Connect with us

Featured

รีวิว OPPO Reno5 Series 5G สุดยอดการถ่ายวิดีโอ Portrait พร้อมฟีเจอร์สุดล้ำ, สเปกแรง และดีไซน์เด่น ในราคาหมื่นต้น

Published

on

เรียกว่าประเดิมได้อย่างสวยงามสำหรับ OPPO ที่เปิดตัว OPPO Reno5 Series 5G ในสโลแกน Picture Life Together ที่สุดของการถ่ายภาพและวิดีโอ Portrait แบบไม่เหมือนใคร ด้วยฟีเจอร์สุดล้ำมากมายให้ลองเล่น ทั้งยังมีขุมพลังตัวแรง รองรับ 5G และแบตเตอรี่อึดๆ โดยครั้งนี้ก็มีถึง 2 รุ่น ได้แก่ OPPO Reno5 และ OPPO Reno5 5G ซึ่งมีความคล้ายกันมาก ส่วนจะต่างกันตรงไหนบ้างเราจะบอกให้แน่นอนครับ

สรุปสเปค OPPO Reno5

  • ขนาดตัวเครื่อง (Starry Black) : 159.1 x 73.3 x 7.7 มม.
  • ขนาดตัวเครื่อง (Fantasy Silver) : 159.1 x 73.3 x 7.8 มม.
  • น้ำหนัก : 171 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล AMOLED ขนาด 6.43 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล), 410ppi อัตราส่วน 20:9 รองรับ Refresh Rate 90Hz และ Touch sampling rate สูงสุด 180Hz
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 720G Octa Core ความเร็ว 2.3GHz
  • GPU : Adreno 618
  • RAM : 8GB LPDDR4x
  • ROM : 128GB UFS 3.1 รองรับ microSD Card สูงสุด 256GB
  • กล้องถ่ายรูปหลัง 4 เลนส์ แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.7
    • เลนส์ Ultra Wide Angle มุมกว้าง 119 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
    • เลนส์ Mono ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้าความละเอียด 44 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • ระบบปฏิบัติการ Android 11 ครอบทับด้วย ColorOS 11
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.1, ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 4310 mAh รองรับ 50W Flash Charging

สรุปสเปค OPPO Reno5 5G

  • ขนาดตัวเครื่อง : 159.1 x 73.4 x 7.9 มม.
  • น้ำหนัก (Starry Black) : 172 กรัม
  • น้ำหนัก (Galactic Silver) : 180 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล AMOLED ขนาด 6.43 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล), 410ppi อัตราส่วน 20:9 รองรับ Refresh Rate 90Hz และ Touch sampling rate สูงสุด 180Hz
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 765G Octa Core ความเร็ว 2.4GHz
  • GPU : Adreno 620
  • RAM : 8GB LPDDR4x
  • ROM : 128GB UFS 2.1
  • กล้องถ่ายรูปหลัง 4 เลนส์ แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.7
    • เลนส์ Ultra Wide Angle มุมกว้าง 119 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
    • เลนส์ mono ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • ระบบปฏิบัติการ Android 11 ครอบทับด้วย ColorOS 11
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.1, ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และพอร์ต USB Type-C
  • รองรับเครือข่าย 5G
  • แบตเตอรี่ความจุ 4300 mAh รองรับ 65W SuperVOOC 2.0

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

อุปกรณ์ภายในกล่องมีดังนี้

  • ตัวเครื่อง OPPO Reno5 หรือ Reno5 5G พร้อมติดฟิล์มกันรอย
  • อะแดปเตอร์ 65W SuperVOOC 2.0 เหมือนกัน
  • หูฟังแบบ 3.5 มม.
  • สาย USB Type-C
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • เคสใส
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น

ถ่ายวิดีโอ Portrait ขั้นสุด

มาเริ่มกันที่ตัวชูโรงใน OPPO Reno5 Series 5G อย่างการถ่ายวิดีโอต้องบอกว่านี่คือตัวชูโรงที่ห้ามพลาดเด็ดขาดใน Reno5 และ Reno5 5G ครับ โดยมีอยู่หลายฟีเจอร์แปลกใหม่ให้ใช้งานกันเลยทีเดียว

