ติดตามพวกเรา

Smart Review

รีวิว Samsung Galaxy S20 Series สมาร์ทโฟนปฏิวัติการถ่ายภาพที่ดีสุดแห่งยุค, ซูม 100 เท่า, ถ่าย 8K พร้อมฟีเจอร์เพียบ

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

Samsung Galaxy S20 Series สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นแรกของไทยที่รองรับ 5G ทั้งยังชูโรงด้วยสุดยอดกล้องวิดีโอสมาร์ทโฟนแห่งยุค โดยจะมีทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ S20, S20+ และ S20 Ultra ซึ่งเราจะมารีวิวให้ชมไปพร้อมกันทั้ง 3 เครื่องแบบจัดเต็ม แต่เราขอเน้นไปที่ตัวท็อปสุดอย่าง S20 Ultra แล้วกันครับ แต่ถ้ามีจุดไหนต่างจาก S20 และ S20+ เราก็จะบอกให้นะ

 

สรุปสเปค Samsung Galaxy S20 Ultra

  • ขนาดตัวเครื่อง : 166.9 x 76.0 x 8.8 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 220 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Infinity-O ชนิด Dynamic AMOLED 2X กว้าง 6.9 นิ้ว ความละเอียด Quad HD+ (3200 x 1440 พิกเซล) Refresh Rate 120Hz และรองรับ HDR10+
  • หน่วยประมวลผล : Exynos 990 Octa Core
  • RAM 12 GB
  • ROM 128 GB รองรับการ์ดหน่วยความจำภายนอก MicroSD สูงสุด 1TB
  • ระบบปฎิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย One UI 2.1
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 4 เลนส์แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 108 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 รองรับระบบกันสั่นไหว OIS
    • เลนส์ Ultra Wide-Angle 120 องศา ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ Telephoto ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/3.5 รองรับระบบกันสั่นไหว OIS
    • เลนส์ ToF (DepthVision)
  • กล้องหน้าความละเอียด 40 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • รองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ซิม รองรับ 5G
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/ax 2.4G+5GHz, Bluetooth 5.0, ANT+ และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh รองรับ Fast Charge 45W

สรุปสเปค Samsung Galaxy S20/S20+

  • ขนาดตัวเครื่อง : 151.7 x 69.1 x 7.9 มิลลิเมตร (S20) / 161.9 x 73.7 x 7.8 มิลลิเมตร (S20+)
  • น้ำหนัก : 163 กรัม (S20) / 186 กรัม (S20+)
  • หน้าจอแสดงผล Infinity-O ชนิด Dynamic AMOLED 2X กว้าง 6.2 นิ้ว (S20) / 6.7 นิ้ว (S20+) ความละเอียด Quad HD+ (3200 x 1440 พิกเซล) Refresh Rate 120Hz และรองรับ HDR10+
  • หน่วยประมวลผล : Exynos 990 Octa Core
  • RAM 8 GB
  • ROM 128 GB รองรับการ์ดหน่วยความจำภายนอก MicroSD สูงสุด 1TB
  • ระบบปฎิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย One UI 2.1
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลังแบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 รองรับระบบกันสั่นไหว OIS
    • เลนส์ Ultra Wide-Angle 120 องศา ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ Telephoto ความละเอียด 64 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 รองรับระบบกันสั่นไหว OIS
    • เลนส์ ToF (DepthVision) เฉพาะ S20+
  • กล้องหน้าความละเอียด 10 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • รองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ซิม
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/ax 2.4G+5GHz, Bluetooth 5.0, ANT+ และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 4000 mAh (S20) / 4500mAh (S20+) รองรับ Fast Charge 25W

 

ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

เรามาเริ่มกันที่ดีไซน์กันเลยครับ โดยทั้ง 3 รุ่นจะมีความคล้ายกันมากๆ ด้วยดีไซน์ที่จับได้ถนัดมือ แล้วได้ลองสัมผัสแบบไม่ใส่เคสก็ถือว่าไม่ลื่นหลุดแน่นอนครับ

 

หน้าจอแสดงผลก็ถือว่าจัดมาแบบเต็มๆ ตามสไตล์ของ Samsung อยู่แล้วครับที่มีทั้งความคมชัดและจอใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอชนิด Dynamic AMOLED 2X ความละเอียด QHD+ (2K+) ช่วยให้คุณภาพของสีสันที่ได้ออกมาในทุกรุ่นสวยสดงดงามมากๆ, รองรับ HDR10+ โดยแม้ว่าหน้าจอแต่ละรุ่นจะมีขนาดใหญ่แต่รับรองรับว่าถือมือก็ยังสะดวกอยู่แน่นอนครับ เพราะใช้หน้าจอแบบ Infinity-O ฝังกล้องหน้าลงในหน้าจอ ทำให้พื้นที่การใช้งานมากขึ้นแต่ตัวเครื่องไม่ใหญ่กว่ารุ่นก่อนมากนัก

 

ขนาดหน้าจอของ S20 อยู่ที่ 6.2 นิ้ว, S20+ อยู่ที่ 6.7 นิ้ว และ S20 Ultra อยู่ที่ 6.9 นิ้ว ทั้งนี้หากสังเกตดีๆ หน้าจอของทั้ง 3 รุ่นไม่ได้มาแบบโค้งเหมือนกับรุ่นเรือธงปีก่อนๆ เพราะจอโค้งน้อยลงด้วยการใช้กระจกแบบ 2.5D ใครที่กลัวจอโค้งก็หมดปัญหาด้วย S20 Series ไปเลยจ้า

 

ที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือการแสดงผลแบบลื่นๆ ที่ Refresh Rate 120Hz ในความละเอียด FHD+ ที่ใช้งานได้กับทุกรุ่นครับ และต้องบอกเลยว่าความลื่นนั้นสมูธมากจริงๆ การเลื่อนจอระหว่างการดูเนื้อหาต่างๆ ก็ดูไม่เบลอด้วย

 

มาดูบริเวณรอบเครื่องกันครับ (เหมือนกันทั้ง 3 รุ่น) ตั้งแต่บริเวณเหนือหน้าจอแสดงผลจะมีกล้องหน้า Infinity-O ฝังในหน้าจอ ถัดขึ้นต้องมองดีๆ ครับ เพราะจะมีลำโพงสำหรับสนทนาและใช้เป็นลำโพงตัวที่ 2 ที่รองรับระบบเสียงรอบทิศทางได้ด้วย ขณะที่เซ็นเซอร์ต่างๆ ก็ฝังใต้หน้าจอใกล้กันครับ

 

ทางซ้ายของตัวเครื่องจะไม่มีปุ่มอะไรทั้งสิ้น โดยทั้งหมดจะอยู่ที่ด้านขวาครับ ทั้งปุ่ม Power และเพิ่ม-ลดเสียง

 

ที่ด้านล่างตัวเครื่องจะมีไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวที่ 1

 

ส่วนด้านบนตัวเครื่องจะมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ช่อง แต่ช่องที่ 2 จะให้มาแบบ Hybrid เลือกได้ว่าจะใส่ซิมที่ 2 หรือ MicroSD Card และถัดไปข้างๆ ก็ยังมีไมโครโฟนตัวที่ 2 ด้วย

 

และสุดท้ายที่ด้านหลังจะมีโมดูลกล้องที่แตกต่างกันเล็กน้อยครับ โดย S20 และ S20+ จะมีขนาดเล็กๆ หน่อย ซึ่งในโมดูลทั้ง 2 รุ่นจะมีกล้อง 3 และ 4 เลนส์พร้อมไฟแฟลช LED ตามลำดับ ส่วน S20 Ultra จะต่างจากรุ่นน้องชัดเจนด้วยโมดูลกล้องที่แบ่งครึ่งบนเป็นกล้อง 3 เลนส์พร้อมไฟแฟลช LED และด้านล่างเป็นเลนส์ Telephoto ที่ Space Zoom ได้ถึง 100 เท่า นอกจากนี้ทุกรุ่นยังมีไมโครโฟนตัวที่ 3 ฝังในโมดูลกล้องด้วย

