Connect with us

Smart Review

รีวิว Samsung Galaxy S21 Ultra 5G หลังใช้งาน 1 สัปดาห์ โดนใจหรือไม่

Published

on

รีวิว Samsung Galaxy S21 Ultra 5G สมาร์ทโฟนที่มีการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน หน้าจอ Dynamic AMOLED 2X ความคมชัดระดับ 1440p และรองรับ Adaptive Refresh Rate ระหว่าง 10Hz ถึง 120Hz

รีวิว Samsung Galaxy S21 Ultra 5G

สรุปสเปค Samsung Galaxy S21 Ultra 5G

  • ขนาดตัวเครื่อง : 165.1 x 75.6 x 8.9 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 227 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Dynamic AMOLED 2X กว้าง 6.8 นิ้ว ความละเอียด 1440 x 3200 พิกเซล Refresh Rate 120Hz, รองรับ HDR10+
  • หน่วยประมวลผล : Exynos 2100 (5 nm)
  • ความจำภายใน 12GB+128GB, 12GB+256GB หรือ 16GB+512GB
  • ระบบปฎิบัติการ Android 11 ครอบทับด้วย One UI 3.1
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 4 เลนส์แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 108 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 รองรับระบบกันสั่นไหว OIS
    • เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ Telephoto ความละเอียด 10 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4, 3x Optical zoom และรองรับระบบกันสั่นไหว OIS
    • เลนส์ Telephoto Periscope ความละเอียด 10 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/4.9, 10x Optical zoom และรองรับระบบกันสั่นไหว OIS
  • กล้องหน้าความละเอียด 40 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • รองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ NanoSIM 1 ซิม + eSIM
  • รองรับ 5G, Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/6e, Bluetooth 5.2, NFC และพอร์ต USB Type-C 3.2
  • แบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh รองรับ Fast Charge 25W, Reverse wireless charging 4.5W และ Wireless Charge 15W

ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

Samsung Galaxy S21 Ultra 5G ด้านการดีไซน์มีผิวสัมผัสและวัสดุให้ความรู้สีกดีและมีความพรีเมี่ยมมากๆ ขอบเครื่องแบบโค้งทำให้จับถนัดมือและกระชับมือมากขึ้น

รีวิว Samsung Galaxy S21 Ultra 5G

ดีไซน์ที่โดดเด่นและทำให้รู้เลยว่าเป็น S21 Ultra 5G อยู่ที่โมดูลกล้องหลังทรงสี่เหลี่ยมที่เป็นชิ้นเดียวกันและนูนขึ้นมาเหนือฝาหลังบริเวณมุมบนซ้ายของฝาหลัง

รีวิว Samsung Galaxy S21 Ultra 5G

รุ่นท็อปของซีรีส์นี้มีกล้องหลังทั้งหมด 4 เลนส์ ความละเอียดสูงสุด 108 ล้านพิกเซล มีกล้อง Ultra Wide 1 เลนส์ และกล้อง Telephoto อีก 2 เลนส์ ที่ซูมได้ในระยะที่แตกต่างกัน โดยอีกตัวที่เห็นเหมือนเป็นเลนส์กล้องคือระบบโฟกัสแบบ PDAF และ Laser AF

รีวิว Samsung Galaxy S21 Ultra 5G

ตัวเครื่องที่ใช้รีวิวในครั้งนี้เป็น Phantom Silver หรือสีเงิน ซึ่งเป็นสีที่ให้มิติของสีเครื่องแตกต่างกันออกไปตามสภาพแสงที่อยู่โดยรอบ หรือถ้ามองในมุมต่างๆ ก็จะเห็นเป็นโทนสีอื่นๆ ที่ดูสวยงามอีกด้วย

รีวิว Samsung Galaxy S21 Ultra 5G

ขอบด้านล่างมีช่องใส่ซิมการ์ด, ไมโครโฟน, พอร์ต USB Type-C และลำโพง

รีวิว Samsung Galaxy S21 Ultra 5G

ขอบด้านขวามีปุ่ม Power และปุ่มปรับระดับเสียง

รีวิว Samsung Galaxy S21 Ultra 5G

หน้าจอของรุ่นนี้มีขนาด 6.8 นิ้ว Dynamic AMOLED 2X ความละเอียด QHD+ (2K+) สีสันสดใส, รองรับ HDR10+ และฝังกล้องหน้าลงในหน้าจอ ทำให้พื้นที่การใช้งานมากขึ้นแต่ขนาดตัวเครื่องไม่แตกต่างจากรุ่นก่อนหน้า และครอบด้วยกระจก Gorilla Glass Victus

รีวิว Samsung Galaxy S21 Ultra 5G

เลนส์กล้องหน้ามีความละเอียดมากขึ้นคือ 40 ล้านพิกเซล ถือว่าอัปเกรดขึ้นมาเยอะพอสมควร และลำโพงที่อยู่บริเวณขอบเครื่องด้านบนนี้ก็จะถูกใช้ให้เป็นลำโพงตัวที่ 2 สำหรับสเตอริโอด้วย

รีวิว Samsung Galaxy S21 Ultra 5G

หน้าจอของ S21 Ultra 5G รองรับ Adaptive Refresh Rate ระหว่าง 10Hz ถึง 120Hz ทำให้เราสามารถใช้งาน 120Hz ที่ความละเอียดสูงสุดได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับคอนเทนท์ที่กำลังใช้งาน

รีวิว Samsung Galaxy S21 Ultra 5G

ฟีเจอร์ที่หลายคนเคยเห็นบน Galaxy Note อย่างการใช้งานด้วยปากกา S Pen ก็รองรับการใช้งานในรุ่นใหม่นี้แล้ว แต่ตัวเครื่องไม่ได้มีที่เก็บปากกา ก็ต้องหาเคสหรืออุปกรณ์เสริมสำหรับเก็บปากกาเพิ่มเติมเอง โดยเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือถูกฝังไว้ใต้กระจกหน้าจอแสดงผล สามารถแตะนิ้วบนหน้าจอเพื่อสแกนได้เลย ซึ่งพื้นที่สำหรับอ่านลายนิ้วมือก็มีขนาดใหญ่ขึ้นและมีการพัฒนาให้อ่านลายนิ้วมือได้เร็วขึ้นด้วย

นอกจากนี้แล้ว ตัวเครื่องสามารถทนน้ำได้ตามมาตรฐาน IP68 คือกันน้ำได้ลึก 1.5 เมตร นานสูงสุด 30 นาที

รีวิว Samsung Galaxy S21 Ultra 5G

ซอต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

Samsung Galaxy S21 Ultra 5G มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Android 11 ครอบทับด้วย One UI 3.1 ซึ่งมีฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่สามารถใช้งานได้ทันทีตั้งแต่แกะออกจากกล่อง ในเมนูการตั้งค่ามาพร้อมฟีเจอร์แสดงคำค้นหาล่าสุด และการค้นหาด้วยแฮชแท็ก โดยจะแสดงรายการเมนูที่เกี่ยวข้องกับแฮชแท็กนั้นๆ

เริ่มจากฟีเจอร์ด้านการเชื่อมต่อรองรับ 2 ซิมการ์ด ใช้งานบนเครือข่าย 5G ได้ทันที, Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/6e, Bluetooth 5.2, NFC และพอร์ต USB Type-C 3.2

รีวิว Samsung Galaxy S21 Ultra 5G

การโทร มีฟีเจอร์ใหม่สำหรับการตั้งค่าหน้าตาตอนโทรได้ โดยมีให้เลือก 2 รูปสำหรับรายชื่อโทรที่มีรูปโปรไฟล์ รวมไปถึงเลือกพื้นหลังได้ด้วย ในขณะที่การตั้งค่าแสดงการโทรเข้าก็เลือกได้ 3 แบบ ได้แก่ เต็มหน้าจอ ป๊อปอัพ และป๊อปอัพขนาดเล็ก