AI Mixed Portrait: (เฉพาะ OPPO Reno5)

มาเริ่มกันที่ฟีเจอร์ที่ยังไม่มีสมาร์ทโฟนรุ่นไหนในโลกทำได้ครับ นั่นคือ AI Mixed Portrait บนวิดีโอ ที่เป็นการใช้ Double Exposure Effect มาใช้ในการถ่ายวิดีโอ ซึ่งปกติมักจะอยู่ในการถ่ายภาพนิ่งเท่านั้น โดยวิดีโอในฟีเจอร์นี้จะเป็นการทับซ้อน 2 วิดีโอได้อย่างสวยงาม แถมการตัดขอบก็ทำได้เนียนระดับที่ดีเลยทีเดียว เรียกได้ว่าสร้างสรรค์วิดีโอออกได้อย่างอิสระตามใจชอบเลย

Dual-view Video (มีทั้ง 2 รุ่น)

Dual-view Video  เป็นการรองรับการถ่ายวิดีโอทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังพร้อมกันในครั้งเดียวครับ ซึ่งสาย Vlog น่าจะชอบมากๆ เพื่อให้ได้เห็นทั้งบรรยากาศและรีแอ็คของตัวเราได้พร้อมกันทันที ซึ่งการแบ่งสัดส่วนจะมีให้เลือก 3 แบบ ได้แก่ Split (แบ่งครึ่งหน้าจอเท่ากัน), Round (กลม) และ Rectangle (สี่เหลี่ยม) ซึ่ง 2 อย่างหลังสามารถเลื่อนกรอบได้ตามสบายครับ

AI Highlight Video

ฟีเจอร์นี้นั้นเป็นการถ่ายวิดีโอที่ให้เราได้พร้อมใช้ในทุกสถานการณ์ โดย AI จะปรับความสว่างและคุณภาพของวิดีโอได้อัตโนมัติ ซึ่งหลักๆ จะแบ่งได้ 2 หมวด ได้แก่ Ultra Night Video เพื่อใช้งานในที่แสงน้อยให้สว่างและคมชัดมากขึ้น และ Live HDR เพื่อถ่ายในช่วงกลางวันหรือย้อนแสงได้

Monochrome Video (เฉพาะ OPPO Reno5)

สำหรับ Monochrome Video จะเป็นฟิลเตอร์ที่เปลี่ยนให้ฉากหลังเป็นขาวดำแต่ตัวบุคคลยังคงสีสันไว้อยู่ คล้ายกับการถ่ายภาพนิ่งครับ แต่นี่จะเป็นการใช้งานผ่านวิดีโอแทน ทั้งนี้ เรายังสามารถเลือกสีไฮไลท์ได้เฉพาะสีแดง, เขียว หรือน้ำเงินก็ได้เช่นกัน

Portrait Beautification Video

ฟีเจอร์นี้น่าจะถูกในสาย Vlog อีกแน่นอนครับ เพราะเป็นการทำให้ใบหน้าสวยเนียนเป็นธรรมชาติมากขึ้นในกล้องหน้า โดย AI จะตรวจจับเพศ,สีผิว และอายุให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลทันที หรือถ้าใครจะปรับเองก็ทำได้ตั้งแต่ 0-100%

Ultra Steady Video 3.0

สำหรับระบบกันสั่นไหวใน OPPO Reno5 Series 5G มีความพิเศษมากขึ้นด้วยการรองรับถึง 3 เลนส์ในเครื่องเดียว ไม่ว่าจะเป็นกล้องหน้า, เลนส์หลักกล้องหลัง หรือเลนส์ Ultra-Wide Angle (เมื่อเปิดโหมด Pro Video) ซึ่งทั้ง 3 เลนส์ถ่ายออกมาได้ดีครับ เห็นความแตกต่างจากโหมดปกติพอสมควร

