ติดตามพวกเรา

Smart Review

รีวิว Samsung Galaxy S20 Series สมาร์ทโฟนปฏิวัติการถ่ายภาพที่ดีสุดแห่งยุค, ซูม 100 เท่า, ถ่าย 8K พร้อมฟีเจอร์เพียบ

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

Samsung Galaxy S20 Series สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นแรกของไทยที่รองรับ 5G ทั้งยังชูโรงด้วยสุดยอดกล้องวิดีโอสมาร์ทโฟนแห่งยุค โดยจะมีทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ S20, S20+ และ S20 Ultra ซึ่งเราจะมารีวิวให้ชมไปพร้อมกันทั้ง 3 เครื่องแบบจัดเต็ม แต่เราขอเน้นไปที่ตัวท็อปสุดอย่าง S20 Ultra แล้วกันครับ แต่ถ้ามีจุดไหนต่างจาก S20 และ S20+ เราก็จะบอกให้นะ

 

สรุปสเปค Samsung Galaxy S20 Ultra

  • ขนาดตัวเครื่อง : 166.9 x 76.0 x 8.8 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 220 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Infinity-O ชนิด Dynamic AMOLED 2X กว้าง 6.9 นิ้ว ความละเอียด Quad HD+ (3200 x 1440 พิกเซล) Refresh Rate 120Hz และรองรับ HDR10+
  • หน่วยประมวลผล : Exynos 990 Octa Core
  • RAM 12 GB
  • ROM 128 GB รองรับการ์ดหน่วยความจำภายนอก MicroSD สูงสุด 1TB
  • ระบบปฎิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย One UI 2.1
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 4 เลนส์แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 108 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 รองรับระบบกันสั่นไหว OIS
    • เลนส์ Ultra Wide-Angle 120 องศา ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ Telephoto ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/3.5 รองรับระบบกันสั่นไหว OIS
    • เลนส์ ToF (DepthVision)
  • กล้องหน้าความละเอียด 40 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • รองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ซิม รองรับ 5G
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/ax 2.4G+5GHz, Bluetooth 5.0, ANT+ และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh รองรับ Fast Charge 45W

สรุปสเปค Samsung Galaxy S20/S20+

  • ขนาดตัวเครื่อง : 151.7 x 69.1 x 7.9 มิลลิเมตร (S20) / 161.9 x 73.7 x 7.8 มิลลิเมตร (S20+)
  • น้ำหนัก : 163 กรัม (S20) / 186 กรัม (S20+)
  • หน้าจอแสดงผล Infinity-O ชนิด Dynamic AMOLED 2X กว้าง 6.2 นิ้ว (S20) / 6.7 นิ้ว (S20+) ความละเอียด Quad HD+ (3200 x 1440 พิกเซล) Refresh Rate 120Hz และรองรับ HDR10+
  • หน่วยประมวลผล : Exynos 990 Octa Core
  • RAM 8 GB
  • ROM 128 GB รองรับการ์ดหน่วยความจำภายนอก MicroSD สูงสุด 1TB
  • ระบบปฎิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย One UI 2.1
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลังแบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 รองรับระบบกันสั่นไหว OIS
    • เลนส์ Ultra Wide-Angle 120 องศา ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ Telephoto ความละเอียด 64 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 รองรับระบบกันสั่นไหว OIS
    • เลนส์ ToF (DepthVision) เฉพาะ S20+
  • กล้องหน้าความละเอียด 10 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • รองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ซิม
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/ax 2.4G+5GHz, Bluetooth 5.0, ANT+ และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 4000 mAh (S20) / 4500mAh (S20+) รองรับ Fast Charge 25W

 

ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

เรามาเริ่มกันที่ดีไซน์กันเลยครับ โดยทั้ง 3 รุ่นจะมีความคล้ายกันมากๆ ด้วยดีไซน์ที่จับได้ถนัดมือ แล้วได้ลองสัมผัสแบบไม่ใส่เคสก็ถือว่าไม่ลื่นหลุดแน่นอนครับ

 

หน้าจอแสดงผลก็ถือว่าจัดมาแบบเต็มๆ ตามสไตล์ของ Samsung อยู่แล้วครับที่มีทั้งความคมชัดและจอใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอชนิด Dynamic AMOLED 2X ความละเอียด QHD+ (2K+) ช่วยให้คุณภาพของสีสันที่ได้ออกมาในทุกรุ่นสวยสดงดงามมากๆ, รองรับ HDR10+ โดยแม้ว่าหน้าจอแต่ละรุ่นจะมีขนาดใหญ่แต่รับรองรับว่าถือมือก็ยังสะดวกอยู่แน่นอนครับ เพราะใช้หน้าจอแบบ Infinity-O ฝังกล้องหน้าลงในหน้าจอ ทำให้พื้นที่การใช้งานมากขึ้นแต่ตัวเครื่องไม่ใหญ่กว่ารุ่นก่อนมากนัก

 

ขนาดหน้าจอของ S20 อยู่ที่ 6.2 นิ้ว, S20+ อยู่ที่ 6.7 นิ้ว และ S20 Ultra อยู่ที่ 6.9 นิ้ว ทั้งนี้หากสังเกตดีๆ หน้าจอของทั้ง 3 รุ่นไม่ได้มาแบบโค้งเหมือนกับรุ่นเรือธงปีก่อนๆ เพราะจอโค้งน้อยลงด้วยการใช้กระจกแบบ 2.5D ใครที่กลัวจอโค้งก็หมดปัญหาด้วย S20 Series ไปเลยจ้า

 

ที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือการแสดงผลแบบลื่นๆ ที่ Refresh Rate 120Hz ในความละเอียด FHD+ ที่ใช้งานได้กับทุกรุ่นครับ และต้องบอกเลยว่าความลื่นนั้นสมูธมากจริงๆ การเลื่อนจอระหว่างการดูเนื้อหาต่างๆ ก็ดูไม่เบลอด้วย

 

มาดูบริเวณรอบเครื่องกันครับ (เหมือนกันทั้ง 3 รุ่น) ตั้งแต่บริเวณเหนือหน้าจอแสดงผลจะมีกล้องหน้า Infinity-O ฝังในหน้าจอ ถัดขึ้นต้องมองดีๆ ครับ เพราะจะมีลำโพงสำหรับสนทนาและใช้เป็นลำโพงตัวที่ 2 ที่รองรับระบบเสียงรอบทิศทางได้ด้วย ขณะที่เซ็นเซอร์ต่างๆ ก็ฝังใต้หน้าจอใกล้กันครับ

 

ทางซ้ายของตัวเครื่องจะไม่มีปุ่มอะไรทั้งสิ้น โดยทั้งหมดจะอยู่ที่ด้านขวาครับ ทั้งปุ่ม Power และเพิ่ม-ลดเสียง

 

ที่ด้านล่างตัวเครื่องจะมีไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวที่ 1

 

ส่วนด้านบนตัวเครื่องจะมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ช่อง แต่ช่องที่ 2 จะให้มาแบบ Hybrid เลือกได้ว่าจะใส่ซิมที่ 2 หรือ MicroSD Card และถัดไปข้างๆ ก็ยังมีไมโครโฟนตัวที่ 2 ด้วย

 

และสุดท้ายที่ด้านหลังจะมีโมดูลกล้องที่แตกต่างกันเล็กน้อยครับ โดย S20 และ S20+ จะมีขนาดเล็กๆ หน่อย ซึ่งในโมดูลทั้ง 2 รุ่นจะมีกล้อง 3 และ 4 เลนส์พร้อมไฟแฟลช LED ตามลำดับ ส่วน S20 Ultra จะต่างจากรุ่นน้องชัดเจนด้วยโมดูลกล้องที่แบ่งครึ่งบนเป็นกล้อง 3 เลนส์พร้อมไฟแฟลช LED และด้านล่างเป็นเลนส์ Telephoto ที่ Space Zoom ได้ถึง 100 เท่า นอกจากนี้ทุกรุ่นยังมีไมโครโฟนตัวที่ 3 ฝังในโมดูลกล้องด้วย

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

Samsung Galaxy S20 Series ทั้ง 3 รุ่น แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย One UI 2.1 ที่มีการเพิ่มฟีเจอร์ต่างๆ และทำให้การใช้งานทั่วไปไหลลื่นกว่าเดิมด้วยครับ

 

หน้าตา UI

 

วอลเปเปอร์ลายใหม่สดใสเหมือนหน้าจอ

Galaxy S20 Series มาพร้อมกับวอลเปเปอร์ลวดลายใหม่ที่ให้ความสดใสของหน้าจอแสดงผลได้ดีมากๆ ด้วยการเน้นสีสันและเฉดสีแบบเต็มๆ ครับ แถมยังมีให้เลือกถึง 11 แบบ

 

ใช้ Dark Mode ได้แบบสบายตา

ใน One UI 2.1 ก็มาพร้อมกับฟีเจอร์ Dark Mode ที่ปรับให้พื้นหลังและตัวอักษรเหมาะสมกับการใช้งานในสภาวะแสงน้อยหรือตอนกลางคืน ซึ่งเราสามารถตั้งเวลาให้ระบบเริ่มใช้งาน Dark Mode ได้เอง

 

Always-on-Display ดูสถานะเครื่องได้ไม่ต้องกดอะไร

ถือว่ามีมาใน Samsung Galaxy มาหลายรุ่นหลายปี และใน Galaxy S20 Series ก็ยังมีมาให้ครับ ซึ่ง Always-on-Display จะบอกสถานะเครื่องตั้งแต่เวลา, วันที่, แบตเตอรี่คงเหลือ รวมถึงหากฟังเพลงอยู่ก็จะขึ้นชื่อเพลงมาให้ด้วย

ทั้งนี้เรายังสามารถปรับแต่งรูปแบบและสีของการแสดงผล Always-on-Display ได้หลายรูปแบบครับ

 

ระบบความปลอดภัยขั้นสุด

เรื่องระบบความปลอดภัยก็มีครบเหมือนเดิมแต่พัฒนาขึ้นครับ Galaxy S20 Series ได้ใช้เทคโนโลยี Ultrasonic Fingerprint รุ่นใหม่ในการสแแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ ทำให้เวลาสแกนรอไม่นาน, เสถียรขึ้น และเรื่องความผิดพลาดของการสแกนก็ยังไม่มีให้เห็นในช่วงของการใช้งานครับ

นอกจากนี้ ก็ยังมีระบบสแกนใบหน้าที่ให้มาเหมือนเดิม แต่ใน One UI 2.1 เราสามารถเพิ่มความปลอดภัยได้มากขึ้น เพราะสามารถตั้งค่าให้ต้องลืมตาเท่านั้นถึงจะสแกนใบหน้าผ่าน

 

ใช้ชีวิตง่ายขึ้นด้วย Bixby Routines

สำหรับฟีเจอร์ Bixby Routines นั้นก็มาแบบตามชื่อครับ โดยปกติเรามักจะต้องตั้งค่ามือถือเองเมื่อออกจากบ้านหรืออยู่ในที่ทำงาน เช่น ปิด Wi-Fi แล้วเปิดข้อมูลมือถือ หรือปิดเสียงเป็นการสั่นแทน เป็นต้น แต่เมื่อใช้ Bixby Routines เราสามารถตั้งค่าให้ทุกอย่างปรับเองโดยอัตโนมัติด้วยการใช้ตำแหน่งหรือเวลาที่เราตั้งค่าเพื่อให้ฟีเจอร์นี้ทำงานครับ

