รีวิวฉบับเต็มของ realms 16 Series 5G มาแล้วครับ! รอบนี้มากันครบ 3 รุ่นเลย ได้แก่ realme 16 Pro+ 5G, realme 16 Pro 5G และ realme 16 5G เป็น Number Series ใหม่ที่ให้มาตอบโจทย์ทุกกลุ่ม และชูจุดเด่นในเรื่องกล้อง 200MP Portrait Master พร้อมระบบกล้องใหม่ LumaColor IMAGE กับดีไซน์สุดพิถีพิถันอย่าง Master Design และ Air Design อีกด้วย

มีมาให้เลือกมากถึง 3 รุ่นแบบนี้ รุ่นไหนเหมาะกับใคร ใช้งานจริงถูกใจเราแค่ไหน ติดตามได้ใน รีวิว realme 16 Series 5G นี้เลยครับ!
สรุปสเปค realme 16 Pro+ 5G
- หน้าจอ AMOLED ขนาด 6.8″
- ความละเอียด 1.5K (2800×1280 พิกเซล), ความสว่างสูงสุด 6500nits
- Refresh rate 144Hz, Touch Sampling rate 240Hz
- ชิปเซ็ต Snapdragon 7 Gen 4 Octa-Core 2.8GHz (4nm)
- RAM 12GB
- Storage 256GB/512GB
- แบตเตอรี่ 7000mAh
- ระบบชาร์จไว 80W Ultra Charge
- กล้องหน้า 50MP (OV50D) f/2.4
- กล้องหลัง 3 ตัว
- 200MP กล้องหลัก (HP5 1/1.56″) f/1.8
- 8MP กล้อง Ultra Wide f/2.2
- 50MP กล้อง Telephoto 3.5x (JN5 1/2.75″) f/2.8
- มาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP66/IP68/IP69/IP69K
- ระบบปฏิบัติการ : Android 16 (realme UI 7.0)
- สีสัน : Master Gold, Master Grey

สรุปสเปค realme 16 Pro 5G
- หน้าจอ AMOLED ขนาด 6.78″
- ความละเอียด 1.5K (2772×1272 พิกเซล), ความสว่างสูงสุด 6500nits
- Refresh rate 144Hz, Touch Sampling rate 240Hz
- ชิปเซ็ต Dimensity 7300 Max Octa-Core 2.5GHz (4nm)
- RAM 12GB
- Storage 256GB
- แบตเตอรี่ 7000mAh
- ระบบชาร์จไว 80W Ultra Charge
- กล้องหน้า 50MP f/2.4
- กล้องหลัง : 2 ตัว
- 200MP กล้องหลัก (HP5 1/1.56″) f/1.8
- 8MP กล้อง Ultra Wide f/2.2
- มาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP66/IP68/IP69/IP69K
- ระบบปฏิบัติการ : Android 16 (realme UI 7.0)
- สีสัน : Pebble Grey, Orchid Purple

สรุปสเปค realme 16 5G
- หน้าจอ AMOLED ขนาด 6.57″
- ความละเอียด FHD+ (2372×1080 พิกเซล), ความสว่างสูงสุด 4200nits
- Refresh rate 120Hz, Touch Sampling rate 240Hz
- ชิปเซ็ต Dimensity 6400 Turbo Max Octa-Core 2.5GHz (6nm)
- RAM 8GB
- Storage 256GB
- แบตเตอรี่ 7000mAh
- ระบบชาร์จไว 60W Fast Charge
- กล้องหน้า 50MP f/2.4
- 50MP กล้องหลัก (IMX852 1/2.93″) f/1.8
- ระบบปฏิบัติการ : Android 16 (realme UI 7.0)
- สีสัน : White Swan, Black Cloud

อย่างที่บอกไปว่ารอบนี้ realme 16 Series 5G เปิดตัวมามากถึง 3 รุ่น แต่เพื่อกันความสับสนใจแต่ละรุ่น เราจะขอรีวิวแยกกันเป็น 2 ส่วนคือ realme 16 Pro Series (realme 16 Pro 5G และ realme 16 Pro+ 5G) กับ realme 16 5G ละกันเนอะ เพราะจุดเด่นที่ทาง realme สื่อสารในแต่ละรุ่นก็แตกต่างกันชัดเจนด้วย งั้นมาเริ่มที่รุ่น realme 16 Pro Series 5G ก่อนดีกว่าเนอะ!

รีวิว realme 16 Pro Series 5G
เริ่มที่รุ่น Pro กับ Pro+ กันก่อน 2 รุ่นนี้ realme ชูจุดเด่นมาให้เป็น 200MP Portrait Master แน่นอนว่าเน้นไปที่เรื่องกล้องในการถ่ายภาพบุคคลอย่างชัดเจนเลย เพราะฉะนั้นเราจะไม่รอช้า เข้าสู่เรื่องกล้องกันเลยดีกว่า ทั้งคู่จะมาพร้อมกล้องหลัก 200MP Portrait Master เหมือนกัน แต่จะมีกล้องเสริมที่ให้มาแตกต่างกันดังนี้ครับ

สเปคกล้อง realme 16 Pro+ 5G
- 200MP กล้องหลัก (เซ็นเซอร์ขนาด 1/1.56″) f/1.8, OIS
- 8MP กล้อง Ultra Wide f/2.2
- 50MP กล้อง Periscope 3.5x (เซ็นเซอร์ขนาด 1/2.75″) f/2.8, OIS

สเปคกล้อง realme 16 Pro 5G
- 200MP กล้องหลัก (เซ็นเซอร์ขนาด 1/1.56″) f/1.8, OIS
- 8MP กล้อง Ultra Wide f/2.2

