ติดตามพวกเรา

ข่าวประชาสัมพันธ์

Samsung เตรียมพร้อมก้าวสู่โลกแห่งอนาคต นำเสนอสุดยอดนวัตกรรมจากโครงการ “C-Lab Inside” และสตาร์ทอัป “C-Lab Outside” ที่งาน CES 2020

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ประกาศแสดง 5 สุดยอดโครงการนวัตกรรมจาก C-Lab Inside รวมไปถึงผลิตภัณฑ์จาก 4 สตาร์ทอัปโดย C-Lab Outside ที่งานคอนซูเมอร์ อิเล็กทรอนิกส์ โชว์ ประจำปี 2563 (CES 2020) มหกรรมที่รวบรวมเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลกมาไว้ในที่เดียว

“เราสนับสนุน C-Lab ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่แสดงออกถึงเทรนด์ล่าสุดของตลาดและความต้องการของลูกค้า ซึ่งเราจะจัดแสดงทั้งโครงการและสตาร์ทอัปที่น่าสนใจจาก C-Lab ในนิทรรศการระดับโลกต่างๆ” คุณอินกุก ฮาน รองประธานและหัวหน้าศูนย์นวัตกรรมสร้างสรรค์ ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ กล่าว

จากโครงการ C-Lab Inside สู่ความสำเร็จเกินความคาดหมาย

C-Lab Inside คือโครงการบ่มเพาะธุรกิจซึ่งสนับสนุนและส่งเสริมไอเดียนวัตกรรมของพนักงานซัมซุง โดยโครงการนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2555 โดยโครงการจาก C-Lab Inside ที่นำมาเปิดตัวเป็นครั้งแรกในงาน CES ปีนี้ เน้นไปที่การส่งมอบความสะดวกสบายและการสร้างสุขภาพที่ดี ไม่ว่าจะเป็น SelfieType โซลูชันแป้นพิมพ์เสมือนจริงโดยใช้กล้องหน้า Hyler ปากกาเน้นข้อความอัจฉริยะที่สามารถแปลงตัวอักษรบนกระดาษให้เป็นตัวอักษรดิจิตอล Becon โซลูชันดูแลหนังศีรษะและป้องกันผมร่วงด้วยตนเองจากที่บ้าน SunnySide แสงแดดประดิษฐ์ในรูปทรงหน้าต่าง และ Ultra V เซนเซอร์ตรวจจับแสงอัลตราไวโอเลต

นับตั้งแต่เริ่มจัดตั้งโครงการ ปัจจุบันมีโครงการภายใต้ C-Lab กว่า 40 โครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนเต็มจำนวนและตั้งตัวแยกออกมาเป็นบริษัทสตาร์ทอัป ซึ่งในงานครั้งนี้ ได้มี 8 บริษัท ซึ่งประกอบไปด้วย Linkflow, Welt, Linkface, Lululab, Mopic, Monit, AnaloguePlus, และ Luple นำผลงานนวัตกรรมล่าสุดของตนเองมาจัดแสดง เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตที่มากขึ้น ซึ่ง Linkface ถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่โดดเด่นมากที่สุด จากการได้รับการเสนอชื่อรับรางวัลนวัตกรรมดีเด่นประจำงาน CES 2020 ด้วยการนำเสนอหูฟัง “Dear” ที่มาพร้อมกับเซนเซอร์ตรวจจับสัญญาณชีวภาพเพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการสูญเสียการได้ยินในเด็ก

 

รายละเอียดของโครงการ C-Lab Inside

1 SelfieType คือ คีย์บอร์ดเสมือน (Virtual Keyboard) ที่ทำงานด้วยการใช้กล้องหน้าของสมาร์ทโฟน ผสานเข้ากับการใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์การเคลื่อนไหวของนิ้วมือให้เป็นตัวอักษร ตามตำแหน่งของแป้นพิมพ์
‘เควอร์ที’ (QWERTY keyboard) โดย SelfieType สามารถประยุกต์ใช้ได้กับอุปกรณ์ที่หลากหลาย เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และแล็ปท็อป โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริม

 