 

ระบบเสียงรอบทิศทาง Dolby Atmos

ยังมีมาให้เช่นเดิมสำหรับระบบเสียงที่มีคุณภาพจัดเต็มอย่าง Dolby Atmos ที่แบ่งข้างซ้าย-ขวาชัดเจนมากๆ ครับ ให้อรรถรสในการฟังเสียงเต็มอิ่มมากๆ ซึ่งยังใช้ประโยชน์กับการเล่นเกมแนวแอคชั่น เช่น Call of Duty: Mobile หรือ PUBG Mobile ที่แยกเสียงซ้าย-ขวาแบบชัดมากๆ รู้เลยว่าศัตรูจะวิ่งทางไหน

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

Galaxy S20 Series ทุกรุ่นมาพร้อมกับหน่วยประมวลผล Exynos 990 Octa-core ที่เป็นชิปเรือธงรุ่นล่าสุดของแบรนด์ ที่ช่วยให้ใช้งานได้ดีขึ้น ไหลลื่นกว่าเดิม ทั้งยังลดการใช้พลังงานลงอีกด้วย ทั้งนี้ หน่วยความจำภายในที่ให้มา 128GB ถือว่ามากพอที่จะใช้งาน ไม่ได้ดูน้อยหรืออะไรเลย เพราะเราลองโหลดเกมหรือแอปพลิเคชั่นต่างๆ ก็ยังเหลือพื้นที่พอให้กับรูปถ่ายหรือแอปอื่นๆ อีกด้วย และที่สำคัญคือยังเพิ่ม MicroSD เพื่อขยายความจุได้ถึง 1TB จะใส่รูปหรือถ่ายวิดีโอ 8K ก็ไม่ต้องกลัวเต็มครับ

 

สำหรับผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ของ Galaxy S20 Ultra ทำได้ไปได้ที่ 492,253 คะแนน

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ของ Galaxy S20 Ultra ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 610 และคะแนน Multi-Core ที่ 2,505

 

ฟีเจอร์การเล่นเกม

ทั้ง 3 รุ่นยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ผู้ช่วยในการเล่นเกมอย่าง Game Launcher ที่เป็นการรวมเกมไว้ในที่เดียว และบอกระยะเวลาในการเล่นให้เราทราบ และ Game Booster ที่สามารถบล็อคการแจ้งเตือนต่างๆ ไม่ให้มากวนใจเวลาเล่นเกมครับ

ทดสอบการเล่นเกม

ROV

ลองทดสอบการเล่นเกมจริงๆ เกมแรกอย่าง ROV เราได้ปรับทุกอย่างสูงที่สุดทั้งหมด ทั้งการแสดงผลสูงมาก, เฟรมเรทสูง และภาพ HD สูงมาก โดยเล่นโหมด 5 VS 5 ตั้งแต่ต้นเกมถึงท้ายเกมต้องบอกว่าเล่นได้แบบลื่นๆ ครับ เฟรมเรทวิ่งที่ 58-60fps ตลอด อาการเฟรมเรทดรอปก็ไม่มีให้เห็น และเรื่องของหน้าจอการสัมผัสต่างๆ ก็หมดห่วงได้เลยด้วย เพราะไปตามนิ้วแบบสบายๆ

 

Call Of Duty: Mobile

มาต่อที่เกม Call Of Duty: Mobile เราปรับภาพกราฟิกและเฟรมเรทในระดับ Very High ทั้งคู่ และเล่นโหมด Battle Royal 100 คน ทุกอย่างก็เล่นได้แบบลื่นไหลครับ ไม่มีอาการกระตุกใดๆ ทั้งสิ้น และก็ยังได้ใช้ประโยชน์จากลำโพงสเตอริโอ Dolby Atmos ที่แยกเสียงซ้าย-ขวาโดยไม่ต้องใส่หูฟังด้วย

 

Asphalt 9: Legends

และสุดท้ายกับเกมแข่งรถภาพสวย Asphalt 9: Legends ที่สามารถปรับกราฟิกในระดับสูงได้ และเราได้ลองเล่นไปหลายสนามหลายรอบ ทุกรอบก็เล่นได้แบบไม่มีปัญหาเลยด้วย

 

แบตเตอรี่อึดพร้อมชาร์จเร็วด้วย

Samsung Galaxy S20 Series ทั้ง 3 รุ่นมาพร้อมกับความจุแบตเตอรี่ที่ต่างกันไปครับ ได่แก่

โดยเราได้ทดสอบเทคโนโลยี Fast Charge ด้วยอะแดปเตอร์ 25W กับรุ่น Galaxy S20 Ultra ปรากฏว่าการชาร์จถือว่าเร็วพอสมควรครับ เราชาร์จตอนแบตเตอรี่ 21% ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีชาร์จถึง 56% และชาร์จเต็ม 100% ในเวลาตั้งแต่เริ่มชาร์จประมาณ 1 ชม. 20 นาที (อะแดปเตอร์ 45W เร็วกว่านี้แน่นอนครับ)

นอกจากนี้ทุกรุ่นยังรองรับเทคโนโลยี Wireless PowerShare หรือการชาร์จย้อนกลับไปให้อุปกรณ์อื่นๆ ตามมมตรฐาน Qi ครับ โดยใช้ได้ทั้งสมาร์ทโฟนหรือเคสหูฟังต่างๆ รวมถึงการชาร์จไร้สาย Fast Wireless Charging 2.0

 

กล้องถ่ายรูป

ตัวชูโรงที่ทุกคนรอคอยอย่างกล้องถ่ายรูปใน Samsung Galaxy S20 Ultra ถือว่าเป็นรุ่นที่ทำออกมาให้การถ่ายภาพและวิดีโอนั้นเปลี่ยนในทางที่ดีขึ้น (มากๆ) ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเซ็นเซอร์รับภาพขนาดใหญ่ที่สุดของแบรนด์ที่ 1/1.33 นิ้ว หรือใกญ่กว่า Galaxy S10 ประมาณ 2.9 เท่าเลยทีเดียว ส่วนสเปคกล้องแบบละเอียดทั้ง 3 รุ่นมีดังนี้ครับ

Samsung Galaxy S20 Ultra

  • เลนส์หลักความละเอียด 108 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 รองรับระบบกันสั่นไหว OIS, PDAF, ขนาดเซ็นเซอร์ 1/1.33″
  • เลนส์ Ultra Wide-Angle 120 องศา ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • เลนส์ Telephoto ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/3.5 รองรับระบบกันสั่นไหว OIS
  • เลนส์ ToF (DepthVision)
  • กล้องหน้าความละเอียด 40 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2

Samsung Galaxy S20 / S20+

  • เลนส์หลักความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 รองรับระบบกันสั่นไหว OIS, Super Speed Dual Pixel AF, ขนาดเซ็นเซอร์ 1/1.76″
  • เลนส์ Ultra Wide-Angle 120 องศา ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • เลนส์ Telephoto ความละเอียด 64 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 รองรับระบบกันสั่นไหว OIS
  • เลนส์ ToF (เฉพาะ S20+)
  • กล้องหน้าความละเอียด 10 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2

โดยฟีเจอร์กล้องจะมีอะไรใหม่ๆ บ้างมาดูกันเลยครับ

 

AI Scene Optimizer ทำงานรวดเร็วกว่าเดิม

AI Scene Optimizer หรือการใช้ AI มาช่วยแยกแยะวัตถุเป็นหมวดหมู่ต่างๆ นั้นถือว่าทำออกมาได้ดีกว่าเดิมเยอะครับ เพราะประมวลผลได้รวดเร็วมากขึ้น แค่โฟกัสปุ๊ปก็แยกหมวดหมู่ให้ปั๊บ แถมสีสันก็ดูจัดเต็มกว่าเดิมด้วยนะ

 

ถ่ายความละเอียดสูงสุด 108 ล้านพิกเซล คมชัดทุกรายละเอียด

ด้วยกล้องใน Galaxy S20 Ultra ที่ให้มาถึงความละเอียด 108 ล้านพิกเซล เราสามารถถ่ายความละเอียดนี้ได้โดยสามารถนำภาพที่ได้มาซูมหรือครอปโดยมียังเห็นรายละเอียดได้ชัดเจน รวมถึงการทำป้ายขนาดใหญ่ได้แบบสบายๆ ครับ โดยตอนที่ถ่ายโหมดนี้ต้องถือค้างไว้สักครู่หนึ่งด้วยเพื่อรอการประมวลผล


ภาพ 108 ล้านพิกเซล / ครอป


ภาพ 108 ล้านพิกเซล / ครอป

 

Space Zoom สูงสุด 100 เท่า เห็นถึงดวงจันทร์

ด้วยความเหนือของเรื่องซูมใน Galaxy S20 Ultra ก็มีฟีเจอร์ Space Zoom ที่สามารถซูมได้สูงสุดถึง 100 เท่าผ่านเลนส์ Telephoto 48 ล้านพิกเซล สามารถเก็บช่วงเวลาได้ครบทุกรายละเอียดโดยที่เราไม่ต้องเดินไปใกล้ๆ โดยจากที่ทดสอบจริงๆ หากพูดถึงความคมชัดก็ยังถือว่าอยู่ในระดับพอใช้ได้ครับ ไม่ได้ถึงกับชัดเป๊ะอะไรขนาดนั้นเพราะเป็น Digital Zoom เนาะ แต่ถ้าอยากถ่ายไกลจริงๆ Galaxy S20 Ultra ก็ยังซูมแบบ Hybrid Optic Zoom ได้ถึง 10 เท่าโดยที่รายละเอียดยังคมชัดอยู่ครับ ส่วน Galaxy S20 / S20+ สามารถซูม Hybrid Optic Zoom ได้ 3 เท่าแบบไม่เสีนยรายละเอียด และ Space Zoom ได้สูงสุด 30 เท่า ด้วยเลนส์ Telephoto ความละเอียด 64 ล้านพิกเซล

แต่อีกอย่างที่ชอบมากๆ ในช่วงที่ใช้ Space Zoom คือหน้าจอเล็กๆ ที่มุมซ้ายบนครับ จะมีการบอกว่าเราซูมอยู่ในจุดไหน ทำให้ไม่ต้องเคลื่อนที่หานานเลยด้วย ซึ่งทำออกมาได้ตอบโจทย์สำหรับคนที่ชอบใช้การซูมเป็นพิเศษเลย

 

ถ่ายกลางคืนก็สว่างและดูธรรมชาติด้วย Bright Night

ฟีเจอร์ Bright Night ที่มีมาตั้งแต่ Galaxy S10 Series ได้รับการพัฒนาอย่างมากในตระกูล S20 Series ครับ โดยให้ความสว่างและรายละเอียดที่คมชัดมากขึ้นแบบมากๆ ในตอนกลางคืน ซึ่งต้องว่ามันถ่ายได้ชัดมากขึ้นกว่าเดิมสุดๆ!!


