ติดตามพวกเรา

Smart Review

รีวิว Samsung Galaxy M51 สมาร์ทโฟนแบตพลังอึด 7000mAh พร้อมกล้อง 4 ตัว และจอ Infinity-O ใหญ่ 6.7 นิ้ว

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

รีวิว Samsung Galaxy M51 สมาร์ทโฟนแบตพลังอึด 7000mAh รองรับการใช้งานได้ทั้งวัน แถมรองรับ Fast Charge 25W พร้อมจัดเต็มด้านเอนเตอร์เทนด้วยหน้าจอ Infinity-O ชนิด Super AMOLED Plus กว้าง 6.7 นิ้ว ที่คมชัดระดับ Full HD

 

สรุปสเปค Samsung Galaxy M51

  • ขนาดตัวเครื่อง : 163.9 x 76.3 x 9.5 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 213 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Infinity-O ชนิด Super AMOLED Plus กว้าง 6.7 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล)
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 730 Octa Core
  • RAM 8 GB
  • ROM 128 GB เพิ่ม MicroSD Card สูงสุด 256GB
  • ระบบปฎิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย One UI Core
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 4 เลนส์แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8
    • เลนส์ Ultra Wide-Angle มุมมองกว้าง 123 องศา ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ Macro ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
    • เลนส์ Depth ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac 2.4G+5GHz, Bluetooth 5.0, NFC และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 7000mAh รองรับ Super Fast Charging 25W

 

ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

ดีไซน์ของ Samsung Galaxy M51 ต้องบอกว่าทำได้ดีเลยทีเดียวสำหรับความบาง 9.5 มม. ที่ได้มาร่วมกับแบตเตอรี่ถึง 7000mAh ในตัว มีการจับถือได้สะดวกมือ แต่เรื่องน้ำหนักอาจจะหนักไปสักนิดแต่ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ถือได้สบายอยู่

 

 

วัสดุด้านหลังนั้นมาแบบพลาสติก ที่มีการเล่นเฉดสีแบบเบาๆ เท่านั้นครับ ไม่ได้เล่นจนโดดเท่าไหร่ ซึ่งสีดำที่อยู่ในมือดูมีความคลาสสิกพอตัวเลยทีเดียว

 

หน้าจอแสดงผลของรุ่นนี้จัดเต็มด้วย Infinity-O ชนิด Super AMOLED Plus กว้างถึง 6.7 นิ้ว คมชัดระดับ FHD+ ใครที่ชอบเสพคอนเทนต์ต่างๆ ต้องบอกว่าชอบแน่นอนครับ

 

บริเวณรอบเครื่องด้านบนสุดจะมีลำโพงสำหรับสนทนาเท่านั้น ถัดลงมาจะเป็นกล้องหน้า Infinity-O ความละเอียดสูง 32 ล้านพิกเซล

 

ด้านซ้ายจะมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดและ MicroSD Card ที่ให้มา 3 ช่องเลยทีเดียว (ซิม 2 ช่อง + MicroSD 1 ช่อง)

 

ปุ่มกดต่างๆ จะอยู่ทางฝั่งขวาครับ ไม่ว่าจะเป็นปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง และปุ่ม Power ที่สามารถสแกนลายนิ้วมือได้ด้วย

 

ที่ด้านล่างมีการให้ช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. มาด้วย ถัดไปเป็นพอร์ต USB Type-C, ไมโครโฟนตัวที่ 1 และลำโพงตัวหลัก

 

ส่วนด้านบนมีเพียงไมโครโฟนตัวที่ 2

 

และที่ด้านหลังมีกล้อง 4 เลนส์จัดเรียงในรูปแบบ L-Shape และมีไฟแฟลช LED อยู่ด้วย

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

Samsung Galaxy M51 แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฎิบัติการ Android 10 ที่ครอบทับด้วย One UI Core 2.1 ที่มีฟีเจอร์ใหม่ๆ รองรับแน่นอน

 

รองรับ Always-on-Display สุดสะดวก

ใช้หน้าจอ Super AMOLED Plus แน่นอนก็ต้องมีฟีเจอร์นี้ครับ ที่เป็นการบอกสถานะเบื้องต้นของเครื่องได้บนจอล็อกทันที ไม่ต้องกดเพื่อดู แต่ก็อาจจะเปลืองแบตเตอรี่ขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม เราก็สามารถเลือกปรับให้แสดงผลเมื่อแตะจอหรือเปิดตามเวลาที่กำหนดก็ได้เช่นกัน

 

เปลี่ยนแถบนำทางแบบเต็มจอ

ใครที่ไม่อยากใช้ปุ่มควบคุมแบบเดิมๆ รุ่นนี้ก็สามารถเปลี่ยนเป็นแถบนำทางเป็นแบบท่าทางเต็มจอได้เหมือนกัน

 

ระบบความปลอดภัยขั้นสุด

ในการสแกนลายนิ้วมือต้องบอกว่าสะดวกสบายสุดๆ ครับ เพราะอยู่ที่ข้างตัวเครื่องที่ปุ่ม Power เมื่อยกขึ้นมานิ้วโป้งที่เราลงทะเบียนไว้ที่มือขวาก็จะโดนพอดี ทำให้หยิบปุ๊บใช้งานได้ทันที

 

หรือถ้าใครไม่สะดวกก็สามารถใช้เป็นสแกนใบหน้าแทนได้ และมีความรวดเร็วไม่ต่างกัน

 

Dual Messenger ใช้แอปโซเชียลได้ 2 บัญชี

มีมาให้แทบทุกรุ่นไม่ว่าจะรุ่นเล็ก, กลาง หรือเรือธงสำหรับ Samsung ด้วยฟีเจอร์ Dual Messenger ที่สามารถโคลนแอปโซเชียลที่ 2 ได้ทันที และใช้งานแยกกันอย่างสมบูรณ์

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

มาถึงเรื่องด้านประสิทธิภาพภายในกันบ้าง Samsung Galaxy M51 ก็เลือกใช้หน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 730 Octa Core ที่ถือว่าเร็วและแรง ใช้งานทั่วไปและเล่นเกมได้ไหลลื่นแน่นอนครับ ทั้งยังมี RAM ให้ถึง 8GB สลับหรือใช้งานแอปพลิเคชั่นต่างๆ พร้อมกันได้แบบไม่มีสะดุดเลยด้วย

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 547 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,677

 

ทดสอบการเล่นเกม

ROV

การเล่นเกม ROV สามารถเปิดภาพ HD และเฟรมเรทได้ในระดับสูงสุดทั้งหมด ยกเว้นเพียงการแสดงผลที่เปิดได้ในระดับสูง โดยเมื่อลองเล่นในโหมด 5 VS 5 เฟรมเรทจัดให้แบบนิ่งๆ วิ่งที่ 59-60fps ตั้งแต่ต้นเกมหรือช่วงที่ปล่อยสกิลกันเยอะมากๆ ก็ตาม

 

PUBG Mobile

ต่อกันที่ PUBG Mobile โดยเราสามารถเปิดกราฟิกในระดับ HD และเฟรมเรทระดับสูง ซึ่งก็เล่นโหมด 100 คน ได้แบบไร้กังวลครับ การสัมผัสหน้าจอทำได้ดีและไหลลื่นมาก ซึ่งใครที่เล่นอีกเกมอย่าง Call of Duty: Mobile ก็สามารถเล่นได้ไร้ปัญหาเช่นกัน

 

แบตเตอรี่สุดอึด อยู่รอดตลอดวัน พร้อมมี Super Fast Charge 25W

Samsung Galaxy M51 ถือเป็นรุ่นที่มีแบตเตอรี่มากที่สุดของ Samsung เท่าที่เคยมีมาถึง 7000mAh ต้องบอกว่าใครที่ใช้งานทั่วไปแต่ไม่ได้เล่นทั้งวันอาจอยู่รอดแบบวันกว่าๆ เลยทีเดียว แต่ถ้าใครเล่นเกมไปด้วยก็อยู่ได้ถึงช่วงค่ำๆ หรืออาจได้ชาร์จรอบเดียวครับ

 

ด้วยความที่ให้แบตเตอรี่มาเยอะมากๆ รุ่นนี้ก็รองรับ Super Fast Charging 25W ที่ชาร์จได้เร็ว ใช้เวลาราวๆ 1 ชั่วโมง 45 นาทีก็สามารถชาร์จเต็มได้ครับ

 

กล้องถ่ายรูป

จัดเต็มเรื่องดีไซน์และประสิทธิภาพต่างๆ ไปแล้ว ส่งที่ขาดไปไม่ได้เลยคือกล้องนั่นเองครับ โดย Samsung Galaxy M51 ให้มาถึง 4 กล้องหลัง และ 1 กล้องหน้าที่ฟีเจอร์ต่างๆ ทำได้แทบไม่ต่างจากเรือธงเลยทีเดียว