ถ้าดูจากสเปคด้านบน ก็คงพอเห็นภาพคร่าว ๆ คือ realme 16 Pro+ 5G ได้กล้อง Periscope 3.5x เพิ่มเข้ามาอีกตัว ในขณะที่ realme 16 Pro 5G จะมีเพียงกล้อง Ultra Wide เท่านั้นครับ ซึ่งแน่นอนว่ารุ่น Pro+ 5G ก็จะโดดเด่นกว่าในเรื่องของการซุมและระยะที่มากกว่าในเองครับ

LumaColos IMAGE มาสเตอร์แห่งสีสันและแสง
ในเรื่องซอฟต์แวร์กล้อง รอบนี้ realme 16 Pro Series 5G อันนี้ไม่ต้องห่วง เพราะทั้งคู่มาพร้อมกับเทคโนโลยีภาพ LumaColor IMAGE ใหม่! เป็นมาตรฐานที่พัฒนาร่วมกับ TUV Rheinland ผ่านห้องปฏิบัติการ LumaColor IMAGE LAB โดยมีการทดสอบภายใต้แหน่งกำเนิดแสงหลากหลายรูปแบบ เพื่อยกระดับมาตรฐานความแม่นยำและคุณภาพสีให้สูงยิ่งขึ้น

ซึ่งหลังจากได้ทดสอบร่วมกันแล้ว จะทำให้ภาพ Portrait ได้อารมณ์มากกว่าเดิม นั้นอธิบายง่าย ๆ คือนี่แหละไฮไลท์เรื่องกล้องใหม่ที่ยิ่งกว่าสเปคกล้อง รอบนี้ realme เน้นการถ่ายคนที่จริงจังขึ้น ทั้งการปรับผิวให้ดูมีมิติ สวยสม่ำเสมอ เอฟเฟกต์เบลอฉากหลังแบบผสานความชัดลึกเชิงออปติคอล รวมถึงสร้างแสงและเงาของตัวบุคคลให้สอดคลอดกับฉาก อธิบายง่าย ๆ ก็คือระบบใหม่นี้ จะช่วยให้สกินโทนดีขึ้น ละลายฉากหลังเนียนกว่าเดิม รวมถึงโทนสีที่มีมิติกว่าเดิมนั่นเอง!


นอกจากนี้ในโหมด Portrait ของ realme 16 Pro+ 5G ก็ยังมีตัวเลือกให้เราใช้งานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นระยะของภาพที่เลือกได้ตั้งแต่ 1x – 4x (เฉพาะ 16 Pro+ 5G) มีฟิลเตอร์ให้เลือกปรับอีกกว่า 20 แบบ รวมถึงเอฟเฟกต์ Soft Light อีก 5 แบบ เลือกว่าปรับกันสนุกเลยล่ะ

แต่ถ้าเลือกไม่ถูกว่าควรใช้แบบไหนกับระยะไหนดี ในรอบนี้ realme ก็ยังมีตัวเลือก Portrait Lenses ใหม่! เข้ามาให้เราเลือกปรับได้ทันทีโดยจะแบ่งเป็น 5 ระยะได้แก่
- 1x – Environmental
- 1.5x – Street
- 2x – Classic
- 3.5x – Headshot
- 4x – Close-up

ซึ่งแต่ละระยะ จะมีการใส่ฟิลเตอร์เพิ่มโทนของภาพให้แล้วด้วย สะดวกสำหรับใครที่เลือกไม่ถูกแหละครับ ว่าจะใช้แบบไหนร่วมกับแบบไหนดี หรือถ้าไม่เน้นโทนพิเศษ จะเลือกใช้แบบปิดฟิลเตอร์เลือกแค่ระยะซูมของภาพแทน ให้ LumaColor IMAGE ที่จัดแจงสีสันให้ดูมิติเป็นธรรมชาติก็ได้เหมือนกัน

และผลลัพธ์ที่ได้จากกล้องของ realme 16 Pro Series 5G ก็ถือว่ายอดเยี่ยมเลยครับ ทั้งสกินโทนที่ดีขึ้นชัดเจน ผิวของตัวแบบดูเนียนและสม่ำเสมอ การเก็บแสงในองศาต่าง ๆ ก็ทำได้ดีเอารายละเอียดมาครบ แสงเงาสวยงามดีมาก ๆ และการละลายฉากหลังด้วยซอฟต์แวร์ก็ทำได้เนียนมีมิติจริง ๆ ครับ สมแล้วที่ realme ชูเอา LumaColor IMAGE ขึ้นมาเป็นจุดเด่นในซีรีส์นี้ เพราะทำให้การถ่าย Portrait ดูมีอะไรขึ้นอีกมาก แถมในรุ่น realme 16 Pro+ 5G ที่มีกล้อง Periscope 3.5x มาด้วย ก็ช่วยให้เราได้ภาพในระยะที่เหมาะกับการถ่ายคนได้แบบพอดิบพอดีอีกต่างหาก










นอกจากในโหมด Portrait หลักแล้ว ด้วยความที่ realme 16 Pro Series 5G มีกล้องหลัก 200MP มาทั้งคู่ ก็เหมาะกับการถ่ายภาพในความละเอียดสูงสุด 200MP ด้วยเช่นกัน ซึ่งข้อดีของโหมดนี้คือเราสามารถถ่ายแบบกว้าง ๆ มาก่อน แล้วมาครอปใช้บางส่วนทีหลังได้ เพราะด้วยขนาดไฟล์ที่ใหญ่เพียงพอ ทำให้เก็บช็อตเดียว มาเลือกปรับขนาดสัดส่วนได้โดยไม่เสียรายละเอียดเลยล่ะครับ