รีวิว Samsung Galaxy S21 Ultra 5G

ระบบเสียงสามารถตั้งเสียงเรียกเข้าที่แตกต่างกันได้ให้กับแต่ละซิม และลำโพงตัวเครื่องรองรับระบบ Dolby Atmos ทั้งการดูทอนเทนท์และการเล่นเกม โดยไม่จำเป็นต้องใช้งานร่วมกับหูฟัง

รีวิว Samsung Galaxy S21 Ultra 5G

รูปแบบการแจ้งเตือนบนหน้าจอสามารถเลือกได้ว่าจะเป็นสรุปหรือแบบแสดงรายละเอียด รวมไปถึงกำหนดช่วงเวลาห้ามมีการแจ้งเตือนด้วยการเปิดโหมดห้ามรบกวน

รีวิว Samsung Galaxy S21 Ultra 5G

จอภาพมีการอัปเกรดให้รองรับฟีเจอร์ Adaptive Refresh Rate ระหว่าง 10Hz ถึง 120Hz หรือถ้าต้องการแสดงผลมาตรฐาน 60Hz ก็สามารถเลือกได้เช่นกัน อีกทั้งยังมีโหมดถนอมสายตา และเลือกความสดของสีที่แสดงบนหน้าจอได้

รีวิว Samsung Galaxy S21 Ultra 5G

หน้าจอล็อกรองรับ Always On Display สำหรับแสดงเวลาและข้อมูลการแจ้งเตือนในขณะหน้าจอปิดอยู่ และเลือกตั้งเวลาให้แสดงได้ เช่น แตะหน้าจอให้แสดงนาน 10 วินาที หรือเลือกให้แสดงตลอดเวลา เป็นต้น

รีวิว Samsung Galaxy S21 Ultra 5G

ด้านความปลอดภัยและการปลดล็อคหน้าจอ มีระบบจำแนกใบหน้าและลายนิ้วมือ

รีวิว Samsung Galaxy S21 Ultra 5G

สำหรับแผงขอบหรือ Edge panel เมื่อปัดจากขอบด้านข้างหน้าจอจะเป็นแผงที่สามารถเลือกใส่ไอคอนแอปที่เราใช้งานบ่อยๆ และอื่นๆ ได้ตามการใช้งาน เพื่อความสะดวกในการเลือกใช้เมื่ออยู่ในหน้าจอใดก็ตาม

รีวิว Samsung Galaxy S21 Ultra 5G

ฟังก์ชั่นการใช้งาน S Pen ร่วมกับ S21 Ultra 5G สามารถเลือกตั้งค่าต่างๆ ได้ ซึ่งรูปแบบเมนูต่างๆ ก็จะคล้ายกับบน Galaxy Note20 โดยรองรับ Air View ได้ด้วย

รีวิว Samsung Galaxy S21 Ultra 5G

ฟีเจอร์อื่นๆ ที่ใช้งานได้บน S21 Ultra 5G ได้แก่

  • Call & Message Continuity โทรและส่งข้อความบนอุปกรณ์อื่นๆ เพีงทำการล็อกอินด้วย Samsung Account เดียวกันทั้ง 2 อุปกรณ์
  • ใช้แอพต่อบนอุปกรณ์อื่น
  • ลิงก์กับ Windows
  • Samsung DeX
  • Android Auto เชื่อมต่อกับรถที่รองรับ
รีวิว Samsung Galaxy S21 Ultra 5G

สำหรับ Samsung DeX สามารถเชื่อมต่อแบบไร้สายไปยังทีวี หรือ PC ที่ทำงานร่วมกันได้ หรือเลือกเชื่อมต่อผ่านสายเคเบิลก็ได้เช่นกัน

รีวิว Samsung Galaxy S21 Ultra 5G

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

ชิปประมวลผล Exynos 2100 เป็นชิปเซ็ตรุ่นใหม่ล่าสุดที่ใช้เทคโนโลยีกระบวนการผลิตที่ 5nm โดยซีพียูหหลักเป็น Cortex-X1 ความเร็ว 2.9GHz จำนวน 1 คอร์ + Cortex-A78 ความเร็ว 2.8GHz จำนวน 3 คอร์ + Cortex-A5 ความเร็ว 2.2GHz จำนวน 4 คอร์ ซึ่งเป็นซีพียู Cortex แบบเดียวกับ Snapdragon 888 ทั้งหมด แต่ความเร็ว Clock นั้น Exynos 2100 สูงมากกว่า

ผลการทดสอบ AnTuTu เป็นการทดสอบภาพรวมของการทำงานในส่วนของหน่วยความจำแรม และประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยประมวลผลกราฟิกหรือ GPU ระดับคะแนนของ S21 Ultra 5G ทำได้มากกว่า 628,651 คะแนน ถือว่าทำได้สูงมาก

สำหรับตัวกราฟิก Mali-G78 MP14 รองรับ API กราฟิกที่ทันสมัย เช่น OpenGL และ Vulkan ซึ่งคะแนนในส่วนของ GPU ทำได้สูงถึง 263,026 คะแนน ถือว่าสูงมากๆ

อุณหภูมิระหว่างการทดสอบด้วย AnTuTu พบว่าตัวเครื่องร้อนสูงสุด 37.4 องศา จากปกติทั่วไปถ้าไม่ได้ใช้งานเมื่ออยู่ในห้องแอร์ จะอยู่ที่ 27.2 องศา

ผลการทดสอบด้วย Geekbench 5 เพื่อทดสอบประสิทธิภาพการทำงานและการประมวลผล การทดสอบนี้จะทำการประมวลออกมาเป็นตัวเลขแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ Single-Core และ Multi-Core หากได้คะแนนยิ่งสูงประสิทธิภาพการทำงานจะยิ่งดี

  • Single-Core ทำได้ 1,076 คะแนน
  • Multi-Core ทำได้ 3,338 คะแนน

สำหรับผลการทดสอบคะแนน Benchmark ของ Samsung Galaxy S21 Ultra 5G เรียกได้ชิปประมวลผลทำออกมาได้เร็วแรงมากๆ แต่อย่างไรก็ตาม ตัวเครื่องที่ทางทีมงานได้นั้นเป็นเครื่องทดสอบที่ยังไม่ใช่เครื่องที่วางจำหน่ายจริง และคะแนนทั้งหมดนี้ก็ไม่อาจยืนยันได้ว่าจะทำให้ประสบการณ์การใช้งานจริงนั้นเป็นอย่างไร

ซอฟต์แวร์ด้านการเล่นเกมมาพร้อมกับฟีเจอร์ผู้ช่วยในการเล่นเกมอย่าง Game Launcher ที่เป็นการรวมเกมไว้ในที่เดียว บอกระยะเวลาในการเล่นให้เราทราบ และ Game Booster ที่สามารถบล็อกการแจ้งเตือนต่างๆ ไม่ให้รบกวนขณะเล่นเกม

รีวิว Samsung Galaxy S21 Ultra 5G

ทดสอบการเล่นเกม ROV เราได้ปรับทุกอย่างสูงที่สุดทั้งหมด ทั้งการแสดงผลสูงมาก, เฟรมเรทสูง และภาพ HD สูงมาก โดยเล่นโหมด 5 VS 5 ตั้งแต่ต้นเกมถึงท้ายเกมต้องบอกว่าเล่นได้แบบลื่นๆ เฟรมเรทวิ่งที่ 59-60fps ตลอด อาการเฟรมเรทดรอปก็ไม่มีให้เห็น และเรื่องของหน้าจอการสัมผัสต่างๆ ก็หมดห่วงได้เลยด้วย เพราะไปตามนิ้วแบบสบายๆ

