ติดตามพวกเรา

Featured

รีวิว OPPO Watch เชื่อมต่อทุกไลฟ์สไตล์ที่เป็นคุณ พร้อม Wear OS by Google และชาร์จไว ในราคา 5,999 บาท

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

OPPO Watch 41mm สมาร์ทวอทช์รุ่นแรกจาก OPPO ที่ให้เราได้เชื่อมต่อทุกไลฟ์สไตล์ที่เป็นคุณ ด้วยดีไซน์ที่สวยงาม ทันสมัย ใช้งานได้ไหลลื่น เชื่อมต่อได้เต็มรูปแบบผ่านระบบปฏิบัติการ Wear OS จาก Google พร้อมหน้าจอที่มีความสวยงาม คมชัด และชาร์จได้ไวด้วย Watch VOOC Flash Charging โดยได้เปิดตัวมา 2 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ รุ่น 41mm จำนวน 2 สี ได้แก่ สีชมพู Pink Gold และสีดำ Black และรุ่น 46mm สีดำ Black โดยรุ่นที่นำมารีวิวให้ชมในวันนี้คือรุ่น 41mm

 

สรุปสเปค OPPO Watch 41mm (Wi-Fi)

  • ขนาดตัวเครื่อง : 41.45 × 36.37 × 11.4 มม.
  • น้ำหนัก : 30.1 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Rigid AMOLED Screen ขนาด 1.6 นิ้ว ความละเอียด 360 x 320 พิกเซล สัดส่วนหน้าจอ 65.22%
  • หน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon Wear และ Apollo3
  • ระบบปฏิบัติการ Wear OS จาก Google
  • RAM 1GB
  • ความจุ 8GB
  • ระบบการเชื่อมต่อ Bluetooth 4.2, Wi-Fi 2.4G และ NFC
  • กันน้ำระดับ 3ATM (ลึกสูงสุด 30 เมตร)
  • แบตเตอรี่ความจุ 300 mAh รองรับชาร์จเร็ว Watch VOOC Flash Charging

 

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • ตัวเรือน OPPO Watch
  • สายยาง Fluororubber
  • สายสำหรับรัดสายอีก 1 ชิ้น
  • แท่นชาร์จ Watch VOOC Flash Charging
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น
  • คู่มือความปลอดภัย

 

ดีไซน์สวยงาม ทันสมัย

เรื่องของดีไซน์ต้องบอกเลยว่า OPPO Watch 41mm ทำออกมาให้ดูมีความพรีเมี่ยมเบอร์ต้นๆ โดยขนาดที่ใส่ได้พอดีกับข้อมือทั้งผู้หญิงและผู้ชายครับ แถมความแข็งแรงก็มีการใช้เฟรมอะลูมิเนียมอัลลอยด์ ซีรีส์ 6000 ทนต่อการกัดกร่อนสูง

 

สีสันของ OPPO Watch 41mm นั้นมีให้ 2 สีด้วยกัน ได้แก่ สีชมพู Pink Gold ที่เหมาะกับผู้หญิงสไตล์หวานๆ หรือสีดำเข้มที่ผู้ชายก็ใส่ได้แบบเท่ๆ หรือผู้หญิงก็ใส่ได้เช่นกัน

 

ตัวเครื่องสามารถกันน้ำได้ในมาตรฐาน 3ATM หรือลึก 30 เมตร สามารถใช้งานในตอนว่ายน้ำได้เป็นอย่างดี ซึ่งถ้าเป็นรุ่น 46mm จะเป็น 5ATM หรือกันน้ำลึกสูงสุด 50 เมตร

 

การถอดสายของ OPPO Watch ทำได้ง่ายๆ เพียงแค่กดปุ่มตรงกลางที่ด้านบนหรือด้านล่างบริเวณหลังเครื่อง เพื่อเปลี่ยนสายได้เหมือนกัน และรอดูกันเลยว่าจะมีสายแบบไหนออกมาให้ได้ลองใช้กันบ้าง

 

หน้าจอแสดงของ OPPO Watch 41mm ต้องบอกว่าให้ความคมชัดแบบจัดเต็มด้วยชนิด AMOLED ในขนาด 41 มม. หรือ 1.6 นิ้ว ความละเอียด 360 x 320 พิกเซล ซึ่งการใช้งานภายนอกสามารถสู้กับแสงสว่างกลางแจ้งได้เป็นอย่างดีที่สามารถปรับความสว่างได้สูงสุดถึง 1,000 nits ซึ่งรุ่นนี้ใช้หน้าจอแบบแบน (Flat rectangular) เพิ่มความสะดวกในการใช้งานด้วย

 

ในเรื่องของสีสันก็มาแบบ 100% DCI-P3 Color gamut และมีความหนาแน่นของพิกเซลที่ 301PPI

 

บริเวณรอบๆ เรือนของ OPPO Watch 41mm ที่ฝั่งขวามีปุ่ม Home ที่ด้านบน ตรงกลางเป็นไมโครโฟน ส่วนด้านล่างที่มีแถบเขียวเป็นปุ่ม Multi-Function

 

ส่วนด้านซ้ายจะมีลำโพง 2 ตัวอยู่ครับ

 

ขณะที่ด้านหลังจะมีเซ็นเซอร์ถึง 5 ตัวในการวัดอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ตรงกลาง โดยมีแถบแม่เหล็ก 4 ปุ่มไว้ยึดติดกับแท่นชาร์จ

 

OPPO Watch 41mm รันบนระบบปฏิบัติการ Wear OS by Google ซึ่งใช้งานผ่าน Android  ที่สำคัญต้องบอกว่าการใช้งานจริงไหลลื่นกว่าที่คิด ต่างจาก Wear OS แบบเดิมๆ ที่อาจมีอาการกระตุก แต่ใน OPPO Watch กลับพบเจอน้อยมากๆ และรูปลักษณ์การใช้งานที่ดูสบายตาที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ColorOS

 

วิธีการเชื่อมต่อ

  • ดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น Wear OS บนสมาร์ทโฟน Android
  • เปิดเครื่อง OPPO Watch ด้วยการกดค้างที่ปุ่ม Multi-Function ประมาณ 2 วินาที
  • ทำตามคำแนะนำบนหน้าจอ
  • ใช้งานและเชื่อมต่อผ่าน Wear OS ได้ทันที หรือแอปพลิเคชั่นอื่นๆ ทั้ง Google Fit หรือ HeyTap Health

 

การใช้งานปุ่มเบื้องต้น

  • กดปุ่ม Home 1 ครั้ง : เข้าหน้าหลัก หรือหน้าแอปพลิเคชั่นต่างๆ
  • กดปุ่ม Home ค้างไว้ : ใช้งาน Google Assistant
  • กดปุ่ม Multi-Function : เข้าโหมดที่ใช้งานบ่อยๆ (เลือกเองได้)
  • กดปุ่ม Multi-Function ค้างไว้ : เมนูการปิดเครื่อง / โหมดประหยัดพลังงาน

 

การควบคุมบนหน้าจอ

  • ปัดลง : เมนูการตั้งค่าต่างๆ
  • ปัดขึ้น : หน้าจอการแจ้งเตือน
  • ปัดซ้าย : เรียกใช้งาน Google Assistant
  • ปัดขวา : กิจวัตรประจำวัน

 

เปลี่ยนหน้าปัดให้เข้ากับธีมชุดได้ง่ายๆ ด้วยฟีเจอร์ AI Outfit

น่าจะเป็นฟีเจอร์ที่ใครหลายคนต้องชอบแน่นอนสำหรับ AI Outfit ที่สามารถปรับเปลี่ยนสีสันของหน้าปัดให้เข้ากันกับสีเสื้อในแต่ละวันของเราได้ ไม่หลุดธีมแน่นอน ซึ่งการทำก็ง่ายๆ ครับ เพียงแค่ถ่ายภาพของเราผ่านแอป HeyTap Health จากนั้นก็เข้าไปเลือกในส่วนของ “หน้าปัดนาฬิกาข้อมือ” และเลือก “AI Outfit” เมื่อกดแล้วก็ให้เราถ่ายรูปได้ทันที จากนั้นก็เลือกพื้นที่สีที่เราต้องการให้เข้ากับธีมสีของเรา และกด “จัดทำ” ก็เป็นอันเรียบร้อย

 

หรือใครที่อยากใช้ภาพหน้าปัดไปนานๆ ไม่เปลี่ยนเยอะ ก็สามารถเลือกรูปถ่ายในคลังบนสมาร์ทโฟนมาเป็นวอลเปเปอร์ได้เช่นกันครับ

 

ส่วนตัววอลเปเปอร์ปกติของ OPPO Watch ก็มีให้เลือกหลาย 10 แบบเลยทีเดียว หรือจะไปโหลดเพิ่มจาก Play Store ได้อีกเยอะมากๆ