2 Hyler คือ ปากกาเน้นข้อความอัจฉริยะ (Smart highlighter) ที่เปลี่ยนข้อความบนหน้ากระดาษให้เป็นตัวอักษรในอุปกรณ์ดิจิตอลเพียงแค่ไฮไลท์ข้อความ โดยผู้ใช้ยังสามารถใช้อุปกรณ์นี้จัดเก็บข้อมูลจากหน้ากระดาษเพื่อจัดการข้อมูลภายหลังผ่านแอปพลิเคชัน รวมถึงการค้นหาข้อมูลโดยตรงผ่านโหมด “search” ใน Hyler ด้วยอ้างอิงจากเครื่องมือค้นหาและพจนานุกรมที่เชื่อมต่ออยู่กับ Hyler

 

3 Becon คือ บริการดูแลหนังศีรษะเพื่อป้องกันผมร่วง พร้อมการแนะนำวิธีการแก้ไขปัญหาโดยอ้างอิงจากผลการวิเคราะห์สภาพหนังศีรษะของแต่ละบุคคล โดย Becon จะประกอบด้วยอุปกรณ์พกพาที่ทำงานร่วมกับแอปพลิเคชัน โดยเครื่องมือนี้จะทำการวิเคราะห์หนังศีรษะแบบเรียลไทม์ได้ถึง 10 ด้าน ทั้งในด้านความหนาแน่นของเส้นผม เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว (Dead skin) ความบอบบางของผิว อุณหภูมิและความชื้น ด้วยการวิเคราะห์จากอัลกอริทึม Machine Learning โดยตัวเครื่องจะแนะนำวิธีการแก้ไขปัญหาหนังศีรษะที่ดีที่สุดหลังจากการประเมินผลวิเคราะห์ พร้อมทั้งยังสามารถแสดงถึงการพัฒนาของหนังศีรษะผ่านทางแอปพลิเคชันได้อีกด้วย

 

4 SunnySide คือ อุปกรณ์ให้แสงสว่างที่มาในรูปร่างคล้ายหน้าต่าง โดยสามารถสร้างแสงแดดจำลอง ซึ่งทำให้ผู้ใช้เพลิดเพลินไปกับแสงแดดที่เปลี่ยนไปตามแต่ละช่วงเวลาของวัน ผ่านการจำลองสเปกตรัมของแสงอาทิตย์จริง รวมถึงยังช่วยให้ผู้ใช้สามารถสังเคราะห์วิตามินดีได้จากภายในบ้านหรือที่ใดก็ตามที่มีแสงแดดไม่เพียงพอ โดยไม่ต้องกังวลว่าแสงแดดจะทำร้ายผิว โดย Sunnyside สามารถติดตั้งได้อย่างง่ายดายคล้ายกับการติดตั้งภาพแขวนผนัง

5 Ultra V คือ เซนเซอร์ชนิดใหม่ที่มาพร้อมการบันทึกแสงอัลตราไวโอเลตในแต่ละวัน โดยตัวเซนเซอร์มีตัวรับที่มีมุมกว้างที่ทำให้ง่ายต่อการติดตั้งเข้าไปในอุปกรณ์สวมใส่ต่างๆ ด้วย Ultra V ผู้ใช้งานจะสามารถตรวจสอบและจัดการสภาพผิว รวมถึงปริมาณการผลิตวิตามิน D ของผิวที่ได้สัมผัสกับรังสียูวีจากแสงอาทิตย์

4 สตาร์ทอัปสุดโดดเด่น แห่ง C-Lab Outside

ครั้งแรกกับการนำเสนอ 4 สตาร์ทอัปจาก C-Lab Outside พร้อมกับเหล่าโครงการจาก C-Lab Inside ภายในงาน CES นับตั้งแต่การก่อตั้ง C-Lab Outside ขึ้นเป็นครั้งแรกในเดือนตุลาคม ปี 2561 ในฐานะโครงการที่ช่วยผลักดันอีโคซิสเต็มสำหรับสตาร์ทอัป และสร้างตำแหน่งงานด้านเทคโนโลยีให้มากขึ้นในประเทศเกาหลีใต้ พร้อมเป็นการขยายการสนับสนุนด้านไอเดียและนวัตกรรมภายนอกเครือข่ายของซัมซุง โดยสตาร์ทอัปที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการ C-Lab Outside จะได้รับการสนับสนุนทั้งด้านการเงิน การร่วมมือทางธุรกิจ และโอกาสในการนำเสนอผลงานบนเวทีระดับโลกเคียงข้างซัมซุง

