเลนส์ระยะไกลที่มีรูรับแสงขนาดใหญ่เพื่อตอบโจทย์การถ่ายภาพกีฬา ภาพสัตว์ และถ่ายระยะไกลระดับมืออาชีพโดยเฉพาะ ด้วยระยะยิงที่ไกลถึง 600 มม. พร้อมกับรูรับแสงกว้างสุดที่ F4 มีน้ำหนักเลนส์อยู่ที่ 3,040 กรัมเท่านั้น ซึ่งถือว่าเบาที่สุดในเลนส์ระยะเดียวกันในตลาด จึงทำให้สะดวกสบายในการพกพาและเพิ่มความคล่องตัวแบบที่ไม่เคยไม่มาก่อน โดยภายในประกอบด้วยชิ้นเลนส์พิเศษ XA 1 ชิ้น, ED 2 ชิ้น และ Fluorite 3 ชิ้น ช่วยให้ได้ภาพที่มีความละเอียดคมชัดและลดการเกิดความคลาดเคลื่อนของสีต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงมี Blade Circular Aperture 11 ใบ พร้อมเคลือบด้วยเทคโนโลยี Nano AR Coating ช่วยให้ได้ภาพที่มีความละเอียดคมชัดสูงและลดความคลาดเคลื่อนของสี นอกจากนี้ ตัวเลนส์ยังใช้มอเตอร์ที่พัฒนาขึ้นใหม่แบบ Extreme Dynamic Linear Motor ถึง 2 ตัว ทำให้สามารถโฟกัสภาพได้รวดเร็วแม่นยำและเงียบกริบยิ่งขึ้นกว่าเดิม โดยระยะโฟกัสใกล้สุดอยู่ที่ 4.5 เมตร ทั้งยังมีระบบกันภาพสั่นไหว OSS ในตัว รวมถึงปุ่มปรับโฟกัสที่ปรับแต่งได้ใน 4 จุดแตกต่างกัน และ Full Time DMF ซึ่งจะช่วยปรับโฟกัสแบบแมนนวลได้อย่างฉับไวตลอดเวลา ขณะที่ตัวเลนส์ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันด้วยแมกนีเซียมอัลลอยที่มาพร้อมกับ ช่องใส่ฟิลเตอร์ (Drop-In Filter Slot) ซึ่งช่วยให้การใช้งานสะดวกยิ่งขึ้น เลนส์ด้านหน้ายังเคลือบด้วยฟลูออรีน ทำให้มีความทนทาน รวมถึงกันฝุ่น รอยนิ้วมือ และละอองน้ำได้เป็นอย่างดีเพื่อให้ช่างภาพได้ลุยป่าเก็บภาพความประทับใจของฝูงสัตว์ได้อย่างสนุกสนานยิ่งขึ้น วางจำหน่ายแล้ววันนี้ ในราคา 459,990 บาท

เลนส์ G รุ่น FE 200-600mm F5.6-6.3 G OSS (รุ่น SEL200600G)

