ติดตามพวกเรา

ข่าวประชาสัมพันธ์

ซัมซุงปฏิวัติวงการ! เปิดตัวนวัตกรรมเครื่องปรับอากาศอัจฉริยะเพื่อสุขภาพหนึ่งเดียวในโลก

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

ซัมซุงปฏิวัติวงการ! เปิดตัวนวัตกรรมเครื่องปรับอากาศอัจฉริยะเพื่อสุขภาพหนึ่งเดียวในโลก ตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าพรีเมียมเซกเมนต์เป็น 25% ในปีนี้ พร้อมขึ้นแท่น 1 ใน 2 แบรนด์ผู้นำภายใน 3 ปี

ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ผู้นำระดับโลกด้านนวัตกรรมระบบปรับอากาศ ปรับโฉมผลิตภัณฑ์ครั้งใหญ่ในรอบ 10 ปี เปิดตัว “วินด์ฟรี พรีเมียม พลัส” (Wind-Free™ Premium Plus) สุดยอดเครื่องปรับอากาศรุ่นล่าสุด พร้อมไลน์อัปใหม่ปี 2020 ภายใต้คอนเซปต์ The Intelligent Air Care Solutions for Health’ ชูโซลูชันอากาศบริสุทธิ์เพื่อสุขภาพ พร้อมรับมือปัญหาฝุ่นควันด้วยระบบฟอกอากาศในตัวที่ละเอียดถึงอนุภาค PM1.0 และประสิทธิภาพในการทำความเย็นแบบสบายตัวของเทคโนโลยี Wind-Free™ เอกสิทธิ์เฉพาะของซัมซุง นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องปรับอากาศระบบลมเย็นไม่ปะทะตัวรุ่นแรกของโลกที่มาพร้อมนวัตกรรม AI อันชาญฉลาด ที่เรียนรู้และปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานจากพฤติกรรมของผู้ใช้

นายเฉลิมพงษ์ ดรงค์สุวรรณ รองประธาน ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า “การพัฒนาผลิตภัณฑ์ของซัมซุงในทศวรรษใหม่ตามแนวคิด Age of Experience จะคำนึงถึงผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง และออกแบบนวัตกรรมเพื่อสร้างประสบการณ์ส่วนบุคคลที่มอบความสะดวกสบาย สนุกสนาน และมีความหมายมากกว่าที่เคย โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนให้ดียิ่งขึ้น”

“การเปิดตัวเครื่องปรับอากาศวินด์ฟรี พรีเมี่ยม พลัส พร้อมไลน์อัปใหม่ในปีนี้ ถือเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำอันดับหนึ่งของซัมซุงในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านมากว่า 1 ทศวรรษ รวมถึงความเป็นผู้นำระดับโลกด้านนวัตกรรมระบบปรับอากาศ โดยนำเสนอโซลูชันที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพของผู้ใช้งานและครอบครัว ทั้งระบบฟอกอากาศในตัวที่ช่วยสร้างอากาศบริสุทธิ์ รวมไปถึงเทคโนโลยี Wind-Free™ อันยอดเยี่ยมเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องปรับอากาศซัมซุง ที่สำคัญยังมาเพิ่มเติมความสามารถด้วยนวัตกรรมอัจฉริยะไม่ว่าจะเป็น AI เพื่อเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ใช้งาน หรือ Internet of Things สำหรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ยิ่งไปกว่านั้นยังคำนึงถึงประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นของผู้ใช้งานและช่างเซอร์วิสตั้งแต่การติดตั้งและการใช้งาน ไปจนถึงการบริการหลังการขาย การทำการตลาดจึงมุ่งเน้นการสื่อสารถึงประสบการณ์จริงที่พวกเขาจะได้รับ โดยเฉพาะแคมเปญดิจิทัลซึ่งเจาะไปยังกลุ่มเป้าหมายหลักตามกลยุทธ์ของปีนี้คือลูกค้ากลุ่มพรีเมียม โดยตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าเซกเมนต์นี้เป็น 25% ในปีนี้ พร้อมขึ้นแท่น 1 ใน 2 แบรนด์ผู้นำภายใน 3 ปี” นายเฉลิมพงษ์ กล่าวเสริม

