ติดตามพวกเรา

Smart Review

รีวิว Samsung Galaxy A5 และ A7 (2016) บอดี้โลหะกระจกสุดพรีเมียม, ขุมพลัง Exynos 7580 Octa และกล้องกันสั่น OIS

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

Samsung Galaxy A5 และ A7 (2016) สมาร์ทโฟนชื่อเดิม เพิ่มสเปค และปรับดีไซน์ใหม่ด้วยตัวเครื่องโลหะผสานกับกระจกได้อย่างลงตัว สวยงาม แลกล้องถ่ายรูป 13 ล้านพิกเซล ถ่ายภาพได้สว่างกว่าด้วยค่ารูรับแสง f/1.9 พร้อมระบบกันสั่น OIS

Samsung Galaxt A5 and A7 (2016) Review-14

สรุปข้อมูลและสเปค Samsung Galaxy A5 และ A7 (2016)

Samsung Galaxy A5 (2016)Samsung Galaxy A7 (2016)
  • ราคาเปิดตัว 13,900 บาท
  • ใช้งานได้ 2 ซิมการ์ด
  • รองรับ 3G : 850 / 900 / 1900 / 2100 MHz
  • รองรับ 4G LTE Cat.6 ความเร็วดาวน์โหลดสูงสุด 300 Mbps
  • ขนาดตัวเครื่อง 144.8 x 71 x 7.3 มม.
  • น้ำหนัก 155 กรัม
  • หน้าจอขนาด 5.2 นิ้ว Full HD Super AMOLED
  • ระบบปฏิบัติการ Android 5.1.1 Lollipop
  • ชิปประมวลผล Exynos 7580 Octa-core 1.6 GHz
  • แรม 2 GB
  • ความจุตัวเครื่อง 16 GB เพิ่มได้ด้วย microSD card สูงสุด 128 GB
  • กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล ระบบกันภาพสั่นไหว OIS และค่ารูรับแสง f/1.9
  • กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสง f/1.9
  • แบตเตอรี่ 2,900 mAh รองรับระบบชาร์จเร็ว
  • Wi-Fi a/b/g/n, GPS + Glonass, NFC, Bluetooth 4.1
  • เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ
  • ราคาเปิดตัว 15,900 บาท
  • ใช้งานได้ 2 ซิมการ์ด
  • รองรับ 3G : 850 / 900 / 1900 / 2100 MHz
  • รองรับ 4G LTE Cat.6 ความเร็วดาวน์โหลดสูงสุด 300 Mbps
  • ขนาดตัวเครื่อง 151.5 x 74.1 x 7.3 มม.
  • น้ำหนัก 172 กรัม
  • หน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว Full HD Super AMOLED
  • ระบบปฏิบัติการ Android 5.1.1 Lollipop
  • ชิปประมวลผล Exynos 7580 Octa-core 1.6 GHz
  • แรม 3 GB
  • ความจุตัวเครื่อง 16 GB เพิ่มได้ด้วย microSD card สูงสุด 128 GB
  • กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล ระบบกันภาพสั่นไหว OIS และค่ารูรับแสง f/1.9
  • กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสง f/1.9
  • แบตเตอรี่ 3,300 mAh รองรับระบบชาร์จเร็ว
  • Wi-Fi a/b/g/n, GPS + Glonass, NFC, Bluetooth 4.1
  • เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ

 

ตัวเครื่อง ดีไซน์ และหน้าจอแสดงผล

Samsung Galaxt A5 and A7 (2016) Review-19

Samsung Galaxy A5 (2016) และ Galaxy A7 (2016) ทั้งคู่มาพร้อมกับตัวเครื่องโลหะครอบกระจกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งพรีเมียมกว่ารุ่นเดิมมาก ดีไซน์ใหม่นี้จะดูคล้ายกับรุ่น Galaxy S6 จึงทำให้รุ่นใหม่นี้ดูโดดเด่นและสวยงามขึ้นมาก

 

Samsung Galaxt A5 and A7 (2016) Review-15Samsung Galaxt A5 and A7 (2016) Review-11

Galaxy A5 (2016) หน้าจอขนาด 5.2 นิ้ว ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมเมื่อเทียบกับ A5 รุ่นเดิม และ Galaxy A7 (2016) หน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว ทั้งคู่มีความคมชัดเท่ากันระดับ Full HD Super AMOLED ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล ตัวเครื่องบางเท่ากันคือ 7.3 มม. ทั้ง 2 รุ่นต่างกันที่ขนาดตัวเครื่องและขนาดหน้าจอแสดงผล

 

Samsung Galaxt A5 and A7 (2016) Review-32Samsung Galaxt A5 and A7 (2016) Review-22 Samsung Galaxt A5 and A7 (2016) Review-23

ในซีรีส์ 2016 ยังมีขอบหน้าจอที่บางกว่าเดิมมาก อีกทั้งขอบกระจกทั้งด้านหน้าและด้านหลังยังเป็นแบบโค้งมน 2.5D เรียกได้ว่าปรับดีไซน์ใหม่จนดูสวยงามเทียบเท่ารุ่นเรือธงเลยทีเดียว

 

Samsung Galaxt A5 and A7 (2016) Review-18Samsung Galaxt A5 and A7 (2016) Review-21

เหนือหน้าจอมีช่องลำโพงเสียงสนทนา และเลนส์กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสง f/1.9 ซึ่งกว้างกว่าเดิมรุ่นเดิม ช่วยให้การถ่ายเซลฟี่ทำได้สว่างและสวยขึ้น

 

Samsung Galaxt A5 and A7 (2016) Review-17Samsung Galaxt A5 and A7 (2016) Review-31Samsung Galaxt A5 and A7 (2016) Review-20

ล่างหน้าจอมีปุ่มโฮมที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเมื่อเทียบกับซีรีส์ 2015 นั่นก็เพราะว่าที่ปุ่มโฮมนี้มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่แตะแล้วทำงานได้เลย ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่เพิ่มเข้ามาในซีรีส์ 2016 ส่วนปุ่มสัมผัสด้านซ้ายเป็นปุ่ม Recent App สำหรับเรียกดูแอพพลิเคชั่นที่ใช้งานล่าสุด และปุ่มสัมผัสทางด้านขวาเป็นปุ่มย้อนกลับ

 

Samsung Galaxt A5 and A7 (2016) Review-04 Samsung Galaxt A5 and A7 (2016) Review-28Samsung Galaxt A5 and A7 (2016) Review-12

ขอบด้านบนมีไมโครตัดเสียงรบกวน และช่องใส่ซิม 2 ขนาด Nano SIM ซึ่งในซีรีส์ 2016 นี้มีช่องใส่ซิม 2 แยกออกมาให้เลย ไม่ต้องเลือกใส่ระหว่าง microSD card กับซิมการ์ดเหมือนในซีรีส์ 2015 แล้ว

 

Samsung Galaxt A5 and A7 (2016) Review-06 Samsung Galaxt A5 and A7 (2016) Review-30

ขอบด้านล่างมีช่องเสียบหูฟังขนาดมาตรฐาน, พอร์ตเชื่อมต่อขนาด micro USB, ช่องลำโพง และไมโครโฟน จะเห็นว่า Galaxy A5 (2016) และ Galaxy A7 (2016) นั้นได้ย้ายช่องลำโพงมาไว้ตรงส่วนนี้แล้ว ซึ่งช่วยแก้ปัญหาเมื่อวางหงายตัวเครื่องแล้วจะปิดกั้นเสียงลำโพงจากเดิมในซีรีส์ 2015 จะอยู่ที่ด้านหลังตัวเครื่อง

 

Samsung Galaxt A5 and A7 (2016) Review-03Samsung Galaxt A5 and A7 (2016) Review-02Samsung Galaxt A5 and A7 (2016) Review-27

ขอบด้านซ้ายมีปุ่มปรับระดับเสียง ซึ่งเปลี่ยนใหม่เป็นแบบแยกออกจากกัน จากเดิมจะเป็นยาวติดกัน

 

Samsung Galaxt A5 and A7 (2016) Review-05Samsung Galaxt A5 and A7 (2016) Review-01Samsung Galaxt A5 and A7 (2016) Review-29Samsung Galaxt A5 and A7 (2016) Review-13

ขอบด้านขวามีปุ่ม Power และช่องถาดใส่ซิม 1 ขนาด Nano SIM กับช่องใส่ microSD card ขนาดความจุสูงสุด 128GB ซึ่งในซีรีส์ 2016 จะพบว่าไม่ต้องเลือกระหว่างใส่ซิม 2 กับ microSD card แล้ว เพราะแยกช่องใส่มาให้ทุกอย่าง

