Connect with us

Featured

รีวิว OPPO Reno5 Series 5G สุดยอดการถ่ายวิดีโอ Portrait พร้อมฟีเจอร์สุดล้ำ, สเปกแรง และดีไซน์เด่น ในราคาหมื่นต้น

Published

on

เรียกว่าประเดิมได้อย่างสวยงามสำหรับ OPPO ที่เปิดตัว OPPO Reno5 Series 5G ในสโลแกน Picture Life Together ที่สุดของการถ่ายภาพและวิดีโอ Portrait แบบไม่เหมือนใคร ด้วยฟีเจอร์สุดล้ำมากมายให้ลองเล่น ทั้งยังมีขุมพลังตัวแรง รองรับ 5G และแบตเตอรี่อึดๆ โดยครั้งนี้ก็มีถึง 2 รุ่น ได้แก่ OPPO Reno5 และ OPPO Reno5 5G ซึ่งมีความคล้ายกันมาก ส่วนจะต่างกันตรงไหนบ้างเราจะบอกให้แน่นอนครับ

สรุปสเปค OPPO Reno5

  • ขนาดตัวเครื่อง (Starry Black) : 159.1 x 73.3 x 7.7 มม.
  • ขนาดตัวเครื่อง (Fantasy Silver) : 159.1 x 73.3 x 7.8 มม.
  • น้ำหนัก : 171 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล AMOLED ขนาด 6.43 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล), 410ppi อัตราส่วน 20:9 รองรับ Refresh Rate 90Hz และ Touch sampling rate สูงสุด 180Hz
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 720G Octa Core ความเร็ว 2.3GHz
  • GPU : Adreno 618
  • RAM : 8GB LPDDR4x
  • ROM : 128GB UFS 3.1 รองรับ microSD Card สูงสุด 256GB
  • กล้องถ่ายรูปหลัง 4 เลนส์ แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.7
    • เลนส์ Ultra Wide Angle มุมกว้าง 119 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
    • เลนส์ Mono ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้าความละเอียด 44 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • ระบบปฏิบัติการ Android 11 ครอบทับด้วย ColorOS 11
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.1, ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 4310 mAh รองรับ 50W Flash Charging

สรุปสเปค OPPO Reno5 5G

  • ขนาดตัวเครื่อง : 159.1 x 73.4 x 7.9 มม.
  • น้ำหนัก (Starry Black) : 172 กรัม
  • น้ำหนัก (Galactic Silver) : 180 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล AMOLED ขนาด 6.43 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล), 410ppi อัตราส่วน 20:9 รองรับ Refresh Rate 90Hz และ Touch sampling rate สูงสุด 180Hz
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 765G Octa Core ความเร็ว 2.4GHz
  • GPU : Adreno 620
  • RAM : 8GB LPDDR4x
  • ROM : 128GB UFS 2.1
  • กล้องถ่ายรูปหลัง 4 เลนส์ แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.7
    • เลนส์ Ultra Wide Angle มุมกว้าง 119 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
    • เลนส์ mono ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • ระบบปฏิบัติการ Android 11 ครอบทับด้วย ColorOS 11
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.1, ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และพอร์ต USB Type-C
  • รองรับเครือข่าย 5G
  • แบตเตอรี่ความจุ 4300 mAh รองรับ 65W SuperVOOC 2.0

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

อุปกรณ์ภายในกล่องมีดังนี้

  • ตัวเครื่อง OPPO Reno5 หรือ Reno5 5G พร้อมติดฟิล์มกันรอย
  • อะแดปเตอร์ 65W SuperVOOC 2.0 เหมือนกัน
  • หูฟังแบบ 3.5 มม.
  • สาย USB Type-C
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • เคสใส
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น

ถ่ายวิดีโอ Portrait ขั้นสุด

มาเริ่มกันที่ตัวชูโรงใน OPPO Reno5 Series 5G อย่างการถ่ายวิดีโอต้องบอกว่านี่คือตัวชูโรงที่ห้ามพลาดเด็ดขาดใน Reno5 และ Reno5 5G ครับ โดยมีอยู่หลายฟีเจอร์แปลกใหม่ให้ใช้งานกันเลยทีเดียว

AI Mixed Portrait: (เฉพาะ OPPO Reno5)

มาเริ่มกันที่ฟีเจอร์ที่ยังไม่มีสมาร์ทโฟนรุ่นไหนในโลกทำได้ครับ นั่นคือ AI Mixed Portrait บนวิดีโอ ที่เป็นการใช้ Double Exposure Effect มาใช้ในการถ่ายวิดีโอ ซึ่งปกติมักจะอยู่ในการถ่ายภาพนิ่งเท่านั้น โดยวิดีโอในฟีเจอร์นี้จะเป็นการทับซ้อน 2 วิดีโอได้อย่างสวยงาม แถมการตัดขอบก็ทำได้เนียนระดับที่ดีเลยทีเดียว เรียกได้ว่าสร้างสรรค์วิดีโอออกได้อย่างอิสระตามใจชอบเลย

Dual-view Video (มีทั้ง 2 รุ่น)

Dual-view Video  เป็นการรองรับการถ่ายวิดีโอทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังพร้อมกันในครั้งเดียวครับ ซึ่งสาย Vlog น่าจะชอบมากๆ เพื่อให้ได้เห็นทั้งบรรยากาศและรีแอ็คของตัวเราได้พร้อมกันทันที ซึ่งการแบ่งสัดส่วนจะมีให้เลือก 3 แบบ ได้แก่ Split (แบ่งครึ่งหน้าจอเท่ากัน), Round (กลม) และ Rectangle (สี่เหลี่ยม) ซึ่ง 2 อย่างหลังสามารถเลื่อนกรอบได้ตามสบายครับ

AI Highlight Video

ฟีเจอร์นี้นั้นเป็นการถ่ายวิดีโอที่ให้เราได้พร้อมใช้ในทุกสถานการณ์ โดย AI จะปรับความสว่างและคุณภาพของวิดีโอได้อัตโนมัติ ซึ่งหลักๆ จะแบ่งได้ 2 หมวด ได้แก่ Ultra Night Video เพื่อใช้งานในที่แสงน้อยให้สว่างและคมชัดมากขึ้น และ Live HDR เพื่อถ่ายในช่วงกลางวันหรือย้อนแสงได้

Monochrome Video (เฉพาะ OPPO Reno5)

สำหรับ Monochrome Video จะเป็นฟิลเตอร์ที่เปลี่ยนให้ฉากหลังเป็นขาวดำแต่ตัวบุคคลยังคงสีสันไว้อยู่ คล้ายกับการถ่ายภาพนิ่งครับ แต่นี่จะเป็นการใช้งานผ่านวิดีโอแทน ทั้งนี้ เรายังสามารถเลือกสีไฮไลท์ได้เฉพาะสีแดง, เขียว หรือน้ำเงินก็ได้เช่นกัน

Portrait Beautification Video

ฟีเจอร์นี้น่าจะถูกในสาย Vlog อีกแน่นอนครับ เพราะเป็นการทำให้ใบหน้าสวยเนียนเป็นธรรมชาติมากขึ้นในกล้องหน้า โดย AI จะตรวจจับเพศ,สีผิว และอายุให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลทันที หรือถ้าใครจะปรับเองก็ทำได้ตั้งแต่ 0-100%

Ultra Steady Video 3.0

สำหรับระบบกันสั่นไหวใน OPPO Reno5 Series 5G มีความพิเศษมากขึ้นด้วยการรองรับถึง 3 เลนส์ในเครื่องเดียว ไม่ว่าจะเป็นกล้องหน้า, เลนส์หลักกล้องหลัง หรือเลนส์ Ultra-Wide Angle (เมื่อเปิดโหมด Pro Video) ซึ่งทั้ง 3 เลนส์ถ่ายออกมาได้ดีครับ เห็นความแตกต่างจากโหมดปกติพอสมควร

ตัดต่อได้อิสระด้วย SOLOOP

ใครที่เป็นแฟนๆ OPPO จะต้องรู้จักแอปพลิเคชั่น SOLOOP เป็นอย่างดีครับ โดยเราสามารถนำวิดีโอในเครื่องมาสร้างคลิปได้อย่างง่ายๆ โดยมีให้เลือกหลากหลายอารมณ์ ทั้งสนุกสนาน, แอคชั่น หรือจะเน้นดราม่าก็ยังได้