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

Samsung Galaxy S20 Series ทั้ง 3 รุ่น แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย One UI 2.1 ที่มีการเพิ่มฟีเจอร์ต่างๆ และทำให้การใช้งานทั่วไปไหลลื่นกว่าเดิมด้วยครับ

 

หน้าตา UI

 

วอลเปเปอร์ลายใหม่สดใสเหมือนหน้าจอ

Galaxy S20 Series มาพร้อมกับวอลเปเปอร์ลวดลายใหม่ที่ให้ความสดใสของหน้าจอแสดงผลได้ดีมากๆ ด้วยการเน้นสีสันและเฉดสีแบบเต็มๆ ครับ แถมยังมีให้เลือกถึง 11 แบบ

 

ใช้ Dark Mode ได้แบบสบายตา

ใน One UI 2.1 ก็มาพร้อมกับฟีเจอร์ Dark Mode ที่ปรับให้พื้นหลังและตัวอักษรเหมาะสมกับการใช้งานในสภาวะแสงน้อยหรือตอนกลางคืน ซึ่งเราสามารถตั้งเวลาให้ระบบเริ่มใช้งาน Dark Mode ได้เอง

 

Always-on-Display ดูสถานะเครื่องได้ไม่ต้องกดอะไร

ถือว่ามีมาใน Samsung Galaxy มาหลายรุ่นหลายปี และใน Galaxy S20 Series ก็ยังมีมาให้ครับ ซึ่ง Always-on-Display จะบอกสถานะเครื่องตั้งแต่เวลา, วันที่, แบตเตอรี่คงเหลือ รวมถึงหากฟังเพลงอยู่ก็จะขึ้นชื่อเพลงมาให้ด้วย

ทั้งนี้เรายังสามารถปรับแต่งรูปแบบและสีของการแสดงผล Always-on-Display ได้หลายรูปแบบครับ

 

ระบบความปลอดภัยขั้นสุด

เรื่องระบบความปลอดภัยก็มีครบเหมือนเดิมแต่พัฒนาขึ้นครับ Galaxy S20 Series ได้ใช้เทคโนโลยี Ultrasonic Fingerprint รุ่นใหม่ในการสแแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ ทำให้เวลาสแกนรอไม่นาน, เสถียรขึ้น และเรื่องความผิดพลาดของการสแกนก็ยังไม่มีให้เห็นในช่วงของการใช้งานครับ

นอกจากนี้ ก็ยังมีระบบสแกนใบหน้าที่ให้มาเหมือนเดิม แต่ใน One UI 2.1 เราสามารถเพิ่มความปลอดภัยได้มากขึ้น เพราะสามารถตั้งค่าให้ต้องลืมตาเท่านั้นถึงจะสแกนใบหน้าผ่าน

 

ใช้ชีวิตง่ายขึ้นด้วย Bixby Routines

สำหรับฟีเจอร์ Bixby Routines นั้นก็มาแบบตามชื่อครับ โดยปกติเรามักจะต้องตั้งค่ามือถือเองเมื่อออกจากบ้านหรืออยู่ในที่ทำงาน เช่น ปิด Wi-Fi แล้วเปิดข้อมูลมือถือ หรือปิดเสียงเป็นการสั่นแทน เป็นต้น แต่เมื่อใช้ Bixby Routines เราสามารถตั้งค่าให้ทุกอย่างปรับเองโดยอัตโนมัติด้วยการใช้ตำแหน่งหรือเวลาที่เราตั้งค่าเพื่อให้ฟีเจอร์นี้ทำงานครับ

 

ระบบเสียงรอบทิศทาง Dolby Atmos

ยังมีมาให้เช่นเดิมสำหรับระบบเสียงที่มีคุณภาพจัดเต็มอย่าง Dolby Atmos ที่แบ่งข้างซ้าย-ขวาชัดเจนมากๆ ครับ ให้อรรถรสในการฟังเสียงเต็มอิ่มมากๆ ซึ่งยังใช้ประโยชน์กับการเล่นเกมแนวแอคชั่น เช่น Call of Duty: Mobile หรือ PUBG Mobile ที่แยกเสียงซ้าย-ขวาแบบชัดมากๆ รู้เลยว่าศัตรูจะวิ่งทางไหน

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

Galaxy S20 Series ทุกรุ่นมาพร้อมกับหน่วยประมวลผล Exynos 990 Octa-core ที่เป็นชิปเรือธงรุ่นล่าสุดของแบรนด์ ที่ช่วยให้ใช้งานได้ดีขึ้น ไหลลื่นกว่าเดิม ทั้งยังลดการใช้พลังงานลงอีกด้วย ทั้งนี้ หน่วยความจำภายในที่ให้มา 128GB ถือว่ามากพอที่จะใช้งาน ไม่ได้ดูน้อยหรืออะไรเลย เพราะเราลองโหลดเกมหรือแอปพลิเคชั่นต่างๆ ก็ยังเหลือพื้นที่พอให้กับรูปถ่ายหรือแอปอื่นๆ อีกด้วย และที่สำคัญคือยังเพิ่ม MicroSD เพื่อขยายความจุได้ถึง 1TB จะใส่รูปหรือถ่ายวิดีโอ 8K ก็ไม่ต้องกลัวเต็มครับ

 

สำหรับผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ของ Galaxy S20 Ultra ทำได้ไปได้ที่ 492,253 คะแนน

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ของ Galaxy S20 Ultra ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 610 และคะแนน Multi-Core ที่ 2,505

 

ฟีเจอร์การเล่นเกม

ทั้ง 3 รุ่นยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ผู้ช่วยในการเล่นเกมอย่าง Game Launcher ที่เป็นการรวมเกมไว้ในที่เดียว และบอกระยะเวลาในการเล่นให้เราทราบ และ Game Booster ที่สามารถบล็อคการแจ้งเตือนต่างๆ ไม่ให้มากวนใจเวลาเล่นเกมครับ

ทดสอบการเล่นเกม

ROV

ลองทดสอบการเล่นเกมจริงๆ เกมแรกอย่าง ROV เราได้ปรับทุกอย่างสูงที่สุดทั้งหมด ทั้งการแสดงผลสูงมาก, เฟรมเรทสูง และภาพ HD สูงมาก โดยเล่นโหมด 5 VS 5 ตั้งแต่ต้นเกมถึงท้ายเกมต้องบอกว่าเล่นได้แบบลื่นๆ ครับ เฟรมเรทวิ่งที่ 58-60fps ตลอด อาการเฟรมเรทดรอปก็ไม่มีให้เห็น และเรื่องของหน้าจอการสัมผัสต่างๆ ก็หมดห่วงได้เลยด้วย เพราะไปตามนิ้วแบบสบายๆ

 

Call Of Duty: Mobile

มาต่อที่เกม Call Of Duty: Mobile เราปรับภาพกราฟิกและเฟรมเรทในระดับ Very High ทั้งคู่ และเล่นโหมด Battle Royal 100 คน ทุกอย่างก็เล่นได้แบบลื่นไหลครับ ไม่มีอาการกระตุกใดๆ ทั้งสิ้น และก็ยังได้ใช้ประโยชน์จากลำโพงสเตอริโอ Dolby Atmos ที่แยกเสียงซ้าย-ขวาโดยไม่ต้องใส่หูฟังด้วย

