ติดตามพวกเรา

Smart Review

รีวิว Samsung Galaxy Note 4 หน้าจอ 2K พรีเมียมด้วยกรอบโลหะ และกล้อง 4K

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

Samsung Galaxy Note 4 แฟบเล็ตเรือธงรุ่นที่ 4 จาก Samsung ที่มาพร้อมความพรีเมียมด้วยกรอบตัวเครื่องเป็นโลหะ อีกทั้งยังมีหน้าจอแสดงผล Super AMOLED ความคมชัด Quad HD และมีเพื่อนคู่กายอย่างปากกา S Pen ที่เพิ่มฟีเจอร์ใหม่อีกหลายอย่าง รวมถึงฟีเจอร์ด้านสุขภาพอื่น ๆ อีกเพียบเลย

Samsung Galaxy Note 4 Review (13)

สรุปสเปค Samsung Galaxy Note 4 (SM-N910C)

  • หน้าจอแสดงผลขนาด 5.7 นิ้ว Super AMOLED QHD
  • ระบบปฏิบัติการ Android 4.4.4 KitKat กับ TouchWiz UI
  • ชิปเซ็ต Exynos 5433
  • ซีพียู Octa-Core (Quad-core 1.3 GHz Cortex-A53 & 1.9GHz quad-core Cortex-A57)
  • จีพียู Mali-T760
  • แรม 3GB
  • กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล ระบบกันภาพสั่นไหว (OIS) สามารถบันทึกวิดีโอความละเอียด 2160p
  • กล้องหน้า 3.7 ล้านพิกเซล
  • ความจำภายในตัวเครื่อง 32GB เพิ่มได้ด้วย microSD สูงสุด 128GB
  • ปากกา S Pen
  • 3G, 4G LTE
  • Wi-Fi a/b/g/n/ac, Wi-Fi Direct และ Download booster
  • GPS with A-GPS, GLONASS
  • Bluetooth v4.0
  • NFC
  • อินฟราเรด
  • เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ
  • แบตเตอรี่ 3,22 0mAh

การดีไซน์และตัวเครื่อง

Samsung Galaxy Note 4 ถือเป็นรุ่นแรกของแฟบเล็ตตระกูล Galaxy Note ที่ดีไซน์กรอบตัวเครื่องเป็นโลหะ (เหมือนกับ Galaxy Alpha) นอกเหนือจากความสวยงาม หรูหราแล้ว ยังให้ความรู้สึกถึงความแน่นหนาของงานประกอบตัวเครื่องด้วย ในขณะที่ฝาหลังก็ยังให้ความรู้สึกเหมือนหนัง ซึ่งขนาดของตัวเครื่อง Galaxy Note 4 จะมีขนาดใหญ่กว่า Galaxy Note 3 เพียงเล็กน้อย

 

Samsung Galaxy Note 4 Review (8)

Galaxy Note 4 มีขนาดตัวเครื่อง 153.5 x 78.6 x 8.5 มม. น้ำหนัก 176 กรัม หน้าจอแสดงผลขนาด 5.7 นิ้ว (เท่ากับ Galaxy Note 3) เหนือหน้าจอจะมีไฟ LED แจ้งเตือนสถานะ, ลำโพงสำหรับเสียงสนทนา, เซ็นเซอร์สำหรับการปิดหน้าจอแบบอัตโนมัติขณะสนทนา, เซ็นเซอร์ตรวจจับท่าทาง และเลนส์กล้องความละเอียด 3.7 ล้านพิกเซล

 

Samsung Galaxy Note 4 Review (9)

ถัดลงมาด้านล่างหน้าจอเริ่มจากทางด้านซ้ายเป็นปุ่ม Recents สำหรับเรียกดูรายการใช้งานแอพพลิเคชั่นล่าสุดในปัจจุบัน, ตรงกลางเป็นปุ่มโฮมสำหรับกดเพื่อเข้าสู่หน้าจอหลักและมีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือด้วย, ปุ่มขวามือสุดเป็นปุ่มย้อนกลับ

 

Samsung Galaxy Note 4 Review (4)

ขอบด้านบนตัวเครื่องมีช่องเสียบหูฟังขนาดมาตรฐาน 3.5 มม., รูไมโครโฟนตัดเสียงรบกวน และพอร์ตอินฟราเรด

 

Samsung Galaxy Note 4 Review (2)

ขอบด้านล่างหน้าจอจะมีไมโครโฟน 2 ตัว, ช่องเสียบ micro-USB สำหรับชาร์จไฟแบตเตอรี่หรือถ่ายโอนข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์ และช่องสำหรับเก็บปากกา S Pen

 

Samsung Galaxy Note 4 Review (5)

ขอบทางด้านขวามีปุ่มปิด/เปิดเครื่องหรือปิด/เปิดหน้าจอ

 

Samsung Galaxy Note 4 Review (3)

ด้านข้างซ้ายมีปุ่มปรับระดับเสียง

 

Samsung Galaxy Note 4 Review (6)

ด้านหลังตัวเครื่องมีเลนส์กล้องความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ถัดลงมาเป็นไฟแฟลช LED กับเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ ส่วนบริเวณด้านล่างจะมีช่องสำหรับเสียงลำโพง

ฝาหลังของ Galaxy Note 4 เป็นพลาสติกใส่ลวดลายคล้ายหนัง สามารถเปิดฝาออกได้ ภายในมีแบตเตอรี่ 3,220 mAh, ช่องใส่ซิมการ์ดขนาด Micro-SIM และช่องใส่การ์ดความจำ MicroSD สูงสุด 128GB

หน้าจอแสดงผล

Samsung Galaxy Note 4 Review (1)

Galaxy Note 4 มีหน้าจอแสดงผลแบบสัมผัสขนาด 5.7 นิ้ว Super AMOLED Quad HD ความละเอียด 1440 x 2560 พิกเซล ความหนาแน่นพิกเซลอยู่ที่ประมาณ 515 พิกเซลต่อนิ้ว เป็นการเรียงพิกเซลแบบ Diamond Pentile เป็นแบบรวงผึ้งซึ่งช่วยให้เรียงพิกเซลได้หนาแน่นขึ้น

ด้วยความละเอียดหน้าจอที่เพิ่มขึ้นจึงทำให้การแสดงผลมีสันสันที่คมชัดขึ้นด้วย และอัตราส่วนคอนทราสต์สูงกว่าหน้าจอ LCD ทั่วไป แต่สีสันบางอย่างก็มองดูสีเข้มกว่าของจริงอยู่บ้าง นอกจากนี้ยังมีกระจก Gorilla Glass 3 ป้องกันรอยขีดข่วนหน้าจอด้วย

 

อินเตอร์เฟซและภาพรวมการใช้งาน

Samsung Galaxy Note 4 มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Android 4.4.4 KitKat ครอบทับด้วย TouchWiz UI ที่เป็นเอกลักษณ์จาก Samsung การใช้งานหลักไม่แตกต่างจากรุ่นอื่น ๆ มากนัก เริ่มต้นปลดล็อคหน้าจอด้วยการแตะหน้าจอแล้วปัดเพื่อเข้าสู่หน้าหลัก หรือแตะที่ไอคอนกล้องเพื่อเข้าสู่แอพกล้องถ่ายรูปก็ได้ เลื่อนหน้าจอหลักด้วยการปัดไปทางซ้าย – ขวา และสามารถเพิ่มหน้าหลักหรือหน้าโฮมได้สูงสุด 7 หน้า

