Connect with us

Featured

รีวิว Redmi Note 9T 5G สมาร์ทโฟนสุดคุ้ม รองรับ 5G, กล้อง 48MP และ Redmi 9T ขุมพลัง Snapdragon 662 แบต 6000mAh

Published

on

ในครั้งนี้เราจัดรีวิวแรกของปี 2021 มาให้แบบจัดเต็มถึง 2 รุ่นครับ ได้แก่ Redmi Note 9T และ Redmi 9T สมาร์ทโฟนจาก Redmi สุดคุ้มทั้งคู่ และมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน โดยแต่ละรุ่นมีฟีเจอร์อะไรบ้างลองมาดูกัน

Redmi Note 9T 5G

เริ่มกันด้วย Redmi Note 9T ที่มาในสโลแกน Ready, Set, 5G! ที่เป็นสมาร์ทโฟนรองรับ 5G ในราคาสุดคุ้ม พร้อมการใช้งานสุดไหลลื่นและกล้องคมชัดขั้นสุด 48 ล้านพิกเซล

สรุปสเปค Redmi Note 9T

  • ขนาดตัวเครื่อง : 161.96 x 77.25 × 9.05 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 199 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล DotDisplay ชนิด IPS กว้าง 6.53 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2340 x 1080 พิกเซล) อัตราส่วน 19.5:9, ความสว่าง 450 นิต และครอบทับด้วย Corning Gorilla Glass 5
  • หน่วยประมวลผล : MediaTek Dimensity 800U ความเร็ว 2.4GHz
  • RAM 4 GB
  • ROM 64/128 GB
  • ระบบปฎิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย MIUI 12
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 3 เลนส์ แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.79
    • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
    • เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้าความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.25
  • รองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ซิม
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 2.4G + 5G, Bluetooth 5.1 และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 5000mAh รองรับ 18W Fast Charge

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

อุปกรณ์ภายในกล่องมีดังนี้

  • ตัวเครื่อง Redmi Note 9T พร้อมติดฟิล์มกันรอย
  • อะแดปเตอร์กำลังไฟ 22.5W
  • สาย USB Type-C
  • เคสใส
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น

ดีไซน์ของ Redmi Note 9T มาแบบพรีเมี่ยมเกินราคาด้วยวัสดุฝาหลังแบบผิวด้าน ไม่สะท้อนแสง โดยสีสันจะมี 2 แบบ ได้แก่ สีดำ Nightfall Black (สีในรีวิวนี้) และสีม่วง Daybreak Purple ที่มีการไล่เฉดแบบเบาๆ ที่ยังให้ความคลาสสิกอยู่ในตัว

ทั้งนี้ ที่ฝาหลังยังเป็นความโค้งแบบ 3 มิติ หรือ 3D Curved ช่วยให้การจับถือระหว่างการใช้งานทำได้สบายมือยิ่งขึ้น

เท่านี้ยังไม่พอ ตัวเครื่อง Redmi Note 9T ยังสามารถป้องกันละอองน้ำได้ด้วย ทำให้ใช้งานระหว่างฝนตกก็ไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นปัญหาอะไรครับ

หน้าจอแสดงผลยังใช้งานได้แบบเต็มตาด้วย DotDisplay ชนิด IPS ขนาดใหญ่ถึง 6.53 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ ทำให้ชมวิดีโอต่างๆ ได้เต็มตาและคมชัดในระดับมาตรฐานอีกด้วย ทั้งยังเพิ่มความแข็งแรงของกระจกจอด้วย Corning Gorilla Glass 5

เหนือหน้าจอแสดงผลมีลำโพงอยู่ตรงกลางที่เป็นลำโพงตัวที่ 2 ได้ด้วย ขณะที่มุมซ้ายบนมีกล้องหน้าที่ฝังในหน้าจอ 1 เลนส์

ทางซ้ายมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM จำนวน 2 ช่อง พร้อมช่องใส่ MicroSD Card อีก 1 ช่อง

ทางขวามีปุ่ม Power ที่ใช้สแกนลายนิ้วมือได้ด้วย และปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง

ทางด้านล่างยังคงมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. มาให้อยู่ครับ ถัดไปทางขวามีไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวที่ 1

ขณะที่ด้านบนมีทั้งเซ็นเซอร์อินฟราเรด (IR Blaster) และไมโครโฟนตัวที่ 2 เพื่อตัดเสียงรบกวน

และสุดท้ายที่ด้านหลังมีกล้อง 3 เลนส์ พร้อมไฟแฟลช LED ที่จัดเรียงเป็นรูปสี่เหลี่ยม โดยโมดูลกล้องหลังเป็นแบบทรงกลม

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

Redmi Note 9T รันระบบปฏิบัติการ Android 10 และครอบทับด้วย MIUI 12 ครับ โดยมีฟีเจอร์ต่างๆ มาให้เยอะพอสมควรครับ

รองรับ 5G เร็วแรง และ Dual 5G

ตัวชูโรงของ Redmi Note 9T นั้นเป็นรุ่นที่รองรับเครือข่าย 5G ที่ใช้งานได้ทันทีตั้งแต่แกะกล่องครับ โดยความพิเศษนั้นรองรับเทคโนโลยี Dual 5G ที่ใช้งาน 5G ได้ทั้ง 2 ซิมที่ใส่เลยด้วย ทั้งยังรองรับหลาย Band ได้แก่ n1/n3/n5/n7/n8/n20/n28/n38/n41/n77/n78/n79 ที่สำคัญรอบตัวเครื่องยังมีสัญญาณรอบตัวแบบ 360 องศา ทำให้การจับถือระหว่างใช้งานก็ไม่มีบังสัญญาณด้วย

ลำโพงคู่เสียงดังชัดเจน

ใครที่เน้นชอบรับชมภาพยนตร์ ซีรี่ย์ หรือวิดีโอต่างๆ จะต้องหลงรักครับ เพราะรองรับลำโพงคู่ทั้งลำโพงด้านบนและล่าง ทำให้ใช้งานได้เต็มอรรถรสยิ่งขึ้น หรือถ้าใครเป็นสายเกมก็จะได้ยินเสียงแบบแยกฝั่งอย่างชัดเจนมากๆ

ตัดแสงสีฟ้าใช้งานสบายตายิ่งขึ้น

หน้าจอแสดงผลของ Redmi Note 9T ได้ผ่านการรับรองจาก TÜV Rheinland Low Blue Light Certification ที่แสงสีฟ้าจะน้อยลงเพื่อถนอมสายตาให้ดียิ่งขึ้น โดยเมื่อเราเปิดโหมดตัดแสงสีฟ้า (โหมดอ่าน) ก็ยิ่งทำให้ใช้งานได้สบายตาขึ้นและไม่รู้สึกปวดตาด้วยเช่นกัน

Dark Mode ก็ใช้งานได้

หากใครที่ไม่ชอบใช้การตัดแสงสีฟ้าก็ใช้งาน Dark Mode เพื่อให้สีสันยังอยู่ครบ แต่ก็ใช้งานสบายตาได้ไม่ต่างกันครับ โดยพื้นหลังจะเป็นสีดำทั้งหมด และตัวอักษรก็จะปรับสีให้เข้ากับพื้นหลัง ทำให้เราใช้งานสบายตากว่าเดิม

ระบบความปลอดภัย

Redmi Note 9T มาพร้อมกับเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ให้ความสะดวกสบายใช้งานได้ง่ายๆ ตั้งแต่ระบบเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่อยู่ข้างตัวเครื่อง เมื่อเราหยิบขึ้นมาใช้งาน นิ้วก็จะลงล็อกตัวสแกนพอดีครับ

รวมถึงการสแกนใบหน้าที่ทำได้อย่างรวดเร็วมากๆ โดยมีความสเถียรและจดจำใบหน้าได้แม่นยำ

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

Redmi Note 9T ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผลจาก MediaTek อย่าง Dimensity 800U ที่เป็นชิพรุ่นกลางที่ใช้งานได้ไหลลื่นครับ ทั้งยังมีขนาดเล็กเพียง 7 นาโนเมตรเท่านั้น ทำให้ประหยัดแบตเตอรี่ได้อีกเพียบ

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 601 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,577