กล้องถ่ายรูป

OPPO Reno5 Series 5G มีมาให้เหมือนกันทั้งหมดอย่างกล้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นเลนส์หลักความละเอียดสูงสุด 64 ล้านพิกเซล พร้อมเลนส์ Ultra-Wide, Macro และ Mono ซึ่งฟีเจอร์ต่างๆ ก็พร้อมให้ใช้งานเหมือนกันอีกด้วยครับ แต่จะต่างกันเล็กน้อยในส่วนของการถ่ายวิดีโอ โดยแต่ละฟีเจอร์จะมีอะไรบ้างเรามาดูกันเลยครับ

ความละเอียดสูงสุด 108 ล้านพิกเซล Ultra-clear 108MP Image

แม้ว่า OPPO Reno5 Series 5G จะมีเลนส์หลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล แต่ก็มีความสามารถในการถ่ายออกมาความละเอียดสูงสุดถึง 108 ล้านพิกเซล ที่ให้ความคมชัดและรายละเอียดในภาพมากกว่าเดิม สามารถซูมและขยายภาพได้ดีขึ้น ที่สำคัญ เราสามารถใช้ประโยชน์นี้เพื่อให้ได้หลายสถานการณ์ในภาพเดียวจากการครอปภาพในมุมต่างๆ นั่นเองครับ

ฉลาดล้ำด้วยเทคโนโลยี AI Scene Enhancement

OPPO Reno5 Series 5G ทั้ง 2 รุ่นยังมาพร้อมกับ AI ที่สามารถระบุหมวดหมู่ของวัตถุที่เรากำลังถ่ายได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ เพื่อปรับแต่งสีสันและความสว่างให้เหมาะสมกับแต่ละวัตถุที่แตกต่างกัน ซึ่ง AI ใน 2 รุ่นนี้สามารถแยกได้ถึง 22 หมวด ได้แก่ ชายหาด, ท้องฟ้า, ฉากแมว, ข้อความ, สุนัข, ดอกไม้ไฟ, อาหาร, สนามหญ้า, ที่ร่ม, ฉาก, ทารก, วิวทิวทัศน์, ในตอนกลางคืน, หิมะ, แสงไฟที่สว่างจ้า, พระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์, ใบหน้าของมนุษย์, ฉากที่มีหลายใบหน้า, ย้อนแสง, ฉากดอกไม้, ต้นไม้สีเขียว, สีทึบ และลวดลายซ้ำกัน

Ultra-Wide Angle มุมมกว้างขึ้นสุด 119 องศา

ทั้ง OPPO Reno5 และ OPPO Reno5 5G ให้เลนส์ Ultra-Wide Angle มาที่มุมกว้างถึง 119 องศาครับ โดยภาพที่ได้ออกมาแทบจะไม่ต่างกันทั้งเรื่องสีสันที่ความสดใส ภาพมีความสว่าง พร้อมเห็นแสงและเงาได้ชัดเจน

ถ่าย Portrait ได้สวยเนียน พร้อมความคมชัดแม้เคลื่อนไหวอยู่

สำหรับโหมด Portrait ได้รับการปรับปรุงเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยมีเทคโนโลยี Image-clear Engine (ICE) เข้ามาช่วยให้ถ่ายภาพบุคคลคมชัดและไม่เกิดอาการเบลอเวลาขยับ ทั้งนี้ ในเรื่องของใบหน้าสวยงามก็ทำอออกได้ดีมากๆ ตามฉบับของ OPPO Reno Series ที่ปรับได้ตั้งแต่ 0% – 100% แต่ก็ยังคงความเป็นธรรมชาติอยู่

กล้องหลัง

กล้องหน้า

ในรุ่น OPPO Reno5 ที่เน้นการถ่าย Portrait อยู่แล้ว ก็ยังมีฟีเจอร์ AI Color Portrait เพื่อเป็นลูกเล่นให้ดูไม่จำเจ โดยตัวบุคคลจะยังคงมีสีสัน ขณะที่พื้นหลังเป็นสีขาวดำทั้งหมด ที่สำคัญฟีเจอร์นี้ยังใช้งานได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังเลยด้วย

กล้องหลัง

กล้องหน้า

ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ครับ เพราะเลนส์ Mono ของทั้ง 2 รุ่นก็ถ่ายภาพในเฉดที่ดูย้อนยุคได้เช่นกันและให้ความรู้สึกของภาพได้อีกแบบ

โบเก้สวยงามขึ้นในตอนกลางคืนด้วย Night Flare Portrait

ปกติแล้วเมื่อเราถ่ายภาพ Portrait ในโหมดปกติ พื้นหลังจะมีการเบลอฉากหลังแบบเท่าๆ กัน แต่ในโหมดนี้ฉากหลังจะเบลอมากขึ้น เพิ่มโบเก้ของดวงไฟให้ชัดเจนมากๆ และความสว่างในภาพก็มีมากขึ้นไปด้วย

Ultra Dark Mode ถ่ายกลางคืนได้สว่าง พร้อม Noise ที่น้อยลง

OPPO Reno5 Series 5G ทั้ง 2 รุ่นนี้ก็มาพร้อม Ultra Dark Mode ที่พัฒนาขึ้นกว่าเดิม โดยใช้การประมวลผลประมาณ 7 วินาที แต่แลกมาด้วย Noise ที่แทบไม่มีให้เห็น ซึ่งความสว่างในภาพของวัตถุก็ชัดเจนมากขึ้นแถมสีสันก็ตรงกับของจริงอีกด้วย

ถ่ายได้ใกล้ด้วยเลนส์ Macro

สำหรับเลนส์ Macro ทั้ง 2 รุ่นก็สามารถถ่ายได้ใกล้สุดๆ ที่ 4 เซนติเมตร โดยการโฟกัสก็ทำได้เร็วขึ้นและสีสันก็มีการปรับปรุงด้วยครับ ซึ่งก็ถ่ายออกมาได้ไม่ต่างกันครับ

กล้องหน้าความละเอียดสูง

ในกล้องหน้ามีความแตกต่างกันเล็กน้อยครับ โดย OPPO Reno5 มีคาวมคมชัดสูงกว่าอยู่ที่ 44 ล้านพิกเซล ส่วน OPPO Reno5 5G มีความละเอียด 32 ล้านพิกเซล แต่ทั้งคู่ก็ถ่ายออกมาให้มีความคมชัดในระดับสูงแทบไม่ต่างกัน พร้อมรองรับ HDR ได้ด้วย

เซลฟี่กลางคืนได้ด้วย Ultra Night Selfie Mode

นอกจากกล้องหลังจะถ่ายโหมดกลางคืนได้แล้ว กล้องหน้าของทั้ง 2 รุ่นก็ถ่ายได้เช่นกันครับ โดยจะได้ประโยชน์ในตอนนี้ที่เราต้องการเซลฟี่ในตอนกลางคืนหรือในช่วงที่มีแสงน้อยครับ ซึ่งใบหน้ามีความสว่างและคมชัดมากขึ้น

ดีไซน์สวยงามด้วยกระบวนการ Diamond Spectrum Process

สำหรับดีไซน์ของ OPPO Reno5 Series 5G ทั้ง 2 รุ่นนี้ ใช้กระบวนการผลิตฝาหลังเหมือนกันเป็น Diamond Spectrum Process เกิดเป็นสี Fantasy Silver (OPPO Reno5) และ Galactic Silver (OPPO Reno5 5G) ที่ให้ลวดลายมีหลากสีสันอย่างสวยงาม ขึ้นอยู่กับแสงที่กระทบเข้ามาที่ด้านหลัง ซึ่งจะแบ่งสีได้ถึง 5 สี ได้แก่ สีเขียว สีเหลือง สีฟ้า สีม่วง และ สีส้ม ทั้งยังมีฝาหลังแบบด้านให้ความพรีเมี่ยมและทำให้เกิดรอยนิ้วมือน้อยลงอีกด้วย

นอกจากนี้ทั้ง 2 รุ่นก็ยังมีสีดำ Starry Black ที่เป็นฝาหลังแบบเงาสะท้อนสุดคลาสสิก ให้ความเข้มอีกด้วย

ทั้งนี้ OPPO Reno5 Series 5G ยังมีตัวเครื่องสุดบางจับถือได้อย่างสะดวกสุดๆ โดย OPPO Reno5 มีน้ำหนักเบาเพียง 171 กรัม และความหนาเพียง 7.7 มม. ในสี Starry Black ขณะที่สี Fantasy Silver มีความหนา 7.8 มม.