 

ความละเอียดสูงสุดถึง 64 ล้านพิกเซล

ที่เลนส์หลักของ Galaxy M51 นั้นให้ความละเอียดมาถึง 64 ล้านพิกเซล ช่วยให้ภาพที่ถ่ายออกมามีความคมชัดกว่าโหมดปกติ สามารถนำไปใช้งานต่อได้ทันที และด้วยการที่มีขนาดพิกเซลเยอะ ทำให้ซูมสิ่งเล็กๆ ในภาพได้ดีขึ้นด้วย


ภาพ 64 ล้านพิกเซล / ครอป


ภาพ 64 ล้านพิกเซล / ครอป

 

AI อัจฉริยะ แยกหมวดหมู่ได้เป็นอย่างดี

ส่วนใหญ่แล้วเราก็จะใช้โหมดนี้ในการถ่ายภาพทั่วไปครับ โดยจะมีการแยกแยะหมวดหมู่ด้วย Bixby ที่จะปรับเฉดสีต่างๆ ให้เหมาะสมกับวัตถุที่เรากำลังถ่าย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์, อาหาร หรือทะเล เป็นต้น

 

ถ่ายใกล้ก็คมชัดด้วย Macro

สำหรับเลนส์ Macro ทาง Galaxy M51 ให้มาถึงความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ถือว่ามากเลยทีเดียวสำหรับเลนส์นี้ ทำให้เราถ่ายภาพได้ใกล้สูงสุดถึง 4 เซนติเมตร แถมได้ภาพที่มีความสดใส ภาพไม่แตก และเห็นรายละเอียดได้ชัดเจน

 

เบลอหลังได้เนียนๆ ด้วยโหมด Live Focus

ใครที่ชอบถ่าย Portrait ก็จะต้องใช้โหมด Live Focus ครับ เมื่อมาใช้โหมดนี้ระยะของเลนส์จะเพิ่มขึ้น โดยเราสามารถปรับระดับความเบลอได้ตั้งแต่ 0 – 7 ระดับ และเมื่อถ่ายออกมาแล้วใครอยากปรับความเบลอของฉากหลังอีกรอบก็ทำได้เช่นกัน แถมใช้งานได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังเลยด้วย

กล้องหลัง

 

กล้องหน้า

 

Ultra-Wide Angle กว้างสุด 123 องศา เห็นทุกมุมมอง

เลนส์ Ultra-Wide Angle จัดมาให้กว้างสุดๆ ถึง 123 องศาเลยทีเดียว ทำให้ไม่มีส่วนไหนของภาพที่ขาดหายไปแน่นอน ที่สำคัญเมื่อพูดถึงเลนส์ Ultra-Wide Angle ของ Samsung ต้องบอกว่าเรื่องสีสัน, เงา และความคมชัดนั้นอยู่ในเบอร์ต้นๆ ของสมาร์ทโฟนเลยทีเดียว


เลนส์หลัก / เลนส์ Ultra-Wide Angle


เลนส์หลัก / เลนส์ Ultra-Wide Angle

 

ถ่ายกลางคืนก็คมชัด

Galaxy M51 ก็มีโหมดกลางคืนให้เราได้ใช้งานครับ ซึ่งโหมด Auto และโหมดกลางคืนถ่ายออกมาได้แตกต่างกันอย่างชัดเจน ให้ความคมชัด, แสง และสีที่สว่างขึ้นทั้งภาพ

 

ช็อตเดียวได้ครบทุกฟังก์ชันด้วย Single Take

ฟีเจอร์ Single Take ที่อยู่ในเรือธงรุ่นต่างๆ ก็มีมาให้เช่นกันครับ เราสามารถกดเพียง 1 ครั้ง จากนั้นก็รอประมาณ 5-10 วินาที เราก็จะได้ทั้งภาพนิ่ง พร้อมฟิลเตอร์ต่างๆ รวมถึงวิดีโอสั้นๆ มาให้แบบไม่ต้องเปลี่ยนโหมดให้เสียเวลา แถมเราก็ยังสามารถเลือกหรือลบภาพในกลุ่มของ Single Take ได้เช่นกัน

 

เซลฟี่คมชัดถึง 32 ล้านพิกเซล

ที่กล้องหน้าให้ความละเอียดมาถึง 32 ล้านพิกเซล ทำให้การเซลฟี่นั้นได้รายละเอียดที่ครบ ดูเป็นธรรมชาติ ซึ่งสามารถปรับความบิวตี้ได้ตามใจชอบครับ

 

สรุปจุดเด่น

  • ให้แบตเตอรี่มาถึง 7000mAh พร้อมรองรับ Super Fast Charge 25W นอกจากใช้งานได้ทั้งวันแล้ว ยังชาร์จได้เร็วอีกด้วย
  • หน้าจอแสดงผลเป็นชนิด Super AMOLED Plus ให้ความคมชัดและสีสันของภาพได้ดีมากๆ ทั้งยังมีขนาดใหญ่ 6.7 นิ้วแบบเต็มตาด้วย
  • ขับเคลื่อนด้วยหน่วประมวลผล Snapdragon 730 Octa-core ใช้งานและเล่นเกมได้ไหลลื่นแน่นอน
  • กล้องหลัง 4 เลนส์คมชัดสูงสุด 64 ล้านพิกเซล พร้อมฟีเจอร์อื่นที่ครบครัน
  • กล้องหน้าคมชัดสูง 32 ล้านพิกเซล เวลฟี่ได้คมชัดและเบลอหลังได้ด้วย

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ตัวเครื่องไม่ป้องกันน้ำ

สำหรับ Samsung Galaxy M51 มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีดำและขาว โดยสนนราคาอยู่ที่ 12,990 บาท เป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ที่ Samsung Official Store Lazada

Featured

รีวิว realme 7 Pro การชาร์จที่เหนือขั้นด้วย 65W SuperDart Charge, จอคมชัดแบบ Super AMOLED พร้อมกล้อง 4 เลนส์ 64MP

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

มาแล้วสำหรับรีวิวฉบับเต็มของ realme 7 Pro สมาร์ทโฟนพลังแรงสู่การชาร์จที่เหนือขั้นด้วย 65W SuperDart Charge ควบคู่ขุมพลัง Snapdragon 720G พร้อมชูโรงด้วยกล้อง 4 เลนส์ครบทุกฟีเจอร์ ในราคาที่เข้าถึงได้สบายๆ

 

สรุปสเปค realme 7 Pro

  • ขนาดตัวเครื่อง : 160.9 × 74.3 × 8.7 มม.
  • น้ำหนัก : 182 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Super AMOLED Fullscreen ขนาด 6.4 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) อัตราส่วน 20:9 มีพื้นที่การแสดงผล 90.8% และครอบทับด้วยกระจก Corning Gorilla Glass
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 720G ความเร็ว 2.3GHz
  • GPU : Adreno 618
  • RAM : 8GB
  • ROM : 128GB
  • กล้องถ่ายรูปหลัง 4 เลนส์ แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Sony IMX682 รูรับแสง f/1.8
    • เลนส์ Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล มุมมองกว้าง 119 องศา รูรับแสง f/2.3
    • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 ระยะโฟกัส 4 เซนติเมตร
    • เลนส์ B&W Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้า In-display Selfie ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.5
  • ระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย realme UI 1.0
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.1 และพอร์ต USB Type-C
  • รองรับลำโพงคู่ Dolby Atmos + Hi-Res
  • แบตเตอรี่ความจุ 4500mAh รองรับ 65W SuperDart Charge

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

ตัวกล่องของ realme 7 Pro มาในสีเหลืองสุดโดดเด่น มีชื่อของรุ่นอย่าง 7 Pro ที่ด้านหน้า ส่วนด้านหลังจะเป็นสเปคหลักๆ แทบทั้งหมดครับ

อุปกรณ์ภายในกล่องมีดังนี้

  • ตัวเครื่อง realme 7 Pro พร้อมติดฟิล์มกันรอย
  • อะแดปเตอร์ 65W SuperDart Charge
  • สาย USB Type-C
  • เคสใสซิลิโคน
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น
  • ใบรับประกันสินค้า

 

สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็นกันเลยทีเดียวสำหรับความสวยงามด้านดีไซน์ของ realme 7 Pro ที่เน้นเฉดสีได้สวยงามด้วยกระจะแบบผิวด้าน ไม่สะท้อน เพิ่มความพรีเมี่ยมได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญตัวเครื่องผ่านกระบวนการผลิต AG ช่วยให้พื้นผิวฝาหลังคล้ายกับแผ่นซีดีอีกด้วย ซึ่งสีที่เราได้มาเป็นสีน้ำเงิน Mirror Blue ที่มีการแบ่งเฉดเป้นเส้นตรงบริเวณเลนส์กลางของเลนส์กล้องทำให้ดูสวยงามหลากหลายมิติ

 