เป็นสุดยอดนวัตกรรมเลนส์สำหรับกล้องมิเรอร์เลส E-Mount รุ่นเรือธงที่ออกมาเสริมทัพเลนส์ตระกูล G ของโซนี่ โดยจุดเด่นอยู่ตรงที่นอกจากจะเป็นเลนส์ซูเปอร์เทเลซูมคุณภาพที่ให้ทางยาวโฟกัส 200-600 มม.แล้ว ยังได้รับการออกแบบมาให้สามารถต่อกับ Teleconverter 1.4x และ 2x ได้ ทำให้สามารถขยายความยาวโฟกัสได้ถึง 1200 มม. F13 โดยภาพยังมีคงคุณภาพสวยงาม จึงเป็นเลนส์ที่เหมาะสำหรับช่างภาพที่ชื่นชอบการถ่ายภาพกีฬา สัตว์ป่า และภาพระยะไกลอย่างสมบูรณ์แบบ โดยให้ค่ารูรับแสงกว้าง F5.6-6.3 ตลอดช่วงซูม พร้อมชิ้นเลนส์ 24 ชิ้น 17 กลุ่ม โดยมีชิ้นเลนส์แก้ว ED (Extra-low Dispersion) จำนวน 5 ชิ้น และเลนส์ Aspherical อีก 1 ชิ้น รวมถึงมี Blade Circular Aperture 11 ใบ เพื่อให้ได้โบเก้ที่สวยงาม พร้อมเคลือบด้วยเทคโนโลยี Nano AR Coating ช่วยให้ได้ภาพที่มีความละเอียดคมชัดสูงและลดความคลาดเคลื่อนของสี ยิ่งไปกว่านั้น ยังใช้ระบบมอเตอร์ความเร็วสูง Direct Drive Super Sonic Wave (DDSSM) ซึ่งนอกจากจะให้ความละเอียดสูงในการถ่ายภาพกีฬาและสัตว์จากระยะไกลได้อย่างรวดเร็ว เที่ยงตรง และแม่นยำแล้ว ยังทำงานได้เงียบปราศจากเสียงรบกวนด้วย โดยจับภาพได้ใกล้สุดที่ 2.4 เมตร ทั้งยังมีระบบกันสั่นในตัว รวมถึงมีวงแหวนโฟกัส มี Linear Response MF สำหรับการปรับโฟกัสแบบแมนนวล ทำให้ผู้ใช้สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวด้วยมือได้อย่างฉับไวเหมาะกับสถานการณ์ในการถ่ายภาพต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ทั้งยังกันละอองน้ำและฝุ่นได้เป็นอย่างดี โดยเลนส์ G รุ่น FE 200-600mm F5.6-6.3 G OSS เริ่มวางจำหน่ายแล้ว ในราคา 69,990 บาท

ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ข้อมูลโซนี่ โทร. 0-2715-6100 หรือเยี่ยมชม www.sony.co.th และทดลองสัมผัสประสบการณ์ถ่ายภาพด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำจากผลิตภัณฑ์ดิจิตัล อิมเมจจิ้ง ได้ที่โชว์รูมโซนี่ สโตร์ ทุกสาขา ร้านโซนี่ เซ็นเตอร์ และร้านผู้แทนจำหน่ายกล้องชั้นนำ

ข่าวประชาสัมพันธ์

AIS ผนึก SCB และ ม.อ. ปักหมุด สร้างต้นแบบ 5G ในภาคอุตสาหกรรมได้สำเร็จ รายแรก!

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

นายวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ เอไอเอส กล่าวว่า “5G คือเทคโนโลยีที่จะเข้ามาพลิกโฉมสังคมไทย และยกระดับขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมไปอีกขั้น พร้อมขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็น Thailand 4.0 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจน อำนวยความสะดวกด้านการสื่อสารของผู้ใช้บริการโดยทั่วไป จากคุณสมบัติ 3 ส่วน คือ ความเร็วที่เพิ่มขึ้น, ขีดความสามารถการเชื่อมต่อ IoT และเครือข่ายที่ตอบสนองได้รวดเร็วและเสถียร เอไอเอส ในฐานะผู้นำอันดับ 1 ด้านนวัตกรรมเครือข่ายและเทคโนโลยี มีความมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคตอยู่เสมอ เพื่อเป็นแกนสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็น Thailand 4.0
ดังที่ผ่านมา เอไอเอสเป็นผู้นำนวัตกรรม 5G รายแรกรายเดียวของไทยที่ทดลองทดสอบ 5G ครบแล้วทั่วไทย โดยเปิดพื้นที่ให้นักพัฒนา นักวิจัย นิสิตนักศึกษา และประชาชนได้ร่วมศึกษา ทดลอง ทดสอบการใช้งาน 5G ในหลากหลายมิติมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของเทคโนโลยี 5G ว่ามีความสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยอย่างไร ตลอดจน เรามีความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางความร่วมมือในการสร้าง Ecosystem ของการพัฒนานวัตกรรม เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้งานทั่วทุกภูมิภาคและทุกเจเนอเรชัน

 