Samsung Galaxy Note 4 Review (11)

แถบเครื่องมือ

แสดงรายการแจ้งเตือน

แสดงรายการแจ้งเตือน

Samsung Galaxy Note 4 Review (10)

App Drawer

หน้าตา UI และเมนูการต่าง ๆ ดูเรียบง่าย โดยในส่วนของ App Drawer จะเรียงไอคอนแบบ 5 × 5 แถว ทั้งแนวตั้งและแนวนอน เลื่อนหน้าจอด้วยการปัดไปทางซ้าย – ขวา และแตะค้างที่ไอคอนแอพพลิเคชั่นเพื่อเพิ่มไปยังหน้าโฮม หรือลบการติดตั้ง ซ่อนแอพพลิเคชั่นนั้น ๆ ก็ได้

 

ปากกา S Pen

Samsung Galaxy Note 4 Review (12)

S Pen เป็นปากกาที่มาคุ่กับ Galaxy Note ที่หลายคนน่ารู้จักกันบ้างแล้ว ซึ่งตัว S Pen เองจะมีฟีเจอร์การใช้งานต่าง ๆ มากมายด้วย Air command ซึ่งตัวใหม่นี้ได้เพิ่มฟังก์ชั่นใหม่ ๆ เข้าด้วย มาดูกันว่า S Pen ทำอะไรได้บ้างบน Galaxy Note 4

 

Samsung Galaxy Note 4 Review (15)

Action Memo ฟังก์ชั่นนี้มีมาตั้งแต่รุ่นก่อน ๆ อยุ่แล้ว ซึ่งเป็นการเรียกใช้บันทึกย่อแบบรวดเร็ว สามารถใช้ปากกา S Pen เขียนหรือนิ้วของเราก็เขียนได้ครับ พร้อมบันทึกข้อมูลและแชร์ข้อมูลเพื่อนำไปใช้งานในฟังก์ชันอื่นๆได้ด้วย

https://www.youtube.com/watch?v=dAr_m7GQhpE

ฟังก์ชั่นที่มาใหม่อย่างแรกคือ Smart Select หรือการเลือกอัจฉริยะ เป็นการใช้ปากกา S Pen เลือกเก็บภาพหน้าจอ ข้อความต่าง ๆ ทีละอันและรวมไว้หลาย ๆ อันได้ แล้วค่อยแชร์ทุกภาพพร้อมกันในครั้งเดียว ส่วนฟังกชั่นคลิปรูปภาพกับเขียนบนหน้าจอก็มีมาให้เหมือนเดิม

นอกจากนี้แล้ว S Pen ยังเพิ่มเอฟเฟกต์การตวัด ลากเส้น และการคัดลายมือได้เหมือนกับการใช้งานปากกาจริงบนกระดาษ พร้อมปรับปรุงให้รับแรงกดได้ละเอียดมากถึง 2048 ระดับ จากเดิมบน Galaxy Note 3 จะอยุ่ที่ 1024 ระดับ

Photo Note ฟ้งก์ชั่นนี้เป็นการถ่ายรูปแล้วแปลงเป็นกระดาษโน้ต แล้วนำมาแก้ไข ปรับตำหน่งการจัดวางใหม่ได้ โดยฟังก์ชั่นเลือกใช้งานได้จาก S Note ซึ่งเมื่อถ่ายรูปแล้วระบบจะทำการแปลงภาพถ่ายให้อัตโนมัติ ทั้งข้อวามและรูปภาพ จากนั้นเราก็เลือกจัดการแก้ไข ย้ายตำแหน่งโน้ต หรือเพิ่มข้อความ รูปภาพเข้าไปได้ด้วย

สำหรับภาพถ่ายที่จะนำมาเป็น Photo Note สามารถเลือกภาพถ่ายที่บันทึกไว้ในเครื่องแล้วก็ได้เช่นกัน

 

เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ

Galaxy Note 4 Fingers printpng

Galaxy Note 4 จะมีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่ที่ปุ่มโฮม ซึ่งเวลาสแกนลายนิ้วมือจะไม่ได้แตะวางนิ้วมือลงไปเฉย ๆ เหมือนรุ่นอื่น ๆ ของค่ายข้างบ้าน แต่เมื่อวางนิ้วมือลงไปบนปุ่มโฮมแล้วให้สไลด์นิ้วลงมาจนสุดปลายนิ้วมือด้วย

สำหรับการตั้งค่าตัวสแกนลายนิ้วมือจะสามารถจดจำได้ 10 ลายนิ้วมือ สามารถใช้ปลดล็อคหน้าจอ เข้าสู่ระบบเว็บ และตรวจสอบ Samsung Account ได้ ซึ่งถ้ามือเปียกหรือชื้นจะสแกนยากและไม่ผ่าน

S Health

แอพพลิเคชั่นที่มาพร้อมฟังก์ชั่นสำหรับคนรักสุขภาพที่จะคอยติดตาม จัดการ จัดเก็บ และการตั้งเป้าหมายในการออกกำลัง รวมถึงพฤติกรรมอาหารการกิน และน้ำหนัก ซึ่งบน Galaxy Note 4 จะมีเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ และเซ็นเซอร์วัดรังสียูวีด้วย

S Health

นอกจากนี้ข้อมูลด้านสุขภาพต่าง ๆ นี้จะถูกจัดเก็บได้ง่ายและแม่นยำมากขึ้นหากใช้งานร่วมกับอุปกรณ์สวมใส่ข้อมือ เช่น Gear Fit, Gear S หรือ Gear รุ่นอื่น ๆ เพราะบางครั้งเราก็ไม่ได้ถือ Galaxy Note 4 ติดตัวตลอดเวลา ในขณะที่อุปกรณ์สวมใส่ข้อมือเหล่านั้นก็จะคอยเก็บข้อมูลและซิงค์มายัง Galaxy Note 4 ได้นั่นเอง

ประสิทธิภาพการทำงานและหน่วยประมวลผล

Galaxy Note 4 รุ่นที่นำเข้ามาวางจำหน่ายในไทยคือรุ่นโมเดล SM-N910C ที่ใช้ชิปเซ็ต Exynos 5433 Octa-core (Quad-core 1.3 GHz Cortex-A53 และ Quad-core 1.9GHz Cortex-A57) กับแรม 3GB มีหน่วยประมวลผลกราฟิกที่ดีขึ้นด้วย Mali-T760 ส่วนรุ่นโมเดล SM-N910S ชิปเซ็ต Snapdragon 805 Quad-core ไม่ได้นำเข้ามา (ข้อมูล 15/11/2014)

Galaxy Note 4 Benchmark

ผลทดสอบ AnTuTu Benchmark ทำได้ 48,290 คะแนน และ Quadrant Standard ทำได้ 21,826 คะแนน

Cortex-A57 เป็นชิปที่ออกแบบเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ส่วน Cortex-A53 จะเน้นประหยัดพลังงาน ทั้ง 2 ตัวจะรวมกันหรือสลับซีพียูตามโหมดการทำงานไปมาด้วยเทคโนโลยีเรียกว่า big.LITTLE จากการทดสอบผลออกมาว่า Exynos 5433 ทำคะแนนออกมาได้เหนือกว่า Snapdragon 805 (ไม่เชื่อดูได้ที่นี่)