 

Samsung Galaxt A5 and A7 (2016) Review-26 Samsung Galaxt A5 and A7 (2016) Review-24

ด้านหลังเป็นกระจกที่ช่วยให้ดูพรีเมียมสวยงามขึ้นกว่าเดิมมาก โดยรุ่น Galaxy A5 (2016) มีแบตเตอรี่ 2,900 mAh (A5 เดิมมีแบตเตอรี่ 2,300 mAh) และ Galaxy A7 (2016) มีแบตเตอรี่ 3,300 mAh (A7 เดิมมีแบตเตอรี่ 2,600 mAh) นอกจากจะสวยขึ้นแล้ว แบตเตอรี่ก็อึดขึ้นด้วย

 

Samsung Galaxt A5 and A7 (2016) Review-25

Galaxy A5 (2016) และ Galaxy A7 (2016) มีเลนส์กล้องหลังมีความละเอียด 13 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสง f/1.9 และมีระบบกันภาพสั่นไหว ซึ่งในซีรีส์ 2015 จะไม่มีฟีเจอร์กันสั่นนี้ และมีแฟลช LED

 

อินเตอร์เฟซและฟังก์ชั่นการใช้งาน

Galaxt A5 and A7 (2016) Review-01

Galaxy A5 (2016) และ Galaxy A7 (2016) มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Android 5.1.1 Lollipop รองรับการแสดงรายการแจ้งเตือนในหน้าล็อคสกรีน ปลดล็อคหน้าจอด้วยการแตะแล้วปัดเพื่อเข้าสู่หน้าจอหลักหรือหน้าโฮม หรือจะแตะที่ไอคอนการโทรเพื่อเข้าใช้งานเมนูการโทร หรือจะแตะที่ไอคอนกล้องเพื่อเข้าใช้งานกล้องถ่ายรูปก็ได้ ซึ่งในหน้าโฮมสามารถเปลี่ยนวอลเปเปอร์, วิดเจ็ต, ธีม และตารางหน้าจอ

 

Galaxt A5 and A7 (2016) Review-02

ระบบธีมของ Samsung มีให้เลือกใช้งานเพิ่มขึ้นจากเดิมมาก ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะปล่อยให้ดาวน์โหลดไปใช้งานกันได้ฟรี ๆ

 

Galaxt A5 and A7 (2016) Review-03

ในส่วนของ App Drawer จะจัดเรียงไอคอนแบบ 5 x 5 แถว และสามารถลบแอพพลิเคชั่นบางตัวที่มากับตัวเครื่องได้

 

111

เมื่อลากแถบบาร์ด้านบนลงมาจะเป็นส่วนแสดงรายการแจ้งเตือนต่าง ๆ และแผงควบคุม Control panel ซึ่งจะมีปุ่มค้น S Finder และเมนูเชื่อมต่อด่วน (Quick connect) นอกจากนี้ก็สามารถเพิ่มหรือลบไอคอนในส่วนของแผงควบคุมนี้ได้ด้วย

 

Galaxt A5 and A7 (2016) Review-06Galaxt A5 and A7 (2016) Review-05

เมื่อกดปุ่ม Recent App (ปุ่มซ้ายสุด) จะเป็นส่วนแสดงรายการแอพพลิเคชั่นที่เปิดใช้งานอยู่ล่าสุด สามารถแตะที่รายงานแอพเพื่อเข้าใช้งานต่อได้ทัน หรือปัดเพื่อปิดการทำงานก็ได้ ซึ่งในรุ่นนี้จะมีฟีเจอร์มัลติวินโดวส์หรือการเปิดหลายจอพร้อมกันได้นั่นเอง โดยแตะที่เมนูแบ่งหน้าจอ (ตามภาพ) เพื่อใช้งานฟีเจอร์นี้ได้ทันที

 

Galaxt A5 and A7 (2016) Review-07

Galaxy A5 (2016) และ Galaxy A7 (2016) รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด โดยเลือกได้ว่าต้องการให้ซิมใดใช้งาน 3G/4G ส่วนอีกซิมก็จะสลับไปใช้งาน 2G สำหรับการโทรอัตโนมัติ ซึ่งในซีรีส์ 2016 นี้รองรับการใช้งานได้ทุกเครือข่ายในไทยทั้ง 3G และ 4G

 

Galaxt A5 and A7 (2016) Review-08

การเชื่อมต่อไร้สาย ได้แก่ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n, Bluetooth 4.1 (A2DP, EDR, LE) ประหยัดพลังงาน, มีชิป NFC สำหรับการเชื่อมต่อข้อมูลด้วยการแตะในระยะใกล้ และฟีเจอร์ Download Booster เพิ่มความเร็วในการดาวน์โหลดวีดีโอคลิป และไฟล์ข้อมูลขนาดใหญ่ หรือดูวีดีโอ streaming ให้ลื่นไหลด้วยการรวมสองเทคโนโลยี LTE และ Wi-Fi

 

Galaxt A5 and A7 (2016) Review-09

Galaxy A7 (2016) ขนาด 5.5 นิ้ว อาจไม่สะดวกนักหากจะใช้งานด้วยมือเดียว จึงมีฟีเจอร์ทำงานมือเดียวมาให้ด้วย ซึ่งเป็นการลดขนาดการแสดงผลให้เล็กลงพอที่จะใช้มือข้างเดียวเอื้อมกดได้สะดวก สามารถเรียกใช้งานฟีเจอร์นี้ได้ง่าย ๆ โดยการกดปุ่มโฮมติดกัน 3 ครั้ง ในขณะที่ Galaxy A5 (2016) จะไม่มีฟีเจอร์นี้

 

Galaxt A5 and A7 (2016) Review-10

สำหรับฟีเจอร์นี้สามารถลดขนาดการแสดงผลได้ทั้งปุ่มโทร, แป้นพิมพ์ Samsung ที่ติดมากับตัวเครื่อง, เครื่องคิดเลข และรูปแบบการปลดล็อคหน้าจอ โดยเลือกตำแหน่งการแสดงผลทางซ้ายหรือขวาก็ได้ ตามมือที่กำลังถือใช้งานอยู่

 

Galaxt A5 and A7 (2016) Review-11

ฟีเจอร์การเคลื่อนไหวและท่าทาง เป็นการสั่งงานแบบอัจฉริยะโดยการขยับตัวเครื่องโทรศัพท์ ซึ่งไม่ต้องกดปุ่มใด ๆ ได้แก่

  • การเตือนอัจฉริยะ : เมื่อหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ตัวเครื่องจะสั่นเพื่อให้ทราบว่ามีรายการแจ้งเตือน เช่น สายไม่ได้รับ หรือมีข้อความเข้า
  • ปิดเสียง : เป็นการปิดเสียงโทรเข้าหรือเสียงแจ้งเตือนต่าง ๆ โดยการวางฝ่ามือบนหน้าจอหรือคว่ำหน้าจอลงก็ได้
  • ใช้ฝ่ามือปัดเพื่อจับภาพ : เป็นการใช้สันฝ่ามือปัดบนหน้าจอไปทางซ้ายหรือขวาก็ได้ เพื่อจับภาพหน้าจอ ซึ่งปกติเราจะจับภาพหน้าจอโดยการกดปุ่ม Power กับปุ่มโฮมพร้อมกัน

 

Galaxt A5 and A7 (2016) Review-12Galaxt A5 and A7 (2016) Review-13

ระบบสแกนลายนิ้วมือ

อีกหนึ่งฟีเจอร์เด่นของ Galaxy A5 (2016) และ Galaxy A7 (2016) คือระบบสแกนลายนิ้วมือที่ปุ่มโฮม สามารถจดจำได้สูงสุด 3 ลายนิ้วมือ ใช้สำหรับปลดล็อคหน้าจอ, เข้าสู่ระบบเว็บไซต์ และใช้ยืนยันการซื้อคอนเทนท์ด้วย Samsung Account

 

Galaxt A5 and A7 (2016) Review-14

แบตเตอรี่และการจัดการพลังงาน

Galaxy A5 (2016) และ Galaxy A7 (2016) มีแบตเตอรี่ความจุเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังรองรับระบบชาร์จเร็ว (Fast charging) ซึ่งในซีรีส์ 2015 จะไม่มีฟีเจอร์นี้ และมีโหมดประหยัดพลังงานที่สามารถปรับแต่งการใช้งานพลังงานของแต่ละแอพพลิเคชั่นได้ด้วย