โหมดปกติ / โหมดกลางคืน (Bright Night)


โหมดปกติ / โหมดกลางคืน (Bright Night)

 


โหมดปกติ / โหมดกลางคืน (Bright Night)

สำหรับการถ่ายโหมดกลางคืนตอนนี้ ก่อนถ่าย AI ก็จะประมวลผลให้เรารู้ว่าจะให้ยืนถือนิ่งๆ ประมาณกี่วินาที และเมื่อกดถ่ายไปแล้วก็จะมีการนับถอยหลังให้ด้วยครับ

 

 

ฟีเจอร์ Bright Night ยังใช้เลนส์ Ultra-Wide ถ่ายก็ได้นะ แจ่มไม่แพ้กันเลยครับ

 

Single Take ช็อตเดียวเก็บได้ทุกฟีเจอร์

ถือเป็นฟีเจอร์ที่ใช้บ่อยที่สุดครับสำหรับ Single Take ที่เราสามารถกดชัตเตอร์เพียงครั้งเดียวแล้วได้ทั้งภาพนิ่งหลายภาพที่ AI คัดเลือกมาแล้วว่าคมชัดและดีที่สุด และวิดีโอต่างๆ ที่สำคัญไม่ใช่แค่วิดีโอปกติครับ เพราะวิดีโอจะมีทั้งแบบ Hyperlapse หรือ Boomerang ที่มีให้เลือกด้วย โดยเราก็สามารถเลือกได้เลยว่าจะเก็บหรือลบอะไรไว้บ้าง (ใช้งานได้ทั้งกล้องหลังและกล้องหน้า)

 

Live Focus เบลอหลังเนียนๆ ธรรมชาติกว่าเก่า

โหมด Live Focus ก็ยังมีมาให้เช่นเดิมครับ คือเป็นการเบลอฉากหลังได้แบบเนียนตาและดูธรรมชาติมากขึ้น ตัดขอบได้เนียนๆ ครับ ไม่ใช่แค่ถ่ายคนเท่านั้นเพราะถ่ายวัตถุต่างๆ ก็ได้เหมือนกันจ้า

กล้องหลัง

กล้องหน้า

ซึ่งก็ยังมีเอฟเฟ็กต์พื้นหลังให้เลือก 5 แบบ ได้แก่ เบลอ, วงกลมขนาดใหญ่, สปิน, ซูม และคัลเลอร์พอยท์ ซึ่งแต่ละเอฟเฟ็กต์สามารถปรับระดับได้ตั้งแต่ 0 – 7 ระดับตามใจชอบเลย

 

Ultra-Wide เก็บครบทุกองค์ประกอบ

เรื่องการถ่าย Ultra-Wide เรียกว่าต้องไว้ใจ Samsung เลยทีเดียวครับ เพราะเลนส์นี้ถือเป็นจุดเด่นที่ใครหลายคนได้ลองแล้วต้องชอบแน่นอน แล้วยิ่งใน Galaxy S20 Series ก็ยิ่งทำให้ภาพ สีสัน และความคมชัดนั้นดีขึ้นด้วย แต่เรื่ององศาความกว้างที่ได้จะน้อยลงกว่า Galaxy S10 Series เล็กน้อยที่ 120 องศา จาก 123 องศา


เลนส์ปกติ / เลนส์ Ultra-Wide


เลนส์ปกติ / เลนส์ Ultra-Wide

 

เรื่องการถ่ายวิดีโอก็มีหลายฟีเจอร์เช่นกันครับ ดังนี้

วิดีโอ 8K เรือธงรุ่นแรกของโลกที่ทำได้

Galaxy S20 Series ทุกรุ่นสามารถถ่ายวิดีโอความละเอียด 8K ได้ทั้งหมดครับ โดยเราจะได้ขนาดวิดีโออยู่ที่ 7680 x 4320 พิกเซล ทั้งนี้ เรายังใช้งาน 8K Video Snap หรือแคปภาพจากวิดีโอ 8K ให้ได้ภาพนิ่งความละเอียดถึง 33 ล้านพิกเซลอีกด้วย จะนำไปลงโซเชียลเป็นช็อตเผลอๆ หรือสวยๆ ก็ทำได้แบบสบายๆ ไม่พลาดทุกโมเมนต์สำคัญ

 

SUPER STEADY 2.0 กันสั่นจัดเต็มนิ่งขึ้นกว่าเดิม

SUPER STEADY ที่ให้มาในทั้ง 3 รุ่นถือว่ามีความนิ่งกว่าเดิมพอสมควรครับเมื่อเทียบกับ Galaxy S10 เวลาเดินหรือวิ่งก็ไม่มีการสั่นจนทำให้มึนหัวเวลานำกลับมาดู

 

สรุปจุดเด่น

  • หน้าจอแสดงผล Infinity-O ทำให้หน้าจอใหญ่ขึ้นแต่ขนาดเครื่องยังจับถือสะดวก รวมถึงชนิด Dynamic AMOLED 2X ที่ให้ความสดใสของสีสันมากขึ้นกว่าเดิม
  • กล้องที่มีมาให้ถือว่าฟีเจอร์ครบทั้งภาพนิ่งและการถ่ายวิดีโอ ทั้งซูมสูงสุด 100 เท่า, วิดีโอ 8K และฟีเจอร์ Single Take
  • หน่วยประมวลผล Exynos 990 ถือว่าใช้งานได้เต็มที่และไหลลื่นครับ
  • แบตเตอรี่ให้มามีความจุเพียงพอต่อการใช้งานทั้งวันแน่นอนครับ (S20:4000mAh,S20+:4500mAh, S20 Ultra:5000mAh) ทั้งยังมี Fast Charge ที่ชาร์จได้เร็วไม่ต้องรอนาน

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • หน้าจอ Refresh Rate 120Hz ใช้ได้ที่ความละเอียด FHD+
  • Galaxy S20 Ultra รองรับ 5G เพียงแค่รุ่นเดียวในตระกูลนี้ (อ้างอิงจากรุ่นที่ขายในไทย)

สำหรับราคาของทั้ง 3 รุ่นมีดังนี้

โดยทุกรุ่นจะพรีออเดอร์ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 5 มีนาคม 63 และจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 6 มีนาคมนี้

Smart Review

รีวิว realme 6i สมาร์ทโฟนขุมพลังเต็มขั้น เล่นเกมแรง แบตพลังอึด 5000mAh พร้อมกล้อง 4 เลนส์ 48MP ในราคาสุดคุ้ม

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

realme 6i สมาร์ทโฟนรุ่นเล็กสุดในตระกูล realme 6 Series แต่ก็จัดเต็มด้วยขุมพลังเต็มขั้นผ่านหน่วยประมวลผล MediaTek Helio G80 ที่ใช้งานได้ไหลลื่นเช่นเคย ทั้งยังมีกล้องหลัง 4 เลนส์ ครบทุกฟังก์ชัน และแบตเตอรี่พันธ์อึดถึง 5000mAh

สรุปสเปค realme 6i

  • ขนาดตัวเครื่อง : 164.4 x 75.4 x 9.0 มม.
  • น้ำหนัก : 199 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Mini-Drop FullScreen กว้าง 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1600 x 720 พิกเซล) อัตราส่วน 20:9 และมีพื้นที่การแสดงผล 89.8%
  • หน่วยประมวลผล MediaTek Helio G80 ความเร็ว 2.0GHz
  • GPU:Mali G52
  • RAM : 3/4GB
  • ROM : 64/128 GB รองรับ MicroSD Card สูงสุด 256GB
  • ระบบปฎิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย realme UI 1.0
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 4 เลนส์แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8
    • เลนส์ Ultra Wide-Angle 119 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.25
    • เลนส์ B&W Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
    • เลนส์ Macro ระยะโฟกัส 4 ซม. ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0
  • รองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ซิม + MicroSD Card 1 ช่อง
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n, Bluetooth 5.0 และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh รองรับ 18W Quick Charge

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

ตัวกล่องของ realme 6i มาในดีไซน์ที่เป็นรูปแบบของ realme ตามปกติครับ มีสีเหลืองเด่นตามแบบฉบับของตัวเอง พร้อมด้วยชื่อรุ่นที่ด้านหน้า และด้านหลังก็มีจุดเด่นของรุ่นนี้เอาไว้อยู่

อุปกรณ์ภายในกล่องมีดังนี้

  • ตัวเครื่อง realme 6i พร้อมฟิล์มกันรอย
  • อะแดปเตอร์ Quick Charge 18W
  • สาย USB Type-C
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • เคสใส
  • ใบรับประกันสินค้าและคู่มือการใช้งานเบื้องต้น

 

เรื่องความโดเด่นด้านดีไซน์ต้องยกให้แบรนด์ realme แทบทุกรุ่นครับ โดย realme 6i นี้ก็ยิ่งพิเศษขึ้นไปอีกเพราะได้รับการออกแบบโดยดีไซเนอร์ชื่อดังระดับโลกอย่างคุณนาโอโตะ ฟุคาซาวา (Naoto Fukasawa) ทำให้ได้สีสันที่สวยงามและดูมีมิติมากๆ

 

โดยความประกายของฝาหลัง realme 6i จะมีการเล่นเส้นเงาเป็นเส้นตรงหลายเส้น ดูแตกต่างจากรุ่นอื่นๆ ที่เป็นการเล่นเฉดสีปกติครับ ซึ่งสีที่เราได้มารีวิวครั้งนี้เป็นสีขาว White Milk ส่วนอีกสีก็จะคล้ายกันชาเขียวอย่างสี Green Tea

 

นอกจากความสวยงามแล้ว งานวัสดุและการออกแบบก็ทำออกมาได้ดีด้วย จับถือได้ง่ายไม่ลื่นหลุดมือครับ ที่สำคัญยังถือมือเดียวได้แบบสบายๆ

 

realme 6i มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลแบบหยดน้ำ Mini-Drop FullScreen ชนิด IPS LCD ขนาด 6.5 นิ้ว มีความคมชัดระดับ HD+ ที่ยังรับชมวิดีโอหรือซีรี่ย์ที่ต้องการได้อย่างคมชัดอยู่ครับ ซึ่งเรื่องสีสันก็ถือว่าทำได้ดีมากสำหรับการเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นเล็ก แถมยังชมได้แบบเต็มตาที่มีพื้นที่การแสดงผลถึง 89.8% เลยทีเดียว

 

มาดูรอบตัวเครื่องกันครับ เริ่มที่เหนือหน้าจอกันเช่นเคย จะมีหยดน้ำขนาดเล็กพร้อมกับลำโพงสำหรับสนทนาอยู่ด้านบน

 

ด้านขวาของตัวเครื่องจะมีช่องใส่ซิมการ์ดและ MicroSD Card ถัดลงมาจะเป็นปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง

 

ส่วนด้านขวามีเพียงปุ่ม Power เท่านั้น

 

ขณะที่ด้านล่างตัวเครื่องยังคงมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. อยู่ ถัดไปเป็นไมโครโฟน, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวหลัก

 

และที่ด้านหลังมีกล้อง 4 เลนส์ พร้อมด้วยระบบเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่กลางเครื่อง

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

สำหรับ realme 6i ยังแกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการตัวล่าสุดจาก Google อย่าง Android 10 ทั้งยังครอบทับด้วย realme UI 1.0 ที่เป็น UI รุ่นใหม่ของแบรนด์ที่เน้นลวดลายและสีสันที่สบายตามากขึ้น พร้อมด้วยการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้งานให้เร็วขึ้นกว่าเดิม

 

โหมดการดูแลรักษาดวงตา

realme 6i มาพร้อมกับโหมดที่เป็นการดูแลรักษาสายตาของเราเวลาในใช้งานในที่แสงน้อยหรือในที่มืดครับ โดยเป็นการลดแสงสีฟ้าและเพิ่มความเข้มของสีเข้าไปมากกว่าเดิม ใช้งานได้ยาวๆ ไม่ล้าดวงตาครับ

 