 

Asphalt 9: Legends

และสุดท้ายกับเกมแข่งรถภาพสวย Asphalt 9: Legends ที่สามารถปรับกราฟิกในระดับสูงได้ และเราได้ลองเล่นไปหลายสนามหลายรอบ ทุกรอบก็เล่นได้แบบไม่มีปัญหาเลยด้วย

 

แบตเตอรี่อึดพร้อมชาร์จเร็วด้วย

Samsung Galaxy S20 Series ทั้ง 3 รุ่นมาพร้อมกับความจุแบตเตอรี่ที่ต่างกันไปครับ ได่แก่

โดยเราได้ทดสอบเทคโนโลยี Fast Charge ด้วยอะแดปเตอร์ 25W กับรุ่น Galaxy S20 Ultra ปรากฏว่าการชาร์จถือว่าเร็วพอสมควรครับ เราชาร์จตอนแบตเตอรี่ 21% ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีชาร์จถึง 56% และชาร์จเต็ม 100% ในเวลาตั้งแต่เริ่มชาร์จประมาณ 1 ชม. 20 นาที (อะแดปเตอร์ 45W เร็วกว่านี้แน่นอนครับ)

นอกจากนี้ทุกรุ่นยังรองรับเทคโนโลยี Wireless PowerShare หรือการชาร์จย้อนกลับไปให้อุปกรณ์อื่นๆ ตามมมตรฐาน Qi ครับ โดยใช้ได้ทั้งสมาร์ทโฟนหรือเคสหูฟังต่างๆ รวมถึงการชาร์จไร้สาย Fast Wireless Charging 2.0

 

กล้องถ่ายรูป

ตัวชูโรงที่ทุกคนรอคอยอย่างกล้องถ่ายรูปใน Samsung Galaxy S20 Ultra ถือว่าเป็นรุ่นที่ทำออกมาให้การถ่ายภาพและวิดีโอนั้นเปลี่ยนในทางที่ดีขึ้น (มากๆ) ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเซ็นเซอร์รับภาพขนาดใหญ่ที่สุดของแบรนด์ที่ 1/1.33 นิ้ว หรือใกญ่กว่า Galaxy S10 ประมาณ 2.9 เท่าเลยทีเดียว ส่วนสเปคกล้องแบบละเอียดทั้ง 3 รุ่นมีดังนี้ครับ

Samsung Galaxy S20 Ultra

  • เลนส์หลักความละเอียด 108 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 รองรับระบบกันสั่นไหว OIS, PDAF, ขนาดเซ็นเซอร์ 1/1.33″
  • เลนส์ Ultra Wide-Angle 120 องศา ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • เลนส์ Telephoto ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/3.5 รองรับระบบกันสั่นไหว OIS
  • เลนส์ ToF (DepthVision)
  • กล้องหน้าความละเอียด 40 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2

Samsung Galaxy S20 / S20+

  • เลนส์หลักความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 รองรับระบบกันสั่นไหว OIS, Super Speed Dual Pixel AF, ขนาดเซ็นเซอร์ 1/1.76″
  • เลนส์ Ultra Wide-Angle 120 องศา ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • เลนส์ Telephoto ความละเอียด 64 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 รองรับระบบกันสั่นไหว OIS
  • เลนส์ ToF (เฉพาะ S20+)
  • กล้องหน้าความละเอียด 10 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2

โดยฟีเจอร์กล้องจะมีอะไรใหม่ๆ บ้างมาดูกันเลยครับ

 

AI Scene Optimizer ทำงานรวดเร็วกว่าเดิม

AI Scene Optimizer หรือการใช้ AI มาช่วยแยกแยะวัตถุเป็นหมวดหมู่ต่างๆ นั้นถือว่าทำออกมาได้ดีกว่าเดิมเยอะครับ เพราะประมวลผลได้รวดเร็วมากขึ้น แค่โฟกัสปุ๊ปก็แยกหมวดหมู่ให้ปั๊บ แถมสีสันก็ดูจัดเต็มกว่าเดิมด้วยนะ

 

ถ่ายความละเอียดสูงสุด 108 ล้านพิกเซล คมชัดทุกรายละเอียด

ด้วยกล้องใน Galaxy S20 Ultra ที่ให้มาถึงความละเอียด 108 ล้านพิกเซล เราสามารถถ่ายความละเอียดนี้ได้โดยสามารถนำภาพที่ได้มาซูมหรือครอปโดยมียังเห็นรายละเอียดได้ชัดเจน รวมถึงการทำป้ายขนาดใหญ่ได้แบบสบายๆ ครับ โดยตอนที่ถ่ายโหมดนี้ต้องถือค้างไว้สักครู่หนึ่งด้วยเพื่อรอการประมวลผล


ภาพ 108 ล้านพิกเซล / ครอป


ภาพ 108 ล้านพิกเซล / ครอป

 

Space Zoom สูงสุด 100 เท่า เห็นถึงดวงจันทร์

ด้วยความเหนือของเรื่องซูมใน Galaxy S20 Ultra ก็มีฟีเจอร์ Space Zoom ที่สามารถซูมได้สูงสุดถึง 100 เท่าผ่านเลนส์ Telephoto 48 ล้านพิกเซล สามารถเก็บช่วงเวลาได้ครบทุกรายละเอียดโดยที่เราไม่ต้องเดินไปใกล้ๆ โดยจากที่ทดสอบจริงๆ หากพูดถึงความคมชัดก็ยังถือว่าอยู่ในระดับพอใช้ได้ครับ ไม่ได้ถึงกับชัดเป๊ะอะไรขนาดนั้นเพราะเป็น Digital Zoom เนาะ แต่ถ้าอยากถ่ายไกลจริงๆ Galaxy S20 Ultra ก็ยังซูมแบบ Hybrid Optic Zoom ได้ถึง 10 เท่าโดยที่รายละเอียดยังคมชัดอยู่ครับ ส่วน Galaxy S20 / S20+ สามารถซูม Hybrid Optic Zoom ได้ 3 เท่าแบบไม่เสีนยรายละเอียด และ Space Zoom ได้สูงสุด 30 เท่า ด้วยเลนส์ Telephoto ความละเอียด 64 ล้านพิกเซล

แต่อีกอย่างที่ชอบมากๆ ในช่วงที่ใช้ Space Zoom คือหน้าจอเล็กๆ ที่มุมซ้ายบนครับ จะมีการบอกว่าเราซูมอยู่ในจุดไหน ทำให้ไม่ต้องเคลื่อนที่หานานเลยด้วย ซึ่งทำออกมาได้ตอบโจทย์สำหรับคนที่ชอบใช้การซูมเป็นพิเศษเลย

 

ถ่ายกลางคืนก็สว่างและดูธรรมชาติด้วย Bright Night

ฟีเจอร์ Bright Night ที่มีมาตั้งแต่ Galaxy S10 Series ได้รับการพัฒนาอย่างมากในตระกูล S20 Series ครับ โดยให้ความสว่างและรายละเอียดที่คมชัดมากขึ้นแบบมากๆ ในตอนกลางคืน ซึ่งต้องว่ามันถ่ายได้ชัดมากขึ้นกว่าเดิมสุดๆ!!