เรื่องการจับถือต้องบอกว่าสบายมากๆ ครับ ด้วยตัวเครื่องที่น้ำหนักเบาเพียง 182 กรัมเท่านั้น แถมตัวเครื่องยังมีความโค้งมนเล็กน้อยทำให้เวลาถือเล่นเกมหรือใช้งานได้สบายสุดๆ

 

realme 7Pro ยังเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก TÜV Rheinland Smartphone Reliability ซึ่งถูกทดสอบ 22 ส่วนสำคัญ และส่วนอื่นๆ อีกถึง 38 ส่วน ที่ครอบคลุมทุกการใช้งานในชีวิตประจำวันแน่นอน

 

หน้าจอแสดงผลของ realme 7 Pro จัดเต็มด้วยสีสันที่สดใสด้วยพาเนล Super AMOLED Fullscreen มีความสว่างสูงสุด 600nits และช่วงสี 98% NTSC ที่ให้สีที่เที่ยงตรงมากที่สุด เรียกว่าสายความบันเทิงต่างๆ จะต้องชอบแน่นอน

 

ทั้งยังมีขนาดที่กว้าง 6.4 นิ้ว คมชัด Full HD+ (2400 x 1080 พิกเซล) อัตราส่วน 20:9 ทำให้การใช้งานเต็มตาครับ

 

ที่รอบเครื่องเหนือหน้าจอแสดงผลจะมีกล้องหน้า In-display Selfie ฝังในหน้าจอ ตรงกลางจะมีลำโพงสำหรับสนทนา โดยเป็นลำโพงสเตอริโอหรือลำโพงที่ 2 อีกด้วย

 

ฝั่งซ้ายตัวเครื่องมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM ทั้งหมด 2 ช่อง และมีช่อง MicroSD Card เพิ่มให้อีก 1 ช่อง ถัดลงมาเป็นปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง

 

ฝั่งขวามีเพียงปุ่ม Power เท่านั้น

 

ส่วนทางด้านบนมีไมโครโฟนตัวที่ 2

 

ด้านล่างตัวเครื่องมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม., ไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวที่ 1

 

และที่ด้านหลังมีกล้อง 4 เลนส์ แบ่งเป็นเลนส์หลัก 64MP + เลนส์ Ultra Wide Angle 8 MP + เลนส์ Macro 2MP + เลนส์ B&W Portrait 2MP พร้อมไฟแฟลช LED ซึ่งจะมีความนูนออกจากตัวเครื่องเล็กน้อย

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฏิบัติการ

realme 7 Pro แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฎิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย realme UI 1.0 ทำให้เราได้ใช้งานฟีเจอร์ต่างๆ ได้เพียบ พร้อมด้วยระบบการจัดการที่ดีขึ้นด้วย

 

หน้าตา UI : realme UI 1.0

 

มี Always on Display แสดงผลสถานะตัวเครื่องบนจอล็อก

Always on Display หรือจอแสดงผลแบบเปิดตลอด จะช่วยให้ชีวิตประจำวันของเราสะดวกยิ่งขึ้น เพราะเราสามารถดูสถานะต่างๆ ของเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นเวลา, วันที่, แบตเตอรี่คงเหลือ และการแจ้งเตือนที่แสดงเป็นไอคอนได้เพียงแค่เหลือบมองเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเปิดหน้าจอขึ้นมาให้เสียเวลา

 

ระบบเสียงสเตอริโอ Dolby Atmos & Hi-Res คุณภาพเสียงดีเยี่ยม

ใครที่เป็นสายเน้นความบันเทิงต้องบอกว่า realme 7 Pro ตอบโจทย์สุดๆ ด้วยการมีลำโพงเสียงสเตอริโอ Dolby Atmos & Hi-Res ทำให้การรับชมภาพยนตร์หรือเล่นเกมนั้นได้อรรถรสมากกว่าเดิม ที่สำคัญการแบ่งช่องเสียบซ้ายและขวาก็ทำออกมาได้เสียงดังชัดเจนมากๆ ด้วย เรียกได้ว่ารุ่นนี้ใส่ฟีเจอร์ที่มีอยู่ในเรือธงมาให้เลยทีเดียว

 

ระบบความปลอดภัยขั้นสูง

realme 7 Pro ก็ยังมีระบบความปลอดภัยในการปลดล็อกเครื่องได้ดีและรวดเร็วครับ ประกอบด้วยการสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอได้ทันที ซึ่งจากที่ทดสอบก็มีความรวดเร็วและไม่เกิดการผิดพลาด

 

ทั้งนี้ก็ยังมีการสแกนใบหน้าที่ทำได้อย่างรวดเร็วไม่แพ้กันครับ

 

ปรับแต่งไอคอนได้เองตามใจชอบ

ความพิเศษของ realme UI ที่ขาดไม่ได้เลยคือการปรับแต่งไอคอนหรือลักษณะของไอคอน โดยเราสามารถปรับเป็นรูปแบบต่างๆ ได้เอง ทั้งลักษณะวัสดุ, กรวดหิน หรือกำหนดได้เอง

 

โหมดกลางคืนก็มีให้แน่นอน

การใช้งานโหมดกลางคืนก็มีมาให้เหมือนเดิมครับสำหรับ realme 7 Pro เมื่อเราเปิดใช้งาน ระบบจะปรับเปลี่ยนพื้นหลังเป็นสีดำทั้งหมด ช่วยให้ใช้งานในที่แสงน้อยได้สบายตากว่าเดิม ที่สำคัญโหมดนี้ช่วยให้แบตเตอรี่ประหยัดขึ้นเพราะหน้าจอ Super AMOLED นั้นชอบพื้นหลังที่เป็นสีดำมากๆ เพราะไม่ต้องใช้แสงให้เปลืองพลังงาน

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

realme 7 Pro ขับเคลื่อนด้วยพลังของ Qualcomm Snapdragon 720G ความเร็ว Clock สูงสุด 2.3GHz และเล็กเพียง 8 นาโนเมตร ควบคู่ GPU อย่าง Adreno 618 ที่ต้องบอกว่าการเล่นเกมนั้นทำได้แบบสบายๆ ครับ ทั้งนี้ยังมีให้ RAM มาที่ 8GB + ROM 128GB ทำให้เราใช้งานแอปพลิเคชั่นทั่วไปทำได้ไหลลื่น และเก็บสิ่งต่างๆ ได้เยอะโดยไม่ต้องกลัวเต็ม

 

สำหรับผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ทำคะแนนได้ไปได้ที่ 286,696

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 576 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,801

 

ฟีเจอร์การเล่นเกม

ในส่วนของการเล่นเกมก็มีฟีเจอร์ Game Space มาช่วยตอบโจทย์สายเกมครับ โดยจะรวบรวมเกมทั้งหมดไว้ในที่เดียว รวมถึงการเปิดเป็นโหมดแข่งขันเพื่อรีดประสิทธิภาพเครื่องออกมาให้ได้มากที่สุด และสามารถปิดกั้นการแจ้งเตือนของแอปพลิเคชั่นและการโทรเข้าต่างๆ ได้ ทำให้เล่นได้ต่อเนื่อง เล่นแบบไม่มีอะไรกั้น!!

 

ทดสอบการเล่นเกม

ROV

การตั้งค่าของเกม ROV สามารถเปิดได้สูงสุดทั้งหมดครับ ยกเว้นในส่วนกราฟิกที่เปิดได้ในระดับสูง ซึ่งในการเล่นโหมด 5 VS 5 แน่นอนว่าเล่นได้แบบไหลลื่น เฟรมเรทวิ่งนิ่งๆ 60-61fps ตลอดทั้งเกมครับ

 

PUBG Mobile

สำหรับเกม PUBG Mobile สามารถเปิดกราฟิกในระดับ HD และเฟรมเรทสูงครับ ซึ่งก็เล่นได้แบบลื่นๆ หน้าจอแสดงผลสัมผัสไปตามนิ้วในระดับที่ดีมาก

 

Call of Duty: Mobile

และสุดท้ายกับเกมแนว Battle Royale อีกเกมอย่าง Call of Duty: Mobile สามารถเลือกเปิดได้ 2 แบบ ได้แก่ กราฟิก Very High และเฟรมเรท Very High หรือ กราฟิก High และเฟรมเรท Max ซึ่งเราลองใช้แบบที่ 2 ครับเพื่อเน้นความลื่นเป็นหลัก ต้องบอกเลยว่าความไหลลื่นของภาพนั้นเพิ่มขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดมากๆ หรือถ้าใครอยากเน้นความสวยด้วยก็สามารถปรับแบบที่ 1 ได้เช่นกัน

 