เครื่องปรับอากาศ “วินด์ฟรี พรีเมียม พลัส” (Wind-Free™ Premium Plus) เป็นเครื่องปรับอากาศรุ่นสูงสุดในไลน์อัปใหม่ของปีนี้ ซึ่งเป็นเครื่องปรับกาศระบบลมเย็นไม่ปะทะตัวรุ่นแรกของโลกที่มาพร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะต่างๆ ที่ช่วยพัฒนาประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น ในขณะที่คำนึงถึงสุขภาพของผู้ใช้งานอย่างสูงสุด

 

 

ประสิทธิภาพการทำความเย็นที่ดีที่สุด

ผู้ใช้สามารถสัมผัสกับประสบการณ์เย็นสบายอย่างที่สุด ทั้งยังดีต่อสุขภาพเนื่องจากไม่มีกระแสลมปะทะตัว จนอาจทำให้ไม่สบายได้ ด้วยเทคโนโลยี Wind-Free™ และโหมดทำความเย็นอัตโนมัติ 3 ขั้นตอน เริ่มต้นด้วยโหมด Fast Cooling เพื่อทำความเย็นอย่างรวดเร็ว จากนั้นระบบจะเข้าสู่โหมดที่ 2 เพื่อตั้งค่าระดับความชื้นให้เหมาะสม สุดท้ายเมื่ออุณหภูมิคงที่แล้ว ระบบจะปรับเป็นโหมด Wind-Free™ เพื่อคงความเย็นอย่างทั่วถึงและสม่ำเสมอผ่านช่องอากาศขนาดเล็กจำนวนมากถึง 23,000 Micro Holes

โหมด Fast Cooling ใหม่ จะช่วยทำความเย็น ให้ห้องเย็นรวดเร็วมากขึ้น ทั้งยังครอบคลุมทุกพื้นที่ของห้อง ไม่ว่าผู้ใช้จะอยู่มุมใดก็จะสามารถสัมผัสกับความเย็นสบายได้อย่างทั่วถึง ทั้งยังมีเทคโนโลยี ดิจิตอล อินเวอร์เตอร์ บูสท์ (Digital Inverter Boost) ช่วยลดระยะเวลาการทำงานของตัวเครื่อง ให้ประสิทธิภาพความเย็นทันใจเร็วขึ้นถึง 43 เปอร์เซ็นต์

 

ยกระดับการทำงานให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

ชุดครื่องปรับอากาศวินด์ฟรี พรีเมี่ยม พลัส ได้รับการปรับปรุงสมรรถนะการทำงานให้ชาญฉลาดมากขึ้นด้วยฟีเจอร์ AI Auto Cooling ที่จะมอบประสบการณ์การใช้งานเครื่องปรับอากาศให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ โดยระบบจะวิเคราะห์สภาพห้อง พร้อมปรับอุณหภูมิให้เข้ากับความต้องการของผู้ใช้ รวมถึงวิเคราะห์สภาพอากาศภายนอกอาคารเพื่อปรับไปยังโหมดที่เหมาะสมที่สุด

ไม่เพียงเท่านั้น ผู้ใช้ยังสามารถควบคุมและตั้งค่าเครื่องปรับอากาศผ่านแอปพลิเคชัน SmartThings ระบบควบคุมอัจฉริยะ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเปิด-ปิดเครื่องปรับอากาศ กำหนดเวลา รวมถึงตรวจสอบการใช้พลังงาน อีกทั้งยังมีเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวของผู้ใช้เพื่อหลีกเลี่ยงพลังงานที่สูญเปล่า อาทิ เมื่อเซ็นเซอร์ตรวจจับไม่พบผู้ใช้ในห้อง ระบบจะเพิ่มอุณหภูมิหรือเปิดโหมด สแตนด์บายอัตโนมัติ

โดดเด่นด้วยนวัตกรรมล้ำหน้า

เครื่องปรับอากาศรุ่นใหม่นี้ช่วยลดอัตราการใช้พลังงานได้สูงถึงร้อยละ 73 ด้วยเทคโนโลยีดิจิตอล อินเวอร์เตอร์ บูสท์ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจึงสามารถรักษาอุณหภูมิให้เย็นสบาย และยังมาพร้อมกับฉลากประหยัดไฟ  A+++ จึงช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ทั้งยังได้รับค่าระดับประสิทธภาพพลังงานสูงสุดจากการทดสอบแบบ SEER และ SCOP ในยุโรป