 

แบตเตอรี่อึด มีชาร์จไว Watch VOOC Flash Charging มาให้อีกด้วย

ในเรื่องของแบตเตอรี่ แม้ว่าจะเป็นรุ่นเล็กอย่างขนาด 41mm แต่การใช้งานในโหมดปกติถือว่าอยู่ได้ครบทั้งวันครับ แต่ถ้าใครออกกำลังหายมากหน่อยก็อาจได้ชาร์จกันสัก 1 ครั้ง

 

แต่ในการชาร์จ ใครจะไปคิดว่านาฬิกาจาก OPPO ก็มีเทคโนโลยีชาร์จไวมาให้เหมือนกับบนสมาร์ทโฟนเลยทีเดียวครับ ซึ่งเทคโนโลยี Watch VOOC Flash Charging ช่วยให้ชาร์จแบตเตอรี่จาก 0% – 30% ในเวลาเพียง 15 นาที และเต็มในเวลาประมาณ 75 นาทีเท่านั้นครับ

 

ส่วนใครที่อยากให้โหมดประหยัดพลังงาน (Power Saving Mode) ก็สามารถใช้งานได้นานสูงสุดถึง 14 วันเลยทีเดียว ส่วนรุ่น 46mm ก็สามารถใช้งานได้นานสุงสุดถึง 21 วัน ซึ่งยังคงมีฟีเจอร์การนับก้าว, อัตรการเต้นของหัวใจ และการแจ้งเตือนให้อยู่เหมือนเดิม

 

รองรับใช้งาน Always- on Display

ในเรื่องของหน้าจอ OPPO Watch ก็ยังรองรับฟีเจอร์ Always on Display ที่จะแสดงเวลาตลอดการใช้งานแม้ว่าจะอยู่นิ่งๆ ก็ตาม ซึ่งจะเป็นการแสดงผลแบบจางๆ คล้ายกับที่เราล็อคหน้าจอในสมาร์ทโฟนครับ แต่ก็จะกินแบตเตอรี่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย

 

การแจ้งเตือนดูได้สบายๆ ไม่ต้องหยิบสมาร์ทโฟน

หลังจากที่เราเชื่อมต่อ OPPO Watch กับสมาร์ทโฟนแล้ว การแจ้งเตือนต่างๆ ทั้งแอปพลิเคชั่นหรือการโทรศัพท์ก็จะแจ้งเตือนเราได้ทันทีครับ ไม่จำเป็นต้องหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาดู หรือหากใครที่จำเป็นต้องใช้งานบนสมาร์ทโฟน ก็เพียงแค่กดปุ่ม “เปิดในโทรศัพท์” ในสมาร์ทโฟนของเราก็จะเข้าแอปพลิเคชั่นนั้นให้ทันที แต่หากใครจะตอบกลับในแชททั้ง Line หรือ Messenger บน OPPO Watch ก็สามารถพิมพ์หรือพูดก็ได้เช่นกัน

 

ด้านสุขภาพ

เมื่อเป็น Smartwatch เรื่องของสุขภาพจึงสำคัญอย่างมากครับ โดยใน OPPO Watch สามารถตรวจจับคุณภาพของร่างกายเราได้หลายอย่าง ดังนี้

 

  • การวัดคุณภาพการนอน : จะเป็นการวิเคราะห์การนอนของเราในแต่ละวันว่านอนได้กี่ชั่วโมง รวมถึงเวลาที่เราหลับลึก, หลับตื้น และตื่นครับ ซึ่งสามารถดูสรุปได้ที่แอปพลิเคชั่น HeyTap Health หรือ Google Fit

 

  • วัดอัตราเต้นหัวใจเรียลไทม์ : ในส่วนนี้จะเป็นการวัดอัตราการเต้นของหัวใจแบบเรียลไทม์ ซึ่งสามารถแจ้งเตือนได้ว่าหากหัวใจของเรานั้นเต้นเร็วกว่าปกติในขณะที่หยุดพัก

 

  • ช่วยลดความเครียดด้วยการหายใจ : ในการทำงานอาจมีความเครียดกันบ้าง OPPO Watch ก็มีตัวช่วยให้เราได้หายใจตามบทเรียน เพื่อให้เราผ่อนคลายได้มากขึ้นนั่นเอง

 

การอออกกำลังกาย

ด้านการออกำลังกายจะมีอีกแอปพลิเคชั่นที่ทำงานร่วมกันอย่าง HeyTap Health เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ในการออกกำลังกายของเราไปวิเคราะห์ โดย OPPO Watch จะมีเซ็นเซอร์การตรวจจับกิจกรรมต่างๆ ของร่างกายเราแบบเรียลไทม์ถึง 5 ตัว การออกกำลังกาย 5 แบบที่พัฒนาขึ้นเอง ได้แก่ การวิ่งเสริมสร้างสมรรถภาพ, การวิ่งเพื่อเผาผลาญไขมัน, เดินกลางแจ้ง, ปั่นจักรยานกลางแจ้ง และว่ายน้ำ

 

สำหรับการว่ายน้ำ ระบบจะทำการปิดการสัมผัสหน้าจอเพื่อป้องกันน้ำไปโดนหน้าจอโดยไม่ได้ตั้งใจครับ หากต้องการปลดล็อคเพียงแค่ให้กดปุ่มใดปุ่มหนึ่งค้างไว้ก็เรียบร้อย

 

นอกจากนี้ เมื่อเป็น Wear OS ก็ยังใช้งานแอปพลิเคชั่น Google Fit ที่สามารถตรวจจับการออกำลังกายได้หลายแบบมากๆ ครอบคลุมหลายชนิดกีฬาเกือบ 100 โหมดเลยทีเดียว

 

นอกจากนี้ เมื่อเราออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหว ตัวหน้าจอตั้งต้นของ OPPO Watch ที่เป็นรูปตัว “X” จะมีการแบ่งเป็น 4 สี แต่ละสีจะเป็นกิจวัตประจำวัน 4 แบบ ได้แก่ ก้าว, เวลาออกกำลังกาย, แคลอรี่ และรอบการทำกิจกรรม ซึ่งหากยิ่งทำครบ สีก็จะถูกเติมเต็มเข้าไปอีกด้วย ถือว่าเป็นลูกเล่นที่ OPPO ได้ใส่เข้ามาครับ

 

ราคาอย่างเป็นทางการ

สำหรับ OPPO Watch Series นั้นวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้วเรียบร้อยครับ โดย OPPO Watch 41mm ในรีวิวนี้มีราคาอยู่ที่ 5,999 บาท และ OPPO Watch 46mm มีราคาที่ 7,999 บาท โดยสามารถหาซื้อได้ที่ OPPO Brand Shop ทุกสาขา และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ พร้อมประกันตัวนาฬิกาสูงสุด 1 ปี สามารถตรวจสอบเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่จุดจำหน่าย และยังมีโปรโมชั่นผ่อน 0% นาน 6 เดือนด้วย

Featured

รีวิว Vivo X50 Pro 5G กล้องหลังจัดเต็ม ระบบกันสั่น Gimbal รุ่นแรกของโลก, ฟีเจอร์ครบ พร้อมหน้าจอโค้ง Ultra O Screen และชิปตัวแรง Snapdragon 765G

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

Vivo X50 Pro 5G สมาร์ทโฟนขั้นสุดในเรื่องกล้องที่จะเป็นนิยามใหม่ของการถ่ายภาพ “Photography Redefined” ใช้ระบบป้องกันการสั่นสะเทือนของภาพ Gimbal Camera System รุ่นแรกของโลก พร้อมหน้าจอโค้ง 3D Curved Ultra O Screen สุดกว้าง 6.56 นิ้ว และขับเคลื่อนด้วยขุมพลังระดับท็อปของ Mid-Range อย่าง Qualcomm Snapdragon 765G 5G

 

สรุปสเปค Vivo X50 Pro 5G

  • ขนาดตัวเครื่อง : 158.46 × 72.80 × 8.04 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 181.5 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล 3D Curved Ultra O Screen ชนิด AMOLED กว้าง 6.56 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2376 x 1080 พิกเซล) รองรับ Refresh Rate 90Hz และพื้นที่การแสดงผล 92%
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 765G Octa Core
  • RAM 8 GB
  • ROM 256 GB
  • ระบบปฎิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย Funtouch OS 10.5
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 4 เลนส์ Gimbal Camera System แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.6 ใช้เซ็นเซอร์ Sony IMX598 และรองรับกันสั่นแบบ Gimbal รุ่นแรกของโลก
    • เลนส์ Portrait ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.46
    • เลนส์ Super Wide-Angle 120 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 รองรับการถ่าย Macro ระยะโฟกัส 2.5 ซม.
    • เลนส์ Periscope ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/3.4 รองรับ 5x Optical Zoom และ 60x Hyper Zoom
  • กล้องหน้า 1 เลนส์ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.45
  • รองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ซิม
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi MIMO 2.4G + 5G, Bluetooth 5.1 และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 4315mAh รองรับ 33W Vivo FlashCharge 2.0