ชาร์จเร็วเหนือขั้นของแท้ด้วยเทคโนโลยี 65W SuperDart Charge

จัดมาให้แบบไม่ต้องรอคอยระหว่างชาร์จเลยทีเดียวสำหรับ realme 7 Pro ที่ให้เทคโนโลยี 65W SuperDart Charge มาให้ ต้องบอกว่าชาร์จได้เร็วกว่าที่คิดครับ เราเริ่มชาร์จตอนแบตเตอรี่ราว 26% ผ่านไปประมาณ 10 นาที ได้มาแล้ว 60% จากนั้นก็เต็ม 100% ในเวลารวมทั้งหมดแค่ 34 นาทีครับ แต่ถ้าใครชาร์จตอนแบตเหลือ 0% น่าจะใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ชาร์จเร็วขนาดนี้ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องคาวมปลอดภัยครับ เพราะ 65W SuperDart Charge มีการควบคุมและระบายความร้อนป้องกันอุณหภูมิสูงเกินไป ทั้งยังใช้แบตเตอรี่แบบ Dual 3C Cells ที่แบ่งแบตเตอรี่เป็น 2250 mAh 2 ก้อน รวม 4500 mAh และชาร์จด้วยกระแสไฟ 6.5A

 

นอกจากนี้ ใครที่เล่นเกมบ่อยๆ ก็สามารถชาร์จไปด้วยเล่นไปด้วยได้เหมือนกัน เพราะรุ่นนี้มีระบบความปลอดภัยตั้งแต่ในตัวอะแดปเตอร์ถึงตัวแบตเตอรี่ พร้อมเซ็นเซอร์ตรวจจับความร้อนถึง 10 จุดในตัว ซึ่งความเร็วในการชาร์จจะอยู่ที่ชาร์จ 30 นาทีได้มา 43% เลยทีเดียว

 

กล้องถ่ายรูป

ไม่ใช่แค่เรื่องสเปคด้านขุมพลังและชาร์จเร็วเหนือขั้นเท่านั้น แต่ realme 7 Pro ยังจัดเต็มเรื่องกล้อง จัดให้เต็มๆ ครบทุกฟีเจอร์แน่นอน จะมีอะไรบ้างมาดูกันเลยครับ

คมชัดสูงสุด Ultra Clear 64 ล้านพิกเซล

realme 7 Pro ให้เลนส์หลักความละเอียดสูงถึง 64 ล้านพิกเซล ใครที่ต้องการความคมชัดเป็นพิเศษก็ใช้โหมดนี้ได้เลย ซึ่งจะให้รายละเอียดสูงกว่าโหมดปกติเยอะเลยทีเดียว เห็นสิ่งเล็กๆ ในรูปภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

 

AI ถ่ายได้อัจฉริยะ

นอกจากโหมด 64MP แล้ว ในโหมดปกติก็ถ่ายได้ที่ 12MP แต่เป็นการรวม 4 พิกเซล เป็น 1 พิกเซล ทำให้ได้รายละเอียดของแสงและเงาที่ดีขึ้น และภาพที่ที่แสงน้อยก็มีความสว่างเพิ่มขึ้นเล็กน้อยด้วย ที่สำคัญก็ยังมีการปรับแต่งสีสันตามวัตถุที่ตรวจจับได้

 

ถ่าย Portrait สวยงาม บิวตี้อย่างธรรมชาติทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง

ความสวยงามของการถ่าย Portrait ในรุ่นนี้ก็ยังทำได้อย่างสวยงามตามสไตล์ของ realme เช่นเคยครับ สามารถตัดขอบพร้อมเบลอฉากหลังได้เนียน ใบหน้าและผิวพรรณก็มีความบิวตี้อย่างเป็นธรรมชาติ

กล้องหลัง

 

กล้องหน้า

 

นอกจากนี้ ด้วยเลนส์อย่าง B&W Portrait ทำให้เราถ่ายฟิลเตอร์พิเศษได้ด้วย โดยจะอยู่ในตัวเลือก O6 ในหมวดรูปคนครับ

ฟิลเตอร์ O6 ด้วยเลนส์ B&W Portrait

 

ฟิลเตอร์อื่นๆ

 

มุมมองกว้างสุดด้วยเลนส์ Ultra Wide Angle 119 องศา

เลนส์ Ultra Wide Angle ก็มีมาให้แน่นอนครับ เราสามารถถ่ายมุมมองกว้างได้ถึง 119 องศา ได้บรรยากาศที่ครบครัน ใครที่ชอบถ่ายวิวทิวทัศน์ต่างๆ จะต้องชอบแน่นอน เพราะสีสันต่างๆ ยังสดใสอีกด้วย


เลนส์หลัก / เลนส์ Ultra Wide Angle

 

Macro ถ่ายใกล้สุดถึง 4 เซนติเมตร

เลนส์ Macro ช่วยให้เราถ่ายวัตถุได้ใกล้สูงสุดถึง 4 เซนติเมตร ซึ่งเป็นระยะที่ดวงตาของเรามองไม่เห็นแล้ว ส่วนเรื่องของการโฟกัสก็ทำได้รวดเร็วครับ

 

เปลี่ยนกลางคืนให้สว่างและคมชัดด้วย Nightscape

realme 7 Pro ช่วยให้ถ่ายภาพในที่แสงน้อยหรือในตอนกลางคืนได้อย่างสวยงามด้วย Nightscape ที่ให้ความคมชัด เพิ่มรายละเอียดในภาพดีขึ้น และ Noise ก็แทบไม่มีครับ ทั้งยังใช้งานได้ทั้งเลนส์หลักและเลนส์ Ultra-Wide Angle


Auto Mode / Nightscape Mode

 

ทั้งนี้ หากใครที่อยากปรับการตั้งค่าทั้ง ISO, ความเร็วชัตเตอร์, ไวท์บาลานซ์ และระยะโฟกัส ก็สามารถทำได้ด้วย Pro Nightscape Mode

 

ยังไม่หมดเท่านี้เพราะก็ยังมี Starry Mode เพื่อใช้ในการถ่ายดวงดาวบนท้องฟ้าได้อย่างสวยงาม แต่ก็ต้องใช้ขาตั้งเพื่อรอเวลาประมวลผลประมาณ 4 นาที และแนะนำให้ใช้งานในวันที่ฟ้าเปิดครับ

 

สุดท้ายในฟีเจอร์ของ Nightscape ก็มี Special Night Filters ที่เป็นฟิลเตอร์ที่เหมาะสำหรับการถ่ายตอนกลางคืน ได้แก่ สีทองทันสมัย, ไซเบอร์พังก์ และฟลามิงโก

 

กล้องหน้า AI Beauty ถ่ายสวยเป็นธรรมชาติ

ผ่านกล้องหลังไปแล้ว กล้องหน้าที่นอกจากจะถ่าย Portrait เบลอฉากหลังได้แล้ว การถ่ายโหมดปกติก็ทำได้อย่างสวยงามครับ เห็นบรรยากาศด้านหลังได้ชัดเจน แถมตั้งค่า AI Beauty ปรับผิวเนียนได้ตามใจชอบด้วย

 

เซลฟี่ที่แสงน้อยไม่ต้องกลัวด้วย Nightscape Selfie

ในโหมด Nightscape ก็สามารถใช้งานที่กล้องหน้าได้เช่นกันครับ จุดที่มีแสงน้อยหรือถ่ายในตอนกลางคืนก็เปิดโหมดนี้ช่วยได้เลยครับ


โหมดปกติ / โหมด Nightscape Selfie

 

มาถึงการถ่ายวิดีโอกันบ้างครับ รุ่นนี้มีฟีเจอร์ Ultra Nightscape Video เพื่อช่วยให้การถ่ายวิดีโอตอนกลางคืนได้คมชัดและมีสีสันที่สดใหม่พร้อมความสว่างมากขึ้นด้วย

 

ทั้งนี้ยังมี AI Color Portrait ถ่ายวิดีโอให้มีมิติยิ่งขึ้น ที่มีตัวเลือกให้ระบบตรวจจับเฉพาะสีแดง, น้ำเงิน, เขียว หรือจะแสดงสีเฉพาะตัวบุคคลก็ยังได้ โดยฉากหลังจะเป็นขาว-ดำทั้งหมด

 

สรุปจุดเด่น

  • เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก TÜV Rheinland ในด้านการใช้งานในชีวิตประจำวัน
  • มีเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 65W SuperDart Charge ชาร์จได้เต็ม 100% ใน 34 นาที
  • กล้องหลัง 4 เลนส์ มีให้ครบทุกฟีเจอร์ ถ่ายได้อย่างสนุกไม่มีเบื่อแน่นอน
  • กล้องหน้า In-display Selfie คมชัดสูงสุด 32 ล้านพิกเซล พร้อม AI Beauty
  • ขุมพลัง Qualcomm Snapdragon 720G ทำให้ใช้งานได้อย่างไหลลื่นในทุกจังหวะ
  • หน้าจอสวยงามด้วย Super AMOLED Fullscreen กว้างถึง 6.4 นิ้ว ใช้งานได้เต็มตา

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ตัวเครื่องไม่ป้องกันน้ำ
  • ไม่มีหูฟังในกล่อง

realme 7 Pro มีราคาราคาอยู่ที่ 10,990 บาท โดยวางจำหน่ายแล้วในวันนี้ครับ

อ่านต่อ...