ทดสอบการเล่นเกม

ROV

มาเริ่มกันที่เกมหาชนอย่าง ROV กันครับ โดย CPU ตัวนี้สามารถปรับภาพกราฟิกได้ที่การแสดงผลระดับสูง และภาพ HD ระดับสูงมาก (เปิดเฟรมเรทสูงไม่ได้) โดยเราเล่นในโหมด 5 VS 5 ก็ถือว่าเล่นได้สบายมือ ไหลลื่นตามปกติ ซึ่งเฟรมเรทวิ่งได้ลื่นๆ ที่ 29-30 fps ตลอดเกม

PUBG Mobile

ขณะที่เกม FPS อย่าง PUBG Mobile ก็สามารถปรับกราฟิกได้ในระดับ HD และเฟรมเรทสูงครับ แต่ใครไม่ซีเรียสเรื่องภาพสวยมากๆ จะต้องชอบแน่นอน โดยเรื่องการทัชหน้าจอก็ทำได้ค่อนข้างไหลลื่นเลยทีเดียว

Asphalt 9: Legends

และเกมภาพสุดสวยอย่าง Asphalt 9: Legends สามารถปรับภาพได้ในภาพระดับสูงได้ด้วย และในการเล่นถือว่าทำได้ยอดเยี่ยมครับ

แบตเตอรี่อึด พร้อมชาร์จเร็ว 18W

Redmi Note 9T ให้แบตเตอรี่มาถึง 5000mAh แถมด้วย CPU ที่ให้มามีความประหยัดพลังงานอยู่แล้ว การใช้งานทั่วไปอย่างเล่นโซเชียลหรือดู YouTube ก็ถือว่าอยู่ได้เต็มวันครับ แต่ถ้าใครสายเกมอาจจะได้ชาร์จกันบ้างครับ

ทั้งนี้ รุ่นนี้ยังรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 18W (แต่แถมอะแดปเตอร์มาให้กำลังไฟ 22.5W) เรียกว่าชาร์จเร็วได้แบบเหลือๆ ครับ และจากที่ทดสอบดูจากแบตเหลือ 30% ชาร์จได้ถึง 100% ที่ประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที

กล้องถ่ายรูป

กล้องของ Redmi Note 9T ถือว่าจัดเต็มครับ ตั้งแต่กล้องหลังความละเอียดสูงสุดถึง 48 ล้านพิกเซล โดยมีโหมดการใช้งานให้ครบครัน

ถ่ายคมชัดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล

Redmi Note 9T จัดเต็มด้วยกล้องหลักความละเอียดถึง 48 ล้านพิกเซล ทำให้ถ่ายได้ภาพที่มีขนาดใหญ่ ที่เราสามารถซูมดูภาพได้มากขึ้นและเห็นสิ่งเล็กๆ ได้ชัดเจนกว่าโหมดปกติครับ

AI ฉลาด แยกแยะหมวดหมู่ได้ชัดเจน

ในการถ่ายด้วยโหมดปกติเราจะได้ AI เข้ามาเสริมความสวยงามของภาพครับ ตั้งแต่การแยกแยะหมวดหมู่ได้อย่างรวดเร็ว โดยจะแสดงให้เราได้เห็นขึ้นมาทันที เช่น อาหาร, ท้องฟ้า, สัตว์เลี้ยง หรือดอกไม้ เป็นต้น (จะแสดงเป็นสัญลักษณ์ที่ AI ด้านบน) โดยสีสันที่ได้ถือว่าทำได้ดีมาก แสงและเงามีความสวยงาม และมุมมืดๆ ก็มีความสว่างขึ้นด้วย

Portrait ถ่ายได้เรียนและสวยกว่าที่คิด!

ในการถ่ายภาพบุคคลต้องบอกเลยว่า Redmi Note 9T ทำออกได้ดีกว่าที่คิดมากๆ โดยการตัดขอบรอบตัวและการเบลอฉากหลังดูมีมิติ แถมใบหน้าก็มีความสว่างและสามารถปรับแต่งความสวยงามได้ค่อนข้างอิสระด้วย ทำให้ภาพมีความเป็นธรรมชาติ

ทั้งนี้ ในโหมด Portrait เมื่อเราถ่ายเสร็จแล้ว ก็สามารถปรับค่ารูรับแสงหรือระดับการเบลอได้อีกรอบ โดยกว้างสุดอยู่ที่ f/1.0 และแคบสุดที่ f/16.0

ถ่ายกลางคืนได้แจ่มด้วย Night Mode

รุ่นนี้ยังมาพร้อมกับโหมดกลางคืน โดยจะใช้ AI เข้ามาช่วย และต้องรอประมวลผลประมาณ 4-5 วินาที แต่ภาพที่ได้ถือว่าคุ้มกับที่รอครับ เพราะ Noise ในที่แสงน้อยลดลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับโหมดปกติ ทั้งยังให้ความสว่างและสีสันเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นด้วย

โหมดปกติ / โหมดกลางคืน

ถ่ายได้ใกล้สุดด้วยเลนส์ Macro

เลนส์ Macro เพื่อให้ได้ภาพในระยะใกล้ๆ ได้ก็มีมาให้ครับ โดยมีระยะโฟกัสใกล้ถึง 4 เซนติเมตร ทำให้เราเห็นวัตถุเล็กๆ ได้อย่างชัดเจน เช่น เกสรดอกไม้ หรือสัตว์เล็กๆ แต่สีสันก็อาจจะดรอปลงมาเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเลนส์หลักเพราะมีความละเอียดที่ 2 ล้านพิกเซลเท่านั้น

กล้องหน้า Beautification

ในกล้องหน้าก็ถือว่าทำได้เนียนมากๆ ตามสไตล์ของ Redmi ครับ โดยใบหน้าจะมีความเนียนใสมากๆ ซึ่งในระดับสูงสุดก็ยังคงธรรมชาติอยู่ด้วยนะ ไม่ได้ดูเกินเบอร์เกินไป

Portrait กล้องหน้าก็ทำได้เนียนตา

นอกจากที่ Portrait จะถ่ายที่กล้องหลังได้แล้ว กล้องหน้าก็ทำได้สวยงามไม่แพ้กันครับ การตัดขอบและใบหน้าระหว่างเซลฟี่ก็ทำได้สวยงาม และมีการปรับระดับได้ตามความชอบของแต่ละคนด้วย

ถ่ายวิดีโอมา ไม่เสียเวลาตัดต่อด้วย VLOG Mode

สำหรับ VLOG Mode น่าจะเป็นสิ่งที่นัดถ่ายวิดีโอน่าจะชอบกันครับ โดยจะมี Transition ให้มาแบบสำเร็จรูปหลายรูปแบบ เพียงเราแค่เลือกหมวดที่ชอบและกดถ่ายได้ทันที ระบบจะประมวลผลมาให้เลยครับ

สรุปจุดเด่น

  • รองรับเครือข่าย 5G แบบ Dual 5G ที่ใช้งานได้เร็วแรงและสเถียร
  • กล้องหลังมาพร้อมความคมชัดสูงสุดถึง 48 ล้านพิกเซล และใช้งานได้ครบทุกฟังก์ชัน
  • หน้าจอ DotDisplay ใหญ่ 6.53 นิ้ว เสพความบันเทิงได้เต็มที่และเต็มตา
  • แบตเตอรี่ให้มาถึง 5000mAh ใช้งานได้เต็ม แถมรองรับชาร์จเร็วถึง 18W
  • รองรับการเล่นเสียงแบบลำโพงคู่โดยไม่ต้องใช้หูฟัง
  • ตัวเครื่องป้องกันลำอองน้ำได้

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ไม่มีหูฟังให้ในกล่อง

Redmi Note 9T มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ Nightfall Black และ Daybreak Purple พร้อมวางจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะบนแพลตฟอร์มออนไลน์ JD Central ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2564 นี้ ด้วยกัน 2 รุ่น

  • Redmi Note 9T ขนาดความจุ 4+64GB ราคา 6,999 บาท
  • Redmi Note 9T ขนาดความจุ 4+128GB ราคา 7,499 บาท

และพิเศษสุดๆ! สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อในระหว่างวันที่ 9-15 มกราคม 2564 