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

ตัวกล่องของ Vivo X50 Pro 5G มาในรูปแบบที่มีความพรีเมี่ยมมากๆ มีการเล่นเฉดสีแสงเงาเป็นรูปตัว “X” อย่างชัดเจนครับ ขณะที่ชื่อรุ่น X50 Pro ด้านหน้าก็มีความมันเงาออกเป็นสีรุ้งครับ

อุปกรณ์ต่างๆ ภายในกล่องมีดังนี้

  • ตัวเครื่อง Vivo X50 Pro 5G พร้อมติดฟิล์มกันรอย
  • อะแดปเตอร์ 33W Vivo FlashCharge 2.0
  • สาย USB Type-C
  • หูฟังพอร์ต 3.5 มม.
  • สายแปลงพอร์ต 3.5 มม. เป็น USB Type-C
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • เคสใส
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น

 

ดีไซน์สวยงาม ดูพรีเมี่ยมมากขึ้น

ดีไซน์ของ Vivo X50 Pro 5G มีความพรีเมี่ยมด้วยการออกมาแบบ Dual Tone Step เห็นเป็น 2 เฉดสีคล้ายชั้นเมฆที่ผิวด้านหลังตัวเครื่อง ทั้งยังมีความเป็นกระจกด้านทำให้ดูหรูหรามากขึ้นไปอีกครับ ที่สำคัญเมื่อนำกล้องหลังแบบ Gimbal Camera System เข้ามาวางด้วย ทำให้ดูสมบูรณ์แบบมากจริงๆ

 

สำหรับสีของ Vivo X50 Pro 5G มีให้เลือกเพียงสีเดียวครับ คือ สีเทา Alpha Grey ตามที่อยู่ในรีวิวนี้เลย

 

นอกจากความสวยงามแล้ว เรื่องของการการจับถือและการใช้งานก็เป็นส่วนสำคัญครับ ซึ่งตัวเครื่องออกแบบที่มีความโค้งที่ด้านหลังมาก ทำให้จับได้ถนัดแม้ถือเมือเดียว แถมตัวเครื่องก็บางและเบามากเช่นกัน

 

หน้าจอโค้ง 3D Curved Ultra O Screen

ในส่วนของหน้าจอแสดงผลของ Vivo X50 Pro 5G มาพร้อมความกว้างถึง 6.56 นิ้ว ซึ่งมาแบบ 3D Curved Ultra O Screen ที่เป็นหน้าจอโค้ง 3D แถมตัวรูกล้องหน้าก็มีขนาดเล็กเพียง 3.96 มม. เท่านั้น ทำให้หน้าจอมีขนาดที่ใหญ่และแสดงผลได้เต็มตามากขึ้นบนพื้นที่การแสดงผลถึง 92%

 

เรื่องของสีสันและความคมชัดรุ่นนี้ต้องบอกว่าจัดเต็มากๆ ด้วยความละเอียด Full HD+ (2376 x 1080 พิกเซล) ทั้งยังเป็นพาเนล AMOLED ที่ชูโรงเรื่องสีสันที่สดอยู่แล้ว ใครที่ชอบดูวิดีโอหรือภาพยนตร์ต่างๆ จะต้องหลงรักรุ่นนี้แน่นอน

 

ทั้งนี้ การใช้งานสัมผัสบนหน้าจอยังไหลลื่นมากๆ ด้วย Refresh Rate 90Hz ที่มีการตอบสนองหรือ Respone Rate ที่ 180Hz

 

มาดูรอบเครื่องกันครับที่เหนือหน้าจอแสดงผลมีลำโพงสนทนา โดยที่มุมซ้ายบนจะเป็นกล้องหน้าขนาดเล็กอยู่

 

ด้านขวาตัวเครื่องมีปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง และปุ่ม Power ครับ

 

ที่ด้านล่างตัวเครื่องจะมีช่องใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ช่องแบบพลิกหน้า-หลัง ถัดไปทางขวาจะมีไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวหลัก

 

ส่วนด้านบนจะมีไมโครโฟนตัวที่ 2 พร้อมสัญลักษณ์ 5G ที่เล่นเงาสะท้อนอย่างสวยงาม

 

สุดท้ายที่ด้านหลังมีกล้อง Gimbal Camera System จำนวน 4 เลนส์ ตั้งแต่ด้านบนสุดที่เป็นเลนส์หลัก ลงมาเป็นเลนส์ Portrait, Super Wide Angle และล่างสุดจะเป็นเลนส์ซูมระยะไกล Periscope ครับ โดยมีไฟแฟลช 3 ดวงที่ฝั่งขวาตัวกล้อง

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

Vivo X50 Pro 5G แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย Funtouch OS 10.5 รุ่นล่าสุดของแบรนด์ครับ ทำให้มีฟีเจอร์ต่างๆ และความไหลลื่นของระบบดีขึ้นแน่นอน

 

รองรับ 5G แน่นอน

ด้วยความคุ้มค่าของรุ่นนี้ยังรอบรับเครือข่าย 5G ในไทยเพื่อให้เราใช้งานอินเทอร์เน็ตที่มีความเร็วมากขึ้น และค่าความหน่วงลดลงกว่า 4G LTE ครับ ซึ่งรองรับ 5G ตั้งแต่แกะกล่องทันทีครับ ไม่ต้องรออัปเดทใดๆ เลย

 

ภาพพื้นหลังสวยงามด้วย Live Wallpaper

วอลเปเปอร์ของ Vivo X50 Pro 5G ก็ให้มาสวยงามครับ โดยมีแบบเคลื่อนไหวหรือ Live Wallpaper มาให้ถึง 4 แบบอย่างสวยงาม และภาพปกติแบบปกติอรกหลาย 10 แบบเลยทีเดียว

 

Always On Display เปิดหน้าจอตลอด เช็คแจ้งเตือนเพียงแค่หันมอง

ด้วยความที่เป็นหน้าจอ AMOLED ฟีเจอร์ขาดไปไม่ได้แน่นอนครับ โดยจะเป็นการบอกสถานะของเครื่องเบื้องต้นในหน้าจอล็อก ไม่ว่าจะเป็นเวลา วันที่, ไอคอนของแอปพลิเคชั่นที่มีการแจ้งเตือน และแบตเตอรี่คงเหลือ ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องยกขึ้นมาเพื่อดูตลอดครับ แต่การเปิดฟีเจอร์อาจจะกินแบตขึ้นเล็กน้อยเช่นกัน

 

นอกจากนี้ ฟีเจอร์ดังกล่าวยังเปลี่ยนรูปแบบต่างๆ ได้เพียบ ทั้งสีสัน, ลักษณะของนาฬิา และพื้นหลังครับ

 

การนำทางระบบเพิ่มความสะดวกใช้งานได้ง่าย

ในการควบคุมปุ่มด้านล่างทั้งย้อนกลับ, Home และปุ่มแอพล่าสุดนั้น สามารถเปลี่ยนเป็นแบบท่าทางได้เพื่อให้ดูเต็มหน้าจอมากขึ้น ซึ่งจะใช้เป็นการปัดในแบบต่างๆ ครับ ซึ่งจะมีวิธีการใช้มาให้ลองทันทีที่เปิดใช้งาน

 

ระบบความปลอดภัย

Vivo X50 Pro 5G มาพร้อมกับเทคโนโลยีการสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอครับ ซึ่งรองรับทั้งหมด 5 ลายนิ้วมือ ซึ่งความเร็วในการปลดล็อกนั้นทำได้ดีและเสถียรมาก

 

ส่วนใครที่ถนัดการสแกนใบหน้า ก็สามารถใช้งานได้อย่างรวดเร็วไม่ต่างกันครับ

 

เปิดโหมดมืดประหยัดพลังงานมากขึ้น

ในการเปิดโหมดมืดของรุ่นที่มีหน้าจอ AMOLED อย่าง Vivo X50 Pro 5G ช่วยให้มีการประหยัดพลังงานมากขึ้นครับ ทั้งยังช่วยให้ใช้งานในที่แสงน้อยได้ดี ซึ่งแอพพลิเคชั่นที่รองรับโหมดมืดจะเปลี่ยนเป็นธีมมืดกันแบบอัตโนมัติครับ

 