แต่เห็นพูดแต่ Portrait มาขนาดนี้ ก็ไม่ใช่ว่าโหมด Photo ทั่วไป จะถ่ายไม่ดีนะครับ เพราะทั้ง 2 รุ่นยังทำได้ดีมาก ๆ ได้ระบบ LumaColor IMAGE มาคอยประมวลผลซีนของภาพเหมือนกันรวมถึงระบบ HDR ด้วย คุณภาพของกล้องหลัก HP5 200MP ของทั้งคู่ ก็ยังเก็บมิติและสีสันของภาพได้คมชัด หรือจะเลือกใช้กล้อง Ultra Wide ในมุมมองแปลก ๆ กล้อง Periscope 3.5x (เฉพาะ realme 16 Pro+ 5G) ในการซูมเข้าใกล้ในระยะ 10x ก็ยังหวังผลได้อยู่เลย แต่ในเรื่องโทนสีของภาพทั้งคู่จะมี Character ที่แตกต่างกันนิดหน่อย บน realme 16 Pro 5G จะได้สีที่เรียบกว่า ส่วน realme 16 Pro+ 5G ก็จะได้ความจัดจ้าน สีสด คมเข้มขึ้นอีกหน่อยครับ



















AI Edit Genie แต่งภาพเพิ่มเติมด้วย AI
ถ้าคิดว่าภาพที่ถ่ายมาแล้วยังไม่ถูกใจ realme 16 Pro Series 5G ก็ยังมีฟีเจอร์ตกแต่งภาพด้วย AI กับ AI Edit Genie ที่ทำงานด้วยโมเดล Nano Banana ที่ล้ำสมัยที่สุด มีตัวเลือกให้เราปรับแต่งภาพได้หลากหลาย อาทิ

- AI Light Me – เทมเพลตแสง 4 รูปแบบ ที่จะปรับแสงและเงาใหม่ทั้งภาพ สร้าง Portrait สวยได้ทันที
- AI StyleMe – 4 สไตล์ เปิดมุมใหม่ในการสร้างคอนเทนต์บนโซเชี่ยลมิเดีย
- AI Inspiration – เลือกใส่ Promp ตามต้องการได้เลย เปลี่ยนสีผม, เปลี่ยนเสื้อผ้า หรือสร้างสรรค์ภาพล้ำ ๆ (รองรับภาษาไทยด้วย)




กล้องหน้า 50MP เซลฟี่สวยตามสไตล์ realme
กล้องของสองรุ่นนี้ได้สเปคกล้องหน้ามาเหมือนกันด้วย คือ 50MP เซ็นเซอร์ OV50D ขนาด 1/2.88″ f/2.4 มีมุมมองที่กว้างกำลังดี ในเรื่องการประมวลผลไม่ต้องห่วงครับ เพราะทั้งคู่มี AI, AutoHDR และ Portrait mode มาใช้เหมือนกัน แถมความเนียนของใบหน้าก็ทำได้ดีตามสไตล์ realme เลยครับ





ถ่ายวิดีโอ 4K Full Focal HDR
ส่วนเรื่องวิดีโอ realme 16 Pro Series 5G นั้นรองรับความละเอียดสูงสุดที่ 4K/60fps แบบ HDR ด้วยนะ ให้ภาพเคลื่อนไหวคุณภาพสูงที่ลื่นไหล และเก็บรายละเอียดของแสงสีกว้าง ๆ แบบ HDR ได้ด้วย โดยบนรุ่น realme 16 Pro+ 5G จะใช้งานได้ตั้งแต่กล้องหน้า กล้องหลัก และกล้อง Periscope 3.5x เลยด้วย เรียกว่า (เกือบ) ครบทุกกล้องแล้วนะ ขาดแค่แต่กับกล้อง Ultra Wide ที่ความละเอียดไม่ถึงพอสำหรับถ่าย 4K อะเนอะ

โดยรวมในเรื่องกล้องก็ถือว่าทำได้น่าประทับใจจริง ๆ ครับ เพราะอย่างที่เห็นสเปคกล้องที่ได้มาสูงสุดถึง 200MP เป็นกล้อง Portrait Master ที่ให้คุณภาพยอดเยี่ยม ในรุ่น realme 16 Pro+ 5G ยังได้กล้อง Periscope 3.5x มาเพิ่มระยะของภาพให้เหมาะสมกับภาพ Portrait ครึ่งตัวอีก และที่ขาดไม่ได้จริง ๆ เลยคือระบบภาพ LumaColor IMAGE ใหม่ ที่ช่วยให้โทนภาพสวยขึ้น ถ่ายง่ายขึ้น สมกับที่ realme ชูจุดเด่นว่าเป็นสมาร์ตโฟนสำหรับถ่ายคนจริง ๆ ให้เราเป็น Portrait Master ได้ง่าย แบบที่ไม่ต้องพยายามเยอะ กล้องเก่งจริง “วินทุกช็อต” เลย!

Master Design ดีไซน์สุดประณีต
มาต่อกันที่ดีไซน์ realme 16 Pro Series 5G จะมาพร้อมดีไซน์แบบใหม่ระดับ Master Design เพราะได้ร่วมงานกับ คุณ Naoto Fukasawa นักออกแบบระดับโลกเป็นครั้งแรกใน realme Number Series เพื่อสร้างสรรค์แนวคิดดีไซน์ใหม่ที่เรียกว่า Urban Wild Design ผสานแรงบันดาลใจจากธรรมชาติเข้ากับความประณีตของงานออกแบบในเมืองใหญ่ได้อย่างลงตัว แนวคิดนี้เกิดจากการสำรวจ “พื้นที่แห่งอิสรภาพ” ของคนรุ่นใหม่ท่ามกลางชีวิตเมืองที่เร่งรีบ ถ่ายทอดผ่านพื้นผิว วัสดุ และโทนสีที่สะท้อนความงดงามตามธรรมชาติ