Featured

รีวิว Vivo V20 Pro 5G สมาร์ตโฟน 5G บางสุดในโลก ดีไซน์โดดเด่น กล้องหน้าคมชัด 44MP โฟกัสไม่มีหลุด พร้อมฟีเจอร์แบบจัดเต็ม

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

รีวิว Vivo V20 Pro 5G กล้องสุดปัง! โฟกัสไม่มีหลุดด้วยกล้องหน้า 44MP Eye Autofocus จัดเต็มด้านดีไซน์ด้วยการเป็นสมาร์ทโฟน 5G ที่บางสุดในโลก พร้อมใช้งานได้เร็วแรงด้วยขุมพลัง Snapdragon 765G 5G

 

สรุปสเปค Vivo V20 Pro 5G

  • ขนาดตัวเครื่อง : 158.82 × 74.2 × 7.39 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 170 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Super AMOLED กว้าง 6.44 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) อัตราส่วน 20:9, NTSC 98.5% รองรับ HDR10
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 765G 5G Octa Core
  • RAM 8 GB
  • ROM 128/256 GB
  • ระบบปฎิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย Funtouch OS 11
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 3 เลนส์แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.89
    • เลนส์ Super Wide-Angle 120 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ Mono ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้าคู่ 2 เลนส์แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 44 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0
    • เลนส์ Super Wide-Angle 105 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.28
  • รองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ซิม
  • รอบรับเครือข่าย 5G ตั้งแต่แกะกล่อง
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 2.4G + 5G, Bluetooth 5.1 และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 4000mAh รองรับ 33W Vivo FlashCharge 2.0

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

เล่นเฉดตั้งแต่ตัวกล่องสำหรับ Vivo V20 Pro 5G ที่มีความวิบวับเป็นรูปตัว “V” สีฟ้าอย่างชัดเจนเมื่อกระทบแสงในมุมต่างๆ พร้อมด้วยชื่อรุ่น V20 Pro เด่นๆ ตรงกลาง ขณะที่ด้านหลังกล่องก็มีฟีเจอร์สำคัญต่างๆ ได้แก่ 44MP Eye Autofocus, Ultra Sleek Matte Glass, 64MP Night Camera และ Qualcomm Snapdragon 765G 5G

อุปกรณ์ต่างๆ ภายในกล่องมีดังนี้

  • ตัวเครื่อง Vivo V20 Pro 5G พร้อมฟิล์มกันรอย
  • อะแดปเตอร์
  • สาย USB Type-C
  • หูฟัง
  • เคสโทรศัพท์
  • อุปกรณ์แปลงพอร์ต USB Type-C เป็น 3.5 มม.
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้นและการรับประกันสินค้า

 

ดีไซน์สวยงาม บางสุดในโลกของสมาร์ตโฟน 5G

Vivo V20 Pro 5G ถูกขนานนามว่าเป็นสมาร์ตโฟนที่รองรับ 5G ที่บางที่สุดในโลก ณ ตอนนี้ เมื่อเทียบกับรุ่นอื่น ทำให้การจับถือมีความถนัดมือมากขึ้น น้ำหนักเบา และใช้งานได้แบบสบายตลอดวันโดยไม่รู้สึกเมื่อยเวลาใช้งานไปนานๆ

 

เท่านั้นไม่พอ Vivo V20 Pro 5G ยังมีสีสันที่โดดเด่นด้วยการใช้วัสดุกระจกแบบด้าน เล่นเฉดสีอย่างสวยงาม โดยสีที่เราได้มาเป็นสี Sunset Melody ที่ให้โทนเรื่องความสดใสแบบชัดเจน ไล่สีม่วงไปสีฟ้าได้เป็นระดับ และเล่นแสงกับมุมต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ใครที่ถือไปไหนจะต้องมีโดนเหลียวมองกันบ้าง

 

หน้าจอแสดงผลของ Vivo V20 Pro 5G มาแบบรอยบากขนาดเล็ก ชูโรงด้วยความสดใสด้วยชนิด Super AMOLED พร้อมการแสดงผลสี NTSC 98.5% ใครที่ชอบรับชมวิดีโอหรือภาพยนตร์ต่างๆ ต้องบอกว่าจะต้องหลงรักแน่นอน

 

นอกจากสีสันแบบจัดเต็มแล้ว ขนาดหน้าจอก็เป็นส่วนสำคัญในการรับชมความบันเทิงต่างๆ โดยรุ่นนี้มาพร้อมขนาด 6.44 นิ้ว ความคมชัดระดับ Full HD+ ทำให้ชมสิ่งต่างๆ หรือจะเล่นเกมก็ทำได้แบบเต็มตาแน่นอน

 

ส่วนบนของหน้าจอจะมีรอยบากที่ฝังกล้องหน้าไว้ 2 เลนส์ ความละเอียด 44 + 8 ล้านพิกเซล โดยมีลำโพงที่อยู่เหนือขึ้นไปเล็กน้อย

 

ฝั่งขวาตัวเครื่องจะมีทั้งปุ่มเพิ่มและลดเสียง ถัดลงมาจะเป็นปุ่ม Power

 

ด้านล่างของตัวเครื่องจะมีช่องใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ช่องแบบพลิกหน้า-หลัง ถัดไปทางขวาจะเป็นไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวหลัก

 

ส่วนด้านบนจะมีเพียงไมโครโฟนตัวที่ 2 สำหรับตัดเสียงรบกวนเท่านั้น

 

และสุดท้ายที่ด้านหลังจะมีกล้องหลัง 3 เลนส์ โดยมีเลนส์หลัก 64MP โดเด่นด้านบนสุด ส่วนอีก 2 เลนส์ด้านล่างจะเป็นเลนส์ Super Wide Angle และเลนส์ Mono ถัดลงมานอกโมดูลกล้องจะมีไฟแฟลช LED มาให้

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

Vivo V20 Pro 5G แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 10 ที่ครอบทับด้วย Funtouch OS 11 ซึ่งแน่นอนว่าจะมีฟีเจอร์มาให้ลองเล่นเพียบ

 

หน้าตา UI : Funtouch OS 11

 

รองรับ 5G ตั้งแต่แกะกล่อง

ความพิเศษของ Vivo V20 Pro 5G นั้นเริ่มตั้งแต่การใช้สัญญาณบนเครือข่าย 5G กันเลยครับ ทำให้เราสัมผัสถึงความเร็วแรงจากการใช้งานได้แน่นอน แถมไม่ต้องรออัปเดทเฟิร์มแวร์ให้ยุ่งยากด้วย

 

ธีมและวอลเปเปอร์ให้เลือกเพียบ

นอกจากที่ตัวเครื่องยังมีสีสันที่โดดเด่นแล้ว วอลเปเปอร์และธีมภายในเครื่องก็มีให้เราเลือกมากมายเช่นกัน ซึ่งแต่ละแบบต้องบอกเลยว่าสวยงามทั้งหมด

 

แสดงสถานะด้วย Always-on-Display

เป็นฟีเจอร์เฉพาะในรุ่นที่มีหน้าจอ AMOLED เท่านั้นครับ เมื่อเราล็อกหน้าจอและเปิดฟีเจอร์นี้เอาไว้ ทำให้เราไม่จำเป็นต้องสัมผัสเครื่องเพื่อดูเวลาหรือการแจ้งเตือนต่างๆ เลย เพราะทั้งหมดจะปรากฏขึ้นทันทีที่ล็อกหน้าจอครับ

ทั้งนี้ เรายังสามารถปรับแต่งความสาวยงามของฟีเจอร์ Always-on Display ได้ด้วยตามความชอบ

 

ระบบความปลอดภัยก็มีให้ครบ

Vivo V20 Pro 5G มาพร้อมระบบความปลอดภัยขั้นสูงด้วยการสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ มีความเสถียรและความเร็วเร็วอย่างมาก

นอกจากนี้ ก็ยังมีเทคโนโลยีสแกนใบหน้ามาให้ใช้งานกันเช่นเคย

 

โหมดมืดใช้งานง่าย ครอบคลุมหลายแอปพลิเคชั่น

ใครที่ชอบเล่นสมาร์ตโฟนในตอนกลางคืน ก็สามารถเปิดโหมดมืดเพื่อใช้งานได้สบายตามากขึ้น ที่สำคัญโหมดมืดยังช่วยให้ Vivo V20 Pro 5G กินพลังงานน้อยลง ทำให้แบตเตอรี่หมดช้าลงอีกด้วย