เปลี่ยนเอฟเฟกต์ไดนามิกได้ไม่มีทางซ้ำ

สำหรับเอฟเฟกต์ไดนามิกหรือการเปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนไหวในรุ่นนี้มีให้เลือกกันเพียบ ไม่ว่าจะเป็นภาพเคลื่อนไหวการจดจำลายนิ้วมือ, การสแกนใบหน้า, การชาร์จ รวมถึงรูปแบบการเคลื่อนไหวที่หน้าจอหลัก

 

ลำโพงเสียงดี ดังกระหึ่มได้อรรถรส

Vivo X50 Pro 5G มาพร้อมกับชิปเสียง AK4377A ที่ทำให้เราได้ฟังเสียงคุณภาพระดับ Hi-Fi มีความกระหึ่มมากขึ้นแน่นอน

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

Vivo X50 Pro 5G ขับเคลื่อนด้วยหน่วประมวลผล Qualcomm Snapdragon 765G Octa-core ที่ถือเป็นชิประดับกลางตัวแรงสุดใน Android ในตอนนี้ครับ เรื่องการใช้งานและการเล่นเกมต้องบอกว่าหายห่วงไปเลยทีเดียว ที่สำคัญยังมี Vivo Energy Guardian (VEG) หรือเทคโนโลยีที่ช่วยให้ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไหลลื่นขึ้นอีกด้วย

 

สำหรับผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ทำได้ไปได้ที่ 333,782 คะแนน

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 638 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,954

 

ฟีเจอร์ช่วยในการเล่นเกม

Vivo X50 Pro 5G มาพร้อมกับฟีเจอร์การช่วยเล่นเกมอย่างหลากหลายครับ ไม่ว่าจะเป็น Ultra Game Mode ที่นอกจากจะรวมเกมทั้งหมดไว้ในที่เดียวแล้ว ยังช่วยปิดกั้นการแจ้งเตือนต่างๆ ได้เป็นอย่างดีด้วย

รวมถึงโหมด E-Sport ที่เป็นการรีดประสิทธิภาพการใช้งานทั้งหมดของเครื่องเข้ามาช่วยการเล่นเกมครับ ทำให้ระหว่างเล่นไม่เกิดอาการกระตุกแน่นอน

 

ทดสอบการเล่นเกม

ROV

สำหรับเกม ROV ในรุ่น Vivo X50 Pro 5G สามารถเปิดเฟรมเรทสูงได้ ควบคู่กับภาพ HD ระดับสูงมาก และการแสดงผลระดับสูง เมื่อลองเล่นในโหมด 5 VS 5 เฟรมเรทมาแบบนิ่งๆ วิ่งที่ 59-61fps ตลอดทั้งเกม สมกับเป็นหน่วยประมวลผล Snapdragon 765G

 

PUBG Mobile

มาต่อที่เกม FPS อย่าง PUBG Mobile สามารถเปิดกราฟิกได้ในระดับที่ HDR HD และเฟรมเรทระดับ Ultra โดยการเล่นโหมด Battle Royale 100 คน สามารถทำได้เป็นอย่างดี การสัมผัสหน้าจอตอบสนองไว ด้วยการที่เป็นจอ Refresh Rate 90Hz คู่กับ Respone Rate ที่ 180Hz

 

Asphalt 9: Legends

และเกมสุดท้ายอย่าง Asphalt 9: Legends ก็เปิดภาพระดับสูงได้ครับ เลนได้แบบไหลลื่น แล้วภาพระหว่างเล่นเกมก็แสดงผลออกมาได้แบบสมูทสุดๆ

 

แบตเตอรี่อึดพร้อมชาร์จไว 33W

Vivo X50 Pro 5G มาพร้อมความจุแบตเตอรี่ถึง 4315mAh ซึ่งสามารถใช้งานทั่วไปได้ตลอดทั้งวันครับ แต่ถ้าใครที่เปิด Refresh Rate 90Hz อาจจะกินแบตเตอรี่เพิ่มขึ้น ทำให้ได้ชาร์จกันสักรอบระหว่างวันครับ อย่างไรก็ตาม รุ่นนี้รองรับเทคโนโลยีชาร์จไวอย่าง 33W Vivo FlashCharge 2.0 ชาร์จครู่เดียวก็ใช้งานได้ต่อแล้วครับ โดยเราทดสอบเริ่มชาร์จตั้งแต่แบตเตอรี่ 25% ถึง 80% ในเวลาเพียง 40 นาที และเต็ม 100% ในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง 10 นาทีเท่านั้นครับ

 

กล้องถ่ายรูป

นอกจากสเปคที่จัดเต็มแล้ว Vivo X50 Pro 5G ยังเปิดประสบการณ์ใหม่ (Photography Redefined) ในเรื่องการถ่ายภาพด้วยกล้อง 4 เลนส์ แถมเป็น Gimbal Camera System รุ่นแรกของโลก ถ่ายได้ครบทุกระยะทั้งเลนส์ Wide + เลนส์ Portrait + เลนส์ Super Wide-Angle ที่รองรับการถ่าย Macro ระยะโฟกัส 2.5 ซม. และเลนส์ Periscope ซูมสูงสุดถึง 60x Hyper Zoom

 

ระบบกันสั่นไหว Gimbal รุ่นแรกของโลก

ความพิเศษของ Vivo X50 Pro 5G นั้นเป็นการใช้เทคโนโลยีกล้อง Gimbal เพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันการสั่นสะเทือนของภาพรุ่นแรกของโลก ซึ่งดีกว่าระบบกันสั่นไหว OIS ถึง 3 เท่าเลยทีเดียว ช่วยให้ภาพมีความคมชัด ไม่เบลอ และถ่ายวิดีโอได้เสถียรมากขึ้น โดยในกล้องจะมีฟังก์ชัน “การปรับเทียบไมโครกิมบอล” ช่วยให้ภาพไม่สั่นขณะถ่ายด้วยกล้องหลัง (ยกเว้นโหมดภาพคนและ Slow-Mo) ซึ่งเราต้องให้วงกลมสีขาวที่ปรากฏขึ้นอยู่ในวงกลมตรงกลางครับ

 

48 ล้านพิกเซล ภาพคมชัด ซูมไกลก็ยังเห็น

เลนส์หลักของ Vivo X50 Pro 5G มีความละเอียดสูงสุดถึง 48 ล้านพิกเซล หากเราถ่ายด้วยโหมด 48MP ภาพที่ได้ออกมาจะมีความคมชัดสูงมากครับ ทำให้เราซูมภาพที่ถ่ายให้เห็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ในภาพได้มากกกว่าโหมดปกติ

 

AI ฉลาดล้ำ ปรับตามวัตถุอย่างเหมาะสม

ในโหมดปกติของรุ่นนี้ AI ยังคงทำหน้าที่ตรวจจับฉากและแยกแยะหมวดหมู่ได้รวดเร็วและแม่นยำมากๆ เช่น อาหาร, ห้างสรรพสินค้า, แมว, สุนัข และอื่นๆ เพียบ ซึ่งสีสันจะมีการปรับให้ดูเหมาะสมกับแต่ละวัตถุครับ กดถ่ายคลิกเดียวก็แชร์ต่อได้ทันที ไม่ต้องมานั่งปรับแสงสีให้เสียเวลาเลย

 

AI Super Night เปลี่ยนภาพกลางคืนให้สว่างยิ่งขึ้น

ตัวกล้องของ Vivo X50 Pro 5G ยังมีโหมด AI Super Night เพื่อการถ่ายภาพตอนกลางคืนหรือในที่แสงน้อยโดยเฉพาะครับ หลังจากกดชัตเตอร์ บอกเลยว่ารอแค่เพียง 3-4 วินาที ก็ได้ภาพออกมาแล้วครับ โดยภาพที่ได้จะมีความคมชัดมากขึ้น สิ่งที่อยู่ในจุดมืดๆ จะสว่างและเห็นได้ชัดเจนกว่าเดิมแน่นอน


Auto Mode / AI Super Night Mode

 

นอกจากนี้ใน Super Night Mode ก็ยังมีฟิลเตอร์ให้เราได้ลองเลือกรูปแบบกันหลายอย่างเลยทีเดียว ได้ความหลากหลายของภาพแบบที่ไม่ต้องมาแต่งเพิ่ม

 

นอกจากนี้ ก็ยังมีโหมดดาวเต็มท้องฟ้า เพื่อให้ได้ภาพดวงดาวที่อยู่บนท้องฟ้าอย่างชัดเจน ซึ่งแนะนำให้ใช้ขาตั้งกล้องและทำในวันที่ฟ้าโปร่งครับ ต้องได้ดวงดาวมาอยู่ในภาพแน่นอน แต่การประมวลผลจะนานกว่าโหมด AI Super Night แบบปกติเล็กน้อยครับ


Auto Mode / Astro Mode

 