  • Redmi Note 9T ขนาดความจุ 4+64GB ราคาพิเศษเพียง 5,999 บาท จากราคาปกติ 6,999 บาท เลือกซื้อได้ที่ลิงก์ https://bit.ly/38eS2xu
  • Redmi Note 9T ขนาดความจุ 4+128GB ราคาพิเศษเพียง 6,599 บาท จากราคาปกติ 7,499 บาท เลือกซื้อได้ที่ลิงก์ http://bit.ly/3ngkjYP

พร้อมรับฟรี! Mi Band 4C มูลค่า 599 บาท และซิม AIS 5G มูลค่า 99 บาท (หมายเหตุ* ของสมนาคุณมีจำนวนจำกัด)

Redmi 9T

ต่อกันที่ Redmi 9T ที่มาในดีไซน์สวยงาม สเปคแจ่มๆ ระดับกลางที่ใช้งานได้ไหลลื่นครับ ทั้งยังชูโรงด้วยแบตเตอรี่ความจุถึง 6000mAh

สรุปสเปค Redmi 9T

  • ขนาดตัวเครื่อง : 162.3 x 77.3 × 9.6 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 198 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล DotDisplay ชนิด IPS กว้าง 6.53 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2340 x 1080 พิกเซล) ความสว่าง 400 นิต และครอบทับด้วย Corning Gorilla Glass 3
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 662 ความเร็ว 2.0GHz
  • RAM 4 GB
  • ROM 64/128 GB เพิ่ม MicroSD ได้สูงสุด 512GB
  • ระบบปฎิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย MIUI 12
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 4 เลนส์ แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.79
    • เลนส์ Ultra-Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 มุมมองกว้าง 120 องศา
    • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
    • เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.05
  • รองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ซิม
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 2.4G + 5G, Bluetooth 5.0 และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 6000mAh รองรับ 18W Fast Charge

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

อุปกรณ์ภายในกล่องมีดังนี้

  • ตัวเครื่อง Redmi 9T พร้อมติดฟิล์มกันรอย
  • อะแดปเตอร์กำลังไฟ 22.5W
  • สาย USB Type-C
  • เคสใส
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น

Redmi 9T มาในดีไซน์ที่ต่างจาก Redmi Note 9T ทั้งหมดครับ ด้านหลังเป็นพลาสติกที่มีเฉดสีฉูดฉากมากกว่าและเน้นสีสันจัดจ้านครับ พร้อมโลโก้ Redmi เป็นเหมือนรอยปั๊มที่สัมผัสแล้วรู้สึกถึงความลึกของตัวอักษร ซึ่งสีที่เราได้มาเป็นสีแดงส้ม Sunrise Orange สุดร้อนแรง ส่วนสีอื่นๆ ที่มีให้เลือก ได้แก่ Carbon Gray, Twilight Blue และ Ocean Green โดยแต่ละสีจะมีการเล่นแสงที่เปล่งออกมาจากตัวโมดูกล้องหลังด้วย

ที่ด้านหลังก็ยังมีความโค้งเพื่อให้รองรับกับอุ้งมือได้อย่างสบายไม่เกิดรอยแน่นอน

สำหรับหน้าจอแสดงผลมาแแบบ DotDisplay ที่มีหยดน้ำอยู่ตรงกลาง ทำให้มีขนาดใหญ่ 6.53 นิ้ว พร้อมความคมชัดระดับ FHD+ เท่ากับรุ่นข้างต้นครับ ใครที่ชอบชมวิดีโอต่างๆ แบบเต็มตาก็สามารถเลือกซื้อรุ่นนี้ได้เช่นกัน

เหนือหน้าจอแสดงผลมีลำโพงอยู่ตรงกลางพร้อมเป็นลำโพงตัวที่ 2 เช่นกัน ถัดลงมาเป็นกล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล

ทางซ้ายมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM จำนวน 2 ช่อง และช่องใส่ microSD Card อีก 1 ช่อง

ทางขวามีปุ่ม Power ที่เป็นเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ และปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงที่อยู่เหนือขึ้นไปครับ

ทางด้านล่างยังคงมีไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวที่ 1

ขณะที่ด้านบนมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม., เซ็นเซอร์อินฟราเรด (IR Blaster) และไมโครโฟนตัวที่ 2

สุดท้ายที่ด้านหลังมีกล้องหลัง 4 เลนส์ พร้อมไฟแฟลช LED ที่อยู่ในมุมซ้ายบนทั้งหมด

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

Redmi 9T แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย MIUI 12 เหมือนกับ Redmi Note 9T ครับ โดยการใช้งาน แอนิเมชั่นสวยงาม และความเสถียรนั้นมีให้ครบ

ใช้งานสบายตาจากการรับรอง TÜV Rheinland Low Blue Light พร้อมโหมดถนอมสายตา

Redmi 9T ยังผ่านการรับรอง TÜV Rheinland Low Blue Light ที่ยืนยันได้เลยว่าจะไม่ทำร้ายดวงตาขณะใช้งานจากแสงสีฟ้าครับ ทั้งนี้ เรายังสามารถเปิดโหมดถนอมสายตาเพื่อตัดแสงสีฟ้าออกไปอีกได้เหมือนกัน โดยความเข้มก็ปรับได้ตามความชอบเลยครับ

ระบบความปลอดภัย

สำหรับระบบความปลอดภัยก็มีให้ทั้งการสแกนลายนิ้วมือที่อยู่ด้านข้างตัวเครื่องที่ปุ่ม Power ให้ความสะดวกสุดๆ และจดจำลายนิ้วมือได้รวดเร็วมากๆ

รวมถึงการสแกนใบหน้าที่ใช้งานได้รวดเร็วไม่แพ้กัน

ลำโพงคู่เสียงดังเหมือนเรือธง

แม้ว่าจะเป็นรุ่นกลางแต่ Redmi 9T ก็ยังให้เราเติมพลังให้ความสนุกจากการรับชมและฟังเสียงได้เต็มอรรถรสครับ โดยลำโพงจะปล่อยออกจากทั้ง 2 ฝั่งของตัวเครื่อง (บอกเลยว่าเสียงดังไม่ต่างจากลำโพงตัวหลักเลย) โดยไม่จำเป็นต้องใช้หูฟัง

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

Redmi 9T ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล Snapdragon 662 ความเร็ว 2.0GHz ซึ่งเป็นชิพรุ่นกลางจาก Qualcomm ที่ใช้งานได้ไหลลื่นและเล่นเกมได้สบายๆ ครับ ทั้งยังมี RAM ให้มา 4GB ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานทั่วไป และ ROM สูงสุด 128GB ให้เราเก็บรูปถ่ายต่างๆ ได้เยอะ หรือถ้าใครไม่พอ ก็ใส่ MicroSD ได้สูงสุดอีกถึง 512GB ได้เลยครับ

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 317 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,242

ทดสอบการเล่นเกม

Call of Duty: Mobile

มาลองดูที่เกม Call of Duty: Mobile กันก่อนเลยครับ Redmi 9T ที่ใช้ S662 ก็เล่นได้แบบลื่นๆ ระบบสัมผัสก็ถือว่าไปตามนิ้วได้ดีเลยทีเดียว ส่วนกราฟิกที่ปรับได้ก็อยู่ในระดับกลาง

ROV

และเกม ROV เพื่อให้เห็นเฟรมเรทได้ชัด ก็อยู่ในระดับที่นิ่งมากๆ ไม่ได้เหวี่ยงจนเห็นได้ชัดครับ ตามสไตล์รุ่นที่ใช้ชิพมังกรอย่าง Snapdragon 662 โดยกราฟิกที่เราปรับจะเป็นระดับ HD สูงสุด, พร้อมการแสดงผลสูง และเฟรมเรทสูง

แบตเตอรี่อึด

เรื่องชูโรงสำคัญของคนที่อยากให้สมาร์ทโฟนแล้วชาร์จน้อยๆ ต่อวัน Redmi 9T น่าจะตอบโจทย์ได้ดีมากๆ ครับ เพราะให้แบตมาถึง 6000mAh ใครที่เน้นเล่นโซเชียลทั่วไปอยู่ได้ครบวันแน่นอนครับ

ทั้งนี้ยังรองรับเทคโนโลยี 18W Fast Charge ซึ่งใช้เวลาในการชาร์จอยู่ที่ประมาณ 1 ชั่วโมง 50 นาทีเพื่อให้เต็ม 100% จากประมาณ 30%