 รายละเอียดของสตาร์ทอัป C-Lab Outside

1 Circulus (http://pibo.circul.us) ได้จัดแสดงหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ หรือหุ่นยนต์เคลื่อนไหวคล้ายมนุษย์ ที่มีชื่อว่า ‘piBo’ ซึ่งเหมาะสำหรับบ้านที่มีการอยู่อาศัยคนเดียวหรือครอบครัวขนาดเล็ก (single-person households) โดย piBo สามารถให้
ใช้งานได้อย่างหลากหลาย ทั้งการสนทนาทั่วไป ข่าว สภาพอากาศ ผลการค้นหาต่างๆ พร้อมทั้งยังสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้ผ่านการวิเคราะห์อารมณ์จากการแสดงออกทางใบหน้า และเนื้อหาของการสนทนา พร้อมสื่อสารกลับด้วยวิธีการที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นทางคำพูด เสียงเพลง และการเต้น โดยผู้ใช้สามารถเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ โดยดาวน์โหลดจากสโตร์ได้

 

2 FITT (http://www.fitt.kr) คือแพลตฟอร์มการบันทึกสุขภาพส่วนบุคคล (PHR – Personal Health Record) เพื่อเก็บข้อมูลทางสุขภาพจากการทดสอบทางร่างกาย (Exercise test) 3 รูปแบบคือ การทำงานของหัวใจและปอด ท่าทาง และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ  โดยหลังจากการทดสอบ ผู้ใช้งานจะได้รับโปรแกรมออกกำลังกายเฉพาะบุคคลที่เหมาะสมกับสุขภาพของผู้ใช้งานในปัจจุบันโดยเปรียบเทียบกับผู้ใช้อื่นในช่วงอายุและเพศเดียวกัน นอกจากนี้ FITT ยังช่วยคาดการณ์โอกาสที่จะเกิดโรคในอนาคต เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจวาย และโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น รวมไปถึงแนะนำโปรแกรมออกกำลังกายที่เหมาะสมเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้อีกด้วย

3 Vtouch (http://vtouch.io/ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ โดยไม่ต้องสัมผัส ผ่านการตรวจจับสายตาและปลายนิ้วมือของผู้ใช้งาน ด้วยสิทธิบัตรคอมพิวเตอร์วิทัศน์หรือการวิเคราะห์ภาพนิ่ง (Computer vision) และซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ที่่เลียนแบบการทำงานของระบบโครงข่ายประสาทในสมองมนุษย์ (Deep-learning technology) โดย Vtouch สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลายอุตสาหกรรม เช่น รถยนต์อัจฉริยะ บ้านอัจฉริยะ หรือป้ายอัจฉริยะ เป็นต้น

4 Smoothy (https://smoothy.co/) คือ แอปพลิเคชันวิดีโอแชทเป็นกลุ่มที่สามารถใช้งานได้พร้อมกันสูงสุดถึง 8 คน ซึ่งสิ่งที่ทำให้ Smoothy แตกต่างจากแอปพลิเคชันอื่น คือ วิดีโอแชทจะถูกตั้งค่าเป็นโหมดงดการสนทนา (Silent mode) ยามเมื่อต่อสายครั้งแรก เพื่อให้ผู้ใช้สามารถรับสายได้ทุกที่ทุกเวลาที่ต้องการ นอกจากนี้ Smoothy ยังสามารถใช้ Samsung AR Emoji ได้ในระหว่างการสนทนา ซึ่งเมื่อผู้ใช้ได้สร้างอวตารของตัวเองแล้ว AR Emoji จะสามารถแสดงสีหน้าและท่าทางของผู้ใช้ได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งจะทำให้วิดีโอแชทสนุกมากขึ้น

ข่าวประชาสัมพันธ์

AIS โชว์ทดสอบ 5G ควบคุมเครนยกขนตู้สินค้า ในกิจการท่าเรือพาณิชย์ แหลมฉบัง ปักธงผู้นำ 5G ที่ 1 ตัวจริง รายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

AIS โชว์ทดสอบ 5G ควบคุมเครนยกขนตู้สินค้า ในกิจการท่าเรือพาณิชย์ แหลมฉบัง ใช้งานจริงในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ เขตพื้นที่ EECปักธงผู้นำ 5G ที่ 1 ตัวจริง รายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