Dark Mode ก็มี ใช้งานได้กับทุกแอปที่รองรับ

นอกจากจะมีโหมดการดูแลรักษาดวงตาหรือการตัดแสงสีฟ้าแล้วก็ยังมี Dark Mode ที่เป็นการใช้ธีมมืดในทันทีครับ โดยพื้นหลังของทั้งตัว UI และแอปพลิเคชั่นที่รองรับ Dark Mode อยู่แล้วจะปรับให้แบบอัตโนมัติ ไม่ต้องไปกดอีกครั้งในตัวแต่ละแอป

 

ตกแต่งไอคอนในสไตล์ของตัวเอง

มีมาใน realme UI ทุกรุ่นครับสำหรับการปรับแต่งรูปแบบอคอนที่ปรับได้ตามใจเราเลย จะปรับให้ไอคอนมีลักษณะเหลี่ยม, กลม หรือมนๆ หน่อยก็ปรับได้ครับ หรือจะปรับให้ตัวไอคอนด้านในเล็กลงก็ยังทำได้จ้า

 

ระบบความปลอดภัยก็มีให้ครบ

ในเรื่องความปลอดภัยในการล็อกหน้าจอก็ยังคงมีมาครบครับตั้งแต่การสแกนลายนิ้วมือที่ด้านหลังตัวเครื่อง ที่แม้ว่าจะไม่ได้สแกนบนหน้าจอแสดงผล แต่การใช้งานที่หลังเครื่องก็สะดวกไม่แพ้กันครับ ที่สำคัญเรื่องความเร็วและความสเถียรต่างๆ ก็ไม่ต่างกันด้วย

ส่วนการสแกนใบหน้าก็ยังมีมาให้เหมือนเดิมครับ ทั้งบันทึกใบหน้าและการสแกนเพื่อปลดล็อกหน้าจอก็ทำได้รวดเร็วเช่นเคย

 

ใช้ 3 นิ้วแตะค้างไว้ที่หน้าจอ เพื่อแคปหน้าจอ

การบันทึกภาพหน้าจอใน realme UI ก็ถือว่าใช้งานได้สะดวกมากขึ้น ด้วยการใช้ 3 นิ้วลากจากบนลงล่างที่หน้าจอครับ หรือหากใครที่ต้องการบันทึกภาพในแบบยาวๆ ก็ให้ใช้ 3 นิ้วแตะค้างไว้ที่หน้าจอ จากนั้นเราก็สามารถเลื่อนภาพลงมาได้เรื่อยๆ

 

โคลนแอปได้ง่ายๆ หากมี 2 บัญชี

ใครที่มีบัญชีในแอปพลิเคชั่นโซเชียลมากกว่า 1 บัญชี ต้องได้ใช้กันอย่างแน่นอนกับการโคลนแอปที่ก็ง่ายๆ ตามชื่อฟีเจอร์ครับ เป็นการโคลนขึ้นมาอีก 1 แอปเพื่อใช้งาน เช่น ให้ Line มี 2 แอป และแต่ละแอปก็ใช้งานแยกกันอย่างสิ้นเชิง เป็นต้น

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

realme 6i ถือเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่มาพร้อมหน่วยประมวลผล MediaTek Helio G80 ที่มีสถาปัตยกรรมขนาด 12 นาโนเมตรครับ ทำให้มีประสิทธิภาพการทำงานที่ไหลลื่นและค่อนข้างประหยัดพลังงานพอสมควรเลย ทั้งยังมี GPU Mali G52 ช่วยให้ประสิทธิภาพด้านกราฟิกดีขึ้น 25% ซึ่งจะเห็นผลในตอนที่เล่นเกมแล้วเฟรมเรทลื่นๆ นั่นแหละครับ

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 348 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,295

 

realme 6i ยังคงมี Game Space ที่เป็นการรวบรวมเกมทั้งหมดของเราที่โหลดไว้ในที่เดียวกันครับ ทำให้ไม่ต้องมาเลื่อนหาให้ยุ่งยากเวลาที่โหลดเสร็จแล้ว แถมยังเปิดโหมดการแข่งขันเพื่อรีดประสิทธิภาพของเครื่องให้ใช้กับการเล่นเกมอย่างเดียว และปิดการแจ้งเตือนไม่ให้มีอะไรมารบกวนอีกด้วย

 

ทดสอบการเล่นเกม

ROV

สำหรับเกม ROV น่าเสียดายที่ไม่สามารถเปิดโหมดเฟรมเรทสูงได้ครับ แต่เรื่องภาพ HD และกราฟิกระดับสูง เราเปิดได้ทั้งหมด พอลองเข้าไปเล่นจริงๆ ก็ถือว่าเล่นได้ลื่นๆ แม้ว่าจะไม่ใช่เฟรมเรทระดับ 60fps แต่ 30fps แบบนิ่งๆ ตลอดทั้งเกมก็ถือว่าเพียงพอแน่นอนครับ ใครที่ไม่ได้ซีเรียสเรื่องนี้ถือว่าตอบโจทย์แน่นอน

 

Call of Duty: Mobile

ส่วน Call of Duty: Mobile สามารถเปิดภาพกราฟิกได้ในระดับต่ำ และเฟรมเรทระดับกลาง แต่ตอนที่เข้าไปเล่นในโหมด Frontline ถือว่าทำออกมาได้ดีกว่าที่คาดไว้ครับ เรื่องการทัชก็ลื่นๆ ไปตามนิ้ว รวมถึงการกดปุ่มต่างๆ ก็ตอบสนองได้รวดเร็วมาก

 

แบตเตอรี่อึดพร้อมชาร์จไว 18W

realme 6i ให้แบตเตอรี่มาถึงความจุ 5000mAh ซึ่งจริงๆ ถือว่าการใช้งานรองรับได้แบบเต็มวันถ้าใครที่ใช้งานแบบทั่วไป ไม่ค่อยได้เล่นเกมจริงจัง ซึ่งในช่วงค่ำที่กลับมาก็ชาร์จทิ้งไว้ไม่นานเพราะรองรับ Quick Charge ที่กำลังไฟ 18W จากที่ลองชาร์จจากแบตประมาณ 17% ก็ชาร์จเต็ม 100% ในเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครับ

 

กล้องถ่ายรูป

realme 6i ก็จัดเต็มในเรื่องกล้องถ่ายรูปเช่นกันครับ โดยมีให้ถึง 4 เลนส์ในกล้องหลัง และ 1 เลนส์ที่กล้องหน้า ซึ่งแต่ละเลนส์ก็มีตามด้านล่างนี้เลยครับ

กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 4 เลนส์ ดังนี้

  • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8
  • เลนส์ Ultra Wide-Angle 119 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.25
  • เลนส์ B&W Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • เลนส์ Macro ระยะโฟกัส 4 ซม. ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

กล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0

ความคมชัดขั้นสูง 48 ล้านพิกเซล

ความละเอียดของภาพที่ให้มาสูงสุดถึง 48 ล้านพิกเซล เราจะได้ทั้งความคมชัดและรายละเอียดในภาพส่วนเล็กส่วนน้อยเมื่อซูมได้อย่างชัดเจนครับ ทั้งยังนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ด้วยนะ


ภาพถ่าย 48 ล้านพิกเซล / ภาพที่ซูมจาก 48 ล้านพิกเซล


ภาพถ่าย 48 ล้านพิกเซล / ภาพที่ซูมจาก 48 ล้านพิกเซล

 

AI จดจำฉากและซีนได้แม่นยำ

realme 6i ยังมีเทคโนโลยี AI เข้ามาในการใช้งานการถ่ายภาพครับ โดยจุดนี้จะรองรับเทคโนโลยี ‘Quad Bayer’ เป็นการการรวม 4 เป็น 1 พิกเซล มาอยู่ที่ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ทำให้เฉดสีที่ได้รวมถึงแสงและเงาก็ทำให้ดูมีมิติมากขึ้น

 

Portrait เบลอหลังสวยงามแบบธรรมชาติ

เรื่องการถ่าย Portrait ด้าน realme 6i ก็ถือว่าทำออกมาได้เป็นอย่างดีครับ เบลอค่อนข้างไล่ระดับและดูมีมิติ แถมมีการปรับแต่งใบหน้าด้วย AI ให้เนียนแบบธรรมชาติๆ อีกด้วย และใช้ได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังเลยครับ

กล้องหลัง

กล้องหน้า

 

ไม่ใช่แค่การเบลอในแบบธรรมดาๆ เท่านั้น เพราะยังมีฟิลเตอร์สำหรับ Portrait มาให้อีกถึง 6 แบบครับ หลายสีหลากเฉด เลือกให้ใช้งานกันเยอะพอสมควร

 

Ultra-Wide เก็บมุมกว้างให้องค์ประกอบ

Ultra-Wide ใน realme 6i สามารถถ่ายมุมกว้างได้ถึง 119 องศาครับ ทำให้เก็บภาพวิว ทิวทัศน์ ได้กว้างขึ้นกว่าเลนส์ปกติถึง 4 เท่า ส่วนภาพที่ได้ถือว่าจัดเต็มเรื่องสีสันไม่ค่อยต่างจากเลนส์หลักครับ เวลาจะถ่ายอะไรแล้วอยากเก็บให้ครบก็ใช้เลนส์นี้ช่วยได้เลย ไม่ต้องถอยไกล


เลนส์ปกติ / เลนส์ Ultra-Wide

 

ถ่ายกลางคืนชัดขึ้นด้วย Super Nightscape

ในโหมดนี้ realme 6i ก็ถือว่าทำได้ดีพอตัวครับกับราคาระดับนี้ ทำให้การถ่ายจากเลนส์ปกติในตอนกลางคืนที่แสงอาจจะฟุ้งไป แล้วเห็นรายละเอียดได้ครบ เข้าโหมดนี้ก็เข้ามาช่วยได้ทั้งหมด ทำให้ภาพที่ได้สว่างขึ้นและเหก็นรายละเอียดต่างๆ ได้ชัดกว่าเดิม


ปิด Super Nightscape / เปิด Super Nightscape

f

 

ถ่ายใกล้ๆ ก็ได้ผ่านเลนส์ Macro

เลนส์ที่ 4 ของ realme 6i ก็คือเลนส์ Macro นั่นเองครับ ทำให้เราอยากถ่ายอะไรที่เล็กๆ ก็ทำได้แบบสบายๆ เห็นได้ชัดเจนขึ้น โฟกัสได้ไว และสีสันก็ถือว่าอยู่ที่ระดับที่สวยงามเลย

 

กล้องหน้า AI Beauty

และสุดท้ายกับกล้องหน้าที่เราพูดถึงการถ่าย Portrait ไปแล้ว ใครที่จะใช้ถ่ายภาพ AI กล้องหน้าตามปกติก็ถือว่าสวยงามได้แบบธรรมชาติๆ จ้า ได้ AI มาปรับแต่งหน้าให้อัตโนมัติ แทบไม่ต้องมาปรับเองเลย

 

สรุปจุดเด่น

  • ดีไซน์สวยงามจากการออกแบบของดีไซเนอร์ชื่อดังระดับโลกอย่าง Naoto Fukasawa
  • หน้าจอแสดงผลใหญ่ 6.5 นิ้ว รับชมได้แบบเต็มตา และคมชัดในระดับ HD+
  • กล้องหลังจัดหนักถึง 4 เลนส์ 48 ล้านพิกเซล พร้อมมีครบทุกฟังก์ชันที่สมาร์ทโฟนทุกรุ่นต้องมี
  • เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่ใช้หน่วยประมวลผล MediaTek Helio G80 ใช้งานได้แบบลื่นๆ ไม่มีสะดุด
  • แบตเตอรี่พันธุ์อึด 5000mAh การันตีการใช้งานทั่วไปได้แบบเต็มวันแน่นนอน

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ไม่มีหูฟังมาให้ในกล่อง

 

สำหรับ realme 6i รุ่น RAM 3GB + ROM 64GB ราคา 4,699 บาท โดยจะมี Flash Sale ผ่านทาง LAZADA ในวันที่ 27 มีนาคมนี้ (เที่ยงคืนเป็นต้นไป) เหลือเพียง 4,399 บาท และ 10 ท่านแรก รับฟรี! หูฟัง realme Buds Wireless มูลค่า 1,999 บาท

อ่านต่อ...