นอกเหนือจากนั้นยังมีฟีเจอร์ โมชัน ดีเทค เซ็นเซอร์ (Motion Detect Sensor) หรือเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวของผู้ใช้ที่อยู่ภายในห้อง สามารถเลือกให้ลมตามตัวหรือไม่ปะทะตัวก็ได้ นอกจากนี้เมื่อใดที่ไม่มีความเคลื่อนไหวระบบจะปรับเปลี่ยนการตั้งค่าโดยอัตโนมัติเพื่อให้ความเย็นคงที่พร้อมหลีกเลี่ยงการสูญเสียพลังงานโดยไม่จำเป็น

 

 

เพื่อสุขภาพที่ดีกว่าเดิม

เพื่อตอบสนองความต้องการในการดูแลสุขภาพของผู้ใช้ ซัมซุง วินด์ฟรี พรีเมียม พลัส จึงถูกออกแบบมาเพื่อสุขภาพของผู้ใช้อย่างแท้จริงด้วยตัวกรองอากาศขั้นสูง PM1.0 ที่สามารถดึงเอาอากาศทั่วทั้งห้องเข้ามา พร้อมดักจับอนุภาคขนาดเล็กเพื่อเปลี่ยนเป็นอากาศบริสุทธิ์ได้เร็วขึ้นเป็น 2 เท่า เมื่อเทียบกับตัวกรอง PM2.5 แตกต่างที่สามารถถอดล้างได้เพื่อคงประสิทธิภาพในการฟอกอากาศได้ตลอดอายุการใช้งานและถ้าใช้งานร่วมกับเครื่องฟอกอากาศของซัมซุง The Cube ก็จะยิ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการฟอกอากาศให้มากขึ้นไปอีกด้วย

มากไปกว่านั้นในรุ่น Wind-Free™ Premium และ Wind-Free™ ยังมีตัวกรองพิเศษ Tri-Care Filter ที่เน้นปกป้องสุขภาพผู้บริโภคเพิ่มจากเดิมด้วยการตรวจจับฝุ่นขนาดเล็กพร้อมยับยั้งเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และสารก่อภูมิแพ้ในอากาศด้วยสารเคลือบพิเศษ “ซีโอมิค” นอกจากนั้นทางซัมซุงยังคิดค้นพัฒนาแผ่นกรองชั้นแรก ให้สามารถถอดล้างทำความสะอาดได้ง่ายและสะดวก โดยไม่ต้องเปิดตัวเครื่อง อย่างแผ่นกรองอากาศ Easy Filter Plus ที่ช่วยยืดอายุการใช้งานของระบบฟอกอากาศให้ยาวนานยิ่งขึ้น

ที่สำคัญคือมาพร้อมกับระบบออโต้ คลีน 3 ขั้นตอน (3 Step Auto Clean) ที่จะทำงานทันทีที่ผู้ใช้สั่งเปิด โดยพัดลมจะเริ่มเป่าลมเพื่อไล่เศษฝุ่นและความชื้นออกจากคอยล์เย็น ป้องกันการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและเชื้อราช่วยให้อากาศสะอาด เตรียมพร้อมสำหรับการใช้งานครั้งถัดไป

 

มั่นใจทุกการใช้งาน รับประกันยาวนานยิ่งขึ้น

มั่นใจยิ่งขึ้นด้วยการรับประกัน 10 ปี สำหรับคอมเพรสเซอร์อินเวอร์เตอร์ และการรับประกัน 3 ปีสำหรับคอยล์ร้อนและคอยล์เย็น ในทุกรุ่นของเครื่องปรับอากาศซัมซุง นอกจากนี้ สำหรับเครื่องปรับอากาศ Wind-Free™ ทุกรุ่นรับสิทธิพิเศษเพิ่มเติม ด้วยการขยายการรับประกันค่าแรง อะไหล่ แผงวงจร และ มอเตอร์พัดลมนานถึง 3 ปีทันที เมื่อซื้อเครื่องปรับอากาศซัมซุงรุ่นวินด์ฟรีทุกรุ่น และลงทะเบียนรับสิทธิ์ตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 63 นี้ รายละเอียดเพิ่มเติมติดตามเพิ่มเติมได้ที่ www.sswarranty.com/windfreewarranty