หรือใครอยากถ่ายดวงจันทร์ที่เห็นได้อย่างชัดเจน Vivo X50 Pro 5G ก็มีโหมดเฉพาะอย่าง “ซุปเปอร์มูน” ที่ไว้สำหรับถ่ายได้โดยตรงครับ

 

Portrait Mode เบลอหลังได้สะใจ ลูกเล่นก็เพียบ

สำหรับ Portrait Mode ใน Vivo X50 Pro 5G ต้องบอกว่าทำได้ดีมากครับ มีการเบลอหลังได้เนียน ดูเป็นธรรมชาติ ดูมีมิติจากการไล่เลเยอร์พอสมควร ซึ่งใบหน้าของเราก็จะดูสว่างแล้วมีการปรับผิวเนียนให้อัตโนมัติด้วย ซึ่งโหมดนี้ก็รองรับทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังเลยด้วย

กล้องหลัง

 

กล้องหน้า

 

ลูกเล่นของ Portrait Mode ยังสามารถปรับลักษณะแสงโบเก้ด้านหลังแเพื่อให้รูปต่างๆ ได้ด้วย ได้แก่ แวดวง, หัวใจ, สามเหลี่ยม, ดาว และห้าเหลี่ยม ซึ่งโหมดนี้ใช้ได้แค่กล้องหลังเท่านั้น

 

นอกจากนี้ก็ยังมีการปรับสไตล์เป็นฟิลเตอร์ต่างๆ ให้ดูมีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแบบธรรมชาติ, วินเทจ, เมืองเหนือ, แฟชั่น, ปาร์ตี้ฤดูร้อน,,สไตล์ญี่ปุ่น, ขาวดำ, เกลือเงิน และเปียก โดยฟิลเตอร์แบบนี้ใช้งานได้ที่กล้องหน้าเหมือนกันครับ แต่จะมีฟิลเตอร์ต่างกันออกไป


ธรรมชาติ


วินเทจ


เมืองเหนือ


แฟชั่น


สไตล์ญี่ปุ่น


เกลือเงิน


เปียก

 

และสุดท้ายในลูกเล่นของ Portrait Mode อย่างเอฟเฟกต์บุคคล ทั้งไฟสตูดิโอ, ไฟสเตอริโอ, ลูปไลท์, แสงรุ้ง และภาพพื้นหลังขาวดำ

 

โฟกัสไม่มีหลุดด้วย Instant Vlog

ฟีเจอร์ Instant Vlog จะเป็นการให้ AI โฟกัสจับดวงตา, ร่างกาย หรือสิ่งของได้แบบอัตโนมัติที่ไม่มีหลุดโฟกัส โดยฟีเจอร์นี้ใช้งานได้ทั้งการถ่ายภาพนิ่งเพื่อให้ไม่เบลอ รวมไปถึงการถ่ายวิดีโอที่ใครชอบถ่าย Vlog อยู่แล้วจะต้องหลงรักแน่นอน เพราะสิ่งของหรือใบหน้าที่เราอยากให้ชัดก็จะไม่มีหลุดโฟกัส

 

Hyper Zoom ซูมไกลสุด 60 เท่า

ด้วยเลนส์ซูมระยะไกลหรือ Periscope ใน Vivo X50 Pro 5G เราสามารถซูมแบบ Optical Zoom ได้ถึง 5 เท่า โดยที่ภาพยังมีรายละเอียดคมชัด และซูมแบบ Hyper Zoom ได้ไกลสูงสุดถึง 60 เท่าเลยทีเดียว ที่สำคัญ ใครที่กลัวว่ายิ่งซูมไกลจะยิ่งคุมกล้องได้ยากนั้น ก็จะมีระบบ OIS มาช่วยกันสั่นไหวให้อีกแรงครับ

หรือถ้าใครที่ซูม 60 เท่าแล้วคิดว่ามากเกินไป ในระดับ 5 เท่าก็ยังทำได้ดีอยู่ครับ แถมรายละเอียดก็ไม่เสียไปด้วย

 

Super Wide Angle ได้ภาพมุมกว้าง พร้อมความคมชัด

การถ่ายด้วยเลนส์ Super Wide Angle เพื่อให้ได้มุมกว้างนั้นทำออกได้อย่างสวยงามครับ เฉดสียังมีความสดใสไม่ต่างจากเลนส์หลัก เพิ่มลูกเล่นการถ่ายได้มากขึ้นไม่ว่าจะถ่ายย้อนแสงหรือแบบปกติ ทั้งยังให้เราได้ภาพที่ครบองค์ประกอบ ไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งขาดหายไปครับ


เลนส์ Wide / เลนส์ Super Wide Angle


เลนส์ Wide / เลนส์ Super Wide Angle

 

Super Macro ถ่ายใกล้ 4 ซม.

ด้วยเลนส์ Super Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ทำให้เราถ่ายภาพ Super Macro ในระยะใกล้สูงสุดถึง 4 เซนติเมตรได้อย่างคมชัด สีสันไม่ดรอปลงเหมือนกับการใช้เลนส์ Macro แยกออกมาเพราะความละเอียดนั้นน้อยกว่าครับ

 

เซลฟี่สวยงามมี AI Face Beauty

ใครที่ชอบถ่ายเซลฟี่ตามปกติ ที่นอกจากจะเบลอหลังแบบ Portrait Mode ตามด้านบนแล้ว เราก็สามารถปรับค่ารูรับแสงให้เห็นฉากหลังได้อย่างชัดเจนเหมือนกันครับ ซึ่งใบหน้าของเรายังคมชัดและระบบจะปรับผิวเนียนต่างๆ ให้แบบอัตโนมัติ

 

เซลฟี่ที่มืดก็ไม่ต้องกลัว

และสุดท้ายกับการที่เซลฟี่ในที่แสงน้อยหรือที่มืดก็สามาราถใช้โหมดกลางคืนถ่ายได้เหมือนกัน แถมยังมีสามารถปรับ Face Beauty ได้อีกด้วย


Auto Mode / Super Night Selfie


Auto Mode / Super Night Selfie


Auto Mode / Super Night Selfie

 

สรุปจุดเด่น

  • เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่ใช้กล้องที่มีระบบกันสั่นไหว Gimbal รุ่นแรกของโลก ทำให้การสั่นไหวของภาพขณะถ่ายมีน้อยมากๆ
  • กล้องหลังจัดมาให้ครบทุกระยะ ไม่ว่าจะเป็น Super Wide Angle, Super Macro หรือการถ่าย Portrait
  • รองรับเครือข่าย 5G ในไทยตั้งแต่แกะกล่องทันที
  • หน้าจอแสดงผล 3D Curved Ultra O Screen กว้าง 6.56 นิ้ว พร้อมรับชมเนื้อหาได้คมชัดและสีสันจัดต็มด้วยชนิดหน้าจอ AMOLED และมีความลื่นด้วย Refresh Rate 90Hz
  • ใช้ CPU Snapdragon 765G Octa Core ที่เป็นชิปตัวท็อปของระดับกลางทำให้ทั้งการเล่นเกมหรือใช้งานทั่วไปไหลลื่นมากๆ
  • รองรับการชาร์จไว 33W Vivo FlashCharge 2.0

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ตัวเครื่องไม่กันน้ำ

สมาร์ตโฟน Vivo X50 Pro 5G เริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว ในสีอัลฟาเกรย์ (Alpha Gray) มีราคาอยู่ที่ 24,999 บาท

อ่านต่อ...

Featured

รีวิว Vivo Y20 สมาร์ตโฟนกล้อง AI Triple Macro Camera สแกนลายนิ้วมือด้านข้างเครื่อง และแบตอึด 5000mAh

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

Vivo Y20 สมาร์ตโฟนน้องเล็กสเปคสุดคุ้ม หน้าจอ Halo Full View Display กว้างถึง 6.51 นิ้ว มีสแกนลายนิ้วมือข้างตัวเครื่อง จัดเต็มกล้อง 3 เลนส์ AI Triple Macro Camera พร้อมแบตเตอรี่แบบอึดๆ 5000mAh ในราคาสุดสบายกระเป๋า

 

สรุปสเปค Vivo Y20

  • ขนาดตัวเครื่อง : 164.41 x 76.32 x 8.41 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 192.3 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Halo Full View Display ชนิด IPS กว้าง 6.51 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1600 x 720 พิกเซล) อัตราสว่น 20:9 และพื้นที่การแสดงผล 89%
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 460 Octa Core
  • RAM 4 GB
  • ROM 64 GB เพิ่ม microSD สูงสุด 256GB
  • ระบบปฎิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย Funtouch OS 10.5
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 3 เลนส์ AI Triple Macro Cameara แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ Super Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
    • เลนส์ Bokeh ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8
  • รองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ซิม
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.0 และพอร์ต Micro USB 2.0
  • แบตเตอรี่ความจุ 5000mAh