กล้องถ่ายรูป

สำหรับกล้องถ่ายรูปใน Redmi 9T ให้มาจัดเต็มถึง 4 เลนส์ครบทุกระยะทั้งใกล้และไกล ตั้งแต่เลนส์หลัก + Ultra-Wide Angle + Macro และ Depth เพื่อให้ถ่าย Portrait ได้ดีเยี่ยม โดยจะถ่ายสวยขนาดไหน ลองมาชมกันครับ

ถ่ายคมชัด 48 ล้านพิกเซล พร้อมความฉลาดของ AI

Redmi 9T ให้เลนส์หลักมาที่ความละเอียดสูงสุดถึง 48 ล้านพิกเซล ช่วยให้ได้ภาพที่ใหญ่ ซูมได้ไกลและเห็นสิ่งต่างๆ ในภาพได้ชัดมากขึ้น

ภาพความละเอียด 48 ล้านพิกเซล

ขณะที่การใช้โหมดปกติจะเป็นการรวมพิกเซลให้มาอยู่ที่ 12 ล้านพิกเซลครับ แต่ทดแทนด้วยภาพที่มีสีสันสวยงาม คมชัด และจุดมืดในภาพก็สว่างขึ้น ทำให้ดูธรรมชาติมากขึ้น

เลนส์ Ultra-Wide Angle ถ่ายมุมกว้าง 120 องศา

เลนส์ Ultra-Wide ที่ Redmi 9T มีมาให้สามารถถ่ายได้กว้างสุดถึง 120 องศา ทำให้เราไม่ต้องถอยออกไปไกลๆ เมื่อต้องการถ่ายให้ครบองค์ประกอบ โดยสีสันต่างๆ ถือว่าสดใสอยู่แทบไม่ต่างจากเลนส์หลัก

เลนส์หลัก / เลนส์ Ultra-Wide Angle

ถ่าย Portrait ได้สวยเนียน

จากการที่มีเลนส์ Depth เพื่อวัดระยะมาให้ ทำให้ภาพที่ได้จากโหมดถ่ายภาพบุคคล (Portrait) ทำได้ดียิ่งขึ้น ตัดขอบได้เนียน และเรื่องสีผิวหรือความสวยงามบนใบหน้าของคนก็ทำได้ดีอีกด้วย ซึ่งโหมดนี้ก็รองรับทั้งกล้องหลังและกล้องหน้า

กล้องหลัง

กล้องหน้า

Night Mode ถ่ายกลางคืนได้สวยงาม

สำหรับ Night Mode ของ Redmi 9T ถือว่าทำได้ในระดับที่ดีครับ ในตอนกลางคืนถ่ายได้คมชัด เกิด Noise น้อย และสีสันของวัตถุต่างๆ ก็ยังเห็นได้ชัดเจนอยู่

เลนส์ Macro ก็มีมาให้

โหมด Macro ก็เป็นเลนส์ที่ทำให้เราถ่ายภาพขนาดเล็กๆ และใกล้ๆ ได้ชัดขึ้นนั่นเองครับ โดย Redmi 9T มีระยะโฟกัสที่ 4 ซม.

สรุปจุดเด่น

  • จัดกล้องหลัง 4 เลนส์ความละเอียด 48 ล้านพิกเซลมาให้เลยทีเดียว และมีครบทั้งเลนส์ Ultra-Wide Angle, Depth และ Macro
  • มาพร้อมหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 662 ทำให้ใช้งานทั่วไปได้ไหลลื่น ไม่มีสะดุดครับ
  • แบตเตอรี่สุดอึดถึง 6000mAh ใช้งานได้เต็มวันแน่นอน
  • หน้าจอแสดงผลใหญ่ถึง 6.53 นิ้ว รับชมวิดีโอและความบันเทิงได้เต็มตา

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ตัวเครื่องไม่กันน้ำ
  • ไม่มีหูฟังให้ในกล่อง

Redmi 9T มีให้เลือกถึง 4 สี ได้แก่ Carbon Gray, Twilight Blue, Sunrise Orange และ Ocean Green

  • Redmi 9T ขนาดความจุ 4+64GB ราคา 4,499 บาท วางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2564
  • Redmi 9T ขนาดความจุ 6+12GB ราคา 5,299 บาท วางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2564

Redmi 9T ทั้งรุ่น 4+64GB และ 6+128GB จะว่างจำหน่ายที่ AIS, dtac, True, Banana, BKK, Kingkong Phone, TG Fone, Jaymart, JD Central, Shopee, Lazada และร้านตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการทั่วประเทศ

Android News

OPPO Reno4 สมาร์ทโฟนถ่าย Portrait ดีที่สุดแห่งปี 2020

Published

on

OPPO Reno4, the best smartphone to take portraits of the year 2020

ในปี 2020 ที่ผ่านมาอย่างที่ทราบกันว่ามีสมาร์ทโฟนเปิดตัวหลายรุ่นด้วยกัน แต่รุ่นที่ต้องยกให้เป็นสมาร์ทโฟนถ่าย Portrait สุดเทรนดี้ของปีที่ผ่านมาทีมงานก็ต้องขอยกให้กับ OPPO Reno4 นั่นเองครับ โดยอย่างที่เราทราบกันว่ารุ่นนี้มีความพิเศษเฉพาะตัวไม่เหมือนใคร เพื่อให้เราได้ถ่ายภาพบุคคลหรือที่เรียกติดปากกันว่าถ่าย Portrait ได้สวยสดงดงาม ตามสโลแกนของ OPPO Reno4 อย่าง “ถ่ายรูปสวยชัดในสไตล์ที่เป็นคุณ” ทั้งยังมีฟีเจอร์ให้ใช้งานเพียบและถือเป็นรุ่นที่มีราคาคุ้มสุดในเรทเดียวกัน โดยความพิเศษต่างๆ ที่ว่าจะมีอะไรบ้างเราลองดูกัน

สำหรับกล้องทั้ง 4 เลนส์ OPPO Reno4 มีดังนี้

  • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.7 เซ็นเซอร์ Sony IMX586
  • เลนส์ Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • เลนส์ Macro ระบบโฟกัส 4 ซม. ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • เลนส์ Mono ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

โดยฟีเจอร์ที่ถือว่าเป็นตัวชูโรง จะมี 2 อย่างด้วยกัน ได้แก่ AI Color Portrait และ Monochrome Video

เริ่มกันที่ฟีเจอร์ AI Color Portrait นั้นจะเป็นลูกเล่นเพิ่มเสน่ห์ให้กับภาพโดยเฉพาะครับ โดย AI จะแยกแยะตัวบุคคลและวัตถุฉากหลังได้อย่างแม่นยำ ซึ่งตัวคนจะยังเป็นสีสัน ส่วนฉากหลังจะเปลี่ยนเป็นขาวดำ ทำให้ได้ภาพที่มีความโดดเด่นและแปลกตาไปในตัว ที่สำคัญยังใช้งานได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง

โดยใช้งานฟีเจอร์ AI Color Portrait ก็ง่ายมากๆ ครับ เพียงแต่เข้า กล้อง แล้วไปที่ โหมด Portrait > เลือกฟิลเตอร์ จากนั้นก็เลือก “AI Color Portrait” ก็จะใช้งานได้ทันที

ตัวอย่างภาพถ่ายโหมด AI Color Portrait จากกล้องหลังความละเอียดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล

นอกจากนี้ ในกล้องหน้าก็ยังใช้งาน AI Color Portrait Selfie เพื่อถ่ายเซลฟี่ได้เนียนตา พร้อมภาพพื้นหลังขาวดำได้เช่นกัน แถมความสวยงามก็ไม่ต่างจากกล้องหลังเลยด้วย เพราะกล้องหน้าก็มีความละเอียดสูงถึง 32 ล้านพิกเซล

ส่วนอีกฟีเจอร์ที่มีความโดดเด่นไม่เหมือนกันอย่าง Monochrome Video จะเป็นการแยกสีสัน RGB ได้แก่ สีเขียว, แดง และน้ำเงิน ได้แบบเนียนตามากๆ ทำให้การถ่ายวิดีโอไม่มีซ้ำใครแน่นอน ใครที่อยากเน้นจุดไหนของวิดีโอก็สามารถลองดูรูปแบบที่ด้านล่างได้ดังนี้