ชุดเครื่องปรับอากาศ ซัมซุง วินด์ฟรี พรีเมี่ยม พลัส มีให้เลือก 2 ขนาด ได้แก่ 10,000 BTU สำหรับห้องขนาด 9-13 ตร.ม และ 12,000 BTU สำหรับห้องขนาด 13-17 ตร.ม ราคาเริ่มต้นที่ 35,900 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ห้างสรรพสินค้าและร้านค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำทั่วประเทศ หรือที่ศูนย์บริการลูกค้าซัมซุง โทร 026893232 หรือโทรฟรีจากโทรศัพท์บ้านได้ที่ 1800293232

ข่าวประชาสัมพันธ์

เอบีม คอนซัลติ้ง เปิดเผยการศึกษาเกี่ยวกับ ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันในธุรกิจบริการทางการเงินในประเทศ พบความท้าทายที่ผลักดันสู่การเปลี่ยนแปลง

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

บริษัท เอบีม คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้เผยการศึกษาเรื่อง “Digital Transformation in Financial Services Industry (FSI) – Challenges Lie Ahead” หรือ “การปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลในธุรกิจบริการทางการเงิน – ความท้าทายที่รออยู่เบื้องหน้า” โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญในการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลของธุรกิจ คือความจำเป็นที่ต้องปรับตัวและพัฒนาตัวเองเพื่อรับมือกับการก้าวเข้ามาในตลาดของบรรดาคู่แข่ง หรือความจำเป็นที่ต้องนำหน้าผู้เล่นรายอื่น ๆ ในตลาด ซึ่งจากการศึกษาดังกล่าว เอบีมพบว่าสถาบันการเงินกว่า 90% มีการวางแผนที่จะลงทุนด้านดิจิทัลเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ผลจากการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลยังทำให้กลุ่มธุรกิจประกันภัยได้ผลกำไรเฉลี่ยสูงกว่าคู่แข่งถึง 63% โดยเอบีมแนะนำให้ธุรกิจบริการทางการเงินในไทยตัดสินใจดำเนินการโดยอิ้งจากโรดแมปที่ทางบริษัทควรจะมีและเริ่มต้นกระบวนการปรับเปลี่ยนเพื่อก้าวสู่ระบบดิจิทัล สำหรับแนวทางโรดแมปการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัล มี 3 แนวทาง คือ แนวทางที่ 1 เพื่อเป้าหมายให้ได้ส่วนที่เพิ่มขึ้นจากเดิม (Incremental Goal): การปรับเปลี่ยนกระบวนการให้เป็นดิจิทัล แนวทางที่ 2 เพื่อเป้าหมายสูงสุด (Ultimate Goal): การสร้างโมเดลธุรกิจใหม่โดยปรับปรุงห่วงโซ่คุณค่า หรือแนวทางที่ 3 เพื่อเป้าหมายสูงสุด: การพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ทั้งหมดให้เป็นรูปแบบดิจิทัล นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของพนักงาน ซึ่งจากการวิจัยยังพบว่าบริษัทที่ลงทุนกับการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับพนักงานจะมีผลกำไรเฉลี่ยเพิ่มมากกว่าถึง 4 เท่า

นายอิชิโร ฮาระ กรรมการผู้จัดการบริษัท เอบีม คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทที่ปรึกษา    ระดับโลก ผู้ให้บริการที่มีความเชี่ยวชาญด้านการปรับเปลี่ยนองค์กรธุรกิจในรูปแบบดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน    ในเครือบริษัท เอบีม คอนซัลติ้ง จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ได้เปิดเผยว่าสถาบันการเงินกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากการแข่งขันในปัจจุบันมากกว่าที่เคยเป็นมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฟินเทค บล็อกเชน บริษัทสตาร์ทอัพ สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ภาคธนาคาร และสถาบันอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ภาคการเงิน กำลังรุกตรงดิ่งเข้าสู่ธุรกิจต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว  ความเชี่ยวชาญด้านหนึ่งของเอบีม คือการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลในธุรกิจภาคการเงิน ดังนั้นบริษัทฯ จึงได้ศึกษาเรื่อง  “Digital Transformation in Financial Services Industry (FSI) –Challenges Lie Ahead” หรือ “การปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลในธุรกิจบริการทางการเงิน – ความท้าทายที่รออยู่เบื้องหน้า” ซึ่งจากการศึกษานี้พบว่าแรงขับเคลื่อนสำคัญในการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัล คือความจำเป็นที่ต้องปรับตัวและพัฒนาตัวเองเพื่อรับมือกับการก้าวเข้าสู่ตลาดของบรรดาคู่แข่ง หรือความจำเป็นที่ต้องนำหน้าผู้เล่นรายอื่น ๆ ในตลาดที่กำลังใช้กลยุทธ์ด้านดิจิทัลเช่นเดียวกัน