อย่างในสี สี Master Gold ของ realme 16 Pro+ 5G ที่เราได้มารีวิว จะได้แรงบันดาลใจจากสีทองอ่อนของทุ่งข้าวสุก อบอุ่น นุ่มนวล และมีความระยิบระยับเบา ๆ เมื่อกระทบกับแสง เหมือนคลื่นแสงทอดตัวอยู่บนทุ่งข้าว เป็นดีไซน์ Urban Field ที่ผสานจิตวิญญาณดิบจากธรรมชาติเข้ากับงานคราฟต์แบบเมืองที่ประณีต ได้อย่างลงตัวจริง ๆ

ผิวสัมผัสของฝาหลัง ก็ยังใช้เป็น ซิลิโคนออร์แกนิกจากชีวภาพ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมผิวสัมผัสที่อ่อนนุ่มต่อผิว และยังอ่อนโยนต่อโลกด้วย เรียกว่าได้ทั้งนวัตกรรม แถมยังรักษ์โลกมากขึ้นอีกด้วย

ส่วนรุ่นน้อง realme 16 Pro 5G รุ่นนี้จะปรับรูปลักษณ์จากความโค้งมน มาให้เป็นแบบเหลี่ยม จอ-ฝาหลังแบนแทน ให้อีกดีไซน์ที่ถูกใจเช่นกัน สี Pebble Gray ที่เราได้มา จะเป็นแบบเรียบไปเลย ได้แรงบันดาลใจจากผิวสัมผัสเรียบเนียนและเงานุ่มของก้อนกรวดริมแม่น้ำ ให้ความรู้สึกเรียบหรู ละเอียด และสบายมือแทนครับ

หน้าจอ AMOLED ใหญ่เต็มตา 144Hz ลื่นไหลทั้งคู่
พลิกกลับมาดูที่หน้าจอกันบ้าง ทั้ง realme 16 Pro 5G และ realme 16 Pro+ 5G จะมาพร้อมหน้าจอ AMOLED ขนาดใหญ่ แต่จะรูปแบบจอต่างกันนิดหน่อยคือ จอแบนบนรุ่น Pro และจอโค้ง 4 ด้านบนรุ่น Pro+ และมีขนาดหน้าจอกับความละเอียดที่แตกต่างกันนิดหน่อย ดังนี้
- realme 16 Pro 5G หน้าจอ AMOLED ขนาด 6.78″ | ความละเอียด 1.5K (2772×1272 พิกเซล)
- realme 16 Pro+ 5G หน้าจอ AMOLED ขนาด 6.8″ | ความละเอียด 1.5K (2800×1280 พิกเซล)

ทั้งคู่มอบประสบการณ์การแสดงผลได้อย่างยอดเยี่ยม สีสันที่สดใสตามฉบับจอ AMOLED แถมยังเป็นจอ 10-bit แสดงผล 1.07 พันล้านสีเหมือนกัน มีขอบจอที่บางเฉียบ และยังได้ความสว่างสูงสุดถึง 6500nits ทั้งคู่ ก็ทำให้ใช้งานได้เป็นอย่างดี ทั้งการเอามาดูไฟล์ภาพคม ๆ ที่ถ่ายจากกล้อง 200MP หรือจะดูคอนเทนต์ความละเอียดสูงแบบ HDR ก็สว่างเต็มตากันไปเลย

ส่วนเรื่องการตอบสนอง ก็ทำได้ดีทั้งคู่ครับเพราะได้ Refresh rate ได้สูงสุด 144Hz เหมือนกัน แต่ด้วยกระจกหน้าจอที่ต่างกันนิดหน่อยที่บอก ความเป็นจอโค้งของ realme 16 Pro+ 5G นั้นอาจจะได้ความสมูท ลื่นไหลกว่าในการใช้งานร่วมกับ Gesture Navigation ครับ

ฟิลลิ่งต่างกันนิดหน่อย แต่ลงตัวกันคนละแบบ
เช่นเดียวกับหน้าจอ กรอบเครื่องของ realme 16 Pro และ realme 16 Pro+ 5G ก็จะมีดีไซน์ที่แตกต่างกันนิดหน่อยด้วย แบ่งเป็นรุ่น Pro ใช้กรอบเครื่องเหลี่ยมและฝาหลังแบน ในขณะที่ Pro+ จะมีฝาหลังและกรอบเครื่องโค้งแทน ทำให้เวลาจับถือจะได้ความรู้สึกที่แตกต่างกันอยู่นิดหน่อย แต่ก็ลงตัวในเรื่องความพรีเมี่ยมกันไปคนละแบบเนอะ

ด้านขนาดและน้ำหนัก จะต่างกันด้วย โดย realme 16 Pro 5G จะบางเพียง 7.79 มม.และเบาแค่ 192 กรัม ในขณะที่ realme 16 Pro+ 5G จะหนา 8.49 มม.และหนัก 203 กรัมครับ แม้จากตัวเลขจะเหมือนต่างกันเยอะ แต่ด้วยดีไซน์ที่เน้นความโค้งและผิวสัมผัสที่นุ่มของรุ่น Pro+ เวลาถือใช้งานจริง จะไม่รู้สึกว่าหนาหรือหนักเลย เป็นขนาดที่พอเหมาะพอเจาะเอามาก ๆ ครับ

ทนทานและปลอดภัย
ทั้ง realme 16 Pro 5G และ realme 16 Pro+ 5G จะได้มาตรฐานการกันน้ำกันฝุ่นระดับสูงสุดมาเหมือนกัน ตั้งแต่ IP66/IP68/IP69/IP69K สูงที่สุดเท่าที่จะหาได้บนสมาร์ตโฟนตอนนี้แล้วล่ะครับ กันได้ทั้งน้ำสะอาดทั่วไป น้ำแรงดันสูง หรือน้ำที่มีอุณหภูมิไม่เกิน 80º ก็ได้ด้วย เรียกว่าใช้งานได้อย่างไร้กังวลเลย หากเผลอทำตกน้ำ หรือน้ำหกใส่แบบเต็ม ๆ ก็มั่นใจได้ว่าเครื่องจะปลอดภัยแน่นอน!