Smart Review

รีวิว iPhone 11 Pro Max ขุมพลังความแรงขั้นเทพของสมาร์ทโฟนพร้อมกล้องระดับโปรของ Apple กับฟีเจอร์ iOS 13 รุ่นล่าสุด

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

แม้ว่า iPhone 11 Pro Max จะเปิดตัวและวางจำหน่ายในไทยมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา แต่ความเร็วแรงของหน่วยประมวลผล A13 Bionic ก็ยังคงหาสมาร์ทโฟนรุ่นไหนมาเทียบเคียงได้ยาก รวมไปถึงระบบปฏิบัติการ iOS 13 ที่มีการอัปเดทฟีเจอร์ใหม่ๆ ตลอดเวลา โดยเราจะมารีวิวฟีเจอร์และความสามารถต่างๆ ของรุ่นที่เป็นที่สุดของ iPhone กัน

 

สรุปสเปค iPhone 11 Pro Max

  • ขนาดตัวเครื่อง : 158.0 x 77.8 x 8.1 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 226 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Super Retina XDR ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด 2688 x 1242 พิกเซล, 458ppi รองรับ HDR, อัตราส่วนคอนทราสต์ 2,000,000:1
  • หน่วยประมวลผล : A13 Bionic
  • ROM 64/256/512 GB
  • ระบบปฎิบัติการ iOS 13
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 3 เลนส์แบ่งเป็น
    • เลนส์หลัก (Wide) ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8
    • เลนส์ Ultra Wide-Angle 120 องศา ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
    • เลนส์ Telephoto 2x ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0
  • กล้องหน้า (TrueDepth) ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • รองรับการใช้งานซิมคู่ (Nano-SIM และ eSIM)
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/ax, Bluetooth 5.0, NFC และพอร์ต Lightning

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

ตัวกล่องของ iPhone 11 Pro Max มาในสีดำเข้มครับ โดยที่ด้านหน้ากล่องจะมีรูปตัวเครื่องด้านหลังที่บ่งบอกถึงรุ่นล่าสุดได้เป็นอย่างดีด้วยโมดูลกล้อง

ส่วนภายในกล่องจะมีอุปกรณ์ต่างๆ ดังนี้

  • ตัวเครื่อง iPhone 11 Pro Max
  • หูฟัง EarPods พร้อมหัวต่อ Lightning
  • สาย USB Type-C เป็น Lightning
  • อะแดปเตอร์แปลงไฟ USB-C ขนาด 18 วัตต์
  • เอกสารคู่มือ

 

ดีไซน์การออกแบบของ iPhone 11 Pro Max ได้ใช้วัสดุสแตนเลสสตีลและกระจกผิวด้านที่กด้านหลังตัวเครื่อง ทำให้มีความงามแบบคลาสสิกมากๆ แถมทำให้ไม่มีติดรอยนิ้วมืออีกด้วย และที่สำคัญกระจกทั้งตัวกล้องหลังและด้านหน้าจอแสดงผลยังครอบทับด้วยกระจกที่ขึ้นชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดในสมาร์ทโฟนอีกด้วย

 

iPhone 11 Pro Max มีให้เราเลือกใช้งานถึง 4 สี ได้แก่ สีเงิน สีทอง สีเทาสเปซเกรย์ และสีใหม่อย่างสีเขียว Midnight Green ที่ใครๆ ก็ต้องการครับ

 

ด้านหน้าจอแสดงผล ของ iPhone 11 Pro Max จัดอยู่ความสุดยอดของสมาร์ทโฟนเลยก็ว่าได้เพราะได้ผ่านการทดสอบหน้าจอจาก DisplayMate และได้รับคะแนนสูงสุด A+ เลยทีเดียว โดยรุ่นนี้ใช้ชนิดหน้าจอ OLED ที่เรียกว่า Super Retina XDR ที่ให้ความคมชัดและสีสันที่สดมากๆ ด้วยคอนทราสต์สูงถึง 2,000,000:1 ทั้งนี้ หน้าจอของ iPhone 11 Pro Max สามารถเพิ่มความสว่างได้สูงสุดถึง 800 นิตเมื่อใช้งานทั่วไป และเพิ่มไปถึง 1,200 นิตเมื่อใช้งานขณะที่รับชมเนื้อหา HDR10, Dolby Vision หรือกำลังรูปถ่าย HDR Super Retina XDR ครับ

 

สำหรับ iPhone 11 Pro Max ยังมีฟีเจอร์ True Tone มาให้เช่นเดิมครับ โดยจะเป็นการปรับ White Balance ของหน้าจอให้ตรงกับอุณหภูมิสีของแสงรอบๆ ข้าง และปรับได้ตามสภาวะที่เรากำลังเจอ

 

รอบเครื่องของ iPhone 11 Pro Max ตั้งแต่เหนือหน้าจอแสดงผลจะมีรอยบากที่ฝังเทคโนโลยี TrueDepth เข้าไป, กล้องหน้า และลำโพงสเตอริโอพร้อมไมโครโฟนในตัว

 

ด้านซ้ายของตัวเครื่องจะมีแถบสำหรับเปิด/ปิดเสียงมาให้เหมือนเดิมตามสไตล์ของ Apple และถัดลงมาจะมีปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงมาให้

 

ด้านขวาตัวเครื่องมีปุ่ม Power หรือใช้งานเรียก Siri และที่ตรงกลางๆ จะมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM 1 ช่อง

 

ส่วนด้านล่างตัวเครื่องจะมีทั้งลำโพงและไมโครโฟน ขนาบข้างพอร์ต Lightning อยู่

 

และสุดท้ายที่ด้านหลังจะมีกล้องหลังที่เป็นแบบใหม่ของ iPhone จำนวน 3 เลนส์ พร้อมแฟลช Dual-Tone และโลโก้ Apple กลางเครื่อง

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

แน่นอนว่า iPhone 11 Pro Max ต้องรันบนระบบปฏิบัติการรุ่นล่าสุดของค่ายอย่าง iOS 13 ที่ตอนนี้ก็อยู่ในเวอร์ชัน iOS 13.3.1 กันแล้วครับ โดยหลักๆ iOS 13 จะช่วยให้การทำงานและการตอบสนองระหว่างใช้งานเร็วขึ้นพอสมควรครับ ทั้งยังช่วยเรื่องความเสถียรของระบบ, ลดขนาดของแอปพลิเคชั่นที่ดาวน์โหลด และทำให้ Face ID ทำงานได้เร็วกว่า iOS รุ่นก่อนๆ ด้วย

 

ฟีเจอร์เด่นๆ ใน iOS 13

ใช้งานสบายตาด้วยโหมดมืด

ใน iOS 13 มาพร้อมกับการเปลี่ยนโหมดหน้าจอเป็นแบบมืดเพื่อช่วยให้การใช้งานนั้นสบายอย่างมากครับ ซึ่งไม่ใช่แค่นั้นเพราะยังช่วยเรื่องการประหยัดพลังงานเหมือนกัน เพราะหน้าจอมืดๆ พื้นหลังดำๆ เรียกได้ว่าเป็นของชอบของหน้าจอ OLED เลยทีเดียว

 

Siri ฉลาดขึ้นและใช้งานดีกว่าเดิม

ผู้ช่วยอัจฉริยะประจำ iPhone 11 Pro Max หนีไม่พ้น Siri ครับ ซึ่งในรุ่นใหม่ที่ใช้ iOS 13 ด้วยก็ทำให้ Siri นั้นพูดได้เป็นธรรมชาติมากขึ้น โต้ตอบได้ตรงตามคำถามกว่าเดิม รวมถึงการใช้งานก็เสถียรขึ้นด้วยครับ

 

สติ๊กเกอร์น่ารักๆ ทั้ง Animoji และ Memoji

Animoji และ Memoji เป็นสติ๊กเกอร์ที่มีหลายรูปแบบมากขึ้นใน iOS 13 ครับ ซึ่งในฟีเจอร์จะได้ประโยชน์จากกล้องหน้า TrueDepth ใน iPhone 11 Pro Max เพื่อให้เคลื่อนไหวใบหน้าตามผู้ใช้งานให้เหมือนจริงมากที่สุด

โดยเราสามารถเข้าไปใช้งาน Animoji และ Memoji ได้ที่แอปข้อความครับ แล้วสามารถตกแต่งใบหน้า ทรงผม และอุปกรณ์ต่างๆ ได้ตามใจชอบเลยทีเดียว แถมเมื่อทำเสร็จแล้วยังส่งสติ๊กเกอร์เหล่านี้ได้ผ่านแอปแชททั้งหลาย เช่น Line, Messenger หรือ IG ได้ด้วยผ่านคีย์บอร์ดของระบบครับ

 

ระบบเสียงสมจริงรอบทิศทางแบบ Dolby Atmos

iPhone 11 Pro Max ยังมาพร้อมกับลำโพงเสียงรอบทิศทางแบบ Dolby Atmos อีกด้วย โดยเรื่องความดังและความคมชัดก็หายห่วงไปเลยครับ เพราะจัดเต็มแน่นอน ทั้งยังช่วยในเรื่องอรรถรสในการเล่นเกมหรือรับชมภาพยนตร์ต่างๆ อีกด้วย

 

Face ID รุ่นพัฒนา ใช้งานเร็วกว่าเดิม

นอกจากที่ Face ID หรือการสแกนใบหน้าของ iPhone รุ่นต่างๆ จะมีความปลอดภัยที่น่าจะมากที่สุดในสมาร์ทโฟนตอนนี้แล้ว ใน iOS 13 ก็ยังช่วยให้ระบบนี้ทำงานเร็วขึ้นไปอีกด้วยครับ (ซึ่งจริงๆ ก็ทำงานเร็วแล้วนะ) เพียงแค่ยกขึ้นมาก็ปัดขึ้นได้ทันที ไม่ต้องรอนานเลยด้วย

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

iPhone 11 Pro Max มาพร้อมขุมพลังตัวแรงสุดที่เคยมีมาในสมาร์ทโฟนอย่าง A13 Bionic ซึ่งต้องบอกว่าไม่ว่าจะ iPhone รุ่นไหนก็ยังคงแรงได้แบบสบายๆ ใช้งานได้เต็มที่ ซึ่งยังมีหน่วยประมวลผลด้าน AI ที่เรียกว่า Neural Engine เพื่อให้จัดการระบบต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม แถมยังประหยัดพลังงานน้อยกว่า A12 Bionic ถึง 15% ด้วย

 