27 กุมภาพันธ์ 2563: เอไอเอส ผู้นำอันดับ 1 ด้านนวัตกรรมเครือข่ายและเทคโนโลยีของประเทศ ทดสอบการนำเทคโนโลยี 5G มาประยุกต์ใช้ในกิจการท่าเทียบเรือขนส่งสินค้า เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถควบคุมเครนยกตู้สินค้าได้จากระยะไกล ผ่านโครงข่าย 5G ณ ท่าเทียบเรือฮัทชิสัน พอร์ท ประเทศไทย ท่าเรือแหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ได้เป็นรายแรกของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้การสนับสนุนของ กสทช. โดยจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยบริหารจัดการขนส่งสินค้าในท่าเรือพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล และเทคโนโลยี 5G นี้
มีส่วนร่วมสนับสนุนโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ในการผลักดันให้ท่าเรือแหลมฉบังเป็นเกตเวย์ของประเทศไทย และเป็นศูนย์กลางด้าน โลจิสติกส์ สำหรับการค้าการลงทุนของกลุ่มประเทศอาเซียนในอนาคต
นายฮุย เวง ชอง หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านปฏิบัติการ เอไอเอส กล่าวว่า “เอไอเอส ในฐานะผู้นำอันดับ 1 ด้านนวัตกรรมเครือข่ายและเทคโนโลยี เพื่อยกระดับขีดความสามารถของทุกอุตสาหกรรมไปอีกขั้น จากการทดลองทดสอบ Use Case ทั่วทุกภูมิภาคและภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ทำให้เราได้มีองค์ความรู้สำหรับการวางรากฐานโครงสร้างเครือข่ายหลักเตรียมรองรับเทคโนโลยี 5G อย่างต่อเนื่อง เช่น การควบคุมรถยนต์จากระยะทางไกล (5G Remote Driving) มาประยุกต์ใช้งานในงานภาคการผลิตร่วมกับเอสซีจี โดยการควบคุมรถยกของภายในโรงงานที่อยู่ในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ จากศูนย์ควบคุมระยะไกล
ในครั้งนี้ เอไอเอส ได้นำ 5G มาใช้ทดสอบการควบคุมเครนยกขนตู้สินค้าที่ติดตั้งอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ภายในท่าเทียบเรือ ฮัทชิสัน พอร์ท ประเทศไทย ได้จากห้องบังคับระยะไกล ผ่านการส่งสัญญาณควบคุมเครนจากห้องควบคุมด้วยระบบโครงข่าย 5G ของเอไอเอส โดยนำคุณสมบัติเด่นของ 5G ในเรื่องความเร็วสูง (Speed) และการตอบสนองที่รวดเร็ว มีความหน่วงต่ำ (Latency) เพื่อใช้รับสัญญาณจากกล้องวงจรปิดที่เครนและส่งสัญญาณควบคุมจากห้องบังคับการกลับไปที่เครนได้ทันที ทำให้โดยภาพรวมแล้วเจ้าหน้าที่ควบคุมเครนจะสามารถสลับเปลี่ยนการควบคุมเครนแต่ละตัวในท่าเทียบเรือได้อย่างอิสระและรวดเร็วมากขึ้น นำไปสู่การบริหารจัดการเครนยกขนตู้สินค้าที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
อนึ่ง ท่าเรือแห่งนี้ตั้งอยู่บนโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC โครงการนี้ จึงสามารถเป็นต้นแบบให้ภาคอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ได้เห็นถึงประโยชน์และนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในอนาคต โดยความร่วมมือนี้ ถือเป็นการนำเทคโนโลยีล้ำหน้าเช่น 5G มาทดสอบใช้งานในกิจการท่าเรือพาณิชย์เป็นครั้งแรกในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นการแสดงศักยภาพทางเทคโนโลยีที่สำคัญให้แก่ประเทศไทย ทั้งนี้ เอไอเอส ยังคงมุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยี 5G มาประยุกต์ใช้งานจริงในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ ต่อไป”
อ่านต่อ...