ด้านมาตรฐานความปลอดภัยทั้งคู่จะมีระบบสแกนลายนิ้วมือมาให้ ทั้งคู่วางตำแหน่งของเซ็นเซอร์ไว้ต่ำนิดหน่อยอยู่ชิดกับขอบจอด้านล่างเลย ใช้งานมือเดียวอาจต้องมีการปรับตัวกันนิดหน่อย แต่ถ้าใช้งานแล้วยังไม่ถนัดจริง ๆ ก็ยังมีระบบสแกนใบหน้าให้ใช้ทั้งคู่เช่นกันครับ

โดยรวมในเรื่องดีไซน์ของ realme 16 Pro Series 5G ก็ถือว่าทำได้ยอดเยี่ยม สมกับที่ได้คุณ Naoto Fukasawa มาร่วมพัฒนา เพราะทั้งการวางตำแหน่ง สีสันที่เลือกใช้ รวมถึงวัสดุใหม่ ช่วยเพิ่มความพรีเมี่ยมและอลังการให้ Number Series ในปีนี้อย่างมาก อีกทั้งในการใช้งานจริงก็รู้สึกว่าให้ความรู้สึกในการจับถือและใช้งานได้อย่างดีด้วย ไม่ใช่แค่สวยอย่างเดียว!

สเปคระดับกลาง ที่เอาอยู่ในหลายสถานการณ์
มาต่อกันที่เรื่องสเปค realme 16 Pro 5G และ realme 16 Pro+ 5G จะมาพร้อมกับชิปเซ็ต 5G รุ่นกลางประสิทธิภาพเยี่ยมจาก MediaTek และ Qualcomm มีความเร็วแตกต่างกันดังนี้
- realme 16 Pro 5G ใช้ชิป Dimensity 7300-Max Octa-Core 2.5GHz (4nm)
- realme 16 Pro+ 5G ใช้ชิป Snapdragon 7 Gen 4 Octa-Core 2.8GHz (4nm)

ทั้งคู่ได้ RAM 12GB แต่ในรุ่น realme 16 Pro+ 5G จะได้ RAM ระดับเรือธงเป็น LPDDR5X มาเลย ช่วยให้โหลดแอปและทำงานได้อย่างลื่นไหลยิ่งขึ้น
เพื่อให้เห็นภาพความแรงของชิปเซ็ต Dimensity 7300-Max และ Snapdragon 7 Gen 4 ของทั้ง 2 รุ่นแบบคร่าว ๆ เราลองทดสอบผ่านแอป GeekBench 6 และ AnTuTu Benchmark คะแนนออกไม่ธรรมดาเลยครับ โดย AnTuTu Benchmark ได้ออกมาดังนี้
- realme 16 Pro 5G = 991673 คะแนน
- realme 16 Pro+ 5G = 1433949 คะแนน

ส่วนฝั่ง Geekbench 6 ก็ได้คะแนนออกมาสูงเอาเรื่องในกลุ่มราคานี้เหมือนกันดังนี้ครับ
- realme 16 Pro 5G = Single-Core 1005 คะแนน | Multi-Core 2954 คะแนน
- realme 16 Pro+ 5G = Single-Core 1271 คะแนน | Multi-Core 4094 คะแนน

ส่วนการเล่นเกมทั้งคู่ก็ทำได้ดีครับ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกมกราฟิกกลาง-สูงอย่างพวก Asphalt 9 ก็ทำได้อย่างลื่นไหล เปิดกราฟิกได้สูง รวมถึงเฟรมเรตระดับ 90fps ได้ด้วย เล่นบนหน้าจอ AMOLED สวย ๆ ขนาด 6.8″ แบบนี้ก็ฟินใหญ่

หรือจะเน้นเกม Casual เล่นง่าย ๆ อย่างพวก Subway Surfers City กับ Tennis Clash ทั้งคู่ก็เล่นได้อย่างราบรื่น แถมปรับคุณภาพกราฟิกและเฟรมเรตได้สูงสุดถึง 144fps เลยด้วย

แบตเตอรี่ Titan 7000mAh ใช้งานจุใจกันไปเลย
realme 16 Pro 5G และ realme 16 Pro+ 5G มาพร้อมแบตเตอรี่ Titan ขนาดใหญ่ 7000mAh เหมือนกัน ใช้งานจุใจกันแน่นอน realme เขาเคลมเองเลยด้วยว่าแม้แบตจะเหลือแค่ครึ่งเดียว แต่ยังใช้งานดู YouTube ได้ถึง 21 ชม.หรือฟังเพลงต่อเนื่องกันได้ถึง 125.5 ชม.เลยนะ ใครที่ชอบใช้งานแบบจัดเต็มไม่ต้องมาเสียเวลาชาร์จแบตบ่อย ๆ น่าจะถูกใจเลยครับ แถมความจุเยอะมาขนาดนี้ แต่ตัวเครื่องไม่ได้ใหญ่จนเทอะทะ อันนี้เราทึ่งมาก ๆ นะ

ส่วนเรื่องระบบชาร์จ ทั้งคู่ก็ได้ระบบชาร์จไว 80W Ultra Charge มาเหมือนกันอีก แม้จะไม่ได้เคลมเป็นตัวเลขชัด ๆ ว่าชาร์จจาก 0 – 100% ได้เร็วกี่นาที แต่เท่าที่เราลองใช้งานจริง ก็พบว่าชาร์จไวถูกใจดีมาก ใช้งานเต็มที่ แค่ชาร์จทิ้งไว้ไม่กี่นาทีก็กลับมาลุยต่อได้ยาว ๆ แล้ว ก็เขาให้แบตมาถึง 7000mAh นี่เนอะ