ตัดต่อได้อิสระด้วย SOLOOP

ใครที่เป็นแฟนๆ OPPO จะต้องรู้จักแอปพลิเคชั่น SOLOOP เป็นอย่างดีครับ โดยเราสามารถนำวิดีโอในเครื่องมาสร้างคลิปได้อย่างง่ายๆ โดยมีให้เลือกหลากหลายอารมณ์ ทั้งสนุกสนาน, แอคชั่น หรือจะเน้นดราม่าก็ยังได้

กล้องถ่ายรูป

OPPO Reno5 Series 5G มีมาให้เหมือนกันทั้งหมดอย่างกล้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นเลนส์หลักความละเอียดสูงสุด 64 ล้านพิกเซล พร้อมเลนส์ Ultra-Wide, Macro และ Mono ซึ่งฟีเจอร์ต่างๆ ก็พร้อมให้ใช้งานเหมือนกันอีกด้วยครับ แต่จะต่างกันเล็กน้อยในส่วนของการถ่ายวิดีโอ โดยแต่ละฟีเจอร์จะมีอะไรบ้างเรามาดูกันเลยครับ

ความละเอียดสูงสุด 108 ล้านพิกเซล Ultra-clear 108MP Image

แม้ว่า OPPO Reno5 Series 5G จะมีเลนส์หลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล แต่ก็มีความสามารถในการถ่ายออกมาความละเอียดสูงสุดถึง 108 ล้านพิกเซล ที่ให้ความคมชัดและรายละเอียดในภาพมากกว่าเดิม สามารถซูมและขยายภาพได้ดีขึ้น ที่สำคัญ เราสามารถใช้ประโยชน์นี้เพื่อให้ได้หลายสถานการณ์ในภาพเดียวจากการครอปภาพในมุมต่างๆ นั่นเองครับ

ฉลาดล้ำด้วยเทคโนโลยี AI Scene Enhancement

OPPO Reno5 Series 5G ทั้ง 2 รุ่นยังมาพร้อมกับ AI ที่สามารถระบุหมวดหมู่ของวัตถุที่เรากำลังถ่ายได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ เพื่อปรับแต่งสีสันและความสว่างให้เหมาะสมกับแต่ละวัตถุที่แตกต่างกัน ซึ่ง AI ใน 2 รุ่นนี้สามารถแยกได้ถึง 22 หมวด ได้แก่ ชายหาด, ท้องฟ้า, ฉากแมว, ข้อความ, สุนัข, ดอกไม้ไฟ, อาหาร, สนามหญ้า, ที่ร่ม, ฉาก, ทารก, วิวทิวทัศน์, ในตอนกลางคืน, หิมะ, แสงไฟที่สว่างจ้า, พระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์, ใบหน้าของมนุษย์, ฉากที่มีหลายใบหน้า, ย้อนแสง, ฉากดอกไม้, ต้นไม้สีเขียว, สีทึบ และลวดลายซ้ำกัน

Ultra-Wide Angle มุมมกว้างขึ้นสุด 119 องศา

ทั้ง OPPO Reno5 และ OPPO Reno5 5G ให้เลนส์ Ultra-Wide Angle มาที่มุมกว้างถึง 119 องศาครับ โดยภาพที่ได้ออกมาแทบจะไม่ต่างกันทั้งเรื่องสีสันที่ความสดใส ภาพมีความสว่าง พร้อมเห็นแสงและเงาได้ชัดเจน

ถ่าย Portrait ได้สวยเนียน พร้อมความคมชัดแม้เคลื่อนไหวอยู่

สำหรับโหมด Portrait ได้รับการปรับปรุงเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยมีเทคโนโลยี Image-clear Engine (ICE) เข้ามาช่วยให้ถ่ายภาพบุคคลคมชัดและไม่เกิดอาการเบลอเวลาขยับ ทั้งนี้ ในเรื่องของใบหน้าสวยงามก็ทำอออกได้ดีมากๆ ตามฉบับของ OPPO Reno Series ที่ปรับได้ตั้งแต่ 0% – 100% แต่ก็ยังคงความเป็นธรรมชาติอยู่