ส่วน OPPO Reno5 5G มีความบาง 7.9 มม. และน้ำหนักเบาพิเศษเพียง 172 กรัมเท่านั้นในสีดำ Starry Black ขณะที่สี Galactic Silver มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 180 กรัม

หน้าจอแสดงผลของทั้ง 2 รุ่นมาเหมือนกับครับ โดยมาในพาเนล AMOLED ขนาด 6.43 นิ้ว คมชัดระดับ FHD+ สามารถรับชมคอนเทนต์ต่างๆ ได้เต็มตาและสวยงามแน่นอน

ที่สำคัญยังมี Refresh Rate 90Hz และ Touch sampling rate สูงสุด 180Hz ให้ใช้งานกันได้แบบลื่นๆ และตอบสนองได้ไวสุดทั้งการใช้งานทั่วไปหรือเล่นเกม

เหนือหน้าจอ OPPO Reno5 Series 5G เป็นกล้องหน้า Punch Hole ที่ฝังอยู่ในมุมซ้ายบนเหมือนกัน พร้อมลำโพงสำหรับสนทนาตรงกลาง

ด้านล่างเรียงจากซ้ายไปขวาจะมีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม., ไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวหลัก

ด้านบนมีเพียงลำโพงตัวที่ 2 สำหรับการตัดเสียงรบกวน

ทางซ้ายตัวเครื่องมีช่องใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ช่องเหมือนกัน แต่ OPPO Reno5 จะมีช่องใส่ MicroSD Card เพิ่มมาให้อีก 1 ช่อง รวมเป็น 3 Slot ครับ ถัดลงไปเป็นปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง

OPPO Reno5 (ซ้าย) / OPPO Reno5 5G (ขวา)

ขณะที่ทางขวามีปุ่ม Power เท่านั้น

สุดท้ายด้านหลังมีกล้อง 4 เลนส์มีทั้งเลนส์หลัก, Ultra-Wide Angle และ Macro อยู่ฝั่งซ้าย โดยมีเลนส์ Mono อยู่มุมขวาบน และขวาล่างจะมีไฟแฟลช LED

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

OPPO Reno5 Series 5G แกะกล่องมาพร้อมระบบปฏิบัติการ Android 11 ครอบทับด้วย ColorOS 11 ที่เป็น UI รุ่นล่าสุดของ OPPO ครับ ซึ่งฟีเจอร์และหน้าตาต่างๆ ก็เปลี่ยนไปเยอะเลยทีเดียว แถมความไหลลื่นในการใช้งานก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดครับ

รองรับ 5G สุดเร็วแรง (เฉพาะ OPPO Reno5 5G)

OPPO Reno5 5G นั้นมาพร้อมกับการรองรับเครือข่าย 5G ที่ทำให้ใช้งานผ่านเครือข่ายได้อย่างไหลลื่น ไม่ว่าจะโหลดแอปพลิเคชั่นหรือโหลดภาพยนตร์ก็ทำได้รวดเร็วมากๆ ซึ่ง 5G ยังช่วยให้ค่าความหน่วยระหว่างการเล่นเกมลดลงด้วย ทำให้ระหว่างการเล่นจะเป็นแบบเรียลไทม์มากยิ่งขึ้น

แสดงผลนาฬิกาพร้อมแจ้งเตือนผ่านฟีเจอร์ Always-on Display

สำหรับ Always-on Display ที่เป็นการบอกสถานะเบื้องต้นบนหน้าจอล็อกก็ทำลูกเล่นเพิ่มขึ้นด้วยรูปแบบที่มีให้เลือกเพียบ เช่น รูปแบบนาฬิกาแบบกำหนดเอง, เป็นตัวอักษรที่เปลี่ยนได้ตามใจชอบ, ข้อความและภาพ, นาฬิกาอะนาล็อก และนาฬิกาดิจิทัล

การปรับเปลี่ยนแอนิเมชั่นสุดอิสระ

ColorOS 11 ให้เราได้เปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนไหวจากการใช้งานต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบลายนิ้วมือ, การจัดวางแอพ, ลักษณะไอคอน หรือสี เป็นต้น

Dark Mode ที่สามารถปรับแต่งได้

OPPO Reno5 Series 5G มาพร้อมกับฟีเจอร์โหมดกลางคืน (Dark Mode) ที่เปลี่ยนเป็นธีมมืดได้

แต่มีความพิเศษนั้นเพิ่มขึ้นคือเลือกได้ 3 ระดับ ได้แก่ ขั้นสูง (Enhanced), กลาง (Medium) และอ่อนโยน (Gentle) ซึ่งจะเป็นระดับของสีพื้นหลังครับ

Smart AirControl ควบคุมได้ไม่ต้องแตะจอ (เฉพาะ OPPO Reno5)

กลับมาอีกครั้งสำหรับฟีเจอร์ Smart AirControl ที่ให้เราได้ควบคุมหน้าจอได้เพียงแค่ปัดฝ่ามือขึ้นลง เช่น การเลื่อนฟีดของ Facebook หรือการรับโทรศัพท์ ซึ่งฟีเจอร์นี้จะใช้ประโยชน์ได้มากเมื่อเรามือเลอะแล้วมีคนโทรมา

ปรับหน้าต่างแอปได้อิสระด้วย FlexDrop

OPPO Reno5 Series 5G ให้เราปรับหน้าต่างของแอปพลิเคชั่นได้อย่างอิสระมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นหน้าต่างแบบลอย, หน้าต่างขนาดเล็ก หรือจะเป็นหน้าจอแบ่งส่วนเพื่อใช้งานแบบครึ่งๆ จอร่วมกับอีก 1 แอปได้

ระบบความปลอดภัย

ด้านระบบความปลอดภัย ทั้ง 2 รุ่นนี้มาพร้อมกับเทคโนโลยีการสแแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ ซึ่งใช้งานได้อย่างรวดเร็วและสเถียรมากๆ ครับ

ขณะที่การสแกนใบหน้าก็ทำได้อย่างรวดเร็วและแยกแยะใบหน้าได้ดี

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

ในด้านหน่วยประมวลผล OPPO Reno5 5G ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 765G Octa Core ส่วน OPPO Reno5 นั้นใช้ Snapdragon 720G ซึ่งบอกเลยว่าการใช้งานทั่วไปหรือเล่นเกมทำได้รวดเร็วไม่ต่างกันมากครับ แถมทั้งคู่ยังให้ RAM มาถึง 8GB และความจุอีก 128GB เหมือนกันด้วย

ผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ของ OPPO Reno5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 567 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,649

ผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ของ OPPO Reno5 5G ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 599 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,785

ฟีเจอร์และทดสอบด้านการเล่นเกม

ฟีเจอร์ Game Space ก็ยังมีมาให้ใน OPPO Reno5 Series 5G ครับ ซึ่งบอกรายละเอียดระหว่างเล่นเกมได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ CPU, GPU และเฟรมเรทแบบเรียลไทม์

ทดสอบการเล่นเกม

ROV


สำหรับเกม ROV นั้นสามารถเปิดกราฟิกการแสดงผลได้ในระดับสูง, ภาพ HD ระดับสูงสุด และเปิดเฟรมเรทสูงได้ ซึ่งการเล่นภายในเกม 5 VS 5 ก็ทำได้ไหลลื่นและเฟรมเรทนิ่งๆ ทั้ง 2 รุ่นครับ

Genshin Impact

ส่วนเกมดังอย่าง Genshin Impact ทั้ง 2 รุ่นนี้ก็เล่นได้แบบไม่มีปัญหาอะไรครับ มีความไหลลื่นของภาพดี และภาพก็สวยในระดับที่ดีเลยทีเดียว

แบตเตอรี่อึดพร้อมชาร์จเร็วสูงสุด 65W SuperVOOC 2.0

อีหนึ่งความแตกต่างของ OPPO Reno5 Series 5G ก็คือเรื่องของแบตเตอรี่ครับ โดย OPPO Reno5 มีแบตเตอรี่ความจุ 4310mAh รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 50W Flash Charging ซึ่งชาร์จแบตเตอรี่จาก 0% – 80% ในเวลเพียง 31 นาทีเท่านั้น และเต็ม 100% ด้วยเวลาเพียง 48 นาทีครับ