โหมดปกติ / โหมดกลางคืน (Bright Night)


โหมดปกติ / โหมดกลางคืน (Bright Night)

 


โหมดปกติ / โหมดกลางคืน (Bright Night)

สำหรับการถ่ายโหมดกลางคืนตอนนี้ ก่อนถ่าย AI ก็จะประมวลผลให้เรารู้ว่าจะให้ยืนถือนิ่งๆ ประมาณกี่วินาที และเมื่อกดถ่ายไปแล้วก็จะมีการนับถอยหลังให้ด้วยครับ

 

 

ฟีเจอร์ Bright Night ยังใช้เลนส์ Ultra-Wide ถ่ายก็ได้นะ แจ่มไม่แพ้กันเลยครับ

 

Single Take ช็อตเดียวเก็บได้ทุกฟีเจอร์

ถือเป็นฟีเจอร์ที่ใช้บ่อยที่สุดครับสำหรับ Single Take ที่เราสามารถกดชัตเตอร์เพียงครั้งเดียวแล้วได้ทั้งภาพนิ่งหลายภาพที่ AI คัดเลือกมาแล้วว่าคมชัดและดีที่สุด และวิดีโอต่างๆ ที่สำคัญไม่ใช่แค่วิดีโอปกติครับ เพราะวิดีโอจะมีทั้งแบบ Hyperlapse หรือ Boomerang ที่มีให้เลือกด้วย โดยเราก็สามารถเลือกได้เลยว่าจะเก็บหรือลบอะไรไว้บ้าง (ใช้งานได้ทั้งกล้องหลังและกล้องหน้า)

 

Live Focus เบลอหลังเนียนๆ ธรรมชาติกว่าเก่า

โหมด Live Focus ก็ยังมีมาให้เช่นเดิมครับ คือเป็นการเบลอฉากหลังได้แบบเนียนตาและดูธรรมชาติมากขึ้น ตัดขอบได้เนียนๆ ครับ ไม่ใช่แค่ถ่ายคนเท่านั้นเพราะถ่ายวัตถุต่างๆ ก็ได้เหมือนกันจ้า

กล้องหลัง

กล้องหน้า

ซึ่งก็ยังมีเอฟเฟ็กต์พื้นหลังให้เลือก 5 แบบ ได้แก่ เบลอ, วงกลมขนาดใหญ่, สปิน, ซูม และคัลเลอร์พอยท์ ซึ่งแต่ละเอฟเฟ็กต์สามารถปรับระดับได้ตั้งแต่ 0 – 7 ระดับตามใจชอบเลย

 

Ultra-Wide เก็บครบทุกองค์ประกอบ

เรื่องการถ่าย Ultra-Wide เรียกว่าต้องไว้ใจ Samsung เลยทีเดียวครับ เพราะเลนส์นี้ถือเป็นจุดเด่นที่ใครหลายคนได้ลองแล้วต้องชอบแน่นอน แล้วยิ่งใน Galaxy S20 Series ก็ยิ่งทำให้ภาพ สีสัน และความคมชัดนั้นดีขึ้นด้วย แต่เรื่ององศาความกว้างที่ได้จะน้อยลงกว่า Galaxy S10 Series เล็กน้อยที่ 120 องศา จาก 123 องศา


เลนส์ปกติ / เลนส์ Ultra-Wide


เลนส์ปกติ / เลนส์ Ultra-Wide

 

เรื่องการถ่ายวิดีโอก็มีหลายฟีเจอร์เช่นกันครับ ดังนี้

วิดีโอ 8K เรือธงรุ่นแรกของโลกที่ทำได้

Galaxy S20 Series ทุกรุ่นสามารถถ่ายวิดีโอความละเอียด 8K ได้ทั้งหมดครับ โดยเราจะได้ขนาดวิดีโออยู่ที่ 7680 x 4320 พิกเซล ทั้งนี้ เรายังใช้งาน 8K Video Snap หรือแคปภาพจากวิดีโอ 8K ให้ได้ภาพนิ่งความละเอียดถึง 33 ล้านพิกเซลอีกด้วย จะนำไปลงโซเชียลเป็นช็อตเผลอๆ หรือสวยๆ ก็ทำได้แบบสบายๆ ไม่พลาดทุกโมเมนต์สำคัญ

 

SUPER STEADY 2.0 กันสั่นจัดเต็มนิ่งขึ้นกว่าเดิม

SUPER STEADY ที่ให้มาในทั้ง 3 รุ่นถือว่ามีความนิ่งกว่าเดิมพอสมควรครับเมื่อเทียบกับ Galaxy S10 เวลาเดินหรือวิ่งก็ไม่มีการสั่นจนทำให้มึนหัวเวลานำกลับมาดู

 

สรุปจุดเด่น

  • หน้าจอแสดงผล Infinity-O ทำให้หน้าจอใหญ่ขึ้นแต่ขนาดเครื่องยังจับถือสะดวก รวมถึงชนิด Dynamic AMOLED 2X ที่ให้ความสดใสของสีสันมากขึ้นกว่าเดิม
  • กล้องที่มีมาให้ถือว่าฟีเจอร์ครบทั้งภาพนิ่งและการถ่ายวิดีโอ ทั้งซูมสูงสุด 100 เท่า, วิดีโอ 8K และฟีเจอร์ Single Take
  • หน่วยประมวลผล Exynos 990 ถือว่าใช้งานได้เต็มที่และไหลลื่นครับ
  • แบตเตอรี่ให้มามีความจุเพียงพอต่อการใช้งานทั้งวันแน่นอนครับ (S20:4000mAh,S20+:4500mAh, S20 Ultra:5000mAh) ทั้งยังมี Fast Charge ที่ชาร์จได้เร็วไม่ต้องรอนาน

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • หน้าจอ Refresh Rate 120Hz ใช้ได้ที่ความละเอียด FHD+
  • Galaxy S20 Ultra รองรับ 5G เพียงแค่รุ่นเดียวในตระกูลนี้ (อ้างอิงจากรุ่นที่ขายในไทย)

สำหรับราคาของทั้ง 3 รุ่นมีดังนี้

โดยทุกรุ่นจะพรีออเดอร์ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 5 มีนาคม 63 และจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 6 มีนาคมนี้

Smart Review

รีวิว HUAWEI P40 Pro+ 5G ขุมพลังขั้นสุดด้วยกล้อง Ultra Vision Leica Penta, รองรับ 5G พร้อมขุมพลังตัวแรง Kirin 990 5G

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

HUAWEI P40 Pro+ 5G ขั้นสุดของสมาร์ทโฟนจาก Huawei ในปัจจุบัน มาพร้อมกับขุมพลังตัวแรงอย่าง Kirin 990 5G, หน้าจอโค้ง มีกล้องหลังจัดเต็ม 5 เลนส์ Ultra Vision Leica Penta ที่จัดเต็มทุกโหมดใช้งาน

 

สรุปสเปค HUAWEI P40 Pro+ 5G

  • ขนาดตัวเครื่อง : 158.2 × 72.6 × 9 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 226 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Quad-Curve Overflow Display ชนิด OLED กว้าง 6.58 นิ้ว ความละเอียด 2640 x 1200 พิกเซล รองรับ Refresh Rate 90Hz
  • หน่วยประมวลผล : Kirin 990 5G Octa Core
  • GPU : Mali-G76
  • RAM 8 GB
  • ROM 512 GB รองรับ SD NMCard สูงสุด 256GB
  • ระบบปฎิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย EMUI 10.1
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 5 เลนส์แบ่งเป็น
    • เลนส์หลัก Ultra Vision ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.9, เซ็นเซอร์ RYYB
    • เลนส์ Ultra Wide Cine ความละเอียด 40 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8
    • เลนส์ SuperZoom ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/4.4 รองรับ 10x Optical Zoom
    • เลนส์ Telephoto ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 รองรับ 3x Optical Zoom
    • เลนส์ Depth Sensing
  • กล้องหน้าคู่ 2 เลนส์แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ Depth Sensing
  • รองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ซิม (รองรับ 5G 1 ซิม)
  • รองรับการเชื่อมต่อ 802.11a/b/g/n/ac/ax, Bluetooth 5.1 และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 4200 mAh รองรับ HUAWEI SuperCharge 40W, Wireless HUAWEI SuperCharge 27W และ Reverse Charge