ตรวจสอบเซ็นเซอร์ด้วย Android Sensor Box และมัลติทัช

Galaxy Note 4 Sensor Tesr

  • Accelerometer Sensor ช่วยหมุนหรือปรับเปลี่ยนทิศทางการแสดงผลของหน้าจอให้แบบอัตโนมัติ ตามลักษณะการจับถือของผู้ใช้
  • Light Sensor สำหรับตรวจวัดระดับความสว่างของสภาพแวดล้อม เพื่อปรับความสว่างของหน้าจอและแผงปุ่มกดให้เหมาะสม
  • Orientation Sensor ระบบปรับมุมมองการแสดงผลหน้าจออัตโนมัติ
  • Proximity Sensor สำหรับการปิดหน้าจอแบบอัตโนมัติขณะสนทนา เพื่อประหยัดพลังงาน
  • Gyro Sensor ระบบตรวจจับความเคลื่อนไหวแบบ 3 แกน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และความยืดหยุ่นหลากหลายในการควบคุม
  • Sound Sensor ตรวจวัดระดับเสียง
  • Magnetic Sensor ตรวจวัดความเข้มสนามแม่เหล็ก
  • Pressure Sensor ตรวจวัดความกดอากาศ
  • รองรับมัลติทัชสูงสุด 10 จุด

แบตเตอรี่

Galaxy Note 4 Power saving mode

Galaxy Note 4 มีแบตเตอรี่ขนาด 3,220 mAh สามารถถอดเปลี่ยนเองได้ ซึ่งมาพร้อมเทคโนโลยีการชาร์จได้เร็วขึ้นจาก 0% ถึง 50% ใช้เวลาชาร์จเพียงแค่ประมาณ 30 นาที ควรใช้คู่กับอะแดปเตอร์และสายชาร์จที่มาพร้อมกับชุดจำหน่ายนะครับ

นอกจากนี้ก็มีโหมดประหยัดพลังงานที่จะเปลี่ยนจอสีเป็นจอขาวดำเพื่อประหยัดพลังงานขึ้นสูงสุด แต่ยังสามารถใช้งานการโทร ข้อความ และอื่น ๆ ได้บางฟังก์ชั่น

 

กล้องถ่ายรูป

เลนส์กล้องหลังของ Samsung Galaxy Note 4 มาพร้อมระบบป้องกันการสั่นไหว Smart OIS ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติ และไฟแฟลช LED สามารถบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุด UHD 4K 2160p ที่ 30 เฟรมต่อวินาที และกล้องหน้าความละเอียด 3.7 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสง f/1.9

Samsung Galaxy Note 4 Review (7)

 

การบันทึกวิดีโอระดับ UHD หรือ 4K (2160p) จะจำกัดเวลาการบันทึกได้สูงสุด 5 นาทีเท่านั้น และไฟล์มีขนาดใหญ่มาก ลองดูตัวอย่างคุณภาพวิดีโอได้จากคลิปด้านล่างนี้ครับ อย่าลืมเลือกความละเอียดเป็น 2160p ตอนดูด้วยนะครับ และที่สำคัญเน็ตต้องแรง ๆ ด้วย ^^

https://www.youtube.com/watch?v=TQ0YOi_Maa4

 

ตัวอย่างวิดีโอความละเอียด 1080p (เลือกดูที่ความละเอียด 1080p ด้วยนะครับ)

 

นอกจากนี้แล้วยังสามารถบันทึกวิดีโอแบบเร่งความเร็ว หรือ Time Lapse ได้ด้วย (รุ่นก่อน ๆ ก็สามารถเลือกบันทึกวิดีโอแบบ Time Lapse ได้เช่นกัน) เลือกความเร็วได้สูงสุด 8 เท่า มาดูคุณภาพของวิดีโอแบบ Time Laps ที่ความละเอียด Full HD จะเป็นอย่างไร ชมคลิป (ถ้าเน็ตแรง ๆ เลือกดูแบบ 1080p ด้วยนะครับ)

 

ตัวอย่างภาพถ่าย (คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่)

สรุปจุดเด่น

  • หน้าจอ 5.7 นิ้ว ความละเอียดสูง (1440 x 2560 พิกเซล)
  • กล้องความละเอียด 16 ล้านพิกเซล มีระบบกันภาพสั่นไหว และบันทึกวิดีโอ 4K
  • หน่วประมวลผล Octa-core
  • แรม 3GB
  • ใช้งานเครือข่าย 4G ในไทยได้

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • แบตเตอรี่ 3,220 mAh กับหน้าจอความละเอียดสูง ไม่เพียงพอกับการใช้งานตลอดวัน แต่ก็ถือว่าใช้งานได้นานเกินที่คาดหวัง
  • ราคาเปิดตัว 25,900 บาท (15/11/2014)

 

ขอบคุณ Samsung Mobile Thailand

 

Smart Review

รีวิว realme C3 สมาร์ทโฟนตัวแรง เล่นเกมไหลลื่น พร้อมกล้อง AI 3 เลนส์ ถ่ายสวยคมชัด ในราคาจับต้องได้

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

realme C3 อีกหนึ่งสมาร์ทโฟนที่เปิดตัวมาพร้อมกับราคาสุดโดน ที่มีสเปคแจ่มๆ ด้วยขุมพลัง Helio G70 ที่เน้นเล่นเกมเป็นหลัก ทั้งยังมีกล้อง 3 เลนส์ ถ่ายได้ทั้งแบบโบเก้และ Macro จะมีฟีเจอร์อะไรเด่นๆ บ้างเรามาดูกันเลยครับ

 

สรุปสเปค realme C3

  • ขนาดตัวเครื่อง : 164.4 × 75.0 × 8.95 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 195 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Mini-drop Display ชนิด LCD กว้าง 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1600 x 720 พิกเซล) อัตราส่วน 20:9, พื้นที่การแสดงผลที่ 89.8% และครอบทับด้วยกระจก Corning Gorilla Glass 3
  • หน่วยประมวลผล : MediaTek Helio G70 Octa Core ความเร็ว 2.0GHz
  • RAM 3 GB
  • ROM 32 GB รองรับการ์ดหน่วยความจำภายนอก MicroSD สูงสุด 256GB
  • ระบบปฎิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย realme UI 1.0
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 3 เลนส์แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8
    • เลนส์ Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
    • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 ระยะโฟกัส 4 เซนติเมตร
  • กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • รองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ซิม
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi b/g/n, Bluetooth 5.0, ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และพอร์ต Micro USB 2.0
  • แบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

ตัวกล่องของ realme C3 นั้นมาในสีเหลืองตามสไตล์ของ realme พร้อมชื่อรุ่น C3 ที่ด้านหน้าชัดเจนครับ ขณะที่ด้านหลังจะบอกสเปคที่สำคัญๆ บางอย่าง เช่น กล้อง 3 เลนส์, แบต 5000mAh, จอ 6.5 นิ้ว และหน่วยประมวลผล Helio G70

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • ตัวเครื่อง realme C3 พร้อมติดฟิล์มกันรอย
  • อะแดปเตอร์
  • สาย Micro USB 2.0
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น
  • ใบรับประกันสินค้า