“ในหลายตลาดที่พัฒนาแล้ว ผู้เล่นหน้าใหม่ได้ก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้า และทิ้งบรรดาธุรกิจดั้งเดิมไว้เบื้องหลัง ซึ่งกลุ่มผู้เล่นเหล่านี้กำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้ตลาดเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง ภายใต้แนวทางที่ให้ความสำคัญกับดิจิทัลเป็นอันดับแรก ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีที่มีความล้ำสมัยมากกว่าเดิม ซึ่งเพิ่มระดับความคาดหวังของลูกค้าที่มีต่อระบบดิจิทัล และจากการศึกษายังระบุด้วยว่า 3 ใน 4 หรือ 75% ของธุรกิจประกันภัยที่ได้รับการสำรวจ ต่างหวาดกลัวกับคู่แข่งที่เข้าสู่ระบบดิจิทัลและขับเคลื่อนองค์กรด้วยข้อมูล” นายฮาระกล่าว

โดยนายฮาระกล่าวต่อว่า จากประสบการณ์ในการเป็นปรึกษาเรื่องการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลให้แก่องค์กรขนาดใหญ่ เอบีมได้ออกแบบแนวทางโรดแมปในการปฏิบัติการปรับเปลี่ยนสู่ระบบดิจิทัลไว้ 3 แนวทาง กล่าวคือ

แนวทางที่ 1 เพื่อเป้าหมายให้ได้ส่วนที่เพิ่มขึ้นจากเดิม (Incremental Goal): การปรับเปลี่ยนกระบวนการให้เป็นดิจิทัล แนวทางนี้คือการเปลี่ยนระบบการทำงานแบบ Manual ไปเป็นระบบดิจิทัล ซึ่งเรียกกันอย่างไม่เป็นทางการว่า “การเปลี่ยนกระดาษให้เป็นระบบดิจิทัล” แม้ว่าการปรับเปลี่ยนนี้จะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบริษัทในยุคดิจิทัล แต่กลับเป็นเรื่องที่ถูกมองข้ามหรือเห็นว่าเป็นการดำเนินการขั้นพื้นฐาน โดยองค์กรหลายแห่งที่คำนึงถึงข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เลือกที่จะนำแพลตฟอร์มยุคใหม่มาใช้เพื่อครอบระบบเดิมที่มีอยู่ ขณะที่บางองค์กรเลือกที่จะเปลี่ยนระบบหลักใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ธุรกิจมีความคล่องตัวยิ่งขึ้น ทั้งสองแนวทางต่างเป็นรากฐานของกลยุทธ์ในการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลเช่นเดียวกับการที่องค์กรต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเป็นผู้นำตลาดในวันข้างหน้า

แนวทางที่ 2 เพื่อเป้าหมายสูงสุด (Ultimate Goal): การสร้างโมเดลธุรกิจใหม่โดยปรับปรุงห่วงโซ่คุณค่า แนวทางนี้เป็นการพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ที่อาศัยการแปรรูปหรือการปรับเปลี่ยนกระบวนการของธุรกิจทั่วทั้งห่วงโซ่คุณค่าให้ก้าวสู่ระบบดิจิทัล โดยเครื่องมือและระบบใหม่ ๆ ที่เริ่มนำมาใช้ในการปรับเปลี่ยนนั้นจะช่วยปรับปรุงส่วนผสมของผลิตภัณฑ์และบริการที่มีอยู่ได้ในหลากหลายรูปแบบ

แนวทางที่ 3 เพื่อเป้าหมายสูงสุด: การพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ทั้งหมดให้เป็นรูปแบบดิจิทัล แนวทางนี้เป็นการพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ทั้งหมด เหมือนกับที่บริษัทสตาร์ทอัพด้านฟินเทคนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่พลิกโฉมหน้าของธุรกิจ จนทำให้สถาบันบริการทางการเงินต้องหันมาทบทวนธุรกิจของตนและปรับตัวให้เข้ากับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