  • สีแดง : จะเป็นการสร้างความรู้สึกร้อนแรง หรือถ้าใครแต่งหน้าทาปากด้วยสีแดงก็ยังคงแสดงผลบนใบหน้าอยู่ครับ ทำให้ใบหน้าของเรายังคงโดดเด่นอยู่ไปพร้อมกับฉากหลังที่เห็นสีแดงด้วย
  • สีน้ำเงิน : สำหรับสีนี้จะให้ความรู้สึกสดใส เย็นสบายตา เช่น ท้องฟ้า หรือใครที่เที่ยวช่วงนี้ก็จะได้สีทะเลไปเต็มๆ ครับ
  • สีเขียว : และสีเขียวจะให้ภาพที่มีความสบายเหมือนกัน แต่จะดูธรรมชาติด้วยสีต้นไม้หรือใบไม้ ให้ความร่มรื่นมากยิ่งขึ้น

ไม่ใช่แค่เรื่องกล้องที่โดดเด่นเท่านั้น แค่สเปคภายในของ OPPO Reno4 ก็ยังแรงได้ใจ ใช้งานได้ไหลลื่นตั้งแต่หน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 720G ขนาดเล็กเพียง 8 นาโนเมตร เพื่อประหยัดแบตเตอรี่มากขึ้น ควบคู่กับ RAM 8GB + ROM 128GB และแบตเตอรี่ 4015mAh พร้อม เทคโนโลยีชาร์จไว 30W VOOC Flash Charge 4.0 ที่สามารถชาร์จได้เต็ม 100% ภายใน 57 นาที

ทั้งนี้ สีสันตัวเครื่องก็มีความโดดเด่นไม่แพ้กัน ตั้งแต่สีฟ้า Galactic Blue ที่เป็นวัสดุผิวด้านเพิ่มประกายระยิบระยับแบบ Reno Glow, สีดำ Space Black ที่มีลวดลายตัวเครื่องแบบ OPPO Monogram และสีม่วง Nebula Purple ที่มีการไล่เฉดสี สีเงินผสมสีม่วง

ท้ายสุดนี้ OPPO Reno4 สมาร์ทโฟนที่ถ่ายพอร์ตเทรตเทรนดี้ที่สุดในปี 2020 ราคาใหม่เพียง 10,990 บาทเท่านั้น ใครที่กำลังหาสมาร์ทโฟนถ่ายรูปพอร์ตเทรตที่สวยไม่เหมือนใคร สามารถหาซื้อได้แล้วที่ OPPO Brand Shop และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

Continue Reading

Featured

เบิร์นพอยท์ลุ้นรางวัลใหญ่รับปีใหม่ AIS Serenade ใช้ 5 พอยท์ ลุ้นโชค GADGETS สุดคูล รวมมูลค่ากว่า 5 แสนบาท

Published

on

AIS พอยท์มีค่าอย่าทิ้งให้หมดอายุ! Serenade Ultimate Surprizes กับ “5 พอยท์ ลุ้นโชค GADGETS สุดคูล” ครั้งที่ 7 จำนวนทั้งสิ้น 15 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 5 แสนบาท

Serenade Surprizes

เชื่อว่าหลายคนมี AIS พอยท์สะสมกันมาทั้งปีเยอะกันมากแน่นอน และใกล้สิ้นปีแบบนี้ก็ต้องมาบอกกันหน่อย เผื่อว่าใครลืมนำพอยท์ไปใช้หรือลืมทิ้งไว้จนหมดอายุ เพราะทุกพอยท์มีค่า สามารถนำไปแลกสิทธิ์ลุ้นรางวัลกันได้ง่ายๆ กับแคมเปญ Serenade Ultimate Surprizes ใช้เพียง 5 พอยท์ แลก1 สิทธิ์ ลุ้นรางวัลเพียบ ไปดูกันเลย

TV Samsung The Sero นวัตกรรมทีวีรูปแบบใหม่ จอหมุนได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน เอาใจคนชอบดูคลิปจากมือถือ ราคา 59,990 บาท/เครื่อง จำนวน 5 รางวัล

Serenade Surprizes TV Samsung The Sero

TV Samsung The Sero  ต้องบอกเลยว่าจอแสดงผลที่เป็นแบบ Rotating Screen สามารถขยับตามคอนเทนต์ที่ใช้งานกับมือถือได้ เพราะในปัจจุบันคลิปบนโซเชียลที่เราดูบนมือถือส่วนใหญ่จะแนวตั้ง ทำให้เมื่อดูบน TV Samsung The Sero เห็นเต็มจอได้แบบพอดี

Samsung The Sero AIS Point

ถ้าใครชอบ Live ถูกใจกันไปเลย เพราะการดู Live ผ่านทีวี Samsung The Sero หน้าจอความละเอียดระดับ 4K คมชัด สมจริง ทุกองศา เห็นนคอมเม้นท์ได้ชัดเจน และสำหรับแม่ค้าออนไลน์ก็ไม่พลาดลูกค้าที่กด CF กันอย่างแน่นอน

Samsung The Sero AIS Point

สำหรับสาย Entertain จัดเต็มไปกับลำโพง 4.1ch 60 วัตต์ ระบบเสียง Dolby Digital Plus ให้เสียงกระหื่มรอบทิศทางและให้เสียงเบสระดับพรีเมียมที่อัดแน่นไปทั่วห้อง

นอกจากนี้แล้ว TV Samsung The Sero รองรับการสั่งงานด้วยเสียง การสั่งงานผ่านแอป SmartThings ที่มีทั้งบน Android และ iOS แถมในตัวทีวียังมี AirPlay 2 ทำให้สามารถเล่นหนัง รายการทีวี เพลง และภาพถ่ายต่างๆ จาก iPhone, iPad หรือ Mac ได้ทันที

เห็นฟีเจอร์ล้ำๆ กันไปแล้ว อยากเป็นเจ้าของ TV Samsung The Sero ทำได้ง่ายๆ สำหรับลูกค้า AIS Serenade ใช้ AIS Points เพียง 5 พอยท์ในการแลก 1 สิทธิ์ลุ้นรางวัล ‘‘ยิ่งกดแลกมาก ยิ่งมีสิทธิ์มาก’’   แลกพอยท์คลิก https://m.ais.co.th/SamsungSero

Surface Laptop Go โน๊ตบุ๊คซีรี่ย์ใหม่ล่าสุด ดีไซน์ระดับพรีเมี่ยม น้ำหนักเบาพกพาสะดวก พร้อมใช้งานได้ทุกที่ ราคา 29,900 บาท/เครื่อง จำนวน 5 รางวัล

Serenade Surprizes Surface Laptop Go

Surface Laptop Go โน้ตบุ๊กระดับพรีเมี่ยม สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความคล่องตัวในการทำงาน น้ำหนักเบา พกพาสะดวกไปได้ทุกที่ทุกเวลาด้วยแบตเตอรี่นานสูงสุด 13 ชั่วโมง และสั่งงานได้อย่างรวดเร็วด้วยหน้าจอสัมผัส PixelSense ขนาด 12.4 นิ้ว ลงชื่อเข้าใช้ด้วยการแตะเพียงครั้งเดียวด้วยปุ่มเปิด/ปิดเครื่องด้วยลายนิ้วมือ พิมพ์อย่างสะดวกสบายตลอดวันบนคีย์บอร์ดแบบเต็มขนาด และดื่มด่ำกับพลังเสียง Omnisonic ที่เสริมด้วยระบบ Dolby® Audio™ มาพร้อม Windows 10 Pro

ลูกค้า AIS Serenade ใช้ AIS Points เพียง 5 พอยท์ในการแลก 1 สิทธิ์ลุ้นรางวัล

‘‘ยิ่งกดแลกมาก ยิ่งมีสิทธิ์มาก’’  แลกพอยท์คลิก https://m.ais.co.th/Surface

GoPro Hero 9 Black กล้องแอคชั่นรุ่นล่าสุด ถ่ายวิดีโอ 5K เซลฟี่ชัด จัดเฟรมง่ายด้วยจอหน้าแสดงผลด้านหน้า ราคา 15,990 บาท/เครื่อง จำนวน 5 รางวัล