 

ดีไซน์สุดเปล่งประกาย

ในเรื่องของดีไซน์ realme C3 นั้นจัดเต็มมากๆ ด้วยการใช้ลวดลายให้ความรู้สึกเหมือนกับแสงอาทิตย์ที่เปล่งประกายตลอดเวลาที่ออกมาจากบริเวณเลนส์กล้องด้านมุมซ้ายบนครับ ทั้งยังเล่นเฉดสีและแสงต่างๆ เมื่อเคลื่อไหวในแต่ละมุมด้วย ซึ่งสีที่เราได้มารีวิวครั้งนี้เป็นสีแดง Blazing Red ให้ความรู้สึกที่ร้อนแรงเลยทีเดียว

 

ขณะที่สีฟ้า Frozen Blue ก็สวยไม่แพ้กันเลยครับ

 

ตัววัสดุของ realme C3 นั้นทำออกมาได้ดีมากๆ เพราะป้องกันรอยนิ้วมือได้เป็นอย่างดี ใช้งานได้แบบไม่ต้องมานั่งเช็ดบ่อยๆ ทั้งยังจับถือได้สะดวกครับ ไม่มีลื่นหลุดมือแน่นอน

 

ที่สำคัญ realme C3 ยังมีดีไซน์พิเศษที่ปกป้องเครื่องจากละอองน้ำได้ด้วย

 

หน้าจอแสดงผลของ realme C3 มาในรูปแบบทรงหยดน้ำขนาดเล็ก Mini-Drop ทำให้ได้หน้าจอที่ใหญ่ถึง 6.5 นิ้ว พร้อมพื้นที่การแสดงผลที่ 89.8% ทำให้ใช้งานได้เต็มตาแน่นอน

 

หน้าจอของ realme C3 ใช้ชนิด LCD มีความละเอียด HD+ ครับ ทำให้ใช้งานได้คมชัดและสีสันก็อยู่ในระดับที่ดีเลยทีเดียวสำหรับเรทราคานี้

 

เหนือหน้าจอแสดงผลจะมีกล้องหน้าที่ฝังในหยดน้ำ และก็มีลำโพงสำหรับสนทนาครับ

 

ทางขวาตัวเครื่องจะมีปุ่ม Power ปุ่มจะอยู่ลึกลงไปเล็กน้อย ทำให้ปุ่มไม่ได้ยื่นออกมาจากตัวเครื่องมากนัก

 

ด้านซ้ายจะมีทั้งช่องเสียบซิมการ์ดแบบ Triple-slot ครับ ใส่ได้ทั้ง NanoSIM จำนวน 2 ช่อง พร้อม MicroSD Card อีก 1 ช่อง และปุ่มเพิ่มลดเสียง

 

ด้านล่างตัวเครื่องจะมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม., ไมโครโฟนสำหรับสนทนา, พอร์ต Micro USB 2.0 และลำโพงตัวหลัก

 

สุดท้ายที่ด้านหลังจะมีกล้องหลังคู่ 3 เลนส์ที่มุมซ้ายบน พร้อมไฟแฟลช LED ที่อยู่ด้านข้าง และมีระบบเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือตรงกลางเครื่องด้วย

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

realme C3 ถือเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของ realme ที่แกะกล่องมาพร้อมกับ realme UI บนพื้นฐานของ Android 10 ซึ่งโดยรวมจะยังดูไม่แตกต่างกับของเดิมเท่าไหร่ครับ แต่จะเน้นไปที่ฟีเจอร์ต่างๆ ที่มีมาให้เพิ่มขึ้น รวมไปถึงประสิทธิภาพลดการทำงานของ RAM ลงถึง 20%, เปิดแอปพลิเคชั่นได้ไวขึ้น 14% และช่วยให้ประหยัดแบตเตอรี่มากขึ้นถึง 40%

 

วอลเปเปอร์มีให้เลือกเพียบ

ใครที่อยากเปลี่ยนจากวอลเปเปอร์แบบพื้นฐานก็สามารถเข้าไปเปลี่ยนได้ในการตั้งค่าครับ โดยจะเลือกพื้นหลังให้เข้ากับสีเครื่องอย่างสีแดงก็ได้เช่นกัน ทำให้ดูร้อนแรงเพิ่มขึ้นไปอีก

 

ปรับไอคอนได้เอง

ใน realme UI ยังให้เราปรับแต่งลักษณ์ของไอคอนได้เองตามสไตล์เลยครับ โดยจะมีให้เลือกหลักๆ 3 แบบ ได้แก่ ค่าเริ่มต้น, ลักษณะวัสดุ, กรวดหิน หรือจะกำหนดเองโดยปรับค่าความมน, พื้นหน้า และไอคอนได้เพิ่มด้วย

 

Dark Mode

แน่นอนว่า realme C3 นั้นสามารถใช้งานฟีเจอร์ Dark Mode ได้อยู่แน่นอนครับ โดยจะช่วยถนอมสายตาเราเมื่อเล่นในตอนกลางคืนหรือที่แสงน้อย ซึ่งเราก็ปรับให้ทำงานเองได้ตามเวลาที่เรากำหนด

 

พักสายตาด้วย Focus Mode

ใน Focus Mode จะเป็นการหยุดพักใช้งานแอปพลิเคชั่นต่างๆ ที่เราเลือก โดยสามารถตั้งเวลาได้ว่าจะหยุดเล่นแอปที่เลือกถึงกี่โมง วันไหนบ้าง เพื่อให้เราไม่เสียเวลาในการเล่นแค่สมาร์ทโฟนอย่างเดียว

 

ระบบความปลอดภัย

ระบบสแกนลายนิ้วมือของ realme C3 นั้นทำได้ดีมากๆ ครับ เพียงแค่แตะที่ตัวเซ็นเซอร์ก็เข้าใช้งานได้ทันทีแบบรวดเร็วมากๆ

 

ส่วนการสแกนใบหน้าถือว่าทำงานรวดเร็วและเสถียรครับ โดยกดปุ่ม Power 1 ครั้งเพื่อเริ่มสแกนใบหน้าได้ทันที

 

ใช้งาน 2 บัญชีได้ด้วยโคลนแอพ

ฟีเจอร์โคลนแอพก็มีมาให้เช่นเคยครับ โดยใครที่มีบัญชีโซเชียลมีเดียมากกว่า 1 บัญชีก็สามารถสร้างอีก 1 แอปเพื่อล็อคอินอีกบัญชีได้ และการทำงานจะแยกกันอย่างสิ้นเชิงเลย

 

ลูกบอลช่วยเหลือ

เรื่องความสะดวกสบายก็มีมาให้เหมือนเดิมครับอย่างลูกบอลช่วยเหลือที่จะเป็นการนำลูกบอลเข้ามาในหน้าจอเพื่อที่จะได้ใช้ส่วนนี้ควบคุมการทำงานแทนปุ่มต่างๆ ในเครื่องได้ เช่น การเข้าหน้าหลัก, บันทึกหน้าจอ หรือการดูแอปล่าสุด เป็นต้น

 