รีวิว Samsung Galaxy S21 Ultra 5G
รีวิว Samsung Galaxy S21 Ultra 5G

จากการทดสอบเล่นเกม PUBG Mobile ซึ่งเป็นเกมที่ต้องการทั้งความลื่นไหล การควบคุมทิศทาง และความแม่นยำในการระบุเป้ายิง สามารถเล่นได้อย่างไม่สะดุด ไม่เจออาการกระตุก

รีวิว Samsung Galaxy S21 Ultra 5G
รีวิว Samsung Galaxy S21 Ultra 5G

เกมแข่งรถภาพสวย Asphalt 9: Legends ที่สามารถปรับกราฟิกในระดับสูงได้ และเราได้ลองเล่นไปหลายสนามหลายรอบ ทุกรอบก็เล่นได้แบบไม่มีปัญหาเลยด้วย

รีวิว Samsung Galaxy S21 Ultra 5G

Samsung Galaxy S21 Ultra 5G ให้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 5000mAh ใช้งานทั่วไปอยู่ได้ทั้งวันสบายๆ ถ้าใช้งานหนักๆ ก็ไม่ต้องกังวลเพราะตัวเครื่องรองรับชาร์จเร็ว 25W

รีวิว Samsung Galaxy S21 Ultra 5G

กล้องถ่ายรูป

Samsung Galaxy S21 Ultra 5G มาพร้อมกล้องถ่ายรูปด้านหลัง 4 เลนส์แบ่งเป็น

รีวิว Samsung Galaxy S21 Ultra 5G
  • เลนส์หลักความละเอียด 108 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 รองรับระบบกันสั่นไหว OIS
  • เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • เลนส์ Telephoto ความละเอียด 10 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4, 3x Optical zoom และรองรับระบบกันสั่นไหว OIS
  • เลนส์ Telephoto Periscope ความละเอียด 10 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/4.9, 10x Optical zoom และรองรับระบบกันสั่นไหว OIS

ที่เห็นโดดเด่ดเด่นที่สุดของกล้องหลังคือเลนส์ Telephoto Periscope ที่มีหน้าเลนส์เป็นสี่เหลี่ยม สำหรับใช้ในการซูมได้ไกลถึง 10 เท่าแบบออปติคอล และซูมต่อเนื่องได้ไกลสุด 100 เท่าแบบดิจิตอล

รีวิว Samsung Galaxy S21 Ultra 5G

ด้านซอฟต์แวร์กล้องได้มีการปรับปรุงระบบกันสั่นของกล้องซูมและมีการล็อกจุดโฟกัสให้ภาพนิ่งได้ด้วยการขึ้นกรอบสีเหลืองที่หน้าจอ เพื่อให้เรากดชัตเตอร์ถ่ายรูปและจะได้ภาพที่คมชัดแน่นอนถ้าระบบล็อกโฟกัสให้แล้ว

Samsung Galaxy S21 Ultra  5G 100X Zoom Testing 1
Samsung Galaxy S21 Ultra  5G 100X Zoom Testing 1
Samsung Galaxy S21 Ultra 5G

ตัวกล้องหลัก 108 ล้านพิกเซล หรือกล้อง Ultra Wide ก็สามารถเก็บรายละเอียดได้คมชัดทั่วทั้งภาพ อีกทั้งยังสามารถถ่ายไฟล์ RAW เพื่อนำไปปรับแต่งรูปภายได้เต็มประสิทธิภาพอีกด้วย และ Portrait Mode (ชื่อเดิม Live Focus) สำหรับถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังละลาย เลือกถ่ายได้ 2 ระยะ ในมุมแคบหรือมุมกว้าง สามารถปรับความเบลอของฉากหลัง เลือกเอฟเฟ็กต์แสงได้ทั้งก่อนถ่ายและหลังจากถ่าย

Samsung Galaxy S21 Ultra 5G Portrait Mode
Samsung Galaxy S21 Ultra 5G Portrait Mode
Samsung Galaxy S21 Ultra 5G Portrait Mode

ภาพจากกล้อง Ultra Wide ของ S21 Ultra 5G ทำให้เราได้มุมมองที่ดูกว้างมากขึ้น รายละเอียดก็คมชัดครบทั่วทั้งภาพ สังเกตว่าขอบภาพก็ยังให้ความคมชัดและขอบไม่เบี้ยว

Samsung Galaxy S21 Ultra 5G Ultra Wide Mode
Samsung Galaxy S21 Ultra 5G Ultra Wide Mode

Single Take ฟีเจอร์ที่จะทำให้การถ่ายรูปสนุกมาขึ้น ถ่ายเพียงครั้งเดียวได้ทั้งภาพนิ่งและคลิปสั้นๆ จากเลนส์ทุกกล้อง ให้เลือกแชร์ได้อย่างที่ใจต้องการ เวลาถ่ายให้เราขยับกล้องในหลายๆ มุมเพื่อให้ได้ภาพครบในมุมต่างๆ

Samsung Galaxy S21 Ultra 5G Single Take

Night Mode ถ่ายได้สว่างและเก็บแสงได้ดีมาก จะเห็นว่าถ้าถ่ายในโหมดปกติแทบมองไม่เห็นรายละเอียดในที่มืดเลย แต่เมื่อถ่ายด้วยโหมดกลางคืนจะเห็นสิ่งต่างๆ ที่ซ่อนอยู่ในความมืด และภาพก็คมชัดอีกด้วย

Samsung Galaxy S21 Ultra 5G Night Mode

ด้านการถ่ายวิดีโอ จะมีฟีเจอร์ใหม่ที่เรียกว่า มุมมองผู้กำกับ เป็นการถ่ายวิดีโอแล้วเลือกระยะกล้อง เปลี่ยนมุมมองได้ 3 ระยะในขณะถ่ายวิดีโอได้เลย ต้องบอกว่าได้ลองแล้วคือประทับใจมาก เหมือนเป็นการตัดภาพจากกล้อง 1, 2, 3 ได้ทันที ส่วนการถ่ายวิดีโออื่นๆ ก็รองรับ 4K@60fps และก็ถ่าย 8K ได้

รีวิว Samsung Galaxy S21 Ultra 5G

สรุปจุดเด่น

  • Galaxy S21 Ultra 5G ดีไซน์ด้านหลังใหม่ ทำให้รู้สึกถึงความสดใหม่ ไม่จำเจ และสวยหรูระดับพรีเมี่ยม
  • หน้าจอสีสันสดใส คมชัด ใช้งากลางแจ้งก็เห็นได้ชัดเจน และหน้าจอขนาดใหญ่ความละเอียดสูง ดูคอนเทนท์ได้เต็มตา ภาพบนหน้าจอสวยมาก
  • กล้องถ่ายรูประดับโปร ถ่ายไฟล์ RAW 12-bit ได้ และถ่ายวิดีโอระดับ 8K แถมฟีเจอร์ใหม่ที่เรียกว่ามุมมองผู้กำกับ เลือกมุมกล้องทั้ง 3 ได้ง่ายๆ ในคราวเดียว
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ทั่วไปได้ยาวๆ เกือบทั้งวัน และรองรับชาร์จเร็ว 25W

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ไม่รองรับ microSD card

สำหรับ Samsung Galaxy S21 Ultra 5G ต้องบอกว่าเป็นเรือธงที่อัดแน่นด้วยฟีเจอร์แบบจัดเต็มมากๆ ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการสัมผัสเทคโนโลยีใหม่ๆ และสายคอนเทนท์ถ่ายคลิป Vlog ทั่วไป พกเครื่องเดียวผมว่าใช้งานได้ครบทุกความต้องการ