กล้องหลัง

กล้องหน้า

ในรุ่น OPPO Reno5 ที่เน้นการถ่าย Portrait อยู่แล้ว ก็ยังมีฟีเจอร์ AI Color Portrait เพื่อเป็นลูกเล่นให้ดูไม่จำเจ โดยตัวบุคคลจะยังคงมีสีสัน ขณะที่พื้นหลังเป็นสีขาวดำทั้งหมด ที่สำคัญฟีเจอร์นี้ยังใช้งานได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังเลยด้วย

กล้องหลัง

กล้องหน้า

ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ครับ เพราะเลนส์ Mono ของทั้ง 2 รุ่นก็ถ่ายภาพในเฉดที่ดูย้อนยุคได้เช่นกันและให้ความรู้สึกของภาพได้อีกแบบ

โบเก้สวยงามขึ้นในตอนกลางคืนด้วย Night Flare Portrait

ปกติแล้วเมื่อเราถ่ายภาพ Portrait ในโหมดปกติ พื้นหลังจะมีการเบลอฉากหลังแบบเท่าๆ กัน แต่ในโหมดนี้ฉากหลังจะเบลอมากขึ้น เพิ่มโบเก้ของดวงไฟให้ชัดเจนมากๆ และความสว่างในภาพก็มีมากขึ้นไปด้วย

Ultra Dark Mode ถ่ายกลางคืนได้สว่าง พร้อม Noise ที่น้อยลง

OPPO Reno5 Series 5G ทั้ง 2 รุ่นนี้ก็มาพร้อม Ultra Dark Mode ที่พัฒนาขึ้นกว่าเดิม โดยใช้การประมวลผลประมาณ 7 วินาที แต่แลกมาด้วย Noise ที่แทบไม่มีให้เห็น ซึ่งความสว่างในภาพของวัตถุก็ชัดเจนมากขึ้นแถมสีสันก็ตรงกับของจริงอีกด้วย

ถ่ายได้ใกล้ด้วยเลนส์ Macro

สำหรับเลนส์ Macro ทั้ง 2 รุ่นก็สามารถถ่ายได้ใกล้สุดๆ ที่ 4 เซนติเมตร โดยการโฟกัสก็ทำได้เร็วขึ้นและสีสันก็มีการปรับปรุงด้วยครับ ซึ่งก็ถ่ายออกมาได้ไม่ต่างกันครับ

กล้องหน้าความละเอียดสูง

ในกล้องหน้ามีความแตกต่างกันเล็กน้อยครับ โดย OPPO Reno5 มีคาวมคมชัดสูงกว่าอยู่ที่ 44 ล้านพิกเซล ส่วน OPPO Reno5 5G มีความละเอียด 32 ล้านพิกเซล แต่ทั้งคู่ก็ถ่ายออกมาให้มีความคมชัดในระดับสูงแทบไม่ต่างกัน พร้อมรองรับ HDR ได้ด้วย

เซลฟี่กลางคืนได้ด้วย Ultra Night Selfie Mode

นอกจากกล้องหลังจะถ่ายโหมดกลางคืนได้แล้ว กล้องหน้าของทั้ง 2 รุ่นก็ถ่ายได้เช่นกันครับ โดยจะได้ประโยชน์ในตอนนี้ที่เราต้องการเซลฟี่ในตอนกลางคืนหรือในช่วงที่มีแสงน้อยครับ ซึ่งใบหน้ามีความสว่างและคมชัดมากขึ้น

ดีไซน์สวยงามด้วยกระบวนการ Diamond Spectrum Process

สำหรับดีไซน์ของ OPPO Reno5 Series 5G ทั้ง 2 รุ่นนี้ ใช้กระบวนการผลิตฝาหลังเหมือนกันเป็น Diamond Spectrum Process เกิดเป็นสี Fantasy Silver (OPPO Reno5) และ Galactic Silver (OPPO Reno5 5G) ที่ให้ลวดลายมีหลากสีสันอย่างสวยงาม ขึ้นอยู่กับแสงที่กระทบเข้ามาที่ด้านหลัง ซึ่งจะแบ่งสีได้ถึง 5 สี ได้แก่ สีเขียว สีเหลือง สีฟ้า สีม่วง และ สีส้ม ทั้งยังมีฝาหลังแบบด้านให้ความพรีเมี่ยมและทำให้เกิดรอยนิ้วมือน้อยลงอีกด้วย