สำหรับความร่วมมือระหว่างเอไอเอส, เอสซีจี และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในครั้งนี้ จึงถือเป็นก้าวย่างสำคัญของการทดสอบ 5G ในภาคอุตสาหกรรมไทย ซึ่งได้ร่วมคิดค้นและพัฒนาโซลูชั่นในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิตด้วย 5G ทดลองทดสอบในสภาพแวดล้อมจริง บนคลื่นความถี่ 2.6 GHz ภายใต้การสนับสนุนของ กสทช. เป็นครั้งแรกที่เราจะได้เห็น Use Case จริงที่สามารถนำไปต่อยอดใช้งานได้จริงในอนาคต ผ่านการสาธิตการบังคับรถยกของ Forklift ขับเคลื่อนระยะไกล จากกรุงเทพฯ – สระบุรี เป็นครั้งแรกของภาคอุตสาหกรรมของไทย ทำให้เราเชื่อมั่นได้ว่า เทคโนโลยี 5G จะเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงและมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนภาคธุรกิจของไทยได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม การพัฒนานวัตกรรม 5G ยังมีองค์ประกอบและปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่างๆ อีกหลายด้าน ซึ่งจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนใน Ecosystem ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม 5G เพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขันในเวทีโลก พร้อมช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อไป”
ด้าน นายอรรถพงศ์ สถิตมโนธรรม ผู้อำนวยการ โครงการระบบอัตโนมัติและอุตสาหกรรม 4.0 เอสซีจี กล่าวถึงความร่วมมือครั้งสำคัญนี้ว่า “เอสซีจี มุ่งปรับเปลี่ยนการดำเนินงานด้านต่างๆ ในทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง แพคเกจจิ้ง และเคมิคอลส์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้องค์กรเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยจัดตั้งคณะทำงานด้าน Mechanization, Automation and Robotics (MARs) และ Industry 4.0 ขึ้น ตั้งแต่ปี 2559 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับกระบวนการผลิตให้เป็นโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) ด้วยการนำเทคโนโลยีด้าน MARs และ Industry 4.0 มาผสมผสานกัน โดยใช้เงินลงทุนกว่า 860 ล้านบาท ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 จนออกมาเป็นโซลูชันต่างๆ อาทิ การแจ้งเตือนเครื่องจักรก่อนการซ่อมบำรุง (Smart Maintenance) การใช้หุ่นยนต์ในห้องปฏิบัติการด้านการตรวจวัด (Smart Laboratory) การทำระบบจ่ายปูนให้ลูกค้าแบบอัตโนมัติ (Smart Dispatching) และการเชื่อมโยงข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้ทุกคนเห็นข้อมูลเดียวกันที่ถูกต้องและนำมาวิเคราะห์ให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจ รวมทั้งตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น
ทั้งนี้ เอสซีจีให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ กับองค์กรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านต่างๆ เพื่อให้การดำเนินงานสามารถประสบความสำเร็จได้ดีและรวดเร็วยิ่งขึ้น จึงเป็นที่มาของความร่วมมือกับเอไอเอสในครั้งนี้ เพื่อให้ลูกค้าของเราได้รับสินค้าและบริการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของไทยให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น

สำหรับโครงการ “การพัฒนารถ Forklift ขับเคลื่อนระยะไกลด้วยเครือข่าย 5G” ดังกล่าว เริ่มดำเนินการที่โรงงานของเอสซีจี ใน จ.สระบุรี เป็นแห่งแรก เพราะมีการเคลื่อนย้ายทั้งวัตถุดิบและสินค้าโดยใช้รถ Forklift เพื่ออำนวยความสะดวกจำนวนมาก อีกทั้งรถ Forklift ยังเป็น material mobility ที่ควบคุมได้ง่ายที่สุด ก่อนจะต่อยอดไปทดลองกับเครื่องมืออื่นๆ ในอนาคต ซึ่งการนำเครือข่าย 5G ที่มีความรวดเร็วในการตอบสนองแบบเรียลไทม์ และมีความแม่นยำในการส่งผ่านข้อมูลที่จำเป็นสำหรับระบบอัตโนมัติขั้นสูงมาใช้นั้น จะช่วยตอบโจทย์ของเอสซีจี ทั้งการมีผลิตผลที่มากขึ้นเพราะพนักงานสามารถควบคุมรถจากที่ใดก็ได้ อีกทั้งยังสามารถฝึกอบรมการใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ต่างๆ ให้กับพนักงานที่อยู่ในพื้นที่อื่นๆ ได้โดยไม่ต้องเดินทางไปที่หน้างาน