ในเรื่องของดีไซน์ต้องบอกว่าพรีเมี่ยมสมกับเป็นเรือธง งานประกอบแน่หนาดูแข็งแรง และดีไซน์ในส่วนของกรอบกล้องหลังแบบใหม่ ทำให้แตกต่างไปจากรุ่นก่อนหน้า ใครถือรุ่นนี้คือดูรู้เลยว่าเป็น S21 Series ตรงนี้ก็น่าจะถูกใจใครหลายๆ คน

คำถามที่หลายคนสงสัยว่าชิปเซ็ต Exynos2100 ร้อนเร็วหรือไม่ เท่าที่ลองเล่นเกมต่อเนื่องเป็นชั่วโมง รู้สึกได้ว่าเครื่องอุ่นๆ เท่านั้นครับ ไม่ได้ร้อนจนรู้สึกว่านิ้วร้อนจนแตะหน้าจอไม่ได้ขนาดนั้น แต่ก็ต้องบอกว่าเครื่องที่ใช้ในการรีวิวนี้เป็นเครื่องทดสอบและได้มาก่อนที่จะมีการวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการครับ ถ้าใครซื้อเครื่องจากช้อปมาแล้วทดสอบแล้วเป็นอย่างไร ก็มาแชร์บอกเพื่อนๆ ได้นะครับ

ตัวเครื่องรุ่นนี้รองรับการใช้งาน 5G โดยเลือกได้ว่าจะให้ช่องซิมใดใช้งานบนเครือข่าย 5G แล้วอีกช่องก็จะสแตนด์บายบนเครือข่าย 4G ซึ่งเวลาสลับ 5G ระหว่างซิมก็ต้องรีเซ็ตสัญญาณใหม่ทุกครั้ง ก็ต้องรอลุ้นรุ่นถัดไปว่าจะรองรับ 5G Dual SIM หรือไม่

Samsung Galaxy S21 Ultra วางจำหน่ายแล้วในราคาเริ่มต้น 39,900 บาทสำหรับรุ่น 12GB+128GB, ราคา 41,900 บาทสำหรับรุ่น 12GB+256GB และรุ่นท็อปสุด 16GB+512GB ราคา 45,900 บาท

Smart Review

รีวิว Samsung Galaxy Tab Active3 แท็บเล็ตพันธุ์อึด เกิดมาแกร่ง พร้อมทุกสถานการณ์ !

Published

on

By

รีวิว Samsung Galaxy Tab Active3 แท็บเล็ตสายถึกทนรุ่นล่าสุดจาก Samsung อัปเกรดสเปคหลายจุด ทั้งหน่วยประมวลผล แบตเตอรี่ รูปลักษณ์ที่อึดกว่าเคย และที่สำคัญรอบนี้ Samsung วางจำหน่ายให้ผู้ใช้ทั่วไปที่ไม่ใช่องค์กรแล้วด้วยนะ

วันนี้ทีมงาน iphone-droid.net จะมารีวิวความแกร่งและการใช้งานของ Galaxy Tab Active3 รุ่นนี้ให้ชมกัน พร้อมแล้ว…ไปกันเลยยยย

สรุปสเปค Samsung Galaxy Tab Active3

  • ขนาดตัวเครื่อง : 126.8 x 213.8 x 9.9 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 430 กรัม
  • หน้าจอแสดงผลแบบ TFT 8 นิ้ว ความละเอียด WUXGA (1920 x 1200 พิกเซล) อัตราส่วน 16:10
  • CPU : Exynos 9810 Octa-core ความเร็ว 2.7GHz
  • GPU : Mali-G72 MP18
  • RAM : 4GB
  • ROM : 64GB รองรับการ์ดหน่วยความจำภายนอก MicroSD สูงสุด 1TB
  • ระบบปฎิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย One UI 2.5
  • กล้องหลังความละเอียด 13 ล้านพิกเซล f/1.9
  • กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล f/2.2
  • รองรับปากกา S Pen
  • รองรับซิมการ์ดแบบ NanoSIM 1 ช่อง
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac/ax, Bluetooth 5.0, NFC และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 5,050 mAh รองรับ Fast Charge 15W
  • กันกระแทกระดับความสูง 1.5 เมตรได้ตามมาตรฐาน MIL-STD-810H
  • กันน้ำกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP68

แกะกล่อง Galaxy Tab Active3

ก่อนอื่นเรามาดูอุปกรณ์ภายในกล่องกันก่อนเลยว่า Samsung ให้อะไรเรามาบ้าง ที่หน้ากล่องของ Galaxy Tab Active 3 จะมีชื่อรุ่นและภาพประกอบระบุไว้อย่างชัดเจนครับ

อุปกรณ์ภายในกล่องที่ให้มาก็จะพร้อมใช้งานตั้งแต่แกะกล่องเลย มีอุปกรณ์ทั้งหมด 6 อย่างดังนี้

  1. ตัวเครื่อง Galaxy Tab Active3
  2. เคส
  3. แบตเตอรี่
  4. สายชาร์จ
  5. อะแดปเตอร์ชาร์จ
  6. คู่มือการใช้งาน

ดีไซน์พันธุ์อึด ทั้งภายในและภายนอก

ตระกูล Active ของ Samsung นั้นออกแบบมาให้กลุ่มที่ต้องการความทนทานในการใช้งานอย่างภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือใครที่ต้องการความทนทานต่อการใช้งาน Galaxy Tab Active3 จึงมาพร้อมดีไซน์พันธุ์อึด ตัวดีไซน์หลักของเครื่องเอง แม้ไม่ได้ใส่เคสก็ดูดุดันและแข็งแกร่งมาก ๆ อยู่แล้ว ตรงมุมเครื่องจะมีการเพิ่มขอบเครื่องทั้ง 4 มุมมากกว่าแท็บเล็ตทั่วไป ที่ฝาหลังจะมีดีไซน์เคฟล่าเสริมความแข็งแกร่งและช่วยให้จับถือได้อย่างดี

ตัวฝาหลังสามารถถอดออกมาได้เพื่อใส่แบตเตอรี่ โดยจะมีมุมให้เราแงะตัวฝาหลังออกมาที่มุมบนซ้าย เห็นตรงนี้แล้วชวนนึกถึงสมาร์ทโฟน Samsung ยุคก่อนที่ถอดเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้เองจริง ๆ

ส่วนช่องใส่ซิมการ์ดของ Galaxy Tab Active3 จะอยู่ที่มุมซ้ายของตัวเครื่อง ให้เราใส่ก่อนเลย เพราะถ้าเราประกอบร่างตัวเครื่องเข้ากับเคสแล้วจะไม่มีช่องให้ดึงถาดซิมออกมาครับ ซึ่งตัวถาดซิมของรุ่นนี้ก็เป็นแบบ Nano-SIM + micro-SD ครับ

รวมร่างเข้ากับเคสสุดแกร่ง

ใส่แบตฯใส่ซิมแล้วก็มารวมร่างเข้ากับเคสกันเลยครับ Galaxy Tab Active3 โดยให้เราใส่จากมุมขวาบนและไล่กดตามมุมให้ตัวเครื่องเข้าไปในเคสให้เรียบร้อย เท่านี้เราก็จะได้ตัวเครื่องแบบสมบูรณ์พร้อมลุยทุกสถานการณ์แล้วครับ

ตัวเคสจะมีความยืดหยุ่นพอสมควร ตรงมุมจะมีขอบที่หนาขึ้นมารองรับแรงกระแทกเวลาตกหล่นได้เป็นอย่างดี เสริมความแข็งแกร่งให้กับตัวเครื่องใช้งานได้อย่างไม่ต้องกังวล ส่วนตรงหน้าจอก็หายห่วงตัวเคสจะมีความหนาขึ้นมาอีกหน่อยไว้รับแรงกระแทกถ้าเกิดตัวหน้าจอหล่นลงมาตรง ๆ