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

Vivo Y20 สะดุดตาตั้งแต่ตัวกล่องเลยทีเดียว เพราะเล่นโทนสีฟ้าได้อย่างสวยงามตามสีประจำของแบรนด์ครับ โดยแบ่งพื้นสีขาวส่วนบนเล็กน้อย มีชื่อรุ่น Y20 ส่วนด้านล่างเป็นสีน้ำเงินมีเส้นตัดพร้อมชื่อแบรนด์ Vivo

อุปกรณ์ต่างๆ ภายในกล่องมีดังนี้

  • ตัวเครื่อง Vivo Y20 พร้อมติดฟิล์มกันรอย
  • อะแดปเตอร์
  • สาย MicroUSB 2.0
  • เคสใส
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น

 

ดีไซน์ของ Vivo Y20 นั้นออกแบบได้สวยงาม ตัวฝาหลังจะเด่นชัดที่โมดูลกล้องที่เหมือนกับการสาดแสงออกมาครับ ทำให้ดูสะดุดไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งสีที่เราได้มาเป็นสีขาว Dawn White ให้ความรู้สึกสดใส อบอุ่นในยามเช้า ส่วนอีกสีที่มีให้เลือกจะเป็นสีน้ำเงิน Nebula Blue ครับ

 

ส่วนการจับถือนั้นถนัดมือ ใช้งานได้ค่อนข้างสะดวกครับ ซึ่งตัวขอบด้านข้างจะมีความโค้ง 2.5D เพื่อไม่ให้ถือนานๆ แล้วฝ่ามือเป็นรอย

 

ด้านหน้าจอแสดงผล Halo FullView Display ทำออกมาได้ใหญ่สะใจเลยทีเดียวครับ ด้วยขนาด 6.51 นิ้ว อัตราส่วน 20:9 ใครที่ชอบดูวิดีโอต่างๆ ถือว่าจุใจแน่นอน

 

ส่วนเรื่องสีสันของหน้าจอชนิด IPS ก็ทำออกมาได้ดีในเรทราคาระดับนี้ครับ ซึ่งความคมชัดจะได้อยู่ที่ HD+ รับชมเนื้อหาต่างๆ ได้คมชัดอยู่

 

บริเวณเหนือหน้าจอแสดงผลจะมีหยดน้ำที่ฝังกล้องหน้าลงไป 1 เลนส์ ถัดขึ้นไปจะมีลำโพงสำหรับสนทนาเท่านั้น

 

ทางขวาตัวเครื่องจะมีปุ่ม Power พร้อมใช้เป็นการสแกนลายนิ้วมือได้ด้วย ถัดขึ้นไปจะเป็นปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง

 

ขณะที่ด้านซ้ายจะมีเพียงช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM ถึง 2 ช่อง และมีช่องใส่ MicroSD แยกมาให้อีก 1 ช่องด้วย

 

ทางด้านล่างจะมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. มาให้, ไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต Micro USB 2.0 และลำโพงตัวหลัก

 

และสุดท้ายที่ด้านหลังมีกล้องหลัง 3 เลนส์ AI Triple Macro Camera เรียงในแนวตั้ง พร้อมไฟแฟลช 1 ดวงที่อยู่ด้านล่างสุดครับ

 

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

ด้านซอฟต์แวร์ของ Vivo Y20 แม้ว่าจะเป็นรุ่นเล็ก แต่ก็มาพร้อม Android 10 ที่ครอบทับด้วย Funtouch OS 10.5 รุ่นล่าสุด ทำให้การจัดการพลังงานนั้นทำได้ดี และไหลลื่นมากขึ้นแม้ว่าจะเป็นรุ่นราคาสุดประหยัดก็ตาม

 

หน้าตา UI : Funtouch OS 10.5

 

วอลเปเปอร์สวยงาม มีให้เลือกเยอะ

ใครที่อยากเปลี่ยนภาพวอลเปเปอร์ให้เข้ากับตัวเครื่องก็มีให้เลือกประมาณ 10 แบบครับ ชอบแบบไหนก็ลองเลือกกันได้เลย

 

การรักษาความปลอดภัย

หนึ่งในความความพิเศษของ Vivo Y20 คือความสะดวกในการสแกนลายนิ้วมือครับ เพราะอยู่ที่ข้างตัวเครื่องในปุ่ม Power กันเลย ใครถนัดมือขวาก็แค่เพียงหยิบเครื่องขึ้นมา นิ้วโป้งก็จะอยู่ตรงกับตัวสแกนพอดีเป๊ะ ทำให้หยิบขึ้นก็มาก็ใช้งานได้ทันทีเพราะสแกนได้เร็วสุดเพียง 0.33 วินาทีเท่านั้น

 

ส่วนใครไม่ถนัดการสแกนลายนิ้วมือ ก็ยังมีการสแกนใบหน้าที่ทำงานได้ค่อนข้างเร็วครับ

 

เปลี่ยนเอฟเฟกต์ไม่ซ้ำใครด้วย Dynamic Effects

ในหน้าจอล็อกอาจมีเอฟเฟกต์เคลื่อนไหว ในช่วงที่มีการสแกนใบหน้าหรือการชาร์จ ซึ่งเราสามารถเปลี่ยนได้เกือบ 10 แบบเลยทีเดียว

 

มีโหมดถนอมสายตา

ใครที่ใช้งาน Vivo Y20 ไปนานๆ อาจมีอาการล้าดวงตาได้ครับ ทำให้มีโหมดถนอมสายตาเพื่อช่วยลดแสงสีฟ้าได้อย่างดี สามารถปรับโทนความเข้มได้ตามความชอบ หรือใครที่อยากให้ระบบปรับอัตโนมัติ ก็มีตัวเลือกการเปิดหรือปิดตามพระอาทิตย์ขึ้นได้ด้วย

 

โหมดมืดก็มีให้เลือกเช่นกัน

ใครไม่อยากตัดแสงสีฟ้าออก รุ่นนี้ก็มีตัวเลือกโหมดมืดมาให้ใช้งานเพื่อความสบายตาครับ โดยจะเปลี่ยนพื้นหลังและแอปพลิเคชั่นที่รองรับ Dark Mode เป็นสีดำทั้งหมด

 

โคลนแอป

ฟีเจอร์นี้ยังคงมีมาให้แน่นอน สำหรับการโคลนอีก 1 แอปเพื่อใช้งานบัญชีโซเชียลมีเดียอีก 1 บัญชีแยกกันได้ครับ เช่น การแบ่ง Line เป็น 2 บัญชี เป็นต้น

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

ฮาร์ดแวร์ภายในของ Vivo Y20 นั้นเลือกหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 460 Octa Core มาขับเคลื่อน โดยมีขนาดเล็กที่ 11 นาโนเมตรเท่านั้น ทำให้ประหยัดพลังงานมากขึ้นเมื่อเทียบกับชิปที่ใกล้เคียงกันครับ ทั้งยังมี ROM ให้ 64GB สามารถโหลดแอปพลิเคชั่นหรือถ่ายรูปต่างๆ ได้ไม่ต้องกลัวเต็ม

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 255 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,041

 

ปิดการแจ้งเตือนพร้อมรีดประสิทธิภาพให้ดีขึ้นระหว่างเล่นเกม

ก่อนจะทดสอบการเล่นเกม Vivo Y20 นั้นมี 2 ฟีเจอร์หลักเพื่อให้เราเล่นเกมได้แบบไม่มีสะดุดครับ ทั้ง Ultra Game Mode 8.0 ที่ช่วยในเรื่องการสั่นของเครื่องทำให้ได้อรรถรสมากขึ้น พร้อมกับการปิดการแจ้งเตือนต่างๆ ไม่ให้มาบังหน้าจอ ทั้งยังมีเทคโนโลยี Multi Turbo 3.0 ช่วยให้การเล่นเกมไหลลื่นขึ้น ทั้งด้านเครือข่าย, ความร้อนตัวเครื่องจัดการได้ดีขึ้น และภาพที่มีความสมูธกว่าเดิม

 

ทดสอบการเล่นเกม

ROV

เรามาทดสอบที่เกมแรกอย่าง ROV เราสามารถเปิดภาพ HD ได้ที่ระดับสูงมาก และกราฟิกในระดับสูงครับ ส่วนเฟรมเรทสูงก็เปิดได้เช่นกัน ต้องบอกว่าเมื่อเล่นในโหมด 5 VS 5 ตามปกติ รุ่นนี้ทำได้ดีเกินคาดสุดๆ เฟรมเรทมาแบบนิ่งๆ 59-60fps ตั้งแต่ต้นเกมถึงจบเกมครับ ในช่วงที่มีการบวกกันเยอะๆ เฟรมเรทก็ไม่ดรอปให้เห็นด้วย