แถบข้างอัจฉริยะ

ฟีเจอร์นี้จะใกล้เคียงกับลูกบอลช่วยเหลือครับ แต่จะซ่อนอยู่ที่ข้างหน้าจอแสดงผล ช่วยในเรื่องการเข้าถึงแอปพลิเคชั่นต่างๆ และการตั้งค่าในเครื่องได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่ต้องนั่งหาให้เสียเวลา

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

realme C3 นั้นขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล MediaTek Helio G70 Octa Core ความเร็ว 2.0GHz ซึ่งเป็นขุมพลังที่เน้นเล่นเกมเป็นหลักตามชื่อรหัส “G” ครับ แถมยังเป็นหน่วยประมวลผลที่มีราคาประหยัดอีกด้วย ทั้งยังมี RAM อยู่ที่ 3GB พร้อมกับ ROM 32GB สามารถเพิ่ม MicroSD Card ได้อีก 256GB ทำให้ใช้งานได้เต็มที่และไหลลื่น

 

สำหรับผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ทำได้ไปได้ที่ 178,553 คะแนน

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 353 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,224

 

จัดเก็บเกมไว้ที่เดียวด้วย Game Space

realme C3 มาพร้อมกับฟีเจอร์ Game Space ที่เป็นการจัดเต็มเกมทั้งหมดที่ดาวน์โหลดไว้ในที่เดียวครับ ทั้งยังสามารถปรับแต่งโหมดต่างๆ ให้เหมาะสมได้ ได้แก่ โหมดแข่งขัน, โหมดสมดุล และโหมดกำลังไฟต่ำ รวมไปถึงการปิดกั้นการแจ้งเตือนต่างๆ

 

ทั้งนี้ ก็ยังมี Game Assistant ที่รวมเทคโนโลยี HyperBoost เข้าไป ทำให้เล่นเกมแรงขึ้น 30% และเปิดแอปเร็วขึ้น 25% แต่ก็ยังมีความสามารถอื่นๆ ได้ เช่น การบันทึกวิดีโอขณะเล่น หรือบันทึกเป็นภาพนิ่งครับ

 

ทดสอบการเล่นเกม

Call Of Duty: Mobile

ในเกม Call Of Duty: Mobile เราสามารถปรับภาพได้สูงสุดที่กราฟิกระดับ Low และเฟรมเรทระดับ Medium ครับ แต่เมื่อเข้าไปเล่นโหมด Battle Royale 100 คน ก็เล่นได้ไหลลื่น ไม่มีติดขัดตรงไหนเลยด้วย และการทัชสกรีนก็ถือว่าใช้ได้ครับ ไปตามนิ้วพอสมควรเลย

 

ROV

สำหรับเกม ROV ไม่สามารถตั้งค่าเฟรมเรทระดับสูงได้ครับ แต่เราก็ลองปรับภาพ HD ระดับสูงสุด และการแสดงผลระดับสูงเช่นกัน ก็เล่นได้แบบไม่มีปัญหาอะไร ลื่นมากๆ แล้วเฟรมเรทก็วิ่งแบบคงที่ประมาณ 29-30fps ตลอดในช่วงที่บวกกันตั้งแต่ต้นเกมถึงช่วงท้ายเกม

 

แบตเตอรี่อึดอยู่รอดได้ทั้งวัน แถมแชร์ให้เครื่องอื่นได้ด้วย

เรื่องความอึดต้องบอกเลยว่า realme C3 นั้นเป็นรุ่นที่อยู่ทนตลอดวันได้นานมากๆ เพราะมีแบตเตอรี่มาให้ 5000mAh ครับ ใครที่ใช้งานทั่วไปจะอยู่ถึงค่ำๆ แน่นอน แถมยังใช้ต่อได้อีกถึงดึกเลยด้วยครับ เพราะจากที่เล่นมาสักพักใหญ่ๆ ถ้าไม่ได้เล่นเกมจริงจัง จากเช้าๆ ถึงบ่ายๆ จะลดลงมาประมาณ 20% เท่านั้นเอง และที่สำคัญเมื่อมีแบตเตอรี่มาให้เยอะก็ยังสามารถแบ่งปันเป็น Power Bank ให้กับสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นได้ด้วยผ่านอุปกรณ์ USB OTG

 

 

กล้องถ่ายรูป

realme C3 มาพร้อมกับกล้องรวมทั้งหมด 4 เลนส์ครับ โดยมีกล้องหลัง 3 เลนส์ และกล้องหน้าอีก 1 เลนส์ ดังนี้

กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 3 เลนส์แบ่งเป็น

  • เลนส์หลักความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8
  • เลนส์ Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 ระยะโฟกัส 4 เซนติเมตร

กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 โดยฟีเจอร์ต่างๆ ก็มีมาให้ค่อนข้างครบพอสมควรครับ

เลนส์หลัก AI กดถ่ายได้ทันที ไม่ต้องแต่งเยอะ

ด้วยเลนส์หลักของ realme C3 ที่มี AI มาช่วยประมวลผล ทำให้เมื่อกดถ่ายไป ภาพที่ได้ออกมาก็จะดูสวยงาม สว่าง และคมชัดมากๆ โดยไม่ต้องไปปรับอะไรให้ยุ่งยากครับ

 

สีสันสดขึ้นผ่านฟีเจอร์ Chroma Boost

ฟีเจอร์ Chroma Boost หรือการเพิ่มสีจะเป็นการเร่งเฉดสีของภาพที่เราจะถ่ายให้มีความสดมากขึ้นครับ แต่ก็ไม่ได้เร่งจนดูเกินเบอร์อะไร เพราะยังคงมีความธรรมชาติอยู่ด้วย ซึ่งยังให้ความสว่างของภาพมากกว่าแบบปกติเช่นกัน


ปิด Chroma Boost / เปิด Chroma Boost


ปิด Chroma Boost / เปิด Chroma Boost


ปิด Chroma Boost / เปิด Chroma Boost


ปิด Chroma Boost / เปิด Chroma Boost


ปิด Chroma Boost / เปิด Chroma Boost

 

เจาะวัตถุด้วย Macro ถึง 4 เซนติเมตร

realme C3 ยังมีเลนส์ Macro ที่ให้เราถ่ายวัตถุต่างๆ ได้ใกล้สุดถึง 4 เซนติเมตรครับ ทำให้เห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ได้ดียิ่งขึ้น

 

AI Beauty ถ่ายใบหน้าสวยงามแบบธรรมชาติ

ในการปรับ AI Beauty หรือใบหน้าสวยนั้นสามารถใช้งานได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังในโหมดรูปถ่าย ปรับได้ตั้งแต่ระดับ 0 – 100 ไปเลยครับ แต่จริงๆ ก็ให้ AI ปรับให้ก็ถือว่าเนียนๆ แบบธรรมชาติอยู่แล้ว หรือใครอยากจัดเต็มกว่านี้ก็ตามสะดวกครับ

กล้องหลัง

กล้องหน้า

 

เบลอหลังธรรมชาติด้วยโหมด Portrait

โหมดรูปคนหรือ Portrait ของ realme C3 ช่วยให้เราได้ฉากเบลอหลังที่ตัดขอบได้เนียนตาครับ โดยเราสามารถปรับการเบลอหรือโบเก้ได้ตั้งแต่ 0% – 100% ด้วย แถมยังได้ AI Beauty ที่ปรับให้เองโดยอัตโนมัติ แต่ระยะของโหมดนี้จะใกล้กว่าโหมดปกติเล็กน้อย