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

กล่องของ HUAWEI P40 Pro+ 5G มาในรูปแบบสีขาว พร้อมชื่อรุ่น HUAWEI P40 Pro+ 5G เปิดเข้าไปด้านในจะเจอกับอุปกรณ์ต่างๆ ดังนี้

  • ตัวเครื่อง HUAWEI P40 Pro+ 5G
  • เคสใส
  • อะแดปเตอร์ SuperCharge 40W
  • หูฟัง
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น

 

ดีไซน์ด้านหลังของ HUAWEI P40 Pro+ 5G มีความพิเศษด้วยวัสดุแบบเซรามิกที่มีความแข็งแรง ทนทาน ที่ต้องบอกว่าสีขาว White Ceramic รุ่นนี้ที่เราได้มานั้นคลาสสิกมากๆ เป็นสีขาวที่นวลตาสุดๆ ครับ

 

เรื่องการจับถือต้องบอกว่าหายห่วงเพราะมีความโค้งมนในทุกมุมของการสัมผัสครับ ทั้งด้านหลังและด้านหน้าจอ

 

HUAWEI P40 Pro+ 5G ยังมาพร้อมมาตรฐานกันน้ำและฝุ่นระดับ IP68 ทำให้มั่นใจจากการตกน้ำโดยไม่ได้ตั้งใจหรือใช้งานในช่วงฝนตกได้เป็นอย่างดีครับ

 

หน้าจอแสดงผลของ HUAWEI P40 Pro+ 5G มาแบบโค้ง 4 ด้านในนาม Quad-Curve Overflow Display มีความโค้งมนในทั้ง 4 มุมของหน้าจอ ขณะที่ด้านบนและล่างก็มีความโค้งเล็กน้อยครับ

 

HUAWEI P40 Pro+ 5G มาพร้อมกับชนิด OLED กว้าง 6.58 นิ้ว ความละเอียด 2640 x 1200 พิกเซล และรองรับ Refresh Rate 90Hz ทำให้ใช้งานได้ลื่นๆ

 

เหนือหน้าจอแสดงผลจะมีกล้องหน้า 2 เลนส์ ซึ่งตรงกลางจะเว้นว่างเพื่อฝังเซ็นเซอร์ต่างๆ ลงไป ส่วนลำโพงสำหรับสนทนาใช้เทคโนโลยี Sound on Display ที่ฝังใต้หน้าจอเลย

 

ทางขวาของตัวเครื่องจะมีทั้งปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง และปุ่ม Power ส่วนทางซ้ายจะไม่มีปุ่มอะไรครับ

 

ด้านล่างตัวเครื่องมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ด NanoSIM 1 ช่อง แบบพลิกหน้า-หลัง โดยช่องที่ช่องจพสามารถใส่เป็น NM Card ได้เหมือนกัน ถัดมาเป็นไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวหลัก

 

ด้านบนมีเซ็นเซอร์อินฟราเรด (IR) และไมโครโฟนตัวที่ 2

 

สุดท้ายที่ด้านหลังมีโมดูลกล้องหลังที่มีกล้อง 5 เลนส์, ไฟแฟลช Dual-LED และไมโครโฟนตัวที่ 3

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

HUAWEI P40 Pro+ 5G แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย EMUI 10.1

 

รองรับ 5G ในไทยตั้งแต่แกะกล่อง

สำหรับ HUAWEI P40 Pro+ 5G สามารถแกะกล่องมาพร้อมกับการรองรับ 5G มาตั้งแต่แกะกล่องครับ ไม่ต้องรออัปเดทเฟิร์มแวร์อะไร ซึ่งใช้งานได้ครบทุกเครือข่ายในไทยเลย

 

HUAWEI AppGallery แอปพลิเคชั่นเยอะขึ้นกว่าเดิม

HUAWEI AppGallery ในตอนนี้มีแอปพลิเคชั่นให้ดาวน์โหลดเยอะขึ้นมากครับ ทั้งเกม, โซเชียล หรือด้านธนาคารต่างๆ เป็นต้น

ที่สำคัญ Huawei ยังมาพร้อมกับแอปแพลิเคชั่น Petal Search ที่จะเป็นการค้นหาแอปพลิเคชั่นต่างๆ จากแหล่งต่างๆ เพื่อให้เราได้ติดตั้งได้ครับ ไม่ใช่แค่ใน AppGallery เท่านั้น

 

บอกสถานะตลอดเวลาด้วย Always-on-Display

HUAWEI P40 Pro+ 5G มาพร้อมกับฟีเจอร์การแสดเสมอ หรือการแสดงสถานะของเครื่องเบื้องต้นที่หน้าจอล็อก โดยไม่ต้องมาปลดล็อกหน้าจอให้เสียเวลาครับ

 

ระบบความปลอดภัยก็มีให้ครบ

HUAWEI P40 Pro+ 5G จัดให้ครบทั้งการสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอที่ให้ความรวดเร็วและเสถียรมากๆ

 

รวมถึงการสแกนใบหน้าที่ทำได้แม่นยำไม่ต่างกันครับ

 

โหมดมืดมีให้ สะสบายดวงตา

การใช้งานโหมดมืดนั้นให้เรื่องคาวมสบายตาอย่างมากในช่วงที่ใช้ในที่แสงน้อยครับ ทั้งยังช่วยประหยัดแบตเตอรี่มากขึ้นเพราะจอ OLED นั้นชอบพื้นสีดำๆ มากครับ

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

HUAWEI P40 Pro+ 5G ขับคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผลตัวแรงสุดของ Huawei อย่าง Kirin 990 5G พร้อม RAM 8GB และคาวมจุถึง 512GB ที่จะเก็บภาพหรือโหลดแอปพลิเคชั่นต่างๆ ได้แบบไม่ต้องกลัวหมด

 

สำหรับผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ทำได้ไปได้ที่ 342,028 คะแนน

 

ทดสอบการเล่นเกม

PUBG Mobile

เริ่มด้วยเกม PUBG Mobile นั้นสามารถเปิดกราฟิกต่างๆ ได้ขั้นสุดทั้งหมดครับ ทดสอบการเล่นในดฆดม Battle Royale 100 คน ก็สามารถเล่นได้ไหลลื่นมาก โดยเรื่องการสัมผัสหน้าจอนั้นทำได้รวดเร็ว ไปตามนนิ้วมากครับ

 

ROV (Arena of Valor)

ต่อมาเป็นเกม ROV (Arena of Valor) ที่เราเปิดกราฟิกได้สูงสุดทั้งหมดเช่นกันครับ ซึ่งเฟรมเรทในโหมด 5 VS 5 ทำได้เยี่ยมมากครับ วิ่งที่ 60-61fps ได้แบบสบายๆ

 

Asphalt 9: Legends

ส่วนเกมแข่งรถอย่าง Asphalt 9: Legends สามารถเปิดกราฟิกได้ระดับสูงครับ เล่นได้แบบไหลลื่น ไม่มีสะดุดในช่วงที่เล่นไปประมาณ 30 นาที

 

แบตเตอรี่อึด ชาร์จไวด้วย 40W HUAWEI SuperCharge

HUAWEI P40 Pro+ 5G มาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุ 4200mAh ซึ่งสามารถใช้งานทั่วไปได้ตลอดทั้งวันครับ ทั้งนี้ หากใครที่แบตเตอรี่ใกล้หมดก็สามารถชาร์จไวผ่านเทคโนโลยี 40W HUAWEI SuperCharge โดยเราทดสอบชาร์จจากแบตเตอรี่ประมาณ 23% ชาร์จถึง 84% ในเวลาเพียง 45 นาที และเต็ม 100% ในเวลารวม 60 นาทีเท่านั้น