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

จัดมาให้ด้วยความแรงดั่งเรือธงสำหรับ Vivo V20 Pro 5G ผ่านขุมพลัง Qualcomm Snapdragon 765G 5G ที่ถือเป็นเรือธงของชิปเซ็ตระดับกลางกันเลยทีเดียว ในเรื่องของการใช้งานทั่วไปหรือจะเล่นเกมทำได้แบบไหลลื่นแน่นอน

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 627 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,930

 

Ultra Game Mode ผู้ช่วยในการเล่นเกม

Ultra Game Mode ผู้ช่วยในการเล่นเกมเเพื่อให้ทำงานได้แบบไม่มีสะดุดก็สามารถปรับให้ระบบเล่นเกมได้แบบต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการปิดแจ้งเตือนแอปต่างๆ หรือการโทรเข้า ซึ่งในโหมดนี้ยังรองรับโหมด E-Sport ที่ช่วยความไหลลื่น เอฟเฟ็กต์ และอัตราเฟรมเรทให้คงที่มากขึ้น

 

ทดสอบการเล่นเกม

ROV

Vivo V20 Pro 5G สามารถเปิด ROV ได้สูงสุดทั้งหมด ยกเว้นเพียงการแสดงผลในระดับสูงเท่านั้น โดยทดสอบในโหมด 5 VS 5 ก็เล่นได้แบบไหลลื่นขึ้นสุด เฟรมเรทวิ่งคงที่มาก ประมาณ 59-61fps ตลอดทั้งเกมครับ

 

PUBG Mobile

มาถึงเกม PUBG Mobile ยอดฮิตก็สามารถเปิดกราฟิกได้ใน HDR HD พร้อมเฟรมเรทระดับ Ultra ซึ่งเราก็เล่นในโหมด Battle Royal 100 คน ได้แบบสบายๆ จอสัมผัสไหลลื่นและการกดก็ตอบสนองได้ดีครับ

 

V4

สำหรับเกมแนว MMORPG อย่าง V4 เครื่องนี้ก็เล่นได้อย่างไหลลื่นครับ แถมเปิดภาพระดับสูงสุดได้ทั้งหมด หน้าจอสัมผัสได้ไหลลื่นเป็นอย่างดี และกราฟิกในเกมก็สวยงามและคมชัดมากๆ

 

แบตเตอรี่อึดพร้อมชาร์จไว 33W Vivo FlashCharge 2.0

Vivo V20 Pro 5G จัดแบตเตอรี่ความจุมาให้ 4000mAh ซึ่งการใช้งานทั่วไป เช่น เล่นโซเชียลทั่วไปหรือดูวิดีโอระหว่างวันก็ใช้งานได้ตลอดวันครับ แต่ถ้าใครเน้นเล่นเกมก็อาจได้ชาร์จกันสักรอบครับ อย่างไรก็ตาม Vivo V20 Pro 5G ยังมาพร้อมเทคโนโลยี 33W Vivo FlashCharge 2.0 ซึ่งเราลองชาร์จจาก 23% ไปถึง 100% ในเวลาเพียงประมาณ 1 ชั่วโมง 10 นาทีเท่านั้น

 

กล้องถ่ายรูป

ฟีเจอร์ต่างๆ มีมาให้มากมายแล้วสำหรับ Vivo V20 Pro 5G รุ่นนี้ เรื่องของกล้องก็มีฟีเจอร์ให้มาเพียบเช่นกัน ต้องบอกเลยว่าความสามารถพิเศษรุ่นนี้มีระบบ Eye Autofocus ที่โฟกัสใบหน้าของเราได้แบบไม่มีหลุดแน่นอน ทั้งยังมีฟีเจอร์ต่างๆ ให้เพียบตามด้านล่างนี้เลยครับ

 

AI ฉลาดล้ำ ระบุฉากได้อย่างแม่นยำ

ความฉลาดของ Vivo V20 Pro 5G ยังคงมาในระดับสูง ด้วยการระบุฉากของวัตถุได้อย่างแม่นยำ พร้อมกับปรับเฉดสีให้เหมาะสมกับวัตถุนั้นๆ อย่างธรรมชาติโดยที่เราไม่ต้องทำอะไรยกเว้นแค่การกดชัตเตอร์

 

AI ตัดแต่งรูปภาพเปลี่ยนฉากได้ชาญฉลาด

หนึ่งในฟีเจอร์ที่ถือว่าจัดเต็มสุดๆ คือฟีเจอร์นี้ที่ไม่ว่ารูปไหนก็ที่เราถ่ายมา เมื่อเข้ามาแก้ไขในอัลบั้มภาพ ระบบจะเรียนรู้และแยกแยะวัตถุต่างๆ ให้เราทันที เช่น ท้องฟ้า, รถยนต์, บุคคล หรือสิ่งปลูกสร้าง เป็นต้น ซึ่งถ้าเราเลือกท้องฟ้า เราก็สามารถเปลี่ยนภาพท้องฟ้าได้แบบอิสระ โดยไม่กระทบกับส่วนประกอบอื่นในภาพนั้น เรียกว่าสามารถเปลี่ยนคนให้ไปอยู่ในไหนในโลกก็ได้ หรือเปลี่ยนท้องฟ้ามืดๆ ให้กลับมาสว่างได้แบบเนียนเลยทีเดียว

 

คมชัดสูงถึง 64 ล้านพิกเซล

ในเลนส์หลักของ Vivo V20 Pro 5G ก็ยังมาพร้อมความละเอียดสูงสุดถึง 64 ล้านพิกเซล ทำให้เราได้ภาพที่มีความคมชัดสูง เห็นรายละเอียดภายในภาพได้ดีกว่าเดิม ทั้งยังทำไปใช้งานด้านอื่นต่อได้อีกด้วย

 

ถ่ายได้กว้างสะใจถึง 120 องศาด้วยเลนส์ Super Wide-Angle

หนึ่งใน 3 เลนส์ของกล้องหลังรุ่นนี้เป็นเลนส์ Super Wide-Angle มุมมองกว้างสุดถึง 120 องศา ช่วยให้เก็บภาพบรรยากาศรอบตัวได้ครบทุกมุม สีสันมีเฉดสดใส เห็นได้กว้างกว่าเลนส์หลักอย่างชัดเจนครับ อะไรที่เก็บไม่ครบก็เก็บได้ประโยชน์จากเลนส์นี้แน่นอน


เลนส์หลัก / เลนส์ Super Wide-Angle

 

เบลอเป็นธรรมชาติด้วย Portrait Mode พร้อมฟีเจอร์ Eye Autofocus

Vivo V20 Pro 5G จัดเต็มด้วยฟีเจอร์ของการถ่ายบุคคลหรือ Portrait ช่วยให้การถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยเราสามารถปรับความเบลอของพื้นหลังได้ตั้งแต่ F0.95 – F16 (ยิ่งน้อยยิ่งเบลอ)

กล้องหลัง

 

กล้องหน้า

 

รวมถึงการเปลี่ยนลักษณะโบเก้ฉากหลังเป็นในลักษณะต่างๆ ได้ด้วย ได้แก่ แวดวง, หัวใจ, สามเหลี่ยม, ดาว และห้าเหลี่ยม

 

ถ่ายรูปอย่างมีสไตล์ด้วย Multi-style 3.0

ฟีเจอร์ดังกล่าวจะเป็นคล้ายกับฟิลเตอร์ แต่จะเป็นการเล่นเฉดสให้เหมาะสมกับสภาวะต่างๆ ของการถ่ายรูป โดยจะมีให้เลือกหลายแบบ เช่น ธรรมชาติ, วินเทจ, แฟชั่น, สไตล์ญี่ปุ่น, ขาวดำ, เปียก และเหลือเงิน เป็นต้น

 

เอฟเฟ็กต์แสงภาพบุคคล Portrait Light Effect

Vivo V20 Pro 5G มีลูกเล่นในการถ่ายภาพบุคคลด้วยเอฟเฟ็กที่มีให้เลือกเพิ่มความโดดเด่นได้ถึง 5 แบบ ได้แก่ ไฟสตูดิโอ, ไฟสเตอริโอ, ลูปไลท์, แสงรุ้ง และภาพพื้นหลังสีขาวดำ

 

ลูกเล่นใหม่ไฉไลกว่าเดิมด้วยการรับแสงสองเท่า

ฟีเจอร์การรับแสงสองเท่าน่าจะเป็นฟีเจอร์ที่ช่างภาพน่าจะชอบมากที่สุดครับ เพราะเป็นลูกเล่นคล้ายกับการถ่ายแบบ Double Exposure ด้วยกล้องโปรเลยทีเดียว โดยจะมี 2 แบบด้วยกัน ได้แก่ การรับแสงด้านหน้า/ด้านหลัง ที่จะรับแสงจากกล้องหน้า-หลังไปพร้อมกัน (ไม่สามารถสลับกล้องหน้า-หลังได้) ทำให้ภาพออกมาซ้อนกันอย่างสวยงามเพียงแค่ชัตเตอร์ครั้งเดียว