นายฮาระอธิบายว่า เป้าหมายสุดท้ายของโครงการปรับเปลี่ยนจะเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นกับการตัดสินใจขององค์กร โดยเป้าหมายสุดท้ายของการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลอาจเป็นเป้าหมายสูงสุด ซึ่งก็คือโมเดลธุรกิจใหม่ในรูปแบบดิจิทัล หรืออาจเป็นเป้าหมายในลักษณะให้ได้ส่วนที่เพิ่มขึ้นจากเดิม ซึ่งได้แก่การปรับปรุงธุรกิจปัจจุบันด้วยการขยายตลาดหรือปรับปรุงกระบวนการที่ทำอยู่ให้เป็นดิจิทัล จากการสำรวจบริษัทผู้ให้บริการทางการเงินส่วนใหญ่ยอมรับว่า มีความจำเป็นที่ต้องปรับปรุงระบบภายในให้ทันสมัย และมากกว่า 90% ระบุว่ามีแผนที่จะเพิ่มการลงทุนด้านดิจิทัลในที่ผ่านมาก จาก 1% ไปเป็นจำนวนมากกว่า 10%

บริษัทผู้ให้บริการทางการเงินที่เริ่มทำโครงการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลต่างเห็นการปรับปรุงที่ดีขึ้นในตัวชี้วัด    ต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงผลกำไรที่เพิ่มขึ้น การสนับสนุนที่เพิ่มขึ้นจากลูกค้า และอัตราการได้มาซึ่งลูกค้าใหม่ที่เร็วขึ้น  ตัวอย่างเช่น ผู้ให้บริการเงินกู้อย่าง แคปปิตอล วัน พบว่าอัตราการรักษาฐานลูกค้าเดิมดีขึ้นถึง 87% และต้นทุนต่อการได้มาซึ่งลูกค้าใหม่ลดลง 83% หลังจากที่ได้ลงทุนในระบบดิจิทัล ซึ่งบรรดาผู้ให้บริการประกันภัยที่ลงทุนกับการปรับปรุงระบบดิจิทัลให้ทันสมัยมีผลกำไรโดยเฉลี่ยมากกว่าคู่แข่งที่ไม่ได้ลงทุนในเรื่องดังกล่าวถึง  63%

“เราแนะนำให้บริษัทผู้ให้บริการทางการเงินตัดสินใจลงมือปรับเปลี่ยนและจัดทำโรดแมปของบริษัท รวมทั้งเริ่มดำเนินการปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ระบบดิจิทัล นอกจากนี้ จะต้องไม่ลืมว่าตลอดขั้นตอนการปรับเปลี่ยนทั้งหมดนั้น ระดับการมีส่วนร่วมของพนักงานเป็นสิ่งที่มีความสำคัญพอ ๆ กับระดับการมีส่วนร่วมของลูกค้า โดยพนักงานที่มีส่วนร่วมในระดับสูงจะสามารถใช้เครื่องมือดิจิทัลได้ดีกว่า และปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมได้เร็วยิ่งกว่า ทั้งนี้ สถาบันทางการเงินที่ปรับเปลี่ยนได้อย่างแท้จริง จะทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจควบคู่ไปกับการสร้างประสบการณ์ที่ดีในการทำงานให้กับพนักงาน ซึ่งถือเป็นเรื่องท้าทาย อย่างยิ่งโดยเฉพาะกับพนักงานที่คุ้นเคยกับระบบเดิม ๆ โดยบริษัทที่ลงทุนไปกับการสร้างประสบการณ์การทำงานให้กับพนักงานนั้นสามารถทำผลกำไรโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นได้มากกว่า 4 เท่า และมีรายได้เฉลี่ยต่อลูกค้าเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเทคโนโลยีจะมีบทบาทสำคัญ แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเทคโนโลยีนั้นสามารถช่วยสนับสนุนและตอบโจทย์ความต้องการของพนักงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่ต้องคล่องตัวขึ้นและสามารถทำงานได้แบบ “ทุกที่ ทุกเวลา” อีกทั้งในขณะเดียวกันจะต้องช่วยสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมของการเปลี่ยนแปลงและการสร้างสรรค์นวัตกรรมควบคู่กันไปด้วย” นายฮาระทิ้งท้าย

อ่านต่อ...