ข่าวประชาสัมพันธ์

เอบีม คอนซัลติ้ง เปิดเผยการศึกษาเกี่ยวกับ ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันในธุรกิจบริการทางการเงินในประเทศ พบความท้าทายที่ผลักดันสู่การเปลี่ยนแปลง

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

บริษัท เอบีม คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้เผยการศึกษาเรื่อง “Digital Transformation in Financial Services Industry (FSI) – Challenges Lie Ahead” หรือ “การปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลในธุรกิจบริการทางการเงิน – ความท้าทายที่รออยู่เบื้องหน้า” โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญในการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลของธุรกิจ คือความจำเป็นที่ต้องปรับตัวและพัฒนาตัวเองเพื่อรับมือกับการก้าวเข้ามาในตลาดของบรรดาคู่แข่ง หรือความจำเป็นที่ต้องนำหน้าผู้เล่นรายอื่น ๆ ในตลาด ซึ่งจากการศึกษาดังกล่าว เอบีมพบว่าสถาบันการเงินกว่า 90% มีการวางแผนที่จะลงทุนด้านดิจิทัลเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ผลจากการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลยังทำให้กลุ่มธุรกิจประกันภัยได้ผลกำไรเฉลี่ยสูงกว่าคู่แข่งถึง 63% โดยเอบีมแนะนำให้ธุรกิจบริการทางการเงินในไทยตัดสินใจดำเนินการโดยอิ้งจากโรดแมปที่ทางบริษัทควรจะมีและเริ่มต้นกระบวนการปรับเปลี่ยนเพื่อก้าวสู่ระบบดิจิทัล สำหรับแนวทางโรดแมปการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัล มี 3 แนวทาง คือ แนวทางที่ 1 เพื่อเป้าหมายให้ได้ส่วนที่เพิ่มขึ้นจากเดิม (Incremental Goal): การปรับเปลี่ยนกระบวนการให้เป็นดิจิทัล แนวทางที่ 2 เพื่อเป้าหมายสูงสุด (Ultimate Goal): การสร้างโมเดลธุรกิจใหม่โดยปรับปรุงห่วงโซ่คุณค่า หรือแนวทางที่ 3 เพื่อเป้าหมายสูงสุด: การพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ทั้งหมดให้เป็นรูปแบบดิจิทัล นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของพนักงาน ซึ่งจากการวิจัยยังพบว่าบริษัทที่ลงทุนกับการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับพนักงานจะมีผลกำไรเฉลี่ยเพิ่มมากกว่าถึง 4 เท่า

นายอิชิโร ฮาระ กรรมการผู้จัดการบริษัท เอบีม คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทที่ปรึกษา    ระดับโลก ผู้ให้บริการที่มีความเชี่ยวชาญด้านการปรับเปลี่ยนองค์กรธุรกิจในรูปแบบดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน    ในเครือบริษัท เอบีม คอนซัลติ้ง จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ได้เปิดเผยว่าสถาบันการเงินกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากการแข่งขันในปัจจุบันมากกว่าที่เคยเป็นมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฟินเทค บล็อกเชน บริษัทสตาร์ทอัพ สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ภาคธนาคาร และสถาบันอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ภาคการเงิน กำลังรุกตรงดิ่งเข้าสู่ธุรกิจต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว  ความเชี่ยวชาญด้านหนึ่งของเอบีม คือการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลในธุรกิจภาคการเงิน ดังนั้นบริษัทฯ จึงได้ศึกษาเรื่อง  “Digital Transformation in Financial Services Industry (FSI) –Challenges Lie Ahead” หรือ “การปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลในธุรกิจบริการทางการเงิน – ความท้าทายที่รออยู่เบื้องหน้า” ซึ่งจากการศึกษานี้พบว่าแรงขับเคลื่อนสำคัญในการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัล คือความจำเป็นที่ต้องปรับตัวและพัฒนาตัวเองเพื่อรับมือกับการก้าวเข้าสู่ตลาดของบรรดาคู่แข่ง หรือความจำเป็นที่ต้องนำหน้าผู้เล่นรายอื่น ๆ ในตลาดที่กำลังใช้กลยุทธ์ด้านดิจิทัลเช่นเดียวกัน