 

ส่วนอีกแบบจะเป็นการรับแสงสองครั้ง ที่ให้เราถ่ายภาพ 2 ภาพแบบซ้อนกันอย่างสวยงาม ซึ่งตรงนี้จะต้องกดชัตเตอร์ 2 ครั้ง จะใช้กล้องหน้า + กล้องหน้า, กล้องหน้า + กล้องหลัง หรือกล้องหลัง + กล้องหลัง ก็ได้ทั้งหมดครับ อยู่กับมุมมองของแต่ละคนเลย

 

Super Night Mode ถ่ายกลางคืนได้สวยงาม ไร้ Noise

โหมดถ่ายภาพกลางคืนของ Vivo V20 Pro 5G ให้ความสว่างมากขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับโหมดปกติครับ ซึ่งให้ความคมชัดและสีสันที่ดี ไม่มีภาพแตกแน่นอนครับ ที่สำคัญเรื่องของจุดรบกวนหรือ Noise ก็แทบไม่มี และใช้งานโหมดนี้ได้ทั้งเลนส์ปกติและเลนส์ Super Wide Angle ด้วย


Auto Mode / Super Night Mode


Auto Mode / Super Night Mode

 

นอกจากนี้ ก็ยังมี Night Filter ที่เพิ่มความหลากหลายให้หารถ่ายกลางคืนดูมีสีสันขึ้นครับ โดยจะมีให้เลือก 4 สไตล์ ได้แก่ ดำและทอง, น้ำแข็งสีฟ้า, ส้มเขียว และไซเบอร์พังก์


ดำและทอง


ไซเบอร์พังก์

น้ำแข็งสีฟ้า


ส้มเขียว

 

ถ่ายได้ใกล้ๆ คมชัดด้วยโหมด Macro

ในโหมดนี้ได้ใช้ประโยชน์จากเลนส์ Super Wide Angle ครับ โดยจะมีความคมชัดกว่าเลนส์ Macro ที่แยกออกมาเดี่ยวๆ โดยเราถ่ายภาพระยะใกล้ได้ถึง 4 ซม.เลยทีเดียว

 

ถ่ายหน้าสวยคมชัด 44MP

กล้องผ่านไป เรื่องกล้องหน้าก็จัดเต็มไม่แพ้กันครับ ด้วยความละเอียดสูงถึง 44 ล้านพิกเซล (ต้องใช้โหมดความละเอียดสูง) ช่วยให้เซลฟี่ได้อย่างคมชัด ทั้งยังปรับความสวยงามบนใบหน้าได้หลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็นผิวนวล, โทนสีผิว, ปรับขาว, หน้าบาง, รูปหน้า, ตาโต, จมูก และมีอีกเพียบ

 

กล้องหน้า Super Wide-Angle กว้างแค่ก็ไหนเก็บได้ครบ

ไม่ได้มาแค่เลนส์หลักเลนส์เดียวเท่านั้น แต่กล้องหน้ายังมีเลนส์ Super Wide-Angle มาให้เหมือนกัน ทำให้เราเซลฟี่ได้มุมมองที่ครบ อยากถ่ายบรรยากาศแบบไหนก็เก็บได้เต็มๆ


เลนส์หลัก / เลนส์ Super Wide-Angle

 

Super Night Selfie ควบคู่ Selfie Softlight Band เซลฟี่ยามที่แสงน้อยก็ไม่ต้องกลัว

เรื่องของการเซลฟี่ตอนกลางคืนไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวแล้วครับ เพราะรุ่นนี้มาพร้อม Super Night Selfie ช่วยให้เราใช้โหมดกลางคืนถ่ายเซลฟี่ได้แบบงามและไม่เบลอ ภาพที่ได้ให้ทั้งใบหน้าสวยงามและฉากหลังที่เห็นได้ชัดเจนเลยทีเดียว ทั้งยังมี Selfie Softlight Band ที่เปิดแสงอ่อนๆ เพื่อให้ได้ภาพที่ออกมาได้ธรรมชาติ


โหมดปกติ / Selfie Softlight Band

 

นอกจากนี้ ในการถ่ายวิดีโอ Vivo V20 Pro 5G ก็มีอีกหลายฟีเจอร์ให้ลองใช้งานกัน ดังนี้

  • ติดตามการโฟกัสขณะบันทึก : ฟีเจอร์ช่วยให้ใบหน้าของเราคมชัดและไม่เบลอจากการถ่ายวิดีโอต่างๆ ไม่ว่าจะขยับไปทางไหนก็ไม่มีหลุดเฟรมแน่นอน

 

  • Dual View : ฟีเจอร์นี้จะเป็นการถ่ายวิดีโอกล้องหลังพร้อมกับกล้องหน้า ซึ่งจะได้เป็นวิดีโอออกมา 1 คลิปตามที่เราถ่ายเลย

 

  • Art Portrait Video (อวตารภาพยนตร์) : เป็นการใช้เอฟเฟ็กต์ร่วมกับวิดีโอครับ โดยจะมี 2 แบบ ได้แก่ โมโนที่จะเปลี่ยนฉากหลังเป็นสีขาวดำ และโบเก้ที่จะเบลอฉากหลังให้เราตอนถ่ายคลิปครับ

 

สรุปจุดเด่น

  • ดีไซน์โดดเด่น สีสันจัดเต็ม และเป็นสมาร์ทโฟน 5G บางสุดในโลก
  • กล้องหน้าคามชัดสูง 44MP พร้อมโหมดติดตามโฟกัสดวงตา ถ่ายภาพนิ่งหรือวิดีโอก็ไม่มีเบลอ
  • กล้องหลัง 4 เลนส์ 64MP ครบทุกฟังก์ชัน พร้อมความฟีเจอร์แปลกใหม่ที่มีแค่ใน Vivo V20 Pro 5G
  • หน่วยประมวลผล Snapdragon 765G 5G ใช้งานทั่วไปหรือเล่นเกมก็ไม่มีสะดุดแน่นอน
  • รองรับเครือข่าย 5G ตั้งแต่แกะกล่อง
  • แบตเตอรี่ 4000mAh พร้อมรองรับ 33W vivo FlashCharge 2.0 ชาร์จได้อย่างรวดเร็ว

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ตัวเครื่องไม่กันน้ำ
อ่านต่อ...

Smart Review

รีวิว Samsung Galaxy Watch3 LTE (45mm) สมาร์ทวอทช์ที่ก้าวล้ำไปอีกขั้น พร้อมวัดผลด้านสุขภาพอย่างแม่นยำ

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

รีวิว Samsung Galaxy Watch3 LTE (45mm) สมาร์ทวอทช์สุดล้ำที่เน้นด้านการทำงานสุขภาพ ตรวจจับได้แม่นยำ พร้อมฟีเจอร์ที่ใช้งานได้อย่างสะดวกในชีวิตประจำวัน

 

สเปค Samsung Galaxy Watch3 LTE (45mm)

  • ขนาดรอบตัวเครื่อง 45 x 46.2 x 11.1 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก 53.8 กรัม (เฉพาะตัวเรือน ไม่รวมสาย)
  • หน้าจอแสดงผล Super AMOLED ขนาด 1.4 นิ้ว ความละเอียด 360 x 360 พิกเซล ครอบทับด้วยกระจก Corning Gorilla Glass DX
  • หน่วยประมวลผล Exynos 9110 Dual Core ความเร็ว 1.15GHz
  • RAM 1GB
  • ROM 8GB
  • การเชื่อมต่อ : Bluetooth 5.0, Wi-Fi b/g/n, LTE, NFC, A-GPS/GLONASS/Beidou/Galileo
  • ระบบปฏิบัติการ Tizen บนพื้นฐาน Wearable OS 5.5 (One UI Watch 2.0)
  • แบตเตอรี่ความจุ 340 mAh
  • มีมาตรฐานกันน้ำลึก 50 เมตร แบบ 5ATM + IP68

 

ดีไซน์ของ Samsung Galaxy Watch3 ทำออกมาได้ดูพรีเมี่ยมมากขึ้นครับ ตัววัสดุใช้เป็น Stainless Steel ทำให้มีความแข็งอย่างและสวยงาม โดยสีที่เราได้มาเป็นสีเงิน Mystic Silver

 

ทั้งนี้ Samsung Galaxy Watch3 ยังมีความบางและบางลงกว่าเดิมถึง 15% ซึ่งรุ่น 45 มม. เหมาะสมพอดีกับผู้ชายที่มีข้อมือค่อนข้างใหญ่ครับ

 

สำหรับมาตรฐานกันน้ำรุ่นนี้ยังคงมาในรูปแบบเดิม คือ 5ATM ความลึก 50 เมตร และ IP68 ความลึกไม่เกิน 1.5 เมตรเป็นเวลา 30 นาที และไม่แนะนำให้ใช้ในน้ำทะเลครับ