สำหรับโหมดประหยัดพลังงานขั้นสูง หากเปิดใช้งานโหมดนี้ ระบบจะเปลี่ยนการแสดงผลเป็นสเกลสีเทาดำ และปิดการใช้งานทุกอย่าง โดยจะใช้งานได้เฉพาะฟังก์ชั่นพื้นฐานและแอพพลิเคชั่นบางตัวที่เลือกไว้ เพื่อยืดระยะเวลาแบตเตอรี่ให้อยู่ได้ยาวนานที่สุด

 

ตรวจสอบเซ็นเซอร์ด้วย Android Sensor Box และมัลติทัช

Galaxt A5 and A7 (2016) Review-19

  • Accelerometer Sensor ช่วยหมุนหรือปรับเปลี่ยนทิศทางการแสดงผลของหน้าจอให้แบบอัตโนมัติ ตามลักษณะการจับถือของผู้ใช้
  • Light Sensor สำหรับตรวจวัดระดับความสว่างของสภาพแวดล้อม เพื่อปรับความสว่างของหน้าจอและแผงปุ่มกดให้เหมาะสม
  • Orientation Sensor ระบบปรับมุมมองการแสดงผลหน้าจออัตโนมัติ
  • Proximity Sensor สำหรับการปิดหน้าจอแบบอัตโนมัติขณะสนทนา เพื่อประหยัดพลังงาน
  • Sound Sensor ตรวจวัดระดับเสียง
  • Magnetic Sensor ตรวจวัดความเข้มสนามแม่เหล็ก
  • Galaxy A5 (2016) รองรับมัลติทัชสูงสุด 5 จุด และ Galaxy A7 (2016) รองรับมัลติทัชสูงสุด 10 จุด

 

ผลทดสอบคะแนน Benchmark และประสิทธิภาพการทำงาน

Galaxt A5 and A7 (2016) Review-18

Galaxy A5 (2016) รันระบบปฏิบัติการ Android 5.1.1 Lollipop ขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง Exynos 7580 Octa-core 1.6 GHz, จีพียู Mali-T720 กับแรม 2GB และความจุตัวเครื่อง 16GB โดยผลการทดสอบ AnTuTu 6.0 ซึ่งเป็นการทดสอบการเข้าถึงการทำงานของแรม และประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยประมวลผลกราฟิกหรือจีพียู ทำคะแนนรวมได้ 41,003 คะแนน ระดับคะแนนถือว่าเร็วแรงกว่าเดิมมาก

ในขณะที่ Galaxy A5 (2015) รันระบบปฏิบัติการ Android 4.4.4 KitKat ใช้ชิปประมวผล Qualcomm MSM8916 Snapdragon 410 Quad-core 1.2 GHz กับแรม 2GB และความจุตัวเครื่อง 16GB ทดสอบด้วย AnTuTu 5.6 ทำคะแนนรวมได้ 21,658 คะแนน

 

Galaxt A5 and A7 (2016) Review-15

Galaxy A7 (2016) รันระบบปฏิบัติการ Android 5.1.1 Lollipop ขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง Exynos 7580 Octa-core 1.6 GHz, จีพียู Mali-T720 ตัวเดียวกันกับรุ่น Galaxy A5 (2016) กับแรม 3GB และความจุตัวเครื่อง 16GB โดยผลการทดสอบ AnTuTu 6.0 ซึ่งเป็นการทดสอบการเข้าถึงการทำงานของแรม และประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยประมวลผลกราฟิกหรือจีพียู ทำคะแนนรวมได้ 41,268 คะแนน ไม่ทิ้งห่าง Galaxy A5 (2016) มากนัก เนื่องจากชิปประมวลผลเป็นตัวเดียวกัน

ในขณะที่ Galaxy A7 (2015) รันระบบปฏิบัติการ Android 4.4.4 Kitkatใช้ชิปประมวลผล Qualcomm MSM8939 Snapdragon 615 Octa-core, จีพียู Adreno 405 กับแรม 2GB และความจุตัวเครื่อง 16GB โดยผลการทดสอบ AnTuTu 5.6 ซึ่งเป็นการทดสอบการเข้าถึงการทำงานของแรม และประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยประมวลผลกราฟิกหรือจีพียู ทำคะแนนรวมได้ 29,828 คะแนน

 

Galaxt A5 and A7 (2016) Review-17

ผลการทดสอบด้วย Geekbench 3 เพื่อทดสอบประสิทธิภาพการทำงานและการประมวลผลและหน่วยความจำแรม การทดสอบนี้จะทำการประมวลออกมาเป็นตัวเลขแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ Single-Core และ Multi-Core หากได้คะแนนยิ่งสูงประสิทธิภาพการทำงานจะยิ่งดี โดยผลทดสอบของ Galaxy A5 (2016) ทำคะแนน Single-Core ได้ 703 (A5 รุ่นเก่าทำได้ 480 คะแนน) และ Multi-Core ทำได้ 3,548 คะแนน (A5 รุ่นเก่าทำได้ 1,432 คะแนน) ถือว่าคะแนนอยู่ในระดับที่ดีมากสำหรับสมาร์ทโฟนระดับกลาง

 

Galaxt A5 and A7 (2016) Review-16

ผลทดสอบของ Galaxy A7 (2016) ด้วย Geekbench 3 ทำคะแนน Single-Core ได้ 693 (A7 รุ่นเก่าทำได้ 649 คะแนน) และ Multi-Core ทำได้ 3,742 คะแนน (A7 รุ่นเก่าทำได้ 2,806 คะแนน)

จากผลคะแนนทดสอบจะเห็นว่าทั้ง Galaxy A5 (2016) และ Galaxy A7 (2016) ซึ่งใช้ชิปประมวลผล Exynos 7580 Octa-core 1.6 GHz สามารถทำคะแนนทิ้งห่างรุ่นเก่าในปี 2015 อีกทั้งยังมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการเวอร์ชั่นใหม่ Android 5.1.1 แม้ว่า Galaxy A7 รุ่นเก่าจะได้อัปเดทเวอร์ชั่นใหม่ แต่ล่าสุดก็ยังเป็น Android 5.0.2

 

กล้องถ่ายรูป

Galaxt A5 and A7 (2016) Review-21

Galaxy A5 (2016) และ Galaxy A7 (2016) ทั้งคู่มาพร้อมกล้องถ่ายรูปความละเอียด 13 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสง f/1.9 มีระบบกันภาพสั่นไหว OIS และแฟลช LED รองรับการถ่ายภาพได้ขนาดสูงสุด 4128 x 3096 พิกเซล (ประมาณ 12.78 ล้านพิกเซล) ในอัตราส่วน 4:3

 

Galaxt A5 and A7 (2016) Review-20

แอพกล้องรองรับการแนบตำแหน่งแผนที่ลงในภาพถ่าย, สั่งงานด้วยเสียง เช่น พูดคำว่า “Smile” หรือ “Capture” เป็นต้น และสามารถตั้งค่าปุ่มระดับเสียงให้ใช้งานเป็นปุ่มถ่ายรูป, บันทึกวิดีโอ หรือซูมก็ได้

 

Galaxt A5 and A7 (2016) Review-22

โหมดถ่ายรูปที่มีให้ใช้งาน ได้แก่ โหมดอัตโนมัติ, โหมดโปร, Panorama, ถ่ายต่อเนื่อง, HDR, กลางคืน และสามารถเข้าไปดาวน์โหลดเพิ่มเติมได้

โหมดออโต้

Galaxt A5 and A7 (2016) Review-24

กล้องหลังของ Galaxy A5 (2016) และ Galaxy A7 (2016) ช่วยให้การถ่ายภาพทำได้ดีขึ้นด้วยระบบกันสั่น เพราะในรุ่นเก่าจะไม่มีตัวกันสั่น สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปแล้วโหมดออโต้หรืออัตโนมัติน่าจะเป็นที่ใช้งานกันบ่อยและง่ายที่สุด เพียงหยิบมือถือขึ้นมาแล้วเปิดกล้อง เลือกจุดโฟกัส ก็ถ่ายภาพได้ทันที ซึ่งในโหมดนี้ก็ยังใส่ฟีเจอร์ล็อคจุดวัดแสงกับจุดโฟกัสได้ด้วย แต่ไม่สามารถแยกจุดโฟกัสกับจุดวัดแสงออกจากกันได้