“ในหลายตลาดที่พัฒนาแล้ว ผู้เล่นหน้าใหม่ได้ก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้า และทิ้งบรรดาธุรกิจดั้งเดิมไว้เบื้องหลัง ซึ่งกลุ่มผู้เล่นเหล่านี้กำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้ตลาดเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง ภายใต้แนวทางที่ให้ความสำคัญกับดิจิทัลเป็นอันดับแรก ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีที่มีความล้ำสมัยมากกว่าเดิม ซึ่งเพิ่มระดับความคาดหวังของลูกค้าที่มีต่อระบบดิจิทัล และจากการศึกษายังระบุด้วยว่า 3 ใน 4 หรือ 75% ของธุรกิจประกันภัยที่ได้รับการสำรวจ ต่างหวาดกลัวกับคู่แข่งที่เข้าสู่ระบบดิจิทัลและขับเคลื่อนองค์กรด้วยข้อมูล” นายฮาระกล่าว

โดยนายฮาระกล่าวต่อว่า จากประสบการณ์ในการเป็นปรึกษาเรื่องการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลให้แก่องค์กรขนาดใหญ่ เอบีมได้ออกแบบแนวทางโรดแมปในการปฏิบัติการปรับเปลี่ยนสู่ระบบดิจิทัลไว้ 3 แนวทาง กล่าวคือ

แนวทางที่ 1 เพื่อเป้าหมายให้ได้ส่วนที่เพิ่มขึ้นจากเดิม (Incremental Goal): การปรับเปลี่ยนกระบวนการให้เป็นดิจิทัล แนวทางนี้คือการเปลี่ยนระบบการทำงานแบบ Manual ไปเป็นระบบดิจิทัล ซึ่งเรียกกันอย่างไม่เป็นทางการว่า “การเปลี่ยนกระดาษให้เป็นระบบดิจิทัล” แม้ว่าการปรับเปลี่ยนนี้จะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบริษัทในยุคดิจิทัล แต่กลับเป็นเรื่องที่ถูกมองข้ามหรือเห็นว่าเป็นการดำเนินการขั้นพื้นฐาน โดยองค์กรหลายแห่งที่คำนึงถึงข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เลือกที่จะนำแพลตฟอร์มยุคใหม่มาใช้เพื่อครอบระบบเดิมที่มีอยู่ ขณะที่บางองค์กรเลือกที่จะเปลี่ยนระบบหลักใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ธุรกิจมีความคล่องตัวยิ่งขึ้น ทั้งสองแนวทางต่างเป็นรากฐานของกลยุทธ์ในการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลเช่นเดียวกับการที่องค์กรต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเป็นผู้นำตลาดในวันข้างหน้า

แนวทางที่ 2 เพื่อเป้าหมายสูงสุด (Ultimate Goal): การสร้างโมเดลธุรกิจใหม่โดยปรับปรุงห่วงโซ่คุณค่า แนวทางนี้เป็นการพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ที่อาศัยการแปรรูปหรือการปรับเปลี่ยนกระบวนการของธุรกิจทั่วทั้งห่วงโซ่คุณค่าให้ก้าวสู่ระบบดิจิทัล โดยเครื่องมือและระบบใหม่ ๆ ที่เริ่มนำมาใช้ในการปรับเปลี่ยนนั้นจะช่วยปรับปรุงส่วนผสมของผลิตภัณฑ์และบริการที่มีอยู่ได้ในหลากหลายรูปแบบ

แนวทางที่ 3 เพื่อเป้าหมายสูงสุด: การพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ทั้งหมดให้เป็นรูปแบบดิจิทัล แนวทางนี้เป็นการพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ทั้งหมด เหมือนกับที่บริษัทสตาร์ทอัพด้านฟินเทคนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่พลิกโฉมหน้าของธุรกิจ จนทำให้สถาบันบริการทางการเงินต้องหันมาทบทวนธุรกิจของตนและปรับตัวให้เข้ากับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