 

ไม่ใช่แค่ขชาร์จไว แต่รุ่นนี้ก็ยังมีอีก 2 เทคโนโลยี ได้แก่ 40W Wireless HUAWEI SuperCharge การชาร์จไวแบบไร้สาย และ Reverse Charge ที่ชาร์จแบตเตอรี่ให้กับสมาร์ทโฟนรุ่นอื่น (ที่รองรับชาร์จไร้สาย) ได้ด้วย

 

กล้องถ่ายรูป

กล้องถ่ายรูปของ HUAWEI P40 Pro+ 5G จัดได้ว่าเป็นกล้องที่ถ่ายได้ดีที่สุดในสมาร์ทโฟนตอนนี้ครับ จากการมีกล้องหลัง 5 เลนส์ แบบ Ultra Vision Leica Penta ดังนี้

  • เลนส์หลัก Ultra Vision ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.9
  • เลนส์ Ultra Wide Cine ความละเอียด 40 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8
  • เลนส์ SuperZoom ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/4.4 รองรับ 10x Optical Zoom
  • เลนส์ Telephoto ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 รองรับ 3x Optical Zoom
  • เลนส์ Depth Sensing

ขณะที่กล้องหน้ามาแบบ 2 เลนส์ แบ่งเป็นเลนส์หลักความละเอียด 32 ล้านพิกเซล + เลนส์ Depth Sensing

เลนส์หลักความละเอียดสูง 50 ล้านพิกเซล

ด้วยเลนส์หลัก Ultra Vision ให้ความละเอียดมาสูงถึง 50 ล้านพิกเซล ทำให้ถ่ายความละเอียดได้สูงเมื่อถ่ายออกมา สามารถซูมเข้าไปเห็นอะไรได้มากกว่าการถ่ายโหมดปกติครับ ทั้งยังนำไปใช้งานต่างๆ ได้อีกด้วย


ภาพความละเอียดสูง 50 ล้านพิกเซล / ครอป

 

ความฉลาดของ AI ยังคงเป็นเบอร์ต้นๆ

Huawei ยังคงเป็นสมาร์ทโฟนที่ชูโรงด้วยความฉลาดของ AI ที่ตรวจจับวัตถุและแยกแยะเป็นหมวดหมู่ได้เป็นอย่างดีครับ ซึ่งใน HUAWEI P40 Pro+ 5G ก็จัดเต็มมาให้เรื่องถ่ายถ่ายภาพ เพียงคลิกเดียวก็ได้ภาพสวยงาม เก็บรายละเอียดได้ดีทั้งตอนกลางวันและในที่แสงน้อยครับ

 

Ultra Wide Angle ถ่ายได้งาม ความคมชัดขั้นสูง

ในเลนส์ Ultra Wide Cine หรือการถ่ายโหมด Ultra Wide Angle ที่สามารถถ่ายได้ความละเอียดสูงครับ เพราะมีความละเอียดสูงถึง 40 ล้านพิกเซล ต้องบอกว่าถ่ายได้สวยงาม ได้มุมมองที่ครบครันครับ และเรื่องของสีสันก็มาครบมากๆ


เลนส์หลัก / เลนส์ Ultra Wide Angle


เลนส์หลัก / เลนส์ Ultra Wide Angle

 

ซูมได้ไกลสูงสุดด้วย SuperZoom 100x

HUAWEI P40 Pro+ 5G สามารถซูมได้ไกลสุดถึง 100 เท่า โดยมีเลนส์ซูมถึง 2 เลนส์ เป็น 10x Optical Zoom และ 3x Optical Zoom ที่ยังคงให้ความคมชัดอยู่แม้ถ่ายในระยะที่ไกลครับ แต่ถ้าซูมไปถึง 100 เท่าภาพที่ได้ก็อาจจะแตกได้ครับ ซึ่งก็ปกติเพราะเป็น Digital Zoom

 

ถ่ายกลางคืนได้แจ่ม คมชัดพร้อมความสว่าง

เรื่องการถ่ายภาพกลางคืนยังคงไว้ใจ Huawei ได้แน่นอนครับ โดยใน HUAWEI P40 Pro+ 5G ก็สามารถถ่ายภาพที่แสงน้อยๆ ได้ดีเหมือนเดิม มีความคมชัดอย่างมาก ที่สำคัญแม้ว่าจะถ่ายด้วยโหมดปกติ ก็แทบจะไม่ต้องปรับหรือเพิ่มความสว่างด้วย

 

รวมถึงการใช้โหมดนี้ในเลนส์ Ultra-Wide Angle ได้เช่นกันครับ

 

ถ่ายใกล้ๆ ได้ด้วยฟีเจอร์ Macro

ในฟีเจอร์ Macro จะเป็นการเจาะวัตถุไปใกล้ๆ ที่สายตาเราโฟกัสไม่ได้ โดยฟีเจอร์นี้ยังคงจัดเต็มเรื่องสีสันที่ยังให้มาแทบไม่ต่างจากโหมดปกติครับ แถมยังคมชัดมากๆ

 

ถ่าย Portrait สวยงาม เบลอหลังได้ธรรมชาติ

ในการถ่าย Portrait ในรุ่นนี้จะได้เลนส์ Depth Sensing เข้ามาช่วยในเรื่องของการตรวจจับระยะห่างของวัตถุครับ ทำให้เรื่องการเบลอฉากหลังนั้นเป็นธรรมชาติ มีการเบลอเป็นเลเยอร์ ภาพดูไม่ลอย ซึ่งใช้งานได้ทั้งกล้องหน้าและหลังที่ถ่ายได้งามๆ เหมือนกัน

กล้องหลัง

กล้องหน้า

 

กล้องหน้าคมชัดสูง 32 ล้านพิกเซล

ในโหมดปกติของ HUAWEI P40 Pro+ 5G ก็สามารถถ่ายเซลฟี่ได้ดีเหมือนกันครับ มีความละเอียดสูง และใบหน้าก็มีความสว่าง ไม่มืดครับ

 

สรุปจุดเด่น

  • กล้องหลังจัดเต็ม 5 เลนส์ Ultra Vision Leica Penta ฟีเจอร์ครบ ซูมได้ไกล, คมชัดสูง และมี Ultra-Wide Angle
  • รองรับเครือข่าย 5G ตั้งแต่แกะกล่อง ใช้งานได้ครบทุกผู้ให้บริการในไทยแน่นอนครับ
  • หน้าจอแสดงผล Quad-Curve Overflow Display ชนิด OLED กว้าง 6.58 นิ้ว สีสันชัดเจน
  • หน่วยประมวลผล Kirin 990 5G เล่นเกมได้สบายๆ พร้อม RAM 8GB ใช้งานได้ลื่นไหล และ ROM 512GB จุได้ไม่ต้องกลัวเต็ม
  • แบตเตอรี่ความจุ 4200mAh พร้อมรองรับ 40W HUAWEI SuperCharge ชาร์จได้ไว ทั้งยังรองรับชาร์จไร้สายและ Reverse Charge ด้วย

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ยังไม่มี Google Mobile Services (GMS)
อ่านต่อ...

Featured

รีวิว realme X50 Pro 5G ขุมพลังความเร็วแห่งอนาคต Snapdragon 865 5G, รองรับ 5G, 65W SuperDart Charge พร้อมจัดเต็มเรื่องกล้องรวม 6 เลนส์

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

(เพิ่มเติม…)

อ่านต่อ...