นอกจากหน่วยประมวลผลหลักแล้ว iPhone 11 Pro Max ยังมีชิพ U1 ที่เป็นการเข้าถึงตำแหน่ง Ultra-Wide Band ของอุปกรณ์ใกล้เคียงได้อย่างแม่นยำ โดยส่วนนี้จะได้ประโยชน์ในเรื่องการถ่ายโอนข้อมูลของ iPhone 11, iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max ได้ดีกว่าเดิมด้วย

ทดสอบการเล่นเกม

เราได้ทดสอบการเล่นเกมที่เน้นกราฟิกหนักๆ และเกมที่รองรับ AR ด้วย โดยผลจะเป็นอย่างไรมาดูกันครับ

Asphalt 9 : Legend

เกมแข่งรถสุดฮิตโดยที่เกม Asphalt 9 : Legend ใน iPhone 11 Pro Max ไม่จำเป็นต้องไปปรับคุณภาพกราฟิกครับเพราะมาให้สุดอยู่แล้ว และจากการเล่นไปประมาณครึ่งชั่วโมงติดกัน ทุกรอบเล่นได้แบบไหลลื่นมาก ระบบทัชหน้าจอก็ตอบสนองได้เร็ว และดูเหมือนว่าเฟรมเรทจะวิ่งในระดับสูงสุดอีกด้วยเพราะภาพมันสมูธมากๆ

 

Angry Birds AR: Isle of Pigs

มาต่อที่เกม Angry Birds AR: Isle of Pigs ที่ใช้กล้องหลังเพื่อแสดงผลออกมาเป็น AR ก็เล่นได้แบบไม่มีปัญหาครับ ได้ทั้งความไหลลื่น ภาพสวย และเล่นได้ต่อเนื่องไม่มีตรงไหนสะดุดเลย

 

ROV

และสุดท้ายกับเกมยอดฮิตของชาวไทยอย่าง ROV แน่นอนว่าเมื่อใช้ iPhone 11 Pro Max ก็ต้องปรับสุดทุกอย่างอยู่แล้ว โดยเราลองเล่นในโหมด 5 VS 5 ครับ เฟรมเรทภาพรวมของทั้งเกมถือว่ายอดเยี่ยมมากๆ เพราะวิ่งอยู่ที่ 60fps เป็นส่วนใหญ่ และอาจลงมาเล็กน้อยที่ 58-59fps ในบางครั้งเท่านั้น

 

แบตเตอรี่อึดใช้งานได้ทั้งวันแน่นอน

iPhone 11 Pro Max ขึ้นชื่อเรื่องแบตเตอรี่ที่มีความอึดมากต่อการใช้งานทั่วไปใน 1 วันครับ ซึ่งจากที่ใช้งานจริงๆ ก็ตามนั้นเลยครับ เราเล่นเกมไปประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆ แบตเตอรี่จาก 100% เหลือถึง 95% ซึ่งหากแบตใกล้หมดก็ยังชาร์จเร็วได้อะแดปเตอร์ที่แถมมาให้ในกล่องที่ 18W

นอกจากนี้ iPhone 11 Pro Max ยังรองรับการชาร์จไร้สายผ่านกระจกด้านหลังด้วยแผ่นรองชาร์จที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน Qi ทุกรุ่นครับ ทำให้สะดวกในการใช้งานมากขึ้น

 

กล้องถ่ายรูป

สำหรับกล้องของ iPhone 11 Pro Max ถือว่าเป็นรุ่นที่มีอัปเกรดจากรุ่นเดิมมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดครับ ไม่ว่าจะกล้องหน้าหรือกล้องหลัง แถมได้เพิ่มเลนส์ Ultra-Wide เข้ามาเป็นครั้งแรกของ Apple ซึ่งแต่ละเลนส์ที่มีมาให้มีดังนี้

กล้องหลัง

  • เลนส์หลัก (Wide) ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8
  • เลนส์ Ultra Wide-Angle 120 องศา ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • เลนส์ Telephoto 2x ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0

กล้องหน้า (TrueDepth) ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2

แต่ละฟีเจอร์จะมีอะไรและถ่ายภาพได้แจ่มขนาดไหนมาดูกันเลยครับ

เลนส์ Wide ถ่ายภาพแจ่มๆ โฟกัสไวขึ้น

ในเลนส์ Wide ของ iPhone 11 Pro Max นั้นได้อัปเกรดให้ระบบโฟกัสทำงานเร็วขึ้นกว่าเดิมครับ โดยจุดนี้ทำให้เราได้ภาพที่คมชัดและไม่ต้องรอนานโฟกัสนานเหมือนก่อนแล้ว จะถ่ายภาพตอนกลางวันหรือกลางคืนแค่กดชัตเตอร์ด้วยโหมดปกติก็ได้ภาพทันใจ

 

Ultra-Wide กว้างสะใจเก็บอะไรก็ครบ

iPhone 11 Pro Max มาพร้อมกับเลนส์ Ultra-Wide ใหม่ที่อยู่ในระยะ 0.5x ให้ความกว้างเต็มๆ 120 องศา ถือว่าอยู่ใกล้วัตถุต่างๆ ก็เก็บได้ครบหมดครับ แถมเรื่องความสดใสของสีสันก็ดูจะไม่ต่างจากเลนส์หลักเท่าไหร่ด้วยนะ ส่วนโฟกัสก็ไวใช้ได้เลย


เลนส์ Wide / เลนส์ Ultra-Wide

ทั้งนี้เมื่อเราใช้งานเลนส์ Wide ปกติอยู่ ภาพที่อยู่นอกเฟรมจะแสดงผลว่าหากถ่ายด้วยเลนส์ Ultra-Wide แล้วจะได้ภาพออกมาประมาณไหนครับ ซึ่งถือว่าสะดวกมากๆ หากใครที่ต้องการใช้งาน

 

Night Mode ถ่ายกลางคืนยังไงก็เห็นชัด Noise ก็น้อยมาก

โหมดกลางคืนหรือ Night Mode ของ iPhone 11 Pro Max ถือว่าทำให้การถ่ายภาพในตอนกลางคืนนั้นดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดกว่ารุ่นก่อนมากๆ ภาพที่ได้ออกมาจะสว่างมากขึ้น เพิ่มสีสัน และ Noise ในภาพก็น้อยมากๆ (แต่ก็ขึ้นอยู่ความความสว่างของแสงที่มีด้วยครับ)

โดยการใช้งานโหมดนี้ระบบจะทำงานเองโดยอัตโนมัติ และจะขึ้นเตือนเป็นแถบสีเหลืองว่าให้ถือไว้กี่วินาทีหาก Night Mode ทำงาน

 

โหมดการจัดแสงภาพถายบุคคล

โหมดถ่ายภาพบุคคลของ iPhone 11 Pro Max จัดอยู่ในขั้นที่แจ่มมากขึ้นเพราะมีลูกเล่นให้เราได้ปรับแต่งเพิ่มขึ้นพอสมควร ตั้งแต่ความสว่างหรือความคมชัดของภาพที่ช่วยให้ผิวของเราเรียบเนียนมากขึ้น รวมไปถึงการปรับค่า f หรือรูรับแสงให้เบลอได้ดั่งใจเราครับ

สำหรับโหมดนี้มีให้เราเลือกเอฟเฟ็กต์ถึง 6 แบบ ได้แก่ แสงไฟธรรมชาติ, แสงไฟสตูดิโอ, แสงไฟคอนทัวร์, แสงไฟเวที, แสงไฟเวทีขาวดำ และ แสงไฟขาวดำไฮคีย์ที่เป็นรูปแบบใหม่ด้วย

 

กล้อง TrueDepth เก็บภาพได้กว้างกว่าเดิม

สำหรับกล้องหน้าหรือที่เรียกว่า TrueDepth มีการพัฒนาให้เห็บภาพในมุมที่กว้างกว่าเดิมชัดเจนครับ แถมยังมีความฉลาดในเรื่องของระบบอีกด้วย โดยหากเราเซลฟี่มุมแนวตั้งภาพก็อาจจะดูแคบเล็กน้อย แต่ถ้าปรับเป็นแนวนอนภาพที่ก็จะได้มุมกว้างขึ้นทันทีครับ

 

ที่สำคัญ iPhone 11 Pro Max ยังเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่ถ่ายวิดีโอระดับ 4K@60fps ได้รุ่นแรกของโลกด้วย

 

นอกจากนี้ในเรื่องของการถ่ายวิดีโอ ทุกเลนส์ที่ให้มาทั้ง Wide, Ultra-Wide และ Telephoto สามารถถ่ายวิดีโอความละเอียดระดับ 4K@60fps ได้ทั้งหมดครับ ซึ่งเรื่องความนิ่งและระบบโฟกัสในโหมดวิดีโอต้องยอม iPhone 11 Pro Max จริงๆ

สรุปจุดเด่น

  • กล้องหลัง 3 เลนส์ใหม่หมด ถ่ายได้คมชัด เก็บมุมกว้างได้ครบ และ UI ต่างๆ ถือว่าทำออกมาได้ฉลาดมาก
  • กล้องหน้าถ่ายได้คมชัดและรองรับวิดีโอ 4K@60fps
  • iPhone 11 Pro Max เป็นรุ่นที่หน้าจอใหญ่สุดเท่าที่เคยมีมาใน iPhone ที่ 6.5 นิ้ว ทั้งยังมีความคมชัดและความสวยงามจนได้รับเกรด A+ จาก DisplayMate
  • หน่วยประมวลผล A13 Bionic ที่ถือว่าแรงที่สุดในโลกของสมาร์ทโฟน การใช้งานหรือเล่นเกมต่างๆ ก็หายห่วงไปได้เลยครับ
  • แบตเตอรี่ที่อึดมากๆ หากใครใช้งานทั่วไปรับรองว่าอยู่ได้ตั้งแต่เช้ายันค่ำแน่นอน
  • กันน้ำมาตรฐาน IP68

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ไม่มีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. แต่มีหูฟังพอร์ต Lightning มาให้ในกล่อง

iPhone 11 Pro Max วางจำหน่ายในประเทศไทยแล้วใน 3 ความจุ ได้แก่ 64GB, 256GB และ 512GB สนนราคาอยู่ที่ 39,900 บาท, 45,900 บาท และ 52,900 บาท ตามลำดับ โดยจะมีให้เลือก 4 สี ได้แก่ เทาสเปซเกรย์, เงิน, ทอง และเขียวมิดไนท์กรีน

อ่านต่อ...