ใช้ realme UI 7.0 บน Android 16
ทั้ง realme 16 Pro 5G และ realme 16 Pro+ 5G จะใช้ซอฟต์แวร์ครับ เพราะ realme 16 Series 5G ทั้ง 3 รุ่นนั้นใช้ realme UI 7.0 บนพื้นฐาน Android 16 เหมือนกันทั้งหมด ซึ่งในเวอร์ชั่นนี้ นอกจากเรื่องความลื่นไหลที่ปรับขึ้นมาจากรุ่นก่อนแล้ว ในเรื่องของรูปลักษณ์ ไอคอน UI ก็มีการปรับใหม่หมด ให้สวยขึ้น น่าใช้งานกว่าเดิมด้วย

อย่างพวกไอคอน รอบนี้ก็ปรับไอคอนเป็น Ice Cube Icons ที่มีความ 3D และแทรกความเป็นกระจกเข้ามา รวมถึงรูปแบบของโฟลเดอร์ที่เราสามารถเลือกปรับให้เป็นรูปแบบกระจกดูหรูหราขึ้นอีกได้เช่นกัน

ส่วนการปรับแต่งในหน้าจอล็อก realme UI 7.0 ก็เพิ่มตัวเลือกใหม่อย่างพวก นาฬิกา, Widget ให้เราได้เราได้ปรับแต่งได้อย่างอิสระมากขึ้นไปอีก กับ Flux Themes

และสำหรับใครที่ชอบ realmeow มาก ๆ realme UI 7.0 ก็ยังมีธีมพิเศษมาให้เลือกใช้อีก 3 แบบ พร้อมชุดไอคอน realmeow ที่บอกเลยว่าฟินมาก เป็นธีมที่ทำออกมาได้น่ารักจริง ๆ ครับ

สรุป realme 16 Pro Series 5G
สรุปแล้ว realme 16 Pro Series 5G ก็เป็น 2 รุ่นกลางใหม่ ที่เหมาะกับคนที่ชอบการถ่ายภาพ โดยเฉพาะ Portrait จริงจัง พกแล้วไว้ใจในเรื่องกล้องได้จริง ๆ เพราะทั้ง 2 รุ่นนี้มาพร้อมกล้องหลัก 200MP Portrait Master พร้อมระบบกล้องใหม่ LumaColor IMAGE ที่คุมโทนได้สวยมาก อีกทั้งยังได้ดีไซน์สวยที่ร่วมออกแบบกับคณ Naoto Fukusawa สเปคภายในก็เพียงพอต่อการใช้งานในปัจจุบัน ชิปแรงเหลือ แบตอึดถึง 7000mAh ใครกำลังมองหาสมาร์ตโฟนที่มีข้อดีตามที่ว่าในงบไม่เกิน 20,000 บาท เราบอกเลย 2 รุ่นนี้ไม่ผิดหวังแน่นอน!

รีวิว realme 16 5G
มาต่อกันที่รุ่นน้องเล็กกับ realme 16 5G รุ่นนี้จะเน้นไปที่ดีไซน์บาง เบา หรือ Air Design เป็นหลักครับ เหมาะกับการพกพาและใช้งานได้ถนัดในมือเดียว ขับเคลื่อนด้วย 3 เทคโนโลยีล้ำสมัย ได้แก่ มอบตัวเครื่องที่บางและเบา แต่ยังคงฟีเจอร์ครบครัน พร้อมอายุการใช้แบตเตอรี่ที่โดดเด่นเป็นพิเศษ!

ดีไซน์ฝาหลังแบบ Aurora Wings Design
ก่อนจะไปชมความบาง ความน่าถือของ realme 16 5G เรามาดูดีไซน์ฝาหลังสุดงามที่รุ่นนี้ทำมาให้ก่อนดีกว่าเนอะ โดยในเครื่องสีขาวที่เราได้ จะมาพร้อมฝาหลังลวดลาย Aurora Wings เทคโนโลยีพื้นผิวไล่เฉดสี ครั้งแรกของอุตสาหกรรม ผสานอนุภาคถึง 3 ชั้น เพื่อให้ได้ลวดลายและสีสันที่ต่างกันไป ตามองศาที่แสงตกกระทบ

ให้อารมณ์เหมือนขนนกที่มีการไล่เฉดสีในมุมต่าง ๆ มอบความสวยงาม และแตกต่างกันไป สะท้อนความงามที่มีชีวิตและเคลื่อนไหวได้จากทุกมุมมองจริง ๆ

แถบกล้องระดับเรือธง ยกระดับดีไซน์ให้เทรนด์ใหม่
นอกจากเรื่องลวดลายฝาหลังที่โดดเด่นแล้ว realme 16 5G ก็ยังมาพร้อมกับดีไซน์แถบกล้องแบบใหม่ เข้ากับเทรนด์ในปี 2026 นี้อย่างมาก วางกล้องไว้ในแนวนอน ให้ภาพลักษณ์ที่ดูพรีเมี่ยมและสะดุดตาเหมือนเรือธง

นอกจากนี้ที่มุมขวายังมี Selfie Mirror หรือกระจกเซลฟี่ในตัว สำหรับมองเห็นตัวเอง ใช้งานร่วมกับกล้องหลังเพื่อเซลฟี่ได้ด้วยเหมือนกัน ถือเป็นมิติใหม่ของการใช้กล้องหลังถ่ายแบบที่ไม่ต้องพึ่งหน้าจอแต่อย่างใด

Air Design กับขนาดที่กะทัดรัด เหมาะมือ
แวะไปชมลวดลายฝาหลังสวย ๆ จนพอใจแล้ว ก็กลับมาเรื่อง Air Design ของ realme 16 5G กันต่อ ซึ่งจุดเด่นที่ realme นำเสนอให้กับรุ่นนี้ก็หนีไม่พ้นความบางและเบา มีความบางเพียงแค่ 8.1 มม. และเบาแค่ 183 กรัมเท่านั้น