Featured

รีวิว SanDisk Extreme microSDXC A2 โฉมใหม่! ติดตั้งเกมได้ลื่นไหล เปิดแอปไม่สะดุด และรองรับวิดีโอ 4K

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

โฉมใหม่ SanDisk Extreme microSDXC A2 การ์ดความจำสำหรับการเล่นเกมได้ลื่นไหลไม่มีสะดุด อ่านข้อมูลความเร็วสูงสุดถึง 160MB/วินาที และเข้าถึงแอปต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วบนตัวการ์ดความจำ ทำให้ใช้งานได้เต็มที่ ไม่ต้องกังวลเมมเครื่องจะเต็ม

SanDisk Extreme microSDXC A2 New Review 01

สรุปข้อมูลของ SanDisk Extreme microSDXC A2

  • รูปแบบ microSDXC
  • ความจุ 64GB, 128GB, 256GB
  • ความเร็วอ่านสูงสุด 160MB/วินาที
  • ความเร็วเขียนสูงสุด 90MB/วินาที
  • ความเร็ววิดีโอ V30, U3, A2

 

SanDisk Extreme microSDXC A2 New Review

SanDisk Extreme microSDXC A2 โฉมใหม่ เอาใจสายเกมมิ่ง ตัวแพ็กเกจจะมาพร้อมภาพกราฟิกเกมที่ดูตื่นตาตื่นใจ พร้อมฟีเจอร์เด่นต่างๆ ซึ่งเป็นอีกขึ้นของการ์ดความจำที่ออกแบบมาเพื่อการเล่นเกมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพสำหรับสมาร์ทโฟน Android โดยมีความเร็วในการอ่านสูงสุด 160MB/วินาที ทำให้การเรียกใช้งานแอปพลิเคชั่นที่ติดตั้งไว้บนการ์ดหน่วยจำนี้ทำได้อย่างลื่นไหล ไม่สะดุด และรองรับวิดีโอ 4K เหมาะสำหรับการนำใช้งานบันทึกวิดีโอความละเอียดสูง

 

SanDisk Extreme microSDXC A2 New Review

ตัวการ์ดจะมีสีทองคาดแถบสีแดง พร้อมตัวหนังสือระบุชื่อรุ่น SanDisk Extreme และชนิดของตัวการ์ด microSDXC A2 ไว้อย่างชัดเจนด้วย ซึ่งตัวการ์ดมีคุณสมบัติในการป้องกันการกระแทก ทนอุณหภูมิ กันน้ำ กันแสงรังสีเอกซ์ เรียกได้ว่าใช้งานได้แบบไม่ต้องกังวลเรื่องการสูญหายของมูล

 

SanDisk Extreme microSDXC A2 New Review

นอกจากนี้แล้วตัวเลขอื่นๆ บนการ์ดก็สำคัญมากๆ สำหรับการนำไปใช้งานที่เหมาะสมในแต่ละประเภท ซึ่งบน SanDisk Extreme microSDXC A2 ก็มีระบุไว้เช่นกัน โดยตัว U3 คือ UHS Speed Class 3 และตัว V30 คือ Video Speed Class 30 รองรับการบันทึกวิดีโอ 4K ที่เฟรมเรทสูงสุด 60fps หรือ 120fps โดยหากจะนำไปใช้งานกับสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ ที่รองรับการบันทึกวิดีโอ 4K หรือกล้องต่างๆ ก็ควรจะเลือกเป็นการ์ดแบบ UHS-I ขึ้นไป เพราะหากความเร็วในการเขียนหรืออ่านไม่เพียงพอ ก็จะได้วิดีโอที่กระตุกหรือสะดุดได้

 

มาดูกันว่า SanDisk Extreme microSDXC A2 ตัวนี้ จะมีความสามารถในการถ่ายโอนข้อมูลได้รวดเร็วขนาดไหน โดยใช้ตัวอ่านของ Satechi (รองรับ microSDXC) ด้วยโปรแกรม CrystalDiskMark 2.5.4 บน MacBoook โดยทำการทดสอบทั้งอ่านและเขียนแบบต่อเนื่องด้วยไฟล์ขนาด 1GB

SanDisk Extreme microSDXC A2

  • SEQ 128K QD32 เป็นการทดสอบความข้อมูลต่อเนื่องชุดละ 128KB ทำความเร็วในการอ่านได้ 51.47MB/วินาที และเขียน 15.60MB/วินาที
  • RND 4K QD32 เป็นการทดสอบข้อมูลชุดละ 4KB แบบสุ่ม ซึ่งความเร็วที่ได้จะลดลงเนื่องจากไม่ได้เขียนต่อเนื่อง แต่ก็ถือว่ายังเป็นความเร็วในระดับที่สูง โดยอ่านได้ 3.59MB/วินาที และเขียนได้ 2.57MB/วินาที
  • SEQ 1M QD1 เป็นการทดสอบข้อมูลต่อเนื่องชุดละ 1MB อ่านได้ 18.91MB/วินาที และเขียนได้ 18.31MB/วินาที
  • RND 4K QD1 เป็นการทดสอบข้อมูลชุดละ 4KB แบบสุ่ม ซึ่งเป็นการทดสอบประสิทธิภาพของการ์ดความจำที่โหดมากที่สุด อ่านได้ 3.60MB/วินาที และเขียนได้ 0.27MB/วินาที

 

SanDisk Extreme microSDXC A2 Review

สำหรับบนสมาร์ทโฟนจะทดสอบบน Samsung Galaxy S10+ โดยใช้แอปพลิเคชั่น A1 SD Bench ที่ดาวน์โหลดมาจาก Google Play Store เพื่อทดสอบความเร็วอ่านและเขียนไฟล์แบบต่อเนื่อง

  • ความเร็วในการอ่านไฟล์บนโทรศัพท์แบบต่อเนื่องทำได้ 76.96 MB/วินาที
  • ความเร็วในการเขียนไฟล์บนโทรศัพท์แบบต่อเนื่องทำได้ 51.84 MB/วินาที

 

SanDisk Extreme microSDXC A2

จุดเด่นของ SanDisk Extreme microSDXC A2 คือค่า IOPS (Input/Output Operation per Second) ซึ่งหมายถึงปริมาณการอ่านและเขียนไฟล์ต่อ 1 วินาที โดยเป็นขั้นตอนพื้นฐานในโปรแกรมต่างๆ รวมถึงการเรียกใช้งานแอปพลิเคชั่น ซึ่ง A2 สามารถอ่านแบบสุ่มได้ไม่น้อยกว่า 4000 IOPS และเขียนได้แบบสุ่มไม่น้อยกว่า 2000 IOPS มีประสิทธิภาพดีขึ้นกว่า A1

การ์ดชนิด A2 จะทำให้การติดตั้งแอปพลิเคชั่นและเกมต่างๆ ไว้บนการ์ดความจำตัวนี้ แล้วเรียกใช้งานได้ลื่นไหลเหมือนการติดตั้งไว้บนความจำภายในตัวเครื่อง ทำให้สามารถเรียกใช้งานแอปหรือเล่นเกมได้อย่างไม่มีปัญหา ไม่ต้องติดตั้งลงบนตัวเครื่องเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว

 

SanDisk Extreme microSDXC A2 Review

เราสามารถย้ายการติดตั้งแอปและเกมต่างๆ มาไว้บนการ์ดตัวนี้ได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากๆ สำหรับสมาร์ทโฟนที่มีหน่วยความจำภายในเครื่องน้อยๆ เพราะเกมในปัจจุบันที่มีกราฟิกสวยๆ ก็มีขนาดใหญ่ระดับ 1-2 GB กันเลยทีเดียว ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าเมมในเครื่องจะเต็มอีกต่อไป เพราะอย่างที่ทราบกันแล้วว่าการ์ดชนิด A2 มีประสิทธิภาพมากๆ สำหรับการติดตั้งทั้งแอปและเกมไว้บนการ์ดภายนอกตัวนี้