ส่วนทิศทางของเอสซีจีในการนำเทคโนโลยี 5G มาใช้เสริมขีดความสามารถของธุรกิจในอนาคตนั้น สามารถเป็นไปได้ทั้งการเพิ่มความปลอดภัยในงานที่มีความเสี่ยง เช่น การทำงานของเครื่องจักรบริเวณเหมืองและเตาเผาปูนซีเมนต์ การเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เช่น การเพิ่มความเร็วในส่งผ่านข้อมูลขนาดใหญ่จากโรงงานในหลากหลายพื้นที่มายังศูนย์ควบคุมส่วนกลางเพื่อให้บริหารจัดการข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ และการเสริมประสิทธิภาพให้ธุรกิจโลจิสติกส์ การตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ดีขึ้น เช่น การเสริมประสิทธิภาพของ IoT ในบ้าน ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและปลอดภัยในการอยู่อาศัยมากขึ้น หรือ Smart Home รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาตามแนวทาง Industry 4.0 ได้อย่างแท้จริง”

รองศาสตราจารย์ ดร.พีระพงศ์ ทีฆสกุล ผู้อำนวยการ โครงการ อินโนเวชั่น ฮับส์ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยสถาบันวิจัยและนวัตกรรมดิจิทัล เราทำงานวิจัยและพัฒนาอย่างใกล้ชิดกับ ภาคเอกชนและภาคอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันศึกษา ทดลอง ทดสอบ เทคโนโลยี 5G ในมิติต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างและพัฒนาเทคโนโลยีให้มีความพร้อมมากที่สุด เพื่อส่งมอบต่อให้กับภาคอุตสาหกรรมนำไปใช้งานได้จริง ส่งเสริมศักยภาพในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม สำหรับงานวิจัยพัฒนานี้ ได้รับทุนสนับสนุนจาก Innovation hub กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เพื่อนำ platform ระบบสมองกลฝังตัวขั้นสูงสำหรับยานยนต์ ผสมกับ ระบบควบคุม latency ต่ำ ผ่านทางไกลบนเครือข่าย 5G AIS นำไปใช้จริงในภาคการผลิตของอุตสาหกรรมได้ในอนาคต”

อ่านต่อ...

ข่าวประชาสัมพันธ์

คิวยาวเหยียด ห้างทะลัก! เมื่อดีแทค รีวอร์ดให้ฟินกับชานมไข่มุกแสนอร่อย วันนี้ 10,000,000 เม็ด 100,000 แก้วทั่วประเทศ

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

 

เจอคิวชานมไข่มุกยาวเหยียด เซอร์ไพรส์แรก  แจกฟรี ชานมไข่มุก แสนอร่อยวันนี้ เมื่อดีแทค รีวอร์ด จัดให้ “ตามใจปากทุกวันศุกร์” แจกชานมไข่มุก ให้ฟินทั้งกินทั้งดื่ม Ochaya, Koi The และ Tiger Sugar   แจกชานมไข่มุกฟรีรวมกว่า 10,000,000 เม็ด หรือ 100,000 แก้ว  ให้ลูกค้าได้ #ตามใจปากทุกวันศุกร์  กันให้ฟินสุดๆ  ลูกค้าดีแทคสามารถรับสิทธิ์ได้ง่ายๆผ่าน ดีแทค แอป และติดตามดีลสุดพิเศษทุกศุกร์ได้จาก Line dtac reward  และ Facebook dtac reward  และเว็บไซต์ www.dtac.co.th/dtacreward

 

ดีแทค รีวอร์ด จัดเต็มทุกวันศุกร์ ตลอดทั้งปี 2563 ให้ลูกค้าได้เซอร์ไพรส์กับดีลสุดพิเศษ จากแบรนด์ดัง ทั้งลด แลก แจก แถม เครื่องดื่ม ไอศครีม ขนมหวาน และอีกมากมาย ใครที่พลาดวันนี้ ศุกร์หน้าวันที่ 31 มกราคมมารับ ชานมไข่มุก แสนอร่อยได้อีก

อ่านต่อ...