กล้องหลัง

 

กล้องหน้า

 

นอกจากนี้ในส่วนของกล้องหน้าโหมดรูปคน เราสามารถแต่งเติมฟิลเตอร์ในรูปแบบเฉพาะของโหมดรูปคนได้ 5 แบบ

 

ฟิลเตอร์ปกติก็มีให้เลือกเพียบ

นอกจากที่จะมีฟิลเตอร์ในโหมดรูปคนแล้ว ฟิลเตอร์แบบปกติในโหมดธรรมดาก็มีเหมือนกันมากถึง 10 แบบทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง เลือกได้แบบไม่ซ้ำกันเลยครับ

กล้องหลัง

 

กล้องหน้า

 

สรุปจุดเด่น

  • ดีไซน์สวยงาม โดดเด่นไม่ซ้ำใคร แถมเวลาจับถือยังไม่ติดรอยนิ้วมือด้วย
  • หน้าจอทรงหยดน้ำ กว้าง 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ ทำให้เล่นได้แบบเต็มตา จุใจ และได้ภาพที่คมชัด
  • หน่วยประมวลผล Helio G70 สำหรับการเล่นเกมโดยเฉพาะ ทำให้เล่นได้ไหลลื่นมากขึ้นกว่า CPU ในเรทเดียวกัน
  • รองรับการใส่ซิมแบบ Triple-slot แบ่งเป็น NanoSIM 2 ช่อง + MicroSD Card 1 ช่อง
  • กล้องหลัง 3 เลนส์ความละเอียดสูงสุด 12 ล้านพิกเซล ถ่ายได้คมชัดทั้ง Portrait และ Macro
  • แบตเตอรี่สุดอึดถึง 5000mAh ทำให้ใช้งานได้ชัวร์ๆ ตลอดวัน

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ใช้พอร์ต Micro USB 2.0

realme C3 ราคาเพียง 3,999 บาท วางจำหน่ายพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 22 ก.พ.นี้ ที่ realme Brand Shop ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ รวมถึงช่องทางออนไลน์ Lazada และ Shopee  สำหรับช่องทาง AIS  TrueMove H และ dtac สามารถเป็นเจ้าของ realme C3 ได้ในราคาเริ่มต้นที่ 1,499 บาท ( AIS และ TrueMove H เริ่มวางจำหน่ายวันที่ 3 มีนาคมเป็นต้นไป )

อ่านต่อ...

News

รีวิว Xiaomi LINE Friends True Wireless หูฟังน่ารักที่สุด Brown และ Sally เอาอันไหนดี? [ชมคลิป]

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

น่าจะเป็นหูฟังที่น่ารักที่สุดของปีก็เลยก็ว่าได้สำหรับ Xiaomi LINE Friends True Wireless พอได้เห็นของจริงแล้วยิ่งน่ารักขึ้นไปอีกทั้ง Brown และ Sally เอาอันไหนดี? ไปดูคลิปรีวิวกันเลย

Xiaomi LINE Friends True Wireless Review

ด้านดีไซน์และฟีเจอร์ของตัวหูฟังจะเหมือนกับ Redmi AirDots มีเพียงสีขาวเท่านั้น และมีลายของตัวการ์ตูนลายอยู่บนตัวหูฟังด้วยทั้ง Brown และ Sally โดยรองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth 5.0 และฟังเพลงได้ยาวนานสูงสุด 3.5 ชั่วโมง เมื่อเก็บใส่กล่องก็จะตัดการเชื่อมต่ออัตโนมัติและเมื่อหยิบออกจากกล่องก็จะเชื่อมต่อให้อัตโนมัติด้วย

Xiaomi LINE Friends True Wireless นอกจากจะเป็นหูฟังน่ารักๆ แล้ว ถ้าซื้อเป็นของขวัญน่าจะถูกใจคนรับอย่างแน่นอน แต่ว่าตอนนี้ค่อนข้างหายากพอสมควรเพราะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการเฉพาะในประเทศจีน ก็มีในไทยหิ้วมาขายกันบ้าง

สำหรับใครที่อยากได้แต่ไม่รู้จะไปซื้อที่ไหน ท้ายคลิปรีวิวต้องห้ามพลาดเด็ดขาด!

อ่านต่อ...

IT News

ลองแล้วเร็วจริง! AIS Fibre SuperMESH WiFi แพ็กเกจเน็ตบ้าน 1 Gbps เร็วแรงทั่วบ้านทั้ง LAN และ WiFi

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

ในปัจจุบันการใช้งานอินเทอร์เน็ตภายในบ้านของผู้ใช้งานส่วนใหญ่มีความต้องการความเร็วที่สม่ำเสมอ และอยากให้สัญญาณครอบคลุมทั่วทุกบริเวณของบ้าน แต่การใช้งานก็ยังมีข้อจำกัดของสัญญาณซึ่งยังไม่สามารถเข้าถึงบริเวณต่างๆ ภายในบ้านอย่างทั่วถึง ด้วยปัจจัยต่างๆ ในการใช้งานทั้งตัวอุปกรณ์ Router ที่ปล่อยสัญญาณไม่ทั่วถึง ตัวบ้านอาจจะมีหลายชั้น มีมุมที่อับสัญญาณ ตอนนี้ปัญหานั้นจะหมดไปล่ะครับ ด้วย AIS Fibre SuperMESH WiFi ซึ่งมาพร้อมคอนเซ็ปต์ “เร็วกว่า ดีกว่า ง่ายกว่า” ได้เปิดตัวแพ็กเกจใหม่ AIS Fibre SuperMESH WiFi Package 1Gbps สัญญาณ WiFi แรงทั่วบ้าน ถึงแม้จะใช้งานผ่าน WiFi ก็ตาม เดี๋ยวจะพาไปดูกันว่า “เร็วกว่า ดีกว่า ง่ายกว่า” จะมีเทคโนโลยีล้ำๆ อะไรที่น่าสนใจ แพ็กเกจจะมีความคุ้มค่าขนาดไหน ไปดูรายละเอียดกันครับ

 

“เร็วกว่า” ด้วย AIS Fibre SuperMESH WiFi

ก่อนที่จะไปทดลองใช้งานอินเทอร์เน็ตเร็ว แรงทั่วทั้งบ้าน จาก AIS Fibre SuperMESH WiFi มาทำความรู้จักเทคโนโลยีนี้กันก่อนครับ ปัจจุบันผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่มักจะใช้ Router เพียงตัวเดียววางไว้ในบ้าน แต่เมื่อจะใช้งานจากชั้นอื่น หรือบริเวณอื่นๆ ของบ้านก็จะพบว่าสัญญาณไม่ทั่วถึง รวมไปถึงสปีดเมื่อใช้งานผ่าน WiFi ทำความเร็วได้ไม่เต็มที่ AIS เป็นรายแรกและรายเดียวในไทยที่พัฒนานวัตกรรม SuperMESH WiFi ทำให้สามารถเชื่อมโยงสัญญาณ MESH WiFi ถึงกันได้ครอบคลุมทั่วทุกมุมของบ้าน โดยไม่ต้องเดินสาย LAN ทำให้ใช้เน็ตบ้านได้เต็มประสิทธิภาพตั้งแต่วันแรกที่ติดตั้ง