Smart Review

รีวิว OPPO A91 สมาร์ทโฟนเติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์ บางเฉียบ พกง่าย กล้อง 4 เลนส์ 48MP ครบทุกฟังก์ชัน ในราคาสุดสบายกระเป๋า 7,999 บาท

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

OPPO A91 สมาร์ทโฟนน้องเล็กสุดคุ้มที่มาเติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์ ฟังก์ชันครบ จอใหญ่ ขุมพลังตัวแรงในราคาประหยัด พร้อมกล้อง 4 เลนส์ 48MP ทั้งยังมีดีไซน์ที่สวยงาม เบาบางมากๆ น่าสนใจมากๆ ครับ แต่ละฟีเจอร์จะมีอะไรบ้างมาดูกันเลยจ้า

 

สรุปสเปค OPPO A91

  • ขนาดตัวเครื่อง : 160.2 x 73.3 x 7.9 มม.
  • น้ำหนัก : 172 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล AMOLED ขนาด 6.4 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) ครอบทับด้วยกระจก Corning Gorilla Glass 5
  • หน่วยประมวลผล : MediaTek Helio P70 Octa Core ความเร็ว 2.1 GHz
  • GPU : Mali-G72 MP3
  • RAM : 8GB
  • ROM : 128GB สามารถเพิ่ม MicroSD ได้สูงสุด 512GB
  • กล้องถ่ายรูปหลัง 4 เลนส์ แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.7
    • เลนส์ Ultra Wide Angle 119 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.25 รองรับการถ่าย Macro ระยะโฟกัส 3 ซม.
    • เลนส์ Mono ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
    • เลนส์ Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0
  • ระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ครอบทับด้วย ColorOS 6.1.2
  • พอร์ตเชื่อมต่อ USB Type-C
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac, Bluetooth 4.2, ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 4,000 mAh รองรับ VOOC Flash Charge 3.0 กำลังไฟ 20W

 

แกะกล่อง หน้าจอแสดงผล และดีไซน์รอบตัวเครื่อง

มาแกะกล่องกันเลยดีกว่าครับ โดย OPPO A91 ตัวกล่องมีความสดใสเหมือนกับตัวเครื่องที่อยู่ในกล่องมีทั้งชื่อรุ่นและตัวเครื่องให้เห็นอย่างชัดเจน แล้วมีการเล่นเฉดสีรอบตัวเครื่องอีกด้วย

อุปกรณ์ภายในกล่องมีดังนี้

  • ตัวเครื่อง OPPO A91 พร้อมติดฟิล์มกันรอย
  • อะแดปตเตอร์ VOOC Flash Charge 3.0
  • สาย USB Type-C
  • เคสใส
  • หูฟัง
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น

 

อย่างที่ต้องพูดถึงเมื่อจับเครื่อง OPPO A91 ต้องบอกว่าเรื่องของเฉดสีและดีไซน์นั้นโดดเด่นขึ้นมาทันทีครับ ซึ่งสีที่เราได้มาเป็นสี Unicorn White มีการเล่นเฉดสีม่วงอ่อนไปถึงสีฟ้าแบบละมุนมากๆ และเมื่อสะท้อนแสงในมุมต่างๆ ก็เพิ่มมิติให้กับตัวเครื่องได้เป็นอย่างดีครับ

 

สีสันที่เราพูดถึง OPPO A91 ได้รับแรงบันดาลใจมาจากแสงแดดทื่หักเหบนน้ำนั่นเองครับ ทำให้ดูมีความเป็นธรรมชาติและดูสบายตาสุดๆ โดยอีกสีที่มีให้เลือกคือสี Lightening Black

 

นอกจากความสวยงามแล้ว ตัวเครื่องรุ่นนี้ก็มีความโค้ง รับกับอุ้งมือเวลาจับถือได้แบบสบายๆ ครับ ไม่บาดมือ แถมมีน้ำหนักเบาและจับถือง่ายด้วย

 

สิ่งที่สำคัญที่ขาดไปไม่ได้เลยคือหน้าจอแสดงผลของ OPPO A91 ที่เป็นรุ่นแรกในตระกูล A Series ของ OPPO ที่ใช้ชนิด AMOLED เพิ่มสีสันให้ดีขึ้นไปอีกขั้นครับ โดยขนาดหน้าจออยู่ที่ 6.4 นิ้ว ความละเอียด FHD+ ทั้งยังพื้นที่การแสดงผลสูงถึง 90.7% ใช้งานได้เต็มตาแน่นอนทั้งเล่นเกมหรือดูวิดีโอ

 

นอกจากนี้ OPPO A91 ยังมีเทคโนโลยีในการลด Stroboscopic หรือการกะพริบหน้าจอในที่แสงน้อยช่วยป้องกันความเมื่อยล้าของดวงตา ซึ่งจุดนี้ยังได้รับการรับรองการปกป้องดวงตาโดย TÜV Rheinland อีกด้วย

 

บริเวณรอบเครื่องด้านบนจะมีหน้าจอหยดน้ำพร้อมด้วยลำโพงสำหรับสนทนาครับ ส่วนเซ็นเซอร์ต่างๆ จะอยู่ข้างกับตัวกล้องหน้า

 

ทางซ้ายตัวเครื่องจะมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ด 2 ช่องและ MicroSD Card อีก 1 ช่องครับ สามารถใส่ได้ครบทั้ง 2 ซิมเลยไม่ต้องมาเลือกแบบ Hybrid และถัดลงมาจะมีปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง

 

ทางด้านขวาตัวเครื่องมีเพียงปุ่ม Power เท่านั้นครับ

 

ขณะที่ด้านบนมีไมโครโฟนตัวที่ 2 สำหรับตัดเสียงรบกวน

 

ส่วนด้านล่างมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม., ไมโครโฟน, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวหลัก

 

สุดท้ายที่ด้านหลังจะมีกล้องหลัง 4 เลนส์ เรียงเป็นแนวตั้งสวยงาม และด้านข้างก็จะมีไฟแฟลชที่อยู่ในรูปแบบแนวตั้งเช่นกัน

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

OPPO A91 ยังแกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ครับ แต่ก็ครอบทับด้วย ColorOS 6.1.2 ที่มีการปรับแต่งให้ใช้งานอย่างไหลลื่นและประหยัดพลังงานครับ

 

หน้าตา UI : ColorOS 6.1.2

 

ตัวของพื้นหลังใน OPPO A91 ก็จะถูกออกแบบมาให้เหมาะกับดีไซน์ของเครื่องเป็นอย่างมาก ทำให้ดูสวยงามมากขึ้นไปอีกขั้น หรือใครอยากได้วอลเปเปอร์ลายใหม่ๆ ก็เลือกได้ตามในชอบในส่วนของการตั้งค่า

 

ถนอมสายตาตอนกลางคืน

แม้ว่าหน้าจอของ OPPO A91 จะช่วยตัดแสงสีฟ้าออกไปบางส่วนแล้ว แต่ถ้าเราใช้งานในที่แสงน้อยจริงๆ ก็ล้าสายตาไม่น้อยครับ โดยเราสามารถกำหนดเวลาให้ตัดแสงสีฟ้าเป็นโทนอุ่นไปเลยเพื่อไม่ให้สายตานั้นเสียหายครับ

 

ระบบความปลอดภัย

แม้ว่า OPPO A91 จะเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นประหยัด แต่ก็มาพร้อมกันเทคโนโลยี In-Display Fingerprint 3.0 หรือการสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอครับ ต้องบอกว่าทำงานได้อย่างรวดเร็วมากๆ และเสถียรดีครับ ซึ่งอาจจะอยู่ล่างหน้าจอเกินไปหน่อยแต่ถ้าใช้บ่อยๆ ก็จะชินไปเองครับ

 

ใครไม่อยากใช้การสแกนลายนิ้วมือก็สามารถใช้งานการสแกนใบหน้าได้เช่นกันครับ

 

ดูสถานะเครื่องได้ทันทีด้วย Always-on-Display

สำหรับ Always-on-Display เป็นฟีเจอร์ที่มีในหน้าจอ AMOLED เท่านั้นครับ ซึ่ง OPPO A91 ก็มีมาให้แน่นอน เป็นการดูเวลา, วันที่, เปอร์เซนต์แบตเตอรี่คงเหลือ และการแจ้งเตือนของแอปพลิเคชั่นต่างๆ ครับ ทำให้เราไม่ต้องมานั่งกดหน้าจอหรือปุ่มต่างๆ เพื่อเช็ค แต่เราแค่แตะหน้าจอก็รับรู้ได้ทันที

 

เครื่องมืออำนวยความสะดวก

  • ลูกบอลนำทาง : ลูกบอลช่วยเหลือจะทำงานคล้ายกับปุ่มนำทางให้เราได้เลือกใช้งานและมีตัวเลือกต่างๆ ให้ครับ เช่น แตะ 1 ครั้งเพื่อย้อนกลับ, แตะ 2 ครั้งดูแอปล่าสุด หรือแตะค้างเพื่อไปหน้าจอหลัก แต่เราก็สามารถปรับตั้งค่าเป็นแบบอื่นได้เหมือนกัน

  • แถบข้างอัจฉริยะ : เป็นฟีเจอร์ที่ช่วยให้เราเข้าถึงแอปต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว เพียงแค่ปัดซ้าย-ขวา (แล้วแต่ตำแหน่งที่เราตั้งค่า) ตัวแอปพลิเคชั่นหรือการตั้งค่าด่วนก็จะแสดงผลออกมาทันทีครับ โดยเราสามารถเพิ่มหรือลบตามความต้องการของเราได้

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

OPPO A91 มาพร้อมกับหน่วยประมวลผล MediaTek Helio P70 Octa Core ที่ถือว่าเป็นขุมพลังตัวกลางที่แรงใช้ได้สำหรับ MediaTek ครับ เพียงพอทั้งการเล่นเกมและใช้งานทั่วไปแน่นอน

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 302 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,418

 

ฟีเจอร์ด้านการเล่นเกม

OPPO A91 รุ่นนี้มาพร้อมกับเทคโนโลยี HyperBoost 2.0 Plus ที่เพิ่มความเร็วในการเปิดแอพและการลดของแบตเตอรี่ครับ ซึ่งเทคโนโลยีจะแบ่งได้ 2 ข้อหลักๆ ได้แก่ Touch Boost ทำให้เรื่องการสัมผัสหน้าจอนั้นไหลลื่นขึ้นและตอบสนองได้ไวกว่าเดิม เรียกว่ากดปุ้บทำงานปั๊บ และ Frame Boost ที่ทำระหว่างการเล่นเฟรมเรทนั้นนิ่งมากขึ้น ไม่เหวี่ยงหรือดรอปครับ

 

ทดสอบการเล่นเกม

Call Of Duty: Mobile

ในการเล่นเกมนี้ เราลองปรับภาพกราฟิกและเฟรมเรทให้อยู่ในระดับ Very High ครับ แล้วลองเล่นในโหมด Frontline เรียกว่าทำออกมาได้เกินกว่าที่คาดไว้เพราะเล่นได้ลื่นไหลมากๆ การกดยิงหรือการเคลื่อนที่ก็ไปตามนิ้ว ไม่มีหนืดหรือหน่วงให้เห็นครับ

 

ROV

ส่วนเกม ROV เราก็ปรับภาพกราฟิก, ภาพ HD และเฟรมเรมเป็นระดับสูงทั้งหมด ในตอนต้นเกมเฟรมเรทเปิดมาที่ 61fps ถือว่าทำได้ดีกว่าที่คิดครับ ช่วงที่บวกใส่สกิลกันก็ทำได้ดีแต่เฟรมเรทจะดรอปลงมาเล็กน้อยอยู่ที่ 57-60fps ซึ่งก็ถือปกติอยู่ครับ

 

Asphalt 9: Legends

สุดท้ายกับเกม Asphalt 9: Legends ก็ยังปรับภาพในระดับสูงได้ด้วยนะ แล้วลองทำการแข่งขันไปประมาณ 5 รอบ จัดอยู่ในระดับที่เล่นได้ไหลลื่นและไม่มีปัญหาอะไรครับ

 

แบตเตอรี่อึด 4,000 mAh พร้อม VOOC Flash Charge 3.0

จากที่เราทดสอบใช้งานทั่วไปและเล่นเกมใน OPPO A91 รวมกันประมาณ 2 ชั่วโมง ถือว่าแบตเตอรี่อึดใช้งานครับ จากประมาณ 50% เหลือประมาณ 25% ส่วนเรื่องเทคโนโลยีการชาร์จไว OPPO ก็ให้มาแน่นอนครับไม่ต้องห่วงด้วย VOOC Flash Charge 3.0 กำลังไฟ 20W จากที่ทดสอบชาร์จจริงๆ เริ่มที่ประมาณ 20% ใน 30 นาที จะขึ้นมาอยู่ราวๆ 60% ครับ ถือว่าเร็วพอสมควรเลยกับสมาร์ทโฟนราคาระดับนี้ และเต็มในเวลาประมาณชั่วโมงนิดๆ