ข่าวประชาสัมพันธ์

OnePlus มอบส่วนลดค่าเครื่อง 26% พร้อมส่วนลดอุปกรณ์เสริมแท้สูงสุดถึง 50% ตั้งแต่วันนี้ถึง 2 มี.ค. 63

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

ส่งท้ายปลายเดือน OnePlus ขอมอบข้อเสนอสุดเร้าใจ OnePlus Pay Day กับส่วนลดค่าเครื่อง OnePlus 7 Pro สมาร์ตโฟนที่ได้รางวัลการันตีในความยอดเยี่ยมของการใช้งานรอบด้าน โดยเฉพาะสายเอนเตอร์เทนเม้นท์ตัวจริงไม่ควรพลาดไม่ว่าจะเป็นการดูหนังฟังเพลง กับหน้าจอใหญ่เต็มตา ไม่มีติ่ง รู หรือรอยบากมากวนใจ ให้คุณสนุกกับเกมดังสุดมันส์ได้อย่างจุใจกับชิปเซ็ทประมวลผล Qualcomm Snapdragon 855  และเพลิดเพลินกับการถ่ายภาพได้อย่างมืออาชีพกับกล้องหลัง 3 เลนส์ คมชัดทุกระยะ พร้อมกันนี้ยังมีข้อเสนอส่วนลดอุปกรณ์เสริมแท้สูงสุดถึง 50%

แคมเปญ Pay Day เมื่อสั่งซื้อ OnePlus 7 Pro รับส่วนลดค่าเครื่องสูงสุด 26% เริ่มต้น 14,999 บาท ผ่านช่องทาง Lazada ตามลิงก์นี้ >>> http://bit.ly/2Sj74tP ตั้งแต่ 27 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2563

  • OnePlus 7 Pro รุ่น 6+128 GB  จากราคา 18,990 บาท เหลือเพียง 14,999 บาท
  • OnePlus 7 Pro รุ่น 8+256 GB   จากราคา 19,990 บาท เหลือเพียง 16,999 บาท
  • OnePlus 7 Pro รุ่น 12+256 GB จากราคา 23,990 บาท เหลือเพียง 19,999 บาท

เท่านั้นยังไม่พอยังพบกับส่วนลดอุปกรณ์เสริมแท้ของ OnePlus Official ลดสูงสุด 50%  อาทิเช่น OnePlus 7 Pro Protective Case, OnePlus 6 Silicone Protective Case Red หรือ OnePlus 7T 3D Tempered Glass Screen Protector ผ่านช่องทาง Shopee : OnePlus Official Store ตามลิงก์นี้ >>> http://bit.ly/2T6Ch2P ตั้งแต่ 24 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2563 นี้เท่านั้น

ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับ OnePlus Thailand ได้ที่ Facebook Fanpage ตามลิงก์นี้  https://www.facebook.com/oneplusthailand หรือติดต่อสอบถาม OnePlus Call Center ได้ที่เบอร์ 02-793-3818

อ่านต่อ...

ข่าวประชาสัมพันธ์

3 หน่วยงานภาครัฐ-เอกชน นำโดย กรมการขนส่งทางราง รถไฟฟ้าบีทีเอส และเอไอเอส ผนึกกำลังร่วมทดสอบคลื่น 5G มั่นใจไม่สร้างผลกระทบผู้โดยสาร ด้านบีทีเอสเผยพร้อมป้องกันเต็มที่

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

ที่สถานนีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม นายสรพงศ์ ไพทูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง กระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ รถไฟฟ้าบีทีเอส และนายวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ร่วมกันยืนยันความพร้อมในการร่วมทดสอบการใช้คลื่นความถี่โทรคมนาคม เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับผู้โดยสารรถไฟฟ้า หลังจากมีการประกาศเปิดให้บริการ 5G โดยผลการทดสอบที่ผ่านมายังไม่พบผลกระทบกับการเดินรถแต่อย่างใด