ตัวอย่างภาพถ่าย

A5 (2016) Auto Mode 1

สภาพแวดล้อมแสงจ้า

A5 (2016) Auto Mode 2

สภาพแสงน้อยในอาคาร

A5 (2016) Auto Mode 13 A5 (2016) Auto Mode 14 A5 (2016) Auto Mode 15


โหมด Panorama

A5 (2016) Panoroma Mode

โหมด Panorama เป็นการแพนกล้องในแนวนอนหรือแนวตั้งเพื่อเก็บภาพหลายภาพเป็นภาพเดียวกัน เหมาะกับการถ่ายวิว แต่พบว่าไม่สามารถถือมือถือในแนวนอนได้เมื่อถ่ายด้วยโหมดนี้ ต้องถือมือถือแนวตั้งแล้วแพนกล้องไปทางซ้ายหรือขวา


 

โหมดโปร

Galaxt A5 and A7 (2016) Review-25

โหมดโปร หรือ Manual Mode สามารถปรับค่าการชดเชยแสง +/-2, ค่า ISO 100-800,  และค่า White Balance

ภาพเปรียบเทียบตัวอย่างการปรับค่าชดเชยแสง

Galaxt A5 (2016) Pro Mode-01

ชดเชยแสง -2

Galaxt A5 (2016) Pro Mode-02

ชดเชยแสง -1

Galaxt A5 (2016) Pro Mode-03

ชดเชยแสง 0

Galaxt A5 (2016) Pro Mode-04

ชดเชยแสง +1

Galaxt A5 (2016) Pro Mode-05

ชดเชยแสง +2


 

โหมด HDR (ริชโทน)

A5 (2016) HDR Mode

โหมด HDR เป็นการถ่ายรูปหลายรูป ที่มีค่าความสว่างของแสงแตกต่างกัน แล้วเอาภาพมารวมกันเป็นภาพเดียว ทำให้เวลาถ่ายภาพด้วยโหมดนี้จำเป็นต้องถือกล้องนิ่ง ๆ สักพัก เพื่อให้ได้ภาพที่มีรายละเอียดครบ ทั้งพื้นที่ส่วนที่สว่างและส่วนที่มืด


 

Galaxt A5 and A7 (2016) Review-26

นอกจากนี้แล้วยังมีฟิลเตอร์ให้เลือกใช้ในการถ่ายภาพได้ด้วย ได้แก่ โทนภาพสีเทา และโพสเตอร์ไรซ์

 

Galaxt A5 and A7 (2016) Review-23

เซลฟี่กล้องหลัง

เซลฟี่กล้องหลัง

โหมดที่ดาวน์โหลดเพิ่มเติมที่น่าสนใจอย่างเช่น โหมดเซลฟี่กล้องหลัง (Rear-cam Selfie) เป็นการใช้กล้องหลังในการเซลฟี่ ซึ่งแน่นอนว่าเราจะมองไม่เห็นว่าจอแสดงผล แต่ด้วยโหมดนี้ระบบจะทำการตรวจจับใบหน้าแล้วโฟกัส จากนั้นจะสั่นนับถอยหลังเพื่อให้เรารู้ว่ากล้องกำลังจะถ่ายแล้วนะ จากนั้นก็จะชัตเตอร์ให้อัตโนมัติ

 

A5 (2016) Beauty Face ModeA5 (2016) Beauty Mode

สำหรับกล้องหน้าของ Galaxy A5 (2016) และ Galaxy A7 (2016) มีความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสง f/1.9 ช่วยให้เซลฟี่ได้สว่างขึ้นกว่าเดิม มาพร้อมโหมดหน้าสวยที่สามารถปรับความขาวเนียนได้ 8 ระดับ, ปรับหน้าเรียว และตาโตได้ด้วย คงถูกใจคนรักเซลฟี่อย่างแน่นอน

โหมดกล้องหน้าที่น่าสนใจ ถ่ายภาพตนเองแบบกว้าง ซึ่งก็คือโหมดสำหรับเซลฟี่แบบกลุ่มโดยการเก็บภาพ 3 ช็อต คือตรงกลาง ซ้าย และขวา แล้วรวมเป็นภาพเดียวที่ให้มุมกว้างเก็บภาพได้กว้างขึ้น จะได้ไม่ตกเฟรมนั่นเอง

 

สรุปจุดเด่น Samsung Galaxy A5 (2016) และ Galaxy A7 (2016)

  • ดีไซน์และวัสดุตัวเครื่องระดับพรีเมียม ด้วยโหละกับกระจกแบบเดียวกับ Galaxy S6
  • หน้าจอขนาดใหญ่ ให้ความคมชัดระดับ Full HD 1080p ซึ่งเป็นหน้าจอแบบ Super AMOLED ให้อัตราส่วนคอนทราสสูง, กระจกจอขอบโค้งมน และขอบจอบางกว่าเดิมทำให้ดูสวยงามมากขึ้น
  • ลำโพงอยู่ที่ขอบด้านล่างตัวเครื่อง ไม่มีปัญหาเรื่องการบังเสียงจากช่องลำโพงเมื่อวางหงายตัวเครื่อง
  • ชิปประมวลผล Exynos 7580 Octa-core 1.6 GHz เร็วแรงกว่าเดิม
  • กล้องถ่ายรูป 13 ล้านพิกเซล ถ่ายได้ดีขึ้นกว่าเดิมด้วยระบบกันภาพสั่นไหว OIS และค่ารูรับแสง f/1.9 รวมถึงกล้องหน้าที่มีค่ารูรับแสง f/1.9 ด้วย
  • เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ปุ่มโฮม
  • แบตเตอรี่อึดขึ้นด้วยความจุที่เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิม และรองรับระบบชาร์จเร็ว ช่วยลดระยะเวลาในการชาร์จ
  • ใช้งานได้ 2 ซิมการ์ด รองรับ 3G/4G และมีช่องใส่ microSD card แยกต่างหาก

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ต้องเลือกซิมใดซิมหนึ่งให้ใช้งาน 3G/4G แล้วอีกซิมจะสลับไปใช้งาน 2G สำหรับการโทรอัตโนมัติ

Samsung EVO

นอกจากนี้ Samsung Galaxy A5 (2016) และ A7 (2016) ยังแถมฟรี Samsung – EVO+ 32GB microSDHC Class 10 UHS-1 ให้ด้วย

Samsung logo
ขอขอบคุณ Samsung (ประเทศไทย)

Smart Review

รีวิว realme C3 สมาร์ทโฟนตัวแรง เล่นเกมไหลลื่น พร้อมกล้อง AI 3 เลนส์ ถ่ายสวยคมชัด ในราคาจับต้องได้

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

realme C3 อีกหนึ่งสมาร์ทโฟนที่เปิดตัวมาพร้อมกับราคาสุดโดน ที่มีสเปคแจ่มๆ ด้วยขุมพลัง Helio G70 ที่เน้นเล่นเกมเป็นหลัก ทั้งยังมีกล้อง 3 เลนส์ ถ่ายได้ทั้งแบบโบเก้และ Macro จะมีฟีเจอร์อะไรเด่นๆ บ้างเรามาดูกันเลยครับ

 

สรุปสเปค realme C3

  • ขนาดตัวเครื่อง : 164.4 × 75.0 × 8.95 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 195 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Mini-drop Display ชนิด LCD กว้าง 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1600 x 720 พิกเซล) อัตราส่วน 20:9, พื้นที่การแสดงผลที่ 89.8% และครอบทับด้วยกระจก Corning Gorilla Glass 3
  • หน่วยประมวลผล : MediaTek Helio G70 Octa Core ความเร็ว 2.0GHz
  • RAM 3 GB
  • ROM 32 GB รองรับการ์ดหน่วยความจำภายนอก MicroSD สูงสุด 256GB
  • ระบบปฎิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย realme UI 1.0
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 3 เลนส์แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8
    • เลนส์ Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
    • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 ระยะโฟกัส 4 เซนติเมตร
  • กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • รองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ซิม
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi b/g/n, Bluetooth 5.0, ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และพอร์ต Micro USB 2.0
  • แบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

ตัวกล่องของ realme C3 นั้นมาในสีเหลืองตามสไตล์ของ realme พร้อมชื่อรุ่น C3 ที่ด้านหน้าชัดเจนครับ ขณะที่ด้านหลังจะบอกสเปคที่สำคัญๆ บางอย่าง เช่น กล้อง 3 เลนส์, แบต 5000mAh, จอ 6.5 นิ้ว และหน่วยประมวลผล Helio G70

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • ตัวเครื่อง realme C3 พร้อมติดฟิล์มกันรอย
  • อะแดปเตอร์
  • สาย Micro USB 2.0
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น
  • ใบรับประกันสินค้า

 