นายฮาระอธิบายว่า เป้าหมายสุดท้ายของโครงการปรับเปลี่ยนจะเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นกับการตัดสินใจขององค์กร โดยเป้าหมายสุดท้ายของการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลอาจเป็นเป้าหมายสูงสุด ซึ่งก็คือโมเดลธุรกิจใหม่ในรูปแบบดิจิทัล หรืออาจเป็นเป้าหมายในลักษณะให้ได้ส่วนที่เพิ่มขึ้นจากเดิม ซึ่งได้แก่การปรับปรุงธุรกิจปัจจุบันด้วยการขยายตลาดหรือปรับปรุงกระบวนการที่ทำอยู่ให้เป็นดิจิทัล จากการสำรวจบริษัทผู้ให้บริการทางการเงินส่วนใหญ่ยอมรับว่า มีความจำเป็นที่ต้องปรับปรุงระบบภายในให้ทันสมัย และมากกว่า 90% ระบุว่ามีแผนที่จะเพิ่มการลงทุนด้านดิจิทัลในที่ผ่านมาก จาก 1% ไปเป็นจำนวนมากกว่า 10%

บริษัทผู้ให้บริการทางการเงินที่เริ่มทำโครงการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลต่างเห็นการปรับปรุงที่ดีขึ้นในตัวชี้วัด    ต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงผลกำไรที่เพิ่มขึ้น การสนับสนุนที่เพิ่มขึ้นจากลูกค้า และอัตราการได้มาซึ่งลูกค้าใหม่ที่เร็วขึ้น  ตัวอย่างเช่น ผู้ให้บริการเงินกู้อย่าง แคปปิตอล วัน พบว่าอัตราการรักษาฐานลูกค้าเดิมดีขึ้นถึง 87% และต้นทุนต่อการได้มาซึ่งลูกค้าใหม่ลดลง 83% หลังจากที่ได้ลงทุนในระบบดิจิทัล ซึ่งบรรดาผู้ให้บริการประกันภัยที่ลงทุนกับการปรับปรุงระบบดิจิทัลให้ทันสมัยมีผลกำไรโดยเฉลี่ยมากกว่าคู่แข่งที่ไม่ได้ลงทุนในเรื่องดังกล่าวถึง  63%

“เราแนะนำให้บริษัทผู้ให้บริการทางการเงินตัดสินใจลงมือปรับเปลี่ยนและจัดทำโรดแมปของบริษัท รวมทั้งเริ่มดำเนินการปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ระบบดิจิทัล นอกจากนี้ จะต้องไม่ลืมว่าตลอดขั้นตอนการปรับเปลี่ยนทั้งหมดนั้น ระดับการมีส่วนร่วมของพนักงานเป็นสิ่งที่มีความสำคัญพอ ๆ กับระดับการมีส่วนร่วมของลูกค้า โดยพนักงานที่มีส่วนร่วมในระดับสูงจะสามารถใช้เครื่องมือดิจิทัลได้ดีกว่า และปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมได้เร็วยิ่งกว่า ทั้งนี้ สถาบันทางการเงินที่ปรับเปลี่ยนได้อย่างแท้จริง จะทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจควบคู่ไปกับการสร้างประสบการณ์ที่ดีในการทำงานให้กับพนักงาน ซึ่งถือเป็นเรื่องท้าทาย อย่างยิ่งโดยเฉพาะกับพนักงานที่คุ้นเคยกับระบบเดิม ๆ โดยบริษัทที่ลงทุนไปกับการสร้างประสบการณ์การทำงานให้กับพนักงานนั้นสามารถทำผลกำไรโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นได้มากกว่า 4 เท่า และมีรายได้เฉลี่ยต่อลูกค้าเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเทคโนโลยีจะมีบทบาทสำคัญ แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเทคโนโลยีนั้นสามารถช่วยสนับสนุนและตอบโจทย์ความต้องการของพนักงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่ต้องคล่องตัวขึ้นและสามารถทำงานได้แบบ “ทุกที่ ทุกเวลา” อีกทั้งในขณะเดียวกันจะต้องช่วยสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมของการเปลี่ยนแปลงและการสร้างสรรค์นวัตกรรมควบคู่กันไปด้วย” นายฮาระทิ้งท้าย

อ่านต่อ...