วัสดุงานประกอบของเคสก็ทำได้ดีครับ เป็นพลาสติกที่มีความยืดหยุ่นเป็นอย่างดีช่วยรับแรงกระแทกและช่วยให้สัมผัสเวลาจับถือนั้นกระชับไม่ลื่นหรือหนืดมือจนเกินไป ที่ด้านหลังยังคงมีลวดลายแบบเคฟล่าเหมือนเดิม มีการเว้นตัวโมดูลกล้องลงไปอีกนิดเพื่อให้เวลาวางในแนวราบตัวกล้องจะไม่กระทบกับพื้นผิวโดยตรงด้วย

หน้าจอสว่างชัด ใช้งานร่วมกับถุงมือได้ด้วย

Galaxy Tab Active3 มาพร้อมหน้าจอขนาด 8 นิ้ว แสดงผลสีสันได้สวยคมชัดบนความละเอียด WUXGA (1920 x 1200 พิกเซล) ถึงแม้ตัวจอจะเป็นแบบ TFT แต่ความสว่างและสีสันทำได้ดีเลย ใช้งานกลางแจ้งได้อย่างเต็มที่ รวมถึงการตอบสนองก็ทำได้รวดเร็ว รองรับการใช้งานร่วมกับถุงมือด้วย แต่อันนี้เราต้องเข้าไปเปิดโหมดความไวการสัมผัสก่อนที่ แอป Settings (การตั้งค่า) > Display (หน้าจอ) > Touch sensitivity (ความไวการสัมผัส)

ส่วนปุ่มกดอื่น ๆ ก็จะใช้เป็นปุ่มกดจริง ๆ ไม่ใช่แบบสัมผัสครับเพื่อการใช้งานที่ราบรื่นแม้ใส่ถุงมือ โดยจะแบ่งเป็น 3 ปุ่มหลัก ๆ ปุ่มซ้าย Recent App, ปุ่มกลาง Home และปุ่มขวาเป็นปุ่ม Back ซึ่งตัวปุ่มกลางจะมีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่ด้วยครับ

แต่ถ้าไม่ถนัดใช้สแกนนิ้วเพราะต้องใส่ถุงมือก็ยังมีระบบสแกนใบหน้าที่ใช้งานคู่กับกล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซลอยู่ด้านบนได้อยู่ครับ

ปุ่มกดของตัวเครื่องจะอยู่ที่ด้านขวามือทั่งหมด มีปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง, ปุ่ม Power และปุ่มพิเศษ Active Key (ปุ่มสีแดง) ไว้เข้าถึงแอปแบบด่วน ๆ ได้จากปุ่มนี้ด้วย

พอร์ตการเชื่อมต่อจะอยู่ที่ด้านล่างของตัวเครื่อง ใช้พอร์ตแบบ USB type-C, มีช่องหูฟัง 3.5 มม. มาให้ด้วยและลำโพงกับไมโครโฟนจะอยู่มุมล่างทั้งหมดนี้ครับ

ส่วนฝั่งซ้ายมือจะมีช่อง PIN สำหรับเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมอย่างพวก Dock ซึ่งเว้นช่องไว้พอดีเลย

ด้านบนของตัวเคสจะมีปากกา S Pen ติดอยู่ซึ่งมีความแน่นหนาพอสมควรเลย เราต้องใช้แรงดึงในการดึงปากกาออกมาหน่อย ตรงนี้ทำให้เวลาทำเครื่องหล่นแล้วตัวปากกาจะไม่ดีดหลุดออกมาง่าย ๆ นั่นเองครับ

ทดสอบความแกร่ง ทั้งทำหล่น เปียกน้ำก็ไม่หวั่น

อย่างที่บอกไปว่า Galaxy Tab Active3 นั้นแข็งแกร่งมาก แต่แค่ภายนอกที่ว่าทนแล้วยังไม่พอเพราะรุ่นนี้ได้รับมาตรฐาน MIL-STD-810H ที่การันตีว่ากันกระแทกจากความสูงระดับ 1.5 เมตรได้อย่างสบาย ๆ เราก็เลยจับมาทดสอบด้วยการทิ้งเครื่องให้ดูกันชัด ๆ

นอกจากกันกระแทกแล้ว Galaxy Tab Active3 ยังรองรับการกันน้ำกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP68 ด้วย ลงน้ำลึกได้ 1.5 เมตรนาน 30 นาที ลงภาคสนามเจอฝุ่นเกาะเต็มจะล้างให้สะอาดก็ได้เลย หรือจะใช้งานขณะฝนตกก็ไม่ต้องกลัวครับรุ่นนี้

โดยรวมแล้วเรื่องดีไซน์ของ Galaxy Tab Active3 ก็ออกแบบมาได้ถึกทนดีจริง ๆ ด้วยตัวเครื่องเองเมื่อรวมร่างเข้ากับเคสทรงแกร่งนี้ ช่วยให้เรามั่นใจได้ว่าเวลาถือไปใช้งานจริงจะไม่ต้องกังวลเวลาเผลอทำเครื่องตกแล้วจะเกิดความเสียหายรุนแรง แถมน้ำหนักเมื่อรวมกันแล้วยังไม่สูงอย่างที่คิด ประมาณ 420 กรัมเท่านั้น เรียกว่ายังพกไปใช้งานได้อย่างไม่เทอะทะเลยล่ะ

ซอฟต์แวร์และฟีเจอร์การใช้งาน

Galaxy Tab Active3 มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย One UI 2.5 การใช้งานโดยรวมถือว่าลื่นไหลตามสไตล์ Samsung ครับ หน้าตา UI ก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากนัก

มีฟีเจอร์ที่น่าสนใจอย่าง App Edge ที่ให้เราเข้าแอปได้อย่างรวดเร็วจากมุมจอก็มี หรือจะเป็นการทำงาน Multi Windows ก็ใช้งานได้ครบ

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่แท็บเล็ต Samsung ทำได้ดีมาตลอดก็คือฟีเจอร์การโทรศัพท์ที่รุ่นนี้สามารถใส่ซิมโทรออกได้ด้วยตัวเอง มีลำโพงสนทนาด้วย หมายความว่าเราสามารถเอามาแนบหูคุยโทรศัพท์ได้เลย

S Pen กับความสามารถที่ครบครันของคนทำงาน

S Pen เป็นอีกฟีเจอร์ไม้ตายของ Galaxy Tab Active3 เลยก็ว่าได้ เพราะความสามารถหลัก ๆ ที่เราเคยชื่นชอบจากตอน Galaxy Tab ติดมาบนนี้หมด ทั้งการตอบสนองที่ว่องไวเหมือนใช้ปากกาจริง ๆ ความสามารถกันน้ำจะเขียนขณะหน้าจอเปียกก็ไม่มีปัญหา หรือการแปลงลายมือเราเป็นตัวพิมพ์ก็ทำได้บนรุ่นนี้

ประสิทธิภาพที่เร็วแรง ตอบโจทย์

มาเข้าเรื่องประสิทธิภาพกันบ้าง Galaxy Tab Active3 มาพร้อมกับหน่วยประมวลผล Exynos 9810 แบบ 10nm หรือตัวเดียวกับ Galaxy Note9 อดีตเรือธงเลย ใช้งานได้อย่างดีบน One UI 2.5 นี้ ทั้งความลื่นไหลหรือการเปิดแอปก็ไม่ติดขัด บวกกับความจุภายใน 4GB RAM + 64GB ROM ก็เลยได้คะแนนทดสอบออกมาที่ 293788 คะแนนเลย

เล่นเกมก็ไหว ปรับได้ระดับสูง

ส่วนเรื่องการเล่นเกมจริง ๆ Galaxy Tab Active3 ก็เอาอยู่ครับ เราลองทดสอบด้วย Asphalt 9 และ Call of Duty ทำได้น่าประทับใจเลย สำหรับ Asphalt 9 ปรับกราฟิกไว้ที่ Default ตัวเกมทำได้ลื่นไหลพอสมควร ไม่มีอาการเฟรมเรตตกให้เห็น การแสดงผลบนหน้าจอ 8 นิ้วก็สีสวยตอบสนองได้ไวเลยครับ