ดีไซน์สุดเปล่งประกาย

ในเรื่องของดีไซน์ realme C3 นั้นจัดเต็มมากๆ ด้วยการใช้ลวดลายให้ความรู้สึกเหมือนกับแสงอาทิตย์ที่เปล่งประกายตลอดเวลาที่ออกมาจากบริเวณเลนส์กล้องด้านมุมซ้ายบนครับ ทั้งยังเล่นเฉดสีและแสงต่างๆ เมื่อเคลื่อไหวในแต่ละมุมด้วย ซึ่งสีที่เราได้มารีวิวครั้งนี้เป็นสีแดง Blazing Red ให้ความรู้สึกที่ร้อนแรงเลยทีเดียว

 

ขณะที่สีฟ้า Frozen Blue ก็สวยไม่แพ้กันเลยครับ

 

ตัววัสดุของ realme C3 นั้นทำออกมาได้ดีมากๆ เพราะป้องกันรอยนิ้วมือได้เป็นอย่างดี ใช้งานได้แบบไม่ต้องมานั่งเช็ดบ่อยๆ ทั้งยังจับถือได้สะดวกครับ ไม่มีลื่นหลุดมือแน่นอน

 

ที่สำคัญ realme C3 ยังมีดีไซน์พิเศษที่ปกป้องเครื่องจากละอองน้ำได้ด้วย

 

หน้าจอแสดงผลของ realme C3 มาในรูปแบบทรงหยดน้ำขนาดเล็ก Mini-Drop ทำให้ได้หน้าจอที่ใหญ่ถึง 6.5 นิ้ว พร้อมพื้นที่การแสดงผลที่ 89.8% ทำให้ใช้งานได้เต็มตาแน่นอน

 

หน้าจอของ realme C3 ใช้ชนิด LCD มีความละเอียด HD+ ครับ ทำให้ใช้งานได้คมชัดและสีสันก็อยู่ในระดับที่ดีเลยทีเดียวสำหรับเรทราคานี้

 

เหนือหน้าจอแสดงผลจะมีกล้องหน้าที่ฝังในหยดน้ำ และก็มีลำโพงสำหรับสนทนาครับ

 

ทางขวาตัวเครื่องจะมีปุ่ม Power ปุ่มจะอยู่ลึกลงไปเล็กน้อย ทำให้ปุ่มไม่ได้ยื่นออกมาจากตัวเครื่องมากนัก

 

ด้านซ้ายจะมีทั้งช่องเสียบซิมการ์ดแบบ Triple-slot ครับ ใส่ได้ทั้ง NanoSIM จำนวน 2 ช่อง พร้อม MicroSD Card อีก 1 ช่อง และปุ่มเพิ่มลดเสียง

 

ด้านล่างตัวเครื่องจะมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม., ไมโครโฟนสำหรับสนทนา, พอร์ต Micro USB 2.0 และลำโพงตัวหลัก

 

สุดท้ายที่ด้านหลังจะมีกล้องหลังคู่ 3 เลนส์ที่มุมซ้ายบน พร้อมไฟแฟลช LED ที่อยู่ด้านข้าง และมีระบบเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือตรงกลางเครื่องด้วย

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

realme C3 ถือเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของ realme ที่แกะกล่องมาพร้อมกับ realme UI บนพื้นฐานของ Android 10 ซึ่งโดยรวมจะยังดูไม่แตกต่างกับของเดิมเท่าไหร่ครับ แต่จะเน้นไปที่ฟีเจอร์ต่างๆ ที่มีมาให้เพิ่มขึ้น รวมไปถึงประสิทธิภาพลดการทำงานของ RAM ลงถึง 20%, เปิดแอปพลิเคชั่นได้ไวขึ้น 14% และช่วยให้ประหยัดแบตเตอรี่มากขึ้นถึง 40%

 

วอลเปเปอร์มีให้เลือกเพียบ

ใครที่อยากเปลี่ยนจากวอลเปเปอร์แบบพื้นฐานก็สามารถเข้าไปเปลี่ยนได้ในการตั้งค่าครับ โดยจะเลือกพื้นหลังให้เข้ากับสีเครื่องอย่างสีแดงก็ได้เช่นกัน ทำให้ดูร้อนแรงเพิ่มขึ้นไปอีก

 

ปรับไอคอนได้เอง

ใน realme UI ยังให้เราปรับแต่งลักษณ์ของไอคอนได้เองตามสไตล์เลยครับ โดยจะมีให้เลือกหลักๆ 3 แบบ ได้แก่ ค่าเริ่มต้น, ลักษณะวัสดุ, กรวดหิน หรือจะกำหนดเองโดยปรับค่าความมน, พื้นหน้า และไอคอนได้เพิ่มด้วย

 

Dark Mode

แน่นอนว่า realme C3 นั้นสามารถใช้งานฟีเจอร์ Dark Mode ได้อยู่แน่นอนครับ โดยจะช่วยถนอมสายตาเราเมื่อเล่นในตอนกลางคืนหรือที่แสงน้อย ซึ่งเราก็ปรับให้ทำงานเองได้ตามเวลาที่เรากำหนด

 

พักสายตาด้วย Focus Mode

ใน Focus Mode จะเป็นการหยุดพักใช้งานแอปพลิเคชั่นต่างๆ ที่เราเลือก โดยสามารถตั้งเวลาได้ว่าจะหยุดเล่นแอปที่เลือกถึงกี่โมง วันไหนบ้าง เพื่อให้เราไม่เสียเวลาในการเล่นแค่สมาร์ทโฟนอย่างเดียว

 

ระบบความปลอดภัย

ระบบสแกนลายนิ้วมือของ realme C3 นั้นทำได้ดีมากๆ ครับ เพียงแค่แตะที่ตัวเซ็นเซอร์ก็เข้าใช้งานได้ทันทีแบบรวดเร็วมากๆ

 

ส่วนการสแกนใบหน้าถือว่าทำงานรวดเร็วและเสถียรครับ โดยกดปุ่ม Power 1 ครั้งเพื่อเริ่มสแกนใบหน้าได้ทันที

 

ใช้งาน 2 บัญชีได้ด้วยโคลนแอพ

ฟีเจอร์โคลนแอพก็มีมาให้เช่นเคยครับ โดยใครที่มีบัญชีโซเชียลมีเดียมากกว่า 1 บัญชีก็สามารถสร้างอีก 1 แอปเพื่อล็อคอินอีกบัญชีได้ และการทำงานจะแยกกันอย่างสิ้นเชิงเลย

 

ลูกบอลช่วยเหลือ

เรื่องความสะดวกสบายก็มีมาให้เหมือนเดิมครับอย่างลูกบอลช่วยเหลือที่จะเป็นการนำลูกบอลเข้ามาในหน้าจอเพื่อที่จะได้ใช้ส่วนนี้ควบคุมการทำงานแทนปุ่มต่างๆ ในเครื่องได้ เช่น การเข้าหน้าหลัก, บันทึกหน้าจอ หรือการดูแอปล่าสุด เป็นต้น

 

แถบข้างอัจฉริยะ

ฟีเจอร์นี้จะใกล้เคียงกับลูกบอลช่วยเหลือครับ แต่จะซ่อนอยู่ที่ข้างหน้าจอแสดงผล ช่วยในเรื่องการเข้าถึงแอปพลิเคชั่นต่างๆ และการตั้งค่าในเครื่องได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่ต้องนั่งหาให้เสียเวลา

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

realme C3 นั้นขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล MediaTek Helio G70 Octa Core ความเร็ว 2.0GHz ซึ่งเป็นขุมพลังที่เน้นเล่นเกมเป็นหลักตามชื่อรหัส “G” ครับ แถมยังเป็นหน่วยประมวลผลที่มีราคาประหยัดอีกด้วย ทั้งยังมี RAM อยู่ที่ 3GB พร้อมกับ ROM 32GB สามารถเพิ่ม MicroSD Card ได้อีก 256GB ทำให้ใช้งานได้เต็มที่และไหลลื่น

 

สำหรับผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ทำได้ไปได้ที่ 178,553 คะแนน

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 353 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,224

 

จัดเก็บเกมไว้ที่เดียวด้วย Game Space

realme C3 มาพร้อมกับฟีเจอร์ Game Space ที่เป็นการจัดเต็มเกมทั้งหมดที่ดาวน์โหลดไว้ในที่เดียวครับ ทั้งยังสามารถปรับแต่งโหมดต่างๆ ให้เหมาะสมได้ ได้แก่ โหมดแข่งขัน, โหมดสมดุล และโหมดกำลังไฟต่ำ รวมไปถึงการปิดกั้นการแจ้งเตือนต่างๆ