 

SanDisk Extreme microSDXC A2 New Review

หลังจากย้ายเกม PUBG Mobile ไปติดตั้งไว้บน SanDisk Extreme microSDXC A2 พบว่าสามารถเปิดเกมและเล่นได้อย่างลื่นไหล ความรู้สึกเหมือนกับการติดตั้งไว้บนหน่วยความจำตัวเครื่อง เรียกได้ว่าเล่นได้ลื่นๆ แทบไม่แตกต่างกันเลย

 

SanDisk Extreme microSDXC A2 New Review

เกม ROV ซึ่งเป็นเกมยอดฮิต เมื่อทำการติดตั้งไว้บน SanDisk Extreme microSDXC A2 ก็เล่นได้ลื่นไหล ไม่มีปัญหา สามารถอ่านข้อมูลได้รวดเร็ว เมื่อมีการ์ดที่สามารถติดตั้งเกมได้แล้วก็อย่าลืมว่าเกมเหล่านี้เป็นเกมออนไลน์ที่ต้องใช้เน็ตที่มีความเสถียรในการเล่นด้วยนะ

 

SanDisk Extreme microSDXC A2 New Review 08

ทดสอบติดตั้งเกม Black Desert Mobile ไว้บนการ์ดตัวนี้ ซึ่งเป็นเกมที่ต้องบอกว่ามีกราฟิกสวยมากๆ เปิดเข้าเกมได้รวดเร็ว และระหว่างการเล่นก็ลื่นไหล ไม่มีสะดุด

ได้เห็นความเร็วและประสิทธิภาพของเจ้า SanDisk Extreme microSDXC A2 กันไปแล้ว ก็หมดกังวลเรื่องเมมเครื่องเต็ม และติดตั้งเกมไว้บนการ์ดตัวนี้ได้อย่างสบายใจ เปิดเล่นกันได้ลื่นๆ แล้ว

 

พบกับโฉมใหม่! SanDisk Extreme microSD card การ์ดสำหรับเล่นเกมบนมือถือ ประสิทธิภาพเร็วแรง ลื่นไหล รองรับเกมกราฟิกสเปคสูง โหลดเกมไว เรียกใช้งานแอปพลิเคชันได้เร็วขึ้นด้วยประสิทธิภาพระดับ A2 ลองสัมผัสประสบการณ์การเล่นเกมมือถือบน SanDisk Extreme mSD card ได้ที่บูธ SanDisk M4 (2-5 ก.ค.) ภายในงาน TME ไบเทค บางนา พร้อมโปรโมชั่นในงานต้องบอกเลยว่าห้ามพลาด!

 

SanDisk Extreme microSDXC A2

  • โปรโมชั่นพิเศษ 3 ต่อ ซื้อ SanDisk Extreme หรือ Extreme Pro microSD card ความจุ  128GB ขึ้นไป รับกระบอกน้ำ ฟรีทันที! พร้อมรับสิทธิ์หมุนวงล้อเสี่ยงโชค รับของรางวัลเพิ่มเติม และลุ้นโชคใหญ่เครื่องกรองอากาศทุกสัปดาห์
  • รับฟรีกระเป๋าถือ กันน้ำได้จากเกม CODM เมื่อซื้อ SanDisk Extreme mSD card รุ่นสำหรับเกมมือถือ ความจุ 256GB ขึ้นไป (ของแท้ มีจำนวนจำกัด) เฉพาะลูกค้าที่ซื้อภายในงาน TME เท่านั้น

 

SanDisk TME Promotion

แจกฟรี ไอเทมตัวละคร Call of Duty Mobile!  สำหรับผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมเล่นเกมง่ายๆ กับ SanDisk เชิญทุกคนมาสัมผัสประสบการณ์การเล่นเกมมือถือผ่านการ์ด SanDisk Extreme mSD card ฟรีที่บูธ SanDisk M4 (2-5 ก.ค.) ภายในงาน TME ไบเทค บางนา (จำนวนจำกัด)

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

Featured1 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว realme X50 Pro 5G ขุมพลังความเร็วแห่งอนาคต Snapdragon 865 5G, รองรับ 5G, 65W SuperDart Charge พร้อมจัดเต็มเรื่องกล้องรวม 6 เลนส์

Experience the perfect 5G today On the flagship smartphone HUAWEI P40 Series. Experience the perfect 5G today On the flagship smartphone HUAWEI P40 Series.
Android News1 สัปดาห์ ที่แล้ว

สัมผัสประสบการณ์ 5G ที่สมบูรณ์แบบได้แล้ววันนี้ บนสมาร์ทโฟนเรือธง HUAWEI P40 Series

ปีนี้หัวเว่ยรุกความเ...

SanDisk Extreme microSDXC A2 New Review 01 SanDisk Extreme microSDXC A2 New Review 01
Featured1 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว SanDisk Extreme microSDXC A2 โฉมใหม่! ติดตั้งเกมได้ลื่นไหล เปิดแอปไม่สะดุด และรองรับวิดีโอ 4K

โฉมใหม่ SanDisk Extr...

HUAWEI Y6p 4GB+64GB HUAWEI Y6p 4GB+64GB
Android News1 สัปดาห์ ที่แล้ว

HUAWEI Y6p 4GB+64GB เมมใหญ่ เก็บรูปได้เยอะ ราคาเล็ก ไม่เกิน 4,000 บาท!

รูปเยอะ ไฟล์แยะแค่ไห...

Android News2 สัปดาห์ ที่แล้ว

ส่องโปรพิเศษ HUAWEI ของแถมและสิทธิพิเศษมากมาย วันนี้ – 31 ก.ค.นี้ เท่านั้น

หัวเว่ยมอบส่วนลดพิเศ...

Advertisement

คลิปมาใหม่

ข่าวใหม่วันนี้

ข่าวประชาสัมพันธ์4 ชั่วโมง ที่แล้ว

Google Trends เผยเทรนด์การค้นหาในเดือนมิถุนายน 2563 

Google Trends เผยพฤต...

ข่าวประชาสัมพันธ์5 ชั่วโมง ที่แล้ว

อาร์ทีบีฯ รุกตลาด True Wireless เปิดตัวหูฟังไร้สาย “ATH-ANC300TW” ชูระบบตัดเสียงรบกวนชั้นเยี่ยม

บริษัท อาร์ทีบี เทคโ...

ข่าวประชาสัมพันธ์5 ชั่วโมง ที่แล้ว

LINE IDOL เปิดตัว Influencer Commerce เดินหน้ายกระดับอินฟลูเอนเซอร์ จากมือสมัครเล่นสู่มืออาชีพ

LINE IDOL ก้าวไปอีกข...

ข่าวประชาสัมพันธ์5 ชั่วโมง ที่แล้ว

มุมมองนักวิเคราะห์ต่างชาติกับอนาคตตลาดสมาร์ทโฟนระดับกลาง และความสำเร็จของ Samsung Galaxy A Series

  ปี 2020 ถือเป...

ข่าวประชาสัมพันธ์5 ชั่วโมง ที่แล้ว

กัว ผิง ประธานกรรมการบริหาร หมุนเวียนตามวาระ หัวเว่ย เผยเทรนด์ 5G ของโลก หลังโควิด-19

นายกัว ผิง ประธานกรร...

มือถือมาใหม่

ติดตาม กินเที่ยวกัน

กำลังมาแรง