ข่าวประชาสัมพันธ์

AIS Serenade ส่ง Serenade Great Deal เอาใจสาวกสมาร์ทโฟน ใช้ AIS Points แลกรับส่วนลดค่าเครื่องสูงสุด 18,000 บาท

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

เอไอเอส เซเรเนด ตอกย้ำผู้นำโปรแกรมดูแลลูกค้าที่ทรงพลังที่สุด เดินกลยุทธ์ผูกใจลูกค้าด้วยสิทธิพิเศษเหนือระดับ มอบความพิเศษด้านสมาร์ทโฟนให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง หลังได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามจากแคมเปญปีที่ผ่านมา ล่าสุด! สานต่อสิทธิพิเศษปีนี้กับโครงการ “Serenade Great Deal” เริ่มดีลแรกตรุษจีน 2563 เอาใจลูกค้าเซเรเนด เพียงใช้ AIS Points 200 พอยท์ แลกรับส่วนลดสมาร์ทโฟนได้สูงสุด 18,000 บาท พร้อมขยายการรับสิทธิ์จากเดิม 1 วัน เป็น 2 วัน ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 3 ของเดือน ให้ลูกค้าเซเรเนด มีโอกาสรับสิทธิ์เพิ่มมากขึ้น รับความพิเศษตลอดทั้งปี
ประเดิมเกรทดีลแรก วันที่ 25 – 26 มกราคมนี้ นำ AIS Points 200 พอยท์ แลกรับส่วนลด อาทิ

  • Samsung Galaxy Note 10+ (512GB) ลดเหลือเพียง 22,900 บาท จากราคาปกติ 40,900 บาท
  • VIVO V17 ราคาเพียง 6,999 บาท จากราคาปกติ 11,999 บาท
  • HUAWEI Y9s ลดเหลือเพียง 2,990 บาท จากราคาปกติ 7,990 บาท

 

พิเศษ! สำหรับสาวกแอปเปิล รับสิทธิพิเศษซื้อ iPhone รุ่น iPhone 11 Pro Max, iPhone 11 Pro, iPhone XS Max และ iPhone XS ราคาเริ่มต้นเพียง 13,500 บาท
จำนวนจำกัด 2,500 สิทธิ์ ที่ Serenade Club และ AIS Shop ทุกสาขา ลูกค้าเซเรเนด ติดตามข้อมูลและเงื่อนไขการรับสิทธิ์เพิ่มเติมได้ทาง www.ais.co.th/serenade/smartphone

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

Android News1 วัน ที่แล้ว

รวมโปรเด็ด HUAWEI Mate30 Pro จาก AIS, dtac และ TrueMove H เริ่มต้นเพียง 12,490 บาท

วันนี้จะพาไปอัปเดทโป...

OPPO A9 2020 The Best Super Spec Smartphone OPPO A9 2020 The Best Super Spec Smartphone
Android News2 สัปดาห์ ที่แล้ว

OPPO A9 2020 สเปคแรงสุด จัดเต็มทุกฟีเจอร์ The Best Super Spec Smartphone ของปี 2019

OPPO A9 2020 สมาร์ทโ...

realme-X50-5G realme-X50-5G
Android News3 สัปดาห์ ที่แล้ว

จับตา realme แบรนด์สมาร์ทโฟนที่เติบโตแบบก้าวกระโดด และก้าวสู่ความเป็นผู้นำที่เหนือกว่าในยุค 5G

ปัจจุบันไม่มีใครไม่ร...

Goodnight App Review Goodnight App Review
Android App4 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว Goodnight App แชทสนุกด้วยเสียง พบปะเพื่อนใหม่ หาคนพิเศษเพื่อบอกฝันดี!

วันนี้มีแอปพลิเคชั่น...

รีวิว Vivo V17 รีวิว Vivo V17
Featured1 เดือน ที่แล้ว

รีวิว Vivo V17 สมาร์ตโฟน “ฉีกทุกกฏในทุกช็อต” หน้าจอ Ultra O Screen, แบตอึด 4500mAh ชาร์จเร็ว 18W และกล้อง AI 4 เลนส์

Vivo V17 สมาร์ตโฟนที...

Advertisement

ข่าวใหม่วันนี้

กำลังมาแรง