 

ทั้งนี้ ก็ยังมี Game Assistant ที่รวมเทคโนโลยี HyperBoost เข้าไป ทำให้เล่นเกมแรงขึ้น 30% และเปิดแอปเร็วขึ้น 25% แต่ก็ยังมีความสามารถอื่นๆ ได้ เช่น การบันทึกวิดีโอขณะเล่น หรือบันทึกเป็นภาพนิ่งครับ

 

ทดสอบการเล่นเกม

Call Of Duty: Mobile

ในเกม Call Of Duty: Mobile เราสามารถปรับภาพได้สูงสุดที่กราฟิกระดับ Low และเฟรมเรทระดับ Medium ครับ แต่เมื่อเข้าไปเล่นโหมด Battle Royale 100 คน ก็เล่นได้ไหลลื่น ไม่มีติดขัดตรงไหนเลยด้วย และการทัชสกรีนก็ถือว่าใช้ได้ครับ ไปตามนิ้วพอสมควรเลย

 

ROV

สำหรับเกม ROV ไม่สามารถตั้งค่าเฟรมเรทระดับสูงได้ครับ แต่เราก็ลองปรับภาพ HD ระดับสูงสุด และการแสดงผลระดับสูงเช่นกัน ก็เล่นได้แบบไม่มีปัญหาอะไร ลื่นมากๆ แล้วเฟรมเรทก็วิ่งแบบคงที่ประมาณ 29-30fps ตลอดในช่วงที่บวกกันตั้งแต่ต้นเกมถึงช่วงท้ายเกม

 

แบตเตอรี่อึดอยู่รอดได้ทั้งวัน แถมแชร์ให้เครื่องอื่นได้ด้วย

เรื่องความอึดต้องบอกเลยว่า realme C3 นั้นเป็นรุ่นที่อยู่ทนตลอดวันได้นานมากๆ เพราะมีแบตเตอรี่มาให้ 5000mAh ครับ ใครที่ใช้งานทั่วไปจะอยู่ถึงค่ำๆ แน่นอน แถมยังใช้ต่อได้อีกถึงดึกเลยด้วยครับ เพราะจากที่เล่นมาสักพักใหญ่ๆ ถ้าไม่ได้เล่นเกมจริงจัง จากเช้าๆ ถึงบ่ายๆ จะลดลงมาประมาณ 20% เท่านั้นเอง และที่สำคัญเมื่อมีแบตเตอรี่มาให้เยอะก็ยังสามารถแบ่งปันเป็น Power Bank ให้กับสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นได้ด้วยผ่านอุปกรณ์ USB OTG

 

 

กล้องถ่ายรูป

realme C3 มาพร้อมกับกล้องรวมทั้งหมด 4 เลนส์ครับ โดยมีกล้องหลัง 3 เลนส์ และกล้องหน้าอีก 1 เลนส์ ดังนี้

กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 3 เลนส์แบ่งเป็น

  • เลนส์หลักความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8
  • เลนส์ Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 ระยะโฟกัส 4 เซนติเมตร

กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 โดยฟีเจอร์ต่างๆ ก็มีมาให้ค่อนข้างครบพอสมควรครับ

เลนส์หลัก AI กดถ่ายได้ทันที ไม่ต้องแต่งเยอะ

ด้วยเลนส์หลักของ realme C3 ที่มี AI มาช่วยประมวลผล ทำให้เมื่อกดถ่ายไป ภาพที่ได้ออกมาก็จะดูสวยงาม สว่าง และคมชัดมากๆ โดยไม่ต้องไปปรับอะไรให้ยุ่งยากครับ

 

สีสันสดขึ้นผ่านฟีเจอร์ Chroma Boost

ฟีเจอร์ Chroma Boost หรือการเพิ่มสีจะเป็นการเร่งเฉดสีของภาพที่เราจะถ่ายให้มีความสดมากขึ้นครับ แต่ก็ไม่ได้เร่งจนดูเกินเบอร์อะไร เพราะยังคงมีความธรรมชาติอยู่ด้วย ซึ่งยังให้ความสว่างของภาพมากกว่าแบบปกติเช่นกัน


ปิด Chroma Boost / เปิด Chroma Boost


ปิด Chroma Boost / เปิด Chroma Boost


ปิด Chroma Boost / เปิด Chroma Boost


ปิด Chroma Boost / เปิด Chroma Boost


ปิด Chroma Boost / เปิด Chroma Boost

 

เจาะวัตถุด้วย Macro ถึง 4 เซนติเมตร

realme C3 ยังมีเลนส์ Macro ที่ให้เราถ่ายวัตถุต่างๆ ได้ใกล้สุดถึง 4 เซนติเมตรครับ ทำให้เห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ได้ดียิ่งขึ้น

 

AI Beauty ถ่ายใบหน้าสวยงามแบบธรรมชาติ

ในการปรับ AI Beauty หรือใบหน้าสวยนั้นสามารถใช้งานได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังในโหมดรูปถ่าย ปรับได้ตั้งแต่ระดับ 0 – 100 ไปเลยครับ แต่จริงๆ ก็ให้ AI ปรับให้ก็ถือว่าเนียนๆ แบบธรรมชาติอยู่แล้ว หรือใครอยากจัดเต็มกว่านี้ก็ตามสะดวกครับ

กล้องหลัง

กล้องหน้า

 

เบลอหลังธรรมชาติด้วยโหมด Portrait

โหมดรูปคนหรือ Portrait ของ realme C3 ช่วยให้เราได้ฉากเบลอหลังที่ตัดขอบได้เนียนตาครับ โดยเราสามารถปรับการเบลอหรือโบเก้ได้ตั้งแต่ 0% – 100% ด้วย แถมยังได้ AI Beauty ที่ปรับให้เองโดยอัตโนมัติ แต่ระยะของโหมดนี้จะใกล้กว่าโหมดปกติเล็กน้อย

กล้องหลัง

 

กล้องหน้า

 

นอกจากนี้ในส่วนของกล้องหน้าโหมดรูปคน เราสามารถแต่งเติมฟิลเตอร์ในรูปแบบเฉพาะของโหมดรูปคนได้ 5 แบบ

 

ฟิลเตอร์ปกติก็มีให้เลือกเพียบ

นอกจากที่จะมีฟิลเตอร์ในโหมดรูปคนแล้ว ฟิลเตอร์แบบปกติในโหมดธรรมดาก็มีเหมือนกันมากถึง 10 แบบทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง เลือกได้แบบไม่ซ้ำกันเลยครับ

กล้องหลัง

 

กล้องหน้า

 

สรุปจุดเด่น

  • ดีไซน์สวยงาม โดดเด่นไม่ซ้ำใคร แถมเวลาจับถือยังไม่ติดรอยนิ้วมือด้วย
  • หน้าจอทรงหยดน้ำ กว้าง 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ ทำให้เล่นได้แบบเต็มตา จุใจ และได้ภาพที่คมชัด
  • หน่วยประมวลผล Helio G70 สำหรับการเล่นเกมโดยเฉพาะ ทำให้เล่นได้ไหลลื่นมากขึ้นกว่า CPU ในเรทเดียวกัน
  • รองรับการใส่ซิมแบบ Triple-slot แบ่งเป็น NanoSIM 2 ช่อง + MicroSD Card 1 ช่อง
  • กล้องหลัง 3 เลนส์ความละเอียดสูงสุด 12 ล้านพิกเซล ถ่ายได้คมชัดทั้ง Portrait และ Macro
  • แบตเตอรี่สุดอึดถึง 5000mAh ทำให้ใช้งานได้ชัวร์ๆ ตลอดวัน

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ใช้พอร์ต Micro USB 2.0

realme C3 ราคาเพียง 3,999 บาท วางจำหน่ายพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 22 ก.พ.นี้ ที่ realme Brand Shop ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ รวมถึงช่องทางออนไลน์ Lazada และ Shopee  สำหรับช่องทาง AIS  TrueMove H และ dtac สามารถเป็นเจ้าของ realme C3 ได้ในราคาเริ่มต้นที่ 1,499 บาท ( AIS และ TrueMove H เริ่มวางจำหน่ายวันที่ 3 มีนาคมเป็นต้นไป )

อ่านต่อ...