ส่วน OPPO Reno5 5G นั้นมีแบตน้อยกว่าเล็กน้อยอยู่ที่ 4300mAh ซึ่งจริงๆ ก็ใช้งานทั่วไปได้ทั้งวันครับ แต่รองรับ 65W SuperVOOC 2.0 ในเวลา 15 นาทีชาร์จได้ถึง 60% และชาร์จเต็ม 100% ในอย่างรวดเร็วเพียง 35 นาทีเท่านั้น

สรุปความแตกต่างของ OPPO Reno5 และ OPPO Reno5 5G

  • อย่างแรกที่มีความแตกต่างกันคือการรองรับ 5G ครับ เพื่อการใช้งานเครือข่ายที่ไม่มีสะดุดและไหลลื่นกว่าเดิม
  • ฟีเจอร์ของกล้องหลังที่เน้นการใช้งานต่างกันเล็กน้อย โดย OPPO Reno5 5G จะเน้นเรื่องระนนกันสั่นไหวที่มีในเกือบทุกเลนส์ ส่วน OPPO Reno5 จะเน้นเรื่องการถ่ายวิดีโอและลูกเล่นที่เกี่ยวกับ Portrait
  • เทคโนโลยีชาร์จเร็วของ OPPO Reno5 5G อยู่ที่ 65W SuperVOOC 2.0 ส่วน OPPO Reno5 อยู่ที่ 50W Flash Charging
  • ใครที่เน้นเล่นเกมแบบจัดเต็มต้องการกราฟิกหนักๆ OPPO Reno5 5G น่าจะตอบโจทย์มากกว่าครับ เพราะใช้ขุมพลัง Snapdragon 765G ที่เป็นตัวท็อปๆ ของชิพรุ่นกลาง แต่ถ้าใครไม่ได้เน้นกราฟิกมากก็สามารถเลือก OPPO Reno5 ในราคาที่ถูกกว่าได้เช่นกันครับ

ราคาและโปรโมชั่นสำหรับพรีออเดอร์

OPPO Reno5 สนนราคาอยู่ที่ 10,990 บาท ขณะที่ OPPO Reno5 5G มีราคาอยู่ที่ 13,990 บาท โดยเริ่มพรีออเดอร์ตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม – 5 กุมภาพันธ์ 2564 และจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นไป

ผู้ที่จอง OPPO Reno5 ระหว่างวันที่ 26 มกราคม ถึง 5 กุมภาพันธ์ 2564 รับของสมนาคุณฟรี ดังนี้

  • เครื่องชั่งน้ำหนักอัจฉริยะ Smart Scale
  • E-VIP Card

มูลค่ารวม 6,299 บาท

ผู้ที่จอง OPPO Reno5 5G ระหว่างวันที่ 26 มกราคม ถึง 5 กุมภาพันธ์ 2564 รับของสมนาคุณฟรี ดังนี้

  • เครื่องชั่งน้ำหนักอัจฉริยะ Smart Scale
  • Bluetooth Speaker
  • E-VIP Card

มูลค่ารวม 8,398 บาท

Featured

ส่องโปรโมชั่น “มีนา มีโปร” เซ็ตแพ็คคู่สุดคุ้ม ซื้อสมาร์ทโฟน realme คู่กับอุปกรณ์ AIoT เริ่ม 1 – 15 มี.ค.นี้

Published

on

By

realme จัดโปรโมชั่นต้อนรับเดือน มีนาคมด้วย “มีนา มีโปร” ซื้อสมาร์ทโฟน realme คู่กับอุปกรณ์ AIoT รับส่วนลดสูงสุดมากมาย ทั้งช่องทาง AIS , Com7 , jaymart , TG , IT City, CSC,  power buy, realme Brand Shop และ True Shop ตั้งแต่วันที่ 1 – 15 มี.ค.นี้เท่านั้น รายละเอียดโปรโมชั่นมีดังนี้

“มีนา มีโปร” กับ AIS , Com7 , jaymart , TG , IT City ,CSC, power buy และ realme Brand Shop

สำหรับผู้ที่ซื้อสมาร์ทโฟน realme คู่กับ AIoT ลดสูงสุด 700 บาท กับช่องทาง AIS , Com7 , jaymart , TG , IT City ,CSC, power buy และ realme Brand Shop มี 2 คู่สุดคุ้มดังนี้

  1. เมื่อซื้อ realme 7 5G คู่กับ Buds Air , Buds Air Pro , Watch , Watch S รับส่วนลดทันที 500 บาท
  2. เมื่อซื้อ realme 7 Pro คู่กับ Buds Air , Buds Air Pro , Watch , Watch S รับส่วนลดทันที 700 บาท

ระยะเวลาโปรโมชั่น

  • เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ถึงวันที่ 15 มีนาคม 2564
  • ผ่อน 0% นาน 10 เดือน

“มีนา มีโปร” กับ True Shop

สำหรับผู้ที่ซื้อสมาร์ทโฟน realme คู่กับ AIoT ลดสูงสุด 1,500 บาท กับ True Shop

  1. เมื่อซื้อ realme 7 5G คู่กับ realme Watch รับส่วนลดทันที 1,300 บาท เหลือเพียง 10,698 บาท จากปกติ 11,998 บาท
  2. เมื่อซื้อ realme 7 Pro คู่กับ realme Watch รับส่วนลดทันที 1,500 บาท เหลือเพียง 11,489 บาทเหลือ 11,489 บาท จากปกติ 12,989 บาท

ระยะเวลาโปรโมชั่น

เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ถึงวันที่ 15 มีนาคม 2564

โปรโมชั่นว่าคุ้มแล้ว สมาร์ทโฟน realme 7 5G, realme 7 Pro และ AIoT ก็คุ้มไม่แพ้กัน ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้วเราขอสรุปจุดเด่นของแต่ละรุ่นให้ทราบกันอีกสักที จะได้เลือกซื้อคู่กันได้ถูกการใช้งานเนาะ

realme 7 5G

เริ่มต้นกับ realme 7 5G สมาร์ทโฟน 5G สุดคุ้ม ใช้ชิปเซ็ต Dimensity 800U 5G เล่นเกมดีรองรับ Dual 5G ด้วย realme 7 5G มาพร้อมหน้าจอ 6.5″ refresh rate 120Hz มีระบบเสียง Dolby Atmos และคุณภาพเสียง Hi-Res กล้อง 4 เลนส์จัดเต็มความละเอียด 48MP และปิดท้ายที่ระบบชาร์จไว 30W Dart Charge 100% ในเวลาเพียง 65 นาทีเท่านั้น

realme 7 5G มีให้เลือก 2 สีคือ Mist Blue และ Flash Silver ราคา 9,999 บาท

อ่านรีวิว realme 7 5G ได้ที่นี่

realme 7 Pro

อีกรุ่นคือ realme 7 Pro สมาร์ทโฟนเร็วแรงมาพร้อมสโลแกน “65W สู่การชาร์จที่เหนือขั้น” ได้ระบบชาร์จเร็ว 65W SuperDart ชาร์จเต็ม 100% ใน 34 นาที หน้าจอ Super AMOLED 6.4″ หน่วยประมวลผล Snapdragon 720G กล้องหลัง 64MP และเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่ผ่านการรับรองจาก TUV Rheinland จากประเทศเยอรมนีด้วย

realme 7 Pro มีให้เลือก 2 สีคือ Mirror Blue และ Mirror Silver ราคา 10,990 บาท

อ่านรีวิว realme 7 Pro ได้ที่นี่

realme Watch

มาต่อกันที่อุปกรณ์ AIoT กันบ้าง เริ่มที่ realme Watch สมาร์ทวอทช์รุ่นแรกของ realme ที่มาพร้อมทุกฟีเจอร์การออกกำลังกายในราคาเบา ๆ ทั้งหน้าจอ 1.4″ มีหน้าปัดให้เลือกถึง 12 แบบ ฟีเจอร์การวัดอัตราการเต้นของหัวใจแบบเรียลไทม์ วัดออกซิเจนในเลือด โหมดการออกกำลังกายมีครบกว่า 14 โหมด