 

กล้องถ่ายรูป

จัดเต็มฟีเจอร์และเล่นเกมไปแล้ว เรื่องกล้อง OPPO A91 ก็ไม่พลาดแน่นอนจ้า เพราะมีกล้องหลังให้ถึง 4 เลนส์ และกล้องหน้าที่รองรับ AI Beautification ให้ใบหน้าสวยงามด้วย โดยฟีเจอร์ต่างๆ จะมีอะไรบ้าง เรามาดูกันครับ

ความละเอียดสูง 48 ล้านพิกเซล

OPPO A91 นั้นมาพร้อมเลนส์หลักที่มีความละเอียดถึง 48 ล้านพิกเซล จะซูมเพื่อดูรายละเอียดเล็กๆ ก็ทำได้ หรือจะนำไปใช้กับการทำงาน ปรินท์ภาพออกมาเป็นขนาดใหญ่ก็ได้เช่นกันครับ


ภาพ 48 ล้านพิกเซล / ภาพที่ครอปจากภาพต้นฉบับยังให้ลายละเอียดได้ดี


ภาพ 48 ล้านพิกเซล / ภาพที่ครอปจากภาพต้นฉบับยังให้ลายละเอียดได้ดี

 

กล้องอัจฉริยะด้วย AI จดจำซีนได้แม่นยำ

เห็นแบบนี้ OPPO A91 ก็มี AI ในการจดจำฉากและซีนด้วยเหมือนกันจ้า เช่น พืช, อาหาร, ช่อดอกไม้, ลูกสุนัข, ท้องฟ้า หรือแมวน้อย เป็นต้น ซึ่งการที่ AI ปรับหมวดหมู่ก็ทำให้ความคมชัดและสีสันเหมาะสมกับแต่ละวัตถุนั่นเอง ทั้งนี้ในโหมด AI  เป็นการรวม 4 พิกเซลเป็น 1 พิกเซลด้วยเทคโนโลยีผสาน 4-in-one-pixel ทำให้ภาพผสานพิกเซลเข้ากันและมีรายละเอียดต่างๆ ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

ใช้เลนส์ปกติถ่ายบุคคลก็งามไม่แพ้กันครับ

 

เบลอหลังอย่างธรรมชาติด้วย Portrait Bokeh Effect

ขึ้นชื่อว่าเป็นแบรนด์ OPPO สิ่งที่ขาดไปไม่ได้เลยคือการถ่ายโหมด Portrait Bokeh Effect เป็นการเบลอหลังอย่างธรรมชาติ แถมทำได้อย่างเนียนตามากๆ แม้ว่าจะเป็นรุ่นเล็กแต่โหมดนี้ถือว่าชูโรงให้ OPPO A91 เป็นอย่างดี

กล้องหลัง

กล้องหน้า

 

Portrait HDR ย้อนแสงได้ไม่ต้องกลัว

นอกจากจะมีการเบลอหลังให้แล้วสำหรับการถ่าย Portrait ก็ยังถ่ายแบบ HDR ได้อีกด้วยสำหรับการถ่ายด้วยกล้องหน้าครับ ทำให้ใบหน้าของเราไม่มืดตามแสงที่ย้อน แถมยังได้ทั้งความบิวตี้และความสว่างที่เห็นได้ชัดด้วย

 

Ultra Wide Angle เก็บได้ครบทุกองค์ประกอบ

Ultra Wide Angle ก็มีมาให้ในรุ่นนี้เช่นกันครับ เราสามารถถ่ายภาพที่กว้างถึง 119 องศาได้แบบสบายๆ เก็บได้ครบทุกมุมมองที่เราต้องการ ไม่ต้องไปปรับโหมดพาโนรามาหรือถอยไปไกลๆ ให้ยุ่งยาก ภาพที่ได้ถือว่ามีความสดใสของสีและรายละเอียดต่างๆ ก็คมชัดอยู่ครับ


ปิด Ultra Wide Angle / เปิด Ultra Wide Angle

 

หรือใครจะถ่าย Ultra Wide Angle กับบุคคลก็ทำได้เหมือนกัน ก็ยิ่งทำให้คนนั้นดูสง่าขึ้นมาทันที ซึ่งในจุดนี้ยังมีการแก้ไขภาพเพื่อให้ใบหน้าไม่บิดเบี้ยวอีกด้วย

 

Macro ถ่ายใกล้ก็คมชัด

แม้ว่า OPPO A91 จะไม่มีเลนส์ Macro มาให้ แต่ก็ยังใช้เลนส์ Ultra Wide Angle ในการถ่ายภาพ Macro ได้ใกล้สุดถึง 3 เซนติเมตร ช่วยให้ได้รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของสิ่งที่สายตาเรามองใกล้ๆ ไม่เห็นครับ โดยเรื่องความคมชัดก็ถือว่ายอดเยี่ยมเพราะเป็นเลนส์ Ultra Wide Angle ที่มีความละเอียด 8 ล้านพิกเซลนั่นเอง

 

Ultra Night Mode 2.0 ถ่ายกลางคืนก็คมชัดได้

ใครที่ชอบถ่ายภาพกลางคืนก็มีมาให้เช่นกันด้วย Ultra Night Mode 2.0 ภาพที่ได้ออกมามีความสว่างและเห็นรายละเอียดในตอนกลางคืนที่ชัดเจนกว่าโหมดปกติครับ แต่กราก็ต้องถือนิ่งๆ ค้างไว้สักพักประมาณ 4-5 วินาทีเพื่อรอการประมวลผลภาพ


ปิด Ultra Night Mode 2.0 / เปิด Ultra Night Mode 2.0

 

AI Beautification ใบหน้าสวยธรรมชาติ แยกแยะใบหน้าแต่ละคนได้

เรื่องความบิวตี้ต้องยกให้ OPPO ครับ เพราะมีเทคโนโลยี AI Beautification จำแนกใบหน้าทั้งเพศและอายุเพื่อปรับให้เหมาะสมกับแต่ละคนครับ โดยมีการตรวจจับมากถึง 137 จุดบนใบหน้า ให้ความสวยงามนั้นดูธรรมชาติมากที่สุด

สรุปจุดเด่น

  • กล้องมีจัดเต็มถึง 4 เลนส์ มีความละเอียดสูงสุดถึง 48 ล้านพิกเซล พ่วงด้วย Ultra Wide Angle ที่จัดเต็มเรื่องสีสันมากๆ
  • ดีไซน์ตัวเครื่องสวยงาม เล่นเฉดที่ดูสบายตา และเบาบางมากๆ
  • หน้าจอแสดงผลแบบ AMOLED รุ่นแรกใน OPPO A Series ความคมชัดระดับ FHD+ สีสันจัดเต็มและจอใหญ่ถึง 6.4 นิ้ว
  • รองรับการสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอที่ใช้งานได้รวดเร็วมาก
  • หน่วยประมวลผล MediaTek Helio P70 สามารถเล่นเกมได้ไหลลื่น ไม่มีสะดุด ทั้งยังใช้งานได้ไม่ขาดตอนด้วย RAM ที่ให้มาถึง 8GB สลับแอปไปมาไม่ต้องโหลดใหม่

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ตัวเครื่องไม่กันน้ำ

สำหรับ OPPO A91 วางจำหน่ายในราคา 7,999 บาท โดยจะเปิด Pre-Order ระหว่างวันที่ 18 – 27 มีนาคม 2563 และวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 มีนาคม 2563 ผ่านช่องทางออนไลน์ 4 ช่องทางเท่านั้น ได้แก่ Lazada, Shopee, JD Central และ Thisshop

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

OPPO Find X2 Pro 5G The Best Camera Phone 14 OPPO Find X2 Pro 5G The Best Camera Phone 14
Android News1 สัปดาห์ ที่แล้ว

OPPO Find X2 Pro | 5G กล้องอันดับ 1 DXOMARK ถ่ายภาพออกมาจะสวยขนาดไหน ไปดูกันเลย

OPPO Find X2 Series ...

OPPO A31 All features you need to know OPPO A31 All features you need to know
Android News2 สัปดาห์ ที่แล้ว

จัดเต็ม 10 เหตุผลทำไมต้องเป็นเจ้าของ OPPO A31 สมาร์ทโฟนน้องเล็ก สเปคสุดคุ้มค่า

OPPO A31 สมาร์ทโฟนน้...

HUAWEI Mate30 Pro 5G with TrueMove H 5G HUAWEI Mate30 Pro 5G with TrueMove H 5G
Android News2 สัปดาห์ ที่แล้ว

TRUE 5G ใช้งานได้แล้วบน HUAWEI Mate30 Pro 5G พร้อมวิธีกดรับสิทธิ์ทดลองใช้งาน 5G

HUAWEI แบรนด์สมาร์ทโ...

Featured2 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว realme 6 สมาร์ทโฟนตัวคุ้ม กล้อง 64 ล้านพิกเซล กล้องระดับโปร พร้อมจอเหนือขั้น Refresh Rate 90Hz

realme 6 สมาร์ทโฟนกล...

Featured3 สัปดาห์ ที่แล้ว

3BB GIGATainment ความบันเทิงระดับโลกกับบ้านใหม่ของ HBO ในไทย พร้อมอินเทอร์เน็ต 1Gbps เริ่มต้น 590 บาท

3BB หนึ่งในผู้ให้บริ...

Advertisement

คลิปมาใหม่

ข่าวใหม่วันนี้

App&Game6 นาที ที่แล้ว

Apple Arcade เปิดตัวเกมใหม่ Legend of the Skyfish 2 พร้อมปล่อยอัปเดทใหม่ 10 เกมฮิต

  Apple Arcade ...

HUAWEI P40 Pro Unboxing Preview HUAWEI P40 Pro Unboxing Preview
Android News16 ชั่วโมง ที่แล้ว

แกะกล่อง พรีวิว HUAWEI P40 Pro เครื่องจริงจะเป็นยังไง? ไปดูคลิปนี้กันเลย

เปิดตัวไปได้ไม่นานสำ...

Android News19 ชั่วโมง ที่แล้ว

Redmi เปิดตัว 8A Pro สมาร์ทโฟนรุ่นเล็ก มาพ้รอมกล้องคู่, จอหยดน้ำ 6.22 นิ้ว และแบตเตอรี่ 5000mAh

Redmi เปิดตัวสมาร์ทโ...

IT News20 ชั่วโมง ที่แล้ว

Xiaomi เปิดตัว TV Pro ขนาด 75 นิ้ว คมชัดระดับ 4K และ Mi TV 4A ขนาด 60 นิ้ว ในราคาไม่ถึง 30,000 บาท

Xiaomi เปิดตัวทีวีรุ...

ข่าวประชาสัมพันธ์20 ชั่วโมง ที่แล้ว

แกร็บ ร่วมฝ่าวิกฤตโควิด-19 ไปพร้อมกับคนไทย ผ่านโครงการ “แกร็บแคร์” #เราจะผ่านมันไปด้วยกัน

แกร็บ ผู้นำซูเปอร์แอ...

มือถือมาใหม่

กำลังมาแรง