 

AIS SuperMESH WiFi Router ที่ดีที่สุดและล้ำหน้าที่สุดในขณะนี้

หนึ่งในเคล็ดคลับความเร็วแรง ของ AIS Fibre SuperMESH WiFi นั่นคือ SuperMESH WiFi Router ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ของ Router ในไทย ได้รับการออกแบบและ Customized เทคโนโลยี MESH WiFi ใหม่ ซึ่ง Router ที่ออกแบบใหม่นี้จะทำให้การกระจายสัญญาณเร็วแรงเต็มสปีดและครอบคลุมทั่วทุกห้องในบ้าน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่เป็นครอบครัวใหญ่ หรืออาจะเป็นบ้าน 2 ชั้น ทำให้สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ทั่วทั้งบ้านตลอดเวลา

ในส่วนของคุณสมบัติเด่นๆ ที่น่าสนใจของ AIS Fibre SuperMESH WiFi Router ดังนี้

  1. กระจายสัญญาณเน็ตเร็วแรงเต็มสปีด 1 Gbps ตัวจริง บน WiFi
  2. เชื่อมต่อเป็น MESH WiFi ช่วยกระจายสัญญาณให้เร็วแรง และครอบคลุมสม่ำเสมอทั่วทุกมุมในบ้าน
  3. เชื่อมต่ออุปกรณ์ AIS SuperMESH WiFi Router ได้มากที่สุดถึง 8 ตัว และรองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทดีไวซ์และอุปกรณ์ IoT ได้เป็นจำนวนมาก เปลี่ยนบ้านให้เป็น Smart Home
  4. เป็น Green Energy Router รายแรกรายเดียวในไทยที่ช่วยประหยัดพลังงานและลดการใช้ไฟฟ้ามากกว่า 30% เมื่อเทียบกับเราท์เตอร์แบบเดียวกันของผู้ให้บริการรายอื่น

AIS SuperMESH WiFi เร็วจริง เต็มสปีดบน WiFi 

ทำความรู้จักกับ AIS Fibre SuperMESH WiFi กันไปแล้ว มาถึงช่วงเวลาที่ใช้งานจริงกันครับ ซึ่งใช้งานในครั้งนี้เป็น AIS SuperMESH WiFi แพ็กเกจความเร็วสูงสุด 1000Mbps/200Mbps บนสมาร์ทโฟน HUAWEI Mate30 Pro โดยเลือกปรับสปีดความเร็วสูงสุด 1,000Mbps/200Mbps ทำการสปีดเทสต์บนแอป Speedtest by Ookla ได้ความเร็ว 1,004Mbps/260Mbps ซึ่งเป็นการใช้งานผ่าน WiFi จะเห็นว่าสปีดนั้นมาเต็มๆ บนความเร็วตามแพ็กเกจที่ปล่อยมาให้ใช้งานโดยไม่ต้องใช้สาย LAN  นอกจาก HUAWEI Mate30 Pro ที่รองรับการใช้งานแล้ว ยังมีรุ่น Mate 20 Pro, Mate 30, P30, P30 Pro ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนที่รองรับการใช้งานความเร็ว 1Gbps บน WiFi ได้ด้วยครับ

 

หากใช้งานบนโน้ตบุ๊ค พีซี ที่ใช้ Wireless Chipset รุ่น Intel AC9260, Intel AC9560, Killer AX1650x, Intel AX200, Intel AX201 รุ่นเหล่านี้รองรับการส่งสัญญาณ ผ่าน WiFi ได้สูงสุด 1 Gbps เช่นเดียวกันครับ ในฝั่งของผู้ใช้งาน Macbook Pro จะรองรับการส่งสัญญาณผ่าน WiFi ได้สูงสุด 800 Mbps และบนสมาร์ทโฟน Hi-end รุ่นอื่นๆ รองรับการส่งสัญญาณผ่าน WiFi ได้สูงสุด 650 Mbps

ถ้าพูดให้เข้าใจกันง่ายๆ สำหรับ SuperMESH WiFi ของ AIS ก็คือการทำให้ผู้ใช้งานสามารถต่อ WiFi แล้วทำความเร็วได้สูงสุดเต็มสปีดสูงสุด 1Gbps หรือ 1000Mbps โดยไม่ต้องพึงพาสาย LAN เพราะอย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการต่อสาย LAN ยังไงก็ได้สปีดเต็มแม็กอยู่แล้ว

อีกหนึ่งจุดเด่นของเทคโนโลยี MESH ของ AIS คือการส่งต่อสัญญาณไปยัง MESH ตัวอื่นๆ ได้สูงสุด 8 ตัว นั่นก็หมายความว่าเราสามารถวาง MESH แต่ละตัวให้กระจายได้ทั่วทั้งบ้านโดยไม่ต้องลากสายให้ยุ่งยาก แต่สำหรับการส่งต่อสัญญาณแบบไร้สายไปยัง MESH ตัวถัดไปจะทำให้สปีดดร็อปลง ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติที่หลายคนทราบกันดีอยู่แล้ว หรือถ้าอยากให้ MESH ทุกตัวปล่อยสัญญาณได้เต็มสปีดก็สามารถต่อสาย LAN ได้

 

หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วสปีดที่มาจาก MESH จะได้เต็มสปีดตลอดการใช้งานหรือไม่ ซึ่งอันนี้ต้องอธิบายให้เห็นภาพกันง่ายๆ ว่าสัญญาณ WiFi แบบไร้สายในความเป็นจริงจะมีความเร็วที่ไม่นิ่งเสมอไป ทั้งนี้ก็มีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อสปีดของเน็ตได้นะครับ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณไร้สายต่างๆ เข้ามารบกวน, สัญญาณ WiFi จากบ้านข้างๆ, การเชื่อมต่อใช้งานพร้อมกันหลายอุปกรณ์ หรือรุ่นอุปกรณ์ที่เราใช้งานอยู่อาจไม่รองรับความเร็วระดับ 1Gbps เป็นต้น แต่ถ้าทดสอบผ่านสาย LAN แล้วได้ความเร็วเต็มสปีดตามแพ็กเกจ 1Gbps ก็แสดงว่าเน็ตถูกปล่อยมาเต็ม แต่อาจถูกสัญญาณรบกวนเวลาใช้งานผ่าน WiFi เป็นต้น

 

ดีกว่า” ด้วย Speed Toggle

อีกฟีเจอร์เด็ดที่ช่วยให้ใช้งานได้ตรงความต้องการมากยิ่งขึ้น ด้วย Speed Toggle ผู้ใช้งานสามารถสลับความเร็วดาวน์โหลด / อัปโหลดได้ด้วยตัวเองได้อย่างง่ายๆ เลยครับ ซึ่งเป็นรายเดียวที่ปรับสปีดอัปโหลดได้สูงสุดถึง 1Gbps การสลับความเร็วก็ทำได้ง่ายๆ เพียงแค่เข้าไปที่ https://myaisfibre.com จากนั้นเลือกสลับความเร็วที่ต้องการได้ด้วยตัวเอง จะสลับกี่ครั้งก็ได้นะ ไม่จำกัดในแต่ละวัน เลือกปรับได้ตามความเหมาะสมของการใช้งานได้ตลอดเวลาตามต้องการ และหลังจากที่ปรับแล้วจะมีผลทันทีไม่ต้องรอนานให้เสียเวลา