 

นอกจากตัวเรือนแล้ว ด้านสายหนังของนาฬิกาก็เป็นหนังแท้ ใส่ได้สะดวกมากขึ้น และดูธรรมชาติเวลาใส่

 

ด้านหน้าจอแสดงผล Samsung Galaxy Watch3 มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น อยู่ที่ 1.4 นิ้ว หรือ 45 มม. ทั้งยังมีความคมชัดด้วยชนิด Super AMOLED สามารถสู้กับแสงแดดภายนอกได้เป็นอย่างดี และมีความละเอียดที่ 360 x 360 พิกเซล

 

นอกจากจะใช้การสัมผัสหน้าจอแล้ว ที่ขอบด้านข้างสมาร์ทวอทช์รุ่นนี้ได้กลับมาใช้แบบหมุน ทำให้ไม่มีลั่นแน่นอนเวลาเคลื่อนไหวต่างๆ

 

ตัวเรือนฝั่งขวา จะมีปุ่มย้อนกลับด้านบน และปุ่มล่างเป็นปุ่ม Home

 

ด้านบนมีมีเซ็นเซอร์วัดความดัน

 

ด้านซ้ายตัวเรือนจะมีลำโพงเพื่อใช้ในการสนทนาและมีเดียต่างๆ ส่วนด้านขวาจะเป็นไมโครโฟน

 

และที่ด้านหลังจะมีเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจแบบออปติคอล

 

วิธีการเริ่มใช้งานเบื้องต้น

การเชื่อมต่อของระหว่างสมาร์ทโฟนและ Samsung Galaxy Watch3 นั้นง่ายมากๆ เมื่อใช้ร่วมกับสมาร์ทโฟน Samsung Galaxy ครับ ซึ่งจะมีเตือนขึ้นมาทันทีเมื่อตรวจจับได้ ซึ่งต้องใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชั่น Samsung Wearable ส่วนสมาร์ทรุ่นอื่นๆ นั้นรองรับรุ่นที่มี Android 5.0 + RAM 1.5GB ขึ้นไป หรือ iPhone 5 + iOS 9.0 ขึ้นไปเท่านั้น

 

หน้าปัดนาฬิกาเปลี่ยนได้ตามสไตล์

ด้วยความที่เป็นสมาร์ทวอทช์ที่เน้นเรื่องแฟชั่นด้วยสำหรับ Samsung Galaxy Watch3 เราสามารถปรับเปลี่ยนหน้าปัดได้อย่างหลากหลายกว่า 40 แบบเลยทีเดียว โดยต้องเข้าไปเลือกในแอป Samsung Wearable

 

หรือถ้าใครอยากให้ดูเข้ากับสีสันของชุดที่เราใส่ในแต่ละวันก็ทำได้เหมือนเดิมกับฟีเจอร์ My Style ที่เพียงแค่ถ่ายรูปชุดของเราหรือนำเข้าจากแกลเลอรี่ ระบบจะประมวลผลด้านสีสันให้ตรงกับชุดของเรา และจะมีรูปแบบมาให้เราเลือกได้ทันที

 

ด้านสุขภาพก็ตรวจจับได้แม่นยำ

ในการวัดอัตราการเต้นของหัวใจก็ทำได้แม่นยำเหมือนเดิม โดยมีเซ็นเซอร์ตรวจจับ Photodiode 8 ตัว ซึ่งตัวนาฬิกาสามารถตรววจับอัตราการเต้นของหัวใจได้ตลอดเวลาหรือทุก 10 นาที และจะมีการเตือนเมื่อมีอัตราการเต้นที่สูงกว่าปกติครับ

 

ดูสุขภาพการนอนได้ง่ายๆ ด้วย Sleep Tracker

นอกจากนี้ ในการวัดคุณภาพการนอน หรือ Sleep Tracker ก็ยังมี โดยจะแสดงผลในช่วงของช่วงหลับฝัน (REM), ปานกลาง, หลับลึก, ตื่น และเวลารวมของการนอนหลับ ซึ่งสามารถมาดูผลลัพธ์ได้อย่างละเอียดที่แอปพลิเคชั่น Samsung Helth

 

การออกกำลังกายก็มีให้เลือกหลายแบบ

Samsung Galaxy Watch3 สามารถถตรวจจับการออกกำลังกายได้หลาย 10 แบบ รวมถึงโปรแกรมการออกกำลังกายที่บ้านมากถึง 120 แบบเลยทีเดียว โดยสามารถเลือกปรับแต่งได้บนสมาร์ทโฟนผ่านแอป Samsung Health

 

นอกจากนี้ ขณะกำลังออกกำลังกาย เราสามารถดูอัตราการเต้นของหัวใจได้แบบเรียลไทม์ขณะออกกำลังกาย รวมถึงเวลา, แคลเลอรี่ที่หมดไป และรายละเอียดต่างๆ ขึ้นอยู่กับชนิดกีฬาครับ

 

เชื่อมต่อเพื่อการใช้งานในขีวิตประจำวัน

ในการใช้งานในชีวิตประจำวันของเรา Samsung Galaxy Watch3 ก็ช่วยได้มากๆ ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งเตือนข้อความ, แชทต่างๆ รวมถึงสามารถดูรูปภาพในการแจ้งเตือนได้ทันที โดยไม่ต้องดูในสมาร์ทโฟนด้วย

 

ทั้งนี้ หากใครที่ไม่สะดวกในการพิมพ์ตอบ ก็ยังมีระบบการตอบข้อความอัจฉริยะให้เราได้เลือกว่าจะตอบแบบไหนครับ

 

หากใครที่เล่นเพลงบน Galaxy Note20 Series ผ่าน Spotify อยู่ จะมีไอคอนเพลงแสดงขึ้นมาบนหน้าปัดนาฬิกาส่วนล่าง ทำให้เราควบคุมการเล่นเพลงได้บนสมาร์ทวอทช์ได้ทันทีครับ ส่วนใครที่มี Galaxy Buds Live ก็สามารถเปลี่ยนไปฟังบนหูฟังได้ทันทีเช่นกัน

 

และหากใครที่ต้องการบันทึกหน้าจอหรือ Screenshot ก็ทำได้ง่ายๆ เพียงแค่กด 2 ปุ่มด้านขวาตัวเรือนได้ทันทีครับ โดยภาพจะไปอยู่ในแอปพลิเคชั่นรูปภาพในเครื่องและชิงค์เข้ากับสมาร์ทโฟนที่เชื่อมต่อทันที

 

ราคาในแต่ละรุ่น

สำหรับ Samsung Galaxy Watch3 นั้นมีให้เลือกหลายรุ่นเลยทีเดียวครับ ได้แก่ Galaxy Watch3 Bluetooth (45mm) ราคา 15,900 บาท, Galaxy Watch3 LTE (45mm) ราคา 18,900 บาท, Galaxy Watch3 Bluetooth (41mm) ราคา 14,900 บาท และ Galaxy Watch3 LTE (41mm) ราคา 17,900 บาท

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

Featured13 ชั่วโมง ที่แล้ว

รีวิว realme 7 Pro การชาร์จที่เหนือขั้นด้วย 65W SuperDart Charge, จอคมชัดแบบ Super AMOLED พร้อมกล้อง 4 เลนส์ 64MP

มาแล้วสำหรับรีวิวฉบั...

Featured3 วัน ที่แล้ว

รีวิว Vivo V20 Pro 5G สมาร์ตโฟน 5G บางสุดในโลก ดีไซน์โดดเด่น กล้องหน้าคมชัด 44MP โฟกัสไม่มีหลุด พร้อมฟีเจอร์แบบจัดเต็ม

รีวิว Vivo V20 Pro 5...

Featured2 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว Vivo X50 Pro 5G กล้องหลังจัดเต็ม ระบบกันสั่น Gimbal รุ่นแรกของโลก, ฟีเจอร์ครบ พร้อมหน้าจอโค้ง Ultra O Screen และชิปตัวแรง Snapdragon 765G

Vivo X50 Pro 5G สมาร...

Featured3 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว Vivo Y20 สมาร์ตโฟนกล้อง AI Triple Macro Camera สแกนลายนิ้วมือด้านข้างเครื่อง และแบตอึด 5000mAh

Vivo Y20 สมาร์ตโฟนน้...

ais ultimate surprizes 5 point in august 2020 ais ultimate surprizes 5 point in august 2020
Featured4 สัปดาห์ ที่แล้ว

5 พอยท์ ลุ้นโชค GADGETS สุดคูล ลูกค้า AIS Serenade ลุ้นรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ รวมมูลค่ากว่า 3 แสนบาท

กลับมาพบกันอีกครั้งก...

Advertisement

คลิปมาใหม่

ข่าวใหม่วันนี้

มือถือมาใหม่

ติดตาม กินเที่ยวกัน

กำลังมาแรง