นอกจากนี้ทั้ง 2 รุ่นก็ยังมีสีดำ Starry Black ที่เป็นฝาหลังแบบเงาสะท้อนสุดคลาสสิก ให้ความเข้มอีกด้วย

ทั้งนี้ OPPO Reno5 Series 5G ยังมีตัวเครื่องสุดบางจับถือได้อย่างสะดวกสุดๆ โดย OPPO Reno5 มีน้ำหนักเบาเพียง 171 กรัม และความหนาเพียง 7.7 มม. ในสี Starry Black ขณะที่สี Fantasy Silver มีความหนา 7.8 มม.

ส่วน OPPO Reno5 5G มีความบาง 7.9 มม. และน้ำหนักเบาพิเศษเพียง 172 กรัมเท่านั้นในสีดำ Starry Black ขณะที่สี Galactic Silver มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 180 กรัม

หน้าจอแสดงผลของทั้ง 2 รุ่นมาเหมือนกับครับ โดยมาในพาเนล AMOLED ขนาด 6.43 นิ้ว คมชัดระดับ FHD+ สามารถรับชมคอนเทนต์ต่างๆ ได้เต็มตาและสวยงามแน่นอน

ที่สำคัญยังมี Refresh Rate 90Hz และ Touch sampling rate สูงสุด 180Hz ให้ใช้งานกันได้แบบลื่นๆ และตอบสนองได้ไวสุดทั้งการใช้งานทั่วไปหรือเล่นเกม

เหนือหน้าจอ OPPO Reno5 Series 5G เป็นกล้องหน้า Punch Hole ที่ฝังอยู่ในมุมซ้ายบนเหมือนกัน พร้อมลำโพงสำหรับสนทนาตรงกลาง

ด้านล่างเรียงจากซ้ายไปขวาจะมีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม., ไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวหลัก

ด้านบนมีเพียงลำโพงตัวที่ 2 สำหรับการตัดเสียงรบกวน

ทางซ้ายตัวเครื่องมีช่องใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ช่องเหมือนกัน แต่ OPPO Reno5 จะมีช่องใส่ MicroSD Card เพิ่มมาให้อีก 1 ช่อง รวมเป็น 3 Slot ครับ ถัดลงไปเป็นปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง

OPPO Reno5 (ซ้าย) / OPPO Reno5 5G (ขวา)

ขณะที่ทางขวามีปุ่ม Power เท่านั้น

สุดท้ายด้านหลังมีกล้อง 4 เลนส์มีทั้งเลนส์หลัก, Ultra-Wide Angle และ Macro อยู่ฝั่งซ้าย โดยมีเลนส์ Mono อยู่มุมขวาบน และขวาล่างจะมีไฟแฟลช LED

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

OPPO Reno5 Series 5G แกะกล่องมาพร้อมระบบปฏิบัติการ Android 11 ครอบทับด้วย ColorOS 11 ที่เป็น UI รุ่นล่าสุดของ OPPO ครับ ซึ่งฟีเจอร์และหน้าตาต่างๆ ก็เปลี่ยนไปเยอะเลยทีเดียว แถมความไหลลื่นในการใช้งานก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดครับ

รองรับ 5G สุดเร็วแรง (เฉพาะ OPPO Reno5 5G)

OPPO Reno5 5G นั้นมาพร้อมกับการรองรับเครือข่าย 5G ที่ทำให้ใช้งานผ่านเครือข่ายได้อย่างไหลลื่น ไม่ว่าจะโหลดแอปพลิเคชั่นหรือโหลดภาพยนตร์ก็ทำได้รวดเร็วมากๆ ซึ่ง 5G ยังช่วยให้ค่าความหน่วยระหว่างการเล่นเกมลดลงด้วย ทำให้ระหว่างการเล่นจะเป็นแบบเรียลไทม์มากยิ่งขึ้น