นายสรพงศ์ ไพทูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง กระทรวงคมนาคม กล่าวว่า “กรมการขนส่งทางราง (ขร.) ในฐานะหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบงานด้านระบบรางของประเทศ ได้ให้ความสำคัญกับประชาชนผู้ใช้บริการระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนและผู้ใช้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ระบบ 5G จึงกำหนดให้มีการประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งลงพื้นที่ทดสอบคลื่นความถี่ ที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม ซึ่งเป็นการดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือระหว่างบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (AIS) ผู้ให้บริการคลื่นความถี่ 5G และ บีทีเอส ผู้ให้บริการระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน (สายสีเขียว) เพื่อตรวจสอบปัญหาและอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้น พร้อมหาวิธีป้องกันการเกิดผลกระทบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจในเสถียรภาพของระบบการเดินรถไฟฟ้า ซึ่งผลการทดสอบในเบื้องต้น ยังไม่พบผลกระทบแต่อย่างใด  อย่างไรก็ตาม กรมการขนส่งทางรางได้ขอให้ทั้งสองหน่วยงานดำเนินการทดสอบผลกระทบอย่างต่อเนื่อง และให้บีทีเอสดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์กรองคลื่นรบกวนตลอดแนวเส้นทางรถไฟฟ้าให้ครบภายใน 5 เดือน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล”

นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ รถไฟฟ้าบีทีเอส ย้ำว่า “ที่ผ่านมา บีทีเอส ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาโดยตลอด โดยได้มีการศึกษาและป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดการรบกวนกันระหว่างคลื่นความถี่ที่ใช้ในระบบโทรคมนาคม กับคลื่นที่ใช้ในการเดินรถไฟฟ้า โดยได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อ กสทช. ประกาศแผนในการนำคลื่นความถี่ 2500-2600 MHz มาประมูลเพื่อใช้ในกิจการ 5G บีทีเอสจึงได้เข้าหารือรายละเอียดกับทาง กสทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร และกรมการขนส่งทางราง เพื่อเตรียมการป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบกับการเดินรถ รวมทั้งได้มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับทางผู้ผลิตและติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณการเดินรถของบีทีเอสเอง และทางเอไอเอส ผู้ให้บริการโทรคมนาคม ที่ชนะการประมูลคลื่น 2500-2600 MHz ซึ่งเป็นคลื่นที่อยู่ใกล้ชิดกับคลื่นวิทยุ 2400-2500 MHz ที่ระบบอาณัติสัญญาณของรถไฟฟ้าบีทีเอสใช้อยู่ ได้มีการทำงานร่วมกับเอไอเอสอย่างใกล้ชิด เพื่อทดสอบและป้องกันปัญหาเรื่องคลื่นรบกวน โดยได้มีมาตรการร่วมกัน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับการเดินรถ แม้ว่าการทดสอบเบื้องต้นจะไม่พบปัญหาใด ๆ แต่เราจะยังคงร่วมมือกันเดินหน้าทดสอบอย่างต่อเนื่อง ในทุกช่วงเวลา และทุกเส้นทางเพื่อให้เกิดความมั่นใจต่อผู้ใช้บริการของทั้ง 2 องค์กร ขณะที่บีทีเอสเองก็ได้ลงทุนติดตั้งระบบป้องกันตัวกรองคลื่น ในกรณีที่พบการรบกวนแฝงจากคลื่นความถี่ต่าง ๆ เพื่อให้การเดินรถไม่เกิดปัญหาในระยะยาว”

ขณะที่ นายวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า “เอไอเอสให้ความสำคัญกับการป้องกันผลกระทบจากคลื่นความถี่มาโดยตลอด และทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับบีทีเอสซึ่งเป็นระบบขนส่งมวลชนที่สำคัญของคนเมือง เอไอเอสได้ร่วมมือกันทดลอง ทดสอบมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2562ก่อนเปิดประมูลและเข้มข้นยิ่งขึ้นหลังจากประมูลเรียบร้อย ในทุกเส้นทางรถไฟฟ้า ซึ่งอยู่ในพื้นที่ขยายเครือข่ายทั้ง 4G / 5G โดยการทดสอบในเบื้องต้นยังไม่พบผลกระทบแต่อย่างไรก็ตามเราจะยังคงเดินหน้าทดสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความอุ่นใจให้ผู้โดยสารและสร้างความเชื่อมั่นว่า ประชาชนจะได้ใช้งานระบบสื่อสารและระบบโดยสารที่ดีที่สุด อย่างแน่นอน”

ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางราง ขอขอบคุณ กสทช. บีทีเอส และเอไอเอส ในการสนับสนุนและร่วมมือในการแก้ไขปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบการเดินรถไฟฟ้า เพื่อให้ประชาชนได้รับความปลอดภัย และใช้งานทั้งระบบการสื่อสารและระบบโดยสารรถไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

คลิปมาใหม่

ข่าวใหม่วันนี้

มือถือมาใหม่

กำลังมาแรง