realme Watch ราคา 1,999 บาท

อ่านรีวิว realme Watch ได้ที่นี่

realme Watch S

realme Watch S สมาร์ทวอทช์อีกรุ่นที่อัปเกรดในเรื่องหน้าจอ และดีไซน์ขึ้นมาด้วยจอทรงกลมขนาดใหญ่ 1.3″ ฟีเจอร์การออกกำลังกายครบถ้วนกว่า 16 ประเภท รองรับการแจ้งเตือน วัดอัตราการเต้นของหัวใจแบบเรียลไทม์ มีการวัดระดับออกซิเจนในเลือด และแบตเตอรี่ที่อึดใช้งานได้ยาวนานถึง 15 วัน

realme Watch S ราคา 2,999 บาท

อ่านรีวิว realme Watch S ได้ที่นี่

realme Buds Air

realme Buds Air หูฟัง TWS น่าสนใจ “ตัวจริงการเชื่อมต่อแบบไร้สาย” มาพร้อมการเชื่อมต่อที่รวดเร็วผ่าน Google Fast Pair ชาร์จแบบไร้สายได้ แบเตอรี่ใช้งานได้นาน 17 ชม. และระบบ Dual Mic คุณภาพเสียงเยี่ยม

realme Buds Air มีให้เลือก 3 สี ขาว, ดำ, เหลือง ราคา 1,999 บาท

อ่านรีวิว realme Buds Air ได้ที่นี่

realme Buds Air Pro

ปิดท้ายที่ realme Buds Air Pro หูฟัง TWS ตัวท็อปของ realme มาพร้อมระบบตัดเสียงรบกวน ANC ไตรเวอร์เบสขนาดใหญ่ 10 มม.พร้อม Dynamic Bass Boost แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน 25 ชม.

realme Buds Air Pro มีให้เลือก 2 สี ขาว และ ดำ ราคา 2,999 บาท

อ่านรีวิว realme Buds Air Pro ได้ที่นี่

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ เรียกว่าสุดคุ้มจริง ๆ ทั้งสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ AIoT ยิ่งตอนนี้มีโปรโมชั่นซื้อแพ็คคู่กันแบบนี้ยิ่งคุ้มเข้าไปใหญ่ ย้ำอีกครั้งโปรโมชั่น “มีนา มีโปร” ของ realme นั้นเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 – 15 มี.ค.นี้เท่านั้นครับ ดูรายละเอียดโปรโมชั่นเพิ่มเติมได้ที่ realme TH https://www.facebook.com/realmeTH

Continue Reading

Featured

ขับไม่เหมือนกันทำไมต้องจ่ายเท่ากัน ? ”ประกันขับดี” มิติใหม่ของประกันรถยนต์จาก AIS Insurance และ MSIG !!

Published

on

By

AIS Insurance Service จับมือMSIG เปิดตัวบริการ “ประกันขับดี” ประกันรถยนต์รูปแบบใหม่ ภายใต้การสนับสนุนจาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. ซึ่งเป็นประกันภัยรถยนต์ที่ใช้ InsurTech เต็มรูปแบบครั้งแรกในประเทศไทย คิดค่าเบี้ยตามการใช้งาน ด้วยแนวคิด“ขับรถให้ดี ขับดีเบี้ยถูก” ให้ความคุ้มครองครบเหมือนประกันภัยรถยนต์ทั่วไป ครอบคลุมทั้งประเภท 1 และประเภท 2+ เหมาะสำหรับผู้ขับรถที่ใช้รถน้อย หรือกลุ่มคนที่ใช้รถเป็นช่วงเวลา และเหมาะอย่างยิ่งกับผู้ขับขี่ที่ขับรถดี ขับรถไม่ซิ่ง ส่งเสริมพฤติกรรมการขับขี่มีวินัยไม่ประมาทของผู้เอาประกันภัย

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ AISInsurancexMSIG.jpg

“ประกันขับดี” เป็นโปรเจคแรก จากโครงการ คปภ. Insurance Regulatory Sandbox คุ้มครองครบทั้งประกันชั้น 1 และ 2+ โดยบทบาทของสำนักงาน คปภ. ที่สำคัญ คือ การส่งเสริมธุรกิจประกันภัยให้นำเอานวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาปรับปรุงให้เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินงานและการให้บริการประชาชน รวมถึงส่งเสริมให้ประเทศไทยพัฒนาเป็น InsurTech Hub ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาการประกันภัย

ในโปรเจคนี้จากสำนักงาน คปภ. จึงได้เกิดความร่วมมือกันระหว่าง AIS  ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ที่มีเครือข่ายครอบคลุมสูงสุด พร้อมคลื่นความถี่ที่มากที่สุด รวมไปถึง Digital Platform ร่วมกับ MSIG ผู้นำธุรกิจประกันภัยและบริการด้านการเงินระดับโลก พัฒนาอุปกรณ์ MSIG Car Informatics ที่ฝังอุปกรณ์ IoT ให้สามารถส่งสัญญาณผ่านโครงข่ายของ AIS และประมวลผลเข้าสู่ระบบ Cloud ของ MSIG ได้อย่างแม่นยำ ตรงตามพฤติกรรมการใช้งานจริงของลูกค้าแบบบ Real Time อีกทั้งยังได้สนับสนุนช่องทางการชำระค่าบริการรายเดือนผ่านระบบ Digital Payment Gateway ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกและมีความปลอดภัยสูงสุดอีกด้วย

“ขับดี” วัดจากอะไร ?

อย่างที่บอกไปครับว่า ประกันตัวนี้ จะวัดจากการใช้งานของเราเป็นหลัก โดยเราจะได้อุปกรณ์ MSIG Car Informatics มาพร้อมกับซิมเครือข่าย AIS ซึ่งมีสัญญาณเครือข่ายครอบคลุมทั่วไทย มาติดตั้งบนรถ และใช้งานคู่กับแอปพลิเคชัน “ประกันขับดี”

หลังจากเริ่มใช้งาน จะมีการคำนวณเบี้ยประกันจากค่าชี้วัดต่างๆ ตามพฤติกรรมการขับขี่เป็นรายวัน คำนวณจาก 5 อย่างหลัก ๆ ดังนี้

  1. ระยะทางคิดจากระยะทางในการขับขี่จริงในแต่ละวันเช่น หากวันไหนอยู่บ้าน ไม่ได้มีการขับรถ ก็จะไม่คิดค่าเบี้ยประกันภัยแต่อย่างใด
  1. ความเร็วเฉลี่ยคิดเป็นหลักกิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยจะสัมพันธ์กับสภาพการจราจร ความว่างบนท้องถนนโดยคิดเป็นทริปจากวินาทีแรกที่สตาร์ทรถจนถึงวินาทีที่ดับรถ ซึ่งแต่ละคนจะมีความเร็วเฉลี่ยที่ไม่เท่ากันจากสถิติพบว่า ความเร็วเฉลี่ยของผู้ขับขี่รถในพื้นที่กรุงเทพฯ จะอยู่ราวที่ 20-30 กม. / ชั่วโมง แต่ในขณะที่ ผู้ขับขี่รถในต่างจังหวัดจะทำความเร็วเฉลี่ยได้สูงกว่า อยู่ที่ 40-50 กม. / ชั่วโมง และเราจะเห็นได้ว่าผู้ขับรถที่อยู่บนทางหลวงไฮเวย์จะทำความเร็วเฉลี่ยได้สูงกว่าด้วยเช่นกัน
  1. ระยะเวลาคิดตามระยะทางที่ขับจริง แม้จะเป็นเส้นทางเดียวกัน แต่ระยะเวลาจะ เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพการจราจรของแต่ละวันเช่น หากอยู่ในช่วงสถานการณ์ COVID-19 คนใช้รถน้อย เราอาจจะใช้เวลาเดินทาง 20 นาที เพื่อขับรถจากบ้านมายังที่ทำงาน แต่หากเป็นช่วงสถานการณ์ปกติ อาจต้องใช้เวลา 1.30 ชั่วโมง ซึ่งการอยู่บนท้องถนนในเวลาที่นานกว่า ย่อมมีความเสี่ยงบนท้องถนนมากกว่า
  1. ช่วงเวลาจากการพิจารณาสถิติช่วงเวลาในการเกิดอุบัติเหตุ 5 ปีย้อนหลัง พบว่า ช่วงเวลา 07.00 – 20.00 น. คือช่วงที่มีการใช้รถยนต์โดยปกติ มีแสงและทัศนวิสัยที่ดีในการขับขี่ แต่หลังเวลา
    22.00 น. สถิติแสดงให้เห็นว่ามีอุบัติเหตุเพิ่มขึ้น เนื่องจากความมืด ส่งผลต่อทัศนวิสัยในการขับรถ นอกจากนี้ ยังเกี่ยวพันกับความเหนื่อยล้า (Fatigue) ที่ใช้ชีวิตมาทั้งวัน รวมถึง กิจกรรมปาร์ตี้ที่มีการดื่มของมึนเมา และในช่วงเวลาตั้งแต่เที่ยงคืน – 05.00 น. อุบัติเหตุจะน้อยลง แต่ความเสียหายจะหนักมากๆ เนื่องจากใช้ความเร็วสูงในยามวิกาล
  1. พื้นที่ที่ขับคิดเบี้ยต่างกันตามจังหวัดที่ขับ โดยใช้สถิติจากสถานที่ที่เกิดอุบัติเหตุ ย้อนหลัง 5 ปี จากบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัย แบ่งเป็น 3 โซน ได้แก่ 1. โซน A หมายถึง โซนจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุน้อย 2. โซน B หมายถึง โซนจังหวัดที่มีเกิดอุบัติเหตุปานกลาง และ 3. โซน C หมายถึง โซนจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุมาก

ประกันขับดีทำงานยังไง ?