แสดงผลนาฬิกาพร้อมแจ้งเตือนผ่านฟีเจอร์ Always-on Display

สำหรับ Always-on Display ที่เป็นการบอกสถานะเบื้องต้นบนหน้าจอล็อกก็ทำลูกเล่นเพิ่มขึ้นด้วยรูปแบบที่มีให้เลือกเพียบ เช่น รูปแบบนาฬิกาแบบกำหนดเอง, เป็นตัวอักษรที่เปลี่ยนได้ตามใจชอบ, ข้อความและภาพ, นาฬิกาอะนาล็อก และนาฬิกาดิจิทัล

การปรับเปลี่ยนแอนิเมชั่นสุดอิสระ

ColorOS 11 ให้เราได้เปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนไหวจากการใช้งานต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบลายนิ้วมือ, การจัดวางแอพ, ลักษณะไอคอน หรือสี เป็นต้น

Dark Mode ที่สามารถปรับแต่งได้

OPPO Reno5 Series 5G มาพร้อมกับฟีเจอร์โหมดกลางคืน (Dark Mode) ที่เปลี่ยนเป็นธีมมืดได้

แต่มีความพิเศษนั้นเพิ่มขึ้นคือเลือกได้ 3 ระดับ ได้แก่ ขั้นสูง (Enhanced), กลาง (Medium) และอ่อนโยน (Gentle) ซึ่งจะเป็นระดับของสีพื้นหลังครับ

Smart AirControl ควบคุมได้ไม่ต้องแตะจอ (เฉพาะ OPPO Reno5)

กลับมาอีกครั้งสำหรับฟีเจอร์ Smart AirControl ที่ให้เราได้ควบคุมหน้าจอได้เพียงแค่ปัดฝ่ามือขึ้นลง เช่น การเลื่อนฟีดของ Facebook หรือการรับโทรศัพท์ ซึ่งฟีเจอร์นี้จะใช้ประโยชน์ได้มากเมื่อเรามือเลอะแล้วมีคนโทรมา

ปรับหน้าต่างแอปได้อิสระด้วย FlexDrop

OPPO Reno5 Series 5G ให้เราปรับหน้าต่างของแอปพลิเคชั่นได้อย่างอิสระมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นหน้าต่างแบบลอย, หน้าต่างขนาดเล็ก หรือจะเป็นหน้าจอแบ่งส่วนเพื่อใช้งานแบบครึ่งๆ จอร่วมกับอีก 1 แอปได้

ระบบความปลอดภัย

ด้านระบบความปลอดภัย ทั้ง 2 รุ่นนี้มาพร้อมกับเทคโนโลยีการสแแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ ซึ่งใช้งานได้อย่างรวดเร็วและสเถียรมากๆ ครับ

ขณะที่การสแกนใบหน้าก็ทำได้อย่างรวดเร็วและแยกแยะใบหน้าได้ดี

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

ในด้านหน่วยประมวลผล OPPO Reno5 5G ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 765G Octa Core ส่วน OPPO Reno5 นั้นใช้ Snapdragon 720G ซึ่งบอกเลยว่าการใช้งานทั่วไปหรือเล่นเกมทำได้รวดเร็วไม่ต่างกันมากครับ แถมทั้งคู่ยังให้ RAM มาถึง 8GB และความจุอีก 128GB เหมือนกันด้วย

ผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ของ OPPO Reno5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 567 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,649

ผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ของ OPPO Reno5 5G ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 599 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,785

ฟีเจอร์และทดสอบด้านการเล่นเกม

ฟีเจอร์ Game Space ก็ยังมีมาให้ใน OPPO Reno5 Series 5G ครับ ซึ่งบอกรายละเอียดระหว่างเล่นเกมได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ CPU, GPU และเฟรมเรทแบบเรียลไทม์

ทดสอบการเล่นเกม

ROV


สำหรับเกม ROV นั้นสามารถเปิดกราฟิกการแสดงผลได้ในระดับสูง, ภาพ HD ระดับสูงสุด และเปิดเฟรมเรทสูงได้ ซึ่งการเล่นภายในเกม 5 VS 5 ก็ทำได้ไหลลื่นและเฟรมเรทนิ่งๆ ทั้ง 2 รุ่นครับ