Serenade Surprizes GoPro Hero 9 Black

สายลุยต้องมี GoPro Hero 9 Black กล้องแอคชั่นเซ็นเซอร์ขนาด 23.6 ล้านพิกเซล ที่สามารถรองรับการถ่ายวีดีโอได้ถึงความละเอียด 5K และถ่ายภาพนิ่ง 20 ล้านพิกเซล มาพร้อมจอแสดงผลด้านหน้า และหน้าจอหลังระบบสัมผัส โอนถ่ายและตัดต่อวีดีโออย่างง่ายดายด้วยแอปพลิเคชั่น GoPro

นอกจากนี้แล้ว GoPro Hero 9 Black ยังมีระบบกันภาพสั่นไหว HyperSmooth 3.0, TimeWarp 3.0 และ Live Streaming 1080 ตอบโจทย์ทุกการใช้งานจริงๆ ลูกค้า AIS Serenade ใช้ AIS Points เพียง 5 พอยท์ในการแลก 1 สิทธิ์ลุ้นรางวัล ‘‘ยิ่งกดแลกมาก ยิ่งมีสิทธิ์มาก’’ 

แลกพอยท์คลิก https://m.ais.co.th/Gopro9

ได้เห็นของรางวัลสุดเจ๋งและฟีเจอร์ต่างๆ ของแต่ละรางวัลกันไปแล้ว อย่าปล่อยให้พอยท์หมดอายุ รีบกดเบิร์นพอยท์ลุ้นรางวัลใหญ่รับปีใหม่กันดีกว่า เพิ่มเติมคลิก www.ais.co.th/serenade/ultimatesurprizes

Continue Reading

Featured

รีวิว realme X7 Pro 5G หน้าจอ 120Hz ชิปเซ็ต Dimensity 1000+ และชาร์จเร็ว 65W ราคาเริ่มต้น 9,990 บาท

Published

on

รีวิว realme X7 Pro 5G สมาร์ทโฟนหน้าจอ 120Hz มาพร้อมสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ ใช้ชิปเซ็ต Dimensity 1000+ มี 4 กล้องหลัง 64 ล้านพิกเซล และแบตเตอรี่ 4500mAh ชาร์จเร็ว 65W SuperDart Charge

สรุปสเปค realme X7 Pro 5G

  • ขนาดตัวเครื่อง : 160.8 × 75.2 × 8.5 มม.
  • น้ำหนัก : 184 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Super AMOLED Fullscreen ขนาด 6.55 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) พร้อม Refresh Rate 120Hz อัตราส่วน 20:9 มีพื้นที่การแสดงผล 91.6% และครอบทับด้วยกระจก Corning Gorilla Glass 5
  • หน่วยประมวลผล : MediaTek Dimensity 1000+ 5G ความเร็ว 2.6GHz
  • GPU : ARM Mali-G77 MC9
  • RAM : 8GB
  • ROM : 128/256GB
  • กล้องถ่ายรูปหลัง 4 เลนส์ แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Sony IMX686 รูรับแสง f/1.8
    • เลนส์ Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล มุมมองกว้าง 119 องศา รูรับแสง f/2.25
    • เลนส์ B&W Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
    • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 ระยะโฟกัส 4 เซนติเมตร
  • กล้องหน้า In-display Selfie ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.45
  • ระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย realme UI 1.0
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.0 และพอร์ต USB Type-C
  • รองรับลำโพงคู่ Dolby Atmos
  • แบตเตอรี่ความจุ 4500mAh รองรับ 65W SuperDart Charge

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

อุปกรณ์ภายในกล่องมีดังนี้

  • ตัวเครื่อง realme X7 Pro 5G
  • อะแดปเตอร์ 65W SuperDart Charge
  • สายชาร์จ USB Type-C
  • เคสใส
  • ตัวแปลงพอร์ต USB Type-C เป็นช่อง 3.5 มม.
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น

ตอกย้ำด้วยดีไซน์ที่สวยงามเช่นเคยใน realme X7 Pro 5G ด้วยสีสัน Iridescent ที่เล่นลวดลายพร้อมเฉดสีอย่างหลากหลายในชื่อว่า Double-Grain, Double-Pated และ Anti-Glare Glass โดยเราจะได้สีสันโดดเด่น กระจกแบบด้านที่ให้ความพรีเมี่ยม แถมผิวสัมผัสก็ทำออกมาได้เป็นอย่างดี จับถือได้สะดวกมากครับ ขณะที่อีกสีที่มีจะเป็นสีดำ Aerolite Black ให้ความคลาสสิกและสวยงามในตัว

realme X7 Pro 5G ไม่ได้ให้แค่ความสวยงามมาเทานั้นครับ เพราะหน้าจอแสดงผลนั้นบางลง 29.4% และน้ำหนักตัวเครื่องอยู่แค่เพียง 184 กรัม ทำให้ใช้งานได้นาน ไม่รู้สึกหนักจนเกินไปแน่นอนสำหรับคุณผู้หญิงที่ต้องการใช้งานนานๆ

ในด้านหน้าจอแสดงผล realme X7 Pro 5G ถือว่าจัดมาให้เต็มที่มากๆ สมกับการเป็นระดับเรือธง ชูโรงด้วย Refresh Rate 120Hz พร้อมด้วยชนิด Super AMOLED ที่เน้นเรื่องสีสันที่สดใสและความสดของภาพ ทั้งยังมีความสว่างสูงสุดถึง 1,200 นิต, Colour Gamut 100% DCI-P3 และ 103% NTSC ยิ่งช่วงนี้ภาพยนตร์และซีรี่ย์เพียบ ซื้อรุ่นนี้มาไว้ดูต้องถูกใจแน่นอนจ้า

ทั้งนี้หน้าจอยังกว้างถึง 6.55 นิ้ว ความละเอียด FHD+ ทำให้ได้รับความคมชัดไปและความเต็มตาในการใช้งานและรับชมไปอีกด้วย

เหนือหน้าจอแสดงผลมีกล้องหน้า In-display Selfie ฝังไว้ในหน้าจอและอยู่ใต้กระจกทำให้ปกป้องตัวเลนส์ได้เมื่อเกิดการกระแทกครับ ส่วนตรงกลางจะมีลำโพงสำหรับการสนทนาและเป็นลำโพงที่ 2 อีกด้วย

ด้านล่างหน้าจอ OLED จะมีความบางลง 10% ในส่วนของขอบเพราะมีการนำกระบวนการบรรจุ COP แบบใหม่มาใช้ครับ

ทางซ้ายตัวเครื่องมีปุ่มเพิ่มและลดเสียง

ทางขวามีปุ่ม Power

ส่วนด้านล่างตัวเครื่องมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดแบบ Nano SIM 2 ช่อง ถัดไปเป็นไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวที่ 1

ขณะที่ด้านบนมีไมโครโฟนตัวที่ 2 เพื่อตัดเสียงรบกวน

และสุดท้ายที่ด้านหลังมีโมดูลกล้องที่มุมซ้ายบน มีกล้อง 4 เลนส์และไฟแฟลช LED ครับ

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฏิบัติการ

realme X7 Pro 5G แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย realme UI 1.0 ซึ่งใช้งานได้ไหลลื่นและดีไซน์ของ UI มีความสวยงามและใช้งานง่ายครับ

หน้าตา UI : realme UI 1.0

รองรับ 5G Dual-SIM Dual Standby

realme X7 Pro 5G แกะกล่องมาแล้วก็สามารถใช้งานเครือข่าย 5G ได้ทันทีโดยไม่ต้องรออัปเดทใดๆ ครับ ทั้งยังรองรับความถี่ 5G NSA ตั้งแต่ n1/n3/n5/n7/n8/n20/n28/n38/n40/n41/n77/n78 และ SA ทั้ง n1/n3/n41/n78/n79 ที่สำคัญยังใช้งาน 5G ได้แบบ Dual SIM อีกด้วย จะโหลดภาพยนตร์มาดูแบบออฟไลน์หรือแอปพลิเคชั่นไฟล์ใหญ่ๆ ก็ใช้เวลาไม่ถึงนาทีแน่นอน

Always on Display ดูสถานะได้สะดวก

เมื่อมาเป็นหน้าจอแบบ Super AMOLED ก็ใช้งานฟีเจอร์ Always on Display ได้ครับ โดยจะเป็นการดูเวลา, วันที่, แบตเตอรี่ และการแจ้งเตือนได้ โดยสามารถเลือกเปิดหรือปิดไม่ให้แสดงหมวดหมู่ไหนก็ได้