ข่าวประชาสัมพันธ์

OnePlus มอบส่วนลดค่าเครื่อง 26% พร้อมส่วนลดอุปกรณ์เสริมแท้สูงสุดถึง 50% ตั้งแต่วันนี้ถึง 2 มี.ค. 63

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

ส่งท้ายปลายเดือน OnePlus ขอมอบข้อเสนอสุดเร้าใจ OnePlus Pay Day กับส่วนลดค่าเครื่อง OnePlus 7 Pro สมาร์ตโฟนที่ได้รางวัลการันตีในความยอดเยี่ยมของการใช้งานรอบด้าน โดยเฉพาะสายเอนเตอร์เทนเม้นท์ตัวจริงไม่ควรพลาดไม่ว่าจะเป็นการดูหนังฟังเพลง กับหน้าจอใหญ่เต็มตา ไม่มีติ่ง รู หรือรอยบากมากวนใจ ให้คุณสนุกกับเกมดังสุดมันส์ได้อย่างจุใจกับชิปเซ็ทประมวลผล Qualcomm Snapdragon 855  และเพลิดเพลินกับการถ่ายภาพได้อย่างมืออาชีพกับกล้องหลัง 3 เลนส์ คมชัดทุกระยะ พร้อมกันนี้ยังมีข้อเสนอส่วนลดอุปกรณ์เสริมแท้สูงสุดถึง 50%

แคมเปญ Pay Day เมื่อสั่งซื้อ OnePlus 7 Pro รับส่วนลดค่าเครื่องสูงสุด 26% เริ่มต้น 14,999 บาท ผ่านช่องทาง Lazada ตามลิงก์นี้ >>> http://bit.ly/2Sj74tP ตั้งแต่ 27 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2563

  • OnePlus 7 Pro รุ่น 6+128 GB  จากราคา 18,990 บาท เหลือเพียง 14,999 บาท
  • OnePlus 7 Pro รุ่น 8+256 GB   จากราคา 19,990 บาท เหลือเพียง 16,999 บาท
  • OnePlus 7 Pro รุ่น 12+256 GB จากราคา 23,990 บาท เหลือเพียง 19,999 บาท

เท่านั้นยังไม่พอยังพบกับส่วนลดอุปกรณ์เสริมแท้ของ OnePlus Official ลดสูงสุด 50%  อาทิเช่น OnePlus 7 Pro Protective Case, OnePlus 6 Silicone Protective Case Red หรือ OnePlus 7T 3D Tempered Glass Screen Protector ผ่านช่องทาง Shopee : OnePlus Official Store ตามลิงก์นี้ >>> http://bit.ly/2T6Ch2P ตั้งแต่ 24 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2563 นี้เท่านั้น

ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับ OnePlus Thailand ได้ที่ Facebook Fanpage ตามลิงก์นี้  https://www.facebook.com/oneplusthailand หรือติดต่อสอบถาม OnePlus Call Center ได้ที่เบอร์ 02-793-3818

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

Advertisement

คลิปมาใหม่

ข่าวใหม่วันนี้

Android News1 ชั่วโมง ที่แล้ว

ยืนยัน Vivo V19 เตรียมเปิดตัว 10 มีนาคมนี้ที่อินโดนีเซีย พร้อมเผยดีไซน์ทุกส่วน

หลังจากที่มีข่าวลือม...

ข่าวประชาสัมพันธ์4 ชั่วโมง ที่แล้ว

AIS โชว์ทดสอบ 5G ควบคุมเครนยกขนตู้สินค้า ในกิจการท่าเรือพาณิชย์ แหลมฉบัง ปักธงผู้นำ 5G ที่ 1 ตัวจริง รายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

AIS โชว์ทดสอบ 5G ควบ...

Get Free BT21 Cuddly Babies LINE Theme Get Free BT21 Cuddly Babies LINE Theme
NAVER LINE5 ชั่วโมง ที่แล้ว

ธีม LINE แจกฟรี “BT21 เบบี๋ผู้น่ารัก” โหลดลองฟรี iOS และ Android ทุกรุ่น 3 วันเท่านั้น!

วันนี้มีธีม LINE มาแ...

Android News6 ชั่วโมง ที่แล้ว

GSMA ผู้จัดงาน MWC ประกาศ OnePlus 7T Pro คือสมาร์ทโฟนแห่งปี 2019

แม้ว่างาน MWC 2020 จ...

Android News6 ชั่วโมง ที่แล้ว

สวยงามตามท้องเรื่องเลยจ้า! เผยโฉมเครื่องด้านหลัง realme 6 Pro ใน 3 สี 3 สไตล์

สำหรับ realme 6 และ ...

มือถือมาใหม่

กำลังมาแรง