News

รีวิว Xiaomi LINE Friends True Wireless หูฟังน่ารักที่สุด Brown และ Sally เอาอันไหนดี? [ชมคลิป]

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

น่าจะเป็นหูฟังที่น่ารักที่สุดของปีก็เลยก็ว่าได้สำหรับ Xiaomi LINE Friends True Wireless พอได้เห็นของจริงแล้วยิ่งน่ารักขึ้นไปอีกทั้ง Brown และ Sally เอาอันไหนดี? ไปดูคลิปรีวิวกันเลย

Xiaomi LINE Friends True Wireless Review

ด้านดีไซน์และฟีเจอร์ของตัวหูฟังจะเหมือนกับ Redmi AirDots มีเพียงสีขาวเท่านั้น และมีลายของตัวการ์ตูนลายอยู่บนตัวหูฟังด้วยทั้ง Brown และ Sally โดยรองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth 5.0 และฟังเพลงได้ยาวนานสูงสุด 3.5 ชั่วโมง เมื่อเก็บใส่กล่องก็จะตัดการเชื่อมต่ออัตโนมัติและเมื่อหยิบออกจากกล่องก็จะเชื่อมต่อให้อัตโนมัติด้วย

Xiaomi LINE Friends True Wireless นอกจากจะเป็นหูฟังน่ารักๆ แล้ว ถ้าซื้อเป็นของขวัญน่าจะถูกใจคนรับอย่างแน่นอน แต่ว่าตอนนี้ค่อนข้างหายากพอสมควรเพราะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการเฉพาะในประเทศจีน ก็มีในไทยหิ้วมาขายกันบ้าง

สำหรับใครที่อยากได้แต่ไม่รู้จะไปซื้อที่ไหน ท้ายคลิปรีวิวต้องห้ามพลาดเด็ดขาด!

อ่านต่อ...

IT News

ลองแล้วเร็วจริง! AIS Fibre SuperMESH WiFi แพ็กเกจเน็ตบ้าน 1 Gbps เร็วแรงทั่วบ้านทั้ง LAN และ WiFi

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

ในปัจจุบันการใช้งานอินเทอร์เน็ตภายในบ้านของผู้ใช้งานส่วนใหญ่มีความต้องการความเร็วที่สม่ำเสมอ และอยากให้สัญญาณครอบคลุมทั่วทุกบริเวณของบ้าน แต่การใช้งานก็ยังมีข้อจำกัดของสัญญาณซึ่งยังไม่สามารถเข้าถึงบริเวณต่างๆ ภายในบ้านอย่างทั่วถึง ด้วยปัจจัยต่างๆ ในการใช้งานทั้งตัวอุปกรณ์ Router ที่ปล่อยสัญญาณไม่ทั่วถึง ตัวบ้านอาจจะมีหลายชั้น มีมุมที่อับสัญญาณ ตอนนี้ปัญหานั้นจะหมดไปล่ะครับ ด้วย AIS Fibre SuperMESH WiFi ซึ่งมาพร้อมคอนเซ็ปต์ “เร็วกว่า ดีกว่า ง่ายกว่า” ได้เปิดตัวแพ็กเกจใหม่ AIS Fibre SuperMESH WiFi Package 1Gbps สัญญาณ WiFi แรงทั่วบ้าน ถึงแม้จะใช้งานผ่าน WiFi ก็ตาม เดี๋ยวจะพาไปดูกันว่า “เร็วกว่า ดีกว่า ง่ายกว่า” จะมีเทคโนโลยีล้ำๆ อะไรที่น่าสนใจ แพ็กเกจจะมีความคุ้มค่าขนาดไหน ไปดูรายละเอียดกันครับ

 

“เร็วกว่า” ด้วย AIS Fibre SuperMESH WiFi

ก่อนที่จะไปทดลองใช้งานอินเทอร์เน็ตเร็ว แรงทั่วทั้งบ้าน จาก AIS Fibre SuperMESH WiFi มาทำความรู้จักเทคโนโลยีนี้กันก่อนครับ ปัจจุบันผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่มักจะใช้ Router เพียงตัวเดียววางไว้ในบ้าน แต่เมื่อจะใช้งานจากชั้นอื่น หรือบริเวณอื่นๆ ของบ้านก็จะพบว่าสัญญาณไม่ทั่วถึง รวมไปถึงสปีดเมื่อใช้งานผ่าน WiFi ทำความเร็วได้ไม่เต็มที่ AIS เป็นรายแรกและรายเดียวในไทยที่พัฒนานวัตกรรม SuperMESH WiFi ทำให้สามารถเชื่อมโยงสัญญาณ MESH WiFi ถึงกันได้ครอบคลุมทั่วทุกมุมของบ้าน โดยไม่ต้องเดินสาย LAN ทำให้ใช้เน็ตบ้านได้เต็มประสิทธิภาพตั้งแต่วันแรกที่ติดตั้ง

 

AIS SuperMESH WiFi Router ที่ดีที่สุดและล้ำหน้าที่สุดในขณะนี้

หนึ่งในเคล็ดคลับความเร็วแรง ของ AIS Fibre SuperMESH WiFi นั่นคือ SuperMESH WiFi Router ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ของ Router ในไทย ได้รับการออกแบบและ Customized เทคโนโลยี MESH WiFi ใหม่ ซึ่ง Router ที่ออกแบบใหม่นี้จะทำให้การกระจายสัญญาณเร็วแรงเต็มสปีดและครอบคลุมทั่วทุกห้องในบ้าน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่เป็นครอบครัวใหญ่ หรืออาจะเป็นบ้าน 2 ชั้น ทำให้สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ทั่วทั้งบ้านตลอดเวลา

ในส่วนของคุณสมบัติเด่นๆ ที่น่าสนใจของ AIS Fibre SuperMESH WiFi Router ดังนี้

  1. กระจายสัญญาณเน็ตเร็วแรงเต็มสปีด 1 Gbps ตัวจริง บน WiFi
  2. เชื่อมต่อเป็น MESH WiFi ช่วยกระจายสัญญาณให้เร็วแรง และครอบคลุมสม่ำเสมอทั่วทุกมุมในบ้าน
  3. เชื่อมต่ออุปกรณ์ AIS SuperMESH WiFi Router ได้มากที่สุดถึง 8 ตัว และรองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทดีไวซ์และอุปกรณ์ IoT ได้เป็นจำนวนมาก เปลี่ยนบ้านให้เป็น Smart Home
  4. เป็น Green Energy Router รายแรกรายเดียวในไทยที่ช่วยประหยัดพลังงานและลดการใช้ไฟฟ้ามากกว่า 30% เมื่อเทียบกับเราท์เตอร์แบบเดียวกันของผู้ให้บริการรายอื่น

AIS SuperMESH WiFi เร็วจริง เต็มสปีดบน WiFi 

ทำความรู้จักกับ AIS Fibre SuperMESH WiFi กันไปแล้ว มาถึงช่วงเวลาที่ใช้งานจริงกันครับ ซึ่งใช้งานในครั้งนี้เป็น AIS SuperMESH WiFi แพ็กเกจความเร็วสูงสุด 1000Mbps/200Mbps บนสมาร์ทโฟน HUAWEI Mate30 Pro โดยเลือกปรับสปีดความเร็วสูงสุด 1,000Mbps/200Mbps ทำการสปีดเทสต์บนแอป Speedtest by Ookla ได้ความเร็ว 1,004Mbps/260Mbps ซึ่งเป็นการใช้งานผ่าน WiFi จะเห็นว่าสปีดนั้นมาเต็มๆ บนความเร็วตามแพ็กเกจที่ปล่อยมาให้ใช้งานโดยไม่ต้องใช้สาย LAN  นอกจาก HUAWEI Mate30 Pro ที่รองรับการใช้งานแล้ว ยังมีรุ่น Mate 20 Pro, Mate 30, P30, P30 Pro ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนที่รองรับการใช้งานความเร็ว 1Gbps บน WiFi ได้ด้วยครับ

 

หากใช้งานบนโน้ตบุ๊ค พีซี ที่ใช้ Wireless Chipset รุ่น Intel AC9260, Intel AC9560, Killer AX1650x, Intel AX200, Intel AX201 รุ่นเหล่านี้รองรับการส่งสัญญาณ ผ่าน WiFi ได้สูงสุด 1 Gbps เช่นเดียวกันครับ ในฝั่งของผู้ใช้งาน Macbook Pro จะรองรับการส่งสัญญาณผ่าน WiFi ได้สูงสุด 800 Mbps และบนสมาร์ทโฟน Hi-end รุ่นอื่นๆ รองรับการส่งสัญญาณผ่าน WiFi ได้สูงสุด 650 Mbps