นอกจากนี้เราก็ยังสามารถใช้ฟีเจอร์นี้มาเป็นข้อความตามที่เรากำหนดได้ด้วย

ชมวิดีโอได้สะใจด้วยระบบเสียงสเตอริโอ Dolby Atmos

realme X7 Pro 5G มาพร้อมกับเทคโนโลยี Dolby Atmos พร้อม Hi-Res ทำให้ลำโพงปล่อยเสียงออกมาทั้งด้านบนและล่าง จะรับชมวิดีโอหรือฟังเพลงต่างๆ ก็จะได้ฟังเสียงแบบเต็มอรรถรสแน่นอนครับ

ระบบความปลอดภัยขั้นสูง

เมื่อเป็นสเปคระดับเรือธงก็สามารถใช้งานการสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอได้อย่างรวดเร็วครับ เพียงแค่แตะก็ปลดล็อกได้ทันที

หรือจะเป็นการสแกนมบหน้าก็ได้เช่นกันครับ

โหมดถนอมสายตา Eye Protection

สำหรับ realme X7 Pro 5G นั้นมาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลที่ช่วยถนอมสายตาผู้ใช้งานได้ดี สามารถตัดแสงสีฟ้าได้ดี ใช้งานได้สบายตายิ่งขึ้น โดยเราสามารถใช้โหมดถนอมสายตาได้ด้วยเหมือนกัน

โหมดกลางคืน

สำหรับโหมดกลางคืนหรือ Dark Mode ก็ยังใช้งานได้เหมือนกันครับ โดยจะเปลี่ยนธีมเครื่องให้เป็นพื้นหลังสีดำทั้งหมด และสามารถตั้งค่าเวลาเพื่อเปิดอัตโนมัติได้

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

realme X7 Pro 5G ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผลจาก MediaTek แต่เป็นตัวท็อปสุดในตอนนี้อย่าง Dimensity 1000+ 5G และต้องบอกเลยว่าชิพตัวนี้แรงระดับเรือธงเลยทีเดียว ควบคู่กับ GPU ARM Mali-G77 MC9 ช่วยให้ใช้งานทั่วไปหรือเล่นเกมกราฟิกหนักๆ ได้ไหลลื่นมาก นอกจากนี้ Dimensity 1000+ 5G ยังมาพร้อมสถาปัตยกรรมใหม่ มีชิพ AI ถึง 6 ตัวเพื่อรองรับพลังประมวลผลที่ทรงพลังสูงสุด 4.5 TOPS ทำให้ถ่ายกล้องหลังด้วย AI ได้ทรงพลังยิ่งขึ้น

ผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ทำคะแนนได้ไปได้ที่ 517,583

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 763 และคะแนน Multi-Core ที่ 2,680

ฟีเจอร์การเล่นเกม

ปรับแต่งก่อนเล่นด้วย Game Space

ในรุ่นนี้ก็มีฟีเจอร์ Game Space มาให้เหมือนเดิมครับ โดยสามารถปิดกั้นการแจ้งเตือนรวมถึงเปิดประสิทธิภาพเป็นการแข่งขันเพื่อรีดประสิทธิภาพทั้งหมดของเครื่องออกมา ทั้งยังระบุเฟรมเรทและการใช้งาน CPU และ GPU ได้ด้วย

ทดสอบการเล่นเกม

ROV

ใครที่เล่น ROV เป็นประจำจะต้องชอบแน่นอนครับ นอกจากจะเปิดทุกอย่างได้สูงสุดทั้งหมดแล้ว ภายในเกมเฟรมเรทก็วิ่งแบบนิ่งๆ 60-61fps ตลอดทั้งเกม และไม่เจออาการกระตุกใดๆ ครับ

PUBG Mobile

สำหรับเกม PUBG Mobile สามารถเปิดกราฟิกได้ในระดับ Ultra HD และเฟรมเรทสูงครับ ก็เล่นได้แบบลื่นสุดๆ ระบบการสัมผัสหน้าจอก็ทำได้ดีเยี่ยม ไปตามนิ้วได้ดีมากๆ

Genshin Impact

และสุดท้ายกับเกมฮิตอย่าง Genshin Impact ก็สามารถเล่นได้ไหลลื่น กราฟิกที่แสดงผลออกมาก็ทำได้ดีครับ

ระบบสั่น 3 มิติ Super Vibrated Tactile Engine

ใครที่เล่นเกมที่รองรับระบบสั่นจะทำให้เราได้สัมผัสถึงการสั่นแบบ 3 มิติช่วยสมจริงยิ่งขึ้นตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเกมครับ

ชาร์จได้แรงระดับเรือธงด้วย 65W SuperDart Charge

65W SuperDart Charge ถือเป็นหนึ่งในกำลังไฟที่ชาร์จแบตเตอรี่ได้เร็วที่สุดในโลกของสมาร์ทโฟนตอนนี้ครับ ซึ่งจากที่ทดสอบกับ realme X7 Pro 5G ที่มีแบตเตอรี่ความจุ 4500mAh ชาร์จจาก 0% – 80% ในเวลาไปประมาณ 30 นาที และเต็ม 100% ในเวลาประมาณ 50 นาทีเท่านั้นครับ

ทั้งนี้หากใครที่กลัวเรื่องความร้อนจากการชาร์จ realme X7 Pro 5G ก็มีทั้ง VCVT เพื่อควบคุมอุณหภูมิอย่างปลอดภัยในระหว่างกระบวนการชาร์จ และ VFC ที่เมื่อแบตเตอรี่ใกล้เต็มก็จะชาร์จด้วยกระแสต่ำลงเพื่อยืดอายุการใช้ ทั้งยังมีระบบป้องกัน 5 ชั้น ตั้งแต่อะแดปเตอร์ไปยังแบตเตอรี่ในตัวเครื่อง

ประหยัดพลังงานขั้นสูง Super Power Saving

นอกจากนี้หากใครที่แบตเตอรี่แทบไม่เหลือแล้วแต่อยู่ในช่วงที่ไม่สามารถชาร์จได้ ก็เปิดโหมดประหยัดพลังงานขั้นสูง หรือ Super Power Saving ได้เพื่อยืดอายุแบตเตอรี่ได้นานยิ่งขึ้น โดยเราสามารถใช้ได้เพียง 6 แอปพลิเคชั่นเท่านั้น แต่แลกกับการใช้แบต 5% ใช้ส่งข้อความได้นานสูงสุดถึง 90 นาที

กล้องถ่ายรูป

และสุดท้ายในฟีเจอร์ที่ทุกคนรอคอยอย่างเรื่องกล้อง ที่บอกว่า realme X7 Pro 5G ทำออกมาได้ดีมากๆ สมกับการเป็นเรือธง โดยใช้งานได้ครบทุกระยะทั้งปกติ, Ultra-Wide, Macro รวมถึงการถ่าย Portrait

คมชัดสูงสุด 64 ล้านพิกเซลด้วยเซ็นเซอร์ Sony IMX686

realme X7 Pro 5G จัดเลนส์หลักมาให้ความละเอียดสุงถึง 64 ล้านพิกเซล ด้วยการใช้เซ็นเซอร์ Sony IMX686 ทำให้ได้รายละเอียดในภาพที่มีความคมชัดสูงและเห็นสิ่งเล็กๆ ในภาพได้ชัดเจนเมื่อซูมเข้าไปดูครับ ซึ่งพิกเซลที่สูงๆ ทำให้ปรินท์ภาพขนาดใหญ่ออกมาได้เช่นกัน

AI ถ่ายได้อัจฉริยะ สวยงามด้วยคลิกเดียว

นอกจากจะถ่ายได้ในโหมด 64 ล้านพิกเซลแล้ว ในโหมดปกติก็ถ่ายได้สวยงามมากๆ มีการแยกแยะหมวดหมู่ได้รวดเร็วด้วย AI เช่น แมวน้อย, อาหาร, ดอกไม้ หรือรูปคน เป็นต้น ซึ่งแต่ละหมวดจะมีการปรับแต่งให้เหมาะสม อย่างอาหารก็จะปรับให้มีความสดใสดูน่ากิน หรือสัตว์เลี้ยงก็จะเห็นขนให้คมชัดยิ่งขึ้น