 

PUBG Mobile

มาลองที่เกม Battle Royale กันบ้างอย่าง PUBG Mobile สามารถเปิดกราฟิกได้ในระดับสมดุลคู่กับเฟรมเรทกลางครับ ภายในเกมสามารถเล่นได้ค่อนข้างลื่นเลยทีเดียว การสัมผัสต่างๆ ถือว่าทำได้ดีมากกับสมาร์ทโฟนราคาระดับนี้ครับ

 

แบตเตอรี่อึดอยู่ได้ครบวัน

ในเรื่องความอึดในรุ่นเล็กของ Vivo อย่าง Vivo Y20 ต้องบอกว่าชาร์จให้เต็มแค่ตอนเช้าก็อยู่ได้ทั้งวันแน่นอน จากการมีแบตเตอรี่ความจุถึง 5000mAh แต่ถ้าใครเล่นเกมหนักๆ ก็อาจต้องได้ชาร์จกันบ้าง ความอึดของแบตเตอรี่ใน Vivo Y20 ให้เราชมภาพยนตร์ในรูปแบบ HD ได้นานสูงสุด 16 ชั่วโมง หรือเล่นเกมได้นานถึง 11 ชั่วโมง ซึ่งรุ่นนี้ยังมี Reverse charging หรือเป็น Power Bank ให้กับรุ่นอื่นได้ด้วย (จำเป็นต้องใช้งานคู่กับสาย OTG ซึ่งต้องซื้อแยกต่างหาก)

 

กล้องถ่ายรูป

Vivo Y20 ยังจัดเต็มเรื่องกล้องหลังที่มีให้ถึง 3 เลนส์ใช้งานกับครบครัน ทั้งเลนส์หลัก + เลนส์ Super Macro ระยะโฟกัส 4 เซนติเมตร และเลนส์ Bokeh ช่วยในการถ่าย Portrait เบลอหลังได้ดีขึ้น โดยฟีเจอร์ต่างๆ มีดังนี้

AI ฉลาด แยกแยะหมวดหมู่ได้

ในเลนส์หลักของ Vivo Y20 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากครับสำหรับเรทราคาเดียวกัน การโฟกัสทำได้เร็ว โดยมีสีสันที่สดใส ภาพคมชัด แสงและเงาถือว่าทำได้ดี ไม่ว่าจะถ่ายบุคคลหรือวัตถุต่างๆ สามารถนำไปโพสต์ลงโซเชียลมีเดียได้แบบสบายๆ

 

เบลอหลัง Portrait ได้แบบเนียนๆ ด้วย Face Beauty

นอกจากโหมดปกติแล้ว ในการถ่ายภาพ Portrait ก็ขาดไปไม่ได้เลยครับ บอกเลยว่า Vivo Y20 ทำออกมาได้ดีกว่าที่คิด การตัดขอบเพื่อเบลอฉากหลังทำได้ค่อนข้างเนียน และใบหน้าก็มีการปรับ Face Beauty ให้ดูเนียนและสวยสดใสอีกด้วย

 

ทั้งนี้ หากใครที่ถ่ายออกมาแล้วอยากปรับความเบลอฉากหลังให้มากขึ้นหรือน้อยลง ก็มาแก้ไขค่ารูรับแสง (F) ได้อีกครั้งในอัลบั้มครับ ซึ่งกว้างสุดถึง f/0.95 และแคบสุดที่ f/16

 

ใครที่อยากปรับใบหน้าเองก็มีให้เลือกหลายโหมด ไม่ว่าจะเป็นผิวนวล, โทนผิว, ปรับขาว, หน้าเรียว, ตาโต, จมูก และอื่นๆ เพียบ โดยแต่ละอย่างสามารถปรับได้ตั้งแต่ 0 – 100 ระดับไปเลย

 

นอกจากนี้ ในโหมด Portrait กล้องหลังและกล้องหน้ายังมีเอฟเฟกต์บุคคลให้เลือกไปใช้งานกันอีกด้วยหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นไฟสตูดิโอ, ไฟสเตอริโอ, ลูปไลท์, แสงรุ้ง และภาพพื้นหลังขาวดำ

เอฟเฟกต์บุคคลกล้องหลัง

เอฟเฟกต์บุคคลกล้องหน้า

 

Super Macro ถ่ายใกล้ก็คมชัด

ในเลนส์ Super Macro เราสามารถถ่ายวัตถุในระยะที่โฟกัสได้ถึง 4 ซม. เลยทีเดียวครับ ภาพที่ได้ออกมาแม้ว่าจะมีสีสันดรอปจากเลนส์หลัก (ซึ่งเป็นเรื่องปกติ) แต่ก็มีความคมชัดอยู่ครับ

 

กล้องหน้าสวยงามด้วย AI Beauty

มาต่อกันที่กล้องหน้าครับก็ให้ความละเอียดมาที่ 8 ล้านพิกเซล การถ่ายเซลฟี่มีความคมชัด แถมมีความสวยงามของใบหน้าด้วยการให้ AI มาปรับให้อัตโนมัติครับ ภาพที่ได้ยังคงมีความเป็นธรรมชาติอยู่ นอกจากนี้ การปรับแต่งใบหน้าก็ทำได้เหมือนกับกล้องหลังเลยด้วย

 

กล้องหน้า Portrait เบลอหลังได้เหมือนกัน

ไม่ใช่แค่กล้องหลังที่ถ่าย Portrait ได้เท่านั้น แต่ฟีเจอร์นี้ก็มีที่กล้องหน้าเหมือนกันครับ ที่นอกจากความ Beauty แล้ว การเบลอฉากหลังเพื่อให้ภาพที่มิติก็ทำออกมาได้ดี ซึ่งใบหน้ายังมีความสว่าง ไม่มืดแม้ย้อนแสง

 

สรุปจุดเด่น

  • กล้องหลัง 3 เลนส์แบบจัดเต็มทั้งโหมดปกติ, Macro หรือ Portrait เบลอฉากหลัง
  • หน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ 6.51 นิ้ว ได้อรถถรสในการชมวิดีโอต่างๆ เต็มที่
  • ใช้หน่วยประมวลผล Snapdragon 460 สามารถใช้งานทั่วไปได้ไหลลื่น
  • แบตเตอรี่มีความจุถึง 5000mAh ใช้งานได้ครบตลอดวันแน่นอน
  • มีช่องสำหรับใช้งานแบบ 3 Slot ใส่ซิมการ์ดได้ 2 ช่อง และอีก 1 MicroSD สูงสุด 256GB

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ไม่มีหูฟังแถมมาในกล่อง
  • ตัวเครื่องไม่กันน้ำ

ใครที่สนใจสามารถเป็นเจ้าของ Vivo Y20 ได้แล้วในราคาเพียง 5,299 บาทเท่านั้น ที่ Vivo Brand Shop ทุกสาขา และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

Vivo Y20

อ่านต่อ...

Featured

5 พอยท์ ลุ้นโชค GADGETS สุดคูล ลูกค้า AIS Serenade ลุ้นรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ รวมมูลค่ากว่า 3 แสนบาท

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

ais ultimate surprizes 5 point in august 2020

กลับมาพบกันอีกครั้งกับแคมเปญ “5 พอยท์ ลุ้นโชค GADGETS สุดคูล” ครั้งที่ 5 ลูกค้า AIS Serenade ห้ามพลาด ลุ้นรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ผ่านแอป myAIS รวมมูลค่ากว่า 3 แสนบาท

 

Suunto 9 Baro Mercedes-Benz Edition นาฬิกามัลติสปอร์ต สายสุขภาพ

ais ultimate surprizes 5 point in august 2020

5 พอยท์ ลุ้นโชค GADGETS สุดคูล ครั้งที่ 5 เอาใจสายสุขภาพด้วยนาฬิกามัลติสปอร์ตรุ่นพิเศษ Suunto 9 Baro Mercedes-Benz Edition นวัตกรรมและดีไซน์แห่งความหรูหรา และความสมบูรณ์แบบที่ครบครัน

 

ais ultimate surprizes 5 point in august 2020 Photo 0 01

Suunto 9 Baro Mercedes-Benz Edition เป็นนาฬิกาที่ออกแบบพิเศษจากการร่วมมือกันของ Suunto และ Mercedes-Benz Formula E Team ทำให้เกิดเป็นดีไซน์เรียบหรูในสไตล์นอร์ดิคของ Suunto และ สลักขอบวงนาฬิกาที่เป็นสัญลักษณ์ Mercedes-Benz EQ ได้อย่างลงตัว