วิธีการทำงานของอุปกรณ์ MSIG Car Informatics และแอป “ประกันขับดี” จะทำงานง่าย ๆ เชื่อมต่อถึงกัน ดังนี้ครับ

  1. คิดค่าเบี้ยประกันภัยแบบรายวันตามพฤติกรรมขับขี่จริงของผู้ใช้แต่ละราย ถูกเก็บบันทึกโดยอุปกรณ์ MSIG Car Informatics
  2. ส่งข้อมูลดังกล่าวไปยังระบบ Cloud ของ MSIG ผ่านโครงข่ายโทรศัพท์มือถือ AIS
  3. สามารถตรวจสอบค่าเบี้ยได้แบบรายวัน รวมถึงลักษณะการขับขี่, แจ้งเคลม หรือขอความช่วยเหลือได้โดยตรงผ่านแอปฯ ประกันขับดี

คิดค่าเบี้ยยังไง ?

ประกันขับดี จะแบ่งค่าเบี้ยประกันออกเป็น 2 ส่วน 

  • ส่วนแรก เป็นค่าเบี้ยประกันพื้นฐานที่ต้องชำระ ในขั้นตอนซื้อครั้งแรกโดยคุณจะได้รับอุปกรณ์ MSIG Car Informatics เพื่อนำไปติดตั้งในรถยนต์ ซึ่งค่าประกันรถยนต์ชั้น 1 เริ่มต้นที่ 6,499 บาท ประกันรถยนต์ 2+ ราคา 3,299 บาท ในทุกทุนประกันภัยและรถทุกรุ่น
  • ส่วนที่สอง เมื่อติดตั้งอุปกรณ์กับตัวรถและทำการ Activate ในแอปพลิเคชัน “ประกันขับดี” หลังจากเริ่มใช้งาน จะมีการคำนวณเบี้ยประกันจากค่าชี้วัดต่างๆ ตามพฤติกรรมการขับขี่เป็นรายวัน 

โดยค่าเบี้ยจะถูกรวบรวมและตัดบัตรเครดิตที่ท่านได้ลงทะเบียนไว้โดยอัตโนมัติเป็นรายเดือน โดยจะตัดบัญชีทุกวันที่ 6 ทุกเดือน ซึ่งเมื่อคำนวณแล้วช่วยประหยัดค่าเบี้ยประกันสูงสุดถึง 50% พร้อมบริการดูแลลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมงอีกด้วย

ตัวอย่างรูปแบบการใช้งานของ “ประกันขับดี” ในกรณีใช้งานแตกต่างกัน 3 รูปแบบ ค่าเบี้ยก็จะแตกต่างกันไปตามนี้

จะเห็นว่าค่าเบี้ยรายวันนั้นถูกมาก ๆ เมื่อนำราคาค่าเบี้ยประกันพื้นฐานมารวมกับค่าเฉลี่ยของการขับขี่จริงก็ถือว่าไม่แพงเลย แถมถ้าวันไหนเราไม่ได้ใช้รถก็จะไม่ถูกคิดค่าเบี้ยรายวันด้วย

เรียกว่า “ประกันขับดี” ออกมาเพื่อตอบโจทย์ยุค New Normal สถานการณ์ COVID-19 และตอบโจทย์ความต้องการของผู้ซื้อประกันแบบขับตามจริง อย่างแท้จริง เพราะหากช่วงที่เราต้อง Work From Home นาน ๆ ไม่ได้ออกจากบ้าน ไม่ได้ใช้รถก็ไม่ต้องมาเสียค่าเบี้ยประกันแบบเต็ม ใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น !

ดูรายละเอียด “ประกันขับดี” เพิ่มเติมได้ที่ >> https://bit.ly/2NhkFlk

Continue Reading

Featured

รีวิว realme N1 | M1 Sonic Eletric Toothbrush แปรงสีฟันไฟฟ้าสุดล้ำ “เพื่อช่องปาก สะอาดล้ำลึก”

Published

on

By

รีวิว realme N1 | M1 Sonic Electric Toothbrush สองแปรงสีฟันไฟฟ้าจาก realme มาพร้อมขนแปรง Dupont 99.99% มอเตอร์สั่นระดับหมื่นครั้ง/นาทีเพื่อช่องปาก สะอาดล้ำลึกและแบตเตอรี่อึดยาวนาน ปากสะอาดยิ่งขึ้น

หลังจากที่ทีมงาน iphone-droid.net ได้ลองใช้งานเจ้าแปรงสีฟันทั้ง 2 รุ่นนี้อย่างจริงจัง วันนี้จะมาบอกเล่าประสบการณ์การใช้งานให้เห็นภาพความดีงามของอุปกรณ์ตัวนี้กันครับ

realme M1 Sonic Eletric Toothbrush

เริ่มต้นที่ realme M1 กันก่อนละกัน ตัวนี้จะเป็นรุ่นที่มาพร้อมฟีเจอร์และฟังก์ชั่นที่ครบครัน ตอบโจทย์คนที่ต้องการ ความสะอาดล้ำลึกในช่องปาก ตัวแปรงจะมาพร้อมดีไซน์ที่เรียบหรูผิวสัมผัสเป็นแบบด้าน ใช้วัดสุที่ไม่ระคายเคืองผิว ตัวด้านจะมีความโค้งมนให้จับถือได้แบบกระชับมือครับ

ขนาดตัวเครื่องอาจจะใหญ่นิดหน่อยถ้าเทียบกับแปรงแบบปกติ แต่ถ้าเป็นแปรงไฟฟ้าขนาดเท่านี้ก็ถือว่าปกติครับ ที่ตัวด้ามจะมีปุ่มกดเพียงปุ่มเดียว ใช้งานได้ไม่ยากกดสั่งงานได้จากปุ่มนี้เลย พร้อมกันนี้ยังมีสกรีนตัวหนังสือสถานะโหมดที่เดี๋ยวเราอธิบายเพิ่มเติมอีกทีเนาะ และไฟสถานะของแบตเตอรี่ด้วย

ส่วนหัวแปรงในกล่องจะมีให้ 2 แบบคือ

  • หัวแปรง Regular- ขนแปรงนุ่มปานกลาง สำหรับการใช้งานทั่วไป 
  • หัวแปรง Sensitive – ขนแปรงอ่อนนุ่มพิเศษ สำหรับเหงือกที่ต้องการสัมผัสที่อ่อนโยน

ซึ่งวิธีการใส่หัวแปรงใช้งานก็ง่าย ๆ ครับ ดึงตัวจุกที่ติดอยู่ที่ด้ามออกแล้ว ใส่หัวแปรงที่ต้องการลงไปได้เลยโดยการกดลงไปเท่านั้น

ลองแปรงกันเลยดีกว่า

เอาล่ะ เลือกหัวแปรงแล้วมาลองใช้งานกันเลยดีกว่า ในรีวิวนี้เราใช้หัวแปรงแบบ Regular ในการทดสอบนะครับ วิธีการใช้แปรงไฟฟ้าแบบนี้ก็จะแตกต่างจากแปรงทั่วไปนิดหน่อย ให้เราบีบยาสีฟันใส่ตัวหัวแปรงก่อน จากนั้นนำเข้าปากแล้วกดปุ่มเริ่มทำงานครับ