ส่วน Call of Duty ก็เลือกปรับระดับกราฟิกและเฟรมเรตได้สูงสุดที่ High เลย เพียงพอต่อการเล่นได้อย่างสนุก ภาพกราฟิกสวยและเฟรมเรตก็นิ่งใช้ได้เลย เล่นบนจอที่ใหญ่ขึ้นมาระดับนี้ก็ให้ความสนุกที่มากกว่าบนไซส์สมาร์ทโฟนทั่วไปอีกระดับ

มาถึงตรงนี้ก็เหมือนจะครบเครื่องไม่มีที่ติในเรื่องความบันเทิงแล้ว แต่จริง ๆ ยังมีจุดที่เราขัดใจอยู่บ้างคือตำแหน่งของลำโพงที่วางไว้มุมล่างของตัวเครื่องเวลาใช้งานแนวนอน ซึ่งไม่ดีเอาซะเลย เวลาเราเล่นเกมหรือดูหนัง บางครั้งอุ้งมือเรามักจะไปปิดโดนได้ง่าย ทำให้เสียงนั้นหายไปพอสมควร ลดอรรถรสเวลาเล่นเกมเพลิน ๆ ไปพอสมควร

ถ่ายรูปคมชัดด้วยกล้อง 13MP

เข้าสู่เรื่องกล้อง ถึงแม้แท็บเล็ตจะไม่เน้นในเรื่องกล้องสักเท่าไหร่ แต่บน Galaxy Tab Active3 ก็ให้กล้องหลังความละเอียด 13MP มาเลย คุณภาพดีใช้ได้ด้วย

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลังของ Galaxy Tab Active3

แบตเตอรี่ 5,050mAh พร้อมชาร์จไว 15W

ปิดท้ายที่เรื่องแบตเตอรี่ครับ Galaxy Tab Active3 มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 5,050mAh อัปเกรดขึ้นมาจากรุ่นก่อน ใช้งานได้กำลังดีครับ แต่ถ้าใช้งานหนัก ๆ อย่างการเปิดหน้าจอกลางแจ้งทั้งวัน อันนี้อาจไม่ทนเท่าไหร่ คงต้องมีชาร์จระหว่างวันอยู่บ้าง ซึ่งระบบชาร์จที่มีมาให้เป็น 15W ผ่านพอร์ต USB Type-C ชาร์จไวกำลังดีกับแบตเตอรี่ระดับนี้ครับ

นอกจากนี้ Galaxy Tab Active3 ยังมีฟีเจอร์ No Battery mode หรือใช้งานแบบเสียบสายโดยตรง ไม่ต้องใส่แบตฯได้ด้วย สำหรับใช้งานในองค์กรหรือเครื่องที่ต้องเสียบสายตลอดเวลาแบบนี้ก็ช่วยให้แบตเตอรี่ไม่เสื่อมนั่นเองครับ

สรุปแล้ว “นี่คือแท็บเล็ตพันธุ์อึด เหมาะกับคนลุย ๆ”

สรุปแล้ว Galaxy Tab Active3 นี้ก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ สำหรับใครที่ต้องการใช้งานแบบสมบุกสมบัน ไม่ต้องคอยทะนุถนอมมากเพราะตัวเครื่องมาพร้อมมาตรฐานความอึดระดับกองทัพ กันกระแทก กันน้ำครบ ในเรื่องสายทำงานทั่วไปก็ยังตอบโจทย์เพราะสเปคที่ให้มาครบถ้วน หน่วยประมวลผลเร็วตอบสนองได้ดี มีปากกา S Pen ที่ช่วยให้การจดงานดีกว่าใช้นิ้วมือ เรียกว่าใครที่กำลังมองหาแท็บเล็ตทน ๆ สักเครื่องไว้ใช้งานหนัก ๆ รุ่นนี้ไม่ทำให้ผิดหวังครับ

ราคา Galaxy Tab Active3

อย่างที่บอกไปตอนต้นว่า Galaxy Tab Active3 รอบนี้วางจำหน่ายให้กับผู้ใช้ทั่วไปด้วย เริ่มวางจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์แล้ววันนี้ที่ Samsung Online Store และจะวางจำหน่ายผ่านช่องทางหน้าร้านชั้นนำในวันที่ 9 มี.ค.นี้ในราคา

Galaxy Tab Active3 ราคา 21,900 บาท

จุดเด่น

  • ตัวเครื่องถึกทน กันกระแทกระดับ 1.5 เมตรตามมาตรฐาน MTL-STD-810H
  • กันน้ำกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP68
  • หน้าจอขนาด 8 นิ้วตอบสนองได้ดี ใช้งานร่วมกับถุงมือได้
  • มีปากกา S Pen
  • ฟีเจอร์จาก One UI ครบครัน
  • กล้องหลังใช้งานได้ดีกว่าที่คิด

จุดสังเกต

  • ตำแหน่งลำโพงเวลาใช้งานอาจเอามือไปบังได้ง่าย
  • แบตเตอรี่ไม่อึดเท่าไหร่นัก
Continue Reading

Smart Review

รีวิว moshi Lounge Q Wireless Charging Stand แท่นชาร์จไร้สายดีไซน์ไม่เหมือนใคร ปรับได้หลายรูปแบบ พร้อมชาร์จสูงสุด 15W

Published

on

By

ใครที่กำลังมองหาแท่นชาร์จไร้สายสักตัวมาใช้งานได้แบบพร้อมใช้งานทุกที่ วันนี้พวกเราทีมงาน iphone-droid.net จะมารีวิว moshi Lounge Q Wireless Charging Stand แท่นชาร์จไร้สายกำลังไฟสูงสุดถึง 15W ใช้งานได้ครบทั้ง iPhone และสมาร์ทโฟน Android ที่รองรับการชาร์จไร้สาย แถมยังมีความพิเศษตรงที่สามารถปรับตำแหน่งการใช้งานได้หลายแบบอีกด้วย

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • แท่นชาร์จไร้สาย moshi Lounge Q Wireless Charging Stand กำลังไฟ 15W พร้อมสาย USB Type-C ยาว 1.2 เมตร
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น

สเปคเบื้องต้น moshi Lounge Q Wireless Charging Stand

  • ขนาดรอบเครื่อง : 4.60 x 4.60 x 4.01 นิ้ว (11.69 x 11.69 x 10.18 ซม.)
  • พอร์ต USB Type-C
  • Input : 5V/2A, 9V/A, 12V/2A, 15V/2A
  • Output : 15W (สูงสุด)

ในการใช้งานเราต้องมีอะแดปเตอร์ที่มีหัวเป็นแบบ USB Type-C ก่อนนะครับ

ดีไซน์สุดพรีเมี่ยม

moshi Lounge Q Wireless Charging Stand ได้ใช้วัสดุรอบเครื่องที่ดูทันสมัยและใช้งานได้ทุกที่ครับ โดยหลักๆ จะใช้เป็นผ้านุ่มที่ไม่ทำให้สมาร์ทโฟนเกิดรอยระหว่างวางบนแท่นแน่นอน

ขณะที่ตัวป้องกันไม่ให้สมาร์ทโฟนลื่นนั้นจะมีซิลิโคนอยู่รอบตัว ตั้งแต่ตัวแท่นชาร์จวงกลม, ฐานด้านล่างที่รองรับตัวเครื่องส่วนล่าง และฐานสำหรับวางเพื่อไม่ให้แท่นขยับครับ