แน่นอนว่าถ้าดูจากตัวเลข อาจจะคุยไม่ได้ว่าบางและเบาที่สุด แต่ถ้าได้ลองจับถือจริง จะรู้เลยว่าการวางตำแหน่งและการกระจายนหนักของรุ่นนี้ทำได้ดีจริง ๆ เป็นเครื่องที่ให้ความรู้สึกของความกะทัดรัดได้อย่างเต็มเปี่ยม และที่สำคัญรุ่นนี้ให้แบตมาถึง 7000mAh เกินความบาง-เบาที่เครื่องให้มามาก ๆ

หน้าจอ 6.57″ ขนาดกำลังดี จับถนัดมือ
พลิกกลับมาดูที่หน้าจอกันบ้าง realme 16 5G มาพร้อมหน้าจอขนาด 6.57″ ซึ่งเป็นขนาดที่กะทัดรัดกำลังดี สำหรับพกพา และยังใช้งานได้เพียงพอ ไม่เล็กจนเกินไป ซึ่งเข้ากับ Air Design ที่รุ่นนี้จะสื่อได้อย่างดีทีเดียว

ด้านการแสดงผลก็ถือว่าทำได้ดี เพราะเป็นจอ AMOLED Sunlight Display ที่มีความสว่างสูงสุดถึง 4200nits ใช้งานกลางแจ้งดีงาม หรือจะใช้ดูคอนเทนต์แบบ HDR สว่าง ๆ ก็หายห่วง สีสวยและคมชัดบนความละเอียดระดับ FHD+ ครับ

ทนทานด้วยมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นสูงสุด เหมือนรุ่น Pro
ถึงแม้รุ่นนี้จะเน้นไปที่เรื่องความบางเบา กะทัดรัด แต่เรื่องความทนทานก็ไม่ทิ้งเลย เพราะได้มาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นมาครบ ตั้งแต่ IP66/IP68/IP69/IP69K ทนทั้งตกน้ำ น้ำแรงดันสูง หรือน้ำอุณหภูมิสูง รวมถึงฝุ่นได้อย่างครบถ้วน แบบเดียวกับรุ่น realme 16 Pro Series 5G เลยล่ะครับ

โดยรวมในเรื่องดีไซน์ของ realme 16 5G ก็ถือว่าทำได้ยอดเยี่ยมมาก ดูแว้บแรกเราอาจจะคิดว่าแค่ขายความบางเบา กะทัดรัดเป็นหลัก แต่ถ้าเจาะไปที่รายละเอียดจริง ๆ เราจะเห็นว่ามีทั้งเรื่องลวดลายฝาหลัง Aurora Wings Design กับแถบกล้องใหม่ ที่มอบความพรีเมี่ยม และโดดเด่นเหนือคู่แข่งในเซกเมนต์เดียวกันอย่างมากเลยทีเดียว ว่าไหมล่ะ ?

ระบบกล้อง AI Portrait 50MP คู่
มาต่อที่เรื่องกล้อง realme 16 5G ได้กล้องหลังที่ใช้งานจริงตัวเดียว เป็นกล้องความละเอียด 50MP เซ็นเซอร์ Sony IMX852 ขนาด 1/2.93″ f/1.8 คู่กับกล้องหน้า 50MP เรียกว่าให้ความละเอียดมาเพียงพอ และใช้งานสำหรับ Portrait หรือเซลฟี่ได้อย่างพอดิบ พอดีแล้วล่ะครับ

และถึงแม้จะไม่ใช่รุ่น Pro แต่ realme 16 5G ก็ยังได้ระบบกล้องใหม่ LumaColor IMAGE มาเข้ามาประมวลผล ทั้งผิวใบหน้า มิติของภาพ และโทนสีสำหรับถ่าย Portrait มาเหมือนกัน ไม่ต้องห่วงเรื่องคุณภาพกล้องกันเลยล่ะ

เท่าที่ลองใช้งานจริง ก็ถือว่าทำได้ยอดเยี่ยมเลยครับ โทนสีที่ได้ LumaColor IMAGE มาร่วมด้วย ให้ภาพสวยทั้งภาพคน ภาพวิว ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังเลยครับ แต่จะมีข้อจำกัดอยู่บ้างบนกล้องหลังของ realme 16 5G คือระยะของภาพจะแคบไปหน่อยที่ 28มม. หรือประมาณ 1.2x ถ้าเทียบกับระยะปกติของสมาร์ตโฟนทั่วไป ทำให้เวลาใช้งานจริงอาจต้องถอยหลังเยอะหน่อย ถ้าจะเก็บภาพให้ได้แบบกว้าง ๆ อะเนอะ










สเปคครบเครื่องในตัวเครื่องกะทัดรัด
ด้านสเปคภายใน realme 16 5G ก็ยังให้สเปคมาครบ ไม่ว่าจะเป็นชิปเซ็ต Dimensity 6400 Turbo มีความจุ 8GB+256GB และมีระบบระบายความร้อน 6050mm2 AirFlow VC Cooling ขนาดใหญ่เพียงพอ มอบประสบการณ์ที่ลื่นไหล แบบไม่ร้อนจนเกินไป

เพื่อให้เห็นภาพความแรงของตัวชิปเซ็ต Dimensity 6400 Turbo และสเปคโดยรวม เราทดสอบผ่านแอป AnTuTu และ Geekbench 6 ก็จะได้คะแนนออกมาดังนี้
- AnTuTu Benchmark v11 = 608494 คะแนน
- Geekbench 6 = Single-Core 809 คะแนน | Multi-Core 2067 คะแนน

แต่ที่เด็ดที่สุดของ realme 16 5G ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องแบตเตอรี่ เพราะรุ่นนี้ได้แบต Titan ถึง 7000mAh เรียกว่าให้มาเยอะจุใจมาก ในขนาดตัวเครื่องที่กะทัดรัดแบบนี้ เคลมว่าสามารถใช้งานได้สูงสุดถึง 1.41 วันกันเลย เท่าที่เราลองใช้งานจริง ก็บอกเลยว่าอึดมาก ใช้งานได้แบบไม่ต้องกังวลเลยล่ะครับ