ซึ่งพอเรากดปุ่มตัวแปรงจะสั่นด้วยมอเตอร์คลื่นความถี่สูง ตามสเปคแล้วสั่นได้ถึง 34,000 ครั้งต่อนาทีเลย  ซึ่งจะได้ประสิทธิภาพมากกว่าการสั่น 31,000 ครั่งต่อนาทีในแปรงสีฟันไฟฟ้าปกติ ช่วยเพิ่มประสบการณ์การใช้งานการทำความสะอาดช่องฟันของเรา

วิธีการแปรงก็ใช้การเลื่อนตัวแปรงไปตามฟันของเราให้ครบ โดยไม่ต้องออกแรงแปรงขึ้น-ลงแรง ๆ แบบแปรงทั่วไปก็ได้ครับ เพราะตัวแปรงใช้การสั่นความถี่สูงอย่างที่บอกไปแล้ว แค่ไล่ไปตามซอกฟันก็สะอาดแน่นอน

มีโหมดให้เลือกถึง 4 โหมด

สำหรับโหมดการใช้งานของ realme M1 Sonic Electric Toothbrush นี้จะมีให้เลือกมากถึง 4 โหมดตามการใช้งานดังนี้ครับ

  1. Soft mode (นุ่มนวล) สำหรับผู้ที่มีปัญหาฟันที่บอบบาง
  2. Clean mode (สะอาด) สำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันทั่วไป
  3. White mode (ฟันขาว) สำหรับทำความสะอาดอย่างล้ำลึกขั้นสูง
  4. Polish mode (ขัด) สำหรับขัดและดูแลฟัน ขจัดคราบเพื่อฟันขาวใส

วิธีการเปลี่ยนโหมดก็กดที่ปุ่ม 1 ครั้งจะเป็นการสลับโหมดไปเรื่อย ๆ แต่หากมีการเปิดใช้งานเกิน 8 วินาที การกดปุ่มจะเป็นการหยุดทำงานครับผม

ฟิลลิ่งในการใช้งานต้องบอกเลยว่าแปลกใหม่ดีจริง ๆ สำหรับเราที่ไม่เคยใช้งานแปรงไฟฟ้าแบบนี้ ขณะที่แปรงจะมีความสั่นเล็ก ๆ ในปาก แต่ให้ความรู้สึกถึงความสะอาดที่ทั่วถึงแต่ฟองของยาสีฟันไม่ออกมาเยอะแบบปกติ (อันนี้ข้อดีนะ 55) มีเสียงสั่น “วี๊ด ๆ” นิดหน่อยพอให้รู้ว่าเครื่องทำงานแล้ว

ตัวหัวแปรงจะมีขนาดที่เล็กแต่ซอกซอนได้ทั่วทั้งช่องปาก ขนแปรง DuPont ของ realme M1 จะช่วยในการขจัดแบคทีเรียได้ถึง 99.99% ที่ realme เคลมว่าช่วยป้องกันแบคทีเรียเมื่อวางไว้ในห้องน้ำหรือพื้นที่ที่มีความชื้นได้เป็นอย่างดี และสีฟ้าที่ขนแปรงยังสามารถบอกอายุการใช้งานได้อีกด้วย เมื่อจางลงจะแสดงถึงอายุการใช้งานของขนแปรงและจะช่วยเตือนให้ผู้ใช้งานเปลี่ยนหัวแปรงได้เมื่อใช้งานไปนาน ๆ ครับ

และในการใช้งานจริง ๆ ตัวแปรงไฟฟ้าจะตั้งเวลาไว้ประมาณ 2 นาที เพื่อแปรงอย่างต่อเนื่อง และปิดลงอัตโนมัติช่วยให้เราทำความสะอาดฟันได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ

ในเรื่องความปลอดภัยเห็นเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าแบบนี้ถ้ามาใช้ในห้องน้ำจะโอเคไหม อันนี้ไม่ต้องห่วงเลยครับ realme M1 มีมาตรฐานกันน้ำ IPX7 ที่สามารถโดนน้ำทั่วไปขณะแปรงฟันได้ รวมถึงอยู่ใต้น้ำลึก 1 เมตรได้นาน 30 นาทีอีกต่างหาก ใช้งานได้อย่างมั่นใจ เวลาทำความสะอาดจะล้างคราบเลอะออกด้วยน้ำสะอาดก็ทำได้เลยไม่ต้องกังวล

แบตเตอรี่อึกใช้งานได้ 90 วัน

สำหรับอายุการใช้งาน realme เคลมว่า realme M1 ตัวนี้สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องถึง 90 วันต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง ซึ่งตั้งแต่แกะกล่องแบตเตอรี่ก็เป็นสีเขียวมาอยู่แล้ว ใช้งานมาราวสัปดาห์กว่าก็ยังไม่เปลี่ยนสีไปเลย อันนี้เป็นเรื่องที่ดีเพราะบางครั้งที่เราต้องพกออกไปใช้งานนอกบ้านก็ไม่ต้องกังวลว่าแบตฯจะหมดไม่มีใช้เนาะ

ส่วนวิธีการชาร์จ realme M1 จะมีแท่นชาร์จไร้สายแถมมาให้ในกล่อง 1 อันให้เรานำตัวแปรงไปวางชาร์จได้เลย เมื่อวางชาร์จจะมีไฟสถานะแบตเตอรี่ขึ้นมาครับ ซึ่ง realme เคลมว่าชาร์จเต็ม 100% ในเวลาเพียง 4.5 ชม. เท่านั้น หรือถ้าหมดจริง ๆ แล้วต้องการใช้ด่วน ๆ ก็ชาร์จสัก 5 นาทีก็ใช้งานต่อได้อีก 2 วันแล้วครับ

สรุป realme M1 Sonic Electric Toothbrush

สรุปแล้ว realme M1 Sonic Electric Toothbrush ก็ออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่ายและเปลี่ยนวิธีการแปรงฟันแบบเดิม ๆ เป็นประสบการณ์การแปรงฟันที่สะอาดและล้ำยิ่งขึ้นไปอีก ส่วนที่ชอบก็คือการสั่นความถี่สูงที่ช่วยให้เรามั่นใจถึงความสะอาดได้เป็นอย่างดี มีโหมดให้ปรับหลากหลายตามการใช้งาน ดีไซน์ที่สวยหรู แบตเตอรี่ที่อึดยาวนานใช้งานได้แบบไม่ต้องมาคอยชาร์จบ่อย ๆ แต่จุดสังเกตที่เรายังติดอยู่บ้างก็คือในกล่องไม่มีพวกซองหรือกล่องที่ใช้เก็บตัวแปรงมาด้วย เวลาจะพกไปใช้นอกบ้านก็ไม่สะดวกเท่าไหร่อะเนาะ เนื่องจากขนาดค่อนข้างใหญ่

ราคา realme M1 Sonic Electric Toothbrush

realme M1 Sonic Electric Toothbrush ราคา 1,499 บาท เริ่มวางจำหน่ายวันนี้ที่ 20 ก.พ.นี้ และพิเศษ Flash Sale วันที่ 11, 16 และ 19 ก.พ.นี้ เหลือเพียง 999 บาทเท่านั้น

realme N1 Sonic Electric Toothbrush

มาต่อกันที่รุ่นน้องอย่าง realme N1 Sonic Eletric Toothbrush กันบ้าง รุ่นนี้ก็จะเป็นรุ่นย่อมเยากว่า เข้าถึงได้ง่ายแต่ความสามารถในการทำความสะอาดนั้นไม่แพ้กันเลย มาพร้อมจุดเด่นในเรื่องแบตเตอรี่อึดกับสโลแกน “แบตยาวนาน ปากสะอาดยิ่งขึ้น” ตัวดีไซน์จะเป็นผิวด้านเรียบ ๆ เหมือนกันครับ

ที่ตัวด้ามจะมีปุ่มกด 1 ปุ่มเช่นกันแต่ของ realme N1 จะใช้เป็นปุ่มยางที่มีความนุ่มกว่า ใช้กดเพื่อเลือกเปิด-ปิดและเลือกโหมดซึ่งรุ่นนี้จะมีโหมดให้เลือก 3 โหมดดังนี้ครับ

  1. Soft mode (รูปหยดน้ำ) – สำหรับผู้ที่ต้องการความละเอียดอ่อนต่อเหงือก
  2. Clean mode (รูปเพชร) – สำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน
  3. Polish mode (รูปโล่) – ขัดและขจัดคราบอย่างทั่วถึง เพื่อฟันขาวใส