 

อีกช่องทางที่สามารถสลับความเร็วในการใช้งานได้เช่นเดียวกันคือ ผ่าน AIS Fibre LINE Connect ซึ่งอยู่ใน AIS LINE Official ที่เมนู “บริการเน็ตบ้าน AIS Fibre” ก็สามารถสลับความเร็วได้ง่ายๆ เช่นเดียวกัน

 

การปรับสปีดด้วยตัวเองจะมีให้เลือกใช้งานทั้งหมด 3 แบบ ตามความเหมาะสมของการใช้งานดังนี้

  • Full Speed Download เหมาะกับช่วงเวลาที่ต้องการเน้นความเร็วในการดาวน์โหลด เช่น ดาวน์โหลดไฟล์ขนาดใหญ่ ดูหนังความละเอียดสูงๆ เป็นต้น
  • Symmetry เหมาะกับการใช้งานทั่วไป ความเร็วดาวน์โหลดและอัปโหลดเท่าๆ กัน
  • Full Speed Upload อันนี้หลายคนน่าจะชื่นชอบกันอย่างแน่นอน เพราะว่าเราสามารถสลับความเร็วอัปโหลดให้เต็มสปีดระดับ 1Gbps ได้ ถ้าต้องการอัปโหลดไฟล์ใหญ่ๆ เช่น อัปโหลดคลิปขึ้นบน YouTube หรือ Facebook ก็เลือกเองได้เลย

 

ง่ายกว่าด้วย AIS Fibre GURU

ง่ายกว่าไปกับ AIS Fibre GURU ซึ่งเป็นทีมช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญจาก AIS Fibre ที่จะเข้าไปอำนวยความสะดวกในการติดตั้งให้กับลูกค้าถึงบ้าน มั่นใจได้เลยครับว่า สัญญาณ WiFi จะดีทั้งบ้านตั้งแต่วันแรกที่ติดตั้งเลยล่ะครับ หากลูกค้ามีข้อมูลที่สงสัยอยากสอบถามเพิ่มเติมก็สามารถสอบถามและขอคำแนะนำจาก AIS Fibre GURU ได้เช่นเดียวกัน อุ่นใจได้เลยว่าจะได้รับคำแนะนำดีๆ ในการใช้งานอย่างแน่นอนครับ 

 

AIS Fibre SuperMESH WiFi แพ็กเกจเน็ตบ้าน 1 Gbps ตัวจริง แรงเต็มสปีด

พูดถึง AIS Fibre SuperMESH WiFi กันมาเยอะแล้ว หลายๆ คนอาจจะสงสัยว่า เร็วกว่า ดีกว่า ง่ายกว่า น่าใช้งานแบบนี้ราคาแพ็กเกจจะเท่าไหร่ ต้องบอกเลยว่าเป็นราคาที่สามารถเข้าได้ถึงได้อย่างง่ายๆ AIS Fibre  SuperMESH WiFi แพ็กเกจ 1Gbps/200 Mbps สุดคุ้มเพียง 999 บาทต่อเดือน หรือแพ็กเกจเริ่มต้น 500/200 Mbps เพียง 899 บาทต่อเดือน โดยแพ็กเกจดังกล่าว จะได้รับเราเตอร์ SuperMESH WiFi  2 ตัว มูลค่า 7,980 บาท ไปใช้งานกันได้ฟรีๆ ด้วยนะครับ

 

นอกจากนี้ สำหรับใครที่ชอบความบันเทิงยังสามารถเพิ่มเงิน 100 บาท/เดือน จะได้รับกล่อง AIS PLAYBOX เอาไปชมคอนเทนต์จากช่องดัง กับแพ็กเกจ PLAY FAMILY นาน 12 เดือน,  HOOQ นาน 6 เดือน และ NETFLIX นาน 3 เดือน ฟรี! ได้อีกด้วยครับ

AIS Fibre SuperMESH WiFi เรียกได้ว่าเป็นเทคโนโลยีที่จะเข้ามารองรับการเติบโตของ Video Streaming ความละเอียดระดับ 4K, เทคโนโลยี 5G และแอปพลิเคชันใหม่ๆ เทคโนโลยี Virtual Reality (VR) ที่ต้องการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงระดับกิกะบิต ในปี  2020 นี้ และในอนาคต ซึ่งมีความโดดเด่นทั้งในเรื่องของแพ็กเก็จที่มีความเร็วถึง 1Gbps บน LAN และ WiFi ในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย ดีกว่าด้วยการปรับ Speed Toggle ได้ด้วยตัวเอง และง่ายกว่าด้วย AIS Fibre GURU ผู้ที่จะเข้ามาช่วยเหลือให้คำแนะนำได้อย่างเชี่ยวชาญกับผู้ใช้งานทุกคน ทั้งหมดนี้เป็นความน่าสนใจจาก AIS Fibre SuperMESH WiFi ที่หลายๆ คนสงสัย อยากทราบข้อมูลรวมไปถึงการใช้งานจริงวันนี้เลยนำมาฝากกันครับ สำหรับผู้ที่สนใจหากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมของ AIS Fibre SuperMESH WiFi สามารถดูได้ที่ www.ais.co.th/fibre

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

คลิปมาใหม่

ข่าวใหม่วันนี้

Android News4 ชั่วโมง ที่แล้ว

Huawei เปิดราคาไทย Mate 30 Pro 5G สมาร์ทโฟน 4 เลนส์กล้องเทพ เริ่มต้นเพียง 17,990 บาทเมื่อซื้อผ่านผู้ให้บริการ

หลังจากที่ HUAWEI Ma...

IT News4 ชั่วโมง ที่แล้ว

HUAWEI เปิดตัว MateBook X Pro แล็บท็อปดีไซน์บางเบา จอ 13.9 นิ้ว พร้อม 10th Gen Intel รองรับ SSD สูงสุด 1TB

นอกจากสมาร์ทโฟนจอพับ...

Android News4 ชั่วโมง ที่แล้ว

เปิดตัว HUAWEI MatePad Pro แท็บเล็ตตัวแรง จอ FullView รุ่นแรกของโลก ใช้ Kirin 990 5G, ชาร์จ Wireless ได้ รองรับทั้งคีย์บอร์ดและปากกา

เปิดตัว HUAWEI MateP...

Android News5 ชั่วโมง ที่แล้ว

Huawei เปิดตัว Mate Xs สมาร์ทโฟนจอพับรุ่นใหม่ ขุมพลังตัวแรง Kirin 990, จอกว้าง 8 นิ้ว พร้อมกล้อง 4 เลนส์ 40MP

เปิดตัวอย่างเป็นทางก...

ข่าวประชาสัมพันธ์6 ชั่วโมง ที่แล้ว

AIS เริ่มเปิดให้บริการ 5G เชิงพาณิชย์ รายแรกรายเดียวในไทยด้วยคลื่นมากสุด พร้อมเปิดให้บริการโทรผ่าน 5G ไปต่างแดน และ 5G โรมมิ่งในต่างแดนรายแรกแล้ว

ภายหลังเข้ารับใบอนุญ...

มือถือมาใหม่

กำลังมาแรง