ส่วนระบบชาร์จก็ได้มาเร็ว 60W Fast Charge ชาร์จแบตฯเยอะระดับ 7000mAh นี้ได้ 50% ในเวลาแค่ 28 นาที และชาร์จเต็มในเวลาแค่ 66 นาทีเท่านั้น แบบนี้ใช้งานมาหนักแค่ไหน ขอแค่เวลาชาร์จสักแป๊บ ก็ไปลุยกันต่อได้อย่างเต็มที่แล้วครับ

ด้านซอฟต์แวร์ realme 16 5G ก็จะใช้ realme UI 7.0 บนพื้นฐาน Android 16 เหมือนกับรุ่น Pro เลยครับ เพราะฉะนั้นความสามารถต่าง ๆ ก็เหมือนกันเลย ทั้งความลื่นไหลจาก Flux Engine ตอบสนองดีขึ้น 15% การปรับแต่งด้วย Flux Theme (มี realmeow เหมือนกัน) และลูกเล่น Next AI ก็ด้วย

สรุป realme 16 5G
สรุปแล้ว realme 16 5G ก็จะเหมาะกับคนที่ต้องการมือถือที่กะทัดรัด พกพาง่าย แต่ก็ยังอยากได้ฟีเจอร์การใช้งานที่ครบเครื่อง ทั้งความแรงที่ใช้งานได้อย่างสบายใจ ดีไซน์ที่สวยพรีเมี่ยม หรือแบตเตอรี่ที่ใช้กันยาว ๆ แบบไม่ต้องกังวล แม้จุดเด่นเรื่องกล้องจะไม่ได้เท่ากับรุ่นพี่อย่าง realme 16 Pro Series 5G เพราะให้กล้องหลังมาเพียงตัวเดียว ความละเอียด 50MP แต่ถ้ามองในมุมการพกพา และใช้งานได้คล่องตัว กับงบประมาณเพียงหมื่นต้น ๆ ก็ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยเลยล่ะครับ

ราคาและโปรโมชั่น
สรุปราคาและโปรโมชั่นของ realme 16 Series 5G เพิ่มเติมกันอีกสักรอบครับ โดยจะมีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่นแบ่งเป็น 4 โมเดลและราคาดังนี้
realme 16 Pro+ 5G
- รุ่น 12GB+256GB = 17,499 บาท
- รุ่น 12GB+512GB = 19,999 บาท
realme 16 Pro 5G
- รุ่น 12GB+256GB = 14,999 บาท
realme 16 5G
- รุ่น 8GB+256GB = 11,999 บาท
โดยพรีออเดอร์ได้ตั้งแต่วันที่ 19-27 มีนาคม และวางจำหน่ายพร้อมกัน 28 มีนาคม ผ่าน realme Brand Shop และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ


นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นพิเศษ เมื่อซื้อกับ AIS และใช้แพ็กเกจที่กำหนด ได้ราคาพิเศษสุดของแต่ละรุ่น เริ่มต้นดังนี้
realme 16 Pro+ 5G
- ราคาเริ่มต้น 11,499 บาท (12GB+256GB)
- ราคาเริ่มต้น 13,999 บาท (12GB+512GB)
realme 16 Pro 5G
- ราคาเริ่มต้น 9,799 บาท (12GB+256GB)
realme 16 5G
- ราคาเริ่มต้น 6,999 บาท (8GB+256GB)
เริ่มเปิดจองตั้งแต่วันที่ 19-27 มีนาคมเหมือนกัน (วางจำหน่ายจริง 28 มีนาคม 2569) รับของแถมสุดพิเศษดังนี้
- จองเพียง 500 บาท และหากใช้ AIS Point 10 คะแนน รับส่วนลดสูงสุดทันที 1,000 (ตามเงื่อนไขที่กำหนด)
- realme TechLife Buds
- realme Handheld Fan
- ประกันจอแตก 1 ปี 1 ครั้ง
- ขยายประกันตัวเครื่อง 2 ปี

หรือถ้าสะดวกช่องทางออนไลน์ ก็มีผ่าน Shopee เปิดพรีออเดอร์ได้ตั้งแต่วันที่ 19-26 มีนาคม และจำหน่ายพร้อมกันวันที่ 27 มีนาคม 2569 รับของแถมเป็น
- realme TechLife Buds
- realme Speaker
- ประกันจอแตก 1 ปี 1 ครั้ง
- ขยายประกันตัวเครื่องเป็น 2 ปี

สรุปแล้ว “นี่คือสมาร์ตโฟนดีไซน์สวย พร้อมกล้องระดับ Portrait Master ในงบไม่ถึง 2 หมื่น”
สรุปแล้ว realme 16 Series 5G ทั้ง 3 รุ่นก็ถูกวางจุดเด่นมาอย่างชัดเจน แบบที่ได้สรุปไปเนอะ เป็นสมาร์ตโฟนที่มีดีไซน์สวยเฉพาะตัว มีระบบกล้องใหม่ LumaColor IMAGE ที่จะมาเสริมให้เป็น Portrait Master อย่างแท้จริง และแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 7000mAh ตอบโจทย์คนที่ต้องการ 3 เรื่องหลักนี้ ในงบประมาณไม่สูงจนเกินไป เพราะมีให้เลือกตั้งแต่รุ่นหมื่นต้น-หมื่นปลาย ใครที่กำลังหาสมาร์ตโฟนที่น่าสนใจทั้งรูปลักษณ์ กล้องชัด แบตจุใจ ลองมองรุ่นที่งบถึงแล้วเลือกได้เลยครับ รับรอง “ไม่ผิดหวัง”