ถ่าย Portrait ให้คมชัด ผิวเนียนดูเป็นธรรมชาติ

ด้วยความที่เป็น realme ก็ถ่าย Portrait ได้แบบตัดขอบได้เนียนตาครับ ที่สำคัญการปรับแต่งผิวพรรณก็ทำได้ดีมากๆ ออกมาดูมีความเป็นธรรมชาติ ไม่ดูจัดจ้านเกินไป ผู้หญิงหลายคนน่าจะชอบโทนสีผิวนี้แน่นอน

เลนส์ B&W Portrait เพิ่มมิติของการการถ่ายภาพ

ที่กล้องหลังก็ยังมีเลนส์ B&W Portrait ให้เราได้ถ่ายภาพแบบขาวดำได้อย่างมีมิติยิ่งขึ้น ดูมีอะไรมากกว่าการใช้ฟิลเตอร์แบบปกติครับ

ถ่ายได้ครบด้วย Ultra Wide Angle ถึง 119 องศา

อีกเลนส์ที่มีมาให้ก็เป็น Ultra Wide Angle มุมมองกว้างถึง 119 องศาครับ ทำให้ถ่ายได้ครบทุกองค์ประกอบในภาพ ไม่มีขาดแน่นอน แถมไม่ต้องถอยออกไปไกลๆ ให้เสียเวลาอีกด้วย และสีสันของภาพมีความสดใสสวยงามไม่ต่างจากเลนส์หลัก

เพิ่มความพิเศษด้วยป้องกันการบิดเบี้ยว Portrait Distortion Correction

ความพิเศษของเลนส์ Ultra Wide Angle คือการป้องกันภาพบิดเบี้ยวเมื่อเราถ่ายภาพบุคคลเลนส์นี้ครับ ทำให้ใบหน้าไม่เบี้ยวดูเป็นธรรมชาติเพราะมีการ Distortion โดยอัตโนมัติ

Macro ใกล้สุดถึง 4 เซนติเมตร

เลนส์สุดท้ายของกล้องหลังคือเลนส์ Macro ที่ถ่ายในระยะใกล้สุดถึง 4 เซนติเมตร โดยภาพยังให้สีสันความสวยงามอยู่ด้วย

เพิ่มความสวยงามในตอนกลางคืนด้วยฟีเจอร์ Super Nightscape 4.0

Super Nightscape 4.0 ถือเป็นฟีเจอร์ที่ช่วยให้เราถ่ายภาพตอนกลางคืนได้อย่างสวยงาม มีความสว่างมากขึ้น และคมชัดกว่าเดิม ทั้งยังใช้เวลาในการประมวลผลน้อยลง และใช้งานได้ทั้งเลนส์หลักและเลนส์ Ultra-Wide angle ที่สำคัญใครที่ชอบถ่ายภาพกลางคืนให้ดูมีมิติยื่งขึ้นก็สามารถใช้ Pro Nightscape Mode เพื่อปรับค่า ISO, ความเร็วชัตเตอร์, ไวท์บาลานซ์ และโฟกัสอัตโนมัติได้ด้วย ทำให้เราถ่ายภาพตอนกลางคืนให้เป็นที่แสงไฟเส้นๆ ได้อย่างสวยงามครับ

นอกจากนี้ โหมด Super Nightscape 4.0 ก็ยังมีฟิลเตอร์ให้เราได้เล่นอีก 3 แบบ ได้แก่ สีทองทันสมัย, ไซเบอร์พังก์ และฟลามิงโก ที่ให้มิติของภาพออกมาในรูปแบบที่แตกต่างกัน

กล้องหน้า AI Beauty สวยเป็นธรรมชาติ

ในกล้องหน้ามีความคมชัดมากสุดถึง 32 ล้านพิกเซล พร้อมใช้งานฟีเจอร์ Portrait ได้เหมือนกับกล้องหลังครับ แถมใบหน้าและการปรับแต่งต่างๆ ก็ทำออกมาได้ดูธรรมชาติอย่างมาก

แสงน้อยไม่ต้องกลัวด้วย Nightscape Selfie

หรือใครที่จะเก็บภาพตัวเองในตอนกลางคืนหรือที่แสงน้อยก็สามารถใช้โหมดกลางคืนในกล้องหน้าได้เช่นกันครับ ช่วยให้ใบหน้ามีความคมชัดและความสว่างไปพร้อมกัน

ปิด Nightscape Selfie / เปิด Nightscape Selfie

วิดีโอก็ถ่ายได้แจ่มๆ ในหลากหลายโหมด

ในการถ่ายวิดีโอ realme X7 Pro 5G ก็มีลูกเล่นให้เราใช้งานเพียบครับ ดังนี้

AI Color Portrait Video ที่จะตรวจจับสีต่างๆ ตามที่กำหนดเท่านั้น เช่น จับเฉพาะสีน้ำเงิน, สีเขียว, สีแดง หรือเฉพาะสีตัวบุคคลเท่านั้น

Real-time Bokeh Effect Video จะเป็นการถ่ายวิดีโอที่ฉากหลังจะเบลอแบบเรียลไทม์ ซึ่งการละลายก็ทำได้เนียนๆ แทบไม่มีหลุดโฟกัส

สรุปจุดเด่น

  • ดีไซน์ realme X7 Pro 5G สวยงาม จับถือได้สะดวก พร้อมมีน้ำหนักเบาพกพาได้สะดวก
  • รองรับ 5G ทั้งแต่แกะกล่อง ใช้งานได้เต็มสปีด
  • หน้าจอแสดงผลสุดคมชัด Super AMOLED ใช้งานได้เต็มตาด้วยขนาด 6.5 นิ้ว และไหลลื่นขั้นสุดด้วย Refresh Rate 120Hz
  • ชาร์จไวเพียงไม่กี่นาทีด้วย 65W SuperDart Charge
  • กล้องหลังจัดเต็ม 4 เลนส์ คมชัดสูงสุด 64 ล้านพิกเซล พร้อมใช้งานได้ครบทุกระยะและทุกฟังก์ชันที่ต้องการแน่นอน

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ไม่มีหูฟังให้ในกล่อง
  • ไม่สามารถใส่ MicroSD Card ได้

realme X7 Pro 5G มาในราคาเพียง 16,990 บาทเท่านั้น โดยเปิดพรีออเดอร์แล้วตั้งแต่วันนี้ – 20 ธันวาคมนี้ พร้อมรับสิทธิ์พิเศษมากมาย ได้แก่ รับฟรี VIP Card ประกันจอแตก 1 ปี และ realme Smart Scale มูลค่ารวม 5,999 บาท โดยวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการจะอยู่ใวันที่ 21 ธันวาคมนี้

Continue Reading

กำลังฮอต

มือถือใหม่

คลิปล่าสุด

ข่าวใหม่วันนี้

Android News21 นาที ago

Samsung เผยข้อมูล ISOCELL HM3 กล้อง 108MP ใน Galaxy S21 Ultra อัปเกรดจากรุ่นเดิมอย่างไร!

Samsung Galaxy S21 U...

Android News36 นาที ago

Asus ROG Phone 4 อาจมาพร้อมแบต 6000mAh ชาร์จเร็ว 65W

Asus ROG Phone 4 หนึ...

ข่าวประชาสัมพันธ์53 นาที ago

โค้งสุดท้าย Shop Online ได้จุใจกับ MAHAJAK YEAR END SALE 2020 สินค้าลำโพง และหูฟัง JBL, HARMAN KARDON ลดสูงสุด 30% พร้อมโปรฯ ซื้อคู่สุดคุ้มและรับของสมนาคุณฟรี!!

บริษัท มหาจักรดีเวลอ...

ข่าวประชาสัมพันธ์1 ชั่วโมง ago

คุณสมบัติ 7 ประการที่ดีที่สุดของ MediaTek Dimensity โดย Dr. Yenchi Lee รองกรรมการผู้จัดการ ผู้พัฒนาแผนกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ด้านแพลตฟอร์มและ วางแผนกลยุทธ์แบบ “Go-to-Market” แห่ง MediaTek

ด้วยนวัตกรรมประหยัดพ...

Apple News2 ชั่วโมง ago

Apple Tv+ เผยตัวอย่างซีซัน 2 สำหรับ ‘FOR ALL MANKIND’ ซีรีส์แนวดราม่าสุดมหากาพย์เกี่ยวกับอวกาศ

ซีรีส์ดราม่าที่ได้รั...

กินเที่ยวกัน

กำลังมาแรง