วิธีการใส่หัวแปรงของ realme N1 จะแตกต่างไปนิดหน่อยคือให้เราเสียบหัวแปรงลงไปจากนั้นบิดขวาเพื่อล็อกตัวหัวแปรงเข้ากับด้าม หัวแปรงที่แถมมาในกล่องจะมีแค่แบบเดียว หัวแปรงผลิตจากวัสดุ PP (Polypropylene) มาตรฐาน food grade เบอร์ 5 ซึ่งปลอดภัย และถูกสุขอนามัย ไม่ระคายเคืองช่องปาก เนื่องจากไม่มีส่วนผสมของสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ขนแปรงที่ใช้เป็น Dupont กำจัดเชื้อแบคทีเรีย 99.99% มีประสิทธิภาพในการป้องกันการเติบโตของแบคทีเรียและในการกำจัดแบคทีเรียและคราบจุลินทรีย์ออกจากผิวฟัน ให้การซอกซอนได้อย่างล้ำลึก

ลองแปรงกันเลย

วิธีการใช้งานก็เหมือนกันครับ ใส่ยาสีฟันที่หัวแปรงจากนั้นนำเข้าปากแล้วกดปุ่มเริ่มทำงานได้เลย ฟิลลิ่งของ realme N1 จะแตกต่างจาก realme M1 นิดหน่อย ด้วยความที่ตัวก้านของหัวแปรงนั้นหนากว่า เวลานำเข้าปากแล้วแปรงก็จะแน่นกว่านิดหน่อย

แต่การสั่นทำงานนั้นให้ประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้กันจริง ๆ ตามสเปคแล้วรุ่นนี้จะสามารถสั่นได้ถึง 20,000 ครั้งต่อนาที และให้เสียงที่เบากว่า 55 dB ให้ฟันสะอาดได้แบบทั่วถึงจริง ๆ แถมฟองก็ไม่ออกมากเท่าไหร่ด้วยครับ

realme N1 มาพร้อมคุณสมบัติกันน้ำตามมาตรฐาน IPX7 เช่นเดียวกัน ลงน้ำลึก 1 เมตรได้นาน 30 นาที หายห่วงเมื่อต้องใช้งานในห้องน้ำหรือล้างน้ำสะอาดในการทำความสะอาดครับ

แบตเตอรี่อึดกว่า 130 วัน

สำหรับแบตเตอรี่ของ realme N1 สามารถใช้งานต่อเนื่องได้นานกว่า 130 วัน หรือคิดง่าย ๆ ก็คือปีนึงชาร์จแค่ 3 ครั้งก็พอ ลดเวลาการชาร์จและช่วยให้พกพาไปใช้งานนอกบ้านได้แบบไม่ต้องกังวลหาที่ชาร์จไปด้วยเลยล่ะครับ

แต่ถ้าจะชาร์จจริง ๆ ก็ไม่ยุ่งยากเพราะสามารถเสียบสายชาร์จแบบ USB type-C ได้เลยที่ด้านล่างของตัวด้าม ชาร์จเพียงแค่ 5 นาทีก็สามารถใช้งานต่อได้ถึง 9 วันเลยด้วย

สรุป realme N1 Sonic Electric Toothbrush

สำหรับ realme N1 Sonic Electric Toothbrush ก็เป็นอีกหนึ่งแปรงสีฟันไฟฟ้าที่น่าสนใจ ด้วยการใช้งานที่ดี มอบประสบการณ์การแปรงฟันในรูปแบบใหม่ วัสดุงานประกอบทำได้ยอดเยี่ยม มีแบตเตอรี่ที่อึดยาวนาน และโหมดการใช้งานที่ตอบโจทย์ในชีวิตประจำวัน ส่วนจุดสังเกตก็คงเป็นเรื่องการพกพาที่อาจจะไม่สะดวกเท่าไหร่นั่นเองครับ

ราคา realme N1 Sonic Electric Toothbrush

realme N1 Sonic Electric Toothbrush ราคา 699 บาท เริ่มวางจำหน่ายวันนี้ที่ 20 ก.พ.นี้ และพิเศษ Flash Sale วันที่ 11, 16 และ 19 ก.พ.นี้ เหลือเพียง 599 บาทเท่านั้น

สรุป realme N1 | M1 Sonic Electric Toothbrush

สรุปแล้วแปรงสีฟันไฟฟ้าใหม่ 2 รุ่นของ realme นี้ก็ช่วยเสริมอุปกรณ์จำพวก Lifestyle ให้แบรนด์มีความรอบด้านมากขึ้น จากปีที่แล้วเราเริ่มเห็นอุปกรณ์ AIoT มามาก ปีนี้เริ่มต้นกันด้วยอุปกรณ์ Lifestyle ในทางอื่นบ้าง ก็ถือว่าเสริมทัพอุปกรณ์ได้อย่างฉลาด ใครที่กำลังมองหาแปรงสีฟันไฟฟ้าคุ้ม ๆ สักตัว ลองมองมาที่ realme N1 หรือ realme M1 Sonic Electric Toothbrush รับรองไม่ผิดหวังแน่ ๆ ครับ

Continue Reading

กำลังฮอต

Featured6 วัน ago

ส่องโปรโมชั่น “มีนา มีโปร” เซ็ตแพ็คคู่สุดคุ้ม ซื้อสมาร์ทโฟน realme คู่กับอุปกรณ์ AIoT เริ่ม 1 – 15 มี.ค.นี้

realme จัดโปรโมชั่นต...

Featured3 สัปดาห์ ago

ขับไม่เหมือนกันทำไมต้องจ่ายเท่ากัน ? ”ประกันขับดี” มิติใหม่ของประกันรถยนต์จาก AIS Insurance และ MSIG !!

AIS Insurance S...

Featured4 สัปดาห์ ago

รีวิว realme N1 | M1 Sonic Eletric Toothbrush แปรงสีฟันไฟฟ้าสุดล้ำ “เพื่อช่องปาก สะอาดล้ำลึก”

รีวิว realme N1 | M1...

Featured4 สัปดาห์ ago

รีวิว realme Watch S Pro สมาร์ทวอทช์ดีไซน์สวย ฟีเจอร์ครบ วัดออกซิเจนในเลือด พร้อมใช้ได้สูงสุด 14 วัน

มาตามสัญญาสำหรับรีวิ...

AIS Hot deal more huawei nova promotion 2021 AIS Hot deal more huawei nova promotion 2021
Android News4 สัปดาห์ ago

ต้อนรับเดือนแห่งความรัก กับสมาร์ทโฟน HUAWEI รุ่นฮิต พร้อมโปรดีที่ AIS Hot deal

ถ้าจะให้พูดถึงสมาร์ท...

Advertisement

มือถือใหม่

คลิปล่าสุด

ข่าวใหม่วันนี้

ข่าวประชาสัมพันธ์10 ชั่วโมง ago

TikTok เอาใจสายแฟชั่น สร้างปรากฏการณ์ดิจิทัลแฟชั่นวีคครั้งแรก! ประเดิมคว้าแฟชั่นวีคแห่งปี “Paris Fashion Week”

TikTok แพลตฟอร์...

ข่าวประชาสัมพันธ์10 ชั่วโมง ago

เข้าไทยแน่นอน Galaxy A52, A52 5G และ A72 เตรียมเปิดตัวกลางเดือนนี้

หลังจากที่ซัมซุงเพิ่...

Net Sim AIS drac True Comparison in March 2021 628 Net Sim AIS drac True Comparison in March 2021 628
IT News11 ชั่วโมง ago

ส่องราคา! ซิมเทพ TRUE, DTAC, AIS ซิมเน็ตรายปี โทรฟรี จ่ายครั้งเดียวจบ เดือนมีนาคม 2021

วันนี้จะพาไปอัปเดทรา...

Apple News1 วัน ago

Apple Music ร่วมฉลองวันสตรีสากล 8 มีนาคม ผ่านการจัดแสดงผลงานเพลงและเรื่องราว ของศิลปินหญิงชั้นนำของวงการ

เนื่องในโอกาสวันสตรี...

realme C21 realme C21
Android News1 วัน ago

realme C21 เปิดตัวแล้ว มาพร้อม Helio G35 มี 3 กล้องหลัง และแบต 5000mAh

realme C21 เปิดตัวอย...

กินเที่ยวกัน

กำลังมาแรง