ส่วนความแข็งแรงของตัวฐานจะเป็นสแตนเลสสตีลที่มีน้ำหนักเบามากๆ ครับ

ปรับแท่นชาร์จได้หลายระดับพร้อมวางได้หลายแบบ

ความพิเศษของ moshi Lounge Q Wireless Charging Stand ที่เราบอกไปในตอนแรกคือการปรับแท่นชาร์จได้หลายระดับครับ ถ้าเราต้องการให้สมาร์ทโฟนวางเป็นแนวตั้งก็สามารถเลื่อนขึ้นได้ทันที โดยเครื่องที่มีขนาดเล็กที่ส่วนใหญ่มีหน้าจอขนาดเล็กกว่า 6.1 – 6.2 นิ้ว จะต้องเลื่อนมาในระดับกลางๆ ครับ

ส่วนถ้าเป็นเครื่องใหญ่ๆ ก็ต้องใช้เลื่อนขึ้นสูงสุดครับ จะพอดีเป๊ะๆ

ทั้งนี้ถ้าเราต้องการรับชมภาพยนตร์ไปด้วย ก็สามารถปรับแท่นชาร์จมาต่ำสุด และวางสมาร์ทโฟนในแนวนอนได้สบายๆ

ทดสอบการใช้งานจริง

เราลองทดสอบการชาร์จไร้สายกับสมาร์ทโฟน iPhone 12 mini โดยกำลังไฟในการชาร์จถือว่ารวดเร็วพอสมควรครับ เราลองชาร์จจากประมาณ 20% ถึง 80% ประมาณ 1 ชั่วโมง และชาร์จเต็ม 100% ในเวลารวมแล้วประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาทีครับ ซึ่งก็ถือว่าไวเลยทีเดียวกับการใช้งานบนแท่นชาร์จไรสาย

หรือจะใช้งานกับสมาร์ทโฟน Android ก็ได้เช่นกันครับ ขึ้นสถานะเป็นชาร์จไร้สายแบบด่วนอีกด้วย

ระหว่างการชาร์จ ตัวเครื่องจะมีสถานะไฟ LED อยู่ข้างๆ แท่นชาร์จครับ โดยจะบอกได้ 4 แบบ ดังนี้

  • ดับอยู่ : ไม่ได้ชาร์จ
  • กระพริบไม่ถี่ : กำลังชาร์จ
  • ไฟติดค้าง : ชาร์จเต็มแล้ว
  • ไฟกะพริบรัวๆ : เกิดข้อผิดพลาด

สรุปการใช้งาน

moshi Lounge Q Wireless Charging Stand ถือว่าเป็นแท่นชาร์จไร้สายที่สะดวกในการใช้งานกับสมาร์ทโฟนหลายขนาดครับ สามารถชาร์จได้เร็วกับอุปกรณ์ที่รองรับมาตรฐาน Qi ทั้งหมด แถมปรับได้หลายระดับ วางสมาร์ทโฟนได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอนถือว่าสะดวกมากๆ โดยการใช้งานแนะนำว่าให้หาที่วางและใช้งานตรงนนั้นเลยครับ เพราะถ้าพกไปข้างนอกอาจจะไม่สะดวกเท่าไหร่ครับ

ใครที่สนใจสามารถหาซื้อ moshi Lounge Q Wireless Charging Stand ได้ในราคา 2,990 บาท โดยสามารถสั่งซื้อได้ที่เว็บไซต์ 425degree

Continue Reading

Smart Review

รีวิว Benco Y50 Pro สมาร์ทโฟนฟีเจอร์ครบ จอใหญ่ 5.7 นิ้ว ในราคาเพียง 2,190 บาท

Published

on

By

ในช่วงนี้สมาร์ทโฟนราคาประหยัดก็น่าจะเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งในกับผู้ที่จะเริ่มต้นให้กับผู้ใหญ่หรือผู้เริ่มใช้งานครั้งแรกครับ วันนี้ทีมงาน iphone-droid.net ก็จะมารีวิวรุ่น Benco Y50 Pro ที่เป็นสมาร์ทโฟนฟีเจอร์ครบ หน้าจอใหญ่ๆ ในราคาสุดประหยัดครับ

สรุปสเปค Benco Y50 Pro

  • ขนาดรอบตัวเครื่อง : 147.2 x 71.3 x 9.6 มม.
  • น้ำหนัก : 156.8 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Waterdrop Display ชนิด IPS ขนาด 5.71 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1520 x 720 พิกเซล) อัตราส่วน 19:9
  • หน่วยประมวลผลแบบ Unisoc SC9832e Quad Core ความเร็ว 1.4GHz
  • RAM : 2GB
  • ROM : 16GB เพิ่ม MicroSD Card สูงสุด 128GB
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง Dual Camera ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0
  • กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.7
  • ระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie (Go edition) ครอบทับด้วย Star OS 5.1
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 b/g/n และพอร์ต Micro USB 2.0
  • แบตเตอรี่ความจุ 3100mAh

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

อุปกรณ์ภายในกล่องมีดังนี้

  • ตัวเครื่อง Benco Y50 Pro
  • แบตเตอรี่ (เอาไว้ใส่กับตัวเครื่อง)
  • อะแดปเตอร์ 5W
  • เคสใส
  • ฟิล์มกันรอย
  • หูฟัง
  • สาย Micro USB 2.0

ดีไซน์ของ Benco Y50 Pro ถือว่ามาในขนาดที่เล็กกะทัดรัดพอสมควร แถมน้ำหนักเบาเพียง 156 กรัมเท่านั้น ใช้งานมือเดียวได้สบายเลยทีเดียว โดยตัวเครื่องด้านหลังไม่ได้ลื่นมือมากครับ

โดยสีที่เราได้มาเป็นสีน้ำเงิน Peacock Blue ที่มีการเล่นเฉดและเงาเพื่อลูกเล่นเข้าไปเล็กน้อยเพิ่มความสวยงาม

ทั้งก่อนเริ่มการใช้งาน Benco Y50 Pro สามารถแกะฝาหลังออกได้เพื่อใส่แบตเตอรี่เข้าไปได้ครับ ไม่งั้นจะเปิดเครื่องไม่ได้นะ

หน้าจอแสดงผลมาแบบหยดน้ำ Waterdrop Display ในขนาดใหญ่ 5.71 นิ้ว ซึ่งตัวอักษรภายในหน้าจอแสดงผลได้ใหญ่เลยทีเดียว หรือจะดูวิดีโอก็รับชมได้เต็มตาพอสมควรครับ

เหนือหน้าจอแสดงผลมีลำโพงสำหรับสนทนา ถัดลงมาเป็นกล้องหน้า

ด้านซ้ายตัวเครื่องมีปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง และปุ่ม Power

ด้านล่างมีเพียงไมโครโฟนตัวที่ 1 เท่านั้น ส่วนด้านขวาจะมีช่องว่างเพื่อไว้แกะฝาหลังออกครับ

ส่วนด้านบนมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. และพอร์ต Micro USB 2.0 สำหรับชาร์จแบตเตอรี่หรือเชื่อมต่อข้อมูล

ขณะที่ด้านหลังมีกล้องหลังคู่ พร้อมระบบเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ตรงกลาง และลำโพงที่ด้านล่างซ้าย

เมื่อแกะฝาหลังออกก็จะมีช่องใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ช่อง และ MicroSD Card อยู่ครับ

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฏิบัติการ

Benco Y50 Pro แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie (Go edition) ครอบทับด้วย Star OS 5.1 ซึ่ง OS รุ่นนี้ก็สามารถใช้งานแอปพลิเคชั่นต่างๆ ได้อยู่เหมือนเดิมครับ โดยระบบความปลอดภัยก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีครับ

ซ่อนหยดน้ำได้

หน้าจอ Benco Y50 Pro มาพร้อมแบบหยดน้ำครับ ซึ่งหากใครที่รู้สึกแปลกๆ ก็สามารถกดเข้าไปเปิดการซ่อนหยดน้ำได้ครับ โดยให้เข้าไปที่ การตั้งค่า > การแสดงผล > เปิด ‘Hide the notch

ระบบความปลอดภัย

สำหรับความปลอดภัยนอกจากจะมีรหัสผ่านให้ใส่ได้ตามปกติแล้ว ก็ยังมาการสแกนลายนิ้วมือที่อยู่ด้านหลังเครื่องครับ ซึ่งการใช้งานถือว่ารวดเร็วมากสำหรับสมาร์ทโฟนราคานี้ครับ

ทั้งนี้ ก็ยังมีการสแกนใบหน้าที่ทำได้เป็นอย่างดีครับ

รองรับทุกแอปชนะ

ทั้งนี้ใครที่จะใช้งานแอปพลิเคชั่น “ชนะ” ไม่ว่าจะเป็น ไทยชนะ, หมอชนะ หรือเป๋าตัง ก็ยังสามารถใช้งานได้เช่นกันครับ รวมถึงแอปพลิเคชั่นโซเชียลต่างๆ ก็โหลดได้สบายๆ

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

Benco Y50 Pro ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล Unisoc SC9832e ที่อาจเป็นชิพที่ไม่คุ้นหูเท่าไหร่ครับ แต่ก็ถือว่าใช้งานทั่วไปได้ค่อนข้างไหลลื่นเลยทีเดียวครับ จะเล่น Facebook ดู YouTube ก็ทำได้สบายๆ เลย

ทดสอบการเล่นเกม

ในการเล่นเกมทั่วไปที่กราฟิกไม่สูงนักก็ทำได้สบายๆ ครับ โดยเราได้ลองเล่น Candy Crush Saga ที่ติดตั้งมากับเครื่องดูก็ถือว่าเล่นได้สบายๆ เล่นคั่นเวลาได้เป็นอย่างดี

แบตเตอรี่อึดชาร์จครั้งเดียวอยู่ได้ทั้งวัน

เรื่องของแบตเตอรี่ที่แม้ว่าจะให้มาอยู่ที่ 3100mAh ซึ่งอาจจะดูน้อยสำหรับสมาร์ทโฟนยุคนี้ แต่ด้วยหน่วยประมวลผลและการใช้งานต่างๆ ที่ไม่ได้หนักมาก ก็ทำให้ใช้งานได้ตลอดวันแน่นอนครับ ซึ่งหากใครใช้เป็นเครื่องสำรองที่วางสแตนบายเอาไว้ก็อยู่ได้เป็นสัปดาห์เลยทีเดียว

กล้องถ่ายรูป

สำหรับกล้องถ่ายรูปก็ถือว่าใช้งานได้ดีสำหรับราคาระดับนี้ ในการโฟกัสแม้อาจจะช้าไปบ้างแต่ก็ทำออกได้ดีครับ หรือจะเป็นการถ่ายภาพ Portrait ก็สามารถได้เนียนๆ โดยภาพรวมภาพที่ได้ออกมา สีสันไม่ได้ฉูดฉาดมากเท่าไหร่ แต่ทำออกมาได้คมชัดและภาพก็ไม่มีอาการฟุ้งให้เห็น ทั้งนี้ใครที่จะใช้ไปสแกน QR Code ต่างๆ ก็ทำได้แน่นอนครับ

โหมดปกติ

Portrait กล้องหลัง และกล้องหน้า

โหมดกลางคืน

สรุปจุดเด่น

  • หน้าจอแสดงผลให้มาใหญ่ 5.71 นิ้ว ใช้งานได้เต็มตา และได้ความคมชัดในระบบมาตรฐานอย่าง HD+
  • การใช้งานกล้องทำได้ดีและคมชัดสำหรับราคาไม่ถึง 3,000 บาท
  • แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้ทั้งวันจากการชาร์จเพียงครั้งเดียว
  • รองรับการสแกนลายนิ้วมือที่อยู่หลังตัวเครื่อง
  • รองรับแอปพลิเคชั่นโซเชียลและอื่นๆ ทั้งหมดในตอนนี้

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ตัวเครื่องไม่กันน้ำ

สรุปการใช้งาน

สำหรับ Benco Y50 Pro ถือว่าเหมาะมากๆ สำหรับผู้ที่เริ่มจะใช้งานสมาร์ทโฟนหรือสำหรับผู้ใหญ่ที่ต้องการหาสมาร์ทโฟนไว้สักเครื่องครับ การใช้งานทั่วไปถือว่าทำงานได้ปกติ ไม่ได้ช้าจนเกินไปอีกด้วย แถมฟังก์ชันที่ให้มาอย่างการสแกนลายนิ้วมือก็ถือว่าทำได้ดีมากๆ ซึ่งปกติมักไม่ได้เห็นในสมาร์ทโฟนราคาระดับนี้ครับ

ราคา

สำหรับ Benco Y50 Pro วางจำหน่ายในราคาเพียง 2,190 บาท และพิเศษสุดยังแถมหูฟังไร้สาย inone รุ่น B1s Pods ฟรี ซึ่งเป็น Earbud ระบบ True wireless headset รองรับ wireless 5.0 เชื่อมต่อและส่งสัญญาณแรง ทำให้ไม่มีการดีเลย์ในการรับฟัง

ทั้งนี้ Benco Y50 pro ยังรับประกันเครื่อง 1 ปี พร้อมทั้งมี LAVA Express Service บริการซ่อมมือถือผ่านไปรษณีย์ไทยกว่า 1,183 สาขา ส่งฟรี ซ่อมฟรี ภายใน 7 วัน ทั่วประเทศ เพียงดาวน์โหลดแบบฟอร์มบริการ LAVA Express Service และสามารถติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เพจ facebook.com/LAVAmobileThailand หรือเว็ปไซต์ www.bencomobile.com/th และหากสนใจเข้าร่วมเป็นตัวแทนจำหน่าย LAVA Benco smartphone สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บริษัท วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย 

Continue Reading

กำลังฮอต

Featured5 วัน ago

ส่องโปรโมชั่น “มีนา มีโปร” เซ็ตแพ็คคู่สุดคุ้ม ซื้อสมาร์ทโฟน realme คู่กับอุปกรณ์ AIoT เริ่ม 1 – 15 มี.ค.นี้

realme จัดโปรโมชั่นต...

Featured3 สัปดาห์ ago

ขับไม่เหมือนกันทำไมต้องจ่ายเท่ากัน ? ”ประกันขับดี” มิติใหม่ของประกันรถยนต์จาก AIS Insurance และ MSIG !!

AIS Insurance S...

Featured3 สัปดาห์ ago

รีวิว realme N1 | M1 Sonic Eletric Toothbrush แปรงสีฟันไฟฟ้าสุดล้ำ “เพื่อช่องปาก สะอาดล้ำลึก”

รีวิว realme N1 | M1...

Featured3 สัปดาห์ ago

รีวิว realme Watch S Pro สมาร์ทวอทช์ดีไซน์สวย ฟีเจอร์ครบ วัดออกซิเจนในเลือด พร้อมใช้ได้สูงสุด 14 วัน

มาตามสัญญาสำหรับรีวิ...

AIS Hot deal more huawei nova promotion 2021 AIS Hot deal more huawei nova promotion 2021
Android News3 สัปดาห์ ago

ต้อนรับเดือนแห่งความรัก กับสมาร์ทโฟน HUAWEI รุ่นฮิต พร้อมโปรดีที่ AIS Hot deal

ถ้าจะให้พูดถึงสมาร์ท...

Advertisement

มือถือใหม่

คลิปล่าสุด

ข่าวใหม่วันนี้

กินเที่ยวกัน

กำลังมาแรง