 

ais ultimate surprizes 5 point in august 2020 Photo

นอกจากดีไซน์ที่หรูหราแล้ว ตัวนาฬิกายังมาพร้อมฟังก์ชั่นที่ครบครันและโหมด Intelligent Battery ให้สามารถใช้งานได้สูงสุด 120 ชั่วโมง และโหมดสปอร์ตที่รองรับกว่า 80 ชนิดกีฬา

 

ais ultimate surprizes 5 point in august 2020 Photo

นาฬิกาตัวนี้ยังวัดอัตราการเต้นของหัวใจบนข้อมือตลอด 24 ชั่วโมง มีโหมดต่างๆรองรับการออกกำลังกายที่ใช้ในการพัฒนาศักยภาพให้มีประสิทธิภาพสูงสุดอีกด้วย และยังตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่ต้องเดินทางบ่อยๆ ด้วยฟังค์ชั่น Barometer ดูระดับความกดอากาศได้ในระดับมาตรฐานสากล และสามารถแจ้งเตือนพายุ สภาพอากาศ รวมไปถึงเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและตกได้ ซึ่งฟังก์ชั่นที่บอกมาทั้งหมดนี้คือข้อมูลส่วนหนึ่งเท่านั้นที่สามารถดูจากข้อมือได้ทันที

ได้เห็นฟังก์ชั่นการใช้งานของ Suunto 9 Baro Mercedes-Benz Edition กันไปแล้ว ต้องบอกว่าของมันต้องมีจริงๆ ลูกค้า AIS Serenade ห้ามพลาด ใช้ AIS Points เพียง 5 พอยท์ในการแลก 1 สิทธิ์ ลุ้นรางวัล แลกพอยท์คลิก http://m.ais.co.th/SUUNTO9 ยิ่งกดแลกมาก ยิ่งมีสิทธิ์มาก

 

VIRTUAL REALITY AIS VR 4K สัมผัส VR เกมและคอนเทนท์เพียบ

ais ultimate surprizes 5 point in august 2020

ของรางวัลชิ้นต่อมา จะพาทุกคนสัมผัสประสบการณ์ไปกับโลกใบใหม่กับ VIRTUAL REALITY AIS VR 4K เพลิดเพลินกับเกมและคอนเทนท์ได้ด้วยตัวเอง

 

ais ultimate surprizes 5 point in august 2020 Photo

VIRTUAL REALITY AIS VR 4K ไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริมอื่นๆ เพราะมีหน่วยประมวลผลหน้าจอคมชัดระดับ 4K รองรับ Wi-Fi ในตัว ใช้งานกันได้ง่ายๆ เพียงเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตกับเบอร์ที่มีแพ็กเพจ VR Service เท่านี้ก็เพลิดเพลินกับ VR Game ทั้ง Angry Bird หรือ Smash the beats และ VR คอนเทนท์ที่หลากหลายได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็น AIS VR Original Content แบบ Exclusive  กับดาราหนุ่มๆ เช่น Star dating, Travel,  Wellness  หรือจะดูทีวีสด หนัง ซีรี่ย์ ฯลฯ ในบรรยายกาศเสมือนอยู่ในโรงภาพยนตร์ส่วนตัว 3 มิติ กับ AIS PLAY

ลูกค้า AIS Serenade ห้ามพลาด ใช้ AIS Points เพียง 5 พอยท์ในการแลก 1 สิทธิ์ลุ้นรางวัล AIS VR 4K แลกพอยท์คลิก http://m.ais.co.th/AISVR4K ยิ่งกดแลกมาก ยิ่งมีสิทธิ์มาก

 

Harman Kardon Aura Studio 3 ลำโพงเสียง 360 องศา สาย Entertainment

ais ultimate surprizes 5 point in august 2020

ยังไม่หมดแค่นั้น สิ้นสุดการรอคอยกับ Harman Kardon Aura Studio 3 รุ่นใหม่ล่าสุด เพราะยังมีลำโพงดีไซน์รูปโดมที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร และปรับให้ด้านในโปร่งยิ่งขึ้น กระจายเสียงได้รอบทิศทาง ทำให้ระบบเสียงใส นุ่มลึกยิ่งกว่าเดิม

 

ais ultimate surprizes 5 point in august 2020 Photo

Harman Kardon Aura Studio 3 นอกจากการกระจายเสียงได้รอบทิศทาง 360 องศา ตั้งลำโพงไว้จุดใดของห้องก็ได้ ยังโดดเด่นในส่วนของเสียงเบสที่มีพลัง และยังคงคุมโทนเสียงได้ดีอีกด้วย

Harman Kardon Aura Studio 3 เรียกได้ว่านอกจากจะเสียงดีแล้วยังมีความสวยงาม สามารถใช้เป็นเฟอร์นิเจอร์ประดับห้องได้เลย ลูกค้า AIS Serenade ห้ามพลาด ใช้ AIS Points เพียง 5 พอยท์ในการแลก 1 สิทธิ์ลุ้นรางวัล แลกพอยท์คลิก http://m.ais.co.th/STUDIO3 ยิ่งกดแลกมาก ยิ่งมีสิทธิ์มาก

 

จัดเต็มจริงๆ สำหรับ “5 พอยท์ ลุ้นโชค GADGETS สุดคูล” ครั้งที่ 5 จำนวน 20 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 3 แสนบาท ยิ่งกดแลกพอยท์มาก ยิ่งมีสิทธิ์มาก เริ่ม 15 ส.ค. 63 – 25 ก.ย. 63

เพิ่มเติมคลิก www.ais.co.th/serenade/ultimatesurprizes

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

Featured2 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว Vivo X50 Pro 5G กล้องหลังจัดเต็ม ระบบกันสั่น Gimbal รุ่นแรกของโลก, ฟีเจอร์ครบ พร้อมหน้าจอโค้ง Ultra O Screen และชิปตัวแรง Snapdragon 765G

Vivo X50 Pro 5G สมาร...

Featured2 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว Vivo Y20 สมาร์ตโฟนกล้อง AI Triple Macro Camera สแกนลายนิ้วมือด้านข้างเครื่อง และแบตอึด 5000mAh

Vivo Y20 สมาร์ตโฟนน้...

ais ultimate surprizes 5 point in august 2020 ais ultimate surprizes 5 point in august 2020
Featured3 สัปดาห์ ที่แล้ว

5 พอยท์ ลุ้นโชค GADGETS สุดคูล ลูกค้า AIS Serenade ลุ้นรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ รวมมูลค่ากว่า 3 แสนบาท

กลับมาพบกันอีกครั้งก...

realme Fan Fest 2020 realme Fan Fest 2020
Android News4 สัปดาห์ ที่แล้ว

ส่องโปร realme ราคาพิเศษ และ realme Fan Fest จาก Lazada ทั้งลดทั้งแถม! 28 ส.ค. 63 วันเดียวเท่านั้น!

realme ขนทัพสมาร์ทโฟ...

Featured4 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว OnePlus Nord ที่สุดแห่งความคุ้มด้วยชิป Snapdragon 765G, หน้าจอ 90Hz พร้อมกล้องในระดับเรือธง ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 14,990 บาท

รีวิว OnePlus Nord ส...

Advertisement

คลิปมาใหม่

ข่าวใหม่วันนี้

iOS 14 orange and green dots in the status bar iOS 14 orange and green dots in the status bar
Apple News55 นาที ที่แล้ว

ฟีเจอร์เด็ด iOS 14 และ iPadOS 14 แจ้งเตือนจุดสีส้ม และสีเขียว คืออะไร?

หลังจากอัปเดท iOS 14...

Apple News23 ชั่วโมง ที่แล้ว

เกม Marble Knights เปิดตัวแล้ววันนี้บน Apple Arcade และเตรียมพบกับเกม The Collage Atlas ที่จะมาเร็ว ๆ นี้

ค่ายเกมอินดี้ชื่อดัง...

ข่าวประชาสัมพันธ์2 วัน ที่แล้ว

ชุดคอนโทรลเลอร์ไร้สาย DUALSHOCK 4 Wireless EA SPORTS FIFA 21 วางจำหน่ายวันที่ 9 ต.ค. นี้ ในราคา 2,990 บาท

โซนี่ อินเตอร์แอคทีฟ...

ข่าวประชาสัมพันธ์2 วัน ที่แล้ว

OPPO Reno4 สีใหม่ Nebula Purple สวย โดดเด่น สะกดทุกสายตา พร้อมให้คุณเป็นเจ้าของแล้วเพียง 11,990 บาท

หลังจากเปิดตัว OPPO ...

IT News2 วัน ที่แล้ว

สรุปสเปคมือถือประจำสัปดาห์ของเว็บไซต์ iPhone-Droid

หลังจากที่เราสรุปสเป...

มือถือมาใหม่

ติดตาม กินเที่ยวกัน

กำลังมาแรง