ถ้าพูดให้เข้าใจกันง่ายๆ สำหรับ SuperMESH WiFi ของ AIS ก็คือการทำให้ผู้ใช้งานสามารถต่อ WiFi แล้วทำความเร็วได้สูงสุดเต็มสปีดสูงสุด 1Gbps หรือ 1000Mbps โดยไม่ต้องพึงพาสาย LAN เพราะอย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการต่อสาย LAN ยังไงก็ได้สปีดเต็มแม็กอยู่แล้ว

อีกหนึ่งจุดเด่นของเทคโนโลยี MESH ของ AIS คือการส่งต่อสัญญาณไปยัง MESH ตัวอื่นๆ ได้สูงสุด 8 ตัว นั่นก็หมายความว่าเราสามารถวาง MESH แต่ละตัวให้กระจายได้ทั่วทั้งบ้านโดยไม่ต้องลากสายให้ยุ่งยาก แต่สำหรับการส่งต่อสัญญาณแบบไร้สายไปยัง MESH ตัวถัดไปจะทำให้สปีดดร็อปลง ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติที่หลายคนทราบกันดีอยู่แล้ว หรือถ้าอยากให้ MESH ทุกตัวปล่อยสัญญาณได้เต็มสปีดก็สามารถต่อสาย LAN ได้

 

หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วสปีดที่มาจาก MESH จะได้เต็มสปีดตลอดการใช้งานหรือไม่ ซึ่งอันนี้ต้องอธิบายให้เห็นภาพกันง่ายๆ ว่าสัญญาณ WiFi แบบไร้สายในความเป็นจริงจะมีความเร็วที่ไม่นิ่งเสมอไป ทั้งนี้ก็มีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อสปีดของเน็ตได้นะครับ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณไร้สายต่างๆ เข้ามารบกวน, สัญญาณ WiFi จากบ้านข้างๆ, การเชื่อมต่อใช้งานพร้อมกันหลายอุปกรณ์ หรือรุ่นอุปกรณ์ที่เราใช้งานอยู่อาจไม่รองรับความเร็วระดับ 1Gbps เป็นต้น แต่ถ้าทดสอบผ่านสาย LAN แล้วได้ความเร็วเต็มสปีดตามแพ็กเกจ 1Gbps ก็แสดงว่าเน็ตถูกปล่อยมาเต็ม แต่อาจถูกสัญญาณรบกวนเวลาใช้งานผ่าน WiFi เป็นต้น

 

ดีกว่า” ด้วย Speed Toggle

อีกฟีเจอร์เด็ดที่ช่วยให้ใช้งานได้ตรงความต้องการมากยิ่งขึ้น ด้วย Speed Toggle ผู้ใช้งานสามารถสลับความเร็วดาวน์โหลด / อัปโหลดได้ด้วยตัวเองได้อย่างง่ายๆ เลยครับ ซึ่งเป็นรายเดียวที่ปรับสปีดอัปโหลดได้สูงสุดถึง 1Gbps การสลับความเร็วก็ทำได้ง่ายๆ เพียงแค่เข้าไปที่ https://myaisfibre.com จากนั้นเลือกสลับความเร็วที่ต้องการได้ด้วยตัวเอง จะสลับกี่ครั้งก็ได้นะ ไม่จำกัดในแต่ละวัน เลือกปรับได้ตามความเหมาะสมของการใช้งานได้ตลอดเวลาตามต้องการ และหลังจากที่ปรับแล้วจะมีผลทันทีไม่ต้องรอนานให้เสียเวลา

 

อีกช่องทางที่สามารถสลับความเร็วในการใช้งานได้เช่นเดียวกันคือ ผ่าน AIS Fibre LINE Connect ซึ่งอยู่ใน AIS LINE Official ที่เมนู “บริการเน็ตบ้าน AIS Fibre” ก็สามารถสลับความเร็วได้ง่ายๆ เช่นเดียวกัน

 

การปรับสปีดด้วยตัวเองจะมีให้เลือกใช้งานทั้งหมด 3 แบบ ตามความเหมาะสมของการใช้งานดังนี้

  • Full Speed Download เหมาะกับช่วงเวลาที่ต้องการเน้นความเร็วในการดาวน์โหลด เช่น ดาวน์โหลดไฟล์ขนาดใหญ่ ดูหนังความละเอียดสูงๆ เป็นต้น
  • Symmetry เหมาะกับการใช้งานทั่วไป ความเร็วดาวน์โหลดและอัปโหลดเท่าๆ กัน
  • Full Speed Upload อันนี้หลายคนน่าจะชื่นชอบกันอย่างแน่นอน เพราะว่าเราสามารถสลับความเร็วอัปโหลดให้เต็มสปีดระดับ 1Gbps ได้ ถ้าต้องการอัปโหลดไฟล์ใหญ่ๆ เช่น อัปโหลดคลิปขึ้นบน YouTube หรือ Facebook ก็เลือกเองได้เลย

 

ง่ายกว่าด้วย AIS Fibre GURU

ง่ายกว่าไปกับ AIS Fibre GURU ซึ่งเป็นทีมช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญจาก AIS Fibre ที่จะเข้าไปอำนวยความสะดวกในการติดตั้งให้กับลูกค้าถึงบ้าน มั่นใจได้เลยครับว่า สัญญาณ WiFi จะดีทั้งบ้านตั้งแต่วันแรกที่ติดตั้งเลยล่ะครับ หากลูกค้ามีข้อมูลที่สงสัยอยากสอบถามเพิ่มเติมก็สามารถสอบถามและขอคำแนะนำจาก AIS Fibre GURU ได้เช่นเดียวกัน อุ่นใจได้เลยว่าจะได้รับคำแนะนำดีๆ ในการใช้งานอย่างแน่นอนครับ 

 

AIS Fibre SuperMESH WiFi แพ็กเกจเน็ตบ้าน 1 Gbps ตัวจริง แรงเต็มสปีด

พูดถึง AIS Fibre SuperMESH WiFi กันมาเยอะแล้ว หลายๆ คนอาจจะสงสัยว่า เร็วกว่า ดีกว่า ง่ายกว่า น่าใช้งานแบบนี้ราคาแพ็กเกจจะเท่าไหร่ ต้องบอกเลยว่าเป็นราคาที่สามารถเข้าได้ถึงได้อย่างง่ายๆ AIS Fibre  SuperMESH WiFi แพ็กเกจ 1Gbps/200 Mbps สุดคุ้มเพียง 999 บาทต่อเดือน หรือแพ็กเกจเริ่มต้น 500/200 Mbps เพียง 899 บาทต่อเดือน โดยแพ็กเกจดังกล่าว จะได้รับเราเตอร์ SuperMESH WiFi  2 ตัว มูลค่า 7,980 บาท ไปใช้งานกันได้ฟรีๆ ด้วยนะครับ

 

นอกจากนี้ สำหรับใครที่ชอบความบันเทิงยังสามารถเพิ่มเงิน 100 บาท/เดือน จะได้รับกล่อง AIS PLAYBOX เอาไปชมคอนเทนต์จากช่องดัง กับแพ็กเกจ PLAY FAMILY นาน 12 เดือน,  HOOQ นาน 6 เดือน และ NETFLIX นาน 3 เดือน ฟรี! ได้อีกด้วยครับ

AIS Fibre SuperMESH WiFi เรียกได้ว่าเป็นเทคโนโลยีที่จะเข้ามารองรับการเติบโตของ Video Streaming ความละเอียดระดับ 4K, เทคโนโลยี 5G และแอปพลิเคชันใหม่ๆ เทคโนโลยี Virtual Reality (VR) ที่ต้องการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงระดับกิกะบิต ในปี  2020 นี้ และในอนาคต ซึ่งมีความโดดเด่นทั้งในเรื่องของแพ็กเก็จที่มีความเร็วถึง 1Gbps บน LAN และ WiFi ในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย ดีกว่าด้วยการปรับ Speed Toggle ได้ด้วยตัวเอง และง่ายกว่าด้วย AIS Fibre GURU ผู้ที่จะเข้ามาช่วยเหลือให้คำแนะนำได้อย่างเชี่ยวชาญกับผู้ใช้งานทุกคน ทั้งหมดนี้เป็นความน่าสนใจจาก AIS Fibre SuperMESH WiFi ที่หลายๆ คนสงสัย อยากทราบข้อมูลรวมไปถึงการใช้งานจริงวันนี้เลยนำมาฝากกันครับ สำหรับผู้ที่สนใจหากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมของ AIS Fibre SuperMESH WiFi สามารถดูได้ที่ www.ais.co.th/fibre

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

Advertisement

คลิปมาใหม่

ข่าวใหม่วันนี้

มือถือมาใหม่

กำลังมาแรง