Genshin Impact

ส่วนเกมดังอย่าง Genshin Impact ทั้ง 2 รุ่นนี้ก็เล่นได้แบบไม่มีปัญหาอะไรครับ มีความไหลลื่นของภาพดี และภาพก็สวยในระดับที่ดีเลยทีเดียว

แบตเตอรี่อึดพร้อมชาร์จเร็วสูงสุด 65W SuperVOOC 2.0

อีหนึ่งความแตกต่างของ OPPO Reno5 Series 5G ก็คือเรื่องของแบตเตอรี่ครับ โดย OPPO Reno5 มีแบตเตอรี่ความจุ 4310mAh รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 50W Flash Charging ซึ่งชาร์จแบตเตอรี่จาก 0% – 80% ในเวลเพียง 31 นาทีเท่านั้น และเต็ม 100% ด้วยเวลาเพียง 48 นาทีครับ

ส่วน OPPO Reno5 5G นั้นมีแบตน้อยกว่าเล็กน้อยอยู่ที่ 4300mAh ซึ่งจริงๆ ก็ใช้งานทั่วไปได้ทั้งวันครับ แต่รองรับ 65W SuperVOOC 2.0 ในเวลา 15 นาทีชาร์จได้ถึง 60% และชาร์จเต็ม 100% ในอย่างรวดเร็วเพียง 35 นาทีเท่านั้น

สรุปความแตกต่างของ OPPO Reno5 และ OPPO Reno5 5G

  • อย่างแรกที่มีความแตกต่างกันคือการรองรับ 5G ครับ เพื่อการใช้งานเครือข่ายที่ไม่มีสะดุดและไหลลื่นกว่าเดิม
  • ฟีเจอร์ของกล้องหลังที่เน้นการใช้งานต่างกันเล็กน้อย โดย OPPO Reno5 5G จะเน้นเรื่องระนนกันสั่นไหวที่มีในเกือบทุกเลนส์ ส่วน OPPO Reno5 จะเน้นเรื่องการถ่ายวิดีโอและลูกเล่นที่เกี่ยวกับ Portrait
  • เทคโนโลยีชาร์จเร็วของ OPPO Reno5 5G อยู่ที่ 65W SuperVOOC 2.0 ส่วน OPPO Reno5 อยู่ที่ 50W Flash Charging
  • ใครที่เน้นเล่นเกมแบบจัดเต็มต้องการกราฟิกหนักๆ OPPO Reno5 5G น่าจะตอบโจทย์มากกว่าครับ เพราะใช้ขุมพลัง Snapdragon 765G ที่เป็นตัวท็อปๆ ของชิพรุ่นกลาง แต่ถ้าใครไม่ได้เน้นกราฟิกมากก็สามารถเลือก OPPO Reno5 ในราคาที่ถูกกว่าได้เช่นกันครับ

ราคาและโปรโมชั่นสำหรับพรีออเดอร์

OPPO Reno5 สนนราคาอยู่ที่ 10,990 บาท ขณะที่ OPPO Reno5 5G มีราคาอยู่ที่ 13,990 บาท โดยเริ่มพรีออเดอร์ตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม – 5 กุมภาพันธ์ 2564 และจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นไป

ผู้ที่จอง OPPO Reno5 ระหว่างวันที่ 26 มกราคม ถึง 5 กุมภาพันธ์ 2564 รับของสมนาคุณฟรี ดังนี้

  • เครื่องชั่งน้ำหนักอัจฉริยะ Smart Scale
  • E-VIP Card

มูลค่ารวม 6,299 บาท

ผู้ที่จอง OPPO Reno5 5G ระหว่างวันที่ 26 มกราคม ถึง 5 กุมภาพันธ์ 2564 รับของสมนาคุณฟรี ดังนี้

  • เครื่องชั่งน้ำหนักอัจฉริยะ Smart Scale
  • Bluetooth Speaker
  • E-VIP Card

มูลค่ารวม 8,398 บาท

กำลังฮอต

Advertisement

ใหม่ล่าสุด